ยุคสมั ยดนตรี 20
ตะวั นตก 7 ยุค 22
ร า ย ชื่ อ ส ม า ชิ ก ใ น ก ลุ่ ม
1 . น า ง ส า ว น า ต า ลี ส อ ง เ มื อ ง เ ล ข ที่ 1 1
2 . น า ง ส า ว กิ ร ติ ก า น ต์ รั ต น สั น ต์ เ ล ข ที่ 1 3
3 . น า ง ส า ว พ ร ชิ ต า ช อ บ ง า ม เ ล ข ที่ 1 7
4 . น า ง ส า ว พ ร ร ณ ว ดี แ ก้ ว ก า ร เ ล ข ที่ 1 8
ยุคสมัยบาโรก
ดนตรีสมัยบาโรก หรือบางแห่งเรียกว่า ดนตรีบาโรก เป็ นลักษณะดนตรี
ยุโรปคลาสสิก ราว ค.ศ. 1600-1750 เกิดขึ้นหลังดนตรีสมัยฟื้ นฟูศิ ลปวิทยา และ
เกิดก่อนดนตรีสมัยคลาสสิก มีคีตกวีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคคือ โยฮัน เซบัสทีอัน
บัค, อันโตนี โอ วีวัลดี, ฌ็อง-บาติสต์ ลูว์ลี, จอร์จ ฟริดริก แฮนเดิล, อาร์คันเจโล
คอเรลลี, คลอดิโอ มอนเทแวร์ดี, ฌ็อง-ฟี ลิป ราโม, เฮนรี เพอร์เซล ในยุคนี้ ผู้
ประพันธ์เพลงและผู้แสดงจะใช้องค์ประกอบทางด้านดนตรีที่ซับซ้อนมากขึ้น เกิด
การเปลี่ยนแปลงเรื่องระบบเสี ยงและได้พัฒนาการเล่นเครื่องดนตรีแบบใหม่
ดนตรีสมัยบาโรกได้ขยับขยายขนาด ความกว้าง ความซับซ้อนของการแสดง
เครื่องดนตรี
ที่มาของคำว่า
”บาโรก”
ทางด้านดนตรี คำว่า "บาโรก" มีความหมายแนวทางที่กว้าง
จากภูมิศาสตร์ที่กว้างขวาง โดยมากในยุโรป เป็ นงานดนตรีที่
ประพันธ์ในช่วง 160 ปี ก่อน การใช้คำว่า "บาโรก" อย่างมีระบบทาง
ด้านดนตรี เพิ่งมีการพัฒนาไม่นานนี้ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1919 เมื่อควร์
ท ซัคส์ พยายามที่จะประยุกต์ลักษณะ 5 ประการของทฤษฎีดนตรีที่
มีระบบของไฮน์ ริช เวิล์ฟลิน ในภาษาอังกฤษ คำนี้ เกิดขึ้นในคริสต์
ทศวรรษ 1940 ในงานเขียนของแลงและบูคอฟเซอร์ ในช่วงปลาย
คริสต์ทศวรรษ 1960 ยังคงถือว่ายังมีการโต้เถียงกันในวงการศึ กษา
อยู่ โดยเฉพาะในฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักร ถึงแม้กระนั้ นก็ได้
รวมเพลงที่มีความหลากหลายในลักษณะดนตรีของจาโกโป เปรี, โด
เมนี โก สการ์ลัตตี และโยฮัน คริสทีอัน บัค รวมเข้าใช้เป็ นคำเดียว
คือ "ดนตรีสมัยบาโรก" (Baroque music) ขณะนี้ คำนี้ กลายเป็ นคำที่
ใช้แพร่หลายและยอมรับในแนวเพลงที่กว้างเช่นนี้ และยังมี
ประโยชน์ ในการจำแนกแนวเพลงก่อนหน้ านี้ (สมัยฟื้ นฟูศิ ลปวิทยา)
และหลังจากนี้ (คลาสสิก) ในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ดนตรี
ลักษณะของดนตรี
”สมัยบาโรก”
ในสมัยบาโรก เริ่มมีการใช้เครื่องดนตรีหรือเสียงร้องเล่นประชันกัน เช่น
เสียงร้องประชันกับเครื่องดนตรี หรือการเดี่ยวประชันเครื่องดนตรีบ้าง ซึ่งเรียก
กันว่า Stile Concertante มีการใช้ บัสโซกอนตีนูโว คือการที่เสียงเบส เคลื่อนที่
ตลอดเวลา โดยใช้สัญลักษณ์เป็ นตัวเลขบอกถึงการเคลื่อนที่ไปของเบส รวมถึง
