The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wanrujirawan, 2021-06-23 04:33:37

วิทยาศาสตร์ 3

วิทยาศาสตร์ 3

แผนการจัดการเรียนรู้

กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ระเทคโนโลยี

วทิ ยาศาสตร์ 3 (ว22101)

2ชั้นมัธยมศึกษาปีที่

นางสาวนภสั สร ชะปแู สน

ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ ครชู านาญการพเิ ศษ

โรงเรยี นบา้ นแพงพทิ ยาคม

สานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษามัธยมศึกษา นครพนม
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ

1. หลักการจัดการเรียนรอู้ งิ มาตรฐาน

หนว่ ยการเรยี นรแู้ ตล่ ะหน่วยจะกำหนดผลการเรยี นรู้ไวเ้ ป็นเป้าหมายในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอน
จะต้องศึกษาและวิเคราะห์รายละเอียดของผลการเรียนรู้ทุกข้อว่า ระบุให้ผู้เรียนต้องมีความรู้ความเข้าใจ
เก่ียวกับเรื่องอะไร ต้องสามารถลงมือปฏิบัติอะไรได้บ้าง และผลการเรียนรู้ท่ีเกิดข้ึนกับผู้เรียนจะนำไปสู่
การเสรมิ สร้างสมรรถนะสำคญั และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคด์ า้ นใดแกผ่ เู้ รียน

ผลการเรียนรู้ ผเู้ รยี นรู้อะไร

นำไปสู่ ผ้เู รยี นทำอะไรได้

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์

2. หลกั การจดั กิจกรรมการเรียนรทู้ ี่เนน้ ผูเ้ รียนเป็นสำคญั

เม่ือผู้สอนวิเคราะห์รายละเอียดของผลการเรียนรู้และได้กำหนดเป้าหมายการจัดการเรียนการสอน
เรียบร้อยแล้ว จึงกำหนดขอบข่ายสาระการเรียนรู้และแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ
ตามขั้นตอนของกจิ กรรมการเรียนรทู้ ี่ออกแบบไว้จนบรรลุผลการเรียนรู้ทุกข้อ

ผลการเรยี นรู้ เป้าหมาย หลกั การจดั การเรยี นรู้
การเรียนรู้
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน และการพฒั นา เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคญั
คณุ ภาพ สนองความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล
คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ ของผเู้ รียน เน้นพฒั นาการทางสมอง
ของผเู้ รียน กระต้นุ การคดิ
เนน้ ความรูค้ คู่ ุณธรรม

3 หลกั การบรู ณาการกระบวนการเรียนรูส้ ู่ผลการเรียนรู้

เม่ือผู้สอนกำหนดขอบข่ายสาระการเรียนรู้ และแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไว้แล้ว
จึงกำหนดรูปแบบการเรียนการสอนและกระบวนการเรียนรู้ ที่จะฝึกฝนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ บรรลุผลตาม
ผลการเรียนรู้ โดยเลือกใช้กระบวนการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับผลการเรียนรู้ท่ีเป็นเป้าหมายในหน่วยน้ัน ๆ เช่น

กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง กระบวนการ
เผชิญสถานการณ์และการแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการพัฒนาลักษณะ
นิสัย กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ กระบวนการทางสังคม ฯลฯ
กระบวนการเรียนรู้ท่ีมอบหมายให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติน้ันจะต้องนำไปสู่การเสริมสร้างสมรรถนะสำคัญ และ
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ของผู้เรยี นตามสาระการเรียนรทู้ ก่ี ำหนดไว้ในแต่ละหน่วยการเรยี นรู้

4 หลักการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน

การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน และกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละหนว่ ย ผู้สอนต้องกำหนดข้นั ตอนและ
วธิ ปี ฏิบตั ิใหช้ ัดเจน โดยเนน้ ให้ผู้เรยี นไดล้ งมือฝกึ ฝนและฝกึ ปฏบิ ตั มิ ากท่ีสุด ตามแนวคดิ และวิธีการสำคญั คอื

1) การเรียนรู้ เป็นกระบวนการทางสติปัญญา ที่ผเู้ รียนทุกคนต้องใชส้ มองในการคิดและทำความเข้าใจ
ในสิ่งต่าง ๆ ร่วมกับการลงมือปฏิบัติ ทดลองค้นคว้า จนสามารถสรุปเป็นความรู้ได้ด้วยตนเอง และ
สามารถนำเสนอผลงาน แสดงองคค์ วามรทู้ เ่ี กิดข้นึ ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ได้

2) การสอน เป็นการเลอื กวธิ กี ารหรือกิจกรรมทเ่ี หมาะสมกับการเรียนร้ใู นหน่วยนัน้ ๆ และท่ีสำคัญ คือ
ต้องเป็นวิธีการที่สอดคล้องกับสภาพผู้เรียน ผู้สอนจึงต้องเลือกใช้วิธีการสอน เทคนิคการสอน และ
รูปแบบการสอนอย่างหลากหลาย เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างราบร่ืนจน
บรรลตุ ัวช้ีวดั ทุกขอ้

3) รูปแบบการสอน ควรเป็นวิธีการและขั้นตอนฝึกปฏิบัติท่ีส่งเสริมหรือกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถคิด
อย่างเป็นระบบ เช่น รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) รูปแบบการสอนโดยใช้การคิด
แบบโยนิโสมนสิการ รูปแบบการสอนแบบ CIPPA Model รูปแบบการเรียนการสอนตามวัฏจักรการ
เรยี นรู้แบบ 4MAT รูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือ เทคนคิ JIGSAW, STAD, TAI, TGT

4) วธิ ีการสอน ควรเลือกใช้วิธีการสอนท่ีสอดคลอ้ งกับเน้อื หาของบทเรยี น ความถนัด ความสนใจ และ
สภาพปัญหาของผู้เรียน วิธีสอนที่ดีจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถบรรลุผลการเรียนรู้ตามในระดับ
ผลสัมฤทธ์ิที่สูง เช่น วิธีการสอนแบบบรรยาย การสาธิต การทดลอง การอภิปรายกลุ่มย่อย การ
แสดงบทบาทสมมติ การใช้กรณีตัวอย่าง การใช้สถานการณ์จำลอง การใช้ศูนย์การเรียน การใช้
บทเรยี นแบบโปรแกรม

5) เทคนิคการสอน ควรเลือกใช้เทคนิคการสอนที่สอดคล้องกับวิธีการสอน และช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจ
เน้ือหาในบทเรียนได้ง่ายข้ึน สามารถกระตุ้นความสนใจและจูงใจให้ผู้เรียนร่วมปฏิบัติกิจกรรมการ
เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เทคนิคการใช้ผังกราฟิก (Graphic Organizers) เทคนิคการเล่า

นิทาน การเล่นเกมเทคนิคการใช้คำถาม การใช้ตัวอย่างกระตุ้นความคิด การใช้สื่อการเรียนรู้ท่ี
นา่ สนใจ
6) สอื่ การเรยี นการสอน ควรเลือกใช้ส่ือหลากหลายกระต้นุ ความสนใจ และทำความกระจ่างใหเ้ น้ือหา
สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ และเป็นเคร่ืองมือช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้บรรลุตัวช้ีวัดอย่าง
ราบรนื่ เช่น สื่อส่ิงพมิ พ์ เอกสารประกอบการสอน แถบวีดิทัศน์ แผน่ สไลด์ คอมพิวเตอร์ VCD LCD
Visualizer ควรเตรยี มสื่อให้ครอบคลุมทง้ั สื่อการสอนของครแู ละสื่อการเรียนรู้ของผเู้ รยี น

5 หลกั การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้แบบย้อนกลบั ตรวจสอบ

เม่ือผู้สอนวางแผนออกแบบการจัดการเรียนรู้ รวมถึงกำหนดรปู แบบการเรียนการสอนไว้เรียบร้อยแล้ว
จึงนำเทคนิควิธีการสอน วิธีจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และส่ือการเรียนรู้ไปลงมือจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะนำ
ผู้เรียนไปสู่การสร้างชิ้นงานหรือภาระงาน เกิดทักษะกระบวนการและสมรรถนะสำคัญตามธรรมชาติวิชา
รวมท้ังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัดท่ีเป็นเป้าหมายของหน่วยการ
เรียนรู้ ตามลำดับข้ันตอนการเรยี นรู้ท่กี ำหนดไว้ ดังน้ี

จากเป้าหมายและ เป้าหมายการเรียนรขู้ องหน่วย
หลักฐาน คิดยอ้ นกลับ หลักฐานชิ้นงาน/ภาระงาน
แสดงผลการเรียนร้ขู องหน่วย
สูจ่ ดุ เริม่ ต้น
ของกิจกรรมการเรียนรู้ 4 กจิ กรรม คำถำมชวนคดิ

แสดงผลการเรยี นรขู้ องหน่วย

3 กจิ กรรม คำถำมชวนคดิ จากกิจกรรมการเรยี นรู้
2 กจิ กรรม คำถำมชวนคดิ ทลี ะข้ันบนั ได
1 กจิ กรรม คำถำมชวนคดิ สู่หลกั ฐานและ

เปา้ หมายการเรียนรู้

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ นอกจากจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงแล้ว
จะต้องฝึกฝนกระบวนการคิดทุกขั้นตอน โดยใช้เทคนิคการต้ังคำถามกระตุ้นความคิด และใช้ระดับคำถามให้
สัมพันธ์กับเน้ือหาการเรียนรู้ ต้ังแต่ระดับความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การประเมินค่า
และการสร้างสรรค์ นอกจากจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจบทเรียนอย่างลึกซ้ึงแล้ว ยังเป็นการเตรียม

ความพร้อมเพื่อสอบ O-NET ซึ่งเป็นการทดสอบระดับชาติท่ีเน้นกระบวนการคิดระดับวิเคราะห์ด้วย และใน
แต่ละแผนการเรยี นรู้จึงมีการระบุคำถามเพ่ือกระตุ้นความคิดของผู้เรียนไว้ด้วยทุกกิจกรรม ผู้เรียนจะได้ฝึกฝน
วิธีการทำข้อสอบ O-NET ควบคไู่ ปกับการปฏิบตั ิกิจกรรมการเรยี นรู้ตามผลการเรียนรู้ทีส่ ำคญั

ท้ังน้ี การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละหน่วยจะครอบคลุมกิจกรรมการเรียนรู้ และการ
ประเมินผลด้านความรู้ความเข้าใจ (K) ด้านทักษะกระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A)
ตามผลการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางฯ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พร้อมทั้งออกแบบเคร่ืองมือการวัดและประเมินผล ตลอดจนแบบ
บันทึกผลการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ไว้ครบถ้วน สอดคล้องกับมาตรฐานด้านคุณภาพผู้เรียน เช่น แบบบันทึกผล
ด้านการคิดวิเคราะห์ ด้านการอ่านและแสวงหาความรู้ ด้านสมรรถนะและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตาม
หลักสูตร ผู้สอนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ประกอบการจัดทำรายงาน
การประเมินตนเอง (Self Assessment Reports) จึงมั่นใจอย่างยิ่งว่า การนำแผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้ไป
เป็นแนวทางจัดการเรียนการสอนจะช่วยพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนให้สูงข้ึนตามมาตรฐาน
การศึกษาและการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาทุกประการ

สรปุ หลักสูตรฯ กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์ *

มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดสาระการเรียนรู้ 4 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1
วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระท่ี 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ และสาระท่ี 4
เทคโนโลยี รวมทั้งยังมีสาระเพ่ิมเติมอีก 4 สาระ ได้แก่ สาระชีววิทยา สาระเคมี สาระฟิสิกส์ และสาระโลก
ดาราศาสตร์ และอวกาศ

องค์ประกอบของหลกั สตู ร ทัง้ ในดา้ นของเนอื้ หา การจัดการเรียนการสอน และการวดั และประเมินผล
การเรียนรู้นั้นมคี วามสำคญั อยา่ งยิ่งในการวางรากฐานการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ของผเู้ รยี นในแต่ละระดับช้นั ให้มี
ความตอ่ เนื่องเชื่อมโยงกันตง้ั แต่ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 จนถึงช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 6 สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ได้กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางที่ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนเป็นพ้ืนฐาน เพ่ือให้
สามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวติ หรอื ศึกษาต่อได้ โดยจัดเรียงลำดบั ความยากง่ายของเน้ือหาในแต่ละช้ัน
ให้มีการเช่ือมโยงความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนา
ความคิด ท้ังความคิดเป็นเหตุเป็นผล คดิ สร้างสรรค์ คิดวเิ คราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำคญั ทั้งทกั ษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษท่ี 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ แก้ปัญหาอยา่ งเปน็ ระบบ ตัดสนิ ใจโดยใช้ขอ้ มลู หลากหลาย และประจักษพ์ ยานทตี่ รวจสอบได้

มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 น้ี ได้ปรับปรุงเพ่ือให้มีความสอดคล้องและ
เชื่อมโยงกันภายในสาระการเรียนรู้เดียวกัน และระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ตลอดจนการเชื่อมโยงเน้ือหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ด้วย นอกจากน้ี ยังได้ปรับปรุงเพื่อให้มี
ความทนั สมยั ต่อการเปล่ียนแปลง และความเจริญก้าวหนา้ ของวิทยาการตา่ ง ๆ ทัดเทียมกับนานาชาติ

ตัวชว้ี ัดและสาระการเรียนรูแ้ กนกลาง วทิ ยาศาสตร์

สาระวิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของส่ิงมีชีวิต การลำเลียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของ

โครงสรา้ ง และหน้าที่ของระบบตา่ ง ๆ ของสตั วแ์ ละมนุษย์ทีท่ ำงานสัมพนั ธก์ นั ความสัมพันธข์ องโครงสร้าง
และหนา้ ทข่ี องอวยั วะตา่ ง ๆ ของพชื ท่ีทำงานสัมพนั ธก์ ัน รวมทง้ั นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ช้นั ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ม.2 1. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของ • ระบบหายใจมีอวัยวะต่าง ๆ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง ได้แก่ จมูก ท่อลม ปอด กะบังลม

อวยั วะทเ่ี กี่ยวข้องในระบบหายใจ และกระดูกซี่โครง

2. อธิบายกลไกการหายใจเข้าและออก • มนุษย์หายใจเข้าเพื่อนำแก๊สออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพื่อนำไปใช้ในเซลล์
โดยใช้แบบจำลอง รวมทั้งอธิบาย และหายใจออกเพอ่ื กำจัดแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ออกจากรา่ งกาย
กระบวนการแลกเปลีย่ นแกส๊
• อากาศเคล่ือนที่เข้าและออกจากปอดได้ เน่ืองจากการเปลี่ยนแปลง
3. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบ ปริมาตรและความดันของอากาศภายในช่องอกซึ่งเก่ยี วข้องกบั การทำงาน
หายใจ โดยการบอกแนวทางในการ ของกะบงั ลม และกระดกู ซโี่ ครง
ดูแลรักษาอวัยวะในระบบหายใจ ให้
ทำงานเป็นปกติ • การแลกเปล่ียนแก๊สออกซิเจนกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกาย
เกิดข้ึนบริเวณถุงลมในปอดกับหลอดเลือดฝอยท่ีถุงลม และระหว่าง

หลอดเลือดฝอยกับเนื้อเย่อื

• การสูบบุหรี่ การสูดอากาศท่ีมีสารปนเป้ือน และการเป็นโรคเก่ียวกับ

ระบบหายใจบางโรค อาจทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งมีผลให้ความจุ

อากาศของปอดลดลง ดังนั้น จึงควรดูแลรักษาระบบหายใจให้ทำหน้าท่ี

เปน็ ปกติ

4. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของ • ระบบขับถ่ายมีอวัยวะท่ีเกี่ยวข้อง คือ ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และ

อวัยวะในระบบขับถ่ายในการกำจัด ท่อปัสสาวะ โดยมีไตทำหน้าที่กำจัดของเสีย เช่น ยูเรีย แอมโมเนีย

ของเสียทางไต กรดยูริก รวมทัง้ สารที่รา่ งกายไม่ต้องการออกจากเลือด และควบคุมสารท่ี

5. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบ มมี าก หรอื นอ้ ยเกินไป เช่น นำ้ โดยขบั ออกมาในรปู ของปัสสาวะ

ขับถ่ายในการกำจัดของเสียทางไต • การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารท่ีไม่มี
โดยการบอกแนวทางในการปฏบิ ัติตน รสเค็มจัด การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเป็นแนวทางหน่ึงที่ช่วยให้ระบบ
ท่ีช่วยให้ระบบขับถ่ายทำหน้าที่ได้ ขบั ถ่ายทำหน้าที่ไดอ้ ย่างปกติ
อยา่ งปกติ

