เรื่องประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย นาย นพพร เพ็งจันทร์ ปวช.2 แผนก คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ประวตัิเม ื องสุโขทยั อุทยานประวตัิศาสตร์สุโขทยั ก่อนกา เนิดแคว้นสุโขทยั บริเวณที่ราบตอนล่างของลุ่มแม่น้า ยม ปิ ง น่าน ที่ราบลุ่มแม่น้า เมยและที่ราบตอนบนของ แม่ น้า ป่าสักเคยเป็ นที่ชุมนุมของบ้านเมืองในแคว้นสุโขทัย ซ่ึงเจริญรุ่งเรืองอยใู่นระหวา่งพุทธศตวรรษที่ ๑๙- ๒๑ บริเวณดงักล่าวน้ีอยรู่ะหวา่งอาณาจกัรที่ยงิ่ใหญ่และเจริญมาก่อน นนั่คืออาณาจกัรพุกามทางดา้นตะวนัตก และอาณาจักรเขมรในด้านตะวันออก ก่อนกา เนิดแควน้ สุโขทยัซ่ึงมีท้งัศิลาจารึกและโบราณสถานมากมายเป็ นเครื่องสนับสนุนความเป็ น แวน่แควน้ที่ปรากฏข้ึนเมื่อราวกลางพุทธศตวรรษที่๑๘ น้นัดินแดนสุโขทยัมีผคู้นเขา้มาต้งัถิ่นฐานอยอู่าศยั ต้งัแต่สมยัก่อนประวตัิศาสตร์แลว้เมื่อไดศ้ึกษายอ้นเวลาข้ึนไปอีกจากหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งพบเครื่องมือ หินที่เขาเขน เขากาอ าเภอศรีนครจังหวัดสุโขทัย หรือแมก้ระทงั่การพบโครงกระดูกมนุษยท์ ี่บา้นบึงหญา้อ าเภอ คีรีมาศจังหวัดสุโขทัย ไดพ้บเครื่องมือหินที่สัมพนัธ์กบัชุมชนสมยัก่อนประวตัิศาสตร์ในแถบประเทศกมัพูชา ลาวและเวียดนาม ชุมชนสมยัก่อนประวตัิศาสตร์เหล่าน้ีอาจอยตู่ ่อเนื่องกนัและต้งัเป็นบา้นเมืองข้ึนในเวลาต่อมา จนกระทงั่ถึงประมาณพุทธศตวรรษที่๑๒ เป็ นต้นมาไดม้ีการติดต่อกบัดินแดนอื่นแถบบริเวณภาคกลางและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีพ้ืนฐานทางวฒันธรรมแบบทวารวดีโดยไดพ้บโบราณวตัถุที่มีลกัษณะคลา้ยคลึงกนั ไดแ้ก่การค้นพบลูกปัด เครื่องมือเครื่องใช้เหล็ก ส าริด เหรียญเงินที่มีรูปพระอาทิตย์รวมท้งัหลกัฐานโครง กระดูกมนุษย์ที่วัดชมชื่น ในเขตเมืองเก่าศรีสัชนาลยัซ่ึงมีแท่งดินเผามีลวดลายปรากฏร่วมดว้ย การค้นพบโบราณสถานในศิลปะเขมรต้งัอยบู่นภูเขาเต้ีย ๆ ลูกหนึ่ง ในแถบบ้านนาเชิงอ าเภอคีรีมาศ เรียกตามปากชาวบา้นวา่ ปรางคป์ู่จาน้นั เป็ นหลักฐานการเข้ามาของวัฒนธรรมเขมรโบราณที่ส าคัญ แต่การ กา หนดอายใุหแ้น่นอนทา ไดล้า บากเนื่องจากลักษณะส าคัญได้ช ารุดสูญหายไปเป็ นอันมากอยา่งไรก็ดีหากคิดวา่ วฒันธรรมเขมรผา่นเขา้มาทางเมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์แสดงวา่ดินแดนที่ต่อมาเป็นแควน้ สุโขทยัน้ีไดเ้คย มีการติดต่อกบัอาณาจกัรเขมรโบราณมาต้งัแต่พุทธศตวรรษที่๑๗ แลว้ก็ได้