เสียงแนวอื่น ๆ ด้วย ทำให้เกิดคอร์ดขึ้นมา เครื่องดนตรีที่ใช้เล่นบาสโซคอนตินิ
วโออาจเป็ นคีย์บอร์ด เช่น ออร์แกน ฮาร์ปซิคอร์ด หรือเป็ นกลุ่มของเครื่องดนตรี
เช่น วิโอลา เชลโล บาสซูน
มีการใช้บันไดเสียงเมเจอร์ และบันไดเสียงไมเนอร์แทนโหมดรู ปพรรณของ
เพลงเป็ นแบบสอดประสานทำนอง ที่เรียกว่า Contrapuntal เริ่มมีการใช้การ
ประสานเสียงแบบโฮโมโฟนี คือ การเน้ นความสำคัญของทำนองหลักโดยมีเสียงอื่น
เล่นเสียงประสานคลอประกอบ มีการด้นสดของนั กดนตรี โดยนั กดนตรีจะแต่งเติม
บทเพลง เริ่มมีการกำหนดความเร็วจังหวะของเพลง และความหนั กเบาของเพลงลง
ในผลงานการประพันธ์ เช่น Adagio Andante และAllegro
ดนตรียุคบาโรกเป็ นลักษณะดนตรียุโรปคลาสสิก ราว ค.ศ. 1600-1750 เกิดขึ้นหลังดนตรี
ยุคเรเนสซองส์ และเกิดก่อนดนตรียุคคลาสสิก ในภาพรวมดนตรีในยุคบาโรกมีลักษณะดังนี้
1. มีการนำองค์ประกอบทางด้านดนตรีที่ซับซ้อนมาใช้ในบทเพลงมากขึ้น
2. เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องระบบเสียง มีการนำระบบบันไดเสียงเมเจอร์ และไมเนอร์ มา
ใช้แทนโมด
3. ระบบการบันทึกโน้ ตสมบูรณ์แบบเหมือนยุคปั จจุบัน มีการใช้บรรทัด 5 เส้น กุญแจเสียง
ชนิ ดต่างๆ เครื่องหมายแปลงเสียง เครื่องหมายตั้งบันไดเสียง เครื่องหมายกำหนดจังหวะ การกำหนด
อัตราความเร็ว การกำหนดความดังเบาของบทเพลง
4. รู ปพรรณของบทเพลงที่มีหลายทำนอง มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น เช่นเพลงฟิ วก์ นิ ยม
นำวิธีการสอดทำนองมาใช้ในบทเพลงแบบหลายทำนอง เริ่มมีการใช้การประสานสียงแบบโฮโมโฟนี
คือ การเน้ นความสำคัญของทำนองหลักโดยมีเสียงอื่นเล่นเสียงประสานคลอประกอบ มีการด้นสด ของ
นั กดนตรี โดยนั กดนตรีจะแต่งเติมบทเพลง
5. พัฒนาการเล่นเครื่องดนตรีแบบใหม่ เริ่มมีการใช้เครื่องดนตรีหรือเสียงร้องเล่นประชัน
กัน เช่น เสียงร้องประชันกับเครื่องดนตรี หรือการเดี่ยวประชันเครื่องดนตรีบ้าง เพลงมีทั้งเพลงขับร้อง
และเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรี
ในยุคบาโรก เริ่มมีการใช้เครื่องดนตรีหรือเสียงร้องเล่นประชันกัน เช่น เสียงร้องประชัน
กับเครื่องดนตรี หรือการเดี่ยวประชันเครื่องดนตรีบ้าง ซึ่งเรียกกันว่า STILE CONCERTANTE มีการใช้บา
สโซคอนตินิ วโอ (BASSO CONTINUO) คือการที่เสียงเบส (เสียงต่ำ) เคลื่อนที่ตลอดเวลา โดยใช้
สัญลักษณ์เป็ นตัวเลขบอกถึงการเคลื่องที่ไปของเบส รวมถึงเสียงแนวอื่น ๆ ด้วย ทำให้เกิดคอร์ดขึ้นมา
เครื่องดนตรีที่ใช้เล่นบาสโซคอนตินิ วโออาจเป็ นคีย์บอร์ด เช่น ออร์แกน ฮาร์ปซิคอร์ด หรือเป็ นกลุ่ม
ของเครื่องดนตรี เช่น วิโอลา เชลโล และบาสซูน
ตัวอย่างเพลงใน
ยุคสมัยบาโรก
มีไซอาห์ (Messiah) เป็ นผลงานออราทอริโอสำหรับการขับร้องประสานเสียงโดจอร์จ