6. บรรยายโครงสร้างและหน้าท่ีของ • ระบบหมนุ เวียนเลอื ดประกอบดว้ ยหัวใจ หลอดเลอื ด และเลอื ด

หัวใจ หลอดเลือด และเลอื ด • หัวใจของมนุษยแ์ บ่งเป็น 4 ห้อง ได้แก่ หัวใจห้องบน 2 ห้อง และห้องล่าง

7. อธิบายการทำงานของระบบหมุน- 2 หอ้ ง ระหว่างหวั ใจห้องบนและหัวใจห้องลา่ งมลี นิ้ หัวใจกน้ั
เวยี นเลือดโดยใชแ้ บบจำลอง
• หลอดเลือด แบ่งเป็นหลอดเลือดอาร์เตอรี หลอดเลือดเวน หลอดเลือด-

ฝอย ซ่ึงมโี ครงสร้างต่างกัน

• เลอื ด ประกอบดว้ ยเซลล์เมด็ เลือด เพลตเลต และพลาสมา

ช้นั ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

• การบีบและคลายตัวของหัวใจทำให้เลือดหมุนเวียน และลำเลียง
สารอาหาร แก๊ส ของเสีย และสารอ่ืน ๆ ไปยังอวัยวะและเซลล์ต่าง ๆ

ทัว่ ร่างกาย

• เลือดท่ีมีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูงจะออกจากหัวใจไปยังเซลล์ต่าง ๆ
ท่ัวร่างกาย ขณะเดียวกันแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์จะแพร่เข้าสู่

เลือด และลำเลียงกลบั เข้าสู่หวั ใจและถกู ส่งไปแลกเปล่ยี นแก๊สท่ปี อด

8. ออกแบบการทดลองและทดลอง • ชีพจรบอกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจซ่ึงอัตราการเต้นของหัวใจในขณะ

ในการเปรียบเทียบอัตราการเต้นของ ปกติและหลังจากทำกิจกรรมต่าง ๆ จะแตกต่างกัน ส่วนความดันเลือด

หวั ใจ ขณะปกติและหลังทำกจิ กรรม เกดิ จากการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด

9. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบ • อัตราการเต้นของหัวใจมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล คนท่ีเป็น
หมุนเวียนเลอื ด โดยการบอกแนวทาง โรคหวั ใจ และหลอดเลอื ดจะส่งผลทำให้หวั ใจสูบฉดี เลอื ดไมเ่ ป็นปกติ
ในการดูแลรักษาอวัยวะในระบบ • การออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร การพักผ่อน และ
หมุนเวียนเลือดให้ทำงานเปน็ ปกติ
การรักษาภาวะทางอารมณ์ให้เป็นปกติ จึงเป็นทางเลือกหน่ึงในการดูแล

รักษาระบบ หมนุ เวยี นเลอื ดให้เปน็ ปกติ

10. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าท่ีของ • ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง จะทำหน้าที่

อวัยวะในระบบประสาทส่วนกลาง ร่วมกับเส้นประสาท ซึ่งเป็นระบบประสาทรอบนอกในการควบคุม

ในการควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของ การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงการแสดงพฤติกรรมเพ่ือการ

ร่างกาย ตอบสนองตอ่ สิง่ เร้า

11. ตระหนักถึงความสำคัญของระบบ • เมื่อมีสิ่งเร้ามากระตุ้นหน่วยรับความรู้สึกจะเกิดกระแสประสาทส่ ง
ประสาทโดยการบอกแนวทาง ไปตามเซลล์ประสาทรับความรู้สึกไปยังระบบประสาทส่วนกลาง แล้วส่ง
ในการดูแลรักษา รวมถึงการป้องกัน กระแสประสาทมาตามเซลล์ประสาทส่ังการไปยังหน่วยปฏิบัติงาน เช่น
กระทบกระเทือนและอันตรายต่อ กล้ามเนือ้
สมองและไขสนั หลัง
• ระบบประสาทเป็นระบบท่ีมคี วามซับซ้อนและมีความสัมพันธ์กับทุกระบบ

ในร่างกาย ดังนั้น จึงควรป้องกันการเกิดอุบัติเหตุท่ีกระทบกระเทือนต่อ

สมองหลีกเลี่ยงการใช้สารเสพติด หลีกเลี่ยงภาวะเครยี ด และรับประทาน

อาหารทม่ี ปี ระโยชน์ เพ่อื ดแู ลรกั ษาระบบประสาทใหท้ ำงานเป็นปกติ

12. ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าท่ีของ • มนุษย์มีระบบสืบพันธ์ุที่ประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ที่ทำหน้าท่ีเฉพาะ

อวัยวะในระบบสืบพันธ์ขุ องเพศชาย โดยรังไข่ในเพศหญิงจะทำหน้าท่ีผลิตเซลล์ไข่ ส่วนอัณฑะในเพศชายจะ

และเพศหญิงโดยใช้แบบจำลอง ทำหนา้ ที่สรา้ งเซลลอ์ สุจิ

13. อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและ • ฮอร์โมนเพศทำหน้าที่ควบคุมการแสดงออกของลักษณะทางเพศที่
เพศหญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลง แตกต่างกัน เม่ือเข้าสู่วัยหนุ่มสาวจะมีการสร้างเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิ
ของรา่ งกายเม่ือเขา้ สูว่ ยั หนมุ่ สาว
การตกไข่ การมีรอบเดือน และถ้ามีการปฏิสนธิของเซลล์ไขแ่ ละเซลล์อสุจิ
14. ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของ จะทำใหเ้ กิดการต้งั ครรภ์
ร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว โดย

การดูแลรกั ษาร่างกายและจิตใจของ

ตนเองในช่วงท่ีมีการเปล่ียนแปลง

ช้นั ตวั ช้ีวัด สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

15. อธิบายการตกไข่ การมีประจำเดือน • การมีประจำเดือนมีความสัมพันธ์กับการตกไข่ โดยเป็นผลจาก
การปฏิสนธิ และการพัฒนาของ การเปลยี่ นแปลงของระดับฮอรโ์ มนเพศหญงิ
ไซโกต จนคลอดเปน็ ทารก
• เม่ือเพศหญิงมีการตกไข่และเซลล์ไข่ได้รับการปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิจะ
16. เลือกวิธีการคมุ กำเนิดท่เี หมาะสมกับ ทำให้ได้ไซโกต ไซโกตจะเจรญิ เปน็ เอ็มบรโิ อและฟีตัส จนกระทัง่ คลอดเป็น
สถานการณ์ทีก่ ำหนด ทารก แต่ถ้าไม่มีการปฏิสนธิ เซลล์ไข่จะสลายตัว ผนังด้านในมดลูก
รวมทัง้ หลอดเลือดจะสลายตวั และหลดุ ลอกออก เรียกว่า ประจำเดือน
17. ตระหนักถึงผลกระทบของการ
ต้ังครรภ์ก่อนวัยอันควร โดยการ • การคุมกำเนิดเป็นวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ โดยป้องกันไม่ให้เกิด
ประพฤติตนให้เหมาะสม การปฏิสนธิหรือไม่ให้มีการฝังตัวของเอ็มบริโอ ซ่ึงมีหลายวิธี เช่น การใช้
ถุงยางอนามัย การกนิ ยาคุมกำเนิด

สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและ

แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิด
สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี

ชัน้ ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ม.2 1. อธิบายการแยกสารผสมโดยการระเหย • การแยกสารผสมให้เป็นสารบริสุทธิ์ทำได้หลายวิธี ข้ึนอยู่กับสมบัติของสาร

แห้ง การตกผลึก การกลั่นอย่างง่าย นั้น ๆ การระเหยแห้งใช้แยกสารละลายซ่ึงประกอบด้วยตัวละลายที่เป็น

โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัด ของแข็งในตัวทำละลายที่เป็นของเหลว โดยใช้ความร้อนระเหยตัวทำละลาย
ด้วยตัวทำละลาย โดยใช้หลักฐานเชิง ออกไปจนหมด เหลือแต่ตั วละลาย การตกผลึกใช้แยกสารละลายที่

ประจกั ษ์ ประกอบด้วยตัวละลายที่เป็นของแข็งในตัวละลายที่เป็นของเหลว โดยทำให้

2. แยกสารโดยการระเหยแห้ง การ สารละลายอิ่มตัว แล้วปล่อยให้ตัวทำละลายระเหยออกไปบางส่วน ตัวละลาย

ตกผลึก การกลั่นอย่างง่าย โครมาโท- จะตกผลึกแยกออกมา การกล่ันอย่างง่ายใช้แยกสารละลายที่ประกอบด้วย
กราฟีแบบกระดาษ การสกัดด้วย ตัวละลายและตัวทำละลายที่เป็นของเหลวที่มีจุดเดือดต่างกันมาก วิธีน้ีจะแยก

ตวั ทำละลาย ของเหลวบริสุทธ์ิออกจากสารละลายโดยให้ความร้อนกับสารละลาย ของเหลว

จะเดือดและกลายเป็นไอแยกจากสารละลายแล้วควบแน่นกลับเป็นของเหลว

อีกคร้ัง ขณะที่ของเหลวเดือด อุณหภูมิของไอจะคงท่ี โครมาโทกราฟี

แบบกระดาษเป็นวิธีการแยกสารผสมท่ีมีปริมาณน้อยโดยใช้แยกสารท่ีมีสมบัติ

การละลายในตัวทำละลายและการถูกดูดซับด้วยตัวดูดซับแตกต่างกัน ทำให้

สารแต่ละชนิดเคลื่อนท่ีไปบนตัวดูดซับได้ต่างกัน สารจึงแยกออกจากกันได้

อัตราส่วนระหว่างระยะทางที่สารองค์ประกอบแต่ละชนิดเคลื่อนที่ได้บน

ตวั ดูดซับกับระยะทางท่ีตัวทำละลายเคลื่อนที่ได้เป็นค่าเฉพาะตัวของสารแต่ละ

ชนิดในตัวทำละลายและตัวดูดซับหน่ึง ๆ การสกัดด้วยตัวทำละลายเป็นวิธีการ

แยกสารผสมที่มีสมบัติการละลายในตัวทำละลายที่ต่างกัน โดยชนิดของ

ตัวทำละลายมีผลต่อชนิดและปริมาณของสารท่ีสกัดได้ การสกัดโดยการกลั่น

ด้วยไอน้ำใช้แยกสารที่ระเหยง่าย ไม่ละลายน้ำ และไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำ

ออกจากสารทร่ี ะเหยยากโดยใช้ไอน้ำเป็นตัวพา

3. นำวิธีการแยกสารไปใช้แก้ปัญหาใน • ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการแยกสาร บูรณาการกับคณิตศาสตร์

ชีวิตประจำวัน โดยบูรณาการวิทยา- เทคโนโลยี โดยใช้กระบวนการทางวิศวกรรม สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาใน

ศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และ ชวี ติ ประจำวนั หรือปัญหาท่ีพบในชุมชนหรือสรา้ งนวัตกรรม โดยมขี น้ั ตอน ดงั น้ี

วิศวกรรมศาสตร์ - ระบุปัญหาในชีวิตประจำวันที่เก่ียวกับการแยกสารโดยใช้สมบัติทาง

กายภาพ หรือนวตั กรรมทต่ี ้องการพัฒนา โดยใชห้ ลกั การดงั กลา่ ว

- รวบรวมขอ้ มูลและแนวคดิ เก่ียวกบั การแยกสาร โดยใช้สมบัติทางกายภาพ

ทส่ี อดคลอ้ งกบั ปญั หาท่รี ะบุหรอื นำไปสกู่ ารพฒั นานวัตกรรมนั้น

- ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา หรือพัฒนานวตั กรรมที่เกี่ยวกับการแยกสารใน

สารผสม โดยใช้สมบัติทางกายภาพ โดยเช่ือมโยงความรู้ด้านวิทยาศาสตร์

คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการทางวิศวกรรม รวมท้ังกำหนด

และควบคมุ ตัวแปรอย่างเหมาะสมครอบคลุม

ช้นั ตัวช้ีวดั สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

- วางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา หรือพัฒนานวัตกรรม รวบรวมข้อมูล

จดั กระทำขอ้ มลู และเลือกวธิ ีการสือ่ ความหมายท่ีเหมาะสมในการนำเสนอ

ผล

- ทดสอบ ประเมินผล ปรับปรุงวิธีการแก้ปัญหา หรือนวัตกรรมที่พัฒนาข้ึน

โดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจักษ์ท่รี วบรวมได้

- นำเสนอวิธีการแก้ปัญหา หรือผลของนวัตกรรมที่พัฒนาข้ึน และผลท่ีได้

โดยใชว้ ิธีการสอ่ื สารทเ่ี หมาะสมและนา่ สนใจ

4. ออกแบบการทดลองและทดลอง • สารละลายอาจมีสถานะเป็นของแข็ง ของเหลว และแก๊ส สารละลาย
ในการอธิบายผลของชนิดตัวละลาย ประกอบด้วยตัวทำละลายและตัวละลาย กรณีสารละลายเกิดจากสารที่มี
ชนิดตัวทำละลาย อุณหภูมิที่มีต่อ สถานะเดียวกัน สารท่ีมีปริมาณมากท่ีสุดจัดเป็นตัวทำละลาย กรณี
สภาพละลายได้ของสาร รวมทั้ง สารละลายเกิดจากสารที่มีสถานะต่างกัน สารท่ีมีสถานะเดียวกันกับ
อธิบายผลของความดันที่มีต่อสภาพ สารละลายจดั เป็นตัวทำละลาย
ละลายได้ของสาร โดยใชส้ ารสนเทศ • สารละลายที่ตัวละลายไม่สามารถละลายในตัวทำละลายได้อีกท่ีอุณหภูมิ

หน่งึ ๆ เรยี กว่า สารละลายอมิ่ ตวั

• สภาพละลายได้ของสารในตัวทำละลายเป็นค่าที่บอกปริมาณของสารที่

ละลายได้ในตัวทำละลาย 100 กรัม จนได้สารละลายอิ่มตัว ณ อุณหภูมิ

และความดันหนึ่ง ๆ สภาพละลายได้ของสารบ่งบอกความสามารถในการ

ละลายได้ของตัวละลายในตัวทำละลาย ซ่ึงความสามารถในการละลายของ

สารขึน้ อยู่กบั ชนิดของตวั ทำละลายและตัวละลาย อณุ หภมู ิ และความดัน

• สารชนดิ หนึง่ มีสภาพละลายได้แตกต่างกันในตวั ทำละลายท่ีแตกต่างกนั และ

สารต่างชนดิ กันมีสภาพละลายได้ในตัวทำละลายหน่งึ ๆ ไมเ่ ทา่ กนั

• เม่ืออุณหภูมิสูงข้ึน สารส่วนมากสภาพละลายได้ของสารจะเพิ่มขึ้น ยกเว้น

แก๊ส เม่ืออุณหภูมิสูงข้ึนสภาพการละลายได้จะลดลง ส่วนความดันมีผลต่อ

แก๊ส โดยเมอ่ื ความดันเพ่มิ ข้ึน สภาพละลายไดจ้ ะสงู ข้นึ

• ความรู้เก่ียวกับสภาพละลายได้ของสาร เมื่อเปลี่ยนแปลงชนิดตัวละลาย

ตัวทำละลาย และอณุ หภูมิ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชวี ิตประจำวัน เช่น

การทำน้ำเชือ่ มเข้มขน้ การสกัดสารออกจากสมนุ ไพรใหไ้ ดป้ รมิ าณมากที่สุด

5. ระบุปริมาณตัวละลายในสารละลาย • ความเข้มข้นของสารละลายเป็นการระบุปริมาณตัวละลายในสารละลาย

ในหน่วยความเข้มข้นเป็นร้อยละ หน่วยความเข้มข้นมีหลายหน่วย ท่ีนิยมระบุเป็นหน่วยเป็นร้อยละปริมาตร

ปริมาตรต่อปริมาตร มวลต่อมวล ตอ่ ปริมาตร มวลตอ่ มวล และมวลต่อปรมิ าตร

และมวลต่อปริมาตร • รอ้ ยละโดยปรมิ าตรต่อปริมาตรเป็นการระบุปริมาตรตัวละลายในสารละลาย

6. ตระหนักถึงความสำคัญของการนำ 100 หน่วยปรมิ าตรเดียวกนั นยิ มใชก้ บั สารละลายที่เปน็ ของเหลว หรอื แก๊ส
ความรู้เรื่องความเขม้ ข้นของสารไปใช้
โดยยกตัวอย่างการใช้สารละลายใน • ร้อยละโดยมวลต่อมวลเป็นการระบุมวลตัวละลายในสารละลาย 100 หน่วย
ชีวิตประจำวันอย่างถูกต้อง และ
มวลเดยี วกนั นิยมใชก้ บั สารละลายท่ีมีสถานะเปน็ ของแขง็

