การปฏิรูปการปกครอง
ในสมยั รัชกาลที่ 5
การปฏิรูปการปกครองในสมยั รัชกาลท่ี 5 ในระยะท่ี 2
การปฏริ ูปการปกครองในช่วงท่ี 2 ใน รัชกาลท่ี 5 ทรงตระหนกั ถึงภยนั ตรายจากการ
แสวงหาอาณานิคมของประเทศมหาอานาจตะวนั ตก และทรงเห็นวา่ ลกั ษณะการ
ปกครองของไทยใชม้ าแต่เดิมลา้ สมยั ไม่สอดคลอ้ งกบั ความเจริญกา้ วของบา้ นเมือง
ดงั น้นั ใน พ.ศ.2430 ทรงเริ่มการปฏิรูปการปกครองแผนใหม่ตามแบบตะวนั ตก
โดยเฉพาะในส่วนกลางมีการจดั แบ่งหน่วยงานการปกครองออกเป็น 12 กรม ซ่ึง
ต่อมาเปลี่ยนไปใชค้ าวา่ “กระทรวง” แทนโดยประกาศสถาปนากรมหรือกระทรวง
ต่างๆ ในวนั ที่ 1 เมษายน พ.ศ.2435 และยงั ไดป้ ระกาศต้งั เสนาบดีเจา้ กระทรวง
ต่างๆ ข้ึน ยบุ ตาแหน่งอคั รมหาเสนาบดีและเสนาบดีจตุสดมภท์ ุกตาแหน่ง มีสิทธิเท่า
เทียมกนั ในที่ประชุม ต่อจากน้นั ไดย้ บุ กระทรวงและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเสียใหม่
เหลือไวเ้ พียง 10 กระทรวง คือ
1. กระทรวงมหาดไทย
2. กระทรวงกลาโหม
3. กระทรวงการต่างประเทศ
4. กระทรวงวงั
5. กระทรวงเมอื ง (นครบาล)
6. กระทรวงเกษตราธกิ าร
7. กระทรวงพระคลงั มหาสมบตั ิ
8. กระทรวงยุตธิ รรม
9. กระทรวงธรรมการ
10.กระทรวงโยธาธิการ
ด้าน เศรษฐกจิ ใน รัชกาลท่ี 5
.ปรับปรุงระบบการคลงั แยกการคลงั ออกจากกรมท่า ให้กรมทา่ มีหน้าที่
ทางด้านการต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ทรงตงั ้ หอรัษฎากรพพิ ฒั น์ ขนึ ้
เม่ือ พ.ศ. 2416 ขนึ ้ ตรงตอ่ พระมหากษัตริย์เพ่อื เป็น สานกั งานกลางเก็บ
ผลประโยชน์ รายได้ภาษีอากรของแผน่ ดนิ มารวมไว้ที่แห่งเดียว ตอ่ มาได้ยก
ฐานะหอรัษฎากรพพิ ฒั น์ ขนึ ้ เป็น กระทรวงพระคลงั มหาสมบตั ิ เมอ่ื พ.ศ.
2435
ตรากฎหมายกวดขนั ภาษีอากร โปรด ฯ ให้ตราพระราชบญั ญตั ิสาหรับ
หอรัษฎากรพิพฒั น์ ขนึ ้ เมอ่ื 4 มถิ นุ ายน 2416 โดยวางหลกั เกณฑ์
การเรียกเก็บภาษีอากรให้ทนั สมยั ตามแบบสากล
การปรับปรุงระบบภาษีอากรแบบใหม่ พ.ศ. 2435 ทรงตงั ้ ข้าหลวง
คลงั ไปประจาทกุ มณฑล เพ่ือทาหน้าที่เก็บภาษีอากรจากราษฎรโดยตรง
แล้วรวบรวมสง่ ไปยงั กระทรวงพระคลงั มหาสมบตั ิ
ยกเลกิ ระบบเจ้าภาษีนายอากร เปลยี่ นให้เทศาภบิ าลเก็บภาษีเอง
เหมือนกนั หมดทกุ มณฑล
จดั ทางบประมาณแผน่ ดนิ ขนึ ้ เป็นครัง้ แรก เมือ่ พ.ศ. 2439 โดยแยก
