The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nunoung555, 2022-01-20 04:26:26

ชุดกิจกรรมเรื่องวิธีการทางประวัติศาสตร์

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชุดที่1

Keywords: วิธีการทางประวัติศาสตร์



ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชุดนี้ เป็นชุดกิจกรรมท่ี 1 เรื่อง วิธีการทางประวัติศาสตร์ ซ่ึงเป็น
ชุดกจิ กรรมท่จี ดั ทาขึน้ เพอ่ื ใช้ประกอบในการจดั การเรยี นรู้ รายวชิ าประวัตศิ าสตร์ 5 ส23102 สาหรับ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ซึ่งในการจัดทาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในคร้ังน้ี
ผู้จัดทาได้วิเคราะห์หลักสูตร มาตรฐาน การเรียนรู้ ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง โดยมุ่งหวัง
ให้ผู้เรียนเกิดทักษะในการเรียนรู้ตามธรรมชาติของวิชาสังคมศึกษา ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วม
ในการเรยี นรู้ ได้ฝึกปฏบิ ตั กิ จิ กรรม อนั กอ่ ใหเ้ กิดความรแู้ ละทกั ษะ ทนี่ าไปใช้ในชวี ติ ประจาวันได้

สาระสาคัญในชุดกิจกรรมที่ 1 เร่ือง วธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์ 3 ชุดนี้ ประกอบด้วย คาชี้แจง
เกี่ยวกับชุดกิจกรรม แผนผังข้ันตอนการใช้ชุดกิจกรรม คาช้ีแจงการใช้ชุดกิจกรรมสาหรับครู
และนักเรียน แบบทดสอบประเมินตนเองก่อนเรียน ใบความรู้ ใบกิจกรรมและใบเฉลยกิจกรรม
แบบทดสอบประเมนิ ตนเองหลงั เรียน

ผู้จัดทาหวังเป็นอย่างย่ิงว่า ชุดกิจกรรมที่ 1 เรื่อง วิธีการทางประวัติศาสตร์ ชุดน้ี จะเป็น
ประโยชน์สาหรับนักเรียน ครูผู้สอนและผู้สนใจท่ัวไป ท่ีจะนาไปใช้ในการศึกษาและการจัดกิจกรรม
การเรยี นรู้ใหม้ ีประสิทธภิ าพตามเจตนารมณข์ องหลกั สตู ร

ป่นิ หทยั พงษ์ประพันธ์



เร่อื ง หน้า

คำนำ................................................................................................................................................. ก
ำ ............................................................................................................................................ ข
ำ ำ ..................................................................................................................................... ค
คาชี้แจงเกีย่ วกบั ชดุ กิจกรรม ..............................................................................................................1
แผนผังขน้ั ตอนการใช้ชุดกจิ กรรม .......................................................................................................2
คาชีแ้ จงการใชช้ ุดกิจกรรมสาหรับครู .................................................................................................3
คาชี้แจงใชช้ ดุ กิจกรรมสาหรับนักเรยี น ...............................................................................................4
สาระสาคญั . ......................................................................................................................................5
มาตรฐานการเรยี นรู้ ...........................................................................................................................5
ตัวชวี้ ัด ..............................................................................................................................................5
จุดประสงค์การเรยี นรู้ ………………………… ..........................................................................................5
แบบทดสอบประเมนิ ตนเองก่อนเรยี น ................................................................................................6
เฉลยแบบทดสอบประเมนิ ตนเองก่อนเรียน .......................................................................................9
ใบความรู้ที่ 1 เรื่อง วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ .................................................................................. 10
ใบความรู้ท่ี 2 เรื่อง หลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์............................................................................... 12
ใบความรู้ท่ี 3 เรอื่ ง ตัวอย่างการวเิ คราะหเ์ หตุการณท์ างประวตั ิศาสตร์............................................ 17
ใบความรู้ท่ี 4 เร่ือง ตัวอยา่ งการใชว้ ธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ศึกษาเรื่องราวตนเอง........................... 19
ใบกิจกรรมที่ 1 เรอื่ ง ขั้นตอนของวิธกี ารทางประวตั ิศาสตร์ ............................................................. 21
เฉลยใบกิจกรรมที่ 1 เร่อื ง ขน้ั ตอนของวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์..................................................... 22
ใบกิจกรรมท่ี 2 เรอ่ื ง หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์ ........................................................................... 23
เฉลยใบกิจกรรมท่ี 2 เร่ือง หลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ ................................................................... 24
ใบกจิ กรรมท่ี เร่อื ง ศกึ ษานามสกลุ ตามวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ .................................................... 25
เฉลยใบกจิ กรรมท่ี 3 เรื่อง ศกึ ษานามสกลุ ตามวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร์.......................................... 26
แบบทดสอบประเมนิ ตนเองหลงั เรยี น ............................................................................................ .27
เฉลยแบบทดสอบประเมินตนเองหลังเรียน ..................................................................................... 30
บรรณานุกรม ................................................................................................................................. 31



เรือ่ ง หน้า
ภาพ 1 วัดศรีสวาย .......................................................................................................................... 12
ภาพ 2 พระบรมราชานสุ าวรยี ์พอ่ ขุนรามคาแหงมหาราช ................................................................ 13
ภาพ 3 อนุสาวรยี ป์ ระชาธปิ ไตย....................................................................................................... 13
ภาพ 4 จารกึ วัดพระเชตพุ นวิมลมังคลาราม..................................................................................... 13
ภาพ 5 พระราชพงศาวดารรัชกาลท่ี 5 พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ-

กรมพระยาดารงราชานุภาพ ................................................................................................ 14
ภาพ 6 วัดชา้ งล้อมอุทยานประวตั ศิ าสตรศ์ รีสัชนาลยั ...................................................................... 15
ภาพ 7 พระท่ีนัง่ วมิ านเมฆ............................................................................................................... 15
ภาพ 8 เคร่ืองป้ันดนิ เผาขดุ พบทบี่ ้านเชียง ....................................................................................... 15
ภาพ 9 พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั กับจักรพรรดนิ โิ คลัสท่ี 2

แหง่ รสั เซยี เม่อื คราวเสด็จประพาสยุโรปครัง้ แรก พ.ศ. 2440................................................ 16

1

1. ชุดกิจกรรมชุดน้ีจัดทาขึ้นเพ่ือเสนอเนื้อหาสาระประกอบการเรียน วิชาประวัติศาสตร์ 5
ส23102 สาหรับนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ประกอบด้วยชดุ กิจกรรมทง้ั หมด จานวน 6 ชุด ดังน้ี

ชดุ กิจกรรมที่ 1 เรอ่ื ง วธิ กี ารทางประวตั ิศาสตร์
ชดุ กจิ กรรมที่ 2 เร่ือง สรา้ งชาติสรา้ งเมืองรู้เร่ืองการปกครอง
ชดุ กิจกรรมที่ 3 เรื่อง ปรองดองสงั คม
ชดุ กิจกรรมท่ี 4 เรอ่ื ง อดุ มเศรษฐกิจ
ชุดกจิ กรรมท่ี 5 เร่ือง สมั พนั ธใ์ กลช้ ิดการตา่ งประเทศ
ชดุ กิจกรรมที่ 6 เร่อื ง อาณาเขตเจริญมน่ั คง
2. ชดุ กจิ กรรมชุดนี้ ประกอบด้วย
2.1 คาชแี้ จงเกีย่ วกับชุดกจิ กรรม
2.2 แผนผังขน้ั ตอนการใช้ชุดกจิ กรรม
2.3 คาชีแ้ จงการใชช้ ุดกิจกรรมสาหรบั ครู
2.4 คาชแ้ี จงการใช้ชุดกจิ กรรมสาหรับนักเรียน
2.5 แบบทดสอบประเมนิ ตนเองกอ่ นเรยี น
2.6 ใบความรู้
2.7 ใบกจิ กรรมและใบเฉลยกิจกรรม
2.8 แบบทดสอบประเมินตนเองหลังเรยี น
3. ผใู้ ชช้ ุดกจิ กรรมชุดน้ี ควรศึกษาคาช้แี จงในการใชช้ ุดกจิ กรรมใหเ้ ขา้ ใจกอ่ นนาไปใช้

2

ไม่ผา่ นเกณฑ์

3

ชุดกิจกรรมที่ 1 เรื่อง วิธีการทางประวัติศาสตร์ รายวิชาประวัติศาสตร์ 5 ส23102 สาหรับ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ก่อนการนาชุดกิจกรรมชุดนี้ไปใช้ครูควรเตรียมความพร้อมและปฏิบัติ
ดังต่อไปน้ี

1. ครูควรศึกษาและทาความเข้าใจวิธีการใช้ชุดกิจกรรมแล้วปฏิบัติตามขั้นตอนในการใช้
ชุดกิจกรรมให้ถูกต้อง ตามลาดับข้ันตอนการดาเนินกิจกรรม การใช้สื่อและอุปกรณ์ รวมถึงวิธีวัด
และประเมินผลให้ชัดเจน

2. ศึกษาแผนการจัดการเรียนรู้ และปฏิบัติกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้ให้ครบ
ทกุ ข้ันตอน

