The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

23หลักทรงงาน ในหลวงรัชการที่ 9
"แบบอย่างของประชาชน"

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sirinuch Sirisuriya, 2022-12-02 06:07:02

23หลักทรงงาน ในหลวงรัชการที่ 9

23หลักทรงงาน ในหลวงรัชการที่ 9
"แบบอย่างของประชาชน"

Keywords: King Rama9

หลักการทรงงาน 23 ประการ
พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ
บพิตร ที่ทรงปฏิบัตินับต้ังแต่เสด็จข้ึนเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติในปี 2489 แสดงถึงพระ
มหากรุณาธิคุณในการบาบัดทุกข์บารุงสุขแก่พสกนิกรได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดย
พระองค์ทรงยึดหลักการดาเนินงานทางสายกลาง ที่สอดคล้องกับส่ิงรอบตัวและปฏิบัติได้
จริง เป็นแนวทางพัฒนา เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนสูงสุด ซึ่งวิธีการเหล่าน้ี ล้วนมีคุณค่า
ต่อประชาชนที่ควรยึดเป็นแบบอย่าง นามาปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลต่อตนเอง สังคม และ

ประเทศชาติ สาหรับ 23 หลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลท่ี 9 มีดังนี้

1. ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ

" ก า ร ที่ จ ะ พ ร ะ ร า ช ท า น พ ร ะ ร า ช ดา ริ เ พื่ อ
ดาเนินงานโครงการ จะทรงศึกษาข้อมูล
รอบด้านจากเอกสาร แผนที่ สอบถาม
เจ้าหน้าท่ี นักวิชาการ และราษฎรในพ้ืนที่
ให้ได้รายละเอียดท่ีเป็นประโยชน์ครบถ้วน
เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่าง
ถูกต้องและรวดเร็ว ตรงความต้องการ
ของประชาชน"

2. ระเบิดจากข้างใน

" พ ร ะ อ ง ค์ ท ร ง มุ่ ง เ น้ น เ รื่ อ ง ก า ร พั ฒ น า ค น
ทรงตรัสว่าว่า ..ต้องระเบิดจากข้างใน..
หมายความว่า ต้องสร้างความเข้มแข็งให้
คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนา ให้มีสภาพ
พร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน แล้วจึง
ออกมาสู่สังคมภายนอก
มิใช่การนาเอาความเจริญ หรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาสังคมภายในหมู่บ้านที่
ยั ง ไ ม่ ทั น ไ ด้ มี โ อ ก า ส เ ต รี ย ม ตั ว ห รื อ ตั้ ง ตั ว "

3. แก้ปัญหาที่จุดเล็ก

" พ ร ะ อ ง ค์ท ร ง เ ปี่ย ม ไ ป ด้ว ย พ ร ะ
อัจ ฉ ริย ภ า พ ใ น ก า ร แ ก้ไ ข ปัญ ห า
ท ร ง ม อ ง ปัญ ห า ใ น ภ า พ ร ่ว ม

( Macro) ก่อ น เ ส ม อ แ ต่ก า ร
แก้ปัญหาของพระองค์จะเริ่มจากจุด

เล็กๆ (Micro) คือ การแก้ไข
ปัญ ห า เ ฉ พ า ะ ห น้า ที่ค น ม ัก จ ะ
มองข้าม"

4. ทาตามลาดับขั้น

" ใ น ก า ร ท ร ง ง า น พ ร ะ อ ง ค์ ท ร ง เ ริ่ ม ต้ น จ า ก สิ่ ง ที่
จาเป็นของประชาชนที่สุดก่อน ได้แก่ งานด้าน
สาธารณสุข เมื่อร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว
ก็จ ะ ส า ม า ร ถ ทา ป ร ะ โ ย ช น์อื่น ๆ ต่อ ไ ป ไ ด้
จากนั้นด้านสาธ ารณูปโ ภคขั้นพื้นฐาน และ
สิ่งจาเ ป็นในการประกอบอาชีพ อาทิ ถน น
แหล่งน้า เพ่ือการเกษตร การอุปโภค บริโภค

