นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๕๑ นิราศเมืองแกลง นิราศเรื่องแรกและเป็นนิราศที่ยาวที่สุด ของท่านสุนทรภู่ นิราศเมืองแกลง มีท านองแต่งเป็นกลอนนิราศ แต่งเพื่อบันทึกการเดินทางและแสดงความรู้สึก นึกคิดของตน โดยมีความยาว ๔๙๖ ค ากลอน และเป็นนิราศที่ยาวที่สุดของสุนทรภู่ สุนทรภู่เขียนเมื่อ เดินทางไปพบบิดาซึ่งบวชเป็นพระอยู่ที่บ้านกร่ า เมืองแกลง จังหวัดระยอง ภายหลังที่พ้นโทษเพราะไป รักใคร่กับแม่จันทร์สาในพระราชส านักสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงอนุรักษ์ทเวศร์ กรมพระราชวัง เมื่อ กรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตเมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๕๐ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราชจึงทรงปล่อยนักโทษตามโบราณราชประเพณี ประวัติของผู้แต่ง ประวัติของท่านสุนทรภู่ ท่านเป็นกวีเอกคนหนึ่งของกรุงรัตนโกสินทร์ เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๘ ขึ้น ๑ ค่ า ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระ พุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) บิดาเป็นชาวบ้านกร่ า อ าเภอแกลง จังหวัดระยอง มารดาเป็นคน จังหวัดไหนไม่ปรากฏ ตั้งแต่สุนทรภู่ยังเด็ก บิดากลับไปบวชที่เมืองแกลง ส่วนมารดามีสามีใหม่มี ลูกผู้หญิงอีก ๒ คน ชื่อฉิมกับนิ่ม ต่อมามารดาได้เป็นแม่นมของพระองค์เจ้าจงกล พระธิดาของกรม พระราชวังหลัง สุนทรภู่จึงเข้าไปอยู่ในวังกับมารดา ตอนยังเป็นเด็ก สุนทรภู่ได้เล่าเรียนที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) โตขึ้นก็เข้ารับราชการเป็นนายระวางพระคลังสวน ไม่นานก็ลาออกเพราะไม่ชอบงานนี้ ชอบแต่การแต่งกลอน และแต่งสักวาเท่านั้น วัตถุประสงค์ในการแต่ง แต่งเพื่อบันทึกการเดินทางและแสดงความรู้สึกนึกคิดของตน
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๕๒ ท านองแต่ง แต่งเป็นกลอนนิราศ ลักษณะของวรรณคดีประเภทนิราศ ค าว่า “นิราศ” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ให้ความหมาย ของนิราศไว้ว่า “ก. ไปจากระเหระหน ปราศจาก น. เรื่องราวที่พรรณนาถึงการจากกันหรือการที่อยู่ ไปในที่ต่าง ๆ เป็นต้น มักแต่งเป็นกลอนหรือโคลง เช่น นิราศนรินทร์ นิราศเมืองแกลง” สันนิษฐาน กันว่าการแต่งนิราศนั้นเนื่องจากในสมัยก่อนการเดินทางต้องใช้เวลานาน ดังนั้นเมื่อกวีต้องเดินทางผ่าน สถานที่ต่าง ๆ จึงคิดแต่งขึ้น ทั้งคร่ าครวญถึงนางที่รักเมื่อได้เห็นสิ่งต่าง ๆ ส าหรับการตั้งชื่อนิราศนั้น มี ดังนี้ ๑. ตั้งตามชื่อผู้แต่ง เช่น นิราศนรินทร์ ๒. ตั้งตามเนื้อเรื่อง เช่น ทวาทศมาส ๓. ตั้งตามสถานที่ปลายทางที่ผู้แต่งไป เช่น นิราศพระบาทในระยะแรกนิยมแต่งนิราศเป็น โคลง ต่อมาจึงนิยมแต่งเป็นกลอน นิราศที่แต่งเป็นโคลง เช่น ก าสรวลศรีปราชญ์ ทวาทศมาส นิราศ ที่แต่งเป็นกลอน เช่น นิราศภูเขาทอง นิราศลอนดอน ส าหรับนิราศพระบาทนั้นแต่งเป็นกลอน ขึ้นต้นด้วยวรรครับ ลงท้ายด้วยค าว่า เอย มีลักษณะสัมผัส ดังนี้ กลอน ๑ บท มี ๔ วรรค ๑ วรรค มี ๗ – ๙ พยางค์ พยางค์สุดท้ายของวรรค ที่ ๑ สัมผัสกับพยางค์ที่ ๓ หรือ ๕ ของวรรคที่ ๒ พยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๒ สัมผัสกับพยางค์ สุดท้ายของวรรคที่ ๓ พยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๓ สัมผัสกับพยางค์ที่ ๓ หรือ ๕ ของวรรคที่ ๔ พยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๔ สัมผัสกับพยางค์สุดท้ายของวรรคที่ ๒ ในบทต่อไป สัมผัส สัมผัส คือ ลักษณะบังคับที่ให้ใช้ค าคล้องจองกัน ร้อยกรองทุกประเภทจะบังคับสัมผัสเป็น ลักษณะที่ส าคัญที่สุดของร้อยกรอง ลักษณะสัมผัสมีดังนี้๑. สัมผัสนอก คือ สัมผัสบังคับตามลักษณะ ฉันทลักษณ์ของร้อยกรองแต่ละประเภท สัมผัสนอกนี้จะเป็นสัมผัสสระ สัมผัสใน คือ สัมผัสที่ไม่ได้บังคับ แต่ถ้ามีก็จะท าให้มีความไพเราะมากยิ่งขึ้น สัมผัสในนี้ เป็นสัมผัสภายในวรรค อาจเป็นสัมผัสสระหรือสัมผัสอักษรก็ได้ ๓. สัมผัสสระ คือ ค าที่มีสระเสียง เดียวกัน เช่นกิน สัมผัสกับ บิน ดิน หิน รินขา สัมผัสกับ กา มา ตา ยาทาน สัมผัสกับ การ นาน ปาน ยานเดียว สัมผัสกับ เขียว เรียว เสียว เชียวชอบ สัมผัสกับ กอบ ตอบ สอบ ลอบ สัมผัสอักษร คือ ค าที่มีเสียงพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน เช่น กิ่ง สัมผัสกับ แก้ว กาง เกด การ น้อง สัมผัสกับ นาง นิ่ง นอน แนบ ราก สัมผัสกับ รัก รอย รูป รวนเร โดด สัมผัส กับ เดียว ดื่ม ดาบ ดึก ปูน สัมผัสกับ ป่า ปิ้ง ปาด ปวด นิราศมีลักษณะ ๓ ประการ คือ ๑. เป็นหนังสือที่กล่าวถึงการเดินทางไกลที่ต้องจากคนรักหรือจากที่อยู่ ๒. เป็นหนังสือที่กล่าวพรรณนาถึงสิ่งที่พบเห็นขณะเดินทาง ๓. เป็นหนังสือที่กล่าวร าพันถึงคนรัก