ปลอดภยั

ชนั้ ตวั ชว้ี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง

• ร้อยละโดยมวลต่อปริมาตรเป็นการระบุมวลตัวละลายในสารละลาย 100
หน่วยปริมาตร นิยมใช้กับสารละลายท่ีมีตัวละลายเป็นของแข็งใน
ตัวทำละลายท่ีเปน็ ของเหลว

• การใช้สารละลายในชีวิตประจำวันควรพิจารณาจากความเข้มข้นของ
สารละลาย ข้ึนอยู่กับจุดประสงค์ของการใช้งาน และผลกระทบต่อสิ่งชีวิต
และสิง่ แวดล้อม

มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงในชวี ิตประจำวัน ผลของแรงท่ีกระทำต่อวตั ถุ ลักษณะการเคล่ือนทีแ่ บบต่าง ๆ
ของวัตถุ รวมทง้ั นำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์

ชน้ั ตัวช้ีวัด สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ม.2 1. พยากรณ์การเคลื่อนท่ีของวัตถุที่เป็น • แรงเป็นปรมิ าณเวกเตอร์ เมอื่ มีแรงหลาย ๆ แรงกระทำต่อวัตถุ แลว้ แรงลัพธ์
ผลของแรงลัพธ์ท่ีเกิดจากแรงหลาย ทกี่ ระทำต่อวัตถุมีค่าเป็นศูนย์ วัตถุจะไมเ่ ปล่ยี นแปลงการเคลื่อนท่ี แต่ถ้าแรง
แรงท่ีกระทำต่อวัตถุในแนวเดียวกัน ลัพธท์ กี่ ระทำต่อวตั ถุมีค่าไมเ่ ป็นศูนย์ วัตถจุ ะเปลย่ี นแปลงการเคลอ่ื นที่
จากหลักฐานเชิงประจกั ษ์

2. เขียนแผนภาพแสดงแรงและแรงลัพธ์

ที่เกิดจากแรงหลายแรงท่ีกระทำต่อ

วตั ถใุ นแนวเดยี วกัน

3. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วย • เมื่อวัตถุอยู่ในของเหลวจะมีแรงท่ีของเหลวกระทำต่อวัตถุในทุกทิศทาง โดย

วธิ ีที่เหมาะสมในการอธิบายปัจจัยท่ีมี แรงท่ขี องเหลวกระทำต้ังฉากกบั ผวิ วตั ถตุ ่อหนง่ึ หน่วยพื้นท่ี เรียกว่า ความดัน

ผลต่อความดนั ของของเหลว ของของเหลว

• ความดันของของเหลวมีความสัมพันธ์กับความลึกจากระดับผิวหน้าของ

ของเหลว โดยบริเวณที่ลึกลงไปจากระดับผิวหน้าของของเหลวมากขึ้น

ความดนั ของของเหลวจะเพ่ิมข้ึน เนื่องจากของเหลวท่ีอยลู่ ึกกว่าจะมีน้ำหนัก

ของของเหลวดา้ นบนกระทำมากกว่า

4. วิเคราะห์แรงพยุงและการจม การลอย • เมอ่ื วตั ถุอยูใ่ นของเหลวจะมแี รงพยงุ เน่อื งจากของเหลวกระทำตอ่ วตั ถุ โดยมี

ของวัตถุในของเหลวจากหลักฐานเชิง ทิศขึ้นในแนวดิ่ง การจมหรือการลอยของวัตถุข้ึนอยู่กับแรงพยุง ถ้าน้ำหนัก

ประจกั ษ์ ของวตั ถแุ ละแรงพยุงของของเหลวมีคา่ เทา่ กัน วตั ถจุ ะลอยนิ่งอยู่ในของเหลว

5. เขียนแผนภาพแสดงแรงที่กระทำต่อ แต่ถา้ น้ำหนักของวัตถมุ ีคา่ มากกว่าแรงพยุงของของเหลว วัตถจุ ะจม

วตั ถุในของเหลว

6. อธิบายแรงเสียดทานสถิตและแรง • แรงเสียดทานเป็นแรงท่ีเกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุเพื่อต้านการเคล่ือนท่ี

เสียดทานจลน์จากหลักฐานเชิง ของวัตถุนั้น โดยถ้าออกแรงกระทำต่อวัตถุที่อยู่นิ่งบนพ้ืนผิวให้เคล่ือนที่

ประจกั ษ์ แรงเสียดทานก็จะต้านการเคล่ือนท่ีของวัตถุ แรงเสียดทานที่เกิดขึ้นในขณะท่ี

วตั ถุยังไม่เคลื่อนที่เรียก แรงเสียดทานสถิต แต่ถ้าวัตถุกำลังเคลื่อนที่ แรงเสียด-

ทานกจ็ ะทำใหว้ ัตถุน้ันเคลื่อนท่ีช้าลงหรือหยดุ นิง่ เรยี ก แรงเสยี ดทานจลน์

ช้นั ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง

7. ออกแบบการทดลองและทดลองด้วย • ขนาดของแรงเสียดทานระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุขึ้นกับลักษณะผิวสัมผัส
วธิ ีท่ีเหมาะสมในการอธิบายปัจจัยที่มี และขนาดของแรงปฏิกิรยิ าตงั้ ฉากระหว่างผิวสัมผัส
ผลต่อขนาดของแรงเสียดทาน
• กิจกรรมในชีวิตประจำวันบางกิจกรรมต้องการแรงเสียดทาน เช่น การเปิด
8. เขียนแผนภาพแสดงแรงเสียดทาน ฝาเกลียวของน้ำ การใช้แผ่นกันล่ืนในห้องน้ำ บางกิจกรรมไม่ต้องการ
และแรงอื่น ๆ ท่กี ระทำตอ่ วัตถุ แรงเสียดทาน เช่น การลากวตั ถุบนพืน้ การใชน้ ้ำมันหลอ่ ลนื่ ในเครือ่ งยนต์

9. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้เร่ือง • ความรเู้ รือ่ งแรงเสียดทานสามารถนำไปใชป้ ระโยชน์ในชีวติ ประจำวันได้
แ ร ง เสี ย ด ท า น โด ย วิ เค ร า ะ ห์
สถานการณ์ ปัญหาและเสนอแนะ
วธิ กี ารลดหรือเพ่ิมแรงเสียดทานที่เป็น
ป ร ะ โ ย ช น์ ต่ อ ก า ร ท ำ กิ จ ก ร ร ม ใ น
ชีวติ ประจำวนั

10. ออกแบบการทดลองและทดลองดว้ ย • เมื่อมีแรงที่กระทำต่อวัตถุโดยไม่ผ่านศูนย์กลาง มวลของวัตถุจะเกิดโมเมนต์
วิธีที่เหมาะสมในการอธิบายโมเมนต์ ของแรง ทำใหว้ ัตถหุ มุนรอบศนู ยก์ ลางมวลของวตั ถุน้ัน
ของแรงเมื่อวตั ถุอยู่ในสภาพสมดลุ ต่อ
การหมุน และคำนวณการใช้สมการ • โมเมนตขอ์ งแรงเปน็ ผลคณู ของแรงทกี่ ระทำต่อวตั ถุกับระยะทางจากจุดหมุน
M = Fl ไปตั้งฉากกับแนวแรง เม่ือผลรวมของโมเมนต์ของแรงมีค่าเป็นศูนย์ วัตถุจะ
อยู่ในสภาพสมดุลต่อการหมุน โดยโมเมนต์ของแรงในทิศทวนเข็มนาฬิกาจะ
11. เปรียบเทียบแหลง่ ของสนามแมเ่ หล็ก มีขนาดเทา่ กับโมเมนตข์ องแรงในทศิ ตามเข็มนาฬกิ า
สนามไฟฟ้าและสนามโน้มถ่วง และ
ทิศทางของแรงท่ีกระทำต่อวัตถุที่อยู่ • ของเล่นหลายชนิดประกอบด้วยอุปกรณ์หลายส่วนท่ีใช้หลักการโมเมนต์ของ
ในแต่ละสนาม จากข้อมูลที่รวบรวม แรง ความรูเ้ รือ่ งโมเมนต์ของแรงสามารถนำไปใช้ออกแบบและประดิษฐ์ของ
ได้ เลน่ ได้

12. เขียนแผนภาพแสดงแรงแม่เหล็ก • วัตถุท่ีมีมวลจะมีสนามโน้มถ่วงอยู่โดยรอบแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อวัตถุจะมี
แรงไฟฟ้า และแรงโน้มถ่วงท่ีกระทำ ทิศพุง่ เข้าหาวตั ถทุ ี่เป็นแหลง่ ของสนามโน้มถว่ ง
ตอ่ วัตถุ
• วตั ถุที่มีประจุไฟฟ้าจะมีสนามไฟฟ้าอยู่โดยรอบ แรงไฟฟ้าท่ีกระทำต่อวัตถุที่
13. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างขนาด มีประจุจะมีทิศพุ่งเข้าหาหรือออกจากวัตถุที่มีประจุท่ีเป็นแหล่งของ
ของแรงแม่เหล็ก แรงไฟฟ้า และแรง สนามไฟฟา้
โ น้ ม ถ่ ว ง ที่ ก ร ะ ท ำ ต่ อ วั ต ถุ ท่ี อ ยู่ ใ น
สนามนั้น ๆ กับระยะห่างจากแหล่ง • วัตถุท่ีเป็นแม่เหล็กจะมีสนามแม่เหล็กอยู่โดยรอบแรงแม่เหล็กที่กระทำต่อ
ข อ งส น าม ถึ งวัต ถุ จ าก ข้ อ มู ล ที่ ข้ัวแม่เหล็กจะมีทิศพุ่งเข้าหาหรือออก จากข้ัวแม่เหล็กที่เป็นแหล่ง
รวบรวมได้ สนามแมเ่ หลก็

• ขนาดของแรงโน้มถ่วง แรงไฟฟ้า และแรงแม่เหล็กท่ีกระทำต่อวัตถุที่อยู่ใน
สนามนั้น ๆ จะมคี ่าลดลง เมือ่ วตั ถอุ ย่หู า่ งจากแหล่งของสนามน้นั ๆ มากขึน้

ช้ัน ตวั ชว้ี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

14. อธิบายและคำนวณอัตราเร็วและ • การเคล่ือนท่ีของวัตถุเป็นการเปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุเทียบกับตำแหน่ง

ความเร็วของการเคล่ือนท่ีของวัตถุ อ้างอิงโดยมปี ริมาณทีเ่ กย่ี วข้องกับการเคล่ือนที่ ซ่งึ มที ั้งปริมาณสเกลาร์ และ
โดยใช้สมการ v = และ ⃑v =
ปริมาณเวกเตอร์ เช่น ระยะทาง อัตราเร็ว การกระจัด ความเร็ว ปริมาณ
สเกลารเ์ ป็นปรมิ าณที่มีขนาด เช่น ระยะทาง อัตราเร็ว ปริมาณเวกเตอรเ์ ป็น
ปริมาณท่มี ที ัง้ ขนาด และทศิ ทาง เช่น การกระจดั ความเร็ว
จากหลักฐานเชิงประจักษ์
• เขียนแผนภาพแทนปริมาณเวกเตอร์ได้ด้วยลูกศร โดยความยาวของลูกศร
แสดงขนาด และหัวลกู ศรแสดงทศิ ทางของเวกเตอร์นัน้ ๆ

15. เขียนแผนภาพแสดงการกระจัดและ

ความเรว็

• ระยะทางเป็นปริมาณสเกลลาร์ โดยระยะทางเป็นความยาวของเส้นทางที่

เคลือ่ นทีไ่ ด้

• การกระจัดเป็นปริมาณเวกเตอร์ โดยการกระจัดมีทิศช้ีจากตำแหน่งเริ่มต้น

ไปยังตำแหน่งสุดท้าย และมีขนาดเท่ากับระยะท่ีส้ันท่ีสุดระหว่างสอง

ตำแหนง่ นนั้

• อัตราเร็วเป็นปริมาณสเกลาร์ โดยอัตราเร็วเป็นอัตราส่วนของระยะทางต่อ

เวลา

• ความเร็วปริมาณเวกเตอร์มีทิศเดียวกับทิศของการกระจัด โดยความเรว็ เป็น

อัตราส่วนของการกระจดั ตอ่ เวลา

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร
และพลังงาน พลังงานใชช้ ีวิตประจำวนั ธรรมชาติของคล่ืน ปรากฏการณ์ทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับเสียง แสง และ
คลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมทงั้ นำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์

ช้นั ตัวช้วี ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

ม.2 1. วิเคราะห์สถานการณ์และคำนวณ • เมื่อออกแรงกระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคล่ือนท่ี โดยแรงอยู่ในแนว

เก่ียวกับงาน และกำลังที่เกิดจากแรง เดียวกับการเคลื่อนท่ีจะเกิดงาน งานจะมีค่ามากหรือน้อยข้ึนกับขนาดของ
ทก่ี ระทำตอ่ วัตถุโดยใช้สมการ แรงและระยะทางในแนวเดียวกับแรง
W = Fs และ P =
• งานท่ีทำในหน่วยเวลา เรียกว่า กำลัง หลักการของงานนำไปอธิบาย
การทำงานของเครื่องกลอย่างง่าย ได้แก่ คาน พ้ืนเอียง รอกเดี่ยว ล่ิม สกรู

จากข้อมูลทรี่ วบรวมได้

2. วิเค ร าะ ห์ ห ลั ก ก าร ท ำงาน ข อ ง ล้อ และเพลา ซงึ่ นำไปใชป้ ระโยชนด์ า้ นตา่ ง ๆ ในชีวิตประจำวนั

เคร่ืองกลอย่างง่าย จากข้อมูลท่ี

รวบรวมได้

3. ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของ

เครอ่ื งกลอยา่ งง่าย โดยบอกประโยชน์

และการประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจำวนั

ช้นั ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนร้แู กนกลาง

4. ออ ก แบ บ และท ดลอ งด้วยวิธีที่ • พลังงานจลน์เป็นพลังงานของวัตถุที่เคล่ือนที่ พลังงานจลน์จะมีค่ามากหรือ

เหมาะสมในการอธิบายปัจจัยที่มีผล นอ้ ยขน้ึ กับมวลและอตั ราเรว็ ส่วนพลังงานศักย์โนม้ ถว่ งเก่ียวข้องกับตำแหน่ง

ต่อพลังงาน-จลน์และพลังงานศักย์ ของวัตถจุ ะมคี ่ามากหรือนอ้ ยขนึ้ กับมวลและตำแหน่งของวัตถุ เมอ่ื วตั ถุอยูใ่ น

โน้มถว่ ง สนามโน้มถ่วงวัตถุจะมีพลังงานศักย์โน้มถ่วง พลังงานจลน์และพลังงาน

ศกั ยโ์ น้มถ่วงเปน็ พลงั งานกล

5. แปลความหมายข้อมูลและอธิบาย • ผลรวมของพลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลงังานจลน์เป็นพลังงานกล พลังงาน
การเปลี่ยนพลังงานระหว่างพลังงาน ศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์ของวัตถุหนึ่ง ๆ สามารถเปลี่ยนกลับไปมาได้
ศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์ของ โดยผลรวมของพลังงานศักย์โน้มถ่วงและพลังงานจลน์มีค่าคงตัว นั่นคือ
วัตถุ โดยพลังงานกลของวัตถุมีค่าคง พลงั งานกลของวตั ถุมคี า่ คงตัว
ตวั จากข้อมลู ท่รี วบรวมได้

6. วเิ คราะห์สถานการณ์และอธิบายการ • พลังงานรวมของระบบมีค่าคงตัวซ่ึงอาจเปลี่ยนจากพลังงานหน่ึงเป็นอีก

เปลี่ยนและการถ่ายโอนพลังงานโดย พลังงานหน่ึง เช่น พลังงานกลเปล่ียนเป็นพลังงานไฟฟ้า พลังงานจลน์

ใชก้ ฎการอนุรักษพ์ ลังงาน เปล่ียนเป็นพลังงานความร้อน พลังงานเสียง พลังงานแสง เนื่องมาจาก