การแผก่ระจายของวฒันธรรมเขมรปรากฏเป็นระยะต่อเนื่องเรื่อยมา นบัต้งัแต่พุทธศตวรรษที่๑๗ จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ หลกัฐานโบราณสถานที่เด่นชดัไดแ้ก่ศาลตาผาแดง ในเขตเมืองเก่าสุโขทยั เป็ น โบราณสถานร่วมสมยักบัสมยับายน ในศิลปะเขมรเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ และดูเหมือนวา่นี่เป็นพฒันาการ ของเมืองในวฒันธรรมเขมรในบริเวณที่ราบเชิงเขาประทกัษเ์ป็นคร้ังแรก ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เกิดการเปลี่ยนแปลงคร้ังยงิ่ใหญ่ในอาณาจกัรเขมรเมื่อพระเจ้าชัยวรมันที่๗ หันมานับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายานและถือเป็ นศาสนาหลักในราชอาณาจักรของพระองค์การสร้างศาสน สถานซ่ึงแต่เดิมประดิษฐานรูปเคารพในศาสนาฮินดูเริ่มเปลี่ยนแปลงไป มีการน าเรื่องราวทางพุทธศาสนามา ประดับสถาปัตยกรรมและใช้เป็ นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปแทน ลกัษณะดงักล่าวน้ียงัปรากฏตามศาสนสถาน ในศิลปะเขมรที่พบในประเทศไทย ที่สร้างข้ึนในระยะเวลาเดียวกนัหลายแห่ง ตวัอยา่งเช่น ที่ปรางค์สามยอด กบั ปรางคว์ดัพระศรีรัตนมหาธาตุที่จงัหวดัลพบุรีและที่ปราสาทวดัพระพายหลวงเมืองเก่าสุโขทยั เป็ นต้น ชุมชนที่มีความเกี่ยวขอ้งกบัวฒันธรรมเขมรแถบสุโขทยัยงัคงอยสู่ ืบต่อกนัมา เรื่องราวการต้งัตนข้ึน เป็นอิสระเพื่อปกครองสุโขทยัของกลุ่มชน ซ่ึงต่อมาเป็นบรรพบุรุษของคนไทยในปัจจุบนัไดเ้ริ่มปรากฏข้ึนใน ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ เมืองสุโขทยั ศิลาจารึกหลักที่๒ ซ่ึงพบอยใู่นอุโมงคว์ดัศรีชุม ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนอกเมืองสุโขทัยได้ให้ เรื่องราวเกี่ยวกบัสุโขทยัในระยะตน้วา่เมื่อพ่อขนุศรีนาวนา ถุมเจา้เมืองสุโขทยัสิ้นพระชนมล์งขอม สบาดโขลญ ล าพงได้เข้าครอบครองเมืองสุโขทัย พอ่ขนุผาเมืองโอรสพอ่ขนุศรีนาวนา ถุมที่ครองเมืองราด ได้ชักชวนพระ สหายคือพอ่ขนุบางกลางหาวเขา้ร่วมชิงเมืองสุโขทยักลบัคืนมาได้แต่พ่อขนุผาเมืองกลบัยกเมืองสุโขทยัของ พระบิดา พร้อมกบัไดม้อบพระขรรคช์ยัศรีและพระนามศรีอินทรบดินทราทิตยข์องพระองคใ์หก้บัพระสหาย พอ่ ขนุบางกลางหาวจึงมีพระนามเป็นที่รู้จกักนัวา่พอ่ขุนศรีอินทราทิตยไ์ดป้กครองกรุงสุโขทยัเป็นตน้ราชวงศ์ สุโขทัยสืบมา สุโขทยันามเมืองที่มีความหมายวา่รุ่งอรุณแห่งความสุขน้นัเมื่อสิ้นพอ่ขนุศรีอินทราทิตย์พอ่ขุนบาน เมืองโอรสองคใ์หญ่ไดป้กครองต่อมาไมป่รากฏหลกัฐานชดัเจนวา่ ในระยะตน้น้ีศูนยก์ลางของเมืองยงัคงอยใู่น บริเวณวัดพระพายหลวง ซ่ึงมีพ้ืนที่รูปสี่เหลี่ยมและมีคูน้า คนัดินลอ้มรอบ หรือยา้ยมาที่เมืองใหม่ที่มีวดัมหาธาตุ เป็ นศูนย์กลางแล้วแต่เมื่อพอ่ขนุรามคา แหงพระอนุชาไดข้้ึนปกครองสุโขทยัต่อมาข้อมูลจากศิลาจารึกหลักที่ ๑ บอกใหท้ราบวา่ ไดย้า้ยเมืองมาอยตู่รงที่มีวดัมหาธาตุเป็นศูนยก์ลางแลว้ ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ไดก้ล่าวถึงความ เกรียงไกรของพ่อขนุรามคา แหงไวม้ากมาย พระองค์ทรงเป็ นนักรบผู้ปรีชาสามารถเอาชนะขุนสามชนเจ้าเมือง ฉอด ต้งัแต่พระชนมายไุด้๑๙ พรรษาอาณาเขตของแคว้นสุโขทยัในสมยัน้ีแผข่ยายไปถึงเมืองหลวงพระบาง