3. เตรียมสอ่ื อุปกรณใ์ ห้พร้อมและครบตามจานวนนกั เรียนในช้ันเรียน
4. ก่อนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูควรช้ีแจงให้นักเรียนเข้าใจบทบาทของตนเองแนะนา
ขั้นตอนการใช้ชุดกิจกรรม แนวปฏิบัติในการดาเนนิ กจิ กรรมการเรยี นรู้
5. ขณะที่นักเรียนทากิจกรรม ครูคอยให้ความช่วยเหลือ แนะนา กระตุ้นให้นักเรียน
ทากิจกรรมอย่างกระตือรือร้นและตอบข้อสงสัยต่าง ๆ พร้อมท้ังสังเกตและประเมินพฤติกรรม
การทางานของนกั เรยี น
6. เม่ือนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมครบถ้วน ให้นักเรียนทาแบบทดสอบประเมินตนเองหลังเรียน
แล้วนาผลการทดสอบประเมนิ ตนเองหลงั เรียนแจง้ ใหน้ ักเรียนทราบความกา้ วหน้าทางการเรียน
7. การวัดและประเมินผล ประเมินจากแบบทดสอบประเมินตนเองหลังเรียน สังเกต
พฤติกรรมการปฏบิ ัตงิ านกลุ่ม ประเมินผลจากการปฏิบัติ
8. ถ้านักเรียนศึกษา ชุดกิจกรรมแล้ว ไม่เข้าใจ ครูควรแนะนาเพิ่มเติม อาจให้นักเรียน
ได้ปฏิบัติกิจกรรมทั้งในและนอกเวลาเรียนจะทาให้นักเรียนมีทักษะและมีความรู้ ความเข้าใจ
มากย่ิงขนึ้
9. เม่อื สิ้นสุดการปฏบิ ัติกจิ กรรมการเรียนรู้ ครูให้นักเรยี นตรวจสอบและเก็บชุดกิจกรรม วัสดุ
สง่ิ ของ อปุ กรณ์ใหเ้ รยี บรอ้ ยเพ่อื ความสะดวกในการใช้ครงั้ ต่อไป

4

ชุดกิจกรรมท่ี 1 เรื่อง วิธีการทางประวัติศาสตร์ รายวิชาประวัติศาสตร์ 5 ส23102
สาหรบั นกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ใหน้ ักเรยี นปฏิบัตติ าม ข้ันตอนดว้ ยความซ่ือสัตย์และตัง้ ใจ ดงั น้ี

1. ชุดกิจกรรมที่ 1 เร่ือง วิธีการทางประวัติศาสตร์ รายวิชาประวัติศาสตร์ 5 ส23102
ใชเ้ วลา 2 ช่ัวโมง

2. อ่านคาชี้แจงการใช้ชดุ กิจกรรมสาหรบั นักเรยี นใหเ้ ขา้ ใจ
3. ทาแบบทดสอบประเมินตนเองก่อนเรียนจานวน 10 ขอ้ โดยใช้เวลา 10 นาที เพื่อประเมิน
ความรูเ้ ดมิ ของนักเรยี น
4. ศึกษาขอบขา่ ยเน้ือหา สาระสาคัญ มาตรฐานการเรยี นรู้ ตัวช้ีวัดและจดุ ประสงค์การเรียนรู้
5. ศกึ ษาชดุ กิจกรรมจากใบความรทู้ คี่ รเู ตรยี มไว้ด้วยความต้ังใจ
6. เม่ือศึกษาใบความรู้เสร็จเรียบร้อย ให้นักเรียนทาใบกิจกรรม หากนักเรียนไม่เข้าใจ
ให้นักเรียนศึกษาใบความรู้อีกครง้ั เพ่ือใหเ้ กิดความเข้าใจมากยิ่งข้นึ
7. ทาแบบทดสอบประเมินตนเองหลังเรียน เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าในการเรียน
ของนักเรียน ถ้าได้คะแนน ไม่ถึงร้อยละ 80 ให้กลับไปทบทวนความรู้ในชุดกิจกรรมอีกครั้ง
จนกว่าจะทาได้ไมต่ า่ กวา่ รอ้ ยละ 80
8. การเรียนจากชดุ กิจกรรมจะช่วยทาให้นกั เรียนประสบความสาเร็จได้ต้องมีความซื่อสตั ย์
มวี ินัย และความรบั ผดิ ชอบในตนเอง

5

วิธีการทางประวัติศาสตร์เป็นกระบวนการในการแสวงหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
ซึ่งเกิดจากการค้นคว้าจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพ่ืออธิบายและวิเคราะห์เหตุการณ์
ประวตั ิศาสตร์ทีเ่ กดิ ข้นึ ได้อย่างมรี ะบบ

ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสาคัญของเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สามารถ
ใช้วธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์มาวิเคราะหเ์ หตุการณ์ตา่ งๆ อยา่ งเปน็ ระบบ

1. วิเคราะห์เร่ืองราวเหตุการณ์สาคัญทางประวัติศาสตร์ได้อย่างมีเหตุผล ตามวิธีการ
ทางประวัตศิ าสตร์

2. ใชว้ ธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร์ในการศึกษาเรอ่ื งราวต่างๆ ที่ตนสนใจ

1. อธิบายขน้ั ตอนวธิ ีการทางประวัติศาสตรไ์ ด้
2. ใช้วธิ ีการทางประวตั ศิ าสตรว์ ิเคราะหเ์ หตกุ ารณ์สาคัญในสมัยรตั นโกสินทร์ได้
3. ใชว้ ิธกี ารทางประวตั ศิ าสตรศ์ กึ ษาเรอื่ งราวเก่ยี วกบั ตนเอง ครอบครัว ท้องถน่ิ ของตนเองได้

6

จดุ ประสงค์ เพื่อประเมินความรเู้ ดมิ เกย่ี วกับเรอื่ งวธิ กี ารทางประวัติศาสตร์
คาชี้แจง 1. ขอ้ สอบเป็นแบบปรนัย จานวน 10 ข้อ ใชเ้ วลาทา 10 นาที
2. ให้นักเรยี นเลอื กคาตอบทถี่ ูกตอ้ งที่สดุ เพยี งคาตอบเดียว แลว้ ทาเครื่องหมาย

กากบาท (×) ลงในกระดาษคาตอบ

จุดประสงค์การเรยี นรู้ท่ี 1 อธิบายขัน้ ตอนวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ได้
1. การกาหนดหวั เรื่องมปี ระโยชน์ตอ่ การศึกษาประวตั ศิ าสตรอ์ ย่างไร
1. เพอ่ื ระบคุ วามสนใจของผทู้ ่ีจะศกึ ษา
2. เพอื่ ป้องกนั ไม่ใหไ้ ปศึกษาซา้ กับผู้อืน่
3. ทาให้ทราบขอบเขตของเรื่องท่ีจะศกึ ษา
4. ทาใหท้ ราบแหลง่ รวบรวมข้อมูลทางประวตั ศิ าสตร์

2. แผน่ จารึกจัดเปน็ หลักฐานประเภทใด
1. หลกั ฐานทเ่ี ปน็ ตานาน
2. หลักฐานท่ีเปน็ เอกสาร
3. หลักฐานทเี่ ป็นลายลักษณ์อกั ษร
4. หลกั ฐานท่ีไม่เป็นลายลกั ษณ์อักษร

3. ถ้าต้องการศกึ ษาเร่อื ง “ประเพณีการชกั พระ” จะตอ้ งใชว้ ิธกี ารทางประวัตศิ าสตร์
ขน้ั ตอนใดเพ่อื ใหไ้ ดข้ ้อมลู ทีส่ มบรู ณ์
1. การสรปุ ขอ้ เท็จจริง
2. การรวบรวมหลกั ฐาน
3. การตั้งประเดน็ คาถาม
4. การนาเสนอขอ้ เท็จจรงิ

7

4. ขอ้ ใดเรยี งลาดับขนั้ ตอนของวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ได้ถูกต้อง
1. การกาหนดประเดน็ ศึกษา
2. การรวบรวมข้อมลู
3. การวิเคราะห์ สังเคราะห์
4. การประเมนิ คุณคา่ ของหลกั ฐาน
5. การนาเสนอ

1. 1 2 3 4 5
2. 1 3 2 4 5
3. 1 4 2 3 5
4. 1 2 4 3 5

จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ท่ี 2 ใชว้ ิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์วิเคราะห์เหตุการณส์ าคญั ในสมัย
รตั นโกสนิ ทรไ์ ด้

5. หากนักเรียนต้องการค้นคว้าข้อมูลจากหลักฐานช้ันต้นที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ร.ศ.112
นักเรยี นควรไปค้นคว้าจากแหล่งข้อมลู ใด จงึ จะไดข้ อ้ มลู ท่นี ่าเช่ือถือที่สดุ
1. อนิ เทอร์เน็ต
2. หอ้ งสมุดโรงเรยี น
3. หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ
4. สอบถามโดยตรงจากผรู้ เู้ รอ่ื งราวนด้ี ี