แรงเสียดทาน พลังงานเคมีในอาหารเปลี่ยนเป็น พลังงานท่ีไปใช้ในการ

ทำงานของสง่ิ มชี วี ิต

• นอกจากน้ีพลังงานยังสามารถถ่ายโอนไปยังอีกระบบหน่ึงหรือได้รับพลังงาน

จากระบบอ่ืนได้ เช่น การถ่ายโอนความร้อนระหว่างสสาร การถ่ายโอน

พลังงานของการส่ันของแหล่งกำเนิดเสียงไปยังผู้ฟัง ทั้งการเปล่ียนพลังงาน

และการถ่ายโอนพลังงาน พลังงานรวมท้ังหมดมีค่าเท่าเดิมตามกฎการ

อนุรกั ษ์พลังงาน

สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ียนแปลงภายในโลกและ
บนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมท้ังผลต่อ
สิ่งมชี วี ติ และส่งิ แวดลอ้ ม

ชน้ั ตัวชี้วัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง

ม.2 1. เปรียบเทียบกระบวนการเกิด และการ • เชื้อเพลงิ ซากดึกดำบรรพเ์ กิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพของซากสิ่งมีชีวิตใน

ใช้ประโยชน์ รวมทั้งอธิบายผลกระทบ อดีต โดยกระบวนการทางเคมีและธรณีวิทยา เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์

จากการใช้เชอื้ เพลิงซากดึกดำบรรพจ์ าก ได้แก่ ถ่านหิน หินน้ำมัน และปิโตรเลียม ซ่ึงเกิดจากวัตถุต้นกำเนิด และ

ข้อมูลทร่ี วบรวมได้ สภาพแวดล้อม การเกิดที่ แตกต่างกันทำให้ได้ชนิดของเชื้อเพลิง

ซากดึกดำบรรพ์ที่มีลักษณะ สมบัติ และการนำไปใช้ประโยชน์แตกต่างกัน

สำหรับปิโตรเลียมจะต้องมีผา่ นการกลนั่ ลำดับส่วนก่อนการใช้งาน เพ่ือให้ได้

ผลิตภัณฑ์เหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์เป็น

ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปเน่ืองจากต้องใช้เวลานานหลายล้านปี จึงจะ

เกดิ ขึ้นใหม่ได้

2. แสดงความตระหนักถึงผลจากการใช้ • การเผาไหม้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ในกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์จะทำให้
เช้ือเพลิงซากดึกดำบรรพ์ โดยนำเสนอ เกิดมลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและส่ิงแวดล้อม
แนวทางการใช้เช้ือเพลิงซากดึกดำ- นอกจากนี้ แก๊สบางชนิดทเี่ กิดจากการเผาไหม้เช้ือเพลิงซากดึกดำบรรพ์ เช่น
บรรพ์ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และไนตรัสออกไซด์ยังเป็นแก๊สเรือนกระจก ซึ่ง

ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกรุนแรงข้ึน ดังนั้น จึงควรใช้

เช้ื อ เพ ลิ ง ซ า ก ดึ ก ด ำ บ ร ร พ์ โ ด ย ค ำ นึ ง ถึ ง ผ ล ที่ เกิ ด ขึ้ น ต่ อ สิ่ ง มี ชี วิ ต แ ล ะ

ส่ิงแวดล้อม เช่น เลือกใช้พลังงานทดแทน หรอื เลือกใช้เทคโนโลยที ่ีลดการใช้

เชอื้ เพลงิ ซากดกึ ดำบรรพ์

3. เปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของ • เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์เป็นแหล่งพลังงานท่ีสำคัญในกิจกรรมต่าง ๆ ของ
พลังงานทดแทนแต่ละประเภทจากการ มนุษย์ เน่ืองจากเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์มีปริมาณจำกัดและมักเพ่ิม
รวบรวมข้อมูล และนำเสนอแนวทาง มลภาวะในบรรยากาศมากข้ึน จึงมีการใช้พลังงานทดแทนมากข้ึน เช่น
การใช้พลังงานทดแทนที่เหมาะสมใน พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล พลังงานคลื่น
ท้องถ่ิน พลงั งานความร้อนใต้พิภพ พลงั งานไฮโดรเจน ซง่ึ พลงั งานทดแทนแต่ละชนิด

จะมีขอ้ ดีและขอ้ จำกดั ทแ่ี ตกต่างกัน

4. สร้างแบบจำลองที่อธิบายโครงสร้าง • โครงสร้างภายในโลกแบ่งออกเป็นช้ันตามองค์ประกอบทางเคมี ได้แก่

ภายในโลกตามองค์ประกอบทางเคมี เปลือกโลกซึ่งอยู่นอกสุด ประกอบด้วยสารประกอบของซิลิกอน และ

จากข้อมูลที่รวบรวมได้ อะลูมิเนียมเป็นหลัก เนื้อโลกคอื ส่วนท่อี ยู่ใต้เปลอื กโลกลงไปจนถึงแกน่ โลก มี

องค์ประกอบหลักเป็นสารประกอบของซิลิกอน แมกนีเซียม และเหล็ก และ

แก่นโลกคือส่วนที่อยู่ใจกลางของโลก มีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็กและ

นิกเกลิ ซ่งึ แตล่ ะช้นั มีลักษณะแตกตา่ งกนั

ช้นั ตัวชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

5. อธิบายกระบวนการผุพังอยู่กั บที่ • การผุพังอยู่กับที่ การกร่อน และการสะสมตัวของตะกอน เป็นกระบวนการ
การกร่อน และการสะสมตวั ของตะกอน เปลีย่ นแปลงทางธรณีวทิ ยาที่ทำให้ผวิ โลกเกิดการเปลีย่ นแปลงเปน็ ภูมิลกั ษณ์
จากแบบจำลอง รวมทั้งยกตัวอย่าง แบบต่าง ๆ โดยมีปัจจัยสำคัญ คือ น้ำ ลม ธารน้ำแข็ง แรงโน้มถ่วงของโลก
ผลของกระบวนการดังกล่าวท่ีทำให้ สงิ่ มชี วี ติ สภาพอากาศ และปฏกิ ิรยิ าเคมี
ผวิ โลกเกิดการเปลี่ยนแปลง
• การผุพังอยู่กับที่ คือ การที่หินผุพังทำลายลงด้วยกระบวนการต่าง ๆ ได้แก่
ลมฟ้าอากาศกับน้ำฝน และรวมท้ังการกระทำของต้นไม้กับแบคทีเรีย
ตลอดจนการแตกตัวทางกลศาสตร์ซึ่งมีการเพิ่มและลดอุณหภูมิสลับกัน
เป็นต้น

• การกร่อน คือ กระบวนการหน่ึงหรือหลายกระบวนการที่ทำให้สาร
เปลือกโลกหลุดไปละลายไป หรือกร่อนไปโดยมีตัวนำพาธรรมชาติ คือ ลม
น้ำ และธารน้ำแข็ง ร่วมกับปัจจัยอ่ืน ๆ ได้แก่ ลมฟ้าอากาศ สารละลาย
การครูดถู การนำพา ทั้งน้ี ไม่รวมถึงการพังทลายเป็นกล่มุ ก้อน เช่น แผ่นดิน
ถล่ม ภูเขาไฟระเบดิ

• การสะสมตัวของตะกอน คือ การสะสมตัวของวตั ถจุ ากการนำพาของน้ำ ลม
หรอื ธารนำ้ แข็ง

6. อธิบายลักษณะของชั้นหน้าตัดดินและ • ดินเกิดจากหินท่ีผุพังตามธรรมชาติผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุท่ีได้จาก
กระบวนการเกิดดินจากแบบจำลอง การเน่าเป่ือยของซากพืชซากสัตว์ทับถมเป็นช้ัน ๆ บนผิวโลก ช้ันดินแบ่ง
รวมท้ังระบุปัจจัยท่ีทำให้ดินมีลักษณะ ออกเป็นหลายชั้นขนานหรือเกือบขนานไปกับหน้าดิน แต่ละช้ันมีลักษณะ
และสมบตั แิ ตกตา่ งกัน แตกต่างกัน เน่ืองจากสมบัติทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ และลักษณะอื่น ๆ
เช่น สี โครงสร้าง เน้ือดิน การยืดตัว ความเป็นกรด-เบส สามารถสังเกตได้
จากการสำรวจภาคสนาม การเรียกช่ือชั้นดินหลักจะใช้อักษรภาษาอังกฤษ
ตัวใหญ่ ไดแ้ ก่ O, A, E, B, C, R

• ชั้นหน้าตัดดินเป็นช้ันดินท่ีมีลักษณะปรากฏให้เห็นเรียงลำดับเป็นช้ันจาก
ชั้นบนสุดถงึ ชัน้ ล่างสุด

• ปัจจัยท่ีทำให้ดินแต่ละท้องถ่ินมีลักษณะและสมบัติแตกต่างกัน ได้แก่ วัตถุ
ต้นกำเนิดดิน ภูมอิ ากาศ สงิ่ มีชีวิตในดิน สภาพภูมิประเทศ และระยะเวลาใน
การเกิดดนิ

7. ตรวจวัดสมบัติบางประการของดิน โดย • สมบัติบางประการของดิน เช่น เน้ือดิน ความช้ืนดิน ค่าความเป็นกรด-เบส

ใช้เคร่ืองมือท่ีเหมาะสม และนำเสนอ ธาตุอาหารในดิน สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจถึงแนวทางการใช้

แนวทางการใช้ประโยชน์ดินจากข้อมูล ประโยชน์ท่ีดิน โดยอาจนำไปใช้ประโยชนท์ างการเกษตร หรืออน่ื ๆ ซึ่งดินที่

สมบัตขิ องดิน ไม่เหมาะสมตอ่ การทำการเกษตร เช่น ดินจดื ดินเปร้ยี ว ดนิ เค็ม และดินดาน

อาจเกิดจากสภาพดินตามธรรมชาติ หรอื การใช้ประโยชน์จะต้องปรับปรุงให้

มสี ภาพเหมาะสมเพือ่ นำไปใชป้ ระโยชน์

ช้นั ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง

8. อธิบายปัจจัย และกระบวนการเกิด • แหล่งน้ำผิวดินเกิดจากน้ำฝนที่ตกลงบนพ้ืนโลกไหลจากท่ีสูงลงสู่ท่ีต่ำด้วย
แหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดิน จาก แรงโน้มถ่วง การไหลของน้ำทำให้พื้นโลกเกิดการกัดเซาะเป็นร่องน้ำ เช่น
แบบจำลอง ลำธาร คลอง และแม่น้ำ ซึ่งร่องน้ำจะมีขนาดและรูปร่างแตกต่างกัน ข้ึนอยู่กับ
ปริมาณน้ำฝน ระยะเวลาในการกัดเซาะ ชนิดดินและหิน และลักษณะ
9. สรา้ งแบบจำลองท่ีอธิบายการใชน้ ำ้ และ ภูมิประเทศ เช่น ความลาดชัน ความสูงต่ำของพ้ืนที่ เม่ือน้ำไหลไปยังบริเวณท่ี
นำเสนอแนวทางการใช้น้ำอยา่ งยั่งยนื ใน เป็นแอ่งจะเกิดการสะสมเป็นแหล่งน้ำ เชน่ บึง ทะเลสาบ ทะเล และมหาสมทุ ร
ท้องถ่ินของตนเอง
• แหล่งน้ำใต้ดินเกิดจากการซึมของน้ำผิวดินลงไปสะสมตัวใต้พื้นโลก ซึ่ง
10. สรา้ งแบบจำลองท่ีอธิบายกระบวนการ แบ่งเป็นน้ำในดินและน้ำบาดาล น้ำในดินเป็นน้ำท่ีอยู่ร่วมกับอากาศตาม
เกิ ด แ ล ะ ผ ล ก ร ะ ท บ ข อ งน้ ำท่ ว ม ช่องว่างระหว่างเม็ดดิน ส่วนน้ำบาดาลเป็นน้ำที่ไหลซึมลึกลงไปและถูก
การกัดเซาะชายฝั่ง ดินถล่ม หลุมยุบ กกั เก็บไวใ้ นชั้นหินหรอื ช้นั ดนิ จนอม่ิ ตวั ไปดว้ ยน้ำ
แผน่ ดินทรุด
• แหล่งน้ำผิวดินและแหล่งน้ำใต้ดินถูกนำมาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์
สง่ ผลตอ่ การจัดการการใช้ประโยชน์นำ้ และคุณภาพของแหล่งน้ำ เนอื่ งจาก
การเพ่ิมขึ้นของจำนวนประชากร การใช้ประโยชน์พ้ืนท่ีในด้านต่าง ๆ เช่น
ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ทำให้
เกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำฝนในพ้ืนท่ีลุ่มน้ำ และแหล่งน้ำผิวดินไม่
เพยี งพอสำหรับกิจกรรมของมนษุ ย์ นำ้ จากแหลง่ นำ้ ใตด้ ินถูกนำมาใช้มากข้ึน
ส่งผลให้ปริมาณน้ำใต้ดินลดลงมากจึงต้องมีการใช้น้ำอย่างเหมาะสมและ
ย่ังยืน ซึ่งอาจทำได้โดยการจัดหาแหล่งน้ำเพ่ือให้มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับ
การดำรงชีวิต การจัดสรรและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์
และฟ้ืนฟแู หล่งนำ้ การปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หาคุณภาพนำ้

• น้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง ดินถล่ม หลุมยุบ แผ่นดินทรุด มีกระบวนการ
เกิดและผลกระทบท่ีแตกต่างกัน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงแก่ชีวิต
และทรัพย์สิน

• น้ำท่วมเกิดจากพื้นที่หน่ึงได้รับปริมาณน้ำเกินกว่าท่ีจะกักเก็บได้ ทำให้
แผ่นดินจมอยู่ใต้น้ำ โดยขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำและสภาพทางธรณีวิทยาของ
พ้นื ที่

• การกัดเซาะชายฝั่งเป็นกระบวนการเปล่ียนแปลงของชายฝั่งทะเลที่เกิดขึ้น
ตลอดเวลาจากการกัดเซาะของคลื่นหรือลม ทำให้ตะกอนจากท่ีหน่ึงไปตก
ทับถมในอีกบริเวณหน่ึง แนวของชายฝั่งเดิมจึงเปล่ียนแปลงไป บริเวณที่มี
ตะกอนเคล่ือนเข้ามาน้อยกว่าปริมาณที่ตะกอนเคลื่อนออกไป ถือว่าเป็น
บริเวณที่มกี ารกัดเซาะชายฝัง่

• ดินถล่มเป็นการเคลื่อนท่ีของมวลดินหรือหินจำนวนมากลงตามลาดเขา
เน่ืองจากแรงโน้มถ่วงของโลกเป็นหลัก ซ่ึงเกิดจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่
ความลาดชันของพ้ืนที่ สภาพธรณีวิทยา ปริมาณน้ำฝน พืชปกคลุมดิน และ
การใชป้ ระโยชน์พ้ืนที่

ช้นั ตวั ชี้วดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง

• หลุมยุบ คือ แอ่งหรือหลุมบนแผ่นดินขนาดต่าง ๆ ท่ีอาจเกิดจากการถล่ม
ของโพรงถ้ำหินปูน เกลือหินใต้ดิน หรือเกิดจากน้ำพัดพาตะกอนลงไปใน
โพรงถ้ำหรอื ธารนำ้ ใต้ดนิ

• แผ่นดินทรุดเกิดจากการยุบตัวของชั้นดนิ หรือหินรว่ น เมื่อมวลของแข็งหรือ
ของเหลวปริมาณมากท่ีรองรับอยู่ใต้ช้ันดินบริเวณน้ันถูกเคล่ือนย้ายออกไป
โดยธรรมชาติหรอื โดยการกระทำของมนษุ ย์

คำอธบิ ายรายวชิ า

รายวิชา ว22101 (วิทยาศาสตร์ 3) เวลาเรียน 60 ชัว่ โมง จำนวน 1.5 หนว่ ยกิต

ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564 กล่มุ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ศกึ ษาเกยี่ วกับระบบร่างกายมนุษย์ ระบบหายใจ โครงสร้างและหน้าท่ีของอวัยวะในระบบหายใจ การหายใจ การ
ดแู ลรักษาอวยั วะในระบบหายใจ ระบบขับถา่ ย โครงสร้างและหนา้ ทข่ี องอวัยวะในระบบขับถา่ ย กลไกการกำจัดของเสีย
การดูแลรกั ษาอวยั วะในระบบขบั ถ่าย ระบบหมนุ เวียนเลอื ด โครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบหมุนเวยี นเลือด การ
ทำงานของระบบหมนุ เวยี นเลือด การดแู ลรักษาอวัยวะในระบบหมนุ เวียนเลอื ด ระบบประสาท โครงสรา้ งและหน้าท่ีของ
อวยั วะในระบบประสาท การทำงานของระบบประสาท การดแู ลรกั ษาอวยั วะในระบบประสาท ระบบสืบพนั ธ์ุ โครงสรา้ ง
และหนา้ ทขี่ องอวยั วะในระบบสบื พนั ธ์ุเพศชายและเพศหญิง ฮอรโ์ มนเพศ การปฏิสนธแิ ละการตง้ั ครรภ์ การคมุ กำเนดิ
ศกึ ษาเกี่ยวกับการแยกสารผสม การระเหยแห้ง การตกผลกึ การกลัน่ โครมาโทกราฟีแบบกระดาษ การสกัดดว้ ยตวั ทำ
ละลาย การนำวธิ กี ารแยกสารไปใชแ้ กป้ ัญหาในชีวิตประจำวัน ศกึ ษาเกี่ยวกับสารละลาย สภาพละลายได้ของสาร ความ
เขม้ ขน้ ของสารละลาย การใช้สารละลายในชีวิตประจำวนั

โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะการเรยี นรใู้ นศตวรรษท่ี 21 กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ การ
สืบคน้ ขอ้ มลู การสังเกต การวเิ คราะห์ การทดลอง การอภิปราย การอธิบาย และการสรปุ เพอ่ื ให้เกดิ ความรู้ ความคดิ
ความเข้าใจ มีความสามารถในการตัดสินใจ ส่อื สารสง่ิ ท่ีเรียนรแู้ ละนำความรู้ไปใช้ในชีวิตของตนเอง มีจิตวิทยาศาสตร์
จริยธรรม คุณธรรม และคา่ นิยม

ตัวชีว้ ัด
ว 1.2 ม.2/1 ม.2/2 ม.2/3 ม.2/4 ม.2/5 ม.2/6 ม.2/7 ม.2/8 ม.2/9 ม.2/10

ม.2/11 ม.2/12 ม.2/13 ม.2/14 ม.2/15 ม.2/16 ม.2/17
ว 2.1 ม.2/1 ม.2/2 ม.2/3 ม.2/4 ม.2/5 ม.2/6

รวม 23 ตัวช้ีวดั

โครงสรา้ งรายวชิ า วิทยาศาสตร์ ม.2

ลำดับท่ี ชือ่ หนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา
เรยี นร/ู้ ตัวช้วี ดั (ชม.)

