ความรูเรื่องขนมไทย
ความรูทั่วไปเกี่ยวกับขนมไทย ขนมไทย หัตถกรรมความอรอยที่แสดงออกถึงความออนชอยของความเปนไทย ตั้งแตครั้งอดีตกาลที่กอกําเนิด ภูมิปญญาไทยหลากหลายอยางใหสืบสานตอทั้งวิถีชีวิตประเพณีวัฒนธรรม ที่สามารถนําวัสดุมีอยูในทองถิ่นมาปรุงแตง เปนของหวานไดมากหลายรูปแบบ จัดเปนมรดกทางวัฒนธรรมอยางหนึ่งที่บงบอกวาคนไทยมีลักษณะนิสัยอยางไร เพราะขนมแตละชนิดลวน มีเสนหแสดงใหเห็นถึงความละเอียดออน ประณีต วิจิตรบรรจงในรูปลักษณตั้งแตวัตถุดิบที่ ใชวิธีการทําที่กลมกลืน ความพิถีพิถัน สีที่ใหความสวยงาม มีกลิ่นหอม รสชาติของขนมที่ละเมียดละไมชวนให รับประทาน แสดงใหเห็นวาคนไทยเปนคนใจเย็น รักสงบ มีฝมือเชิงศิลปะ วิถีชีวิตของคนไทยนั้นเปนสังคมเกษตรที่มีผลิตผลทางธรรมชาติอยูมากมาย เชน กลวย ออย มะมวง รวมไปถึง ขาวเจา ขาวเหนียว ฯลฯ ที่สามารถปรุงเปน ขนม ไดมากมายหลายชนิด เชน อยากไดกะทิก็เก็บมะพราวมาขูดคั้น นํ้ากะทิอยากไดแปงก็นําขาวมาโมเปนแปงทําขนมอรอยๆ เชน บัวลอย กินกันเองในครอบครัว ขนมไทยถูกนําไปใชในงานบุญตามประเพณีและงานพิธีกรรม ที่เกี่ยวของในวิถีชีวิตชาวไทย โดยนิยมทําขนมชื่อ มีมงคล ไดแก ขนมตระกูลทองทั้งหลาย เพราะคนไทยถือวา “ทอง” เปน ของดีมีมงคลทําแลวไดมีบุญกุศล มีเงินมีทอง มี ลาภยศ สรรเสริญ สมชื่อขนม
1.1 ประวัติขนมไทย ขนมไทยเริ่มแพรหลายมากขึ้นในสมัยอยุธยา ดังปรากฏขอความในจดหมายเหตุหลายฉบับ บางฉบับกลาวถึง “ยานปาขนม” หรือตลาดขนม บางฉบับกลาวถึง “บานหมอ” ที่มีการปนหมอ และรวมไปถึงกระทะ ขนมเบื้อง เตาและรังขนมครก แสดงใหเห็นวาขนมครกและขนมเบื้องนั้น คงจะแพรหลายมากจนถึงขนาดมีการปนเตาและกระทะขาย บางฉบับกลาวถึงขนมชะมด ขนมกงเกวียนหรือขนมกง ขนมครก ขนมเบื้อง ขนมลอดชอง จนถึงสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช อันถือไดวาเปนยุคทองของการทําขนมไทย ดังที่จดหมายเหตุฝรั่งโบราณไดมีการบันทึกไววา การ ทําขนมในสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราชนั้นเจริญรุงเรืองมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งเมื่อชาวโปรตุเกสอยางทานผูหญิงวิชาเยนทรหรือ บรรดาศักดิ์วา ทาวทองกีบมา ผูเปนตนเครื่องขนมหรือของหวานในวัง ไดสอนใหสาวชาววังทําของหวานตาง ๆ โดยเฉพาะไดนําไขขาวและ ไขแดงมาเปนสวนผสมสําคัญอยางที่ทางโปรตุเกสทํากัน ขนมที่ทานทาวทองกีบมาทําขึ้นและยังเปนที่นิยมจนถึงปจจุบันก็ไดแก ขนม ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ขนมหมอแกง และรวมไปถึง ขนมทองโปรง ขนมทองพลุ ขนมสําปนนีขนมไขเตา ฯลฯ ถึงสมัยรัตนโกสินทรจดหมายเหตุความทรงจําของกรมหลวงนรินทรเทวีผูทรงเปนพระเจานองยาเธอในสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลก มหาราช กลาวไววาในงานสมโภชพระแกวมรกตและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ไดมีเครื่องตั้งสํารับหวานสําหรับพระสงฆ๒,๐๐๐ รูป ประกอบดวย ขนมไสไก ขนมฝอย ขาวเหนียวแกว ขนมผิง กลวยฉาบ ลาเตียง หรุม สังขยา ฝอยทอง และขนมตะไล ในกาพยหอโคลงเหเรือชมเครื่องคาวหวาน บทพระราชนิพนธในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ไดกลาวชมเครื่องหวานหรือขนม ไทยหลายชนิดดวยกัน อาทิขาวเหนียวสังขยา ขนมลําเจียก ขนมทองหยิบ ขนมทองหยอด ขนมผิง ขนมรังไร ขนมชอมวง ขนมบัวลอย ฯลฯ สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว ไดมีการพิมพตําราอาหารออกเผยแพร การทําขนมไทยก็เปนหนึ่งในตําราอาหารไทยนั้น จึง นับไดวาการทําขนมไทยและวัฒนธรรมขนมไทย เริ่มมีการบันทึกเปนลายลักษณอักษรอยางมีระบบระเบียบในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เอง แมครัว หัวปากเปนตําราอาหารไทยเลมแรก ประพันธโดยทานผูหญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศในตําราอาหารไทยเลมนี้ปรากฏรายการสํารับของหวาน เลี้ยงพระอันประกอบดวย ขนมทองหยิบ ขนมฝอยทอง ขนมหมอแกง ขนมหันตรา ขนมถวยฟูขาวเหนียวแกว ขนมลืมกลืน วุนผลมะปราง ฯลฯ แสดงใหเห็นวาคนไทยนิยมทําขนมใชในงานบุญ ซึ่งก็เปนแบบแผนตอเนื่องกันมาตั้งแตสมัยอยุธยา
1.2 ความหมายขนมไทย คําวา “ขนม” เขาใจวามาจากคําสองคําที่มาผสมกันคือ “ขาวหนม” และ “ขาวนม” เขาใจวาเปนขาวผสมนํ้าออย นํ้าตาล โดย อนุโลมคําวาหนม แปลวา หวาน ขาวหนม ก็แปลวา ขาวหวาน เรียกสั้นๆ เร็วๆ ก็กลายเปน ขนม ไป สวนที่วามาจากขาวนม (ขาวเคลานม) นั้นดูจะเปนตํานานแขกโบราณ อยางขาวมธุปายาส (ที่นางสุชาดาทําถวายพระพุทธเจา เมื่อตอนตรัสรูก็วาเปนขาวหุงกับนม) คําวา ขนม มีใชมาหลายรอยปยากจะสันนิฐานแนนอนไดเชนเดียวกับไมมีหลักฐานยืนยันแนนอนวา “ขนมไทย” เกิดขึ้นมา ตั้งแตสมัยใดเปนครั้งแรก แตตามประวัติศาสตรไทยมีหลักฐานตอนหนึ่งวา มีการจารึกชื่อขนมในแทงศิลาจารึก เปนการจารึก แบบลายแทงสมัยโบราณ ขนมที่ปรากฏคือ “ไขกบ นกปลอย บัวลอย อายตื้อ” ถามผูใหญดูถึงไดรูวา ไขกบ หมายถึง เม็ดแมงลัก นกปลอย หมายถึง ลอดชอง บัวลอย หมายถึง ขาวตอก อายตื้อ หมายถึง ขาวเหนียว ขนมทั้งสี่ใชนํ้ากระสายอยางเดียวกันคือ “นํ้ากะทิ” โดยใชถวยใสขนม ซึ่งเราเรียกการเลี้ยงขนม 4 อยางนี้วา “ประเพณี 4 ถวย” ขนมประเภทที่ใชขาว (แปง) นํ้าตาล มะพราว คงจะมีมาตั้งแตสมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยาตอนตน เพราะมีการติดตอกับตาง ประเทศ กลาววาในสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช มีทานผูหญิงของเจาพระยาวิชาเยนชรบรรดาศักดิ์ “ทาวทองกีบมา” ทํา หนาที่เปนผูกํากับชาวพนักงานของหวาน ไดประดิษฐคิดคนขนมตระกูลทองเพราะมีไขผสมคือ ทองหยิบ ทองหยอด ทองพลุ ฝอยทอง ทองโปรง เปนตน