และสุดแหลมมลายูในทางตะวันตกติดเขตแดนเมาะตะมะ อาณาเขตที่กวา้งใหญ่น้ีนกัวชิาการเชื่อวา่ เป็ น ความสัมพนัธ์ของเมืองสุโขทยักบับรรดาเมืองนอ้ยใหญ่เหล่าน้ีในลกัษณะบา้นพี่เมืองนอ้ง พอ่ขนุรามคา แหงทรงนา พุทธศาสนาแบบเถรวาทที่กา ลงัเจริญอยทู่ ี่นครศรีธรรมราช เขา้มาเผยแพร่ที่ สุโขทัยอันนับเป็ นการเปลี่ยนแปลงความเชื่อความนบัถืออยา่งใหม่ใหแ้ก่คนสุโขทยั พระองค์ทรงโปรดให้มี การฟังเทศน์ในวันธรรมสวนะ ศิลาจารึกไดใ้หภ้าพความเป็นผนู้า ของพอ่ขุนรามคา แหงท้งัในทางโลกและทางธรรม กล่าวคือทรงมี ความสามารถในการเป็นนกัรบที่ปกครองไพร่ฟ้าใหม้ีความเป็นอยทู่ ี่ดีบ้านเมืองเป็ นปกติสุข ประชาชนมีอิสระ ในการท าการค้าถึงกบัมีคา กล่าววา่“เจา้เมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง เพื่อนจูงวัวไปค้าขี่ม้าไปขาย ใครจกัใคร่คา้ ช้างค้า ใครจกัใคร่คา้มา้ค้า” พระองค์ทรงเป็ นองค์อุปถัมภ์พุทธศาสนา โปรดให้มีการประดิษฐานพระบรม สารีริกธาตุกลางเมืองศรีสัชนาลยัอนัเป็นเมืองคู่ของสุโขทยัและก่อสร้างอาราม พระพุทธรูปต่างๆข้ึนในสุโขทยั ในช่วงเทศกาลออกพรรษา พ่อขนุรามคา แหงทรงชา้งข้ึนไปไหวพ้ระในเขตอรัญญิกที่วดัสะพานหินเพื่อกราน กฐิน พระองคท์รงเป็นแบบอยา่งใหแ้ก่กษตัริยไ์ทยในเวลาต่อมาความเป็นปึกแผน่ของเมืองสุโขทยันอกจากจะมี กา ลงัที่เขม้แขง็บา้นเมืองเป็นสุขดงักล่าวแลว้ยงัมีตา นานเล่ากนั ในสมยัหลงัต่อมาวา่ พระองค์คือผู้ที่ประดิษฐ์ อกัษรไทยข้ึนใชเ้ป็นพระองคแ์รกดว้ย เมื่อสิ้นรัชกาลของพอ่ขนุรามคา แหง สุโขทยัไม่สามารถดา รงความเป็นบา้นเมืองที่รุ่งเรืองมากเหมือน แต่ก่อนไวไ้ด้อาจเป็ นในสมัยของพระยาเลอไท โอรสของพอ่ขนุรามคา แหงหรือภายหลงัสมยัของพระยาเลอไท ก็ได้ที่เมืองต่าง ๆ ภายในแควน้ สุโขทยัไดแ้ตกแยกกนัเป็นอิสระปกครองกนัเองไม่ยอมข้ึนกบัเมืองสุโขทัยที่ เคยเป็นศูนยก์ลางเช่นเดิม ดงัน้นั เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๐ พระมหาธรรมราชาลิไท พระราชนดัดาของพอ่ขุนรามคา แหง ซ่ึงขณะน้นัครองเมืองศรีสัชนาลยั จึงน ากองทัพเข้ามาปราบจนเป็ นผลส าเร็จไดข้้ึนครองสุโขทยั และสร้างความ เป็นอนัหน่ึงอนัเดียวกนั ใหแ้ก่แควน้ สุโขทยัซ่ึงประกอบดว้ยเมืองต่าง ๆ อีกคร้ังหน่ึง ในสมยัของพระมหาธรรมราชาลิไทเมืองสุโขทยัมีความเจริญรุ่งเรืองข้ึนมาก พระองค์ทรงเป็ นองค์ อุปถมัภพ์ุทธศาสนาที่ยงิ่ใหญ่ได้อาราธนาพระมหาสามีสังฆราชจากนครพัน อันเป็ นเมืองหนึ่งทางตอนใต้ของ พม่าขณะน้นัพุทธศาสนาจากลงักากา ลงัเจริญอยทู่ ี่นนั่ ด้วยความเลื่อมใสในพุทธศาสนา