6. ธิดาและธีระใช้ข้อมูลเดียวกันในการเขียนรายงานประวัติศาสตร์ เรื่อง “การเลิกทาส”
แตป่ รากฏว่างานของธดิ ามคี ณุ ค่ามากกวา่ งานของธรี ะ ทง้ั นีข้ ึน้ อยู่กบั ข้อใด
1. การตัง้ สมมตฐิ าน
2. การคดั เลอื กข้อมลู
3. การนาเสนอขอ้ มลู
4. การวิเคราะห์และสงั เคราะห์ข้อมูล

7. การฝึกวิเคราะห์เรื่องราวเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์
จนมคี วามชานาญ มีประโยชนต์ ่อชีวติ ประจาวนั ของนักเรียนในข้อใด
1. ทาให้มีความรู้ทางประวตั ิศาสตรด์ ีกวา่ คนอืน่ ๆ
2. สามารถอธิบายเรอื่ งราวทางประวัติศาสตรใ์ หค้ นอ่นื เข้าใจได้ง่าย
3. สามารถนาความรูไ้ ปใชใ้ นการทางานเกย่ี วกับประวัติศาสตร์ไดเ้ ป็นอยา่ งดี
4. ทาให้รับรูแ้ ละเชือ่ ข้อมูลข่าวสารอยา่ งมวี ิจารณญาณ รจู้ ักแยกแยะ
เรื่องราวต่างๆ ไดด้ ี

8

จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ 3 ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ศึกษาเร่ืองราวเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว
ทอ้ งถน่ิ ของตนเองได้

8. ถา้ นักเรยี นอยากรูเ้ กยี่ วกับวฒั นธรรมภาคใต้ นกั เรยี นควรไปท่ใี ด
1. โรงละครแหง่ ชาติ
2. สถาบนั ทกั ษณิ คดีศึกษา
3. หอสมดุ ดารงราชานุภาพ
4. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

9. การศึกษาเก่ียวกับตนเอง ครอบครัว และท้องถิ่นที่เก่ียวข้องกับเหตุการณ์
ทางประวัติศาสตรม์ ีความสาคัญอยา่ งไร
1. ทาให้ตนเองเปน็ ท่ยี อมรบั ของคนอ่นื ๆ ในท้องถ่ิน
2. เปน็ บคุ คลท่รี เู้ ท่าทนั ความเปล่ยี นแปลงของโลก
3. ทาใหร้ แู้ ละเขา้ ใจถึงความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ในสิ่งท่ีศึกษาได้อย่างถูกต้อง
4. สามารถอธบิ ายเก่ียวกับเรือ่ งราวเกยี่ วกบั ประวัตศิ าสตร์ให้คนอื่นๆ
เขา้ ใจตามเราได้

10. หากนักเรียนต้องการศึกษาเรื่องราวเก่ียวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ควรใช้วิธีการใด
จึงจะเหมาะสมมากที่สดุ
1. การสัมภาษณ์
2. การทาโครงงาน
3. การคน้ ควา้ จากหอ้ งสมดุ
4. อา่ นจากหนังสือพมิ พ์

9

ข้อ คาตอบ
1. 3
2. 3
3. 2
4. 4
5. 3
6. 4
7. 4
8. 2
9. 3
10. 2

10

วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร์

วิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical Method) หมายถึง กระบวนการในการแสวงหา
ข้อเท็จจริงจากหลักฐานท่ีเหลืออยู่ นักประวัติศาสตร์ศึกษาจากหลักฐานท่ีเป็นลายลักษณ์อักษร
เปน็ หลกั และใชห้ ลักฐานอ่ืนทีไ่ ม่เปน็ ลายลักษณ์อักษรเป็นส่วนประกอบ เพอ่ื ให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ใหม่
ทางประวัติศาสตร์บนพื้นฐานความเป็นเหตุเป็นผล และวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ
วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร์ประกอบดว้ ย 5 ขน้ั ตอน ดงั น้ี

1. การกาหนดปัญหาหรือเรื่องที่ต้องการจะศึกษา เป็นการกาหนดเป้าหมายที่ชัดเจน
เก่ียวกับประเดน็ ทีต่ ้องการศึกษา ลักษณะการต้งั คาถามในประเดน็ ศกึ ษา ไดแ้ ก่

- ใคร เปน็ เรอ่ื งทมี่ ีความเก่ยี วขอ้ งกบั ใคร
- อะไร เกดิ อะไรขึ้นในเหตุการณน์ ัน้
- ที่ไหน เหตกุ ารณเ์ กิดขึ้นทไี่ หน
- เมื่อไหร่ เหตุการณ์เกดิ ข้นึ เมื่อไหร่ สมัยไหน
- ทาไม ทาไมจงึ เกิดเหตุการณถ์ อื เปน็ คาถามทีส่ าคัญทส่ี ุด
- อย่างไร เหตกุ ารณ์มีผลอย่างไรต่อปจั จุบัน
การตั้งคาถามเป็นการเจาะเร่ืองที่ต้องการจะศึกษาให้ชัดเจน เนื่องจากเร่ืองราว
ในประวัติศาสตร์มีอยู่จานวนมาก การต้ังคาถามจะช่วยตีกรอบเรื่องท่ีต้องการศึกษาให้แคบลง
เพื่อเป็นแนวทางในการค้นหาหลักฐานการแสวงหาคาตอบท่ีต้องการรู้อย่างมีเหตุผลและทาให้
การดาเนนิ งานขั้นตอนตอ่ ไปสะดวกขึน้
2. การรวบรวมหลักฐาน ผูศ้ กึ ษาเรื่องราวในอดีตตอ้ งตรวจสอบว่าเร่ืองราวท่ีตนเองต้องการ
สบื ค้นมหี ลักฐานอะไรบ้าง และอยทู่ ่ีไหน หลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตร์เปรยี บเสมือนเครื่องมือที่จะทาให้
เกิดการเรียนรู้อดีต จึงจาเป็นต้องรวบรวมหลักฐานท้ังหมดเท่าที่เราจะรวบรวมได้ เช่น ห้องสมุด
หอจดหมายเหตุ พิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน อุทยานทางประวัติศาสตร์ อนุสาวรีย์ นอกจากนี้
การสัมภาษณ์ผู้ท่ีมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ รวมท้ังแลกเปล่ียนความคิดเห็นกับผู้ที่กาลัง
ศึกษาในเร่ืองเดียวกับที่เราต้องการจะศึกษา หรือการขอคาแนะนาจากผู้เชี่ยวชาญทางประวัติศาสตร์
ก็ช่วยให้เราได้รับข้อมูลเพิ่มเติม สืบค้นหลักฐานได้ง่ายข้ึน และอาจได้รับแนวคิดใหม่ๆ ในการศึกษา
ประวัติศาสตรอ์ กี ดว้ ย

11

3. การตรวจสอบและประเมินคณุ คา่ ของหลกั ฐาน สามารถแบ่งไดเ้ ปน็ 2 ขั้นตอน คือ
1) การตรวจสอบและประเมินคุณค่าภายนอก บางคร้ังเรียกว่า การวิพากษ์ภายนอก

หรือการวิพากษ์หลักฐาน คือ การวิเคราะห์และพิสูจน์หลักฐานท่ีเราได้มาว่าเป็นหลักฐานจริง
หรอื หลกั ฐานปลอม ซ่ึงสิง่ ทคี่ วรพิจารณา ไดแ้ ก่

- ช่วงเวลาในการสร้างหลักฐาน โดยพิจารณาว่าหลกั ฐานถกู เขียนหรือสรา้ งขนึ้
เมื่อไร เขียนหรือสร้างในช่วงเวลาท่ีเกิดเหตุการณ์หรือไม่ หรือสร้างข้ึนหลังจากเหตุการณ์
ผา่ นพ้นไปแล้วนานเทา่ ไร

- ผู้เขียนหรอื ผู้สรา้ งหลักฐาน โดยพจิ ารณาว่าผ้เู ขียนหรอื ผสู้ ร้างหลกั ฐานเปน็ ใคร
การท่ีเรารวู้ า่ ใครคอื ผเู้ ขยี นหรอื สรา้ งหลกั ฐาน ทาให้เราสามารถทราบได้ว่าผู้เขียนหรือผู้สร้างหลักฐาน
เป็นท่ียอมรับในวงวิชาการหรือไม่ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านไหน มีความเก่ียวข้องใกล้ชิด
กับเหตกุ ารณห์ รือไม่

- รปู เดิมของหลักฐาน โดยพจิ ารณาว่าหลกั ฐานนัน้ เปน็ หลกั ฐานดงั้ เดิมหรอื ถกู แกไ้ ข
และคัดลอกต่อๆ กันมา เช่น หลักฐานประเภทพงศาวดารที่ผ่านการชาระ มีการเพ่ิมเติมหรือตัดทอน
ขอ้ ความบางสว่ น ทาใหข้ ้อมลู ในหลักฐานเกิดความคลาดเคล่อื นไปจากเดมิ