1.3 ขนมไทยที่ไดรับอิทธิพลจากขนมของชาติอื่น ประเทศไทยไดรับเอาวัฒนธรรมดานอาหารของชาติตางๆ มาดัดแปลงใหเหมาะสมกับสภาพทองถิ่น วัตถุดิบที่หาได เครื่องมือเครื่องใช ตลอดจนการบริโภคนิสัยแบบไทยๆ จนทําใหคนรุนหลังๆ แยกไมออกวาอะไรคือขนมที่เปนไทยแทๆ และอะไรดัดแปลงมาจากวัฒนธรรมของชาติอื่น ประเทศอินเดีย :ขนมไทยดั้งเดิมที่ใชขาว แปง นํ้าตาลและมะพราว เปนองคประกอบหลัก โดยเฉพาะวิธีปรุงอยางโบราณ คือการกวนและตมนาจะไดรับอิทธิพลมาจากอินเดีย กะละแมไทยไดแบบมาจากขนมดึกดําบรรพของอินเดีย ชื่อ ฮูละวะ ทํามาจากแปง นม นํ้าตาล ขนมตมไดรับอิทธิพลมาจากอินเดีย เปนขนมโมทก ที่ชาวอินเดียนิยมใชบูชาพระพิฆเนศ ประเทศโปรตุเกส :ทองหยอดและฝอยทอง มีตนกําเนิดจาก โดย “มารีกีมาร” หรือ “ทาวทองกีบมา”ภรรยาเชื้อชาติญี่ปุน สัญชาติโปรตุเกสของเจาพระยาวิชเยนทรผูเปนกงศุลประจําประเทศไทยในสมัยนั้น
1.4 ประเภทขนมไทยแบงเปน 4 ประเภท ดังนี้ 1.วัตถุดิบ ขาวและแปง การนําขาวมาทําขนมของคนไทยเริ่มตั้งแตขาวไมแกจัด ขาวออนที่เปนนํ้านม นํามาทําขาวยาคูพอแกขึ้นอีกแตเปลือกยังเปนสี เขียวนํามาทําขาวเมา ขาวเมาที่ไดนําไปทําขนมไดอีกหลายชนิด เชน ขาวเมาคลุก ขาวเมาบด ขาวเมาหมี่ กระยาสารท ขาวเจา ที่เหลือจากการรับประทาน นําไปทําขนมไขมด ขนมไขจิ้งหรีด ขาวตูไดอีก สวนแปงที่ใชทําขนมไทยสวนใหญไดมาจากขาวคือ แปงขาวเจาและแปงขาวเหนียว ในสมัยกอนใชแปงสดคือแปงที่ไดจากการนําเม็ดขาวแชนํ้าแลวโมใหละเอียด ในปจจุบันใชแปง แหงที่ผลิตจากโรงงาน นอกจากนี้แปงที่ใชไดแก แปงถั่ว แปงทาวยายมอม แปงมันสําปะหลัง สวนแปงสาลีมีใชนอย มักใชใน ขนมที่ไดรับอิทธิพลจากตางชาติ มะพราวและกะทิ มะพราวนํามาใชเปนสวนประกอบของขนมไทยไดตั้งแตมะพราวออนจนถึงมะพราวแกดังนี้ ● มะพราวออน ใชเนื้อผสมในขนม เชน เปยกสาคูวุนมะพราว สังขยามะพราวออน ● มะพราวทึนทึก ใชขูดฝอยทําเปนไสกระฉีก ใชคลุกกับขาวตมมัดเปนขาวตมหัวหงอก และใชเปนมะพราวขูดโรยหนาขนม หลายชนิด เชน ขนมเปยกปูน ขนมขี้หนูซึ่งถือเปนเอกลักษณอยางหนึ่งของขนมไทย ● มะพราวแก นํามาคั้นเปนกะทิกอนใสในขนม นําไปทําขนมไดหลายแบบ เชน ตมผสมกับสวนผสม เชนกลวยบวชชี แกงบวดตางๆ หรือตักหัวกะทิราดบนขนม เชน สาคูเปยก ซาหริ่ม บัวลอย
“นํ้าตาล” แตเดิมนั้นนํ้าตาลที่นํามาใชทําขนมคือนํ้าคาลจากตาลหรือมะพราว ในบางทองที่ใชนํ้าตาลออย นํ้าตาลทรายถูกนํามาใชภายหลัง “ไข” เริ่มเปนสวนผสมของขนมไทยตั้งแตสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราชซึ่งไดรับอิทธิพลจากขนมของโปรตุเกส ไขที่ใชทําขนมนี้จะ ตีใหขึ้นฟูกอนนําไปผสม ขนมบางชนิดเชน ตองแยกไขขาวและไขแดงออกจากกัน แลวใชแตไขแดงไปทําขนม ถั่วและงา ถั่วและงาจัดเปนสวนผสมที่สําคัญในขนมไทย การใชถั่วเขียวนึ่งละเอียดมาทําขนมพบไดตั้งแตสมัยอยุธยา เชนขนมพิมถั่วทําดวย ถั่วเหลืองหรือถั่วเขียวกวนมาอัดใสพิมพถั่วและงาที่นิยมใชในขนมไทยมีดังนี้ ● ถั่วเขียวเราะเปลือก มีชื่อเรียกหลายชื่อ เชน ถั่วทอง ถั่วซีก ถั่วเขียวที่ใชตองลางและแชนํ้าคางคืนกอนเอาไปนึ่ง ● ถั่วดํา ใชใสในขนมไทยไมกี่ชนิด และใสทั้งเม็ด เชน ขาวตมมัด ขาวหลาม ถั่วดําตมนํ้าตาล ขนมถั่วดํา ● ถั่วลิสง ใชนอย สวนใหญใชโรยหนาขนมผักกาดกวน ใสในขนมจามงกุฏ ใสในรูปที่คั่วสุกแลว ● งาขาวและงาดํา ใสเปนสวนผสมสําคัญในขนมบางชนิดเชน ขนมเทียนสลัดงา ขนมแดกงา