พระมหาธรรมราชาลิ ไทไดอ้อกผนวชและจา พรรษาอยทู่ ี่วดัป่ามะม่วง ทางทิศตะวันตกของเมืองสุโขทัย พระองค์ยังได้ทรงพระราช นิพนธ์วรรณกรรมทางพุทธศาสนาข้ึนเรียกวา่เตภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วง เพื่อสั่งสอนอบรมประชาชนของ พระองค์ให้เลื่อมใสในพุทธศาสนาด้วย ในสมยัน้ีมีความเจริญรุ่งเรืองอีกประการหน่ึงที่เกิดข้ึนพร้อมกบัพุทธศาสนา เพราะเป็นสิ่งที่เกิดจาก ความเลื่อมใสศรัทธานนั่คือศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมซึ่งมีความงดงาม เป็ นเอกลักษณ์และสะท้อนถึงความรู้ ทางเทคนิควทิยาการต่าง ๆ เป็นอยา่งดีจนอาจกล่าวไดว้า่เป็นยคุทองของศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมทีเดียว
เช่น การสร้างพระพุทธรูปลีลาอนัเป็นงานประติมากรรมลอยตวัที่หล่อไดอ้ยา่งวเิศษสุด เจดีย์ทรงดอกบัวตูมอัน เป็ นเอกลักษณ์ของทรงสถูปสุโขทัยก็นิยมสร้างข้ึนในสมยัน้ีจนเป็นแบบฉบบัที่ลงตวั พระมหาธรรมราชาลิไททรงพระปรีชาสามารถ ทรงเห็นคุณประโยชน์ของพุทธศาสนาจึงได้น ามา ปรับใช้ในด้านการเมืองการปกครอง โปรดใหม้ีการอญัเชิญพระบรมสารีริกธาตุไปยงัเมืองต่าง ๆ เพื่อเปิ ดโอกาส ให้ประชาชนของพระองค์ตลอดจนคนต่างเมือง โดยเฉพาะแคว้นล้านนาและกรุงศรีอยุธยา มีโอกาสได้ สักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุการสร้างเจดีย์ทรงดอกบัวตูมซึ่งเป็ นเสมือนเครื่องหมายความสัมพันธ์ทาง การเมืองและศาสนาในเมืองต่างๆ จึงเกิดข้ึนในสมยัน้ีเช่น วัดบรมธาตุนครชุม กา แพงเพชร , วัดสวนดอก เชียงใหม่, วัดเจดีย์ยอดทอง พิษณุโลกเป็ นอาทิ(ปัจจุบนัวดัที่กา แพงเพชรและเชียงใหม่ดงักล่าวไม่มีเจดียท์รง ดอกบัวตูมปรากฏให้เห็นแล้ว) การสิ้นสุดของแคว้นสุโขทัย ต้งัแต่ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่๑๙ เป็ นต้นมา เกิดอาณาจกัรที่มีอา นาจข้ึน ๒ อาณาจักร ทางเหนือ ของสุโขทัยมีอาณาจักรล้านนา ซ่ึงมีศูนยก์ลางอา นาจอยทู่ ี่เมืองเชียงใหม่สามารถแผอ่าณาเขตมาถึงเมืองตากซ่ึง เคยเป็ นของสุโขทัย ส่วนทางใตข้องสุโขทยั คืออาณาจักรอยุธยาที่ได้สถาปนาข้ึนเมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ และสามารถ ควบคุมเมืองในแถบลุ่มแม่น้า เจา้พระยาไวไ้ด้เป็นเหตุใหก้ษตัริยข์องสุโขทยัในระยะน้ีตกอยใู่นสถานการณ์ที่ ล าบาก คร้ังหน่ึง สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจา้อู่ทอง)แห่งกรุงศรีอยธุยาได้ยกทัพมายึดเมืองสองแคว (พิษณุโลก)ไว้ได้พระมหาธรรมราชาลิไทต้องถวายบรรณาการเพื่อขอเมืองคืน อาจเป็ นเหตุให้พระองค์ต้อง เสด็จไปประทบัอยทู่ ี่นนั่ เมื่อทรงได้รับคืนเมืองสองแควแล้วและโปรดให้พระขนิษฐาของพระองค์ปกครอง สุโขทัยแทน เหตุการณ์ตอนน้ีช้ีใหเ้ห็นอยา่งชดัเจนวา่ราชบลัลงักส์ุโขทยัไดถู้กทา