- จดุ มุ่งหมายในการเขียนหรอื สร้างหลักฐาน การตรวจสอบและคดั เลือกหลักฐาน
เพ่ือใช้ศึกษาเรื่องราวต่างๆ จาเป็นต้องทราบว่าหลักฐานช้ินน้ันมีจุดมุ่งหมายท่ีจะแสดงข้อมูลอะไร
เช่น หนงั สือทร่ี ะลกึ งานศพย่อมกล่าวถงึ คณุ งามความดีของผู้ตาย

2) การตรวจสอบและประเมินคุณค่าภายใน บางครั้งเรียกว่า การวิพากษ์ภายใน หรือ
การวิพากษ์ข้อมูล เป็นการประเมินพิสูจน์ความน่าเชื่อถือของหลักฐาน โดยพิจารณาว่าหลักฐาน
ช้ินน้ันบอกเรื่องราวอะไรบ้าง เป็นข้อมูลจริงหรือเท็จ จากนั้นนาไปตรวจสอบกับเอกสารหรือ
หลักฐานช้ินอ่ืนๆ ว่าเหมือนกันหรือแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร ซ่ึงในกรณีที่มีหลักฐาน 2 ช้ินให้ข้อมูล
ที่เหมือนกันต้องพิจารณาด้วยว่าหลักฐานท้ัง 2 ช้ินน้ันอ้างอิงข้อมูลมาจากหลักฐานเดิมชิ้นเดียวกัน
หรือไม่แต่ถ้าหากหลักฐาน 2 ชิ้น ให้ข้อมูลไม่เหมือนกันต้องนาหลักฐานชิ้นอื่นๆ มาเปรียบเทียบเพื่อ
ใหส้ ามารถแยกแยะขอ้ เทจ็ จริงและข้อสนั นษิ ฐานจนได้ข้อสรุปท่ีถกู ต้อง

4. การวิเคราะห์และตีความหลักฐาน เป็นขั้นตอนของการวิเคราะห์และตีความข้อเท็จจริง
จากหลักฐานว่ามีอะไรเกิดข้ึนบ้าง เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะอะไร ส่ิงต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนมีความสัมพันธ์
กันอย่างไร ข้ันตอนน้ีเป็นผลมาจากการเรียนรู้และทาความเข้าใจข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในหลักฐาน
เพื่อใหส้ ามารถอธิบายหรือตอบประเด็นปัญหาทางประวตั ศิ าสตร์ทต่ี ั้งไวไ้ ด้ ในการตีความหลักฐานน้ัน
ผู้ตีความต้องใช้ความคิดอย่างมีวิจารณญาณและต้องตีความด้วยใจเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด
ฝ่ายหนึ่ง ไม่ตีความเกินหรือมากกว่าข้อมูลที่ปรากฏในหลักฐาน และต้องตีความข้อเท็จจริง
จากหลักฐานอย่างเคร่งครัดปราศจากอคติ ไม่ใช้ค่านิยมของตนเองหรือมาตรฐานความคิดความเช่ือ
ในปจั จุบันไปวินิจฉยั อดีตเพราะวันเวลาแตกตา่ งกัน ทัศนคติ วัฒนธรรมย่อมตา่ งกนั

5. การเรียบเรียงและนาเสนอ เป็นการตอบปัญหาท่ีเราได้ต้ังไว้ในข้ันตอนที่ 1
ด้วยการนาข้อมูลท่ีผ่านการตีความมาเรียบเรียงและผสมผสานจนเป็นเรื่องราวท่ีน่าอ่าน น่าสนใจ
เขา้ ใจงา่ ย มีเหตมุ ีผล ถกู ต้องตามข้อเทจ็ จรงิ และมีความต่อเน่อื งในเนอ้ื หา

12

หลักฐานทางประวัตศิ าสตร์

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ถือเป็นหัวใจสาคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ การแบ่งประเภท
ของหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตรม์ ี 2 วิธี ดังน้ี

1. แบง่ ตามความสาคญั ของหลกั ฐาน
1.1 หลักฐานชั้นต้นหรือหลักฐานปฐมภูมิ หมายถึง หลักฐานท่ีเกิดขึ้น

ในช่วงเหตุการณ์หรือช่วงเวลาน้ัน โดยผู้สรา้ งหลกั ฐานเป็นผู้เกีย่ วข้องกบั เหตกุ ารณห์ รือรเู้ ห็นเหตุการณ์
เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุท่ีสร้างขึ้นสมัยนั้น ตัวอย่างเช่น โบราณสถานวัดศรีสวายหรือ
โบราณวัตถุเครื่องปั้นดินเผาที่ขุดพบท่ีบ้านเชียง เป็นต้น เอกสารท่ีบันทึกขึ้นจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์
หลักฐานประเภทนี้ถือเป็นหลักฐานท่ีมีคุณค่าและความสาคัญมากกว่าเม่ือเปรียบเทียบกับ
หลกั ฐานชนั้ รอง

ภาพท่ี 1 : วดั ศรสี วาย
ทีม่ า : https://www.thailandtourismdirectory.go.th/th/home

(สืบคน้ เมอ่ื 5 มนี าคม 2559)

13

1.2 หลกั ฐานช้นั รองหรือหลักฐานทุตยิ ภมู ิ หมายถงึ หลกั ฐานที่สร้างขึ้นภายหลงั
เหตกุ ารณผ์ ่านพน้ ไปแลว้ เชน่ อนุสาวรยี ์บคุ คลสาคญั ตา่ งๆ เอกสารทเ่ี ขียนข้ึนจากคาบอกเล่าของผู้อ่ืน
รวมท้ังเอกสารที่ผ่านการวิเคราะห์ตีความจากหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานช้ันรองอื่นๆ เช่น หนังสือ
ทีเ่ รยี บเรียงโดยนกั วชิ าการ วิทยานพิ นธ์ บทความ หนังสือเรยี น

ภาพที่ 2 : พระบรมราชานสุ าวรยี ์ ภาพท่ี 3 : อนุสาวรยี ป์ ระชาธปิ ไตย
พ่อขุนรามคาแหงมหาราช ท่มี า : https://th.wikipedia.org/wiki

ทม่ี า : http://www.info.ru.ac.th (สบื ค้นเมื่อ 5 มนี าคม 2559)

(สืบค้นเม่ือ 5 มีนาคม 2559)

2. แบ่งตามรปู ลกั ษณะของหลักฐาน
2.1 หลักฐานท่ีเป็นลายลักษณ์อักษร หมายถึง หลักฐานท่ีเขียนข้ึนเป็นตัวหนังสือ

หลกั ฐาน ท่เี ป็นลายลกั ษณอ์ ักษรทีส่ าคัญในสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น
1) จารึก เป็นบันทึกท่ีเกิดจากการสลักตัวอักษรลงบนวัสดุท่ีมีความคงทน

อย่างหินหรือ โลหะ เป็นเร่ืองราวต่าง ๆ เช่น จารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ในสมัยรัชกาลท่ี 3
มีท้ังเร่ืองราว เก่ียวกับพระพุทธศาสนา วรรณกรรม ประเพณี การแพทย์ ประวัติการสร้าง
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เรื่องราวในจารึกสะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญา ความเชื่อ และวิถีชีวิต
ของคนในสมัยน้ันไดเ้ ป็นอย่างดี เช่น จารกึ วดั พระเชตพุ นวิมลมังคลาราม

ภาพท่ี 4 : จารึกวัดพระเชตพุ นวมิ ลมังคลาราม
ที่มา : https://www.posttoday.com/dhamma/117816

(สืบค้นเมอ่ื 5 มนี าคม 2559)

14

2) พระราชพงศาวดาร เป็นงานเขียนทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องราว
เกย่ี วกับพระมหากษตั รยิ ์ เชน่ พระราชพงศาวดารรชั กาลท่ี 5 เปน็ งานเขยี นทางประวัติศาสตร์ท่ีบันทึก
เร่ืองราวเก่ียวกับ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สามารถนามาใช้ในการศึกษาเรื่องราว
ในสมัยของพระองค์ได้

ภาพที่ 5 : พระราชพงศาวดารรัชกาลท่ี 5 พระราชนิพนธ์ในสมเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอกรมพระยาดารงราชานุภาพ
ท่มี า : http://www.lib.ku.ac.th/web/index.php/2012-10-18-07-22-55/4652-king-rama5-antecedence

(สบื คน้ เมอื่ 7 มนี าคม 2559)

3) จดหมายเหตุ เป็นบันทึกร่วมสมัยหรือบันทึกจากความทรงจา
ท่ีผูจ้ ดบนั ทกึ เป็นผู้ทีม่ ีชวี ิตอยใู่ นชว่ งเวลาเดียวกบั ที่เกดิ เหตกุ ารณ์ มักเป็นการบันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์
ใดเหตุการณ์หนึ่ง หรือประสบการณ์ในช่วงชีวิตหน่ึงของผู้เขียน มีทั้งที่เขียนโดยชาวไทย
และชาวต่างชาติ เช่น จดหมายเหตุกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 เป็นบันทึกที่เขียนขึ้นในช่วงเวลา
ที่เกิดเหตุการณ์ จดหมายเหตุเรื่อง มิชชันนารีอเมริกันเข้ามาในประเทศสยาม ซ่ึงนายแพทย์
แดน บีช แบรดเลย์ (Dan Beach Bradley) หรือท่ีคนไทยเรียกกันติดปากว่า หมอบรัดเลย์
เป็นผู้เขียน สามารถใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับการเข้ามาเผยแผ่คริสต์ศาสนาในประเทศไทย
สมยั รชั กาลท่ี 3 ถงึ รัชกาลท่ี 5