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๕๓ เรื่องย่อ นิราศเมืองแกลง สุนทรภู่ออกเดินทางจากกรุงเทพฯไปเยี่ยมบิดาที่เมืองแกลง ไปทางเรือเมื่อ เดือน ๗ มีลูกศิษย์เดินทางมาด้วย ๒ คน คือนายน้อยและนายพุ่ม และมีนายแสงชาวเมืองระยองขอร่วม เดินทางไปด้วย และช่วยน าทางให้ สุนทรภู่ออกเดินทางจากคลองส าโรง ปากลัด บ้านบางระจ้าว คลอง จระเข้ บางมังกร(บางปะกง)ขึ้นบกที่บางปลาสร้อย จังหวัดสระบุรี และเดินทางบกต่อจนถึงเมือง ระยอง สุนทรภู่ไม่พบบิดาที่บ้าน เพราะบิดาไปบวชอยู่ที่เมืองแกลงเป็นเจ้าอาวาสอยู่ที่วัดอารัญธรรม รังสี ส่วนมารดาได้แยกทางไปอยู่ที่อื่น สุนทรภู่ได้พรรณนาถึงความล าบากในการเดินทาง สภาพของภูมิ ประเทศ และชีวิตของชาวบ้านที่ได้พบเห็น สุนทรภู่ตั้งใจจะอยู่กับบิดา แต่เป็นไข้ป่าหนักมาก เมื่อหาย แล้วจึงกลับกรุงเทพฯ นิราศเมืองแกลง ฉบับเต็ม คราวนี้เรามาติดตามอ่านนิราศเมืองแกลง ฉบับเต็ม ที่ท่านสุนทรภู่ ได้พรรณนาถึงการเดินทาง ไปบ้านกร่ าเมืองแกลง ผ่านสถานที่ต่างๆ มากมาย โดยล่องเรือไปตามแม่น้ าเจ้าพระยา ลัดเลาะคลอง บางนาไปออกมาแม่น้ าบางปะกงแล้วลงสู่ทะเล เลียบริมทะเลไปขึ้นฝั่งที่บริเวณหาดบางแสน จากนั้นจึง เดินเท้าต่อ สุนทรภู่ได้แวะพักที่บ้านขุนรามอยู่เป็นหลายวัน ก่อนจะออกเดินทางต่อไปเมืองแกลง ซึ่งใน เวลานั้นเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอยู่ในป่าทึบ หนทางแสนกันดารเต็มไปด้วยอันตราย ทั้งคณะเดินทางกัน ต่อจนไปถึงเมืองระยอง และได้พบบิดาของตนซึ่งบวชเป็นพระมาตลอดนับแต่ท่านสุนทรภู่เกิด
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๕๔ ๏ โอ้สังเวชวาสนานิจาเอ๋ย จะมีคู่มิได้อยู่ประคองเชย ต้องละเลยดวงใจไว้ไกลตา ถึงทุกข์ใครในโลกที่โศกเศร้า ไม่เหมือนเราภุมรินถวิลหา จะพลัดพรากจากกันไม่ทันลา ใช้แต่ตาต่างถ้อยสุนทรวอน โอ้จ าใจไกลนุชสุดสวาดิ จึงนิราศเรื่องรักเป็นอักษร ให้เห็นอกตกยากเมื่อจากจร ไปดงดอนแดนป่าพนาวัน กับศิษย์น้องสองนายล้วนชายหนุ่ม น้อยกับพุ่มเพื่อนไร้ในไพรสัณฑ์ กับนายแสงแจ้งทางกลางอารัญ จะพากันแรมทางไปต่างเมือง ถึงยามสองล่องล านาวาเลื่อน พอดวงเดือนดั้นเมฆขึ้นเหลืองเหลือง ถึงวัดแจ้งแสงจันทร์จ ารัสเรือง แลช าเลืองเหลียวหลังหลั่งน้ าตา เป็นห่วงหนึ่งถึงชนกที่ปกเกล้า จะแสนเศร้าครวญคอยละห้อยหา ทั้งจากแดนแสนห่วงดวงกานดา โอ้อุรารุ่มร้อนอ่อนก าลัง ถึงสามปลื้มพี่นี้ร่ าปล้ าแต่ทุกข์ สุดจะปลุกใจปลื้มให้ลืมหลัง ขออารักษ์หลักประเทศนิเวศวัง เทพทั้งเมืองฟ้าสุราไลย ขอฝากน้องสองรามารดาด้วย เอ็นดูช่วยปกครองให้ผ่องใส ตัวข้าบาทจะนิราศออกแรมไพร ให้พ้นภัยคลาศแคล้วอย่าแผ้วพาน ถึงส าเพ็งเก๋งตั้งริมฝั่งน้ า แพประจ าจอดเรียงเคียงขนาน มีซุ้มซอกตรอกนางจ้างประจาน ยังส าราญร้องขับไม่หลับลง โอ้ธานีศรีอยุธยาเอ๋ย นึกจะเชยก็ได้ชมสมประสงค์ จะล าบากยากแค้นไปแดนดง เอาพุ่มพงเพิงเขาเป็นเหย้าเรือน ๏ ถึงย่านยาวดาวคะนองคะนึงนิ่ง ยิ่งดึกยิ่งเสียใจใครจะเหมือน พระพายพานซ่านเสียวทรวงสะเทือน จนเดือนเคลื่อนคล้อยดงลงไรไร
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๕๕ โอ้ดูเดือนเหมือนดวงสุดาแม่ กระต่ายแลเหมือนฉันคิดพิศมัย เห็นแสงจันทร์อันกระจ่างค่อยส่างใจ เดือนครรไลลับตาแล้วอาวรณ์ ถึงอารามนามชื่อวัดดอกไม้ คิดถึงไปแนบทรวงดวงสมร หอมสุคนธ์เคียงกายขจายจร โอ้ยามนอนห่างนางระคางคาย ถึงบางผึ้งผึ้งรังก็รั้งร้าง พี่ร้างนางร้างรักสมัคหมาย มาแสนยากฝากชีพกับเพื่อนชาย แม่เพื่อนตายมิได้มาพยาบาล ถึงปากลัดแลท่าชะลาตื้น ดูเลื่อมลื่นเลนลากล าละหาน เขาแจวจ้องล่องแล่นแสนส าราญ มาพบบ้านบางระจ้าวยิ่งเศร้าใจ อนาถนิ่งอิงเขนยคะนึงหวน จนจวบจวนแจ่มแจ้งปัจจุสมัย ศศิธรอ่อนอับพยับไพร ถึงเซิงไทรศาลพระประแดงแรง ขออารักรักษ์ศักดิ์สิทธิ์ที่สิงศาล ฦๅสะท้านอยู่ว่าเจ้าห้าวก าแหง ข้าจะไปทางไกลถึงเมืองแกลง เจ้าจงแจ้งใจภคินีที ฉันพลัดพรากจากจรเพราะร้อนจิตร ใช่จะคิดอายอางขนางหนี ให้นิ่มน้องครองรักไว้สักปี ท่านสุขีเถิดข้าขอลาไป พอแจ่มแจ้งแสงเงินเงาระยับ ดาวเดือนดับเด่นดวงพระสุริย์ใส ถึงปากช่องคลองส าโรงส าราญใจ พอน้ าไหลขึ้นเช้าก็เข้าคลอง เห็นเพื่อนเรือเรียงรายทั้งชายหญิง ดูก็ยิ่งทรวงช้ าเป็นน้ าหนอง ไม่แม้นเหมือนคู่เชยเคยประคอง ก็เลยล่องหลีกมาไม่อาลัย กระแสชลวนเชี่ยวเรือเลี้ยวลด ดูค้อมคดขอบคุ้งคงคาไหล แต่สาชลเจียวยังวนเป็นวงไป นี่ฤๅใจที่จะตรงอย่าสงกา ถึงด่านทางกลางคลองข้างฝั่งซ้าย ตะวันสายแสงส่องต้องพฤกษา ออกสุดบ้านถึงทวารอรัญวา เป็นทุ่งคาแฝกแขมขึ้นแกมกัน
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๕๖ ลมระริ้วปลิวหญ้าคาระยาบ ระเนนนาบพลิ้วพลิกกระดิกหัน ดูโล่งลิ่วทิวรุกขเรียงรัน เป็นเขตคันขอบป่าพนาไลย ๏ ถึงทับนางวางเวงฤไทยวับ เห็นแต่ทับชาวนาอยู่อาศัย นางชาวนาก็ไม่น่าจะชื่นใจ คราบขี้ไคลคร่ าคร่าดังทาคราม อันนางในนัคราถึงทาสี ดีกว่านางทั้งนี้สักสองสาม โอ้พลัดพรากจากบุรินแล้วสิ้นงาม ยิ่งคิดความขวัญหายเสียดายกรุง ถึงบางพลีมีเรือนอารามพระ ดูระกะดาษทางไปกลางทุ่ง เป็นเลนลุ่มลึกเหลวเพียงเอวพุง ต้องลากจูงจ้างควายอยู่รายเรียง ดูเรือแพแออัดอยู่ยัดเยียด เข้าเบียดเสียดแทรกกันสนั่นเสียง แจวตะกูดเกะกะปะกะเชียง บ้างทุ่มเถียงโดนดุนกันวุ่นวาย โอ้เรือเราคราวเข้าไปติดแห้ง เห็นนายแสงเป็นผู้ใหญ่ก็ใจหาย นั่งพยุงตุ้งก่าในตาลาย เห็นวุ่นวายสับสนก็ลนลาน น้อยกับพุ่มหนุ่มตะกอถ่อกระหนาบ เสียงสวบสาบแทรกไปด้วยใจหาญ นายแสงร้องรั้งไว้ไม่ได้การ เอาถ่อกรานโดยกลัวจนตัวโกง สงสารแสงแข้งข้อไม่ท้อถอย พุ่มกับน้อยแทรกกลางเสียงผางโผง ถ้วยชามกลิ้งฉิ่งฉ่างเสียงกร่างโกรง นาวาโคลงโคลนเลอะตลอดแคม จนตกลึกล่วงทางถึงบางโฉลง เป็นทุ่งโล่งลานตาล้วนป่าแขม เหงือกปลาหมอกอกกกับกุ่มแกม คงคาแจ่มเค็มจัดดังกัดเกลือ ถึงหัวป่าเห็นป่าพฤกษาโกร๋น ดูเกรียนโกรนกรองกรอยเป็นฝอยเฝือ ที่กิ่งก้านกรานกีดประทุนเรือ ล าบากเหลือที่จะร่ าในล าคลอง ถึงหย่อมย่านบ้านไร่อาไลยเหลียว สันโดษเดียวมิได้พบเพื่อนสนอง เขารีบแจวมาในนทีนอง อันบ้านช่องมิได้แจ้งแห่งต าบล