พระราชทรัพย์ของพระองค์ออกจากรายได้ของแผ่นดิน ตงั ้ พระคลงั ข้าง
ท่ี ขนึ ้ สาหรับจดั การทรัพย์สนิ สว่ นพระมหากษตั ริย์ สาหรับรายได้ภาษี
อากรของแผน่ ดิน ให้พระคลงั มหาสมบตั เิ ป็นผ้คู วบคมุ ดแู ล
พ.ศ.2422 โปรดเกล้าฯให้สร้างหน่วยเงนิ ท่เี รียกว่า “สตางค์”
จดั ระบบเงินตราใหม่ โดยยกเลิกระบบเงินพดดว้ ง หน่วยเงิน เฟ้ื อง ซีก
เส้ียว อฐั โสลฬ ตาลึง ชงั่ โดยสร้างหน่วยเงินข้ึนใหม่ ใหใ้ ช้ เหรียญบาท
เหรียญสลึง เหรียญสตางค์ กาหนดให้ 100 สตางค์ เท่ากบั 1 บาท
พร้อมท้งั ผลิตเหรียญสตางคท์ าดว้ ยทองคาขาวมี 4 ราคา ไดแ้ ก่ 20
สตางค์ 10 สตางค์ 5 สตางคแ์ ละ 2 สตางคค์ ร่ึง
ตราพระราชบญั ญตั ิธนบตั ร ร.ศ. 121 จดั พิมพธ์ นบตั รรุ่นแรก มีราคา
5 บาท 10 บาท 20 บาท 100 บาทและ 1000 บาท ตอ่ มาเพิม่
ชนิด 1 บาท
เปลีย่ นมาตราฐานเงนิ มาเป็นมาตราฐานทองคา ร.ศ. 127 เมื่อ 11
พฤศจกิ ายน 2451 เพ่ือรักษาอตั ราแลกเปลย่ี นเงนิ ตราไทยให้
สอดคล้องกบั หลกั สากลทว่ั ไป
กาเนดิ ธนาคารแหง่ แรก เดมิ เรียกว่า บคุ คลภั ย์ Book Clup แล้ว
ขอพระราชทานพระบราราชานญุ าตจดทะเบยี นเป็นบริษัทให้ถกู ต้อง
ตามกฎหมาย มชี ่ือว่า บริษัท แบงค์สยามกมั มาจล ทนุ จากดั ตอ่ มาได้
เปลีย่ นช่ือเป็น ธนาคารไทยพาณิชย์ จากดั เมือ่ พ.ศ. 2482
การปรับปรุงสังคมในสมยั รัชกาลที่ 5 (พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั )
การปฏิรูปทางสงั คมท่ีสาคญั ท่ีสุดคือ การเลิกทาส
ทาส เป็นกลุ่มคนที่มีฐานะทางสงั คมต่าที่สุด สมยั รัตนโกสินทร์มีทาสอยปู่ ระมาณ
1 ใน 3 ของประชากร
ข้นั ตอนการเลิกทาสของรัชกาลท่ี 5
1. ทรงตราพระราชบญั ญตั ิพิกดั เกษียณอายลุ กู ทาสลูกไท พทุ ธศกั ราช 2417
ความวา่
“ลกู ทาสท่ีเกิดต้งั แต่ปี มะโรง พ.ศ.2411 อนั เป็นปี ท่ีรัชกาลท่ี 5 เสดจ็ ข้ึนครองราชย์ เป็น
ตน้ มา ใหม้ ีค่าตวั ใหม่และจะมีค่าตวั เม่ืออายุ 8 ปี ชายจะมีคา่ ตวั สูงสุด 32 บาท หญิงจะมี
ค่าตวั สูงสุด 28 บาท หลงั จากน้นั แลว้ คา่ ตวั จะลดลงทุกทีจนหมดค่าตวั เมื่ออายุ 21 ปี ”
2. ทรงบริจาคพระราชทรพั ยส์ ่วนพระองค์ ซ้ือลูกทาสท่ีอยกู่ บั นายเงินเพียงคน
เดียวมา
25 ปี ใหเ้ ป็นอิสระ ไถท่ าสไดท้ ้งั หมด 44 คน
3. ในพ.ศ.2443 ทรงออกพระราชบญั ญตั ิทาสมณฑลตะวนั ตกเฉียงเหนือ ร.ศ.
