The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปัญหาการทุจริตในสังคม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by PK.JITTICHAI MATWONG, Asst. prof., 2021-06-17 22:19:19

บทที่ 7 ปัญหาการทุจริต

ปัญหาการทุจริตในสังคม

บทที่ 7
ปัญหาการทจุ ริต

สาระสาคัญ
การทุจริตคอร์รัปชนั ในหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นภยั คุกคามความมน่ั คงของชาติรูปแบบหน่ึง ซ่ึงหลาย

ท่านมองขา้ มเพราะคดิ วา่ ไม่สาคญั และไมใ่ ช่ปัญหาของตนเอง หรือบางคร้ังมองวา่ เป็นเรื่อง ไกลตวั ซ่ึงแทจ้ ริง
แลว้ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชนั เป็นส่ิงท่ีมีความเก่ียวพนั และเชื่อมโยงกบั การดาเนิน ชีวิตของคนในสงั คมทุกคน
โดยปัญหาการทุจริตคอร์รัปชนั ในหน่วยงานภาครัฐน้ี อาจมีสาเหตหุ ลาย ปัจจยั ดว้ ยกนั เช่น ความยากจนของ
ขา้ ราชการช้นั ผนู้ อ้ ย ความอยากไดอ้ ยากมี การขดั กนั ของผลประโยชน์ การทจุ ริตคอร์รัปชนั เชิงนโยบาย ฯลฯ
ดงั น้นั จึงตอ้ งทาความเขา้ ใจ หรือศึกษาขอ้ มูลพ้ืนฐานที่มี ความเกี่ยวกบั แนวคิดทฤษฎี สถานการณ์ และงานวิจยั ที่
เก่ียวขอ้ ง เพ่ือคน้ หาแนวทางในการดาเนินการ ป้องกนั และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชนั ใหม้ ีประสิทธิภาพ
และ เป็นรูปธรรมมากยงิ่ ข้นึ

สาระการเรียนรู้
1. ทฤษฎีเกี่ยวกบั การทุจริตคอร์รัปชนั
2. ความหมายของการทจุ ริตคอร์รัปชนั
3. สาเหตุของการทจุ ริตคอร์รัปชนั
4. รูปแบบของการทจุ ริตคอร์รัปชนั
5. ผลกระทบจากการทจุ ริตคอร์รัปชนั

1. ทฤษฎเี กย่ี วกบั การทุจริตคอร์รัปชัน
ทฤษฎีวา่ ดว้ ยการทจุ ริตคอร์รัปชนั จากการศึกษาท่ีผา่ นมา พบวา่ ยงั ไมม่ ีทฤษฎีใดท่ี สามารถนามาอธิบาย

ถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชนั ท่ีเกิดข้ึนไดอ้ ย่างแทจ้ ริง และส่ิงท่ีเราคน้ พบ คือ มีแนวคิดทฤษฎีอ่ืนๆ ที่มีการเขียน
อธิบายถึงการทจุ ริตคอร์รัปชนั เพียงเลก็ นอ้ ยเท่าน้นั ซ่ึงการศึกษา ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชนั โดยทวั่ ไปแลว้ ส่วน
ใหญ่จะมีการศึกษาถึงลกั ษณะของการทุจริตคอร์รัปชนั โดยมีการพิจารณาถึงสาเหตุ หรือปรากฏการณ์การ
ทุจริตคอร์รัปชนั ที่เกิดข้ึนเป็นกรณีๆ ไป ซ่ึงจะเป็นไปในลกั ษณะของการอธิบายกรณีศึกษา (Case Study) น้นั ๆ
และสรุปออกมาเป็นรูปแบบเฉพาะ อยา่ งไรก็ตาม แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกบั การทุจริตคอร์รัปชนั ท่ีนามาเป็นตวั แบบ
ในการอธิบายปรากฏการณ์การเกิด ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชนั ในคร้ังน้ี คอื

175

1.1. ทฤษฎีสามเหลย่ี มของการทจุ ริตคอร์รัปชัน (Fraud Triangle Theory) ทฤษฎีท่ีไดร้ ับความนิยม และ
มกั ถกู นามาใชเ้ ป็นตวั แบบในการศึกษาการทุจริตคอร์รัปชนั คือ ทฤษฎีสามเหล่ียมของ การทุจริตคอร์รัปชนั
(Fraud Triangle Theory) ของ ดร.โดนลั ด์ เครสซีย์ (Donald Cressey) (เขยี นในช่วงปี ทศวรรษ 1980) โดยทฤษฎี
ดงั กลา่ วมีสาระสาคญั กล่าวคือ การทุจริตคอร์รัปชนั มีโอกาส ที่จะเกิดข้นึ สูง หากมีเหตุการณ์ หรือปัจจยั เสี่ยง ท่ี
เอ้ือตอ่ การเกิดการทุจริตคอร์รัปชนั ใน 3 ดา้ น ไดแ้ ก่

(1) การมีความกดดนั หรือแรงจูงใจ (Pressure or Incentive) ซ่ึงผทู้ ่ีกระทาการทุจริต คอร์รัปชนั
จะมีความกดดนั หรือมีแรงจูงใจ ใหก้ ระทาการทุจริตคอร์รัปชนั ซ่ึงแรงผลกั ดนั อาจเกิดจาก

- ความกดดันในการปฏิบตั ิงาน หรือการปฏิบตั ิหน้าท่ี เช่น กิจการท่ีมีการกาหนด
วตั ถุประสงคแ์ ละ เป้าหมายโดยใช้ตวั ช้ีวดั ผลลพั ธ์ทางการเงินตามระยะเวลาที่กาหนดไวส้ ูงเกินไป เช่น รายได้
ของยอดขาย ผลกาไรท่ีไดร้ ับ ฯลฯ ซ่ึงหากผปู้ ฏิบตั ิงานทาไมไ่ ดต้ ามท่ีกาหนดไวจ้ ะถกู ลงโทษ เงื่อนไขเหล่าน้ีมกั
เป็ น ความกดดันที่ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน โดยวิธีการแก้ไขรายละเอียดและตวั เลขบญั ชีในรายงานท่ี
เสนอตอ่ ผบู้ ริหาร

- ความกดดนั และแรงจูงใจส่วนตวั หรือส่วนบุคคล เช่น ความเดือนร้อนทางการเงิน
เฉพาะหนา้ หรือบางกรณีอาจเกิดข้ึนจากอุปนิสยั ส่วนตวั เช่น ติดการพนนั การใชจ้ ่ายที่สุรุ่ยสุร่าย และ เป็นคนที่
มีอปุ นิสัยชอบความทา้ ทาย เป็นตน้

(2) การมีโอกาสในการกระทาผิด (Opportunity) กล่าวคือ การมีโอกาสในการกระทาการทุจริต
คอร์รัปชันน้ัน โอกาสท่ีเอ้ือต่อการจะปกปิ ดการกระทาการทุจริตคอร์รัปชัน โอกาสที่จะ แปลงสภาพของ
ทรัพยส์ ินท่ีได้มาจากการทุจริตคอร์รัปชัน โอกาสในการกระทาผิดที่เกิดจากจุดอ่อน ของระบบการควบคุม
ภายในองคก์ ร หรือระบบการตรวจสอบป้องกนั การทุจริตคอร์รัปชนั ท่ีไม่สามารถ ตอบสนองไดอ้ ยา่ งทนั ทีทนั ใด
(ทนั เวลา) เป็นตน้ ซ่ึงขอ้ บกพร่องของระบบการควบคุม หรือมาตรการ ป้องกนั การทุจริตคอร์รัปชนั เช่น ขาด
การแบ่งแยกหนา้ ท่ีท่ีมีความเสี่ยงต่อการสร้างความเสียหาย ให้แก่องคก์ รการละเมิด หรือการยกเวน้ การควบคุม
(ลักษณะงานบางอย่างไม่ต้องได้รับการตรวจสอบ) ขาดการควบคุมการเข้าถึงข้อมูล ทรัพยส์ ิน และระบบ
สารสนเทศที่มีความสาคญั ส่วนระบบการควบคุม การทุจริตคอร์รัปชนั แบบคน้ พบ เช่น ไม่มีร่องรอยท่ีสามารถ
ตรวจสอบได้ ทาใหส้ ามารถกระทาความผดิ ไดโ้ ดยไร้ร่องรอย หรือระบบตรวจพบไดย้ ากไมม่ ีระบบการควบคุม
แบบอตั โนมตั ิการคน้ พบการกระทาผิด ไดใ้ นระยะเวลาท่ีเกิดข้ึนจริง ไม่มีการตรวจนบั ทรัพยส์ ินและตรวจสอบ
บญั ชีอยา่ งสม่าเสมอ เป็นตน้