ฟริดริก แฮนเดิล เป็ นหนึ่ งในบทร้องประสานเสียงภาษาอังกฤษที่มีได้รับความนิ ยม
ที่สุด โดยนำคำร้องมาจากคัมภีร์ไบเบิลฉบับนิ กายเชิร์ชออฟอิงแลนด์ 2 ฉบับ
Water Music แฮนเดลได้แต่งเพลงนี้ ถวายพระเจ้าจอร์ช ที่ 1 เพื่อนำไปให้นั กดนตรี
ใช้บรรเลงภายในเรือขณะเสด็จประพาสอยู่ในแม่น้ำเทมส์ ผลจากการแสดงดนตรี
ถวายระหว่างเสด็จทางเรือในครั้งนี้ ทำให้แฮนเดลกลายเป็ นคนโปรดของพระเจ้า
ยอร์ชที่ 1
ตัวอย่างเพลงใน
ยุคสมัยบาโรก
พระเจ้าจอร์จที่ 1 เสด็จพระราชดำเนิ นประพาสโดยทางชลมารค โดยลง
เรือพระที่นั่ งจากพระตำหนั กไวท์ฮอลล์ (Whitehall) ไปยังเชลซี (Chelsea)
ฮันเดลจึงฉวยโอกาสนี้ เพื่อที่จะเรียกคะแนนความไว้วางพระทัยจากพระ
เจ้าจอร์จ ที่ 1 โดยเขาได้ประพันธ์บทเพลงชุดเต้นรำ (French Suite )
จำนวน 3 บท ทูลเกล้าฯ ถวาย อันเป็ นที่รู้จักกันในเวลาต่อมาว่า The
Water Music Suite โดยเขาลงมาเป็ นผู้ควบคุมวงดนตรีหลวงเล่นประกอบ
ตลอดการล่องเรือในครั้งนี้ ด้วยตนเอง บทความที่ปรากฏในหนั งสือพิมพ์
Daily Courant ฉบับวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ.1717
คี ต ก วี ใ น ยุ ค ส มั ย
บาโรก
จอร์จ ฟริดริก แฮนเดิล
จอร์จ ฟริดริก (หรือฟริเดอริก) แฮนเดิล เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์
ค.ศ. 1685 ที่เมืองฮัลเลอ (ซาเลอ) ประเทศเยอรมนี มีชื่อตามภาษาเยอรมัน
ว่า เกออร์ค ฟรีดริช เฮ็นเดิล (เยอรมัน: Georg Friedrich Händel) เสียชีวิต
เมื่อวันที่14 เมษายน ค.ศ. 1759 ที่กรุ งลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็ นนั ก
ดนตรีสัญชาติเยอรมันที่โอนสัญชาติมาเป็ นอังกฤษ และได้กลายมาเป็ น
พลเมืองอังกฤษเต็มตัว มีชื่อใหม่ในภาษาอังกฤษว่า จอร์จ ฟริดริก แฮนเดิล
ผลงาน
ในปี ค.ศ. 1771 เฮ็นเดิล เป็ นผู้ประพันธ์บทเพลงที่แคนนอนส์ในเมือ
งมิดเดิลเซ็กส์
โยฮัน เซบัสทีอัน บัค
โยฮัน เซบัสทีอัน บัค (เยอรมัน: Johann Sebastian Bach) เป็ นคีตกวีและนั กออร์แกนชาว
เยอรมัน เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2228 ในครอบครัวนั กดนตรี ที่เมืองไอเซอนั ค บัค
แต่งเพลงไว้มากมายโดยดั้งเดิมเป็ นเพลงสำหรับใช้ในโบสถ์ เช่น "แพชชัน" บัคถึงแก่กรรม
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2293 ที่เมืองไลพ์ซิชโยฮัน เซบัสทีอัน บัค, ปี พ.ศ. 2291 วาด
โดย อีลิอาส ก็อตลอบ เฮาส์มันน์ บัคเป็ นนั กประพันธ์ดนตรีสมัยบาโรกเขาสร้างดนตรีของ
เขาจนกลายเป็ นเอกลักษณ์ของยุคสมัยบัคมีอิทธิพลอย่างสูงและยืนยาวต่อการพัฒนาดนตรี
ตะวันตกแม้แต่นั กประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่ เช่น โมทซาร์ท, เบทโฮเฟิ นยังยอมรับบัคในฐานะ
ปรมาจารย์ งานของบัคโดดเด่นในทุกแง่มุม ด้วยความพิถีพิถันของบทเพลงที่เต็มไปด้วย