119 ข้ึน
มีจุดประสงคเ์ พื่อใหท้ าสในเขตจงั หวดั เชียงใหม่ ลาปาง ลาพนู แพร่ น่าน มีโอกาสไถ่
ถอนเป็นอิสระไดง้ ่ายข้ึน และเป็นอิสระไดเ้ มื่อมีอายุ 60 ปี
4. ใน พ.ศ.2447 ทรงตราพระราชบญั ญตั ิลกั ษณะทาสมณฑลบรู พา ร.ศ.123
ข้ึน
ใหน้ ายเงินลดค่าตวั ทาสลงเดือนละ 4 บาท ทุกเดือนไปจนกวา่ จะหมดคา่ ตวั ส่วน
บรรดาลูกทาสใหน้ บั เป็นไทท้งั หมด
5. ในพ.ศ.2448 ทรงตราพระราชบญั ญตั ิทาสรัตนโกสินทร์ศก ร.ศ.124
กาหนดให้
5.1 ใหล้ กู ทาสทุกระดบั อายเุ ป็นไทโดยทนั ทีท้งั หมด
5.2 ใหท้ าสชนิดอ่ืนๆ ไดล้ ดค่าตวั ลงเดือนละ 4 บาท ทุกเดือนไปจนหมด
คา่ ตวั
การเลิกระบบไพร่
การเลิกระบบไพร่ เป็นไปอยา่ งเป็นข้นั ตอน คือ ใหไ้ พร่หลวงเสียเงินแทนการขา้
เวรรับราชการ
ออกพระราชบญั ญตั ิลกั ษณะการเกณฑท์ หาร แทนโดย กาหนดใหช้ ายฉกรรจท์ ุกคนที่
มีอายคุ รบ 18 ปี บริบูรณ์ จะตอ้ งเขา้ รับราชการทหาร (ต่อมาเปลี่ยนเป็น 20 ปี )
การปรับปรุงประเพณีวฒั นธรรม สมยั รัชกาลท่ี 5
1. การเปล่ียนแปลงประเพณีการสืบสนั ตติวงศ์
รัชกาลที่ 5 โปรดใหย้ กเลิกตาแหน่ง วงั หนา้ (พระมหาอุปราช) และทรง
สถาปนาตาแหน่ง สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชสยามมกฎุ ราชกมุ าร แทน
- สมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชสยามมกฎุ ราชกมุ ารองคแ์ รก คือ เจา้ ฟ้ ามหาวชิ
รุณหิศแต่ทรงสิ้นพระชนมก์ ่อน จึงมีการสถาปนาสมเดจ็ พระเจา้ ลูกเธอเจา้ ฟ้ ามหา
วชิราวธุ ข้ึนเป็นสยามมกฎุ ราชกมุ ารแทน
2. การเปลี่ยนแปลงวฒั นธรรมการแต่งกาย ทรงผม
- รัชกาลท่ี 5 โปรดใหช้ ายไทยในราชสานกั เลิกไวผ้ มทรงมหาดไทย
เปลี่ยนเป็นไวผ้ มตดั ยาวท้งั ศีรษะอยา่ งฝร่ัง ผหู้ ญิงโปรดใหเ้ ลิกไวผ้ มปี ก ใหไ้ วผ้ มยาว
ทรงดอกกระทุ่ม
- รัชกาลที่ 5 โปรดใหช้ ายไทยในราชสานกั นุ่งผา้ ม่วงสีต่างๆสวมเส้ือราชปะ
แตน สวมหมวกอยา่ งยโุ รป
- รัชกาลท่ี 5 โปรดใหข้ า้ ราชการทุกกรมกองแต่เคร่ืองแบบ นุ่งกางเกงอยา่ ง
ทหารในยโุ รปแทนโจงกระเบน
- การแต่งกายสตรีเร่ิมเปลี่ยนแปลงหลงั จากรัชกาลท่ี 5 กลบั จากประพาสยโุ รป
คร้ังที่2 โดยสตรีไทยนิยมสวมเส้ือขององั กฤษ คือ เส้ือคอต้งั แขนยาว ตน้ แขนพอง
คลา้ ยขาหมแู ฮม
3. การเปลี่ยนแปลงประเพณีการเขา้ เฝ้ า
รัชกาลท่ี 5 โปรดเกลา้ ฯใหย้ กเลิกประเพณีการหมอบคลานในเวลาเขา้ เฝ้ า แต่
ใหใ้ ชว้ ธิ ีถวายคานบั แทนและใหน้ งั่ เกา้ อ้ี ไม่ตอ้ งนง่ั กบั พ้ืน
4. การใชศ้ กั ราชและวนั ทางสุริยคติในทางราชการ
รัชกาลท่ี 5 โปรดเกลา้ ฯใหใ้ ช้ ร.ศ. (รัตนโกสินทร์ศก) แทน จ.ศ. (จุลศกั ราช)
ซ่ึงใชม้ าต้งั แต่สมยั อยธุ ยาโดยเริ่มใช้ ร.ศ.ต้งั แต่วนั ที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2431 เป็นตน้ ไป