(3) การมีขอ้ อา้ ง หรือการใชเ้ หตผุ ลที่ทาให้ผกู้ ระทาความผิดรู้สึกดีข้นึ (Rationale) เช่น การอา้ ง
ถึงความจาเป็น ความเดือดร้อนส่วนตวั การอา้ งวา่ เป็นธรรมเนียม หรือเป็นประเพณีที่ ตอ้ งกระทาการอา้ งว่าไม่
ทราบว่าสิ่งท่ีตนเองกระทาน้ันเป็ นความผิดเพราะเนื่องจากใครๆ ก็ทากัน หรืออ้างว่าเป็ นการกระทาเพ่ือ

176

ประโยชน์ต่อส่วนร่วม เช่น การตกแต่งตวั เลขการเงินให้มีกาไร เพ่ือให้ผูถ้ ือ หุ้นเกิดความพึงพอใจ หรือเพ่ือ
ตอ้ งการไดร้ ับเงินปันผล และราคาหุ้นเพ่ิมสูงข้ึน หรืออา้ งว่าทาเพื่อ ไม่ใหก้ ิจการลม้ ละลาย เป็นตน้ (อุษณา ภทั ร
มนตรี.2552)

1.2. ทฤษฎีหัวหน้า - ตัวแทน (Principal - Agent ProblemTheory) ทฤษฎีน้ีไดม้ ีการอธิบายถึงโครงสร้าง
ของแรงจูงใจ (Incentive Structure) ของผบู้ งการ ซ่ึงมีลกั ษณะการดาเนินการโดยการกาหนดให้ หรือการมอบให้
ผอู้ ่ืนไปดาเนินการแทนตนเอง โดยตาม ทฤษฎีแลว้ โครงสร้างของแรงจูงใจท่ีผบู้ งการไดก้ าหนดข้ึนมาน้ัน จะมี
ลกั ษณะโครงสร้างท่ีมีความเหมาะสม ในเชิงจิตวิทยา เพื่อทาให้บุคคลซ่ึงเป็ นตวั แทนไปดาเนินกิจกรรมน้ันๆ
แทนตนไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองต่อความตอ้ งการตามจุดมุ่งหมายของผทู้ ี่บงการได้เป็ น
อยา่ งดี โครงสร้างของ แรงจูงใจของผบู้ งการสามารถจาแนกได้ 2 รูปแบบ กล่าวคอื

(1) โครงสร้างของแรงจูงใจที่เป็นไปใน เชิงบวก หรือไดร้ ับประโยชน์จากการกระทา(Carrot)
และ (2) โครงสร้างของแรงจูงใจที่เป็ นไปในเชิงลบ หรือเสียผลประโยชน์จากการกระทา(Stick)
ส่วน Rent Seeking ซ่ึงเป็ นทฤษฎีที่สามารถอธิบายถึง การกระทา กิจกรรม และวิธีการต่างๆ ที่จะพยายามคง
สภาพ สร้างข้ึน และโอนส่วนเกินท่ีเป็ นผลตอบแทน ที่สูงกวา่ ปกติในแต่ละประเภท นอกจากน้ีทฤษฎีดงั กล่าว
ยงั บ่งบอกถึงการแสวงหาส่วนเกินที่อยู่ใน รูปแบบท่ีถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมายก็ได้ เช่น การให้สินบน และ
การลอบบ้ี เป็นตน้ ซ่ึงการกระทาเหล่าน้ีลว้ นแลว้ แต่เป็นการแทรงแซงโดยผทู้ ่ีมีอานาจหรือรัฐบาล เป็นการสร้าง
หรือบิดเบือนราคา หรือบิดเบือนกลไกตลาด เพื่อให้ได้มาซ่ึงผลประโยชน์ที่ทาให้ผูท้ ่ีได้รับผลตอบแทนจะ
พยายามรักษา สภาพดงั กลา่ วเอาไวใ้ หไ้ ดน้ านที่สุดโดยวิธีการตา่ งๆ

การวเิ คราะหป์ ัจจยั ท่ีเป็นตวั กาหนดการทุจริตคอร์รัปชนั ของทฤษฎีหัวหนา้ ตวั แทน น้นั มีตวั แสดงอยู่ 3
กลุม่ คือ หัวหน้า ตวั แทน และผู้อยู่ใต้การอปุ ถัมภ์

หัวหน้า (Principal) หมายถึง ตวั บุคคล องคก์ ร และประชาชนที่เขา้ ไปมีอานาจหนา้ ท่ีในการบริหารงาน
ระดบั สูงในรัฐบาล ตัวแทน (Agent) เป็นขา้ ราชการท่ีไดร้ ับการมอบหมายใหด้ าเนินภารกิจในนามของหัวหน้า
หรือการให้ดาเนินงาน แทนหัวหน้า ตวั แทนตอ้ งอาศยั อานาจในการวินิจฉัยส่ังการเพื่อแกไ้ ขปัญหาต่างๆ ย่ิง
ปัญหาน้นั มีขอบเขต กวา้ งขวางมากเท่าไหร่ตวั แทนก็จะตอ้ งใช้อานาจในการวินิจฉยั ส่ังการเพ่ิมมากข้ึนเท่าน้นั
แต่ตอ้ งอยู่ ภายใตเ้ ง่ือนไขที่หวั หนา้ สามารถควบคุมการทางานของตวั แทนได้ และ ผู้อยู่ใต้การอุปถัมภ์ (Client)
ซ่ึงอาจเป็ นบุคคลหรือองค์กรก็ได้ได้เขา้ มามีส่วนได้เสียจากการดาเนินงานของตัวแทน รูปแบบของ การ
ปฏิสัมพนั ธ์ของบุคคลกลุ่มน้ีมีหลายรูปแบบ แต่ทฤษฎีของ Klitgaard ไดใ้ หค้ วามหมายของการ ทุจริต คอร์รัป
ชนั ในแง่ท่ีแตกต่างกนั ระหว่างผลประโยชน์ของหัวหน้ากบั ผลประโยชน์ของตวั แทน Klitgaard กล่าวว่า “การ
ทจุ ริตคอร์รัปชนั จะเกิดข้ึนไดต้ ่อเมื่อตวั แทนไมซ่ ่ือสัตยต์ ่อผลประโยชน์ของ หวั หนา้ ” ซ่ึงทฤษฎีน้ีมุ่งเนน้ ในเร่ือง
ผลประโยชน์และกลไกการตรวจสอบสถาบนั ทางการเมืองมากกว่า การกระทาของตวั บุคคลที่เก่ียวขอ้ ง (ท้งั

177

ขา้ ราชการและผูอ้ ยู่ใตก้ ารอุปถมั ภ)์ ขอ้ ดี คือ ในแง่ของการ วิเคราะห์บางคร้ังดูเหมือนว่ายงั ไม่มีความชดั เจนว่า
ใคร คือ หัวหน้า และใคร คือ ผูท้ ่ีตวั แทนท่ีต้อง แสดงความรับผิดชอบจากการกระทาน้ันๆ (สังศิต พิริยะ
รังสรรค.์ 2549)

ทฤษฎีน้ีอาจกล่าวไดว้ า่ เป็นทฤษฎีท่ีอธิบายถึงโครงสร้างของแรงจูงใจ (Incentive Structure) ท่ีหวั หนา้
(ผบู้ งการ) ไดม้ อบใหต้ วั แทนไปดาเนินการ ซ่ึงตามทฤษฎีแลว้ โครงสร้างของ แรงจูงใจที่หวั หนา้ กาหนดข้นึ น้นั
จะมีลกั ษณะของโครงสร้างที่เหมาะสม (Optimal) ในเชิงจิตวิทยา หรือรูปแบบของวตั ถุ เพ่ือที่จะใหต้ วั แทนน้ัน
ไปทางานแทนตนไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ และสามารถ ตอบสนองตอ่ ความตอ้ งการ หรือจุดมงุ่ หมายของหัวหนา้
ไดเ้ ป็นอยา่ งดี โครงสร้างของแรงจูงใจของ หวั หนา้ น้นั สามารถจาแนกไดเ้ ป็น 2 รูปแบบ คอื