ที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชนโดยไม่ทาลายทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการให้ความรู้ทาง
วิชาการเทคโนโลยี เน้นปรับใช้ภูมิปัญญาท้องถ่ินท่ีราษฎรนาไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์สูงสุด "

5. ภูมิสังคม

"การพัฒนาใดๆ ต้องคานึงถึงสภาพ
ภูมิป ร ะ เ ท ศ ข อ ง บ ริเ ว ณ นั้น ว่า เ ป็น
อย่างไร และสังคมวิทยาเกี่ยวกับ
ลักษณะนิสัยใจคอของคน ตลอดจน
วัฒนธรรมประเพณีในแต่ละท้องถิ่นท่ี
มีความแตกต่างกัน"

6. องค์รวม

"ทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวม (Holistic)หรือมองอย่างครบ

วงจร ในการที่จะพระราชทานพระราชดาริเกี่ยวกับโครงการหนึ่ง
นั้น จะทรงมองเหตุการณ์ ที่จะเกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่าง
เชื่อมโยง ดังเช่นกรณีของ (ทฤษฎีใหม่) ที่พระราชทานให้แก่ปวง
ชนชาวไทยเป็นแนวทางประกอบอาชีพแนวทางหนึ่ง ที่พระองค์
ทรงมองอย่างองค์รวม ตั้งแต่การถือครองที่ดิน โดยเฉลี่ยของ
ประชาชนชาวไทยประมาณ 10-15 ไร่
การบริหารจัดการที่ดินและแหล่งน้าอันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สาคัญในการประกอบอาชีพ เมื่อมีน้าใน
การ เกษตร แล้ว จะส่ง ผลให้ผลิตดีขึ้น และ หากผลิตมากขึ้น เ กษตรกร ต้อง รู้วิธีการ จัดการ และ
การตลาด รวมถึงการรวมกลุ่มรวมพลังชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เพ่ือพร้อมท่ีจะออกสู่การเปล่ียนแปลง

ของสังคมภายนอกได้อย่างครบวงจรน้ัน คือ ทฤษฎีใหม่ ข้ันที่ 1, 2 และ 3"

7. ไม่ติดตารา

" การพัฒนาตา มราช ดาริข อง พระอง ค์
ลั ก ษ ณ ะ พั ฒ น า ที่ อ นุ โ ล ม แ ล ะ ร อ ม ช อ ม กั บ
สภาพธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และสภาพ
ของสังคม จิตวิทยาแห่งชุมชน “ไม่ติด
ตารา” ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและ
เ ท ค โ น โ ล ยี ที่ ไ ม่ เ ห ม า ะ ส ม กั บ ส ภ า พ ชี วิ ต
ค ว า ม เ ป็ น อ ยู่ แ ท้ จ ริ ง ข อ ง ค น ไ ท ย "

8. ประหยัดเรียบง่าย

" ไ ด้ ป ร ะ โ ย ช น์ สุ ด ใ น เ รื่ อ ง ข อ ง ค ว า ม ป ร ะ ห ยั ด นี้
ป ร ะ ช า ช น ช า ว ไ ท ย เ ค ย เ ห็น ว่า ห ล อ ด ย า สี
พระทนต์นั้นทรงใช้อย่างคุ้มค่าอย่างไร ฉลอง
พระองค์แต่ละองค์ทรงใช้อยู่เป็นเวลานาน หรือ
แม้แต่ฉลองพระบาทหากชารุดก็จะส่งซ่อมและ
ใช้อย่างคุ้มค่า

ขณะเดียวกันการพัฒนาช่วยเหลือราษฎร ทรงใช้ความเรียบง่ายและประหยัดในการแก้ไข
ปัญหา ให้ราษฎรสามารถทาได้เอง ประยุกต์ใช้สิ่งท่ีมีอยู่ในภูมิภาคมาแก้ไขปัญหา โดยไม่
ต้ อ ง ล ง ทุ น สู ง ห รื อ ใ ช้ เ ท ค โ น โ ล ยี ท่ี ไ ม่ ยุ่ ง ย า ก นั ก "