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๕๗ ถึงคลองขวางบางกระเทียมสะท้านอก โอ้มาตกอ้างว้างอยู่กลางหน เห็นแต่หมอนอ่อนแอบอุระตน เพราะความจนเจียวจึงจ าระก าใจ จะเหลียวซ้ายแลขวาก็ป่าแสม ตลึงแลปูเปี้ยวเที่ยวไสว ระหริ่งเรื่อยเฉื่อยเสียงเรไรไพร ฤทัยไหวแว่วว่าพงางาม ถึงชแวกแยกคลองสองชวาก ข้างฝั่งฟากหัวตะเข้มีมะขาม เขาสร้างศาลเทพาพยายาม กระดานสามแผ่นพิงไว้บูชา ตลึงแลแต่ล้วนลูกจระเข้ โดยคะเนมากมายทั้งซ้ายขวา สักสองร้อยลอยไล่กินลูกปลา เห็นแต่ตากับจมูกเหมือนตุ๊กแก โอ้คลองขวางทางแดนแสนโสทก ดูบนบกก็แต่ล้วนลิงแสม เลียบตลิ่งวิ่งตามชาวเรือแพ ท าลอบแลหลอนลอกตะคอกคน ค าโบราณท่านผูกถูกทุกสิ่ง เขาว่าลิงจองหองมันพองขน ท าหลุกหลิกเหลือกลานพานลุกลน เขาด่าคนจึงว่าลิงโลนล าพอง ถึงชะวากปากคลองเป็นสองแพร่ง น้ าก็แห้งสุริยนก็หม่นหมอง ข้างซ้ายมือนั้นแลคือปากตะครอง ข้างขวาคลองบางเหี้ยทะเลวน ประทับทอดนาวาอยู่ท่าน้ า ดูเรียงล าเรือรายริมไพรสณฑ์ เขาหุงหาอาหารให้ตามจน โอ้ยามยลโภชนาน้ าตาคลอ จะกลืนเข้าคราวโศกในทรวงเสียว เหมือนขืนเคี้ยวกรวดแกลบให้แสบสอ ต้องเจือน้ ากล้ ากลืนพอกลั้วคอ กินแต่พอดับลมด้วยตรมใจ พอฟ้าคล้ าค่ าพลบลงหรุบรู่ ยุงออกฉู่ชิงพลบตบไม่ไหว ได้รับรองป้องกันเพียงควันไฟ แต่หายใจมิใคร่ออกด้วยอบอาย โอ้ยามยากจากเมืองแล้วลืมมุ้ง มากร ายุงเวทนาประดาหาย จะกรวดน้ าคว่ าขันจนวันตาย แม้นเจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๕๘ พอน้ าตึงถึงเรือก็รีบล่อง เข้าในคลองคึกคักกันหนักหนา ด้วยมืดมัวกลัวตอต้องรอรา นาวามาเรียงตามกันหลามทาง ถึงบ้านบ่อพอจันทร์กระจ่างแจ้ง ทุกประเทศเขตแขวงนั้นกว้างขวาง ดูดาวดาษกลาดฟ้านภาพาง วิเวกทางท้องทุ่งสะท้านใจ ดูริ้วริ้วลมปลิวที่ปลายแฝก ทุกละแวกหวาดหวั่นอยู่ไหวไหว ร าฤกถึงขนิษฐายิ่งอาไลย เช่นนี้ได้เจ้ามาด้วยจะดิ้นโดย เห็นทิวทุ่งวุ้งเวิ้งให้หวั่นหวาด กัมปนาทเสียงนกวิหคโหย ไหนจะต้องละอองน้ าค้างโปรย เมื่อลมโชยชื่นนวลจะชวนเชย โอ้นึกนึกแล้วก็น่าน้ าตาตก ด้วยแนบอกมิได้แนบแอบเขนย ได้หมอนข้างต่างน้องประคองเกย เมื่อไรเลยจะได้คืนมาชื่นใจ ๏ ถึงหย่อมย่านบ้านระกาดต้องลงถ่อ ค่อยลอยรอเรียงล าตามน้ าไหล จนล่วงเข้าหัวป่าพนาไลย ล้วนเงาไม้มืดคล้ าในล าคลอง ระวังตัวกลัวตอตะเคียนขวาง เป็นเยี่ยงอย่างผู้เถ้าเล่าสนอง ว่าผีสางสิงนางตะเคียนคะนอง ใครถูกต้องแตกตายลงหลายล า พอบอกกันยังมิทันจะขาดปาก เห็นเรือจากแจวตรงหลงถล า กระทบผางตอนางตะเคียนต า ก็โคลงคว่ าล่มลงในคงคา พวกเรือพี่สี่คนขนสยอง ก็เลยล่องหลีกทางไปข้างขวา พ้นระวางนางรุกขฉายา ต่างระอาเห็นฤทธิ์ประสิทธิ์จริง ขอนางไม้ไพรพฤกษ์เทพารักษ์ ขอฝากภคินีน้อยแม่น้องหญิง ใครสามารถชาติชายจะหมายชิง ให้ตายกลิ้งลงเหมือนตอที่ต าเรือ จนล่วงล่องมาถึงคลองที่คับแคบ ไม่อาจแอบชิดฝั่งระวังเสือ ด้วยครึ้มครึกพฤกษาลัดาเครือ ค่อยรอเรือเรียงล่องมานองเนือง
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๕๙ ล าภูรายพรายพร้อยหิ่งห้อยจับ สว่างวับแวววามอร่ามเหลือง เสมอเม็ดเพ็ชรรัตน์จ ารัสเรือง ค่อยประเทืองทุกข์ทัศนาชม ถึงบางสมัคเหมือนพี่รักสมัคมาด มาแคล้วคลาศมิได้อยู่กับคู่สม ถึงยามนอนนอนเดียวเปลี่ยวอารมณ์ จะแลชมอื่นอื่นไม่ชื่นใจ แสนกันดารบ้านเมืองไม่แลเห็น ยะเยือกเย็นหย่อมหญ้าพฤกษาไสว โอ้คลองเปลี่ยวพี่ก็เปล่าเศร้าฤทัย จะถึงไหนก็ไม่แจ้งแห่งส าคัญ ประจวบจนถึงต าบลบ้านมะพร้าว พอฟ้าขาวขอบไพรเสียงไก่ขัน เป็นที่กุมภาพาลชาญฉกรรจ์ ให้หวาดหวั่นรีบมาในสาชล ถึงบางวัวเห็นแต่ศาลตระหง่านง้ า ละอองน้ าค้างย้อยเป็นฝอยฝน ดาวเดือนดับลับเมฆเป็นหมอกมล สุริยนเยี่ยมฟ้าพนาไลย พอเรือออกนอกชะวากปากตะครอง ค่อยลอยล่องตามล าแม่น้ าไหล ดูกว้างขวางว้างเวิ้งวิเวกใจ เป็นพงไพรฝูงนกวิหคบิน ๏ ถึงหย่อมย่านบ้านบางมังกงนั้น ดูเรียงรันเรือนเรียบชลาสินธุ์ แต่ล้วนบ้านตากปลาริมวาริน เหม็นแต่กลิ่นเน่าอบตระหลบไป เห็นศาลเจ้าเหล่าเจ๊กอยู่เซ็งแซ ปูนทะก๋งองค์แก่ข้างเพศไสย เกเรเอ๋ยเคยข้ามคงคาลัย ช่วยคุ้มภัยปากอ่าวเถิดเจ้านาย พอพ้นบ้านลานแลดูปากช่อง เห็นทิวท้องสมุทรไทยน่าใจหาย แลทะเลเลี่ยนลาดล้วนหาดทราย ทั้งสามนายจัดแจงโจงกระเบน ไปตามช่องล่องออกไปนอกรั้ว เห็นเมฆมัวลมแดงดังแสงเสน สักประเดี๋ยวเหลียวดูล าภูเอน ยอดระเนนนาบน้ าอยู่ร าไร ป่าแสมแลเห็นอยู่ริ้วริ้ว ให้หวิวหวิววาบวับฤทัยไหว จะหลบหลีกเข้าฝั่งก็ยังไกล คลื่นก็ใหญ่โยนเรือเหลือก าลัง