(1) โครงสร้างของแรงจูงใจที่เป็นบวก หรือไดผ้ ลประโยชน์จากการกระทา (Carrot) และ
(2) โครงสร้างของแรงจูงใจที่เป็นลบ หรือเสียผลประโยชน์จากการ กระทา(Stick) (ธีรภทั ร์ เสรี
รังสรรค.2549)
ทฤษฎีน้ีสามารถนามาใชอ้ ธิบายปรากฎการณ์การทุจริตคอร์รัปชนั ไดว้ า่ เป็นสิ่งที่เกิดข้ึน จากการกระทา
ของผูป้ กครอง (Ruling Class) เครือญาติ และพวกพอ้ งของผูป้ กครอง ท่ีตอ้ งเขา้ มาแสวงหาผลประโยชน์ใส่
ตนเอง โดยเฉพาะผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ หรือการดาเนินกิจกรรมต่างๆ ที่สามารถทาให้ธุรกิจของ
ตนเองมีความไดเ้ ปรียบคู่แข็ง ซ่ึงกลุ่มบุคคลเหล่าน้ีเมื่อมีโอกาสเขา้ มามีอานาจแลว้ ก็จะใช้วิธีการต่างๆ เพ่ือจะ
เปล่ียนแปลงกฎระเบียบ หรือกาหนดกฎเกณฑอ์ ่ืนๆ ข้ึนมาใหม่ เพื่อเอ้ือ ประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพอ้ ง
ตลอดจนอาจมีการผลกั ดนั ร่างกฎหมายท่ีตนเองเป็ นผูร้ ่างข้ึนมา เพ่ือทาใหเ้ กิดส่วนเกินทางดา้ นเศรษฐกิจ (Rent
Creating) จากน้ันจึงแสวงหาผลประโยชน์จากส่วนเกิน ทางเศรษฐกิจ (Rent Seeking) เหล่าน้ัน ในรูปแบบท่ี
หลากหลาย (ขวญั ฤทยั ใจทนั .2554)

1.3. ทฤษฎีการขัดกันแห่ งประโยชน์ (Conflict of Interests Theory) ทฤษฎีน้ีสามารถอธิบายถึง
ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือความขัดแยง้ กันในเร่ืองของผลประโยชน์ ระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและ
ผลประโยชน์ส่วนรวม ซ่ึงตามทฤษฎีน้ีคาวา่ “การทุจริตคอร์รัปชนั ” จะมีความหมายท่ีกวา้ ง ซ่ึงลกั ษณะของความ
ขดั แยง้ มีความเกี่ยวขอ้ งกบั ผลประโยชน์ท่ีอยใู่ นรูปแบบ ของส่ิงที่ไม่ผิดกฎหมาย อาจเป็นผลประโยชน์ท่ีมีมลู ค่า
ทางการเงินหรือไม่ก็ได้ หรืออาจหมายถึง ผูบ้ ริหารท่ีคานึงถึงผลประโยชน์ส่วนตวั มากกว่าสิ่งอื่นใดจนส่งผล
กระทบต่อการปฏิบตั ิหน้าท่ีในตาแหน่ง ท่ีตนเองรับผิดชอบอยู่ ซ่ึงอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ส่วนรวม
ตวั อย่างเช่น ผลประโยชน์ทบั ซ้อนท่ี เรามกั พบเห็นกันอยู่ในปัจจุบนั กล่าวคือ การที่ผูม้ ีอานาจในรัฐบาลเป็ น
คสู่ ัญญากบั บริษทั ของตนเอง การทางานพเิ ศษนอกเหนือจากงานประจาการเขา้ ถึงและการรับรู้ขอ้ มูลภายใน การ
ใชท้ รัพยากร ของทางราชการเพ่ือผลประโยชน์ส่วนตวั เป็นตน้ ทฤษฎีท่ีมีความเก่ียวกบั กบั การทุจริตคอร์รัปชนั
สามารถนามาประยกุ ตใ์ ชเ้ ป็ นตวั แบบในการอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชนั ข้ึน ซ่ึง

178

ตวั ทฤษฎีสามารถนามาใชต้ ้งั เป็นคาถามวา่ รูปแบบการทุจริตคอร์รัปชนั ในแต่ละลกั ษณะน้นั เกิดข้ึน จากบุคคล
กลุ่มใดในสงั คม และมีลกั ษณะของการแสวงหาผลประโยชน์อยา่ งไรบา้ ง

ทฤษฎีการขดั กนั แห่งผลประโยชน์ไดร้ ับอิทธิพลจากแนวความคิดเร่ืองหน้าท่ีของหน่วยงาน ราชการ
สมยั ใหม่ หรือองคก์ รทางดา้ นการปกครองสมยั ใหม่ และแนวคิดเร่ืองผลประโยชน์สาธารณะท่ี มีการมุ่งเนน้ ว่า
หน่วยงานราชการสมยั ใหม่มีภารกิจทาเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม ส่วนบุคคลสาธารณะ ไดแ้ ก่ นกั การเมือง
และขา้ ราชการที่ไดร้ ับมอบหมายให้ปฏิบตั ิหน้าท่ีจะตอ้ งมีหลกั จริยธรรมในการทางาน กล่าวคือ ตอ้ งปฏิบตั ิ
หนา้ ที่เพ่ือผลประโยชน์ของประชาชนเท่าน้นั มิใช่เพื่อมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ ส่วนตวั ในขณะเดียวกนั บุคคล
สาธารณะตอ้ งปลอดจากอิทธิพล หรือสิ่งล่อตวั ล่อใจ เพ่ือทาใหก้ ารตดั สินใจเป็นอิสระและเป็นกลาง

ฉะน้นั หลกั การขดั กนั แห่งผลประโยชน์ในหน่วยงานราชการสมยั ใหม่ จึงมีไวเ้ พื่อใหบ้ ุคคลสาธารณะ
สามารถใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ได้อย่างเป็ นธรรม ซ่ึงเป็ น การปกป้องผลประโยชน์ท้ังของ
ประชาชนและของรัฐในเวลาเดียวกนั (สังศิต พริ ิยะรังสรรค.2549)

คาวา่ “การขดั กนั แห่งผลประโยชน์” ในความหมายของ Kenneth Kernaghan หมายถึง การท่ีเจา้ หน้าท่ี
ของรัฐไดใ้ ช้อานาจหน้าที่ที่ตนเองรับผิดชอบแสวงหา หรือมีผลประโยชน์ส่วนตนใน เร่ืองน้ันๆ ดว้ ย ส่วน
Sandra William ไดใ้ ห้ความหมายว่า การที่ผูด้ ารงตาแหน่งทางการเมือง หรือ ขา้ ราชการไดเ้ ปิ ดโอกาสให้เงิน
หรือผลประโยชน์ส่วนตวั เขา้ มามีอิทธิพลต่อหน้าท่ีความรับผิดชอบ ของตนซ่ึงจะตอ้ งมีต่อสาธารณะ และ
Patrick Boyer ไดใ้ ห้ความหมายว่า ในสถานการณ์ท่ีเจา้ หน้าท่ี รัฐมีผลประโยชน์ส่วนตวั และใช้อิทธิพลของ
ตาแหน่งหนา้ ที่เพอ่ื ผลประโยชนส์ ่วนตวั (ธีรภทั ร์ เสรีรังสรรค.2549)

Suemas Miller เห็นว่าการขดั กนั แห่งผลประโยชน์เป็ นสถานการณ์ที่บุคคล มีความขดั แยง้ กนั ระหว่าง
ผลประโยชน์ส่วนตวั กบั ผลประโยชน์ส่วนรวม ซ่ึงบุคคลน้นั จะขดั กนั ในผลประโยชน์ ถา้ หากเขาถูกขอร้องจาก
บุคคลอื่นให้ตดั สินใจเพื่อผลประโยชน์ของผูร้ ้องขอ โดยที่ตวั เขาเองก็มีผลประโยชน์ท่ีแน่นอนจากการเขา้ ไป
แทรกแซงการดาเนินการไดอ้ ย่างเต็มที่ ส่วน William ให้ความหมายว่า เป็ นสถานการณ์ที่เจา้ หน้าท่ีรัฐเขา้ ไปมี
ผลประโยชน์ส่วนตวั (ทางการเงิน) ที่กระทบต่อการใช้อานาจรัฐ หรือเป็ นสถานการณ์ที่ผลประโยชน์ทาง
การเงินมีอิทธิพลต่อการใชอ้ านาจหนา้ ที่

สาหรับองคป์ ระกอบของความขดั กนั ระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชน์ส่วนรวม (Conflict
of Interests) น้ัน Michael McDonald เห็นว่ามีองค์ประกอบที่สาคัญอยู่ 3 ประการ (สานักงานคณะกรรมการ
ป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.)2556) คอื

(1) มีประเดน็ เรื่องผลประโยชน์ส่วนบุคคล (ทางการเงิน)
(2) เป็นเรื่องของการใชด้ ุลพินิจในการ ปฏิบตั ิหนา้ ที่ และ

179

(3) เป็นการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีโดยใชอ้ านาจหนา้ ท่ีของเจา้ หนา้ ที่รัฐ ซ่ึงเป็นการขาดจริยธรรม ใน
การปฏิบตั ิหนา้ ที่