กลวย กลวยมีสวนเกี่ยวของกับขนมไทยหลายชนิด ไมวาจะเปน ขนมกลวย กลวยกวน กลวยเชื่อม กลวยแขกทอด หรือใช กลวยเปนไสเชน ขาวตมมัด ขาวเหนียวปงไสกลวย ขาวเมา กลวยที่ใชสวนใหญเปนกลวยนํ้าวา กลวยแตละชนิดเมื่อนํา มาทําขนมบางครั้งจะใหสีตางกัน เชน กลวยนํ้าวาเมื่อนําไปเชื่อมใหสีแดง กลวยไขใหสีเหลือง เปนตน
ขนมไทย อาจแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มหลักคือ 1. ขนมชาววัง : เปนขนมไทยที่ใชความละเมียดละไม ประดิดประดอยหลาย ขั้นตอน สูตรตนตําหรับเกิดจากการคานิยมที่คนสมัยกอนมักสง ลูกหลานที่ เปนผูหญิงเขาไปในวัง เพื่อถวายตัวรับใชเจานายในตําหนักตางๆ โดยมีการฝกฝน ฝมือดานตางๆอยางวิถีของชาววัง รวมถึงการ ฝกทําอาหารและขนมดวย ขนมไทย ชาววังจึงขึ้นชื่อในเรื่องของความละเอียด ประณีต พิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการ ทํารวมถึงการเลือก ใชวัตถุดิบ ตัวอยางของขนมชาววังไดแก ขนมลูกชุบ ขนมเบื้อง วุนกะทิวุนสังขยา ขนมไขเหี้ย เปนตน 2. ขนมชาวบาน (หรือขนมตามฤดูกาล) : เปนขนมไทยที่ทํางายๆ ไมพิถีพิถันมาก วัตถุดิบที่ใชมักจะเปนผลไมที่หาไดตามฤดูกาล มักทํากัน ทานภายในครัวเรือน โดยเนนทํากิน เอง เหลือก็สามารถนําไปขายไดตัวอยางของขนมไทยชาวบาน ไดแก ฟกทองเชื่อม กลวยไขเชื่อม กลวยตาก เปนตน นอกจากผลไมที่หาไดตามฤดูกาลแลว วัตถุดิบ หลักอื่นๆที่ใชก็มักจะเปนสิ่งที่หาไดงาย เชนขาวเจา ขาวเหนียว มะพราว นํามาผสม กับนํ้าตาล ทําเปนขนมไดหลากชนิด ไมวาจะเปนขนมเปยกปูน ขนมจาก ขนมขี้หนูตะโกขนมนํ้าดอกไมและอื่นๆอีกมากมาย สําหรับผลไมที่เหลือเกินรับประทาน ก็จะนํามาถนอมอาหารดวย ภูมิปญญาชาวบาน เพื่อใหสามารถเก็บไวกินไดนานๆ เชน ทุเรียนกวน มะมวงกวน กลวยตาก กลวยฉาบ เปนตน 3. ขนมไทยที่ใชในงานประเพณีและศาสนา : ขนมไทยในกลุมนี้จะสอดแทรกอยู ในงานประเพณีตางๆ รวมถึงงานบุญทางศาสนาดวย ตัวอยางเชน ในประเพณีปใหม ของไทย (วันสงกรานต) นอกจากมีการทําบุญตักบาตร รดนํ้าดําหัวแลว คนไทยใน สมัยโบราณนิยมทําขนม กาละแมรและขาวเหนียวแดงเพื่อถวายพระและแจกจายใหเพื่อนบานอีกดวย นอกจากนั้น ในชวงวันสารทไทย ก็มักจะนิยมทําขนม "กระยาสารท" เพื่อทําบุญ รําลึกถึงบรรพชนที่ลวงลับไปแลว โดยจะตักบาตรดวยกระยาสารทที่ตัดเปนชิ้นๆแลว หอดวยใบตองคูกับกลวยไข เปนของแกลมกัน 4ขนมไทยที่ใชกับงานมงคล:งานมงคลตางๆมักจะมีขนมไทยความหมายดีๆประกอบอยในพิธีอยางขาดเสียมิไดไมวาจะเปนงานบวช