เริ่ม ร.ศ.1 ต้งั แต่ปี 2325 ซ่ึงเป็นปี ท่ีสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์
5. รัชกาลที่ 5 โปรดใหย้ กเลิกการโกนผมเมื่อพระมหากษตั ริยเ์ สดจ็ สวรรคต
6. รัชกาลที่ 5 โปรดใหย้ กเลิกการไต่สวนแบบจารีตนครบาล
7. รัชกาลที่ 5 ประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิลกั ษณะการปกครองสงฆร์ .ศ.121มีสมเดจ็
พระสงั ฆราชเป็นองคป์ ระมุข
8. รัชกาลที่ 5 ทรงจดั ต้งั มหาจุฬาลงกรณ์ราชวทิ ยาลยั (มหานิกาย) และมกฎุ ราช
วทิ ยาลยั
9. วดั ประจารัชกาลท่ี 5 คือ วดั ราชบพติ รสถิตมหาสีมาราม
10. รัชกาลท่ี5 อนุญาตใหช้ าวต่างประเทศนงั่ ร่วมโต๊ะเสวยไดใ้ นช่วงวนั เฉลิมพระ
ชนมพรรษา
11. รัชกาลที่ 5 ทรงเร่ิมการเสดจ็ เยยี่ มเยยี นประชาชนตามชนบท เรียกวา่ “การเสดจ็
ประพาสตน้ ”
12. รัชกาลที่ 5 ทรงอนุญาตใหร้ าษฎรเขา้ เฝ้ าเวลาเสดจ็ พระราชดาเนินผา่ นและไม่ตอ้ ง
ปิ ดประตหู นา้ ตา่ ง
การปรับปรุงดา้ นสาธารณสุขในสมยั รัชกาลท่ี 5
1. การสุขาภิบาล สมยั รัชกาลที่ 5
1.1 ปี พ.ศ.2413 มีประกาศหา้ มราษฎรทิง้ ของโสโครกลงในคลอง
1.2 ปี พ.ศ.2440 ต้งั กรมสุขาภิบาล ในกระทรวงนครบาล
1.3 ปี พ.ศ.2448 ขยายกิจการสุขาภิบาลไปยงั หวั เมือง จดั การควบคุมโรคติดต่อ
ต่างๆ
ไดแ้ ก่ โรคอหิวาตกโรค โรคฝีดาษ (ไขท้ รพิษ) โรคหดั กามโรค
2. การต้งั โรงพยาบาล
2.1 โรงพยาบาลแห่งแรกต้งั ข้ึนที่ริมคลองบางกอกนอ้ ย เรียกวา่ โรงพยาบาลวงั
หลงั
ต่อมารัชกาลที่ 5 พระราชทานนามใหม่วา่ “โรงศิริราชพยาบาล” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่
เจา้ ฟ้ า ศิริราชกกธุ ภณั ฑ์ เป็นพระราชโอรส ซ่ึงประชวรสิ้นพระชนมเ์ นื่องจาก ขาด
แคลนดา้ นการพยาบาล
2.2 ปี พ.ศ.2431 ต้งั กรมพยาบาล
2.3 ปี พ.ศ.2436 ต้งั สภาอุณาโลมแดง ปัจจุบนั คือ สภากาชาดไทย
2.4 ปี พ.ศ.2445 ต้งั โอสถศาลา (โรงงานเภสชั กรรม)
3. การต้งั โรงเรียนแพทย์
รัชกาลท่ี 5 ทรงโปรดเกลา้ ฯใหเ้ ปิ ดโรงเรียนแพทยข์ ้ึนในโรงศิริราชพยาบาล
ในปี พ.ศ.2432 มีชื่อเรียกวา่ โรงเรียนแพทยากร ต่อมาเปล่ียนชื่อเป็น ราชแพทยา
ลยั ปัจจุบนั คือ คณะแพทยศ์ าสตร์ ศิริราชพยาบาล ของมหาวทิ ยาลยั มหิดล
การปรับปรุงดา้ นการศึกษาสมยั รัชกาลที่ 5
1. โรงเรียนสตรีแห่งแรก มีข้ึนในสมยั รัชกาลท่ี 5 คือ โรงเรียนกลุ สตรีวงั หลงั ต้งั
โดยแหม่มเฮาส์ ปี พ.ศ.2417 ต้งั อยใู่ นบริเวณโรงพยาบาลศิริราช
2. มีการต้งั โรงเรียนในต่างจงั หวดั ที่สาคญั ไดแ้ ก่ โรงเรียนปรินซร์ อแยลวิทยาลยั
ดาราวทิ ยาลยั จงั หวดั เชียงใหม่ โรงเรียนผดุงราษฎร์ จงั หวดั พิษณุโลก โรงเรียนอรุณ