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๖๐ สงสารแสงแข็งข้อจนขาสั่น เห็นเรือหันโกรธบ่นเอาคนหลัง น้ าจะพัดปัดตีไปสีชัง แล้วคลุ้มคลั่งเงี่ยนยาท าตาแดง ปลอบเจ้าพุ่มพึมพ าว่ากรรมแล้ว อุตส่าห์แจวเข้าเถิดพ่อให้ข้อแข็ง สงสารน้อยหน้าจ๋อยนั่งจัดแจง คิดจะแต่งตัวตายไม่พายเรือ พี่แข็งขืนฝืนภาวนานิ่ง แลตลิ่งไรไรยังไกลเหลือ เห็นเกินรอยบางปลาสร้อยอยู่ท้ายเรือ คลื่นก็เฝือฟูมฟองคะนองพราย เห็นจวนจนบนเจ้าเขาส ามุก จงช่วยทุกข์ถึงที่จะท าถวาย พอขาดค าน้ าขึ้นทั้งคลื่นคลาย ทั้งสามนายหน้าชื่นค่อยเฉื่อยมา หยุดตะพานย่านกลางบางปลาสร้อย พุ่มกับน้อยสรวลสันต์ต่างหรรษา นายแสงหายคลายโทษที่โกรธา ชักกัญชานั่งกริ่มยิ้มละไม แล้วหุงหาอาหารส าราญรื่น จนเที่ยงคืนขึ้นศาลาได้อาศรัย ฟังเสียงคลื่นครื้นครั่นสนั่นไป ดูมืดในเมฆานภาพางค์ พี่เล็งแลดูกระแสสายสมุทร ละลิ่วสุดสายตาเห็นฟ้าขวาง เป็นฟองฟุ้งรุ่งเรืองอยู่ร่างราง กระเด็นพร่างพรายพราวราวกับพลอย เห็นคล้ายคล้ายปลาว่ายเฉวียนฉะวัด ละลอกซัดสาดกระเซนขึ้นเต้นหยอย ฝูงปลาใหญ่ไล่โลดกระโดดลอย น้ าก็พลอยพร่างพร่างกลางคงคา แลทะเลแล้วก็ให้อาไลยนุช ไม่ส่างสุดโศกสิ้นถวิลหา จนอุทัยไกรกรัดจ ารัสตา เห็นเคหาเรียงรายริมชายทะเล ดูเรือแพแต่ละล าล้วนโปะโหละ พวกเจ๊กจีนกินโต๊ะเสียงโหลเหล บ้างลุยเลนล้วงปูดูโซเซ สมคะเนใส่ข้องเที่ยวมองคอย อันนารีที่ยังสาวพวกชาวบ้าน ถีบกระดานถือตะกร้าเที่ยวหาหอย ดูแคล่วคล่องล่องแล่นแฉลบลอย เอาขาห้อยท าเป็นหางไปกลางเลน
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๖๑ อันพวกเขาชาวประโมงไม่โหย่งหยิบ ล้วนตีนถีบปากกัดขัดเขมร จะได้กินค่ าเช้าก็ราวเพล ดูจัดเจนโลดโผนในโคลนตม จึงมั่งคั่งตั้งบ้านในการบาป แต่ต้องสาปเคหาให้สาสม จะปลูกเรือนก็มิได้ใส่ปั้นลม ใครขืนท าก็ระทมด้วยเพลิงลาม โอ้ดูเรือนเหมือนอกเราไร้คู่ ผู้ใดดูจึงไม่ออกเอี่ยมสนาม ฤๅต้องสาปบาปหลังยังติดตาม งามจึงไม่มีปรานีเลย จะรักใครเขาก็ไม่เมตตาตอบ สมประกอบได้แต่สอดกอดเขนย เอ็นดูเขาเฝ้านึกนิยมเชย โอ้ใจเอ๋ยจะเป็นกรรมนั้นร่ าไป พลางร าพึงถึงทางที่กลางเถื่อน จึงคล้อยเคลื่อนนาวาเข้าอาศรัย มีมิตรชายท้ายย่านเป็นบ้านไทย ส านักในเคหาขุนจ่าเมือง ใครพบภักตร์เขาก็ทักว่าทรงซูบ จะดูรูปตัวเองก็ผอมเหลือง ซังตายชื่นฝืนฤทัยให้ประเทือง เที่ยวช าเลืองแลชมตลาดเรียง เป็นสองแถวแนวถนนคนสะพรั่ง บ้างยืนบ้างนั่งร้านประสานเสียง ดูรูปร่างนางบรรดาแม่ค้าเคียง เห็นเกลี้ยงเกลี้ยงกล้องแกล้งเป็นอย่าง ขายหอยแครงแมงภู่กับปูม้า หมึกแมงดาหอยดองรองกระถาง พวกเจ๊กจีนสินค้าเอามาวาง มะเขือคางแพะเผือกผักกาดดอง ที่ขายผ้าน่าถังก็เปิดโถง ล้วนเบี้ยโป่งหญิงชายมาจ่ายของ สักยี่สิบหยิบออกเป็นกอบกอง พี่เที่ยวท่องทัศนาจนสายัณห์ ดูก็งามตามประสาพนาเวศ ไม่นวลเนตรเหมือนหนึ่งในไอยสวรรค์ แต่แรมค้างบางปลาสร้อยได้สามวัน ก็ชวนกันเลยลาขุนจ่าเมือง พอฟ้าขาวดาวเดือนลงเลื่อนลด อร่ามรถสุริยาเวหาเหลือง จากเคหาชลนาพี่นองเนือง ขืนประเทืองปล้ าทุกข์มาตามทาง
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๖๒ พอพ้นบ้านลานแลล้วนทุ่งเลี่ยน หนทางเตียนตัดเข้าภูเขาขวาง ดูกรวดทรายพรายงามเหมือนเงินราง หยาดน้ าค้างขังหลุมที่ขุมควาย ดูสีขาวราวกับน้ าตาลโตนด ที่หว่างโขดขอบผาศิลาฉลาย ริมทางเถื่อนเรือนเหย้ามีรายราย เห็นฝูงควายปล่อยเกลื่อนอยู่กลางแปลง ถึงหนองมนมีต าบลชื่อบ้านไร่ เขาถากไม้ทุกประเทศทุกเขตแขวง ต้องเดินเฉียงเลี่ยงลัดตัดทแยง ตามนายแสงน าทางไปกลางไพร ก าดัดแดดแผดร้อนทุกขุมขน ไม่มีต้นพฤกษาจะอาศัย ล้วนละแวกแฝกคาป่าร าไร จนสุดไร่เลียบริมทะเลมา ตะวันคล้อยหน่อยหนึ่งถึงบางพระ ดูระยะบ้านนั้นก็แน่นหนา พอพบเรือนเพื่อนชายชื่อนายมา เขาโอภาต้อนรับให้หลับนอน พอรุ่งแสงสุริยาลีลาลาศ ลงเลียบหาดหวนคะนึงถึงสมร เห็นกรวดทรายชายทะเลชโรธร ละเอียดอ่อนดังละอองส าลีดี ดูกาบหอยรอบคลื่นกระเด็นสาด ก็เกลื่อนกลาดกลางทรายประพรายสี เป็นหลายอย่างลางลูกก็เรียวรี โอ้เช่นนี้แม่มาด้วยจะดีใจ จะเชยชมก้มเก็บไปกลางหาด เห็นประลาดก็จะถามตามสงไสย พี่ไม่รู้ก็จะชวนส ารวลไป ถึงเหนื่อยใจจะค่อยเบาบรรเทาคลาย โอ้ยามนี้พี่เห็นแต่ภักตร์เพื่อน ไม่ชื่นเหมือนสุดสวาดิที่มาดหมาย กลั้นน้ าตามาจนสุดที่หาดทราย เห็นเรือรายโรงเรียงเคียงเคียงกัน อันชื่อนี้ศรีมหาราชาชาติ ขึ้นจากหาดเข้าป่าพนาสัณฑ์ ค่อยเลียบเดินเนินโขดศิงขรคัน เสียงจักกระจั่นแซ่เซ็งวังเวงใจ สองข้างทางนางไม้ไพรสงัด ไม่แกว่งกวัดก้านกิ่งประวิงไหว เย็นระรื่นชื่นชุ่มชอุ่มใบ หนาวฤทัยโทมนัสระมัดกาย