ลายคุณลกัษณะในการเป็น ที่ต้งัอา นาจอนัชอบธรรมของผทู้ี่จะปกครองแควน้ สุโขทยัท้งัมวลลงไป ปรากฏหลกัฐานวา่ เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ แห่งกรุงศรีอยุธยา เสด็จสวรรคต เมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๑ พระมหาธรรมราชาลิไททรงพยายามฟ้ืนฟูความเป็นเมืองศูนยก์ลางของสุโขทยัอีกคร้ังหน่ึง ทรงเสด็จกลับ สุโขทยัพร้อมไพร่พลบริวารที่เป็นเจา้เมืองต่าง ๆ ของแคว้นสุโขทัยที่ยังจงรักภักดีแต่พระองคก์ ็ไม่สามารถแสดง บทบาทดา้นการเมืองต่อไปได้นาน พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อประมาณ พ.ศ. ๑๙๑๓ – ๑๙๑๔ อันเป็ นเวลาที่ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (พอ่งวั่)ได้เสวยราชสมบัติที่กรุงศรีอยุธยาและส่งกา ลงัเขา้ยดึเมืองสุโขทยัและ เมืองอื่น ๆ ในแวน่แควน้ไวไ้ดห้มด ประวตัิศาสตร์แควน้ สุโขทยัในช่วงเวลาต่อไปประมาณครึ่ งศตวรรษ เป็ นเรื่องที่กษัตริย์ราชวงศ์ สุพรรณภูมิที่มีอา นาจอยทู่ ี่กรุงศรีอยธุยาและสุพรรณบุรีพยายามที่จะเข้าครอบง าแคว้นสุโขทัยทีละเล็กทีละน้อย
โดยการสมรสระหวา่งเจา้นายของท้งัสองราชวงศ์การใช้ระบบขุนนางเข้าแทรกซึม ตลอดจนการสนับสนุนด้าน กา ลงัแก่เจา้นายสุโขทัยที่เป็ นพรรคพวกเครือญาติที่ฝ่ายสุพรรณภูมิมีศกัด์ิเหนือกวา่ ดว้ยเหตุน้ีจึงปรากฏวา่อยา่งนอ้ยก็เมื่อ พ.ศ. ๑๙๘๑ ที่แควน้ สุโขทยัท้งัหมด ไดก้ลายเป็นดินแดนส่วน หนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ที่ชาวอยธุยาเรียกวา่เมืองเหนือแลว้เพราะในปีน้ีเป็นปีที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่๒ (สมเด็จเจ้าสามพระยา)ไดส้่งโอรสที่สมภพจากพระชายาราชวงศส์ุโขทยั มาครองเมืองพิษณุโลกในตา แหน่ง พระราเมศวรอนัเป็นตา แหน่งพระมหาอุปราช ปกครองกลุ่มเมืองเหนือท้งัมวลโดยข้ึนต่อกรุงศรีอยธุยาอีกที หนึ่ง สมยัสุโขทยั ดินแดนประเทศไทยในปัจจุบันปรากฎชื่อมาเนิ่นนานจากคา เรียกขานของชาวอินเดียและชาวตะวนัตก วา่สุวรรณภูมิดินแดนแห่งทองและความมงั่คงั่สา หรับ คนไทยทวั่ ไปแลว้เมื่อต้งัคา ถามวา่ ใครอยทู่ ี่สุวรรณภูมิ มาก่อน และคนไทยมาจากไหนจึงมาต้งัรกรากอยทู่ ี่สุวรรณภูมิน้ีได้เรามกันึกถึงผคู้นที่สร้างบา้นแปลงเมืองข้ึน มาในยคุสุโขทยัเป็นอนัดบัแรกและเราก็มกัลืมนึกถึงผคู้นที่อพยพลงมาจากทางเทือกเขาอนัไต ผา่นทะเลทราย โกบีอนัร้อนแรงและเหน็บหนาวอยา่งที่สุดในฤดูหนาวผา่นลงมาถึงน่านเจา้หยดุพกัสร้างอาณาจกัรข้ึนที่นนั่แต่ก็ ตอ้งถูกตีจนถอยร่นลงมาต้งัอาณาจกัรสุโขทยัข้ึนและเราก็อาจนึกถึงบทเพลงปลุกใจ ที่เคยร้องกนัวา่...เราถอยไป ไม่ไดอ้ีกแลว้ผนืดินสิ้นแนวทะเลกวา้งใหญ่...