๙. ทาให้ง่าย

"ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถของ
พระองค์ ทาให้การคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุงและแก้ไข
งานพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดาริดาเนินไป
โดยง่าย และสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ระบบ
นิเวศโดยส่วนรวม ตลอดจนสภาพสังคมของชุมชนน้ันๆ
ทรงโปรดที่จะทาสิ่งที่ยากให้กลายเป็นง่าย ทาสิ่งท่ี
สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย อันเป็นการแก้ปัญหาด้วยการใช้กฎธรรมชาติเป็นแนวทางน้ันเอง
แต่การทา สิ่งที่ยากให้กลายเ ป็นง่ายนั้นเ ป็นข องยาก ดังนั้นคาว่า “ทาให้ง่าย ” หรือ

“Simplicity”จึงเป็นหลักคิดสาคัญของการพัฒนาประเทศ ที่มาในรูปแบบของโครงการ
อั น เ นื่ อ ง ม า จ า ก พ ร ะ ร า ช ดา ริ "

10. การมีส่วนร่วม

"พระองค์ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงทรงนา
“ประชาพิจารณ์” มาใช้ในการบริหาร เพื่อเปิด
โอกาสให้สาธารณชน ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่
ทุกระดับ ได้มาร่วมกันแสดงความคิดเห็น
เก่ียวกับเร่ืองที่จะต้องคานึงถึงความคิดเห็นของ
ประชาชน หรือความต้องการของสาธารณชน"

11. ประโยชน์ส่วนรวม

"การปฏิบัติพระราชกรณียกิจ และ
การพระราชทานพระราชดาริในการ
พัฒนา และช่วยเหลือพสกนิกรของ
พระองค์ ทรงระลึกถึงส่วนรวมเป็น
สาคัญ"

12. บริการรวมท่ีจุดเดียว

"การบริการรวมที่จุดเดียว หรือ One Stop
Services เ กิด ขึ้น เ ป็น ค รั้ง แ ร ก ใ น ร ะ บ บ
บริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย โดยทรง
ใ ห้ศูน ย์ศึก ษ า ก า ร พัฒ น า อัน เ นื่อ ง ม า จ า ก
พระราชดาริ เป็นต้นแบบในการบริการรวมที่จุด
เดียว เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนท่ีใช้บริการ
ให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยมีหน่วยงานราชการต่างๆ มาร่วมดาเนินการและ
ให้บริการประชาชน ณ ที่แห่งเดียว"

13. ทรงใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ

" ท ร ง เ ข้า ใ จ ถึง ธ ร ร ม ช า ติแ ล ะ ต้อ ง ก า ร ใ ห้
ประชาชนใกล้ชิดธรรมชาติ ทรงมองอย่าง
ละเอียดถึงปัญหาธรรมชาติ หากเราต้องการ
แก้ไขธรรมชาติ จะต้องใช้ธรรมชาติเข้า
ช่วยเหลือ เช่น การแก้ไขปัญหาป่าเสื่อมโทรม
ได้พระราชทานพระราชดาริ

"การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก" ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยในการฟื้นฟูธรรมชาติ
หรือแม้กระท่ัง "การปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง"

14. ใช้อธรรมปราบอธรรม

" ท ร ง นา ค ว า ม จ ริง เ รื่อ ง ค ว า ม เ ป็น ไ ป แ ห่ง
ธรรมชาติ และกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมา
เ ป็น ห ลัก ก า ร แ น ว ป ฏิบัติที่สา คัญ ใ น ก า ร
แก้ปัญหาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะท่ี
ไม่ปกติเข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ เช่น การทา
น้าดีขับไล่น้าเสีย หรือเจือจางน้าเสียให้กลับ
เป็นน้าดีตามจังหวะธรรมชาติของนา้

การบาบัดนา้ เน่าเสียโดยใช้ผักตบชวา ซึ่งมีตามธรรมชาติให้ดูดซึมส่ิงสกปรกปนเปื้อนในน้า
ดังพระราชดารัสความว่า ..ใช้อธรรมปราบอธรรม.."

15. ปลกู ปา่ ในใจคน

"เป็นการปลูกป่าลงบนแผ่นดิน ด้วยความ
ต้องการของมนุษย์ทาให้ต้องการบริโภค
และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง
เพื่อประโยชน์ของตนเ องเ องแ ละส ร้าง
ความเสียหายให้แก่สิ่งแวดล้อม ไม่รู้จัก
พอ ปัญหาความไม่สมดุลจึงบังเกิดขึ้น

ดังนั้นในการฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับคืนมา จะต้องปลูกจิตสานึกในการรักผืนป่าให้แก่คน
เสียก่อน"

16. ขาดทุน คือ กาไร

“..ขาดทุน คือ กาไร our loss is our
gain การเสีย คือ การได้ ประเทศชาติก็จะ
ก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุข เป็นการนับที่
เป็นมูลค่าเงินไม่ได้..” จากพระราชดารัส
ดังกล่าว คือหลักการที่พระองค์ ทรงมีต่อพสก
นิกรไทยด้วย “การให้” และ “การเสียสละ”

เป็นการกระทาอันมีผลเป็นกาไร คือความอยู่ดี มีสุขของราษฎร ซ่ึงสามารถสะท้อน
เป็นรูปธรรมชัดเจนได้

17. การพึ่งพาตนเอง

การ พัฒน าตา มแน วพร ะรา ชดา ริเ พื่อกา ร
แก้ไขปัญหาในเบ้ืองต้น ด้วยการแก้ไขปัญหา
เ ฉ พ า ะ ห น้า เ พื่อ ใ ห้ป ร ะ ช า ช น แ ข็ง แ ร ง
พอที่จะดารงชีวิตต่อไป แล้วขั้นต่อไปก็คือ
ก า ร พั ฒ น า ใ ห้ ป ร ะ ช า ช น อ ยู่ ใ น สั ง ค ม ไ ด้ ต า ม
สภาพแวดล้อม และ “พึ่งตนเองได้”

18. พออยู่พอกิน

การพัฒนาเพื่อให้พสกนิกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เริ่ม
จากการเสด็จพระราชดาเนินไปทรงเย่ียมราษฎรในทุก
ภาคของประเทศ และพระองค์ได้ทอดพระเนตรความ
เป็นอยู่ของราษฎรด้วยพระองค์เอง จึงทรงเข้าพระ
ราชหฤทัยสภาพปัญหาอย่างลึกซึ้ง ในการพัฒนานั้น
หากมองในภาพรวมของประเทศมิใช่งานเล็กน้อย

แ ต่ ต้ อ ง ใ ช้ ค ว า ม คิ ด แ ล ะ กา ลั ง ข อ ง ค น ทั้ ง ช า ติ จึ ง จ ะ บ ร ร ลุ ผ ล สา เ ร็ จ ด้ ว ย พ ร ะ ป รี ช า ญ า ณ ข อ ง
พระองค์จึงทาให้คนท้ังหลายได้ประจักษ์ว่า แนวทางพระราชดาริในพระองค์นั้น “เรียบง่าย
ปฏิบัติได้ผล” เป็นที่ยอมรับโดยท่ัวกัน

19. เศรษฐกิจพอเพยี ง

"เศรษ ฐกิจพอเ พียง " เ ป็นปรัชญาที่ทรง
พระราชทานชแ้ี นวทางดาเนนิ ชวี ติ แกพ่ สกนกิ รมา
นานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทาง
เศรษฐกิจ เพ่ือให้ชาวไทยรอดพ้นและดารงอยู่ได้
อย่างย่ังยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และการ
เปล่ยี นแปลงต่าง ๆ ดงั นนั้ "เศรษฐกิจพอเพยี ง"