Ken Kernaghan และ John Langford ไดป้ ระมวลการกระทาท่ีเขา้ ขา่ ยความขดั กนั ระหวา่ งผลประโยชน์
ส่วนตนกบั ผลประโยชน์ส่วนรวม (Conflict of Interests) ไดแ้ ก่ การหาประโยชน์ ใหต้ นเอง (Self Dealing) รับ
ผลประโยชน์ (Accepting Benefits) ใชอ้ ิทธิพล (Influence Padding) ใชท้ รัพยส์ ินของนายจา้ งเพ่อื ประโยชน์ส่วน
ตน (Using Employer’s Property for Private Advantage) ใชข้ อ้ มูลลบั ของทางราชการ (Using Confidential
Information) รับงานนอก (Outside Employment or Moonlighting) และทางานหลงั ออกจากตาแหน่ง (Post -
Employment) ฉะน้นั การแสวงหาผลประโยชน์จากการมีผลประโยชน์ทบั ซอ้ น อาจมีวิธีการจดั การกบั ปัญหา
เหลา่ น้ีโดยการบงั คบั ใชก้ ฎหมายอยา่ งจริงจงั การกาหนดนโยบายของรัฐบาล การออกเป็นมติของคณะรัฐมนตรี
การออก กฎหมายใหม่ การแกไ้ ขหรือการออกกฎระเบียบของทางราชการใหม่ ฯลฯ

แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกบั การทุจริตคอร์รัปชนั ท่ีดงั กล่าวขา้ งตน้ ไดแ้ ก่ ทฤษฎีสามเหล่ียม ของการทุจริต
คอร์รัปชนั (Fraud Triangle Theory) ทฤษฎีหัวหน้า – ตวั แทน (Principal - Agent Problem Theory) และทฤษฎี
การขดั กนั แห่งประโยชน์ (Conflict of Interests Theory) ลว้ นแลว้ แต่ เป็ นพ้ืนฐานสาคญั ของการวิเคราะห์ห์ถึง
ปัญหา “การทุจริตคอร์รัปชนั ” ในองค์กรภาครัฐ เพราะรูปแบบ การทุจริตคอร์รัปชนั ของภาครัฐมีลกั ษณะท่ีมี
ความหลากหลายเพ่ิมมากข้นึ

2. ความหมายของการทจุ ริตคอร์รัปชัน
การทุจริตคอร์รัปชนั เป็ นประเด็นที่นักวิชาการในสาขาวิชาต่างๆ ให้ความสนใจ ท้งั สาขารัฐศาสตร์

กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ ปรัชญา สังคมวิทยา ฯลฯ ฉะน้นั ความหมายของ “การทุจริตคอร์รัปชนั ” จึงมีคานิยามท่ี
หลากหลายและแตกต่างกนั ออกไป ข้ึนอยกู่ บั มุมมองของนกั วิชาการแต่ละท่าน ในเบ้ืองตน้ คานิยามของ “การ
ทจุ ริตคอร์รัปชนั ” โดยสงั เขป ดงั น้ี

คาว่า “คอร์รัปชนั ” (Corruption) มีรากศพั ท์มาจากภาษาลาตินว่า Corruption เป็ นคาที่รู้จกั กนั ดีมานาน
แลว้ แต่การให้คานิยามมีหลากหลาย ข้ึนอยู่กบั วตั ถุประสงคใ์ นการนาไปใช้ ในมุมมอง ของพฤติกรรมศาสตร์
น้นั “การทุจริตคอร์รัปชนั ” อาจจดั เป็นอาชญากรรมประเภทหน่ึง และในบางกรณี อาจถูกมองในความหมายท่ี
แคบและต่างจากการโกง ยกั ยอก รีดไถ และการขู่ โดยมองว่าการทุจริต คอร์รัปชนั เป็ นการกระทาของคนสอง
ฝ่ายท่ีหาประโยชน์ร่วมกนั จากฝ่ายท่ีสาม เช่น การติดสินบน (จารุวรรณ สุขมุ าลพงษ.์ 2556)

การให้คานิยามในระดบั สากลเกี่ยวกบั การทุจริตคอร์รัปชนั มีการพิจารณาถึงการให้ ความหมายไวใ้ น
พจนานุกรมต่างๆ เช่น ความหมายใน Black Law Dictionary ที่ให้ความหมายของ การคอร์รัปชันว่า หมายถึง
การกระทาท่ีไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็ นการกระทาที่ชัว่ ช้า และการฉ้อโกงโดยเจตนาท่ีจะหลีกเลี่ยงกฎหมาย

180

รวมท้งั การกระทาที่ขดั ต่อตาแหน่งหนา้ ท่ี และละเมิดสิทธิของผอู้ ื่น นอกจากน้ียงั หมายถึงการท่ีขา้ ราชการบุคคล
ใดบคุ คลหน่ึงที่ประชาชนไวว้ างใจไดม้ ีการกระทาความผิด ต่อตาแหน่งหนา้ ท่ี โดยมีการรับประโยชน์จากบุคคล
อ่ืน ซ่ึงการให้ความหมายข้างต้นมีความสอดคล้อง กับ Funk and Wagnals New Standard Dictionary of the
English Language ซ่ึงไดใ้ หค้ วามหมาย ของการทจุ ริตคอร์รัปชนั ไวว้ า่ เป็นการใชอ้ านาจที่ไมซ่ ื่อตรงต่อหนา้ ท่ี
โดยเฉพาะการกินสินบน และ The Shorter Oxford English Dictionary ไดอ้ ธิบายว่า การทุจริตคอร์รัปชันเป็ น
การกระทาท่ีส่งผลทาให้เสื่อมความซื่อตรง โดยการรับสินบน หรือช่วยเหลือกนั การใชว้ ิธีการปฏิบตั ิท่ีมิชอบ
และยงั รวมถึงการอนุมตั ิทาสัญญาของทางราชการกบั บริษทั เอกชนท่ีชอบพอกนั การที่ราชการยอมให้มีสิทธิ
พิเศษ เพื่อแลกเปล่ียนกบั เงินซ่ึงเคยเกิดข้ึนมาหลายคร้ังในประวตั ิศาสตร์ (พรศกั ด์ิผอ่ งแพว้ และคณะฯ อา้ งถึงใน
ธีรภทั ร์ เสรีรังสรรค.2549)

การใหค้ านิยามในระบบราชการที่มองว่ามีความเก่ียวขอ้ งกบั การใชต้ าแหน่งหนา้ ท่ีการงาน ซ่ึง Bayley
ได้ให้ความหมายของการทุจริตคอร์รัปชันไวว้ ่า เป็ นการใช้อานาจหน้าที่ในทางที่ผิด อันเกิดจาก การเห็น
ประโยชน์ส่วนตนเป็ นท่ีต้งั ซ่ึงไม่จาเป็นตอ้ งเป็นตวั เงินเสมอไป ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั McMullen ท่ีไดใ้ ห้คาอธิบาย
ว่า เป็ นเรื่องของการรับเงิน หรือสิ่งของท่ีมีค่าเพื่อกระทาการบางสิ่งบางอย่างซ่ึงเจ้าหน้าท่ี ผูน้ ้ันมีหน้าที่
รับผิดชอบอยู่ หรือเจา้ หนา้ ท่ีมีการละเวน้ การปฏิบตั ินอกจากน้ียงั รวมถึงการใชอ้ านาจท่ี ไดร้ ับมอบหมายมาดว้ ย
เหตุผลอนั ไม่สมควร ซ่ึงคานิยามดงั กล่าวมีความคลา้ ยคลึงกบั Nye ท่ีไดใ้ ห้ ความหมายไวว้ ่า การทุจริต คอร์รัป
ชนั เป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากหนา้ ที่ที่ตอ้ งปฏิบตั ิตามตาแหน่ง หรือเป็นการปฏิบตั ิงานในลกั ษณะท่ีคานึงถึง
เหตุผลส่วนตวั และผลประโยชน์ทางการเงิน รวมท้งั การ กระทาท่ีละเมิดกฎเกณฑต์ ่างๆ เช่น การรับสินบน การ
เก้ือหนุนเครือญาติการโกงเงิน การจดั สรร ทรัพยากรโดยมิชอบ ฯลฯและอีกความหมายหน่ึงที่เป็นไปในทานอง
เดียวกนั คือ คานิยามของ Huntington ซ่ึงไดใ้ ห้ความหมายของการทุจริตคอร์รัปชนั ไว้ว่า เป็ นพฤติกรรมของ
เจา้ หนา้ ท่ีรัฐที่มีพฤติกรรมเบ่ียงเบน ไปจากกรอบที่สังคมมอบหมาย จึงถือเป็นการทุจริต คอร์รัปชนั ต่อตาแหน่ง
หนา้ ท่ี