แต่ปัจจุบนัความคิดดงักล่าวน้ีกา ลงัถูกสั่นคลอนอยา่งหนกัจากวง วชิาการวา่คนไทยมิไดอ้พยพมาจากเทือกเขาอลัไต และราชธานีสุโขทยัก็มิไดเ้ป็นอาณาจกัรอิสระแห่งแรกของ คนไทย เพราะก่อนหนา้ที่สุโขทยัจะเกิดข้ึนน้นัมีอาณาจกัรอื่นต้งัเป็นแวน่แควน้ข้ึนมาก่อนแลว้ ถิ่นก าเนิดของคนไทย : ความพยายามที่จะคน้ควา้คา ตอบวา่คนไทยมาจากไหน ทา ให้ช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผา่น มามีการตื่นตวัถกเถียงและเสนอความคิดเกี่ยวกบัถิ่นกา เนิดของคนไทยอยา่งกวา้งขวางกลุ่มหน่ึงเชื่อวา่ ไทยมีตน้ กา เนิดอยู่บริเวณมณฑลเสฉวนแลว้ค่อยๆ อพยพลงสู่ยนูานและแหลมอินโดจีนเพราะถูกรุกราน ความเชื่อน้ี สอดคลอ้งกบักลุ่มที่เชื่อวา่คนไทยอพยพลงมาจากเทือกเขาอลัไต ทา ใหเ้กิดเส้นทางอพยพอลัไต-เสฉวน-น่านเจา้ และสุโขทยัข้ึน อีกกลุ่มหน่ึงเชื่อวา่คนไทยมีถิ่นกา เนิดกระจายอยทู่วั่ ไปในบริเวณทางตอนใตข้องจีน และทางตอนเหนือของ เอเชียตะวนัออกเฉียงใต้รวมถึงบริเวณรัฐอสัสัมของอินเดียขณะที่อีกกลุ่มหน่ึงเชื่อวา่ถิ่นเดิมของคนไทยอยยู่ริ เวณเน้ือที่ประเทศไทยปัจจุบนั
กลุ่มสุดทา้ยเชื่อวา่ถิ่นกา เนิดของคนไทยอาจจะอยใู่นคาบสมุทรมาลายูเนื่องจากพบวา่ความถี่ของยนีและหมู่ เลือดของคนไทยคลา้ยคลึงกบัชาวชวามากกวา่จีน ถึงวนัน้ีทฤษฎีอลัไต-เสฉวน-น่านเจา้จะดูน่าเชื่อถือนอ้ยที่สุด เพราะเหตุที่วา่เทือกเขาอลัไตอยใู่นเขตหนาวจดัไม่ เหมาะแก่การอยูอ่าศยัทะเลทรายโกบีก็ร้อนและหนาวจดัเกินกวา่จะอพยพผา่นเส้นทางทุรกนัดานลงมาได้ รวมท้งัหลกัฐานหลายอยา่งที่ช้ีวา่ออาณาจกัรน่านเจา้มิไดเ้ป็นหลกัฐานเดิมของกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไท ขณะที่ทฤษฎีอลัไตเป็นไปไดน้อ้ยที่สุดแนวคิดที่วา่คนไทยอยทู่ ี่นี่รวมท้งักระจายตวัอยู่เป็นวงกวา้งในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้กลับมีความเป็ นไปได้มากที่สุด หลกัฐาน สา คญัที่สนบัสนุนทฤษฎีน้ีก็คือการคน้พบแหล่ง โบราณคดีที่บ้านเชียงจังหวัดอุดรธานีใน ปี พ.ศ. 2510 โดยขดุคน้หลายช้นัดิน พบโครงกระดูกมนุษยโ์บราณ ปนอยกู่บัโลหะสา ริดในช้นัดินแรก ประมาณวา่มีอายเุก่าแก่ถึง 6000 ปีช้นัดินถดัมาพบโครงกระดูกมนุษยฝ์ัง ปนกบัเครื่องป้ันดินเผาลูกปัดต่างๆ ประมาณวา่มีอายุระหวา่ง 2000-4000 ปีและในช้นัดินส่วนบนสุดก็ยงั พบโบราณวตัถุมีลูกปัดหินลูกปัดแกว้สีรวมท้งัเสมาหิน สมยัทวารวดีและลพบุรีปะปนอยดู่ว้ยหลกัฐานต่างๆที่ ขดุพบน้ีแสดงใหเ้ห็นวา่ภาคอีสาน ของไทยมีมนุษยอ์ยเู่ป็นเวลานานมาแลว้และยงัอยอู่าศยัหลายยคุอยา่งต่อเนื่อง อีกดว้ยแต่เราก็มิอาจสรุปไดว้า่กลุ่มคนที่ใชว้ฒันธรรมบา้นเชียงเหล่าน้ีคือคนไทย"พวกเขา"อาจเป็นคนกลุ่ม เดียวกนัที่พฒันาต่อเนื่องกนัมา หรืออาจเป็นคนต่างกลุ่มที่เขา้มาอยู่อาศยัในเวลาที่ต่างกนัก็ได้อีกท้งัคนกลุ่มน้ีจะ เกี่ยวขอ้งกบัคนไทยในปัจจุบนัหรือไม่ก็ยงัไม่มีใครหาขอ้ สรุปได้ หากในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผา่นมาความตื่นตวัที่จะคน้หาคา ตอบวา่คนไทยมาจากไหนกนัแน่ทา ใหน้กัวชิาการ ออกเดินทางไปในที่ต่างๆ และไดค้น้พบหลกัฐานขอ้มูลใหม่ๆมากมายที่ลว้นแต่สนบัสนุนทฤษฎีคนไทยอยทู่ ี่นี่ และกระจายตวัอยใู่นแถบอุษาคเนย์น้ีเองมิไดอ้พยพมาจากดินแดนอนัไกลโพน้ที่ใดเลย แว่นแคว้นก่อนอาณาจักรสุโขทยั: ราวปี พ.ศ.800-1400 ความเจริญรุ่งเรืองของชุมชนต่างๆ และการติดต่อค คา้ขายระหวา่งกนัไดท้า ใหเ้กิดแวน่แควน้ต่างข้ึนตามเส้นทางคมนาคมที่สา คญั หลายร้อยปีก่อนที่อาณาจกรั สุโขทยัจะเกิดข้ึนดินแดนประเทศไทยในปัจจุบนั ประกอบไปดว้ยแวน่แควน้ ใหญ่นอ้ยจา นวนหน่ึง ทางใตม้ีแควน้ศรีวชิยัซ่ึงเกิดข้ึนก่อนปีพ.ศ. 1500 มีบทบาทสา คญั ในฐานะเส้นทางการคา้ทางทะเลระหวา่ง จีนกบัอินเดียแต่ในทุกวนัน้ีก็ยงัไม่มีขอ้สรุปวา่ศูนยก์ลางของอาณาจกัรศรีวชิยัต้งัอยทู่ ี่ใดแน่ หลงัศรีวชิยัเสื่อมลง ตามพรลิงคซ์ ่ึงอยบู่ริเวณนครศรีธรรมราชไดก้า้วเขา้มามีบทบาท ควคุมเส้นทางการคา้แทน ตามพรลิงคร์ุ่งเรืองอยใู่นช่วง พ.ศ.1500-1800 เฟื่องฟูท้งัทางการคา้และวฒันธรรมประเพณีจนสมยัพอ่ขุน รามคา แหงถึงกบัอาราธนาพระสงฆ์จากที่นี่ข้ึนไปต้งัสังฆมณฑลที่สุโขทยั ทางเหนือต้งัแต่ราว พ.ศ.1000
เป็นตน้มา มีการรวมตวักนัเป็นแควน้หริภุญชยั โยนกเชียงแสนและเงินยางเชียงแสนซ่ึงต่อมาไดพ้ฒันาข้ึนเป็น ลา้นนารุ่งเรืองร่วมสมยักบัสุโขทยัและอยธุยา ภาคกลางบริเวณลุ่มแม่น้า เจา้พระยา-ท่าจีน มีแวน่แควน้ทวารวดีที่เติบโตข้ึนมาในช่วง พ.ศ.1100-1500 มี ศูนยก์ลางอยทู่ ี่เมืองนครปฐมหรือนครชยัศรีเมืองต่างๆ ที่เขา้มารวมเป็นแควน้ไดแ้ก่เมืองอู่ทอง (สุพรรณบุรี) เมืองคูบัว (ราชบุรี) เมืองจันเสน (นครสวรรค์) เมืองฟ้าแดดสงยาง (กาฬสินธุ์) และเมืองศรีเทพ (เพชบูรณ์) ทวาร วดีสิ้นสุดการเป็ นรัฐ ลงด้วยเหตุผล 2 อยา่งคือการเปลี่ยนทางเดินของลา น้า และอิทธิพลขอมที่แผข่ยายเขา้มา ต้งั เมืองละโวข้้ึนเป็นศูนยก์ลางแทน ละโวรุ้่งเรืองข้ึนมาหลงัปีพ.ศ.1500 แทนที่รัฐเดิมของทวารวดีอยา่งนครชยัศรีและศรีเทพ โดยมีศูนยก์ลางอยู่ ที่ลุ่มแม่น้า ลพบุรีเมื่อขอมเสื่อมอ านาจลงในพุทธศตวรรษที่ 18 พร้อมกบัการเกิดของสุโขทยัละโวก้็ลดบทบาท ลงไปดว้ยแต่ก็มิไดเ้สื่อมสลายไปทีเดียว หากยงัคงรักษารูปแบบความเจริญทางดา้นศิลปวทิยาการไว้และพฒันา ต่อเนื่องข้ึนมา เป็นกรุงศรีอยุธยาในภายหลงั ราชธานีสุโขทยั: ชื่อของเมืองที่แปลวา่"รุ่งอรุณแห่งความสุข"และคา กล่าวที่รู้จกักนัดีวา่...เมืองสุโขทยัน้ีดีใน น้า มีปลาในนามีขา้ว ทา ใหภ้าพของสุโขทยัเป็นดงั่เมืองแห่งความฝัน นครแห่งความสุขและอดีตที่มิอาจหวนคืน สุโขทยัถือกา เนิดข้ึนอยา่งเรียบง่ายจากการพฒันาของหมู่บา้นเล็กๆ ที่เติบโตข้ึนเป็นเมืองกระจายตวัอยูต่ามแนว ลุ่มน้า ยมและน่าน คร้ันก่อน พ.