1. ระบบร่างกายมนุษย์ ว 1.2 ระบบหายใจมีอวัยวะที่เป็นทางเดินของอากาศ ได้แก่ 28
ม.2/1 จมูก ท่อลม และปอด และมีอวัยวะที่เก่ียวข้อง ได้แก่
ม.2/2 กะบังลม และกระดูกซี่โครง โดยอากาศเคลื่อนท่ีเข้าและ
ม.2/3 ออกจากปอดเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงปริมาตรและ
ม.2/4 ความดันภายในช่องอก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของ
ม.2/5 กะบังลมและกระดูกซโ่ี ครง เม่อื มนุษย์หายใจนำอากาศเข้าสู่
ม.2/6 ร่างกาย อากาศเดินทางผ่านจมูก ท่อลม และเข้าสู่ปอด ซ่ึง
ม.2/7 เป็นบริเวณท่ีเกิดการแลกเปล่ียนแก๊สออกซิเจนกับแก๊ส
ม.2/8 คาร์บอนไดออกไซด์ โดยแก๊สออกซิเจนแพร่จากถุงลมเข้าสู่
ม.2/9 หลอดเลือดฝอย ส่วนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์แพร่จาก
ม.2/10 หลอดเลือดฝอยเข้าสู่ถุงลมเพื่อกำจัดออกจากร่างกายผ่าน
ม.2/11 การหายใจออก แก๊สออกซิเจนท่ีแพร่เข้าสู่หลอดเลือดฝอย
ม.2/12 จะลำเลียงไปยังเน้ือเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย และเกิดการ
ม.2/13 แลกเปล่ียนแก๊สข้ึน โดยแก๊สออกซิเจนจากหลอดเลือดฝอย
ม.2/14 แพร่เข้าสู่เน้ือเยื่อ ส่วนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์แพร่จาก
ม.2/15 เน้ือเย่ือเข้าสู่หลอดเลือดฝอยเพื่อลำเลียงไปยังปอดและ
ม.2/16 กำจัดออกจากร่างกาย การสูบบุหร่ี การสูดอากาศท่ีมีสาร
ม.2/17 ปนเป้ือนอาจเป็นสาเหตุของโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น
โรคถุงลมโป่งพอง ดังนั้น จึงควรดูแลรักษาอวัยวะในระบบ
หายใจใหท้ ำงานอยา่ งปกติ

ระบบขับถ่ายมีอวัยวะท่ีเก่ียวข้อง ได้แก่ ไต ท่อไต
กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ ภายในไตมีหน่วยไต
ทำหน้าที่กำจัดของเสียต่าง ๆ ออกจากเลือด และดูดกลับ
สารที่มีประโยชน์เข้าสู่เลือด ของเหลวต่าง ๆ ท่ีผ่านการ
ท ำ งา น ข อ งห น่ ว ย ไ ต จ ะ ผ่ า น ไป ยั งท่ อ ไต แ ล ะ ไ ป เก็ บ ใน
กระเพ าะปั สสาวะเพื่ อกำจัดออกจากร่างกายผ่าน
ท่อปัสสาวะ การเลือกรับประทานอาหารที่ไม่มีรสจัด
การดม่ื นำ้ อยา่ งเพยี งพอเป็นแนวทางในการดูแลรักษาอวยั วะ
ในระบบขบั ถ่ายให้ทำงานอย่างปกติ

ลำดบั ที่ ช่อื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา
เรียนรู้/ตวั ชี้วดั (ชม.)

ระบบหมุนเวียนเลือดประกอบด้วยหัวใจแบ่งออกเป็น
4 ห้อง ได้แก่ ห้องบน 2 ห้อง และห้องล่าง 2 ห้อง โดยมี
ลิ้นก้ันระหว่างห้องบนและห้องล่าง หัวใจทำหน้าท่ีสูบฉีด
เลือดไปยังอวัยวะต่าง ๆ หลอดเลือด แบ่งออกเป็น
หลอดเลือดแดงทำหน้าที่ลำเลียงเลือดท่ีมีแก๊สออกซิเจนสูง
ไปยังเซลล์ หลอดเลือดดำทำหน้าที่ลำเลียงเลือดที่มีแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์สูงจากเซลล์มายังปอดเพ่ือกำจัดออก
จากร่างกาย และเลือดประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดแดง
ทำห น้าที่ลำเลียงแก๊สออกซิเจนไป หล่อเลี้ยงเซลล์
เซลล์เม็ดเลือดขาวทำหน้าท่ีกำจดั เชอ้ื โรคและสงิ่ แปลกปลอม
และเกล็ดเลือดทำหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ระบบ
หมนุ เวียนเลือดมีการหมนุ เวียนอย่างเปน็ ระบบ โดยเลือดท่มี ี
แก๊สออกซิเจนต่ำ แต่แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูงเข้าสู่หัวใจ
ห้องบนขวาผ่านลงสู่หัวใจห้องล่างขวา แล้วลำเลียงไปยัง
ปอดเพ่ือแลกเปลี่ยนแก๊ส กลายเป็นเลือดท่ีมีแก๊สออกซิเจน
สูง แต่แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ กลับเข้าสู่หัวใจห้องบน
ซ้ า ย ผ่ า น ล ง สู่ หั ว ใจ ห้ อ ง ล่ า ง ซ้ า ย เ พื่ อ น ำ เ ลื อ ด ที่ มี แ ก๊ ส
ออกซิเจนสูงไปยังเซลล์ต่าง ๆ การออกกำลังกาย การเลือก
รับประทานอาหาร และการรกั ษาสภาวะทางอารมณจ์ ะช่วย
ใหร้ ะบบหมนุ เวยี นเลือดทำงานปกติ

ระบบประสาทส่วนกลางประกอบด้วยสมองทำหน้าที่
ควบคุมการทำงานของร่างกาย ไขสันหลังทำหน้าท่ีส่งผ่าน
กระแสประสาท และเส้นประสาททำหน้าที่รับส่งกระแส
ประสาท ซ่ึงมีเซลล์ประสาทจำนวนมาก การทำงานของ
ระบบประสาทจะสง่ กระแสประสาทจากอวยั วะรับความรสู้ ึก
ไปยังไขสันหลัง และส่งต่อไปยังสมอง ซ่ึงสมองจะส่งกระแส
ประสาทผ่านไขสันหลังไปยังหน่วยปฏิบัติการต่าง ๆ โดย
ระบบประสาทจะเก่ียวข้องกับการทำงานของทุกระบบจึง
ควรป้องกันการกระทบกระเทือนของสมองและไขสันหลัง
หลีกเล่ยี งการใชส้ ารเสพติด และภาวะเครยี ด เพอ่ื ดูแลรักษา
ระบบประสาทใหท้ ำงานอย่างเป็นปกติ

ลำดบั ที่ ช่ือหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา
เรียนรู/้ ตวั ชี้วัด (ชม.)

2. การแยกสารผสม ว 2.1 ระบบสืบพันธ์ุแบ่งออกเป็นระบบสืบพันธุ์เพศชายซ่ึงมี 17
ม.2/1 การสร้างเซลล์อสุจิจากอัณฑะทำหน้าท่ีเป็นเซลล์สืบพันธ์ุ
ม.2/2 เพศชาย ถูกควบคุมโดยฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน และระบบ
ม.2/3 สืบพันธุ์เพศหญิงซ่ึงมีการสร้างเซลล์ไข่จากรังไข่ ทำหน้าที่
เป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง ถูกควบคุมโดยฮอร์โมนโพรเจส-
เทอโรนและอีสโทรเจน ซ่ึงจะมีการตกไข่ เดือนละ 1 เซลล์
และหากไม่ได้รับการปฏิสนธิจากเซลล์อสุจิจะกลายเป็น
ประจำเดือน แต่หากเซลล์ไข่ได้รับการปฏิสนธิจากอสุจิจะแบ่ง
เซลล์เป็นไซโกต เอ็มบริโอ และเจริญเป็นทารกในครรภ์ ซ่ึง
ทารกอยู่ในครรภ์ประมาณ 9 เดือน อย่างไรก็ตาม มีวิธีการ
คุมกำเนิดหากไม่พร้อมสำหรับการมีบุตร เช่น การคุมกำเนิด
โดยวธิ ที างธรรมชาติ การใช้อุปกรณ์ การใช้สารเคมี การทำหมนั

การระเหยแห้งใช้แยกสารละลายท่ีประกอบด้วย
ตัวละลายที่เป็นของแข็งในตัวทำละลายท่เี ป็นของเหลว โดย
ใช้ความร้อน ซึ่งตัวทำละลายจะระเหยกลายเป็นไอจึงเหลือ
เฉพาะตวั ละลายท่เี ป็นของแข็ง เชน่ การผลติ เกลอื สมทุ ร

การตกผลึกใช้แยกสารละลายทป่ี ระกอบด้วยตัวละลาย
ท่ีเป็นของแข็งในตัวทำละลายที่เป็นของเหลว โดยทำให้เป็น
สารละลายอ่มิ ตัว แลว้ จึงปลอ่ ยให้ตัวทำละลายระเหยออกไป
บางส่วน ตัวละลายจะตกผลึกแยกออกมา เช่น การผลิต
น้ำตาลทราย

การกลั่นใช้แยกสารละลายท่ีประกอบด้วยตัวละลาย
และตัวทำละลายที่เป็นของเหลว แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
ไดแ้ ก่ การกลัน่ แบบธรรมดาใชแ้ ยกสารละลายทป่ี ระกอบดว้ ย
ตัวทำละลายท่ีเป็นสารระเหยง่าย และมีจุดเดือดต่ำออกจาก
ตัวละลายท่ีเป็นสารระเหยยากและมีจุดเดือดสูง ซึ่งจุดเดือด
ควรต่างกันตั้งแต่ 30 องศาเซลเซียสข้ึนไป เช่น การกล่ันแยก
เกลือออกจากน้ำทะเล การกลั่นแบบไอน้ำใช้แยกสารท่ีมี
จุดเดือดต่ำ ระเหยง่าย และไม่ละลายน้ำ ออกจากสารท่ี
ระเหยยาก โดยความดนั ไอน้ำทำใหส้ ารเดอื ดกลายเป็นไอและ
ถกู กล่ันออกมาพร้อมกบั ไอนำ้ ซง่ึ สารที่ถูกกลนั่ ออกมาจะแยก
ชั้นกับน้ำ เช่น การกล่ันน้ำมันหอมระเหย และการกล่ัน
ลำดับส่วนใช้แยกสารละลายที่มีส่วนประกอบเป็นสารที่มี
จดุ เดือดใกล้เคียงกนั หรอื แยกสารละลายที่มตี ัวทำละลายและ
ตัวละลายเป็นสารทรี่ ะเหยงา่ ย เชน่ การกล่นั นำ้ มันดบิ

ลำดบั ที่ ชือ่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา
เรยี นรู้/ตัวช้ีวัด (ชม.)

โค ร ม า โท ก ร า ฟี แ บ บ ก ร ะ ด า ษ ใช้ แ ย ก ส า ร ล ะ ล า ย ที่
ประกอบด้วยสารมากกว่า 1 ชนิด ออกจากกัน โดยอาศัย
ความสามารถในการละลายของสารในตัวทำละลาย และ
การถูกดูดซับบนตวั ดูดซับที่แตกต่างกัน ทำใหส้ ารแตล่ ะชนิด
ถูกแยกออกจากกัน ซึ่งระยะทางท่ีสารแต่ละชนิดเคล่ือนที่
บนตวั ดูดซับสามารถนำมาหาอัตราการเคลอื่ นทีข่ องสาร (Rf)
ไดจ้ ากสตู ร

ระยะทางที่สารเคลอ่ื นที่
Rf = ระยะทางท่ีตวั ทำละลายเคลอื่ นท่ี

การสกัดด้วยตัวทำละลายใช้แยกสารออกจากสารผสม
โ ด ย อ า ศั ย ส ม บั ติ ก า ร ล ะ ล า ย ใ น ตั ว ท ำ ล ะ ล า ย ข อ ง ส า ร
ตัวทำละลายท่ีเหมาะต้องละลายสารที่ต้องการจะแยก
ไม่ละลายสารที่ไม่ต้องการ ไม่ทำปฏิกิริยากับสารท่ีต้องการ
จะแยก มีจดุ เดือดต่ำ ระเหยง่าย แยกออกจากสารละลายได้
ง่าย เช่น การสกัดน้ำมนั จากเมล็ดพชื

ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการแยกสารสามารถ
นำไปบูรณ าการกับคณิ ตสาสตร์ เทคโนโลยี โดยใช้
กระบ วนการทางวิศวกรรม เพื่อนำไป แก้ปั ญ หาใน
ชวี ิตประจำวนั ตอ่ ไป

3. สารละลาย ว 2.1 สารละลาย หมายถึง สารเน้ือเดียวท่ีประกอบด้วยธาตุ 15
ม.2/4 หรือสารประกอบตั้งแต่ 2 ชนิด ข้ึนไปรวมตัวกัน โดยธาตุ
ม.2/5 หรือสารประกอบชนิดหนึ่งเป็นตัวทำละลาย ส่วนธาตุหรือ
ม.2/6 สารประกอบอีกชนิดหนึ่งหรือมากกว่าเป็นตัวละลาย ซึ่งมี
หลักการพิจารณาตัวละลายและตัวทำละลายในสารละลาย
ดงั นี้

- หากสารอยู่ในสถานะเดียวกัน สารท่ีมีปริมาณ
มากกว่าเป็นตัวทำละลาย สารที่มีปริมาณน้อยกว่า
เป็นตวั ละลาย
- หากสารอยู่ในสถานะต่างกัน เมื่อผสมกันแล้วมี
สถานะเหมือนกับสารชนิดใด จะถือว่าสารน้ันเป็น
ตวั ทำละลาย สว่ นสารอีกชนดิ หน่งึ เปน็ ตัวละลาย

ลำดบั ที่ ช่อื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา
เรียนรู้/ตวั ชี้วดั (ชม.)