ประดิษฐ์ จงั หวดั เพชรบุรี
3. รัชกาลท่ี 5 ทรงปฏิรูปการศึกษา เพราะตอ้ งการสร้างคนที่มีความรู้เพ่ือเขา้ รับ
ราชการในกระทรวงต่างๆ ท่ีทรงปรับปรุงใหม่ โ ดยต้งั โรงเรียนหลวงแห่งแรก คือ
โรงเรียนนายทหารมหาดเลก็ เม่ือวนั ท่ี 6 ตุลาคม พ.ศ.2414 โดยพระราชทานเส้ือผา้
อาหารกลางวนั ใหแ้ ก่นกั เรียน ครูกไ็ ดร้ ับคา่ จา้ ง ต่อมาไดพ้ ระราชทางพระตาหนกั เดิม
ที่สวนกหุ ลาบ ทางตะวนั ออกเฉียงใต้ ของพระบรมมหาราชวงั ใหเ้ ป็นท่ีเรียน
พระราชทานนามวา่ โรงเรียนพระตาหนกั สวนกหุ ลาบ โดยมีพระยาศรีสุนทรโวหาร
(นอ้ ย อาจารยางกรู ) เป็นอาจารยใ์ หญ่
4. รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการศึกษาเพราะ การเลิกทาส ทาใหท้ าสเป็นไทเพ่ือเป็น
การวางรากฐานไม่ใหค้ นพวกน้ีกลบั ไปเป็นทาสอีก ซ่ึงจะเป็นอุปสรรคต่อ การพฒั นา
ประเทศ จึงโปรดใหต้ ้งั โรงเรียนสาหรับราษฎรข้ึนแห่งแรก คือ “โรงเรียนวดั มหรรณ
พาราม” ในปี พ.ศ.2427 เพ่ือใหท้ ุกคนไดร้ ับการศึกษาและ นาไปประกอบอาชีพได้
5. รัชกาลท่ี 5 โปรดฯใหใ้ ชแ้ บบเรียน 6 เล่ม ที่พระยาศรีสุนทรโวหาร แต่งข้ึน
ใหม่
6. ปี พ.ศ.2430 จดั ต้งั กรมศึกษาธิการ รับผดิ ชอบดา้ นการศึกษาโดยเฉพาะและ
เปล่ียนมาใชแ้ บบเรียนเร็วของกรมหม่ืนดารงราชานุภาพ
7. มีการประกาศใชโ้ ครงการศึกษาษาชาติ
8. รัชกาลที่ 5 โปรดฯใหม้ ีการสอบชิงทนุ เล่าเรียนหลวงข้ึน เรียกวา่ “คิงสกอลา
ชิป” ต้งั แต่ปี พ.ศ.2440 เป็นประจาทุกๆปี ปี ละ 2 คน ส่งไปศึกษายงั ทวปี ยโุ รป หรืออเม
ริก
การปฏริ ูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5 แบ่งเป็ น 2 ระยะคอื
การปฏิรูปการปกครองในสมยั รัชกาลที่ 5 ในระยะที่ 1
1. การปรบปรุงการปกครองประเทศในตอนตน้ รชั กาล ทรงต้งั สภาท่ีปรึกษา
ราชการแผน่ ดิน หรือเรียกวา่ “เคาน์ซิล ออฟ สเตท” (Council of State) และสภา
ที่ปรึกษาในพระองค์ หรือเรียกวา่ “ปรีวี เคานซ์ ิล” (Privy Council) สภาท้งั สอง
น้ีมีหนา้ ที่ในการออกกฎหมายและยกเลิกกฎหมาย รวมท้งั ยกเลิกประเพณี
โบราณต่างๆ ท่ีเห็นวา่ ไม่เหมาะสมกบั สภาพสงั คมในสมยั น้นั ปรากฏวา่ สภาท้งั
2 ดาเนินงานไปไดไ้ ม่นาน กต็ อ้ งหยดุ ชะงกั เพราะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่เรียกวา่
“วกิ ฤตการณ์วงั หนา้ ” (เป็นความขดั แยง้ ระหวา่ งพระบาทสมเดจ็ พระ
จุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั กบั กรมพระราชวงั บวรวชิ ยั ชาญ ซ่ึงดารงตาแหน่งวงั หนา้
อนั เนื่องมาจากความหวาดระแวงซ่ึงกนั และกนั จนเกือบจะมีการประทะกนั
ระหวา่ งกนั ) ข้ึนในปลาย พ.ศ.2417 แต่กส็ ามารถยตุ ิลงได้