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๖๓ เสียงนกร้องก้องกู่กันกลางป่า ฟังภาษาสัตว์ไพรก็ใจหาย จนออกดงลงเดินเนินสบาย ค่อยเคลื่อนคลายรอเรียงมาเคียงกัน ถึงเขาขวางว่างเวิ้งชะวากวุ้ง เขาเรียกทุ่งสาขลาพนาสัณฑ์ เป็นป่ารอบขอบเขินเนินอรัญ นกเขาขันคูเรียกกันเพรียกไพร บ้างถาบถาพาคู่ลงฟุบฝุ่น เห็นคนผลุนโผผินบินไถล บ้างก่งคอคูคูกุกกูไป ฝูงเขาไฟฟุบแฝงที่แฝกฟาง โอ้ปักษีมีคู่ที่ชูชื่น ส าราญรื่นปกปิดด้วยปีกหาง พี่เปลี่ยวใจอายนกเพราะห่างนาง มาเดินกลางดงแดนแสนกันดาร แล้วรีบรุดไปจนสุดที่ทิวทุ่ง ถึงบางละมุงพบน้ าล าละหาน เป็นประเทศเขตนิคมกรมการ มีเรือนบ้านแออัดทั้งวัดวา น้ าตาตกอกโอ้อนาถเหนื่อย ให้มึนเมื่อยขัดข้องทั้งสองขา ลงหยุดหย่อนผ่อนนั่งที่ศาลา ต่างระอาอ่อนจิตรระอิดแรง ลงอาบน้ าล าห้วยพอเหนื่อยหาย แต่เส้นสายรุมรึงให้ขึงแข็ง สลดใจเห็นจะไม่ถึงเมืองแกลง แต่นายแสงวอนว่าให้คลาไคล พี่ดูดวงสุริฉายก็บ่ายคล้อย ชวนพุ่มน้อยจากศาลาที่อาศัย ออกพ้นย่านบ้านบางละมุงไป ค่อยคลายใจจรเลียบชลามา ในกระแสแลล้วนแต่โป๊ะล้อม ลงอวนอ้อมโอบสกัดเอามัจฉา โอ้คิดเห็นเอ็นดูหมู่แมงดา ตัวเมียพาผัวลอยเที่ยวเล็มไคล เขาจับตัวผัวทิ้งไว้กลางน้ า ละลอกซ้ าสาดซัดให้ตัดษัย พอเมียตายฝ่ายผัวก็บรรลัย โอ้เหมือนใจที่พี่รักภคินี แม้นน้องตายพี่จะวายชีวิตด้วย เป็นเพื่อนม้วยมิ่งแม่ไปเมืองผี ร าจวนจิตรคิดมาในวารี จนถึงที่ศาลาบ้านนาเกลือ
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๖๔ หยุดประทับดับดวงพระสุริแสง ยิ่งโรยแรงร้อนรนนั้นล้นเหลือ จะเคี้ยวเข้าตละค าเอาน้ าเจือ พอกลั้วเกลื้อกล้ ากลืนค่อยชื่นใจ ทั้งล้าเลื่อยเหนื่อยอ่อนนอนสนิท จนอาทิตย์แย้มเยี่ยมเหลี่ยมไศล ถอนสะอื้นตื่นตายังอาไลย ร าจวนใจจรจากศาลามา เข้าเดินดงพงชัฏสงัดเงียบ เย็นยะเยียบน้ าค้างพร่างพฤกษา ออกชะวากปากทุ่งพัทยา นายแสงพาเลี้ยวหลงที่วงเวียน บุกละแวกแฝกแขมอะแรมรก กับกอกกสูงสูงเสมอเศียร ด้วยน้ าฝนล้นลงหนทางเกวียน ขึ้นโขดเตียนตอกรอกยอกระย า กลัวปลิงเกาะเลาะลัดขัดเขมร ลงลุยเลนพรวดพราดพลาดถล า ถึงแนวหนองย่องก้าวเอาเท้าคล า แต่ท่องน้ าอยู่จนเที่ยงจึงพบทาง พอยกเท้าก้าวเดินบนเนินแห้ง ทั้งขาแข้งเข่าข้อให้ขัดขวาง เจ็บระบมคมหญ้าคาคาง ค่อยย่องย่างเหยียบฝุ่นให้งุนโงน เห็นพฤกษาไม้มะค่ามะขามข่อย ทั้งไทรย้อยยอดโยนโดนตะโขง เหมือนไม้ดัดจัดวางข้างพระโรง เป็นพุ่มโพรงสาขาน่าเสียดาย เดินพินิจเหมือนคิดสมบัติบ้า จะใคร่หาต้นไม้เข้าไปถวาย นี่เหน็ดเหนื่อยเลื่อยล้าบรรดาตาย แสนเสียดายดูเดินจนเกินไป ถึงท้องธารศาลเจ้าริมเขาขวาง พอได้ทางลงมหาชลาไหล เข้าถามเจ๊กลูกจ้างตามทางไป เป็นจีนใหม่อ้อแอ้ไม่แน่นอน ร้องไล้ขื่อมือชี้ไปที่เขา ก็ดื้อเดาเลียบเดินเนินศิงขร ศิลาแลเป็นชแง่ชงักงอน บ้างพรุนพอนแตกกาบเป็นคราบไคล ต้องเลี่ยงเลียบเหยียบยอกเอาปลาบแปลบ ถึงที่แคบเป็นเขินเนินไศล ค่อยตะกายป่ายปีนเปะปะไป จะขาดใจเสียด้วยเหนื่อยทั้งเมื่อยกาย
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๖๕ ถึงที่โขดต้องกระโดดขึ้นบนแง่ โก่นเอาแม่จีนใหม่นั้นใจหาย บอกว่าใกล้ไกลมาบรรดาตาย ทั้งแค้นนายแสงน าไม่จ าทาง ท าซมเซอะเคอะคะมาปะเขา แต่โดยเมากัญชาจนตาขวาง แกไขหูสู้นิ่งไปตามทาง ถึงพื้นล่างแลลาดล้วนหาดทราย ต่างโหยหิวนิ่วหน้าสองขาแข็ง ในคอแห้งหอบรนกระหนกระหาย กลืนกระเดือกเกลือกลิ้นกินน้ าลาย เจียนจะตายเสียด้วยร้อนอ่อนก าลัง น้ าก็นองอยู่ในท้องชลาสินธุ์ จะกอบกินเค็มขมไม่สมหวัง เหมือนไร้คู่อยู่ข้างก าแพงวัง จะเกี้ยวมั่งก็จะเฆี่ยนเอาเจียนตาย ทั้งนี้เพราะเคราะห์กรรมกระท าไว้ นึกอะไรจึงไม่สมอารมณ์หมาย แล้วปลอบน้องสองราปรีชาชาย มาถึงท้ายทิวป่านาจอมเทียน เห็นบ่อน้ าร่ าดื่มเอาโดยอยาก พออ้าปากเหม็นหืนให้คลื่นเหียน ค่อยมีแรงแข็งใจไปทางเกวียน ไม่แวะเวียนเดาเดินด าเนินไป ถึงห้วยขวางตัดทางเข้าไต่ถาม พบขุนรามเรียกหาเข้าอาศัย กินเข้าปลาอาหารส าราญใจ เขาแต่งให้หลับนอนผ่อนก าลัง สงสารแสงแสนสุดเมื่อหยุดพัก เฝ้านั่งชักกัญชากับตาสัง เสียงขาคะอยู่จนพระเคาะระฆัง ต่างร่ าสั่งฝากรักกันหนักครัน แสนวิตกอกพี่เมื่ออ้างว้าง ถามถึงทางที่จะไปในไพรสัณฑ์ ชาวบ้านบอกมรคาว่ากว่าพัน สะกิดกันแกล้วกล้าเป็นน่ากลัว ยิ่งหวาดจิตรคิดคุณพระชินสีห์ กับชนนีบิตุเรศบังเกิดหัว ข้าตั้งใจไปหาบิดาตัว ให้พ้นชั่วที่ชื่อว่าภัยยันต์ อธิษฐานแล้วสะท้านสะท้อนอก ส าเนียงนกเพรียกไพรทั้งไก่ขัน เมฆแอร่มแย้มแยกแหวกตะวัน ก็ชวนกันอ าลาเขาคลาไคล
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๖๖ เขม้นเมินเดินตรงเข้าดงดึก ดูซึ้งซึกมิได้เห็นพระสุริย์ใส เสียงฟ้าร้องก้องลั่นสนั่นไพร ไม้ไหวไหวเหลียวหลังระวังคอย สงัดเงียบเยียบเย็นยะเยือกอก น้ าค้างตกหยดเหยาะลงเผาะผอย พฤกษาสูงยูงยางสล้างลอย ดูชดช้อยชื่นชุ่มชอุ่มใบ ถึงปากช่องหนองชะแง้วเข้าแผ้วถาง แม้นค่ าค้างอรัญคาได้อาศัย เป็นที่ลุ่มขุมขังคงคาไลย วังเวงใจรีบเดินไม่เมินเลย หนทางรื่นพื้นทรายละเอียดอ่อน ในดงดอนดอกพะยอมหอมระเหย หายระหวยด้วยพระพายมาชายเชย ชะแง้เงยแหงนทัศนามา ถึงบางไผ่ไม่เห็นไผ่เป็นไพรชัฏ แสนสงัดเงียบในไพรพฤกษา ต้องข้ามธารผ่านเดินเนินวนา อรัญวาอ้างว้างในกลางดง ถึงพลงค้อคอเขาเป็นโขดเขิน ต้องขึ้นเนินภูผาป่าระหง ส่งกระทั่งหลังโคกเป็นโตรกตรง เมื่อจะลงก็ต้องวิ่งเหมือนลิงโลน แต่ข้ามห้วยเหวผาจนขาขัด ต้องก าดัดวิ่งเต้นดังเล่นโขน ทั้งรากยางขวางโกงตะโขงโคน สะดุดโดนโดดข้ามไปตามทาง ถึงพะดรสาครเป็นพวยพุ น้ าทะลุออกจากชะวากขวาง ดูซึ้งใสไหลเชี่ยวเป็นเกลียวกลาง สไบบางชุบซับกับอุรา แล้วขึ้นเนินเดินในดงไม้หอม สะพรั่งพร้อมปรูปรายปฤษณา ยามพระพายชายเชยร าเพยพา หอมบุบผารื่นรื่นชื่นอารมณ์ เหมือนกลิ่นปรางนางปนสุคนธ์รื่น คิดถึงคืนเคียงน้องประคองสม ถอนสะอื้นยืนเด็ดล าดวนดม พี่นึกชมต่างนางไปกลางไพร ถึงห้วยอีร้าแลระย้าล้วนสายหยุด ดอกนั้นสุดที่จะดกดูไสว กะมองกะเมงนมแมวเป็นแถวไป ล้วนลูกไม้กลางป่าทั้งหว้าพลอง