ท่วงทำนอง เสียงประสาน หรือเทคนิ คการสอดประสานกันของท่วงทำนองต่างๆรู ปแบบที่
สมบูรณ์แบบเทคนิ คที่ฝึ กฝนมาเป็ นอย่างดีการศึ กษาค้นคว้าแรงบันดาลใจอันเต็มเปี่ ยมรวมทั้ง
ปริมาณของบทเพลงที่แต่งทำให้งานของบัคหลุดจากวงจรทั่วไปของชีวิตการเป็ นศิ ลปิ นที่ปกติ
แล้วจะเริ่มต้น เติบโตจนรุ่งโรจน์ ถึงขีดสุด แล้วเสื่ อมถอยไปในบั้นปลาย กล่าวคือไม่ว่าจะเป็ น
เพลงที่บัคได้ประพันธ์ไว้ทั้งในช่วงวัยเยาว์ในช่วงหลังของชีวิตก็ล้วนแต่มีคุณภาพทัดเทียมกัน
บัคเป็ นคีตกวีที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการพัฒนาศิ ลปะการเล่นเครื่องดนตรีประเภทคีย์บอร์ด
เช่น คลาวิคอร์ดและฮาร์พซิคอร์ด โดยแต่เพลงประเภทพรีลูดและฟิ วก์ไว้มากมาย โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งชุมนุมบทเพลงพรีลูดและฟิ วก์ในเว็ลเท็มเพอร์คลาเวียร์ 2 เล่ม โดยเล่มแรกมี 24
เพลง และเล่มที่สองอีก 24 เพลง แต่บัคยังได้ประพันธ์เพลงพรีลูดสั้นๆไว้อีกเป็ นจำนวนมาก
โดยยังได้รับความนิ ยมฝึ กฝนและบรรเลงโดยนั กเปี ยโนมาตลอดจวบจนปั จจุบัน
อันโตนี โอ ลูซิโอ วีวัลดี
เกิดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2221 ที่เมืองเวนี ส ประเทศอิตาลี เขาเป็ นเป็ นนั กแต่ง
เพลงและนั กเล่นดับเบิ้ลเบสชื่อดังในสมัยบาโรก นอกจากนี้ ยังเป็ นอาจารย์และพระอีก
ด้วย วิวัลดีได้รับการยอมรับว่าเป็ นนั กแต่งเพลงในยุคบาโรกที่ดีที่สุด อิทธิพลของเขาใน
ขณะที่มีชีวิตอยู่ครอบคลุมไปทั่วทั้งยุโรป คนส่วนใหญ่รู้จักเขาจากการที่เขาแต่งเพลงให้
กับเครื่องดนตรีประสานเสียง สำหรับไวโอลินและเครื่องดนตรีอื่น ๆ อีกมากมาย ตลอด
จนแต่งเพลงที่ใช้ในการบูชาทางด้านศาสนา และละครเพลงกว่าสี่ สิบบท ผลงานที่เป็ นที่
รู้จักมากที่สุดของเขาคือซีรีส์ของเพลงประสานเสียงไวโอลิน ที่รู้จักในชื่อ “The Four
Seasons”หลายเพลงจากบทประพันธ์ทั้งหมดของวิวัลดีถูกแต่งขึ้นมาให้วงออร์เคสตร้าหญิง
จากสถานกำพร้า “ออสปิ ดาเล เด ลา ปี เอตา” ซึ่งเขาเคยทำงานอยู่ในช่วง ค.ศ. 1703-1715
และ 1723-1740 วงออร์เคสตร้าหญิงล้วนนี้ ได้กลายเป็ นวงออร์เคสตร้าที่มีเอกลักษณ์ที่สุด
วงหนึ่ งในสมัยนั้ น จนสามารถดึงดูดเศรษฐีชาวต่างชาติมาชมการแสดงได้มาก วิวัลดียัง
ประสบความสำเร็จกับการแสดงละครโอเปร่าที่มีราคาแพงของเขาในเวนิ ส, มันโตวาและ
เวียนนาหลังจากการประชุมของจักรพรรดิคาร์ลที่ 6 วิวัลดีย้ายไปอยู่ที่กรุ งเวียนนาเพราะ
หวังว่าจะได้เลื่อนขั้น แต่จักรพรรดิสวรรคตไม่นานหลังจากที่มาถึงและวิวัลดีก็เสียชีวิตใน
หนึ่ งปี ต่อมาท่ามกลางความยากจน หลังจากที่เขาตาย เพลงของเขาก็ถูกลืมเลือนไป จน
กระทั่งในยุคศตวรรษที่ยี่สิบ เพลงของเขาได้รับการฟื้ นฟูขึ้นมาอีกครั้ง ทุกวันนี้ วิวัลดีถูกจัด