การใหค้ านิยามในบริบทของสังคมไทยในพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ระบุไวว้ า่
การทุจริตคอร์รัปชนั หมายถึงความประพฤติชวั่ คดโกง ฉอ้ โกง (เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ และคณะฯ.2553) ส่วน
สานกั งานคณะกรรมการ ขา้ ราชการพลเรือน (ก.พ.) ไดใ้ ห้ความหมายวา่ การทาลาย หรือละเมิดจริยธรรม หรือ
ธรรมเนียมปฏิบตั ิ ในการบริหารงานของเจา้ หนา้ ที่รัฐซ่ึงรวมถึงพฤติกรรมท่ีไม่ปฏิบตั ิตามกฎหมาย การทานอ้ ย
กวา่ หรือไม่ดี เท่าที่กฎหมายระบุไวห้ รือแมแ้ ต่ทาตามวตั ถุประสงคข์ องกฎหมายแต่ใชว้ ิธีการท่ีผิดกฎหมาย และ
อีกความหมายหน่ึงที่สถาบนั พระปกเกลา้ ใหค้ าจากดั ความไวค้ ือ การใชต้ าแหน่งงานหรือใช้ อานาจในทางมิชอบ
เพ่ือผลประโยชน์ส่วนตวั หรือพวกพอ้ ง หรือกลุ่มที่ตนตอ้ งสวามิภกั ดิซ่ึงการทุจริต คอร์รัปชนั และประพฤติมิ

181

ชอบจะเกิดข้ึนได้ก็ต่อเมื่อเจ้าพนักงานรับ/ขอ/หรือกรรโชกเอาค่าตอบแทน หรือเมื่อ บริษทั เอกชนเสนอให้
คา่ ตอบแทนเพื่อหลบเล้ียงกฎหมาย เพอ่ื ผลประโยชน์ในการแขง่ ขนั ทางดา้ นธุรกิจ

สาหรับการทุจริตคอร์รัปชนั ในมิติดา้ นสังคมวิทยาเห็นว่า เป็นพฤติกรรมของเจา้ หนา้ ท่ีรัฐ ซ่ึงเบ่ียงเบน
ไปจากวิธีปฏิบตั ิท่ียอมรับกนั เพื่อใหไ้ ดป้ ระโยชน์สาหรับตนเอง เป็นพฤติกรรมที่ฉ้อฉลต่อ ความไวว้ างใจของ
สังคม ซ่ึงแสดงออกไดแ้ ก่

(1) มกั เป็นการกระทาท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั บคุ คลมากกวา่ หน่ึงคน
(2) โดยภาพรวมเก่ียวขอ้ งกบั ความลบั
(3) มกั เกี่ยวขอ้ งกบั พนั ธกรณีหรือประโยชน์ไดเ้ สียร่วมกนั ของ ผทู้ ่ีเก่ียวขอ้ ง
(4) ผทู้ ี่กระทาโดยปกติมกั จะพยายามอาพรางส่ิงท่ีตนทา
(5) การกระทาท้งั หลายมกั เกี่ยวขอ้ งกบั การฉอ้ ฉล
(6) การกระทาไมว่ า่ รูปแบบใดๆเป็นการทรยศตอ่ ความไวว้ างใจ
(7) การกระทาน้นั มกั จะเก่ียวขอ้ งกบั หนา้ ที่ในสองดา้ นท่ีขดั แยง้ กนั ของผกู้ ระทาน้นั
(8) เป็นการกระทาที่ละเมิดแบบ แผนพฤติกรรมการทาหนา้ ที่และความรับผิดชอบตามระเบียบ
ของสงั คม
ในดา้ นของกฎหมายไทยคาวา่ “การทุจริตคอร์รัปชนั ”ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 น้นั หมายถึง
เพื่อแสวงหาประโยชนท์ ี่มิควรไดโ้ ดยชอบดว้ ยกฎหมาย สาหรับตนเองหรือผอู้ ่ืน ในขณะท่ี ตามพระราชบญั ญตั ิ
ประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริต พ.ศ. 2542 มาตรา 4 คาวา่ “การทจุ ริตคอร์รัป
ชนั ต่อหนา้ ท่ี” หมายถึง การปฏิบตั ิหรือละเวน้ การปฏิบตั ิอย่างใด ในตาแหน่งหรือหนา้ ที่ หรือปฏิบตั ิหรือละเวน้
การปฏิบตั ิอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทาให้ผูอ้ ื่นเชื่อว่า มีตาแหน่งหรือหน้าที่ ท้งั ที่ตนมิไดม้ ีตาแหน่งหรือ
หนา้ ท่ีน้นั หรือใชอ้ านาจในตาแหน่งหรือหนา้ ท่ี ท้งั น้ี เพื่อแสวงหาประโยชน์ท่ีมิควรไดโ้ ดยชอบสาหรับตนเอง
หรือผอู้ ื่น
Johnson ได้ให้คาจากัดความของ “การทุจริตคอร์รัปชนั ” ไวว้ ่า เป็ นการกระทาของ ฝ่ ายบริหาร หรือ
รัฐบาล เกิดข้นึ ก็ตอ่ เมื่อมีการไหลเวียนของรายรับหรือรายไดข้ องรัฐบาลท่ีเป็นไปใน ทิศทางท่ีเพม่ิ พูนส่วนบุคคล
หรือสมาชิกของรัฐบาลชุดน้ัน ซ่ึงนบั ว่าเป็ นการกระทาท่ีผิดกฎหมาย ในขณะที่ Scott ให้คาจากดั ความในทาง
กฎหมายวา่ ความหมายของการทุจริตคอร์รัปชนั ท่ีใชก้ นั โดยทว่ั ไป ไม่ไดค้ รอบคลุมถึงระบบการเมือง ซ่ึงตาม
แนวความคิดของอริสโตเติล ที่อธิบายถึงการที่ ระบบการเมืองอานวยประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหน่ึง
โดยเฉพาะดว้ ยระบอบการปกครองแบบหน่ึง อาจจะไม่ก่อให้เกิดความยุติธรรมสาหรับคนทุกกลุ่ม เช่น คน
ช้ันสูง นักธุรกิจ กลุ่มชนบางกลุ่ม หรือ บางภูมิภาค เป็ นตน้ ซ่ึงเป็ นการลดทอนความตอ้ งการของกลุ่มอ่ืนๆ
หากแตว่ ิเคราะห์จากแง่ของกฎหมายน้นั การกระทาเหลา่ น้ีจะไมถ่ ือวา่ เป็ นการทุจริตคอร์รัปชนั ถา้ ไม่ไดเ้ ป็นการ

182

กระทาซ่ึงฝ่ าฝื น บรรทดั ฐานท่ีเป็ นทางการของสังคมน้นั Scott ตอ้ งการที่จะช้ีให้เห็นถึงประเด็นของการทุจริต
คอร์รัปชนั ที่หยง่ั รากลงไปในระบบการเมืองปัจจุบนั (ผาสุก พงษไ์ พจิตร อา้ งถึง สงั ศิต พิริยะรังสรรค.์ 2549)

สรุปง่ายๆ คือ “ฉ้อราษฎร์” เป็ นการโกงเงินราษฎร “บงั หลวง” คือ การโกงเงินหลวง ส่วนความหมาย
ของ “การทุจริตคอร์รัปชนั ” ไม่มีความหมายตายตวั หากแต่ข้ึนอยู่กบั ผูก้ าหนด ความหมายว่าตอ้ งการส่ือคาว่า
การทุจริตคอร์รัปชนั ในความหมายใด ซ่ึงมกั สอดคลอ้ งกบั ผูท้ ี่ตอ้ งการ ศึกษาในประเทศไทยเอง กฎหมายไทย
มิไดใ้ ชค้ าวา่ “คอร์รัปชนั ” หากใชค้ าวา่ “การทุจริตต่อหนา้ ท่ี” ซ่ึงเป็นเรื่องของการใชต้ าแหน่งหนา้ ที่ หรือทาให้
เขา้ ใจผิดว่ามีตาแหน่งหน้าที่น้ันๆ หาผลประโยชน์อนั มิควรได้ ท้งั ยงั มีคาที่แสดงถึงการทุจริตคอร์รัปชนั ของ
ขา้ ราชการอยู่แลว้ อนั ไดแ้ ก่ คาวา่ “ฉอ้ ราษฎร์ บงั หลวง” ซ่ึงนกั วิชาการหลายท่านก็มีความเห็นวา่ ท้งั สอง คือ สิ่ง
เดียวกนั (โกวิทย์ พวงงาม.2550)