4) หนังสือชีวประวัติและอัตชีวประวัติ เป็นหนังสือที่บอกเร่ืองราวเกี่ยวกับ
ชีวิตสว่ นตัวหรอื ความเปน็ มาของบุคคล เช่น ประวัติต้นรัชกาลท่ี 6 พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จ-
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซ่ึงสามารถใช้ในการศึกษาเรื่องราวการปกครองในสมัยของพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยหู่ วั ระยะแรกได้

15

2.2 หลักฐานทไ่ี ม่เปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษร หมายถึง หลักฐานทีไ่ มป่ รากฏเป็นตวั หนังสอื
1) โบราณสถาน คือ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ท่ีมีอายุมากกว่า 100 ปีข้ึนไป

และไม่สามารถหยิบยกหรือเคล่ือนท่ีได้ เช่น พระที่น่ังวิมานเมฆ วัดช้างล้อมอุทยานประวัติศาสตร์
ศรสี ัชนาลัย

ภาพท่ี 6 : พระที่น่งั วมิ านเมฆ ภาพท่ี 7: วดั ช้างล้อมอทุ ยานประวตั ศิ าสตร์
ท่ีมา : https://th.wikipedia.org/wiki ศรีสัชนาลยั

(สบื คน้ เม่อื 7 มนี าคม 2559) ท่มี า : https://th.wikipedia.org/wiki

(สบื ค้นเมอื่ 7 มีนาคม 2559)

2) โบราณวัตถุ คือ สิ่งของต่าง ๆ ท่ีมีอายุมากกว่า 100 ปีขึ้นไปที่สามารถ
หยิบยกหรือเคล่ือนที่ได้ เชน่ พระพทุ ธรปู เครอ่ื งป้ันดนิ เผา เครื่องเคลอื บ เคร่ืองประดับ

ภาพที่ 8 : เคร่อื งป้ันดนิ เผาขดุ พบทบ่ี ้านเชียง
ทม่ี า : https://th.wikipedia.org/wiki/แหลง่ โบราณคดบี า้ นเชยี ง

(สบื ค้นเมื่อ 7 มนี าคม 2559)

16

3) จิตรกรรมฝาผนงั คือ งานเขียนภาพระบายสีนา้ บนฝาผนงั ของ
พระอุโบสถหรือโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ และตามสถานท่ีต่าง ๆ เป็นงานศิลปกรรมแขนงหน่ึง
ท่ีส่วนใหญ่ได้แรงบันดาลใจจากความเชื่อทางศาสนา เช่น จิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์
ท่วี ดั พระศรรี ัตนศาสดาราม

4) คาบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้รู้ หรือผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์เป็นหลักฐาน
ที่ถ่ายทอดด้วยคาพูดซึ่งบอกเล่าสืบต่อกันมา เช่น นิทาน สุภาษิต เรื่องราวของเหตุการณ์ใด
เหตุการณ์หนึ่ง หลักฐานประเภทคาบอกเล่ามักจะเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาจึงต้องใช้ประกอบ
กับขอ้ มูลหลักฐานอนื่ ๆ

5) หลักฐานประเภทโสตทัศน์ ได้แก่ ฟิล์มสไลด์ แถบบันทึกเสียง
แถบวีดิทัศน์ ภาพยนตร์ แผนท่ี แผนผัง โปสเตอร์ไมโครฟิล์ม สื่อคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงภาพถ่าย
เช่น ภาพถ่ายการเสด็จประพาสต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ภาพถ่ายในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ภาพถ่ายเหล่าน้ีสามารถใช้ในการศึกษาเหตุการณ์ในสมัยนั้น
ควบคู่กบั การศกึ ษาจากหลกั ฐานท่เี ปน็ ลายลักษณ์อักษรได้

ภาพที่ 9 : พระบรมฉายาลกั ษณพ์ ระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัวกับจกั รพรรดินิโคลสั ที่ 2
แห่งรัสเซยี เม่อื คราวเสด็จประพาสยโุ รปครง้ั แรก พ.ศ. 2440
ทมี่ า : https://th.wikipedia.org/wiki (สืบคน้ เมื่อ 10 มนี าคม 2559)

17

การวิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดข้ึนในประวัติศาสตร์จาเป็นต้องนาวิธีการทางประวัติศาสตร์
มาใช้ เช่น ถ้าต้องการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการทาสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ 4
จาเป็นต้องกาหนดว่าต้องการจะศึกษาเรื่องอะไร ในท่ีนี้กรณีที่ต้องการศึกษาเร่ือง การทาสนธิสัญญา
เบาวร์ งิ เกิดผลดหี รอื ผลเสยี แก่ไทยอยา่ งไรเราสามารถศกึ ษาได้ ดงั นี้

รวบรวมหลักฐานที่เก่ียวข้องแลว้ นามาประเมนิ ว่าแตล่ ะหลกั ฐานสามารถใช้อย่างไรบ้าง
- พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงเซอร์จอห์น เบาว์ริง
คือ จดหมายท่ีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงส่งให้แก่ เซอร์จอห์น เบาว์ริง ให้ข้อมูล
เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในช่วงท่ีดาเนินการทาสนธิสัญญา อีกทั้งยังระบุถึงวันท่ีท่ีแลกเปล่ียนสัตยาบัน
สนธสิ ัญญา จัดเป็นเอกสารชนั้ ตน้ ทน่ี ามาใชไ้ ด้
- ปิยนาถ บุนนาค,ประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ (ตั้งแต่การทาสนธิสัญญาเบาว์ริงถึงเหตุการณ์
14 ตุลาคม พ.ศ. 2516). กรุงเทพฯ: โครงการเผยแพร่งานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, 2550. ซึ่งเล่มนี้เป็นเอกสารช้ันรองที่เขียนขึ้นโดยผู้ทรงคุณวุฒิให้ข้อมูลเกี่ยวกับ
การทาสนธสิ ัญญาเบาวร์ ิง สาระสาคญั ของสนธสิ ญั ญาและผลท่ีตามมาหลงั จากการทาสนธสิ ัญญา
เมือ่ ไดห้ ลกั ฐานทีเ่ กีย่ วขอ้ งแลว้ จงึ นามาวเิ คราะห์ตคี วามสาระสาคัญของสนธิสัญญาเบาว์ริง
ซ่ึงสาระสาคญั ของสนธสิ ัญญาเบาว์รงิ มดี งั น้ี
1) อังกฤษขอตัง้ สถานกงสุลในไทย เพ่ือคอยดูแลผลประโยชน์ของคนอังกฤษและคนในบังคับ
อังกฤษ ถ้าเกิดเร่ืองทะเลาะวิวาทกับคนไทยหรือกระทาความผิด ให้คนเหล่าน้ีข้ึนศาลกงสุลอังกฤษ
เท่านนั้
2) คนอังกฤษมีสทิ ธิเช่าท่ีดนิ ในไทยได้ แตถ่ ้าจะซ้ือทีด่ ินตอ้ งอย่ใู นเมืองไทยมาแลว้ 10 ปขี ้ึนไป
3) องั กฤษมสี ิทธิเชา่ ทสี่ รา้ งวดั และเผยแผ่ครสิ ตศ์ าสนาได้อย่างเสรี
4) ให้ไทยยกเลิกการเก็บภาษีปากเรือ ให้เก็บแต่เพียงภาษีขาเข้าได้ไม่เกินร้อยละ 3 ส่วน
ภาษขี าออกใหเ้ สยี เพียงครงั้ เดียว
5) เปดิ โอกาสให้พอ่ คา้ อังกฤษกบั ราษฎรไทยคา้ ขายกันอย่างเสรี

18

6) สินค้าต้องห้ามมี 3 อย่าง คือ ข้าว ปลา เกลือ และอังกฤษสามารถนาฝิ่นเข้ามาขาย
ให้แกเ่ จา้ ภาษโี ดยไม่ต้องเสียภาษีแตถ่ า้ เจา้ ภาษไี ม่ซ้ือให้นากลบั ออกไป ถา้ ลักลอบขายจะถกู ริบฝิ่น

7) ถ้าไทยทาสนธิสัญญากับชาติอ่ืนๆ โดยยกผลประโยชน์ให้ชาติน้ันๆ นอกเหนือ
จากทที่ าให้อังกฤษในครั้งนี้กต็ ้องยกผลประโยชนด์ ังกลา่ วให้อังกฤษดว้ ย

8) ภายใน 10 ปีจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขสนธิสัญญานี้ไม่ได้ เว้นแต่จะยินยอมท้ัง 2 ฝ่าย
และต้องบอกแกล้ ่วงหน้าเป็นเวลา 1 ปี