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๖๗ สะท้อนหล่นใต้ต้นออกเกลื่อนกลิ้ง ฝูงค่างลิงกินเล่นเป็นเจ้าของ ต่างเก็บเคี้ยวเปรี้ยวปรายเสียก่ายกอง แต่โดยลองเลือกชิมจนอิ่มไป ถึงโตรกตรวยห้วยพะยูนจะหยุดร้อน เห็นแรดนอนอยู่ในดงให้สงไสย เรียกกันดูด้วยไม่รู้ว่าสัตว์ใด เห็นหน้าใหญ่อย่างจระเข้ตะคุกตัว มันเห็นหน้าท าตากะปริบนิ่ง เห็นหลายสิ่งคอคางทั้งหางหัว รู้ว่าแรดกินหนามให้คร้ามกลัว ขยับตัววิ่งพัลวันไป ครู่หนึ่งถึงชะวากซากลูกหญ้า ล้วนพฤกษายางยูงสูงไสว แต่ล้วนทากตะเละร าล าภูไพร ไต่ใบไม้ยูงยางมากลางแปลง กระโดดเผาะเกาะผับกระหยับคืบ ถีบกระทืบมิใคร่หลุดสุดแสยง ปลดที่ตีนติดขาระอาแรง ทั้งขาแข้งเลือดโทรมชโลมไป ออกเดินถี่หนีทากถึงซากขาม เป็นสนามน้ าท่าได้อาศัย เห็นรอยคนแรมค้างอยู่กลางไพร ขึ้นต้นไม้หักรังไว้เรียงราย เห็นลิงค่างป่างชะนีวะหวีดโหวย กระหึมโหยห้อยไม้น่าใจหาย เสียงผัวผัวตัวเมียเที่ยวโยนกาย เห็นคนอายแอบอิงกับกิ่งยาง โอ้ชะนีเวทนาเที่ยวหาผัว เหมือนตัวพี่จากน้องให้หมองหมาง ชะนีเพรียกเรียกชายอยู่ปลายยาง พี่เรียกนางนุชน้องอยู่ในใจ เป็นป่าสูงฝูงนกในดงดึก หวนระลึกถึงสุดาน้ าตาไหล จักระจั่นร้องพร้องเพราะเสนาะไพร ทั้งเสียงไก่เถื่อนขันสนั่นเนิน พฤกษาเบียดเสียดสีดังปี่แก้ว วิเวกแว่วหว่างล าเนาภูเขาเขิน สดับฟังวังเวงเป็นเพลงเพลิน ต้องรีบเดินโดยด่วนด้วยจวนเย็น ถึงห้วยโป่งเห็นธารละหานไหล คงคาใสปลาว่ายคล้ายคล้ายเห็น มีกรวดแก้วแพรวพรายรายกระเด็น บ้างแลเห็นเป็นสีบุษราค า
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๖๘ ขืนอารมณ์ชมเชยเลยลีลาศ พระพายพาดพัดเรื่อยมาเฉื่อยฉ่ า ทั้งสองข้างมรคาป่าระก า สล้างล าแลสลับอยู่กับกอ หอมบุบผาสาโรชมารื่นรื่น ต่างหยุดยืนใจหายเสียดายหนอ แม้นอยู่เคียงเวียงไชยเห็นไม่พอ จะตัดต่อเรือเล่นแล่นตามกัน ทลายลูกสุกแลดูแออัด เอาดาบตัดชิมไปในไพรสัณฑ์ มันแสนเปรี้ยวเบี้ยวหน้าเข้าหากัน ออกเข็ดฟันเป็นจะตายด้วยรายชิม ๏ ถึงห้วยพร้าวเท้าเมื่อยออกเลื่อยล้า เห็นผิดฟ้าฝนย้อยลงหยิมหยิม สุริฉายบ่ายเยื้องเมืองประจิม อุระปิ้มศรปักสลักทรวง ออกเดินรีบถีบถอนไปทุกย่าง กลัวจะค้างค่ าลงในดงหลวง ด้วยครื้นครึกพฤกษาลดาพวง ไม่เห็นดวงสุริยาเวลาไร พอเต็มตึงถึงสุนัขกะบากนั้น รอยเขาฟันพฤกษาอยู่อาศัย เห็นรอยคนปนควายค่อยคลายใจ รู้ว่าใกล้ออกดงเดินตะบึง แต่ย่างย้ายทรายฝุ่นขยุ่นยุบ ยิ่งเหยียบฟุบขาแข้งให้แข็งขึง ยิ่งจวนเย็นเส้นสายให้ตายตึง ดูเหมือนหนึ่งเหยียบโคลนให้โอนเอน ออกปากช่องท้องทุ่งที่ตลิ่ง ต่างเกลือกกลิ้งลงทั้งรกถกเขมร ด้วยล้าเลื่อยเหนื่อยอ่อนนอนระเนน จนสุริเยนทร์ลับไม้ชายทะเล ผลัดกันท าย่ าเหยียบแล้วยืนยัด กระดูกดัดผัวะเผาะให้โผเผ ค่อยย่างเท้าก้าวเขยกดูเกกเก ออกโซเซเดินข้ามตามตะพาน เป็นทุ่งแถวมีแนวแม่น้ าอ้อม ระยะหย่อมเคหาน่าสนาน เป็นเนินสวนล้วนเหล่ามะพร้าวตาล เข้าลับบ้านทับม้าลีลาไป พอสิ้นดงตรงบากออกปากช่อง ถึงระยองเหย้าเรือนดูไสว แวะเข้าย่านบ้านเก่าค่อยเบาใจ เขาจุดไต้ต้อนรับให้หลับนอน
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๖๙ ฝ่ายนายแสงถึงต าแหน่งส านักน้อง เขายิ้มย่องชมหลานคลานสลอน พี่ว้าเหว่เอกาอนาทร ด้วยจะจรต่อไปเป็นหลายคืน ครั้นรุ่งเช้าเท้าบวมทั้งสองข้าง จะย่องย่างสุดแรงจะแข็งขืน อยู่ระยองสองวันสู้กลั้นกลืน ค่อยแช่มชื่นชวนกันว่าจะคลาไคล นายแสงหนีลี้หลบไม่พบเห็น โอ้แสนเข็ญคิดน่าน้ าตาไหล น้อยฤๅเพื่อนเหมือนจะร่วมชีวาไลย มาสูญใจจ าจากเมื่อยากเย็น จึงกรวดน้ าร่ าว่าต่ออาวาส อันชายชาตินี้หนอไม่ขอเห็น มาลวงกันปลิ้นปลอกหลอกทั้งเป็น จะชี้เช่นชั่วช้าให้สาใจ เดชะสัตย์อธิษฐานประจานแจ้ง ให้เรียกแสงเทวทัตจนตัดษัย เหมือนชื่อตั้งหลังพิหารเขียนถ่านไฟ ด้วยน้ าใจเหมือนมินหม้อทรชน แล้วชวนสองน้องรักร่วมชีวิต ให้เปลี่ยวจิตรไม่แจ้งรู้แห่งหน จากระยองย่องตามกันสามคน เลียบถนนคันนาป่าร าไร ถึงบ้านนาตาขวัญส าคัญแน่ เห็นยายแก่แวะถามตามสงไสย เขาชี้นิ้วแนะทิวหนทางไป ประจักษ์ใจจ าแน่ด าเนินมา ถึงบ้านแลงทางแห้งเห็นทุ่งกว้าง เฟือนหนทางทวนทบตลบหา บุกละแวกแฝกแขมกับหญ้าคา จนแดดกล้ามาถึงย่านบ้านตะพง มีเคหาอารามงามระรื่น ด้วยพ่างพื้นพุ่มไม้ไพรระหง ตัดกระพ้อห่อได้ทุกไร่กง พี่หลีกลงทางทุ่งกระทอลอ เห็นสาวสาวชาวไร่เขาไถที่ บ้างพาทีอือเออเสียงเหนอหนอ แลขี้ไคลใส่ตาบเป็นคราบคอ ผ้าห่มห่อหมากแห้งตะแบงมาน พี่สู้เมินเดินตรงเข้าดงสูง เสียงนกยูงเบญจวันขึ้นขันขาน คิดถึงน้องหมองใจอาไลยลาน แม้นแจ้งการว่าพี่จากอยุธยา