สภาพละลายไดข้ องสาร หมายถึง ความสามารถในการ
ละลายได้ของตัวละลายในตัวทำละลายจนเป็นสารละลาย
อิ่มตัว ณ อุณหภูมิหน่ึง ๆ การละลายของตัวละลายข้ึนอยู่
กบั ปัจจัยตา่ ง ๆ ได้แก่

- อุณหภูมิ เม่ืออณุ หภูมิสูงข้ึนตัวละลายที่เป็นของแข็ง
และของเหลวละลายได้มากขึ้น แต่ตัวละลายที่เป็น
แกส๊ จะละลายได้น้อยลง

- ชนิดของตัวทำละลาย ตัวทำละลายแต่ละชนิด
สามารถละลายตัวละลายแต่ละชนดิ ไดแ้ ตกต่างกัน

- ขนาดของตัวละลาย ตัวละลายท่ีมีขนาดเล็กละลาย
ได้เร็วกว่าตัวละลายที่มีขนาดใหญ่เพราะมีพื้นท่ี
ผวิ สัมผสั มากกว่า

- ความดันมีผลต่อตัวละลายที่เป็นแก๊ส ซึ่งหากความ
ดันสงู ข้ึนจะทำให้แกส๊ ละลายได้ดีขึน้

- การคน การเขย่า หรือการป่ันเหวี่ยง ซึ่งจะทำให้
อนภุ าคเคลื่อนท่เี รว็ จงึ เกิดการละลายได้เร็ว

ความเข้มขน้ ของสารละลายเป็นค่าที่แสดงปริมาณของ
ตัวละลายท่ีละลายอยู่ในตัวทำละลายหรือในสารละลาย
ดงั นี้

- ร้อยละโดยมวล เป็ นห น่วยที่บ อกถึงป ริมาณ
ตัวละลายเป็นกรัมท่ีละลายในสารละลาย 100 กรัม
นิยมใชก้ ับสารละลายทเ่ี ป็นของแข็ง มสี ูตร ดังน้ี

รอ้ ยละโดยมวล = มวลของตัวละลาย x 100
มวลของสารละลาย

- ร้อยละโดยปรมิ าตร เป็นหน่วยทบ่ี อกถึงปรมิ าตรของ
ตัวละลายเป็นลูกบาศก์เซนติเมตร ท่ีละลายใน
สารละลาย 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร นิยมใช้กับ
สารละลายทีเ่ ป็นของเหลวหรือแกส๊ มีสตู ร ดงั น้ี

รอ้ ยละโดยปริมาตร = ปริมาตรของตัวละลาย x 100
ปริมาตรของสารละลาย

ลำดับท่ี ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา
เรียนร/ู้ ตัวชี้วดั (ชม.)

- ร้อยละโดยมวลต่อปริมาตร เป็นหน่วยท่ีบอกถึง
ปรมิ าณของตวั ละลายเปน็ กรมั ที่ละลายในสารละลาย
100 ลูกบาศก์เซนติเมตร นิยมใช้กับตัวละลายที่เป็น
ของแข็งในตวั ทำละลายทเ่ี ป็นของเหลว มสี ูตร ดงั นี้

รอ้ ยละโดยมวลตอ่ ปรมิ าตร
มวลของตวั ละลาย

= ปรมิ าตรของสารละลาย x 100

4. แรงและการ ว 2.2 สารละลายถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ซ่ึงใช้ที่ 19
เคลื่อนที่ ม.2/1 ความเข้มข้นแตกตา่ งกนั เชน่ น้ำสม้ สายชูมีความเข้มขน้ ของ
ม.2/2 กรดแอซีติกร้อยละ 4-18 โดยปริมาตร แอลกอฮอล์ลา้ งแผล
ม.2/3 มคี วามเข้มขน้ ของเอทิลแอลกอฮอลร์ อ้ ยละ 70 โดยปรมิ าตร
ม.2/4 นำ้ เกลือมีความเขม้ ข้นของโซเดียมคลอไรด์ ร้อยละ 0.9 หรอื
ม.2/5 รอ้ ยละ 15 โดยมวลตอ่ ปริมาตร นำ้ ยาลา้ งเล็บมีความเขม้ ข้น
ม.2/6 ของแอซีโตนร้อยละ 80 โดยปริมาตร ส่วนสารทำความ
ม.2/7 สะอาดและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชถูกนำมาทำให้เจือจางก่อน
ม.2/8 นำไปใช้
ม.2/9
ม.2/10 แรงเป็นปริมาณเวกเตอร์ท่ีมีขนาดและทิศทางมีหน่วย
ม.2/11 เป็นนิวตัน เม่ือมีแรงหลายแรงกระทำตอ่ วัตถุ แลว้ แรงลัพธท์ ี่
ม.2/12 กระทำต่อวัตถุมีค่าเป็นศูนย์ วัตถุจะไม่เคล่ือนท่ี แต่หากแรง
ม.2/13 หลายแรงกระทำต่อวัตถุ แล้วแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุมีค่า
ม.2/14 ไม่เปน็ ศนู ย์ วตั ถุจะไม่เคล่ือนท่ี
ม.2/15
แรงดันในของเหลวเป็นแรงที่ของเหลวกระทำต้ังฉาก
กับผิวของวัตถุต่อหน่ึงหน่วยพื้นท่ี เรียกว่า ความดันของ
ของเหลว ซ่ึงมีความสัมพันธ์กับความลึกจากระดับผิวหน้า
ของของเหลว โดยบริเวณที่ลึกลงไปจากผิวหน้าของ
ข อ ง เห ล ว ม า ก ขึ้ น จ ะ ท ำ ใ ห้ ค ว า ม ดั น ข อ ง เ ห ล ว เ พ่ิ ม ข้ึ น
เน่ืองจากของเหลวท่ีอยู่ลึกกว่าจะมีน้ำหนักของของเหลว
ด้านบนกระทำมากกว่า และเมื่อวัตถุอยู่ในของเหลวจะมี
แรงพยุง ซึ่งเป็นแรงท่ีของเหลวกระทำต่อวัตถุที่อยู่ใน
ของเหลว มีทิศข้ึนในแนวด่ิง โดยขนาดของแรงพยุงมีค่า
เท่ากับขนาดของน้ำหนักของของเหลวที่ถูกวัตถุแทนท่ี หาก
น้ำหนักของวัตถุและแรงพยุงของของเหลวมีค่าเท่ากัน วัตถุ
จะลอยนิ่งอยู่ในของเหลว แต่หากวัตถุมีน้ำหนักมากกว่า
แรงพยงุ ของของเหลว วตั ถุจะจม

ลำดับท่ี ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา
เรยี นรู้/ตวั ชี้วดั (ชม.)

แรงเสียดทานเป็นแรงท่ีเกิดข้ึนระหว่างท่ีผิวสัมผัสของ
วัตถุเพื่อต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุนั้น มีทิศทางตรงข้ามกับ
การเคล่ือนที่ของวัตถุ แรงเสียดทานมี 2 ประเภท ได้แก่
แรงเสียดทานสถิตเกิดขึ้นในขณะท่ีวัตถุยังไม่เคลื่อนท่ี และ
แ ร งเสี ย ด ท า น จ ล น์ เกิ ด ข้ึ น ใน ข ณ ะ ที่ วัต ถุ ก ำ ลั งเค ลื่ อ น ที่
ความรู้เร่ืองแรงเสียดทานสามารถนำมาประยุกต์ใช้ใน
ชีวิตประจำวนั เช่น การลากวัตถุบนพนื้ การใช้น้ำมันหล่อลื่น
ในเครอ่ื งยนต์

โมเมนต์ของแรงเป็นแรงที่กระทำต่อวัตถุโดยไม่ผ่าน
ศูนย์กลางมวลของวัตถุ ซึง่ ทำใหว้ ัตถุหมุนรอบศูนยก์ ลางมวล
ของวัตถุ โดยโมเมนต์ของแรงในทิศทวนเข็มนาฬิกาจะมีค่า
เท่ากับโมเมนตข์ องแรงในทศิ ตามเข็มนาฬกิ า

ในธรรมชาติจะมีแรง 3 แรง ได้แก่ แรงจากสนาม-
โน้มถ่วงเป็นแรงที่กระทำต่อวัตถุในทิศทางพุ่งเข้าหาวัตถุท่ี
เป็นแหลง่ ของสนามโน้มถ่วงส่งผลให้วัตถุตกจากท่ีสูงลงมาสู่
ที่ต่ำ แรงจากสนามแม่เหล็กเป็นแรงที่เกิดกับวัตถุที่มีประจุ
ไฟฟ้า ซึ่งประจุไฟฟ้าจะมีทิศพุ่งเข้าหาหรือออกจากวัตถุที่มี
ประจุเป็นแหล่งของสนามไฟฟ้า และแรงจากสนามแม่เหล็ก
เป็นแรงที่เกิดจากวัตถุที่เป็นแม่เหล็ก โดยแรงแม่เหล็กท่ี
ก ร ะ ท ำ ต่ อ ข้ั ว แ ม่ เ ห ล็ ก จ ะ มี ทิ ศ พุ่ ง เข้ า ห า ห รื อ อ อ ก จ า ก
ข้ัวแมเ่ หลก็ ที่เป็นแหลง่ ของสนามแมเ่ หล็ก

การเคลื่อนท่ีของวัตถุเป็นการเปล่ียนตำแหน่งของวัตถุ
เทียบกับตำแหน่งอ้างอิง โดยมีปริมาณท่ีเกี่ยวข้องกับ
การเคลื่อนท่ี มีท้ังปริมาณสเกลาร์ซึ่งเป็นปริมาณที่มีขนาด
เช่น ระยะทาง อัตราเร็ว การกระจัด ความเร็ว และปริมาณ
เวกเตอร์ซึ่งเป็นปริมาณที่มีทั้งขนาดและทิศทาง เช่น
การกระจดั ความเรว็

ลำดบั ท่ี ชือ่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการ สาระสำคัญ เวลา
เรียนร/ู้ ตัวชี้วดั (ชม.)

5. งานและพลังงาน ว 2.3 งานเป็นการออกแรงกระทำกระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้ 10
ม.2/1 วัตถุเกิดการเคลื่อนท่ีไปตามแนวแรง โดยงานท่ีทำในหนึ่ง
ม.2/2 หน่วยเวลาจะเรียกว่า กำลัง หลักการของงานถูกนำมา
ม.2/3 อธิบายการทำงานของเครื่องกลซ่ึงเป็นอุปกรณ์ท่ีช่วยให้การ
ม.2/4 ทำงานเป็นไปอย่างสะดวกขึ้น โดยมีแรงพยายาม หรือแรงที่
ม.2/5 ให้กับเครื่องกล และแรงต้านทาน หรือแรงที่วัตถุกระทำต่อ
ม.2/6 เคร่ืองกลเข้ามาเก่ียวข้อง โดยเคร่ืองกลอย่างง่ายมี 6
ประเภท ไดแ้ ก่ คาน รอก พนื้ เอียง สกรู ลิม่ ลอ้ และเพลา

พลังงาน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ พลังงานจลน์
เป็นพลังงานที่สะสมอยู่ในวัตถุท่ีเคล่ือนที่ ซึ่งมีมวลและ
อัตราเร็วเป็นปัจจัยที่มีผลต่อพลังงานจนล์ ถ้าอัตราเร็วของ
วัตถุท้ังสองเท่ากัน วัตถุท่ีมีมวลมากกว่าจะมีพลังงานจลน์
มากกว่า และถ้ามวลของวัตถุทั้งสองเท่ากัน วัตถุท่ีเคล่ือนที่
ด้วยอัตราเร็วท่ีมากกว่าจะมีพลังงานจลน์มากกว่า และ
พลังงานศักย์โน้มถ่วงเป็นพลังงานที่สะสมอยู่ในวัตถุท่ีอยู่สูง
จากพื้นผิวโลก ซึ่งมีมวลและอัตราเร็วเป็นปัจจัยท่ีมีผลต่อ
พลังงานศักย์โน้มถ่วง ถ้าวัตถุท้ังสองอยู่ในระดับความสูงที่
เท่ากัน วัตถุท่ีมีมวลมากกว่าจะมีพลังงานศักย์โน้มถ่วง
มากกว่า และถ้ามวลของวัตถุทั้งสองเท่ากัน วัตถุที่อยู่ใน
ระดับความสงู ท่ีมากกวา่ จะมพี ลังงานศกั ยโ์ น้มถ่วงทีม่ ากกวา่

พลังงานเป็นสิ่งท่ีไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ และไม่
สามารถทำให้สูญหาย หรือทำลายได้ แต่จะเกิดการเปล่ียน
รูปพลงั งานจากรปู หนึง่ ไปเปน็ อกี รูปหนึ่ง ได้แก่

- พลังงานศักย์โน้มถ่วงเปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ เช่น
การกกั เกบ็ น้ำไว้ในทีส่ งู

- พลังงานจลน์เปล่ียนเป็นพลังงานความร้อน เช่น
การทำงานของเครื่องจกั รในอตุ สาหกรรม

- พลังงานจลน์เปล่ียนเป็นพลังงานไฟฟ้า เช่น
การผลิตกระแสไฟฟา้ จากพลงั งานน้ำ

- พ ลั งงาน แ ส งเป ล่ี ย น เป็ น พ ลั งงาน เค มี เช่ น
การสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพชื

- พลังงานเคมีเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนและแสง
เชน่ การเผาซากเช้อื เพลิงดึกดำบรรพ์

- พลังงานเคมีเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ใช้ทำกิจกรรม
เชน่ การเผาผลาญอาหารในรา่ งกายมนุษยแ์ ละสัตว์

ลำดับที่ ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา
เรียนร/ู้ ตวั ชว้ี ัด (ชม.)

6. โลกและการ ว 3.2 เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์เกิดจากการเปลี่ยนแปลง 31
เปลี่ยนแปลง ม.2/1 สภาพของซากส่ิงมชี ีวิตในอดีตโดยกระบวนการทางเคมีและ
ม.2/2 ธรณีวิทยา ได้แก่ ถ่านหินเป็นเช้ือเพลิงธรรมชาติ หรือหิน
ม.2/3 ตะกอนชนิดหน่ึงซึ่งเกิดจากการสะสมของซากพืชเป็น
ม.2/4 เวลานานจนเปล่ียนสภาพเป็นถ่านหินประเภทต่าง ๆ
ม.2/5 หินน้ำมันเป็นเช้ือเพลิงธรรมชาติซ่ึงเกิดจากการทับถมของ
ม.2/6 ซากพืชและซากสัตว์ภายใต้แหล่งน้ำเป็นเวลานาน มีสมบัติ
ม.2/7 จุดติดไฟได้ และปิโตรเลียมเป็นเช้ือเพลิงชนิดหน่ึงท่ีเกิดขึ้น
ม.2/8 เองตามธรรมชาติซึ่งเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนมี 2
ม.2/9 ประเภท คือ น้ำมันดิบและแก๊สธรรมชาติ ซ่ึงก่อนน้ำไปใช้
ม.2/10 ประโยชน์จำเป็นต้องผ่านกระบวนกลั่น เพ่ือให้ได้ผลิตภัณฑ์
ท่ีเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์ การเผาไหม้เช้ือเพลิง
ซากดึกดำบรรพ์ในกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์จะทำให้เกิด
มลพิษทางอากาศ เช่น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ไนตรัส-
ออกไซด์ ก่อให้เกิดฝนกรด ภาวะโลกร้อน และส่งผลให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก

พลังงานทดแทนเป็นพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้
ใหม่ได้ มหี ลายประเภท ได้แก่ พลงั งานแสงอาทติ ย์ถูกใช้เพื่อ
ผลิตกระแสไฟฟ้า พลังงานลมเป็นพลังงานธรรมชาติซึ่งเกิด
จากความแตกต่างของอุณหภูมิ และความกดดันของ
บรรยากาศ ถูกใช้เพ่ือผลิตกระแสไฟฟ้า พลังงานน้ำเป็น
พ ลั ง ง า น รู ป แ บ บ ห น่ึ ง ท่ี อ า ศั ย ก า ร เค ล่ื อ น ท่ี ข อ ง น้ ำ ไ ป
ขับเคลื่อนเครื่องจักร พลังงานชีวมวลเป็นพลังงานท่ีได้มา
จากการเผาไหม้สารอินทรีย์ พลังงานคล่ืนเป็นพลังงานของ
คลื่นผิวมหาสมุทรซึ่งเป็นแหล่งพลังงานศักย์ขนาดใหญ่
สามารถนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า พลังงานความร้อนใต้พิภพ
เกิดจากการเคล่ือนตัวของเปลือกโลกทำให้เกิดแนวรอย
เล่ือน น้ำที่อยู่บนดินจะไหลผ่านตามแนวรอยแยก ภายใต้
ความร้อนและความดันสูงส่งผลให้ไอน้ำแทรกขึ้นมาบนผิว
ดินสามารถนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าได้ และพลังงาน
ไฮโดรเจนถูกใช้เปน็ เชอื้ เพลงิ ในการเผาไหม้และใหค้ วามร้อน
เพอ่ื ใชใ้ นการผลิตกระแสไฟฟา้ และขบั เคล่ือนรถยนตไ์ ด้

ลำดบั ที่ ช่อื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ สาระสำคญั เวลา
เรียนรู้/ตวั ชี้วดั (ชม.)