อันดับให้เป็ นนั กแต่งเพลงยุคบาโรกที่มีชื่อเสียง ได้รับการบันทึกไว้อย่างแพร่หลาย และ
เป็ นต้นแบบให้คีตกวีรุ่นหลังนิ ยมทำตาม ทั้งในสมัยคลาสสิกและโรแมนติก โยฮัน เซ
บัสทีอัน บัค ที่ได้รู้จักกับวีวัลดีชื่นชมเขามากจนกระทั่งได้ยืมหัวข้อที่วิวัลดิกล่าวถึงไว้หลาย
หัวข้อมาถ่ายทอดและปรับเปลี่ยนใหม่
ฌ็อง-บาติสต์ ลูว์ลี
เดิมชื่อ โจวันนี บัตติสตา ลุลลี เป็ นคีตกวีชาวฝรั่งเศสเชื้อสายอิตาลีเกิดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน
ค.ศ. 1632 ที่เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เป็ นบุตรของเจ้าของโรงโม่ เขาได้รับการศึ กษาเพียงเล็กน้ อย
แต่กลับมีพรสวรรค์ในการเล่นกีตาร์ ไวโอลิน และเต้นรำ ในปี ค.ศ. 1646 เขาได้พบกับดุ๊กแห่งกีซผู้ชักนำ
เขาไปยังฝรั่งเศส ที่ที่เขาได้เข้าไปรับใช้อาน มารี หลุยส์ ดอร์เลอ็อง ดูว์แช็สเดอมงป็ องซีเย ฌ็อง-บาติ
สต์ ลูว์ลีด้วยความช่วยเหลือของท่านหญิงทำให้พรสวรรค์ทางด้านดนตรีของลูว์ลีได้รับการฝึ กฝน เขาได้
ศึ กษาทฤษฎีดนตรีกับนี กอลา เมทรู ว์ แต่สุดท้ายก็กลับถูกไล่ออกเพราะเขียนบทกวีที่หยาบคายเกี่ยวกับ
"สุภาพสตรีผู้ให้การอุปถัมภ์"หลังจากนั้ นลูว์ลีได้ทำงานด้วยการเป็ นนั กเต้นรำในราชสำนั กของพระเจ้า
หลุยส์ที่14 ลูว์ลีประพันธ์บัลเล่ต์ให้ราชสำนั กเป็ นจำนวนมากในช่วงทศวรรษที่ 1650 ถึง 1660 เขาประสบ
ความสำเร็จอย่างงดงามในการประพันธ์บทเพลงประกอบบัลเลต์ ร่วมกับมอลีแยร์ เช่นเรื่อง เลอมารี
ยาฌฟอร์เซ ลามูร์เมเดอแซ็งและเลอบูร์ฌัวฌ็องตียอม ความสนพระทัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในด้านบัล
เลต์เริ่มลดน้ อยลงเมื่อเขามีอายุมากขึ้นและความสามารถในการเต้นเสื่ อมถอยลง การแสดงครั้งสุดท้าย
ของเขาคือในปี 1670)
ดังนั้ นลูว์ลีจึงมุ่งการประพันธ์ไปยังอุปรากร เขาได้สิทธิพิเศษสำหรับอุปรากรจากปี แยร์ แปแร็ง และการ
สนั บสนุนของฌ็อง-บาติสต์ กอลแบร์ รวมทั้งกษัตริย์ ทำให้เขามีอำนาจเด็ดขาดในการควบคุมการแสดง
ดนตรีทั้งหมดทั่วฝรั่งเศสจนกระทั่งเขาตาย วันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1687 ลูว์ลีได้ควบคุมการบรรเลง
บทเพลง "เตเดอุม" (Te Deum) เพื่อเป็ นเกียรติแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่ทรงหายประชวรจากโรคร้าย เขา
กำกับวงโดยการเคาะไม้เท้าลงพื้นดั่งเช่นที่เขาชอบทำ แต่กลับโดนนิ้ วหัวแม่เท้ากลายเป็ นแผลและเกิด
เป็ นหนองจนเน่ าเปื่ อย เขากลับปฏิเสธตัดนิ้ วเท้า จนทำให้แผลลุกลามและเป็ นเหตุให้เขาเสียชีวิตในวัน
ที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1687 แต่เรื่องสาเหตุการเสียชีวิตของลูว์ลีนี้ ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันข้อ
เท็จจริง