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๗๐ จะเศร้าสร้อยคอยท่าเป็นทุกข์ร้อน ถึงยามนอนยามกินถวิลหา พี่ก็แสนสุดยากล าบากมา ทั้งเดินป่าปิ้มกายจะวายวาง ต้องเวียนวงหลงทบตลบเลี้ยว ด้วยรกเลี้ยวห้วยหนองเป็นคลองขวาง ระหกระเหินเดินภาวนาพลาง พอพบทางลงถึงท้องทะเลวน เสียงพิลึกครึกครึ้มกระหึมคลื่น ร่มระรื่นรุกขาพฤกษาสน เหล่าต้นโปลงโกงกางกิ่งพิกล สล้างต้นเตรงตั้งสะพรั่งตา ถึงปากช่องคลองกรุ่นเห็นคลองกว้าง มีโรงร้างเรียงรายชายพฤกษา เป็นชุมรุมน่าน้ าเขาท าปลา ไม่รอรารีบเดินด าเนินพลาง ถึงศาลเจ้าอ่าวสมุทรที่สุดหาด เลียบลีลาศขึ้นตามช่องที่คลองขวาง ถึงบ้านแกลงลัดบ้านไปย่านกลาง เห็นฝูงนางสานเสื่อนั้นเหลือใจ แต่ปากพลอดมือสอดขยุกขยิก จนมือหงิกงอแงไม่แบได้ เป็นส่วยบ้านสานส่งเข้ากรุงไกร เด็กผู้ใหญ่ท าเป็นไม่เว้นคน พอพลบค่ าส านักที่เรือนเพื่อน ดูเหย่าเรือนชาวแขวงทุกแห่งหน มุงด้วยไม้หวายโสมแสนพิกล ไม่มีคนแล้วก็ม้วนหลังคาวาง ครั้นคนมาเอาหลังคาขึ้นคลุมคลี่ ดูก็ดีเร็วรัดไม่ขัดขวาง เวลาค่ าล้ าเหลือด้วยเสือกวาง ปีบมาข้างเรือนเหย้าที่เรานอน เขาดักจั่นชั้นในใส่สุนัข มันหอบฮักดิ้นโดยแล้วโหยหอน ยิ่งดึกฟังวังเวงวนาดร สังเวชนอนมิใคร่หลับระงับลง จนรุ่งแจ้งแสงสายไม่วายโศก บริโภคเสร็จสมอารมณ์ประสงค์ จากสถานบ้านแกลงไปกลางดง ต้นรังรงร่มชื่นระรื่นเย็น เห็นรอกแต่แย้ตุ่นออกวุ่นวิ่ง เอาดินทิ้งไล่ทุบตะครุบเล่น ลูกมะม่วงร่วงกลาดดาษกระเด็น เสียดายเป็นกลางไพรไม่ได้การ
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๗๑ อยู่ใกล้วังดังนี้นางสาวสาว จะโน้มน้าวกิ่งเก็บเกษมศานต์ นึกด าเนินเดินกลางทางกันดาร ถึงตะพานยายเหมสร้างที่กลางไพร เป็นทุ่งแถวแนวน้ าสกัดกั้น ต้องพากันลุยเลียบทะเลไหล แล้วขึ้นข้ามตามตะพานส าราญใจ ลงเลียบในตีนเขาล าเนาทาง ดูครึ้มครึกพฤกษาป่าสงัด ทะลุลัดตัดทะเลแหลมทองหลาง ต่างเพลิดเพลินเดินว่าเสภาพลาง ถูกขุนช้างเข้าหอหัวร่อเฮ เห็นไร่แตงแกล้งแวะเข้าริมห้าง ท าถามทางชักชวนให้สรวลเส พอเจ้าของแตงโมปะโลปะเล สมคเนกินแตงพอแรงกัน แล้วภิญโยโมทนาลาลีลาศ ลงเลียบหาดปรีดิ์เปรมเกษมสันต์ ถึงปากช่องคลองน้ าเป็นส าคัญ ต าแหน่งนั้นชื่อชวากปากลาวน ไม่หยุดยั้งตั้งหน้าเข้าป่ากว้าง ไปตามทางโขดเขินเนินถนน สดับเสียงลิงค่างครางค ารน เหมือนคนกรนโครกครอกท ากลอกตา ถึงหย่อมย่านบ้านคร าพอค่ าพลบ ประสบพบเผ่าพงศ์พวกวงศา ขึ้นกระฎีที่สถิตท่านบิดา กลืนน้ าตาก็ไม่ฟังเฝ้าพรั่งพราย ศิโรราบกราบเท้าให้เปล่าจิตร ร าคาญคิดอาไลยมิใคร่หาย ชะรอยกรรมท าสัตว์ให้พลัดพราย จึงแยกย้ายบิตุราชญาติกา มาพบพ่อท้อใจด้วยไกลแม่ ให้ตั้งแต่เศร้าสร้อยละห้อยหา ชนนีอยู่ศรีอยุธยา บิดามาอ้างว้างอยู่กลางไพร ภูเขาขวางทางกั้นอรัญเวศร์ ข้ามประเทศทุ่งท่าชะลาไหล เดินกันดารปานปิ้มจะบรรลัย จึงมาได้เห็นหน้าบิดาตัว ท่านชูช่วยอวยพรให้ผ่องแผ้ว ดังฉัตรแก้วกางกั้นไว้เหนือหัว อุส่าห์ฝนไพลทารักษาตัว ค่อยยังชั่วมึนเมื่อยที่เหนื่อยกาย
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๗๒ บรรดาเหล่าชาวบ้านประมาณมาก ต่างมาฝากรักใคร่เหมือนใจหมาย พูดถึงที่ตีโบยขโมยควาย กล่าวขวัญนายเบียดเบียนแล้วเฆี่ยนตี ถามราคาพร้าขวานจะวานซื้อ ล้วนอออือเองกูกะหนูกะหนี ที่คะขาค าหวานนานนานมี เป็นว่าขี้คร้านฟังแต่ซังตาย เวลาเช้าก็ชวนกันออกป่า มันโม้หมาไล่เนื้อไปเหลือหลาย พอเวลาสายัณห์ตะวันชาย ได้กระต่ายตะกวดกวางมาย่างแกง ทั้งแย้บึ้งอึ่งอ่างเนื้อค่างคั่ว เขาท าครัวครั้นไปปะขยะแขยง ต้องอดสิ้นกินแต่เข้ากับเต้าแตง จนเรี่ยวแรงโรยไปมิใคร่มี อยู่บุรินกินส าราญทั้งหวานเปรี้ยว ตั้งแต่เที่ยวยากไร้มาไพรศรี แต่น้ าตาลมิได้พานในนาภี ปัถวีวาโยก็หย่อนลง ด้วยเดือนเก้าเข้าวสาเป็นน่าฝน จึงขัดสนสิ่งของต้องประสงค์ ครั้นแล้วลาฝ่าเท้าท่านบิตุรงค์ ไปบ้านพงค้อตั้งริมฝั่งคลอง ดูหนุ่มสาวชาวบ้านร าคาญจิตร ไม่น่าคิดเข้าในกลอนอักษรสนอง ล้วนวงศ์วารว่านเครือเป็นเชื้อชอง ไม่เหมือนน้องนึกน่าน้ าตากระเด็น แล้วไปชมกรมการบ้านดอนเด็จ ล้วนเลี้ยงเป็ดหมูเนื้อดูเหลือเข็ญ ยกกระบัตรคัดช้อนทุกเช้าเย็น เมียที่เป็นท่านผู้หญิงนั่งปิ้งปลา ๏ แล้วไปบางทางเถื่อนบ้านพงอ้อ ไม่เหลือหลอหลายต าแหน่งแสวงหา จะเที่ยวดูคนผู้ท ายาตา ไม่เห็นหน้านึกระทดสลดใจ ถึงคนผู้อยู่เกลื่อนก็เหมือนเปลี่ยว สันโดษเดี่ยวด้วยว่าจิตรผิดวิไสย มาอยู่ย่านบ้านกร่ าระก าใจ ชวนกันไปชมทะเลทุกเวลา เห็นเงื้อมเขาเงาบังขึ้นนั่งเล่น ลมเย็นเย็นอยากดูหมู่มัจฉา แลตลิ่งโล่งลิ่วทิวชะลา ดูนาวาแล่นละเลาะริมเกาะเกียน
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๗๓ บ้างก้าวเสียดเฉียดทางไปข้างเขา บ้างออกเข้าข้ามฟากดังฉากเขียน เรือตระเวนเจนแดนเที่ยวแล่นเวียน ดาษเดียรดูสล้างกลางชะลา ครั้นยามเย็นเห็นเหมือนหนึ่งเมฆพลุ่ง เป็นควันฟุ้งราวกับไฟไกลนักหนา แล้วถอยลงโพลงขึ้นไม่ขาดตา ถามผู้เถ้าเขาว่าปลามันพ่นฟอง เห็นจริงจังนั่งนึกพิลึกล้ า จนพลบค่ ามืดมลขนสยอง ยิ่งอาไลยใจมาอยู่ที่คู่ครอง แม้นแม่น้องได้มาเห็นเหมือนเช่นนี้ จะแอบอิงวิงวอนชะอ้อนถาม ต าแหน่งนามเกาะแก่งแขวงวิถี ได้เชยชื่นรื่นรสสุมาลี แล้วจะชี้ให้แม่ชมยมนา ไหนตัวพี่นี้จะชมทะเลหลวง จะชมดวงนัยเนตรของเชษฐา โอ้อาไลยไกลแก้วกานดามา กลั้นน้ าตามิใคร่หยุดสุดระก า เสียดายนักภคินีเจ้าพี่เอ๋ย ยังชื่นเชยชมชิมไม่อิ่มหน า มายากเย็นเห็นแต่ผ้าแพรด า ได้ห่มกร าอยู่กับกายไม่วายตรอม อยู่บ้านกร าท าบุญกับบิตุเรศ ถึงเดือนเศษโศกซูบจนรูปผอม ทุกคืนค่ าก าสรดสู้อดออม ประนตน้อมพุทธคุณกรุณา ทั้งถือศีลกินเพลเหมือนเช่นบวช เย็นเย็นสวดศักราชศาสนา พยายามตามกิจด้วยบิดา เป็นถานานุประเทศอธิบดี จอมกระษัตริย์มัสการขนานนาม เจ้าอารามอารัญธรรมรังษี เจริญพรตยศยิ่งมิ่งโมลี ก าหนดยี่สิบวสาสถาวร ได้พบเห็นเป็นท านุอุปถัมภ์ ก็กรวดน้ านึกคะนึงถึงสมร ให้ไพบูลย์พูลสวัสดิ์พิพัฒน์พร อย่ารู้ร้อนโรคภัยสิ่งไรพาน ถึงชาตินี้มิได้สมอารมณ์คิด ด้วยองค์อิศรารักษ์จะหักหาญ ขอให้น้องครองสัตย์ซึ่งปฏิญาณ ได้พบพานภายน่าเหมือนอารมณ์