อุดม รัฐอมฤต กล่าวถึง การทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการว่า เป็นเรื่องของการ ใชอ้ านาจ หรือ
อิทธิพลในตาแหน่งหน้าท่ีทางราชการ เพ่ือแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว เน่ืองจากเจ้าหน้าท่ีรัฐ เป็ นผูไ้ ด้รับ
มอบหมายให้ใช้อานาจกระทาการต่างๆ แทนรัฐ โดยมีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือให้เป็ นผูร้ ักษา ประโยชน์ร่วมกนั ของ
มหาชน อานาจเหล่าน้ีไม่ไดผ้ ูกติดกบั ตวั บุคคล แต่มาจากสถานภาพของเจา้ หนา้ ท่ีรัฐ ซ่ึงเป็ นกลไกของรัฐบาล
ในการดาเนินงานเพือ่ ส่วนรวม ดงั น้นั การที่เจา้ หนา้ ที่รัฐมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไป เช่น การหาประโยชน์ใส่ตนเอง
เครือญาติพี่นอ้ ง พรรคพวก หรือทาใหเ้ กิดความเสียหายให้แก่ผหู้ น่ึง ผใู้ ด หรือราชการ ก็ถือวา่ เป็นการทุจริตคอร์
รัปชนั และการประพฤติมิชอบในวงราชการ (อุดม รัฐอมฤต.2546)

ส่วนคานิยามของ “การทุจริตคอร์รัปชนั ” ของ นิพนธ์ พวั พงศกร ซ่ึงเห็นวา่ เป็นการใช้ อานาจหนา้ ท่ีของ
รัฐไปในทางที่ไมถ่ ูกตอ้ งเพ่อื แสวงหาประโยชน์ส่วนตวั ซ่ึงรวมถึงการทุจริตคอร์รัปชนั ของเจา้ หนา้ ที่รัฐ โดยไม่
มีฝ่ายอ่ืนเก่ียวขอ้ ง เช่น การยกั ยอกเงินของรัฐ การใชท้ รัพยส์ ินของรัฐนอก เวลาราชการ ซ่ึงสอดคลอ้ งกนั Goudie
and Stasavage ท่ีวิพากษ์วิจารณ์ว่าการให้คานิยามแคบเกินไป โดยเห็นว่าการใช้อานาจหน้าท่ีของรัฐในการ
แสวงหาประโยชน์ส่วนตวั ไม่ควรจะจากดั เฉพาะผลประโยชน์ ที่เป็ นเม็ดเงิน หากควรรวมถึงผลประโยชน์
รูปแบบอ่ืนๆ ดว้ ย เช่น ในกรณีที่นักการเมืองใช้อานาจหนา้ ท่ี ในการกาหนดนโยบายทางดา้ นเศรษฐกิจท่ีเอ้ือ
ประโยชน์ให้แก่กลุ่มบุคคลบางกลุ่มก่อนการเลือกต้งั เพ่ือให้ไดร้ ับเลือกกลบั เขา้ มาในตาแหน่งอีกคร้ัง การใช้
อานาจหนา้ ท่ีดงั กล่าวก็สามารถจดั ไดว้ า่ เป็ นการ ทุจริตคอร์รัปชนั เช่นกนั Goudie and Stasavage แบ่งการทุจริต
คอร์รัปชนั ออกเป็น 2 ประเภท คอื

(1) การทุจริตคอร์รัปชนั ของขา้ ราชการประจาในกระบวนการปกครอง โดยการใชอ้ านาจรัฐ
เพ่ือ ผลประโยชนท์ างการเงิน และ

(2) การทุจริตในแวดวงการเมืองจากการที่นักการเมืองใชอ้ านาจและ หนา้ ท่ีในตาแหน่งเพ่ือ
ผลประโยชน์ทางดา้ นการเงิน หรือทางดา้ นการเมือง ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั Talisayon ท่ีมองว่าพฤติกรรมท่ีเรียกว่า

183

การทุจริตคอร์รัปชนั น้ัน ควรหมายถึงพฤติกรรมที่ไม่ก่อผลประโยชน์แก่ ส่วนรวม โดยเป็ นพฤติกรรมท่ีเอ้ือ
ประโยชน์ใหแ้ ก่คนกลุ่มนอ้ ย แต่กลบั สร้างภาระให้แก่คนกลุ่มใหญ่ จากคาจากดั ความของ Talisayon ทาให้เกิด
ประเด็นว่า การทุจริตคอร์รัปชนั จาเป็ นตอ้ งเป็ นพฤติกรรม ท่ีผิดกฎหมายหรือไม่ เพราะการใช้นโยบายท่ีเอ้ือ
ประโยชน์ให้แก่คนบางกลุ่มก็ถือว่าเป็ นการกระทาท่ี ทุจริตคอร์รัปชนั ได้ และพฤติกรรมบางอย่างก็อาจไม่ผิด
กฎหมาย เช่น การบริจาคเงินช่วยเหลือในการ หาเสียงของพรรคการเมือง ซ่ึงในประเด็นน้ี Rose Ackerman เห็น
ว่า การทุจริตคอร์รัปชันข้ึนอยู่กับ ขนาดของผลประโยชน์ท่ีเจ้าหน้าท่ีรัฐสามารถหยิบย่ืนให้ไดไ้ ม่ว่าจะเป็ น
รูปแบบของการให้สัมปทาน การควบคุมการออกใบอนุญาต ตลอดจนการประกันราคาสินคา้ ท้งั น้ี แต่ละ
ประเทศจะตอ้ งตดั สินใจวา่ การหยบิ ยืน่ ผลประโยชน์ของรัฐให้แก่คนบางกลุ่มน้ันถูกกฎหมายหรือผิดกฎหมาย
(นิพนธ์ พวั พงศกร และคณะฯ.2543)

3. สาเหตขุ องการทจุ ริตคอร์รัปชัน
ประเวศ วะสี ไดก้ ล่าวไวใ้ นงานสัมมนา “เราจะป้องกนั แกไ้ ขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชนั ในยุคปฏิรูป

กนั อยา่ งไร” วา่ สาเหตทุ ่ีสงั คมไทยมีการทุจริตคอร์รัปชนั เกิดข้ึนน้นั เนื่องมาจากเหตุผล 3 ประการ คือ
1. โครงสร้างเชิงอานาจ ลกั ษณะสงั คมไทยเป็นสงั คมเป็นความสัมพนั ธก์ นั เชิงอานาจ ระหวา่ งผู้

มีอานาจกบั ผูไ้ ม่มีอานาจ เป็นความสัมพนั ธท์ างดิ่ง จะเกิดพฤติกรรมต่างๆ ท่ีผมู้ ีอานาจใช้ อานาจหาประโยชน์ มี
ความฉ้อฉลมาก ผูไ้ ม่มีอานาจจะแสวงหาความอุปถมั ภ์จากเจ้านายตน สังคมใด ที่มีความสัมพนั ธ์ทางด่ิง ท่ี
เรียกวา่ Vertical Relationship เศรษฐกิจจะไมด่ ี การเมืองจะไม่ดีและ ศีลธรรมจะไมด่ ี

2. แนวทางการพฒั นา ท่ีผา่ นมาเรารับแนวทางการพฒั นาของตะวนั ตกเขา้ มา ท่ีเนน้ เงิน เป็นตวั
ต้งั ดงั น้นั จึงเป็นการส่งเสริมใหเ้ กิดการทจุ ริตคอร์รัปชนั

3.ความออ่ นแอในระบบ ท้งั ระบบการเมือง ระบบราชการ ระบบการศึกษา ระบบศาสนา ระบบ
ส่ือมวลชน

สุธี อากาศฤกษ์ กล่าวถึงสาเหตุที่ทาให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชนั ว่า เกิดจากสาเหตุใน ตวั บุคคลผกู้ ระทา
ผิด ซ่ึงมีองคป์ ระกอบ 4 ประการ ไดแ้ ก่ การมีโอกาส การมีสิ่งจูงใจ หรือส่ิงล่อใจ การเสี่ยงภยั โดยผลที่จะไดร้ ับ
คุม้ คา่ มากกวา่ การถกู จบั กมุ และประการสุดทา้ ยไดแ้ ก่ความซ่ือสตั ยส์ ุจริต

สัญญา สัญญาวิวฒั น์ กล่าวถึงสาเหตุของการทุจริตคอร์รัปชนั ว่าเกิดจากความชว่ั ใน จิตใจของบุคคล
และการขาดระเบียบขาดบรรทดั ฐานทางสงั คม

นิพนธ์ พวั พงศกร และคณะ ไดน้ าเสนอผลการศึกษาวิจยั เรื่อง ยุทธศาสตร์การต่อตา้ น คอร์รัปชนั ใน
ประเทศไทย พ.ศ. 2543 โดยไดก้ ล่าวถึงตน้ ตอ หรือสาเหตุของการทุจริตคอร์รัปชนั ใน วงราชการไทยวา่ เกิดจาก
อานาจหน้าท่ีของรัฐ 2 ดา้ นใหญ่ๆ ไดแ้ ก่ อานาจการอนุญาตให้ละเวน้ จาก การปฏิบตั ิตามกฎระเบียบ เช่น การ