ศ. 1700 การคมนาคมและการคา้ต่างๆไดข้ยายตวัมากข้ึนเมืองที่อยตู่ามลุ่มน้า ยมและน่านที่เป็นเส้นทางผา่นการคา้ระหวา่งรัฐต่างๆก็เริ่มรวมตวักนัมากข้ึน สุโขทยัเริ่มมีฐานะเป็นแวน่แควน้ ข้ึนมาป็นคร้ังแรกโดยมีพอ่ขุนศรีนาวถมเป็นพอ่เมืองและเป็นช่วงที่อิทธิพลขอมเริ่มเสื่อมลงดว้ย ทา ใหสุ้โขทยั เป็นปึกแผน่มากข้ึน หลงัจากน้นัไม่นานก็เกิดเหตุวนุ่วายข้ึน โดยมีขอมพวกหน่ึงชื่อวา่"ขอมสบาดโขลงลา พง" ไดเ้ขา้ยดึเมืองและเป็นไปไดว้า่พอ่ขนุศรีนาวถมไดเ้สียชีวิตไปแลว้ในช่วงน้ีพ่อขนุผาเมือง ซ่ึงครองเมืองราดอยู่ จึงร่วมกบัพอ่ขุนบางกลางหาวรวมกา ลงัไปชิง เมืองสุโขทยัคืนมาไดส้า เร็จ พ่อขนุผาเมืองจึงยกเมืองใหพ้ ่อขนุ บางกลางหาวพร้อมท้งัมอบนาม "ศรีอินทราบดินทราทิตย"์ ใหด้ว้ยอนัเป็น ช่วง พ.ศ.1778 หลงัจากน้นัการขยายอาณาเขตของสุโขทยัก็เริ่มข้ึนถือเป็นช่วงเวลาของ การกวาดต้อนผู้คนและรวมบ้านรวม เมืองใหเ้ขา้มาเป็นส่วนหน่ึงของอาณาจกัร หลงัจากพ่อขนุศรีอินทราทิตยส์ิ้นพระชนม์พอ่ขนุบานเมืองซ่ึงเป็น พระราชโอรส ไดป้กครองต่อแต่ก็นบัเป็นช่วงสมยัที่ส้ันมากเพียง 44 ปีนบัต้งัแต่พ่อขนุศรีอินทราทิตย์ซ่ึงถือ เป็นช่วงเวลาของการรวมแวน่แควน้ ให้เป็นปึกแผน่
พ่อขุนรามค าแหง : กษัตริย์ผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดของกรุงสุโขทัย คือโอรสองค์ ที่ 2 ของพอ่ขนุศรีอินทราทิตย์ พระองคม์ ีชื่อเสียงในฐานะผูส้ร้างกรุงสุโขทยั ใหเ้จริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด เป็นผคู้ิดคน้ ประดิษฐอ์กัษรไทยและสร้าง ศิลาจารึกในยคุน้ีขอบเขตของอาณาจกัรสุโขทยัไดแ้ผข่ยายออกไปมากที่สุด โดยในเรื่องของระบบเศรษฐกิจน้นั ก็เป็นระบบแบบเปิดเสรีคือไม่มีการเก็บภาษีทา ใหสุ้โขทยัเติบโตข้ึนเป็นศูนยก์ลางการคา้ที่สา คญัและเป็น แหล่งรวมวฒันธรรมอนัหลากหลายแห่งแวน่แควน้น้ี เมื่อสิ้นแผน่ดินพ่อขนุรามคา แหงกรุงสุโขทยัเริ่มอ่อนกา ลงัลง พระมหาธรรมราชาที่1 หรือพระยาลิไทย ผปู้กครองสุโขทยัอยใู่นช่วงประมาณปีพ.ศ.1890-1913 จึงไดน้า พระพุทธศาสนาเขา้มาฟ้ืนฟูการปกครอง และทรงขยายอา นาจดว้ยการทา สงครามพร้อมๆ กบัการเผยแพร่ศาสนาแต่หลงัจากสิ้นสมยัของพระองคแ์ลว้ อาณาจกัรสุโขทยัก็เริ่มอ่อนแอลงอยา่งแทจ้ริงพร้อมๆ กบัที่แวน่แควน้อื่นเขม้แขง็ข้ึน ลา้นนาขยายอา นาจลงมา จนถึงลุ่มแม่น้า ยม-น่าน แควน้ละโว-้อยธุยาเขม้แขง็ข้ึนจากการรวมตวักบัสุพรรณบุรีที่ครองอา นาจอยเู่หนือลุ่ม แม่น้า ท่าจีน จนในที่สุดก็ก่อต้งักรุงศรีอยธุยาข้ึนไดส้า เร็จในปีพ.ศ.1893 หลงัจากน้นัไม่นานอาณาจกัรสุโขทยั ก็ถูกผนวกเขา้เป็นส่วนหน่ึงของกรุงศรีอยธุยา