จึงเป็นปรัชญาชี้แนวทางปฏิบัติของประชาชนทุกระดับ ในการพัฒนาและบริหารให้ดาเนินไปในทางสาย
กลางภายใต้ "ความพอเพยี ง" หากมกี ารเปลยี่ นแปลง โดยทกุ คนตอ้ งมคี วามพอประมาณ,ซ่อื สตั ยส์ จุ รติ ,
อดทน ,ความเพียร รอบคอบ,มีสตปิ ัญญา ซึ่งเหล่าน้จี ะเปน็ ระบบภมู คิ ุม้ กนั ในตวั ท่ีดี

20. ความซ่ือสัตย์สุจริตจริงใจต่อกัน

“...คนท่ีไม่มีความสุจริต คนท่ีไม่มีความมั่นคง ชอบแต่
มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สาคัญ
อันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่าน้ัน จึงจะ
ทางานสาคัญ ยิ่งใหญ่ท่ีเป็นคุณ เป็นประโยชน์แท้จริงได้
สาเร็จ...” พระราชดารัส ในพระบาทสมเด็จพระ
ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เม่ือวันท่ี
12 กรกฎาคม 2522
“...ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อยก็ย่อมทาประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้
มากกว่าผู้มีความรู้มากแต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ ...” พระราชดารัสใน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เม่ือวันที่ 18 มีนาคม 2533

21. ทางานอย่างมีความสุข

พระองค์ทรงพระเกษมสาราญ และทรง
มีค ว า ม สุข ทุก ค ร า ที่จ ะ ช่ว ย เ ห ลือ
ประชาชน ซึ่งเคยมีพระราชดารัสครั้ง
หนึ่งความว่า “ทางานกับฉัน ฉันไม่มี
อะไรจะให้ นอกจากการมีความสุข
ร่วมกัน ในการทาประโยชน์ให้กับผู้อื่น”

22. ความเพียร

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
บรมนาถบพิตร ทรงริเริ่มดาเนินงานโครงการต่าง ๆ
ในระยะแรกที่ไม่ได้มีความพร้อมในการดาเนินงานมากนัก
และทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งสิ้น แต่พระองค์
ก็มิได้ท้อพระราชหฤทัย ทรงอดทนและมุ่งมั่นดาเนินงาน
น้ัน ๆ ให้สาเร็จลุล่วงดังเช่นพระราชนิพนธ์
"พระมหาชนก" ซึ่งพระองค์ทรงใช้เวลาค่อนข้างนานในการคิดประดิษฐ์ถ้อยคาให้เข้าใจง่าย
และปรับเปล่ียนให้เข้ากับสภาพสังคมปัจจุบัน เพ่ือให้ประชาชนชาวไทยปฏิบัติตามรอยพระมหา
ชนก กษัตริย์ผู้เพียรพยายามแม้จะไม่เห็นฝั่งก็จะว่ายน้าต่อไป เพราะถ้าไม่เพียรว่ายก็จะตก
เป็นอาหารปู ปลาและไม่ได้พบกับเทวดาท่ีช่วยเหลือมิให้จมน้า

23. รู้ รัก สามคั คี สามัคคี : การท่ีจะลงมือปฏิบัติควรคานึง
เสมอว่าเราจะทางานคนเดียวไม่ได้ ต้อง
พระองค์ทรงมีพระราชดารัสในเรื่อง "รู้ รัก ร่วมมือร่วมใจกันเป็นองค์กร เป็นหมู่คณะ
สามัคคี" อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่มี จึงจะมีพลังเข้าไปแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้
คุณค่าและมีความหมายลึกซึ้ง สามารถปรับใช้ได้ ด้วยดี
กับทุกยุคทุกสมัย

รู้ : การท่ีเราจะลงมือทาส่ิงใดนั้น จะต้องรู้เสียก่อน
รู้ถึงปัจจัยท้ังหมด รู้ถึงปัญหา และรู้ถึงวิธีแก้ปัญหา

รัก : คือ ความรัก เม่ือเรารู้ครบถ้วนกระบวนความ
แล้วจะต้องมีความรัก การพิจารณาที่จะเข้าไปลง
มือปฏิบัติแก้ไขปัญหานั้นๆ คือ การสร้างฉันทะ


Click to View FlipBook Version