184

ทุจริตคอร์รัปชันในกระบวนการจดั เก็บภาษีศุลกากร เป็ นตน้ สาหรับ ด้านที่สอง เกิดจากอานาจการจดั สรร
ผลประโยชน์หรือสิทธิในการใช้ทรัพยากร เช่น การสัมปทานต่างๆ การจัดซ้ือจัดจ้างหรือการใช้จ่ายเงิน
งบประมาณแผน่ ดินเพอื่ การทาโครงการต่างๆ เป็นตน้

เกรียงศกั ด์ิ เจริญวงศศ์ กั ด์ิ เห็นวา่ โครงสร้างรากฐานอนั แขง็ แกร่ง ซ่ึงเป็นสาเหตุของ การทุจริตคอร์รัป
ชนั ที่มีอยเู่ น่ืองจาก

1. ระบบการเมืองและระบบราชการมีเกราะกาบงั ที่แน่นหนา โดยอานาจทางการเมือง อยใู่ นมือ
ของกลุ่มคนเพียงไม่ก่ีกลุ่ม ส่วนใหญ่จะเป็นผูม้ ีอิทธิพลในทอ้ งถ่ิน มีอานาจเงิน คนกลุ่มน้ีมี สัมพนั ธภาพที่แน่น
หนากบั ประชาชนทอ้ งถิ่นทว่ั ไป กลุ่มธุรกิจ และขา้ ราชการประจา ส่วนระบบราชการ ประจาจะมีโครงสร้างปิ ด
และมีสัมพนั ธภาพที่ยดึ โยงอย่างแน่นหนาระหวา่ งขา้ ราชการระดบั ต่างๆ ระบบที่แน่นหน้ีจะส่งผลทาให้มีการ
จดั สรรผลประโยชน์ระหว่างคนในกลุ่มอย่างลงตวั มีการปกปิ ด การกระทาผิดอย่างแนบเนียน มีฐานอานาจท่ี
หากใครบงั อาจเอ้ือมมือเขา้ ไปแกไ้ ขอาจเดือดร้อนได้ ดงั น้นั ประชาชนจึงมกั ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือไม่กลา้ เขา้ ไป
แทรกแซงการกระทาผิดต่างๆ ของคนกลุ่มน้ี หรือส่ือมวลชนแมจ้ ะล่วงรู้ถึงการกระทาผิดแต่ก็ยงั ไม่สามารถ
ดาเนินการใดๆ ไดม้ าก เนื่องจากยงั ไม่มี ระบบที่ประกนั ความปลอดภยั ในชีวิตของเขาไดอ้ ยา่ งเพียงพอ รากลึก
ของฐานอานาจท่ีฝังอยู่ในระบบ ส่งผลให้คนกลุ่มน้ีสามารถทุจริตคอร์รัปชนั ต่อไปได้ ไม่วา่ จะเป็นการร่วมกนั
โกง การช่วยกนั ปกปิ ด การบิดเบือนเอกสาร การที่หัวหนา้ ปกป้องลูกนอ้ ง การทาลายคู่แข่ง การหาช่องโหว่ของ
กฎหมาย การ ใช้เส้นสาย การสร้างเครือข่ายความสัมพนั ธ์และการล่อดว้ ยผลประโยชน์เพื่อเปิ ดช่องการทุจริต
คอร์ รัปชนั การส่งถ่ายอานาจผา่ นระบบเครือญาติ หรือแมก้ ระทงั่ การคกุ คามข่เู ข็ญทาลายผทู้ ี่ต้งั ตนข้ึนเป็น คูแ่ ข่ง
ตน

2. ภาคประชาชนขาดความเขม้ แขง็ และขาดผนู้ าในการต่อตา้ นการทุจริตคอร์รัปชนั ท่ี แขง็ แกร่ง
ภาคประชาชนยงั ขาดความต่ืนตวั ประชาชนส่วนใหญย่ งั ไม่รู้สึกเดือดร้อน หรือรับรู้ถึงผลกระทบ ของการทุจริต
คอร์รัปชนั ในระบบเท่าที่ควรเป็น ภาคประชาสังคมซ่ึงอนั ท่ีจริงควรจะมีบทบาทในการ ปกป้องผลประโยชนใ์ น
กลุ่มของตนกลบั ทาไดอ้ ยา่ งจากดั ประชาชนไม่เคยชินกบั การรวมกลุม่ กนั อีกท้งั ยงั ขาดผนู้ าที่มีอุดมการณ์และมี
จานวนไม่มากพอท่ีจะช่วยกนั ต่อตา้ นการทุจริตคอร์รัปชนั ซ่ึงประชาชน ที่เคยไดร้ ับผลประโยชน์ส่วนตวั จาก
นักการเมืองหรือจากระบบราชการ เช่น ได้รับเงินทุกคร้ังท่ีเลือกต้งั หรือติดสินบนขา้ ราชการจะทาให้ธุรกิจ
ดาเนินไปไดเ้ ร็วกว่า ย่อมไม่เห็นวา่ การคอร์รัปชนั ส่งผลเสียต่อเขา เขาย่อมมีความคิดวา่ การรักษาความสัมพนั ธ์
ภายใตร้ ะบบอุปถมั ภข์ องนกั การเมือง และขา้ ราชการส่ง ผลดีตอ่ ตนเอง

ดงั น้ัน จึงเป็ นการยากท่ีคนเหล่าน้ีจะเปล่ียนใจหันมาต่อตา้ นคอร์รัปชันและยึดม่ันใน ความถูกตอ้ ง
เพราะเขาจะตอ้ งเสียผลประโยชน์หากกระทาเช่นน้นั

185

3.ค่านิยมท่ีเป็ นอุปสรรคฝังรากลึกในสังคม ท่ีเป็ นเหตุให้เกิดพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชนั
อาทิ ค่านิยมในสังคมอุปถมั ภเ์ ช่น คณะนิยมน้าพ่ึงเรือเสือพ่ึงป่ า และใชค้ วามกตญั ญูในทางท่ีผิด ฯลฯ ค่านิยมใน
สงั คมธนานิยม เช่น ยกยอ่ งเงินทอง ยกยอ่ งวตั ถุ ช่ือเสียงเกียรติยศ ฯลฯ ค่านิยมในสงั คมรู้ รักษาตวั รอดเป็นยอดดี
เช่น เขา้ เมืองตาหล่ิวตอ้ งหลิ่วตาตาม อยา่ แกวง่ เทา้ หาเส้ียน ประนีประนอม ฯลฯ ค่านิยมเหล่าน้ีส่งเสริมให้คนใน
สังคมไม่เฉพาะนักการเมืองหรือขา้ ราชการเท่าน้นั แมแ้ ต่ประชาชน ธรรมดาทวั่ ไปยงั มีแนวโนม้ ของความไม่
ซื่อสัตยส์ ุจริต ไม่เคารพกฎหมายของบา้ นเมือง ไม่มีระเบียบวินยั จนเรียกไดว้ ่าเป็ นลกั ษณะทว่ั ไปของคนใน
สังคม

4. การขาดจิตสานึกเพื่อส่วนรวม ปัจจุบนั คนในสังคมยงั ขาดอุดมการณ์ ขาดจิตสานึก เพ่ือ
ส่วนรวม ไม่วา่ จะเป็นนกั การเมืองขา้ ราชการ นกั ธุรกิจและประชาชน เนื่องจากประเทศชาติไม่เคยมี อดุ มการณ์ท่ี
ยดึ โยงใหค้ นแตล่ ะคนปรารถนาท่ีจะทาประโยชน์ใหป้ ระเทศชาติ จึงมีจานวนนอ้ ยเท่าน้นั ที่มุง่ หมายเขา้ มาอยูใ่ น
ระบบต่างๆในสังคมเพ่ือปกป้องประโยชน์ของประเทศชาติ ในขณะท่ีคนส่วนใหญ่ เขา้ มาเพ่ือประโยชน์ของ
ตนเอง เพ่ือประโยชน์ของพวกพอ้ งและญาติมิตรในกลุ่มของตน นกั การเมืองน้นั หากมีการสร้างระบบต่างๆ
ข้ึนมา เพ่ือต่อตา้ นผลประโยชน์ท้งั ทางตรงทางออ้ ม ส่วนชาวบา้ นซ่ึงเคย ไดร้ ับเงินซ้ือเสียง หากต่อไปเขาไม่ได้
เงินน้นั เพราะการตรวจสอบดีข้ึน แทนท่ีเขาจะยนิ ดีทาตามดว้ ย หวั ใจที่ตระหนกั วา่ เป็นผลดีต่อภาพรวม เรากลบั
จะเห็นเขาพยายามหาทางหลบเลี่ยงกฎหมายต่างๆ เพ่ือใหต้ นเองไดร้ ับเงินรางวลั หรือของกานลั ท้งั น้ีเกิดจากการ
อยากไดผ้ ลประโยชน์เขา้ ตวั มากกวา่ รักษาผลประโยชนข์ องชาตินนั่ เอง