จากสาระสาคัญสามารถนามาวเิ คราะห์ความเพ่ือหาผลดีและผลเสียจากการทาสนธิสัญญา
เบาว์รงิ โดยได้ข้อมูลวา่ การทาสนธสิ ญั ญาเบาวร์ ิงน้ันเกดิ ผลเสยี แก่ไทยมากกวา่ ผลดี ซึง่ ผลเสีย เชน่

1) ทาให้ไทยต้องเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้แก่คนอังกฤษและคนในบังคับอังกฤษ
ซง่ึ สิทธสิ ภาพนอกอาณาเขต คอื สิทธทิ ่ีไมต่ อ้ งขึ้นศาลไทยตามสาระของสนธสิ ญั ญาขอ้ 1

2) ไทยถูกจากัดให้เก็บภาษีขาเข้าเพียงร้อยละ 3 ของราคาสินค้า ตามสาระของสนธิสัญญา
ข้อ 4

3) สนธิสัญญาเบาว์ริงไม่มีกาหนดระยะเวลาสิ้นสุดสัญญา ตามสาระของสนธิสัญญาข้อท่ี 8
ซึ่งกล่าวแตเ่ พยี งวา่ จะแกไ้ ขไดห้ ลังจากผา่ นไปแล้ว 10 ปี ทาให้ไทยจะต้องเสียเปรียบเป็นเวลานาน

4) ทาใหอ้ ังกฤษเป็นชาตอิ ภิสทิ ธิ์ตามสาระของสนธสิ ัญญาข้อ 7 คือไม่ว่าไทยจะทาสนธิสัญญา
ใด ๆ กับชาตใิ ดกต็ าม อังกฤษจะได้รบั สิทธเ์ิ ช่นเดยี วกบั ชาตินั้น ๆ โดยปริยาย

อยา่ งไรกต็ ามสาระสาคญั ของสนธสิ ัญญาบางข้อก็ถือเป็นผลดีท่ีไทยได้รับ เช่น
1) ทาให้เศรษฐกิจไทยดีข้ึน เพราะการค้าขยายตัวมากขึ้น มีการส่งออกสินค้ามากข้ึน
ตามสาระของสนธสิ ัญญาข้อ 5
2) ทาให้ไทยได้รับวิทยาการสมัยใหม่ตามสาระของสนธิสัญญาข้อ 2 และข้อ 3 คือ
การที่ไทยยอมรับการเข้ามาของอารยธรรมตะวันตกและยอมให้ตะวันตกเข้ามาเผยแผ่ศาสนา
ทาให้มีการติดตอ่ คบหาสมาคมกันมากขึ้น ชาวตะวันตกก็เริ่มยอมรับคนไทยทาให้การถ่ายทอดความรู้
วิทยาการต่าง ๆ เปน็ ไปได้สะดวก

ดังน้ัน จากการตีความทาให้ได้ข้อสรุปเพื่อตอบปัญหาที่เรา กาหนดไว้ได้ว่า
การทาสนธิสัญญาเบาว์ริงทาให้ไทยเสียเปรียบหลายประการทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ
แ ล ะ ก า ร เ มื อ ง แ ต่ ใ น อี ก ด้ า น ก็ ส่ ง ผ ล ดี ใ ห้ แ ก่ ไ ท ย คื อ ท า ใ ห้ ไ ท ย ไ ด้ รั บ วิ ท ย า ก า ร
และความเจรญิ ส่ปู ระเทศ

19

เราสามารถการนาวิธีการทางประวัติศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับเร่ืองราว ของตนเอง
และครอบครวั ดังน้ี

1. การกาหนดเรื่องราวที่ต้องการศึกษา เช่น หากนักเรียนอยากทราบว่าต้นตระกูล
ของนักเรียนมาจากไหน มีความเป็นมาอย่างไร นักเรียนสามารถต้ังหัวข้อได้ คือ “บรรพบุรุษของฉัน
เป็นใคร”

2. รวบรวมหลักฐาน การรวบรวมหลักฐานทาได้หลายวิธี เช่น สัมภาษณ์ พ่อแม่ ปู่ย่า
ตายาย ญาติพ่ีน้อง และผู้ใกล้ชิดคนอื่น ๆ หาภาพถ่ายของครอบครัวอาจเป็นภาพถ่ายเก่าแก่
สมัยป่ยู า่ ตายาย และหาจากหนังสอื อตั ชีวประวัติ หนังสืองานศพ หรือบนั ทกึ ประจาวัน

3. การตรวจสอบและประเมนิ คุณค่าของหลักฐาน เช่น การสัมภาษณ์ ต้องเลือกสัมภาษณ์
ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์มากที่สุด น่ันคือญาติพี่น้องในวงศ์ตระกูลของเราน้ันเองเม่ือเราสัมภาษณ์
พ่อแมถ่ ึงเรอื่ งราวของบรรพบุรุษ พ่อแม่ก็อาจเล่าเร่ืองราวของปู่ย่า ตายาย และทวด ซึ่งในเวลาที่ทวด
มีชีวิตอยู่เราอาจจะยังไม่เกิดหรืออายุยังน้อยมากจนจาความไม่ได้ก็เป็นได้ ในกรณีการสัมภาษณ์
ผทู้ ใี่ หส้ ัมภาษณ์แตล่ ะคนย่อมมมี ุมมองท่ีแตกต่างกัน แม้ว่าจะเป็นการกล่าวถึงเร่ืองเดียวกันหรือบุคคล
คนเดียวกันก็ตาม เช่น หากเราถามถึงเร่ืองราวของพ่อกับย่า ย่าก็จะเล่าเรื่องราวต่างๆ ของพ่อ
ในมุมมองที่แม่มีต่อลูก ขณะเดียวกันถ้าเราถามถึงเร่ืองราวของพ่อกับป้า ป้าก็จะเล่าเร่ืองราวต่าง ๆ
ของพ่อในมุมมองที่พี่สาวมีต่อน้องชายหรือถ้าเราถามถึงเร่ืองราวของพ่อกับแม่ แม่ก็จะเล่าเรื่องราว
ต่าง ๆ ของพ่อในมุมมองทภี่ รรยามตี ่อสามี

อย่างไรก็ดี เราควรพิจารณาประกอบด้วยว่าผู้ให้สัมภาษณ์มีความพร้อมในการให้สัมภาษณ์
หรือไม่ ทั้งเรื่องของสุขภาพและอายุซ่ึงมีผลต่อความทรงจาของผู้ให้สัมภาษณ์ การตั้งคาถาม
ต้องชัดเจนและควรจดบันทึกไว้อย่างละเอียดหรือบันทึกเสียงไว้ก็ได้ และถ้าหากเป็นหนังสือ
อัตชีวประวัติ ที่เขียนในลักษณะบันทึกประจาวัน ย่อมมีข้อมูลท่ีน่าเชื่อถือกว่าบันทึกที่มาจาก
คว า มทร งจ าซึ่ง อา จ เ กิ ด ค ว าม คล า ด เ คลื่ อ น ไ ด้ แล ะแ น่ น อ น ว่ าห า กตี ค ว า มต า มตั ว อั ก ษร แต่ เ พี ย ง
อย่างเดียวจะพบว่าผู้เขียนแต่ละคนต้องการถ่ายทอดประวัติและเรื่องราวของบุคคลที่ตนเองกล่าวถึง
แต่เม่ือนามาตีความในเชิงลึกจะพบว่าผู้เขียนแต่ละคนจะถ่ายทอดเรื่องราวของบุคคลน้ันตามทัศนคติ
และมุมมองของตนเอง โดยเฉพาะในหนังสืองานศพที่ผู้เขียนคาไว้อาลัยมักจะกล่าวถึงเฉพาะด้านดี
ของผู้ตายพรอ้ มกับแสดงความร้สู กึ เสยี ดาย เสียใจและยกยอ่ งผทู้ จี่ ากไป

20

4. การตีความหลักฐาน เช่น จากการสัมภาษณ์แล้วเราบันทึกเสียงไว้แล้วเราสามารถ
ตีความข้ันต้นได้ว่าผู้ถูกสัมภาษณ์เล่าเกี่ยวกับอะไรบ้าง ได้ข้อมูลว่าบรรพบุรุษของเราชื่อว่าอะไร
มีภูมลิ าเนาเดมิ จากท่ไี หน จากน้นั นาข้อมลู ที่ได้มาเรยี บเรียงเพือ่ นาเสนอ

5. การนาเสนอ อาจนาเสนอในลักษณะของแผนภาพต้นไม้ ของครอบครัว (Family tree)
ท่ีแสดงให้เห็นลาดับครอบครัวของเราต้ังแต่บรรพบุรุษจนกระท่ังถึงรุ่นของเรา จากนั้นบรรยายสั้น ๆ
ถึงความเปน็ มาของบรรพบุรุษว่ามีภมู ลิ าเนาเดิมมาจากทใ่ี ดและเข้ามาต้งั รกรากในปัจจุบนั เมื่อไหร่

21

การกาหนดปญั หา
หรือเรือ่ งท่ตี ้องการจะศกึ ษา

รวบรวมหลกั ฐาน

การตรวจสอบและ
ประเมินคณุ ค่าของหลักฐาน

การวิเคราะห์ตคี วามหลักฐาน

การเรยี บเรียง
และการนาเสนอ

22

การกาหนดปัญหา ช่วยให้สามารถกาหนดประเด็นท่ีจะศึกษา
หรือเรือ่ งท่ีตอ้ งการจะศึกษา ได้ครอบคลมุ กบั เน้อื เร่ืองที่สนใจศกึ ษาได้มากท่ีสุด