โครงสร้างแบ่งตามองค์ประกอบทางเคมีได้ 3 ช้ัน
ได้แก่ เปลือกโลก ประกอบด้วยธาตุซิลิกอนและอะลูมิเนียม
เนื้อโลกประกอบด้วยธาตุซิลิกอน แมกนีเซียม และเหล็ก
และแก่นโลกประกอบด้วยธาตเุ หลก็ และนิกเกิล

การเปลี่ยนแปลงของโลก ได้แก่ การผุพังอยู่กับท่ี
การกร่อน และการสะสมตวั ของตะกอน ซึ่งเปน็ กระบวนการ
เปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยาทที่ ำให้โลกเกิดการเปลย่ี นแปลง
เป็นภูมิลักษณ์แบบต่าง ๆ เช่น น้ำ ลม ธารน้ำแข็ง แรง
โนม้ ถว่ งของโลก สง่ิ มชี ีวิต สภาพอากาศ และปฏิกริ ิยาเคมี

ดินเกิดจากหินท่ีผุผังตามธรรมชาติผสมคลุกเคล้ากับ
อินทรียวัตถุจากการเน่าเป้ือยของซากพืชซากสัตว์ แบ่ง
ออกเปน็ 6 ช้นั ได้แก่ O A E B C และ R แตล่ ะชน้ั มลี กั ษณะ
แตกต่างกัน ซึ่งปัจจัยท่ีทำให้ดินแต่ละท้องถิ่นมีลักษณะและ
สมบัติแตกต่างกัน ได้แก่ วตั ถตุ น้ กำเนดิ ภมู ิอากาศ ส่งิ มีชวี ิต
ในดนิ สภาพภูมปิ ระเทศ และระยะเวลาในการเกิดดิน

แหล่งน้ำแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ น้ำบนดินเกิด
จากน้ำในบรรยากาศกล่ันตัวเป็นน้ำฝนตกลงมาไหลจากท่ีสูง
ลงสู่ที่ตำ่ ซง่ึ การไหลของน้ำทำใหเ้ กิดการกัดเซาะเป็นร่องน้ำ
เช่น ลำธาร คลอง แม่น้ำ และน้ำใต้ดินเกิดจากน้ำบนดินซึม
ลงไปสะสมตัวอยู่ใต้พื้นโลก แบ่งออกเป็นน้ำในดินและน้ำ
บาดาล ซึ่งแหล่งน้ำถูกนำมาใช้ประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ใช้
สำหรับการบริโภคและอุปโภค ใช้เพาะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์
และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาและสัตว์น้ำอ่ืน ๆ ใช้ใน
ด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ และยังสามารถก่อให้เกิดภัยพิบัติ
ต่าง ๆ เช่น น้ำท่วม การกัดเซาะ ดินถล่ม หลุมยุบ แผ่นดิน
ทรุด

Pedagogy

ส่อื การเรยี นรรู้ ายวิชาพื้นฐาน วทิ ยาศาสตร์ ม.2 ผจู้ ดั ทำไดอ้ อกแบบการสอน (Instructional Design)
อันเป็นวิธีการจัดการเรยี นรู้และเทคนิคการสอนท่ีเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพและมีความหลากหลายให้กับผู้เรียน
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัด รวมถึงสมรรถนะและคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ของผู้เรียนท่ีหลักสูตรกำหนดไว้ โดยครูสามารถนำไปใช้จัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ซึ่งในรายวิชานี้ ได้นำรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
มาใช้ในการออกแบบการสอน ดังน้ี

รปู แบบการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)

ด้วยจุดประสงค์ของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
เพือ่ ช่วยใหผ้ เู้ รยี นไดพ้ ฒั นาวธิ คี ดิ ทั้งความคดิ เป็นเหตเุ ปน็ ผล คิด
สร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วจิ ารณ์ มีทกั ษะสำคัญในการคน้ คว้าหา
ความรู้ และมีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
ผู้จัดทำจึงได้เลือกใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้
(5Es Instructional Model) ซ่ึงเป็นขั้นตอนการเรียนรู้ที่มุ่งให้
ผู้เรียนได้มีโอกาสสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการ
คิดและการลงมือทำ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็น
เครื่องมือสำคัญ เพ่ือการพัฒ นาทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ และทกั ษะการเรยี นรู้แหง่ ศตวรรษที่ 21

วธิ ีสอน (Teaching Method)

ผูจ้ ัดทำเลอื กใช้วธิ สี อนทหี่ ลากหลาย เช่น การทดลอง การสาธิต การอภปิ รายกลุ่มย่อย เพื่อส่งเสริม
การเรียนรู้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model) ให้เกิดประสิทธิภาพ
มากท่ีสุด ซ่ึงจะเน้นใช้วิธีสอนโดยใช้การทดลองมากเปน็ พิเศษ เนื่องจากเป็นวิธีสอนท่มี ุ่งพัฒนาให้ผู้เรียน
เกิดองค์ความรู้จากประสบการณ์ตรงโดย การคิดและการลงมือทำด้วยตนเอง อันจะช่วยให้ผู้เรียนมี
ความรแู้ ละเกิดทกั ษะทางวิทยาศาสตร์ท่ีคงทน

เทคนิคการสอน (Teaching Technique)

ผู้จัดทำเลือกใช้เทคนิคการสอนท่ีหลากหลายและเหมาะสมกับเรอ่ื งท่ีเรยี น เพื่อส่งเสริมวิธีสอนให้มี
ประสิทธิภาพมากข้ึน เชน่ การใช้คำถาม การเล่นเกม เพ่ือนช่วยเพื่อน ซ่ึงเทคนิคการสอนต่าง ๆ จะช่วย
ให้ ผู้ เรี ย น เกิ ด ก า ร เรี ย น รู้ อ ย่ า ง มี ค ว า ม สุ ข ใน ข ณ ะ ท่ี เรี ย น แ ล ะ ส า ม า ร ถ ป ฏิ บั ติ กิ จ ก ร ร ม ได้ อ ย่ า ง มี
ประสิทธิภาพ รวมทั้งได้พฒั นาทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 อีกดว้ ย

โครงสรา้ งแผนการจัดการเรีย

หนว่ ยการเรยี นรู้ แผนการจัดการเรยี นรู้ วิธีสอน/วธิ กี ารจดั
1. ระบบร่างกายมนุษย์ แผนฯ ท่ี 1 ระบบหายใจ กิจกรรมการเรียนรู้
วิธีสอนแบบสบื เสาะหาความร
(5Es Instructional Model)

ยนรู้ วิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1

ทกั ษะท่ีได้ การประเมิน เวลา
(ช่วั โมง)
รู้ - ทักษะการสังเกต - ตรวจแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
- ทกั ษะการสำรวจคน้ หา - ตรวจแบบฝกึ หดั 6
- ทักษะการคำนวณ - ตรวจ Topic Question
- ทักษะการทดลอง - ตรวจใบงานที่ 1.1 เรอ่ื ง ระบบหายใจ
- ทกั ษะการลงความเห็น - ตรวจแผ่นพับนำเสนอ เรอื่ ง สารพษิ ใน
จากขอ้ มลู
- ทกั ษะการตคี วามขอ้ มูล บุหรีท่ ส่ี ง่ ผลตอ่ ระบบหายใจ หรอื เรอ่ื ง
และการลงข้อสรุป สารพิษในอากาศท่ีสง่ ผลต่อระบบหายใจ
- ตรวจผังมโนทัศน์ เรอ่ื ง ระบบหายใจ
- ประเมินการนำเสนอผลงาน
- ประเมนิ การปฏบิ ัตกิ าร
- สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานรายบคุ คล
- สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกล่มุ
- สงั เกตความมวี นิ ยั ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมน่ั ใน
การทำงาน

หนว่ ยการเรยี นรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ วธิ สี อน/วิธกี ารจดั
แผนฯ ที่ 2 ระบบขับถา่ ย กิจกรรมการเรียนรู้
วธิ สี อนแบบสบื เสาะหาความรู้
(5Es Instructional Model)

แผนท่ี 3 ระบบหมุนเวียน วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความร
เลือด (5Es Instructional Model)

ทักษะที่ได้ การประเมนิ เวลา
(ช่ัวโมง)

- ทักษะการสำรวจคน้ หา - ตรวจแบบฝึกหดั 4

- ทกั ษะการจำแนกประเภท - ตรวจ Topic Question

- ทกั ษะการลงความเหน็ - ตรวจใบงานท่ี 1.2 เรือ่ ง ระบบขับถา่ ย

จากขอ้ มลู - ตรวจผงั มโนทัศน์ เรื่อง ระบบขบั ถา่ ย

- สังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล

- สงั เกตความมีวินัย ใฝเ่ รียนรู้ และมุ่งมนั่ ใน

การทำงาน

รู้ - ทกั ษะการสังเกต - ตรวจแบบฝกึ หัด 7

- ทักษะการสำรวจค้นหา - ตรวจ Topic Question

- ทกั ษะการทดลอง - ตรวจใบงานท่ี 1.3 เร่ือง หัวใจและหลอด

- ทักษะการลงความเห็น เลือด

จากขอ้ มูล - ตรวจใบงานที่ 1.4 เรือ่ ง เลอื ด

- ทักษะการกำหนดและ - ตรวจผังมโนทัศน์ เรื่อง ระบบหมุนเวียน

ควบคมุ ตัวแปร เลอื ด

- ทักษะการตีความหมาย - ตรวจรายงาน เร่ือง ระบบหมนุ เวียนเลอื ด

ขอ้ มลู และการลงขอ้ สรปุ ของสตั ว์

- ทักษะการจัดกระทำและ - ประเมินแบบจำลองระบบหมนุ เวยี นเลอื ด

สื่อความหมายข้อมลู - ประเมินการนำเสนผลงาน

- ประเมนิ การปฏิบตั กิ าร

- สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุ่ม

- สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรยี นรู้ และมุ่งม่ันใน

การทำงาน

หนว่ ยการเรียนรู้ แผนการจดั การเรียนรู้ วธิ สี อน/วิธีการจดั
แผนฯ ที่ 4 ระบบประสาท กจิ กรรมการเรียนรู้
วธิ ีสอนแบบสืบเสาะหาความร
(5Es Instructional Model)

แผนฯ ท่ี 5 ระบบสืบพนั ธุ์ วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความร
(5Es Instructional Model)

ทกั ษะท่ีได้ การประเมนิ เวลา
(ชั่วโมง)

รู้ - ทกั ษะการสำรวจคน้ หา - ตรวจแบบฝึกหดั 3

- ทกั ษะการจำแนกประเภท - ตรวจ Topic Question

- ทักษะการลงความเห็น - ตรวจใบงานท่ี 1.5 เร่อื ง ระบบประสาท

จากขอ้ มูล - ตรวนผังมโนทัศน์ เรอ่ื ง ระบบประสาท

- ตรวจผังมโนทัศน์ เร่ือง อวัยวะรับสัมผัส

ของมนษุ ย์

- สังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล

- สังเกตความมวี นิ ัย ใฝเ่ รยี นรู้ และมุ่งมัน่ ใน

การทำงาน

รู้ - ทักษะการสำรวจค้นหา - ตรวจแบบทดสอบหลงั เรียน 8

- ทักษะการจำแนกประเภท - ตรวจแบบฝึกหัด

- ทักษะการเปรยี บเทยี บ - ตรวจ Topic Question

- ทักษะการสือ่ ความหมาย - ตรวจ Unit Question

ของข้อมลู - ตรวจใบงานที่ 1.6 เรื่อง ระบบสืบพันธ์ุ

- ทกั ษะการลงความเหน็ เพศชาย

จากข้อมลู - ตรวจใบงานท่ี 1.7 เร่ือง ระบบสืบพันธุ์

- ทกั ษะการจัดกระทำและ เพศหญิง

สอ่ื ความหมายขอ้ มูล - ตรวจใบงานที่ 1.8 เรื่อง การปฏิสนธิและ

การตง้ั ครรภ์

- ตรวจผงั มโนทศั น์ เรื่อง ระบบสืบพนั ธุ์

- ตรวจรายงาน เรือ่ ง การเปลี่ยนแปลงของ

รา่ งกายเขา้ สวู่ ัยหนุ่มสาว

หนว่ ยการเรยี นรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ วิธีสอน/วิธีการจัด
กจิ กรรมการเรยี นรู้

2. การแยกสารผสม แผนฯ ที่ 1 การระเหยแห้ง วธิ ีสอนแบบสบื เสาะหาความร
(5Es Instructional Model)

แผนฯ ท่ี 2 การตกผลึก วธิ ีสอนแบบสบื เสาะหาความร
(5Es Instructional Model)

ทักษะท่ไี ด้ การประเมนิ เวลา
(ชวั่ โมง)
รู้ - ทักษะการสงั เกต - ตรวจแผ่นพับ เร่ือง การตั้งครรภ์ก่อนวัย
- ทกั ษะการสำรวจค้นหา อนั ควร 2
- ทักษะการทดลอง
- ทกั ษะการลงความเหน็ - ประเมินการนำเสนอผลงาน 2
จากข้อมูล - สงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล
- สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม
รู้ - ทกั ษะการสังเกต - สังเกตความมีวินัย ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมั่น
- ทกั ษะการสำรวจค้นหา
- ทักษะการทดลอง ในการทำงาน
- ทักษะการลงความเหน็ - ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียน
จากข้อมูล - ตรวจแบบฝึกหัด
- ตรวจ Topic Question
- ตรวจสรปุ เรื่อง การระเหยแห้ง
- ประเมินการปฏิบตั กิ าร
- สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุ่ม
- สงั เกตความมีวนิ ยั ใฝ่เรียนรู้ และมงุ่ ม่นั ใน

การทำงาน
- ตรวจแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
- ตรวจแบบฝกึ หดั
- ตรวจ Topic Question
- ตรวจสรปุ เรื่อง การระเหยแห้ง
- ประเมนิ การปฏิบตั กิ าร
- สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม
- สงั เกตความมีวินยั ใฝเ่ รียนรู้ และมงุ่ มัน่ ใน

การทำงาน

หนว่ ยการเรียนรู้ แผนการจัดการเรยี นรู้ วธิ สี อน/วิธกี ารจดั
แผนฯ ท่ี 3 การกล่ัน กิจกรรมการเรยี นรู้
วิธีสอนแบบสบื เสาะหาความร
(5Es Instructional Model)

แผนฯ ท่ี 4 โครมาโทกราฟี วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความร
แบบกระดาษ (5Es Instructional Model)

ทกั ษะทีไ่ ด้ การประเมิน เวลา
รู้ - ทักษะการสำรวจค้นหา (ช่วั โมง)
- ตรวจแบบฝกึ หัด
- ทกั ษะการสงั เกต - ตรวจ Topic Question 4
- ทักษะการเปรยี บเทยี บ - ตรวจใบงานท่ี 2.1 เรอื่ ง การกลนั่
- ทกั ษะการทดลอง - ตรวจสรุป เรอ่ื ง การกล่ัน 3
- ทกั ษะการลงความเหน็ - ตรวจการเปรียบเทียบการกล่ัน
- ประเมนิ การนำเสนอ
จากข้อมลู - ประเมนิ การปฏิบัติการ
- สังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล
รู้ - ทกั ษะการสำรวจคน้ หา - สังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม่
- ทักษะการสงั เกต - สงั เกตความมีวินยั ใฝเ่ รียนรู้ และมงุ่ มั่นใน
- ทักษะการทดลอง
- ทักษะการคำนวณ การทำงาน
- ทักษะการตคี วามหมาย - ตรวจแบบฝกึ หัด
ข้อมลู และการลงขอ้ สรปุ - ตรวจ Topic Question
- ตรวจใบงานที่ 2.2 เร่ือง การหาอัตราการ

เคล่ือนทขี่ องสาร
- ตรวจสรปุ เร่ือง โครมาโทกราฟีแบบ

กระดาษ
- ประเมินการปฏบิ ตั ิการ
- สังเกตพฤติกรรมการทำงานรายบุคคล
- สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม
- สังเกตความมวี นิ ัย ใฝเ่ รยี นรู้ และม่งุ ม่ันใน

การทำงาน

หนว่ ยการเรียนรู้ แผนการจดั การเรียนรู้ วิธีสอน/วิธกี ารจดั
กจิ กรรมการเรยี นรู้
แผนฯ ที่ 5 การสกดั ด้วย วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความร
ตวั ทำละลาย (5Es Instructional Model)

3. การแยกสารผสม แผนฯ ที่ 1 สารละลาย วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความร
(5Es Instructional Model)