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๗๔ พอควรคู่รู้รักประจักษ์จิตร ได้ชื่นชิดชมน้องประคองสม ถึงต่างแดนแสนไกลไพรพนม ให้ลอยลมลงมาแอบแนบอุรา อย่ารู้จักผลักพลิกทั้งหยิกข่วน แขนแต่ล้วนรอยเล็บเจ็บนักหนา ให้แย้มยิ้มพริ้มพร้อมน้อมวิญญา แล้วก็อย่าขี้หึงตะบึงตะบอน ขอแบ่งบุญคุณศีลถวิลถึง ให้ทราบซึ่งโสตรทรวงดวงสมร ถึงอยู่ไกลในป่าพนาดร แต่ใจจรจงสวาดไม่คลาศคลา ไปเที่ยวเล่นเห็นดอกไม้แล้วใจอยาก จะใคร่ฝากดวงเนตรของเชษฐา ก็จนใจไกลทางต่างสุธา แต่น้ าตานี้แลฟูมละลุมลง เวลาค่ าช้ าใจเข้าไสยาศน์ โอ้อนาถในวนาป่าระหง ยินแต่เสียงลิงค่างที่กลางดง วิเวกวงวันเวศวังเวงใจ จักระจั่นหวั่นแว่วแจ้วแจ้วเสียง เหมือนส าเนียงวนิดาน้ าตาไหล หนาวน้ าค้างพร่างพรมพนมไพร โอ้เจียนใจพี่จะขาดอนาถนึก ได้แนบหมอนอ่อนอุ่นให้ฉุนชื่น ระรวยรื่นรศล าดวนเมื่อจวนดึก ทั้งหอมแพรด าร่ ายิ่งร าฦก ทรวงสะทึกทุกทุกคืนสะอื้นใจ ๏ จนเดือนเก้าเช้าค่ ายิ่งพร่ าฝน ทุกต าบลบ้านกร าล้วนน้ าไหล ยิ่งง่วงเหงาเศร้าช้ าระก าใจ จนล้มไข้คิดว่ากายจะวายชนม์ ให้เคลิ้มเคล้นเห็นปีศาจประหวาดหวั่น อินทรีย์สั่นเศียรพองสยองขน ท่านบิดาหาผู้ที่รู้มนต์ มาหลายคนเขาก็ว่าต้องอารักษ์ หลงละเมอเพ้อพูดกับผีสาง ที่เคียงข้างคนผู้ไม่รู้จัก แต่หมอเถ้าเป่าปัดชะงัดนัก ทั้งเส้นวักหลายวันค่อยบรรเทา ให้คนทรงลงผีเมื่อพี่เจ็บ ว่าเพราะเก็บดอกไม้ที่ท้ายเขา ไม่งอนง้อขอสู่ท าดูเบา ท่านปู่เจ้าคุมแค้นจึงแทนทด
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๗๕ ครั้นตาหมอขอโทษก็โปรดให้ ที่จริงใจพี่ก็รู้อยู่ว่าปด แต่ชาวบ้านท่านถือข้างท้าวมด จึงสู้อดนิ่งไว้ในอุรา ทุกเช้าเย็นเห็นแต่หลานที่บ้านกร า ม่วงกับค ากลอยจิตรขนิษฐา เห็นเจ็บปวดนวดฟั้นช่วยฝนยา ตามประสาซื่อตรงเป็นวงศ์วาร ครั้นหายเจ็บเก็บดอกไม้มาให้บ้าง กลับระคางเคืองข้องกันสองหลาน จะว่ากล่าวน้าวโน้มประโลมลาน ไม่สมานสโมสรเหมือนก่อนมา ก็จนจิตรคิดเห็นว่าเป็นเคราะห์ จึงจ าเพระหึงหวงพวงบุบผา ต้องคร่ าครวญรวนอยู่ดูเอกา ก็เลยลาบิตุรงค์ทั้งวงศ์วาร ออกจากย่านบ้านกร าซ้ าวิโยค ก าสรดโศกเศร้าหมองถึงสองหลาน เมื่อไข้หนักรักษาพยาบาล แต่นี้นานจะได้มาเห็นหน้ากัน ครั้นจะมิหนีมาจะลาเล่า จะสร้อยเศร้าโศกาเพียงอาสัญ จึงพากเพียรเขียนค าเป็นส าคัญ ให้สองขวัญเนตรนางไว้ต่างกาย อย่าเศร้าสร้อยคอยพี่พอปีน่า จึงจะมาท าขวัญเหมือนมั่นหมาย ไม่ทิ้งขว้างห่างให้เจ้าได้อาย จงครองกายแก้วตาอย่าอาวรณ์ โอ้จากหลานบ้านกร าระก าจิตร ก็เพราะคิดถึงแม่หญิงมิ่งสมร สู้ฟูมฝนทนฟ้าอุตส่าห์จร เป็นทุกข์ร้อนแรมทางมากลางไพร ถึงกรุงศรีอยุธยาขึ้นห้าค่ า จึงเขียนค าจริงแจ้งแถลงไข ให้ดวงเนตรเชษฐาด้วยอาไลย จงเห็นใจเถิดที่จิตรคิดค านึง ถึงเจ็บไข้ไม่ตายไม่คลายรัก มีแต่ลักลอบนึกร าลึกถึง ช่วยยิ้มแย้มแช่มชื่นอย่ามึนตึง ให้เหือดหึงลงเสียบ้างจะฟังค า พี่อุ้มทุกข์บุกป่ามหาระนพ มาหมายพบพูดความกับงามข า อย่าบิดเบือนเชือนช้าท้าระก า แต่อยู่ตร าตรอมกายมาหลายเดือน
นิ ร า ศ เ มื อ ง แ ก ล ง | ๗๖ ได้ดูงามตามทางที่นางอื่น ก็หลายหมื่นเหยียบแสนไม่แม้นเหมือน ไม่มีสู้คู่ควรกระบวนเบือน เหมือนแม่เพื่อนชีพชายจนปลายแดน พี่จากไปได้แต่รักมาฝากน้อง มากกว่าของอื่นอื่นสักหมื่นแสน พอเป็นค่าผ้าห่มที่ชมแทน อย่าเคืองแค้นเลยที่ฉันไม่ทันลา ด้วยเกิดความลามถึงเพราะหึงหวง คนทั้งปวงเขาคิดฤษยา จึงหลีกตัวกลัวบุญคุณบิดา ไปแรมป่าปิ้มชีวันจะบรรลัย แม่อยู่ดีปรีดิ์เปรมเกษมสวัสดิ์ ฤๅเคืองขัดขุกเข็ญเป็นไฉน ฤๅแสนศุขทุกเวลาประสาใจ สิ้นอาไลยลืมหมายว่าวายวาง ฤๅพร้อมพรักภักตร์เพื่อนที่เยือนยิ้ม ให้เปรมปริ่มประดิพัทธ์ไม่ขัดขวาง จะปราบปรามห้ามหวงพวงมะปราง ให้จืดจางจ าจากกระดากใจ นิราศเรื่องเมืองแกลงแต่งมาฝาก เหมือนขันหมากมิ่งมิตรพิศมัย อย่าหมางหมองข้องขัดตัดอาไลย ให้ชื่นใจเหมือนแต่หลังมั่งเถิดเอย ฯ ข้อมูล จาก vajirayana.org ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง ๑. การเป็นคนช่างสังเกต และสามารถน าข้อสังเกตนั้น มาเขียนพรรณนาในรูปของค าประพันธ์ ได้อย่างงดงาม ท าให้ผลงานนั้นๆมีคุณค่าต่อมวลมนุษย์อย่างอมตะ ๒. ผลงานประพันธ์ของสุนทรภู่ นอกจากจะชี้ให้เห็นสัจธรรมความจริงของชีวิตให้คติแง่คิด ให้ รักเพื่อนมนุษย์ รักธรรมชาติ และมรดกทางวัฒนธรรมอีกด้วย ๓. คุณธรรมอันสูงยิ่งของมนุษย์อย่างหนึ่งก็คือ ความกตัญญูต่อผู้ให้ก าเนิดตนและผู้มีพระคุณ บุคคลใดไร้คุณธรรมข้อนี้ จะหาความเจริญในชีวิตไม่ได้เลย