รวบรวมหลกั ฐาน ช่วยให้ได้ข้อมูลท่ีจานามาใช้ในการศึกษา
เร่ืองราวหรือเหตุการณ์ต่างๆ ตรงตามหัวข้อท่ี
การตรวจสอบและ นักเรยี นกาหนดไว้
ประเมนิ คุณค่าของหลกั ฐาน
ช่วยให้ทราบว่า หลักฐานประเภทใดท่ีมี
วิเคราะห์การตีความหลักฐาน ความน่าเชื่อถือ และสามารถนามาใช้อ้างอิงใน
การศึกษาไดอ้ ยา่ งถกู ต้องเหมาะสม
การเรียบเรียง
และการนาเสนอ ช่วยให้สามารถนาข้อมูลท่ีได้มาวิเคราะห์ถึง
สาเหตุและผลกระทบ รวมทั้งปัจจัยต่างๆ ตรงกับ
หัวข้อทีน่ กั เรียนสนใจศึกษา

ช่วยให้รู้จักนาข้อมูลที่ได้จากการศึกษามา
นาเสนอตอ่ เพอื่ ร่วมช้ัน หรือบุคคลอื่น ให้เข้าใจในส่ิง
ท่ีนักเรียนศกึ ษา ค้นคว้า ตามหัวข้อทกี่ าหนด

23

ข้อ รายการ หลักฐาน หลักฐาน หลกั ฐานท่ีเป็น หลักฐานท่ไี ม่
ช้นั ตน้ ชน้ั รอง ลายลักษณ์ เป็นลายลักษณ์

อักษร อักษร

1 จารกึ วัดพระเชตุพน-

วมิ ลมงั คลาราม

2 เงนิ พดดว้ ง

3 โครงกระดกู มนษุ ย์

4 เคร่ืองปนั้ ดินเผาบา้ นเชยี ง

5 ภาพเหตุการณ์ 14 ตลุ าคม

พ.ศ. 2516

6 กฎหมายตราสามดวง

7 หนังสือ เร่ือง การปฏิวัติ 2475

ของชาญวทิ ย์ เกษตรศิริ

8 พระบรมราชานุสาวรยี ์

พอ่ ขนุ รามคาแหงมหาราช

9 บทความทางวชิ าการ

10 พระบรมฉายาลกั ษณ์

พระบาทสมเดจ็ พระ

จลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หัวกับ

จกั รพรรดินิโคลัสท่ี 2

แหง่ รัสเซยี เม่ือคราวเสดจ็

ประพาสยุโรปคร้งั แรก

พ.ศ. 2440

24

ขอ้ รายการ หลักฐาน หลักฐาน หลักฐานทเี่ ป็น หลกั ฐานทไี่ ม่
ช้นั ต้น ชัน้ รอง ลายลักษณ์ เปน็ ลายลกั ษณ์

อักษร อักษร

1 จารึกวัดพระเชตพุ น- ✓ ✓

วมิ ลมังคลาราม

2 เงนิ พดด้วง ✓ ✓

3 โครงกระดูกมนษุ ย์ ✓ ✓

4 เคร่อื งปัน้ ดนิ เผาบ้านเชยี ง ✓ ✓

5 ภาพเหตกุ ารณ์ 14 ตลุ าคม ✓ ✓

พ.ศ.2516

6 กฎหมายตราสามดวง ✓ ✓

7 หนงั สือ เร่ือง การปฏวิ ัติ 2475 ✓✓

ของชาญวทิ ย์ เกษตรศริ ิ

8 พระบรมราชานสุ าวรีย์ ✓ ✓

พ่อขนุ รามคาแหงมหาราช

9 บทความทางวชิ าการ ✓✓

10 พระบรมฉายาลักษณ์ ✓ ✓

พระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัวกับ

จกั รพรรดินิโคลัสท่ี 2 แห่ง

รสั เซยี เม่ือคราวเสดจ็

ประพาสยโุ รปคร้ังแรก พ.ศ.

2440

25

…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………

…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………

…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………

…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………

…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………
…………………………………………………………………………………………………………………………….……………

26

แนวตอบ
.....................ต้งั หวั ข้อได้ คือ “บรรพบรุ ุษของฉนั เปน็ ใคร”............................................................

แนวตอบ
……….......สัมภาษณ์ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้องและผู้ใกล้ชิดคนอ่ืน ๆ หาภาพถ่าย
ของครอบครัว ภาพถา่ ยเก่าแก่สมยั ปู่ยา่ ตายาย หาจากหนงั สอื อัตชวี ประวัติ หนังสอื งานศพ..........

แนวตอบ
…………..สัมภาษณ์ผู้ท่ีอยู่เราสัมภาษณ์พ่อแม่ถึงเรื่องราวของบรรพบุรุษ การต้ังคาถามต้องชัดเจน
และจดบันทึกหรือบันทึกเสียงไวและถ้าหากเป็นหนังสืออัตชีวประวัติที่เขียนในลักษณะบันทึก
ประจาวันข้อมูลที่น่าเช่ือถือกว่าบันทึกท่ีมาจากความทรงจาซึ่งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนได้
และหากตีความตามตัวอักษรแต่เพียงอย่างเดียวจะพบว่าผู้เขียนแต่ละคนต้องการถ่ายทอดประวัติ
และเรื่องราวของบุคคลที่ตนเองกล่าวถึงแต่เม่ือนามาตีความในเชิงลึกจะพบว่าผู้เขียนแต่ละคน
จะถา่ ยทอดเรอ่ื งราวของบุคคลนั้นตามทัศนคติและมุมมองของตนเอง โดยเฉพาะในหนังสืองานศพ
ท่ีผู้เขียนคาไว้อาลัยมักจะกล่าวถึงเฉพาะด้านดีของผู้ตายพร้อมกับแสดงความรู้สึกเสียดาย เสียใจ
และยกยอ่ งผู้ท่จี ากไป………………………………..........…………………………………..........……………............

แนวตอบ
…………..การสัมภาษณ์ท่ีเราบันทึกเสียงไว้แล้วสามารถตีความข้ันต้นได้ว่าผู้ถูกสัมภาเล่าเกี่ยวกับ
อะไรบ้าง ได้ข้อมูลว่าบรรพบุรุษของเราชื่อว่าอะไร มีภูมิลาเนาเดิมจากท่ีไหน จากนั้นนาข้อมูลท่ี
ไดม้ าเรียบเรยี งเพอ่ื นาเสนอ………………………………..........…………………………………..........…..............

แนวตอบ
…………..นาเสนอเป็นรปู แบบสมุดเลม่ เล็กหรอื แผนภาพตน้ ไม้ของครอบครวั (Family tree) ……..
………….………แนวคาตอบของนักเรยี น อยใู่ นดุลยพนิ จิ ของครผู ู้สอน………………………………..........…

27

จุดประสงค์ เพ่ือประเมินผลความก้าวหนา้ ในการเรียนรู้เรื่องวธิ กี ารทางประวัติศาสตร์
คาช้ีแจง 1. ขอ้ สอบเป็นแบบปรนัย จานวน 10 ข้อ ใชเ้ วลาทา 10 นาที
2. ให้นกั เรยี นเลอื กคาตอบท่ีถูกตอ้ งทสี่ ดุ เพียงคาตอบเดยี ว แลว้ ทาเคร่อื งหมาย

กากบาท (×) ลงในกระดาษคาตอบ

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ที่ 1 อธบิ ายขน้ั ตอนวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตรไ์ ด้
1. การกาหนดหวั เรอ่ื งมีประโยชนต์ อ่ การศกึ ษาประวตั ิศาสตร์อย่างไร
1. เพอ่ื ระบคุ วามสนใจของผู้ที่จะศกึ ษา
2. เพื่อป้องกนั ไม่ให้ไปศึกษาซา้ กับผู้อ่นื
3. ทาให้ทราบขอบเขตของเร่อื งทจี่ ะศึกษา
4. ทาใหท้ ราบแหลง่ รวบรวมข้อมลู ทางประวัติศาสตร์

2. แผ่นจารึกจัดเป็นหลักฐานประเภทใด
1. หลกั ฐานที่เป็นตานาน
2. หลักฐานที่เปน็ เอกสาร
3. หลักฐานที่ไมเ่ ป็นลายลกั ษณอ์ กั ษร
4. หลกั ฐานที่เปน็ ลายลกั ษณ์อักษร

3. ถ้าตอ้ งการศกึ ษาเร่อื ง “ประเพณีการชกั พระ” จะต้องใชว้ ิธกี ารทางประวัติศาสตร์
ขน้ั ตอนใดเพ่อื ให้ไดข้ ้อมลู ท่สี มบรู ณ์
1. การสรปุ ข้อเทจ็ จรงิ
2. การตั้งประเด็นคาถาม
3. การรวบรวมหลักฐาน
4. การนาเสนอข้อเทจ็ จริง