ทักษะท่ไี ด้ การประเมนิ เวลา
(ชวั่ โมง)
รู้ - ทกั ษะการสำรวจคน้ หา - ตรวจแบบทดสอบหลังเรียน
- ทักษะการสงั เกต - ตรวจแบบฝึกหัด 6
- ทักษะการเปรยี บเทียบ - ตรวจ Topic Question
- ทักษะการทดลอง - ตรวจ Unit Question 2
- ทักษะการลงความเห็น - ตรวจสรปุ เรอื่ ง การสกัดดว้ ย
จากขอ้ มลู
- ทักษะการนำความรไู้ ปใช้ ตวั ทำละลาย
- ทักษะการจัดกระทำและ - ประเมินการนำเสนอผลงาน
ส่อื ความหมายขอ้ มูล - ประเมินการปฏบิ ัติการ
- ทกั ษะการกำหนดและ - สงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล
ควบคุมตัวแปร - สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลุม่
- ทักษะการตีความหมาย - สงั เกตความมวี นิ ยั ใฝเ่ รียนรู้ และมงุ่ มั่นใน
ขอ้ มูลและการลงขอ้ สรุป
การทำงาน
รู้ - ทกั ษะการสำรวจคน้ หา
- ทกั ษะการสงั เกต - ตรวจแบบทดสอบก่อนเรยี น
- ทกั ษะการวัด - ตรวจแบบฝกึ หดั
- ทกั ษะการทดลอง - ตรวจ Topic Question
- ทกั ษะการตคี วามหมาย - ตรวจใบงานที่ 3.1 เรอ่ื ง สารละลาย
ขอ้ มูลและการลงขอ้ สรุป - ตรวจสรปุ เรื่อง สารละลาย
- ประเมนิ ปฏิบัตกิ าร
- สงั เกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่
- สงั เกตความมวี นิ ัย ใฝ่เรียนรู้ และมงุ่ ม่ันใน

การทำงาน

หนว่ ยการเรยี นรู้ แผนการจดั การเรียนรู้ วธิ ีสอน/วธิ กี ารจดั
กิจกรรมการเรียนรู้

แผนฯ ที่ 2 สภาพละลายได้ วิธีสอนแบบสบื เสาะหาความร

ของสาร (5Es Instructional Model)

แผนฯ ท่ี 3 ความเขม้ ขน้ วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความร
ของสารละลาย (5Es Instructional Model)

ทกั ษะทไี่ ด้ การประเมิน เวลา
(ช่วั โมง)

รู้ - ทักษะการสงั เกต - ตรวจแบบฝึกหัด 5

- ทักษะการวัด - ตรวจแผนผงั มโนทศั น์ เรอ่ื ง ปจั จยั ท่มี ผี ล

- ทกั ษะการทดลอง ต่อการละลายของสาร

- ทักษะการต้งั สมมตฐิ าน - ตรวจสรปุ เร่อื ง สภาพละลายไดข้ องสาร

- ทกั ษะการจำแนกประเภท - ตรวจ Topic Question

- ทักษะการกำหนดและ - ประเมินการนำเสนอผลงาน

ควบคุมตัวแปร - ประเมนิ การปฏบิ ตั กิ าร

- ทักษะการลงความเห็น - สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกลมุ่

จากข้อมลู - สงั เกตความมีวินัย ใฝเ่ รียนรู้ และมุ่งมั่นใน

การทำงาน

รู้ - ทกั ษะการสงั เกต - ตรวจแบบฝึกหดั 5

- ทักษะการวดั - ตรวจ Topic Question

- ทกั ษะการคำนวณ - ตรวจรายงาน เรื่อง ความเขม้ ขน้ ของ

- ทกั ษะการลงความเหน็ สารละลายทีพ่ บในชวี ิตประจำวัน

จากข้อมลู - ตรวจใบงานที่ 3.2 เรอื่ ง รอ้ ยละโดยมวล

- ตรวจใบงานที่ 3.3 เรอ่ื ง รอ้ ยละโดยปรมิ าตร

- ตรวจใบงานท่ี 3.4 เร่ือง รอ้ ยละโดยมวล

ตอ่ ปรมิ าตร

- ประเมนิ การปฏบิ ัตกิ าร

- สงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานกล่มุ

- สังเกตความมวี นิ ัย ใฝเ่ รียนรู้ และมงุ่ มั่นใน

การทำงาน

หนว่ ยการเรยี นรู้ แผนการจดั การเรียนรู้ วธิ สี อน/วิธีการจดั
กิจกรรมการเรียนรู้
แผนฯ ท่ี 4 การใช้ วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความร
สารละลายใน (5Es Instructional Model)
ชวี ติ ประจำวัน

ทักษะที่ได้ การประเมนิ เวลา
(ชวั่ โมง)
รู้ - ทักษะการสำรวจค้นหา - ตรวจแบบทดสอบหลงั เรียน
- ทกั ษะการรวบรวมข้อมลู - ตรวจแบบฝึกหดั 3
- ทักษะการจัดกระทำและ - ตรวจ Topic Question
ส่ือความหมายข้อมลู - ตรวจ Unit Question
- ประเมนิ ป้ายนิเทศ เรื่อง การใช้

สารละลายในดา้ นต่าง ๆ
- ตรวจสรุป เรอ่ื ง การใช้สารละลายใน

ชีวิตประจำวัน
- ประเมินการนำเสนอผลงาน
- สงั เกตพฤติกรรมการทำงานรายบคุ คล
- สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม
- สงั เกตความมีวินยั ใฝเ่ รยี นรู้ และมุง่ ม่ันใน

การทำงาน

หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 1 ระบบรา่ งกายมนุษย์

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1

ระบบรา่ งกายมนุษย์

เวลา 28 ช่ัวโมง

1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ช้วี ัด

ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของ

โครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของ

โครงสร้าง และหนา้ ที่ของอวยั วะต่าง ๆ ของพชื ท่ีทำงานสมั พนั ธ์กัน รวมทัง้ นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ม.2/1 ระบอุ วัยวะและบรรยายหน้าทข่ี องอวยั วะทีเ่ กี่ยวข้องในระบบหายใจ

ม.2/2 อธิบายกลไกการหายใจเข้าและออกโดยใช้แบบจำลอง รวมท้ังอธิบายกระบวนการ

แลกเปล่ยี นแกส๊

ม.2/3 ตระหนกั ถึงความสำคัญของระบบหายใจ โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะใน

ระบบหายใจใหท้ ำงานเป็นปกติ

ม.2/4 ระบอุ วัยวะและบรรยายหนา้ ท่ีของอวัยวะในระบบขับถ่ายในการกำจัดของเสียทางไต

ม.2/5 ตระหนักถึงความสำคัญของระบบขับถ่ายในการกำจัดของเสียทางไต โดยการบอก

แนวทางในการปฏิบัติตนท่ีช่วยให้ระบบขับถา่ ยทำหน้าทีไ่ ด้อย่างปกติ

ม.2/6 บรรยายโครงสรา้ งและหนา้ ทีข่ องหัวใจ หลอดเลือด และเลอื ด

ม.2/7 อธิบายการทำงานของระบบหมนุ เวยี นเลอื ดโดยใชแ้ บบจำลอง

ม.2/8 ออกแบบการทดลองและทดลองในการเปรียบเทียบอัตราการเต้นของหวั ใจขณะปกติและ

หลังทำกิจกรรม

ม.2/9 ตระหนักถึงความสำคัญของระบบหมุนเวียนเลือด โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษา
อวยั วะในระบบหมนุ เวียนเลือดให้ทำงานเป็นปกติ

ม.2/10 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าท่ีของอวัยวะในระบบประสาทส่วนกลางในการควบคุม

การทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย

ม.2/11 ตระหนกั ถึงความสำคัญของระบบประสาท โดยการบอกแนวทางในการดูแลรกั ษา รวมถึง

การป้องกันการกระทบกระเทือนและอนั ตรายต่อสมองและไขสนั หลัง

ม.2/12 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธ์ุของเพศชายและเพศหญิง

โดยใชแ้ บบจำลอง

ม.2/13 อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศหญิงท่ีควบคุมการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

เม่ือเข้าสูว่ ัยหนมุ่ สาว

ม.2/14 ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเม่ือเข้าสู่วัยหนุ่มสาว โดยการดูแลรักษาร่างกาย

และจิตใจของตนเองในช่วงที่มกี ารเปลีย่ นแปลง

1

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 1 ระบบร่างกายมนุษย์

ม.2/15 อธิบายการตกไข่ การมีประจำเดือน การปฏิสนธิ และการพัฒนาของไซโกต จนคลอดเป็น
ทารก

ม.2/16 เลือกวธิ ีการคมุ กำเนดิ ที่เหมาะสมกับสถานการณท์ ก่ี ำหนด
ม.2/17 ตระหนักถึงผลกระทบของการต้งั ครรภ์ก่อนวยั อันควร โดยการประพฤตติ นใหเ้ หมาะสม

2. สาระการเรียนรู้

2.1 สาระการเรยี นรู้แกนกลาง
1) ระบบหายใจมอี วยั วะต่าง ๆ ทเ่ี กี่ยวข้อง ได้แก่ จมูก ทอ่ ลม ปอด กะบงั ลม และกระดูกซ่ีโครง
2) มนุษย์หายใจเข้าเพื่อนำแก๊สออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายเพื่อนำไปใช้ในเซลล์ และหายใจออกเพ่ือ
กำจัดแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย
3) อากาศเคลื่อนที่เข้าและออกจากปอดได้ เน่ืองจากการเปล่ียนแปลงปริมาตรและความดันของ
อากาศภายในช่องอกซ่ึงเก่ียวข้องกับการทำงานของกะบงั ลมและกระดูกซีโ่ ครง
4) การแลกเปล่ียนแก๊สออกซิเจนกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในร่างกายเกิดขึ้นบริเวณถุงลมในปอด
กบั หลอดเลือดฝอยที่ถงุ ลม และระหว่างหลอดเลือดฝอยกับเน้ือเย่อื
5) การสูบบุหรี่ การสูดอากาศที่มีสารปนเป้ือน และการเป็นโรคเกี่ยวกับระบบหายใจบางโรค อาจ
ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง ซ่ึงมีผลให้ความจุอากาศของปอดลดลง ดังน้ัน จึงควรดูแลรักษา
ระบบหายใจให้ทำหน้าที่เป็นปกติ
6) ระบบขับถ่ายมีอวัยวะท่ีเก่ียวข้อง คือ ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ โดยมีไต
ทำหน้าท่ีกำจัดของเสีย เชน่ ยูเรีย แอมโมเนีย กรดยูริก รวมท้ังสารที่ร่างกายไม่ต้องการออกจาก
เลอื ด และควบคมุ สารที่มมี ากหรือนอ้ ยเกินไป เช่น น้ำ โดยขับออกมาในรปู ของปัสสาวะ
7) การเลือกรับประทานอาหารท่ีเหมาะสม เช่น รับประทานอาหารท่ีไม่มีรสเค็มจัด การด่ืมน้ำ
สะอาดใหเ้ พยี งพอเปน็ แนวทางหน่ึงท่ีช่วยใหร้ ะบบขบั ถ่ายทำหนา้ ทไ่ี ด้อยา่ งปกติ
8) ระบบหมนุ เวียนเลือดประกอบดว้ ยหัวใจ หลอดเลือด และเลอื ด
9) หัวใจของมนุษย์แบ่งเป็น 4 ห้อง ได้แก่ หัวใจห้องบน 2 ห้อง และห้องล่าง 2 ห้อง ระหว่างหัวใจ
หอ้ งบนและหัวใจหอ้ งลา่ งมลี ิ้นหวั ใจก้นั
10) หลอดเลือด แบ่งเป็นหลอดเลือดอาร์เตอรี หลอดเลือดเวน หลอดเลือดฝอย ซ่ึงมีโครงสร้าง
ต่างกนั
11) เลอื ด ประกอบด้วยเซลลเ์ มด็ เลือด เพลตเลต และพลาสมา
12) การบีบและคลายตัวของหัวใจทำให้เลือดหมุนเวียน และลำเลียงสารอาหาร แก๊สของเสีย และ
สารอ่ืน ๆ ไปยงั อวัยวะและเซลลต์ ่าง ๆ ทวั่ ร่างกาย

2

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 1 ระบบร่างกายมนษุ ย์

13) เลือดท่ีมีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูงจะออกจากหัวใจไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ขณะเดียวกัน
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์จะแพร่เข้าสู่เลือด และลำเลียงกลับเข้าสู่หัวใจและถูกส่งไป
แลกเปลยี่ นแกส๊ ทปี่ อด

14) ชีพจรบอกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจซ่ึงอัตราการเต้นของหัวใจในขณะปกติและหลังจากทำ
กิจกรรมต่าง ๆ จะแตกตา่ งกัน ส่วนความดนั เลือดเกิดจากการทำงานของหวั ใจและหลอดเลือด

15) อัตราการเต้นของหัวใจมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคล คนที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดจะ
ส่งผลทำให้หัวใจสบู ฉดี เลอื ดไม่เปน็ ปกติ

16) การออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร การพักผ่อน และการรักษาภาวะทางอารมณ์ให้
เป็นปกติ จึงเปน็ ทางเลอื กหนงึ่ ในการดูแลรักษาระบบหมนุ เวยี นเลือดใหเ้ ป็นปกติ

17) ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมองและไขสันหลัง จะทำหน้าที่ร่วมกับเส้นประสาทซึ่ง
เป็นระบบประสาทรอบนอกในการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงการแสดง
พฤติกรรมเพอ่ื การตอบสนองต่อส่ิงเร้า

18) เมื่อมีส่ิงเร้ามากระตุ้นหน่วยรับความรู้สึกจะเกิดกระแสประสาทส่งไปตามเซลล์ประสาท
รับความรู้สึกไปยังระบบประสาทส่วนกลาง แล้วส่งกระแสประสาทมาตามเซลล์ประสาทส่ังการ
ไปยังหน่วยปฏิบัติงาน เชน่ กลา้ มเน้ือ

19) ระบบประสาทเป็นระบบที่มีความซับซ้อนและมีความสัมพันธ์กับทุกระบบในร่างกาย ดังน้ัน จึงควร
ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุท่ีกระทบกระเทือนต่อสมอง หลีกเล่ียงการใช้สารเสพติด หลีกเลี่ยงภาวะ
เครยี ด และรับประทานอาหารทีม่ ีประโยชน์ เพ่ือดูแลรักษาระบบประสาทให้ทำงานเป็นปกติ

20) มนุษย์มรี ะบบสืบพนั ธ์ทุ ี่ประกอบด้วยอวัยวะตา่ ง ๆ ทที่ ำหน้าท่เี ฉพาะ โดยรังไขใ่ นเพศหญิงจะทำ
หนา้ ทผ่ี ลติ เซลล์ไข่ สว่ นอัณฑะในเพศชายจะทำหน้าที่สร้างเซลลอ์ สจุ ิ

21) ฮอร์โมนเพศทำหน้าที่ควบคุมการแสดงออกของลักษณะทางเพศท่ีแตกต่างกัน เม่ือเข้าสู่วัยหนุ่ม
สาวจะมีการสร้างเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิ การตกไข่ การมีรอบเดือน และถ้ามีการปฏิสนธิของ
เซลลไ์ ขแ่ ละเซลล์อสุจิจะทำใหเ้ กดิ การตั้งครรภ์

22) การมีประจำเดือนมีความสัมพันธ์กับการตกไข่ โดยเป็นผลจากการเปล่ียนแปลงของระดับ
ฮอร์โมนเพศหญงิ

23) เมื่อเพศหญิงมีการตกไข่และเซลล์ไข่ได้รับการปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิจะทำให้ได้ไซโกต ไซโกต จะ
เจริญเป็นเอ็มบริโอและฟีตัส จนกระท่ังคลอดเป็นทารก แต่ถ้าไม่มีการปฏิสนธิ เซลล์ไข่จะ
สลายตัว ผนังด้านในมดลูกรวมทัง้ หลอดเลอื ดจะสลายตวั และหลดุ ลอกออก เรียกว่า ประจำเดอื น

24) การคุมกำเนิดเป็นวิธีป้องกันไม่ให้เกิดการต้ังครรภ์ โดยป้องกันไม่ให้เกิดการปฏิสนธิหรือไม่ให้มี
การฝังตวั ของเอม็ บรโิ อ ซ่ึงมหี ลายวิธี เชน่ การใชถ้ ุงยางอนามยั การกนิ ยาคมุ กำเนดิ

2.2 สาระการเรยี นรทู้ ้องถิ่น
(พิจารณาตามหลกั สูตรสถานศึกษา)

3


Click to View FlipBook Version