28

4. ขอ้ ใดเรยี งลาดับข้นั ตอนของวธิ ีการทางประวตั ิศาสตร์ได้ถูกตอ้ ง
1. การกาหนดประเด็นศึกษา
2. การรวบรวมขอ้ มูล
3. การวเิ คราะห์ สังเคราะห์
4. การประเมนิ คณุ ค่าของหลกั ฐาน
5. การนาเสนอ

1. 1 2 3 4 5
2. 1 2 4 3 5
3. 1 3 2 4 5
4. 1 4 2 3 5

จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ 2 ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์วิเคราะห์เหตุการณ์สาคัญในสมัย
รัตนโกสนิ ทร์ได้

5. หากนักเรียนต้องการค้นคว้าข้อมูลจากหลักฐานชั้นต้นท่ีเก่ียวข้องกับเหตุการณ์ ร.ศ.112
นกั เรยี นควรไปค้นคว้าจากแหล่งข้อมลู ใดจงึ จะไดข้ ้อมูลท่นี า่ เชื่อถอื ที่สุด
1. อนิ เทอร์เน็ต
2. หอ้ งสมดุ โรงเรียน
3. หอจดหมายเหตแุ หง่ ชาติ
4. สอบถามโดยตรงจากผูร้ ูเ้ รอื่ งราวนด้ี ี

6. ธิดาและธีระใช้ข้อมูลเดียวกันในการเขียนรายงานประวัติศาสตร์ เร่ือง “การเลิกทาส”
แตป่ รากฏว่างานของธิดามีคุณคา่ มากกวา่ งานของธรี ะ ท้งั น้ขี ้นึ อย่กู บั ข้อใด
1. การตงั้ สมมตฐิ าน
2. การคดั เลอื กข้อมลู
3. การนาเสนอข้อมลู
4. การวิเคราะหแ์ ละสงั เคราะห์ขอ้ มลู

7. การฝึกวิเคราะห์เรื่องราวเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์
จนมีความชานาญ มปี ระโยชนต์ อ่ ชีวติ ประจาวนั ของนกั เรียนในขอ้ ใด
1. ทาให้มคี วามรทู้ างประวตั ศิ าสตรด์ กี วา่ คนอื่นๆ
2. สามารถอธิบายเรอ่ื งราวทางประวตั ิศาสตรใ์ หค้ นอน่ื เข้าใจได้ง่าย
3. สามารถนาความรไู้ ปใช้ในการทางานเกีย่ วกับประวัตศิ าสตร์ได้เป็นอยา่ งดี
4. ทาใหร้ บั รแู้ ละเชอ่ื ข้อมลู ข่าวสารอย่างมีวจิ ารณญาณ รจู้ กั แยกแยะ
เรอื่ งราวตา่ งๆ ได้ดี

29

จุดประสงค์การเรียนรู้ท่ี 3 ใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ศึกษาเร่ืองราวเก่ียวกับตนเอง ครอบครัว
ทอ้ งถิ่นของตนเองได้

8. ถา้ นกั เรียนอยากรเู้ ก่ียวกบั วัฒนธรรมภาคใต้ นักเรียนควรไปท่ใี ด
1. โรงละครแหง่ ชาติ
2. หอสมดุ ดารงราชานภุ าพ
3. สถาบันทกั ษิณคดศี ึกษา
4. หอจดหมายเหตแุ ห่งชาติ

9. การศึกษาเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว และท้องถ่ินที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
ทางประวัตศิ าสตร์มีความสาคัญอยา่ งไร
1. ทาใหต้ นเองเป็นท่ยี อมรับของคนอน่ื ๆ ในท้องถิ่น
2. เป็นบุคคลท่ีรู้เท่าทันความเปลย่ี นแปลงของโลก
3. สามารถอธิบายเก่ยี วกบั เรื่องราวเก่ยี วกบั ประวตั ิศาสตรใ์ ห้คนอื่นๆ
เข้าใจตามเราได้
4. ทาให้รแู้ ละเข้าใจถึงความเปน็ มาทางประวัตศิ าสตรใ์ นสิ่งที่ศกึ ษาได้อย่างถูกต้อง

10. หากนักเรียนต้องการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ควรใช้วิธีการใด
จงึ จะเหมาะสมมากท่สี ดุ
1. การทาโครงงาน
2. การสัมภาษณ์
3. การคน้ คว้าจากหอ้ งสมดุ
4. อ่านจากหนงั สือพิมพ์

30

ข้อ คาตอบ
1. 3
2. 4
3. 3
4. 2
5. 3
6. 4
7. 4
8. 3
9. 4
10. 1

31

thailandtourismdirectory. (ม.ป.ป.). วัดศรีสวาย. เรียกใช้เม่ือ 5 มีนาคม 2559 จาก
https://www.thailandtourismdirectory.go.th/th/home.

ณรงค์ พ่วงพิศและคณะ. (ม.ป.ป.). หนังสือเรียนรายวิชาพ้นื ฐานประวตั ิศาสตร์ ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 3.
กรงุ เทพฯ: อกั ษรเจรญิ ทัศน์.

โพสทเู ดย์. (23 ตุลาคม 2554). จารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลราม. เรียกใชเ้ มือ่ 5 มนี าคม 2559 จาก
https://www.posttoday.com/dhamma/117816.

ไพฑูรย์ มกี ุศลและคณะ. (ม.ป.ป.). ค่มู อื การสอนเพ่ือครผู ู้สอน ประวตั ิศาสตร์ ม.3 . กรงุ เทพฯ:
วฒั นาพานชิ .

วรรตั น์ วรรณเลิศลกั ษณ์และคณะ. (ม.ป.ป.). แบบวัดและบันทกึ ผลการเรยี นรู้ ประวตั ิศาสตร์ ม.3 .
กรุงเทพฯ: อกั ษรเจริญทัศน์.

วิกพิ เี ดีย สารานกุ รมเสร.ี (ม.ป.ป.). การเสดจ็ ประพาสยโุ รปของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้า
เจ้าอย่หู ัว. เรยี กใช้เมือ่ 10 มนี าคม 2559 จาก https://th.wikipedia.org/wiki .

วกิ พิ ีเดยี สารานกุ รมเสรี. (ม.ป.ป.). พระทน่ี ัง่ วมิ านเมฆ. เรียกใชเ้ มื่อ 7 มนี าคม 2559 จาก
https://th.wikipedia.org/wiki:

วกิ ิพเี ดยี สารานุกรมเสรี. (ม.ป.ป.). วัดช้างล้อม อุทยานประวตั ศิ าสตร์ศรสี ัชนาลัย. เรยี กใช้เม่อื 7
มนี าคม 2559 จาก https://th.wikipedia.org/wiki.

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสร.ี (ม.ป.ป.). แหล่งโบราณคดีบา้ นเชยี ง. เรียกใชเ้ ม่อื 7 มีนาคม 2559 จาก
https://th.wikipedia.org/wiki.

วิกิพเี ดยี สารานุกรมเสร.ี (ม.ป.ป.). อนุสาวรียป์ ระชาธิปไตย. เรียกใช้เม่ือ 5 มนี าคม 2559 จาก
https://th.wikipedia.org/wiki.

ศิริพร กรอบทองและสกั กะ จราธวิ ัฒน์. (2555). หนังสอื เรยี นรายวิชาพน้ื ฐานประวัติศาสตร์ 3 ชั้น
มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 . กรงุ เทพฯ: บริษัท สานักพมิ พ์เอมพันธ์ จากดั .

สถาบันพัฒนาคณุ ภาพวชิ าการ (พว.). (2555). คู่มือ ประวตั ศิ าสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3 . กรุงเทพฯ:
บริษทั พฒั นาคณุ ภาพวิชาการ (พว.) จากดั .

32

สมพร อ่อนนอ้ มและคณะ. (ม.ป.ป.). แบบฝกึ หดั รายวชิ าพน้ื ฐาน ประวัติศาสตร์ ม.3. กรงุ เทพฯ:
วฒั นาพานชิ .

สารนิเทศมหาวทิ ยาลัยรามคาแหง. (ม.ป.ป.). พระบรมราชานุสาวรยี ์พ่อขนุ รามคาแหงมหาราช.
เรียกใช้เมื่อ 5 มีนาคม 2559 จาก
http://www.info.ru.ac.th/province/sukhotai/anusawaree1.htm.

สานกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธิการ. (2551). ตวั ชวี้ ดั และสาระการเรยี นรูแ้ กนกลางการศึกษาขนั้ พนื้ ฐาน
พทุ ธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม ตามหลกั สตู ร
แกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ์ ชมุ นุมสหกรณ์
การเกษตรแหง่ ประเทศไทย จากดั .

สานกั หอสมดุ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร.์ (ม.ป.ป.). พระราชพงศาวดารรัชกาลที่ 5 พระราชนิพนธ์ใน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงเธอกรมพระยาดารางราชานภุ าพ. เรียกใช้เมื่อ 7 มนี าคม 2559 จาก
http://www.lib.ku.ac.th/web/index.php/2012-10-18-07-22-55/4652-king-rama5-
antecedence.


Click to View FlipBook Version