นิพนธ์ พวั พงศกร และคณะ เห็นว่า สาเหตุของการทุจริตคอร์รัปชนั เกิดข้ึน เพราะช่องโหว่ ทาง
กฎหมาย เช่น การเปิ ดช่องทางให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ดุลพินิจได้อย่างมากมายในการวินิจฉัยส่ังการ ไม่ว่าจะ
เป็นไปในทางผอ่ นผนั หรือเขม้ งวด ใหค้ ณุ ใหโ้ ทษแก่บุคคลที่มีประโยชนเ์ กี่ยวขอ้ งได้ ในบางกรณี อาจปฏิบตั ิงาน
ดว้ ยความรวดเร็วหรือเตะถ่วงเร่ืองให้ช้าก็ได้ ซ่ึงการที่กฎหมายเปิ ดช่องให้ดงั กล่าวทาให้ ประชาชนตอ้ งมอบ
ผลประโยชน์บางอยา่ งเพ่ือใหเ้ รื่องของตนไดผ้ า่ นการพิจารณาอยา่ งที่ตอ้ งการ การท่ี ขา้ ราชการดาเนินการไดต้ าม
อาเภอใจดงั กล่าวเป็นเพราะระบบราชการติดตามตรวจสอบของไทยไม่มี ประสิทธิภาพ

อุดม รัฐอมฤต ยงั ไดจ้ าแนกสาเหตุของการทุจริตคอร์รัปชนั ในระบบราชการ ออกเป็ น 2 ลกั ษณะ คือ
สาเหตทุ างสังคม เศรษฐกิจและการเมือง กบั สาเหตุท่ีเก่ียวขอ้ งกบั กฎหมาย ดงั น้ี

1. สาเหตุทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง เป็ นปัจจยั สาคญั ต่อการทุจริต ไดแ้ ก่ ค่านิยมของ
สังคม วฒั นธรรมและประเพณีโดยเฉพาะ สังคมที่นิยมการบริโภค สังคมที่นิยมยกย่องคนมงั่ มีและผูม้ ีอานาจ
ทาใหก้ ารแข่งขนั ในการบริโภค และการแสวงหาตาแหน่งและอานาจโดยมิชอบ มิไดค้ านึงถึงวิถีทางว่าจะถกู จะ
ผิดอย่างไรหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างย่งิ สถานะทางสังคมระหวา่ งเจา้ หนา้ ที่ของรัฐกบั ราษฎรท่ีมีความแตกต่างกนั
มากใน เรื่องระดับการศึกษา ประชาชนท่ีมีการศึกษาไม่สูงเมื่อเทียบกบั ขา้ ราชการ ทาให้ในการเขา้ มาติดต่อ

186

ราชการตกอยู่ในฐานะตอ้ งพ่ึงพิง อยใู่ นฐานะผู้อยูภ่ ายใตอ้ านาจของผปู้ กครองที่ตอ้ งเอาใจผูท้ ่ีมีอานาจ ใน
ลกั ษณะขอร้องกราบกราน หรือประจบประแจง แทนที่จะเป็ นการเรียกร้องให้เจา้ หนา้ ที่ของรัฐ ให้บริการตาม
สิทธิที่ประชาชนพงึ ไดร้ ับ

นอกจากน้ีในค่านิยมของสังคมท่ีคิดวา่ ตาแหน่งในงานราชการเป็นสมบตั ิส่วนบุคคลและ เป็นสิ่งที่เสริม
ฐานะทางสงั คมของบุคคลใหเ้ หนือกว่าราษฎรทว่ั ไป กเ็ ป็นสาเหตทุ ี่สาคญั ของการทุจริต ในระบบราชการ การ
ตดั สินใจในตาแหน่งหนา้ ที่ซ่ึงมีส่วนช่วยเหลือบุคคลบางคน มกั ถูกมองว่าเป็นการใหค้ ุณส่วนตวั ไม่ใช่เป็นเพียง
ผลของความสัมพนั ธ์ท่ีกาหนดโดยกฎหมายทาใหป้ ระชาชนรู้สึกเป็นหน้ี บุญคุณต่อเจา้ หนา้ ท่ีของรัฐที่เกี่ยวขอ้ ง
ในขณะเดียวกนั กบั ที่เจา้ หน้าท่ีของรัฐก็เห็นว่าตนมีอานาจดุลพินิจ เหนือการตดั สินใจน้ันๆ ไปในทางเป็ นคุณ
หรือเป็นโทษกบั ใครที่ตนตอ้ งการก็ได้ ดงั น้นั ความสัมพนั ธ์ ระหว่างบุคคลท่ีมาติดต่อกบั เจา้ หนา้ ที่ของรัฐจึงมกั
ถูกพิจารณาว่าเป็นเคร่ืองกาหนดพฤติกรรมในการ ปฏิบตั ิหนา้ ที่ของผอู้ ยู่ในตาแหน่งหนา้ ท่ีราชการ ธรรมเนียม
ในการให้ของขวญั กับการให้สินบน เพื่อสร้าง ความสัมพนั ธ์ที่ดีกบั เจา้ หน้าท่ีของรัฐจึงดูจะเป็ นสิ่งท่ีมีอยู่ใน
สังคมเช่นน้ีเสมอ และในหลายกรณีแยก ออกจากกนั ไดย้ าก ในระบบงานของรัฐท่ีเจา้ หน้าที่ของรัฐมีรายไดต้ ่า
และตอ้ งการรายไดเ้ พิ่มเติมให้พอ ต่อการดารงตนในสังคม ตาแหน่งหนา้ ท่ีจึงกลายเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหา
ผลประโยชน์ตามธรรมเนียม ปฏิบตั ิ การใหส้ ินน้าใจ หรือสินบนจึงเป็นเสมือนค่าธรรมเนียมท่ีช่วยใหง้ านบริการ
สาธารณะดาเนินไปได้

สภาพแวดลอ้ มทางเศรษฐกิจ ก็เป็ นปัจจยั ท่ีก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในระบบงาน ของรัฐ ใน
สภาวการณ์ที่รัฐบาลมีบทบาทความรับผิดชอบเพิ่มข้ึนอยา่ งมากในกลไกทางเศรษฐกิจ ภารกิจ ของรัฐทาให้รัฐ
เป็ นแหล่งทรัพยส์ ินท่ีจะตอ้ งมีการรวบรวมจดั เก็บและใช้จ่ายเพ่ือการบริการสาธารณะ รวมถึงเป็ นแหล่งสิทธิ
พิเศษท้งั หลาย เพราะมีการใชอ้ านาจรัฐในการตดั สินใจเก่ียวกบั การเมือง และ การบริการ ซ่ึงมีผลกระทบต่อ
ประโยชน์ของเอกชนที่มีประโยชน์ในเร่ืองน้ันๆ แตกต่างกนั อาทิ ผูป้ ระกอบ ธุรกิจอาจตอ้ งเผชิญกบั กฎหมาย
ระเบียบ ขอ้ บงั คบั ของรัฐท่ีมีความซับซ้อน หรือปัญหาความไม่แน่นอน ในการรับประโยชน์จากรัฐตามท่ีตน
ประสงค์ จึงยอ่ มเป็นเรื่องงา่ ยตอ่ การที่ผปู้ ระกอบธุรกิจจะใชว้ ิธีการ แกป้ ัญหาดงั กล่าวดว้ ยการอาศยั ความสมั พนั ธ์
ส่วนตวั ที่มีกบั เจา้ หนา้ ท่ีของรัฐผูม้ ีตาแหน่งหน้าที่เก่ียวขอ้ ง หรือใชท้ รัพยส์ ินเงินทองเป็ นเคร่ืองมือเพื่อให้ผูม้ ี
ตาแหน่งหรืออานาจหนา้ ที่เก่ียวขอ้ งตดั สินใจไปในทาง ท่ีเป็นประโยชน์ต่อผทู้ ี่ใหป้ ระโยชน์หรือทรัพยส์ ินแก่ตน
แทนท่ีจะปฏิบตั ิหน้าท่ีไปตามกฎหมายบา้ นเมือง โดยเฉพาะสิทธิพิเศษในธุรกิจท่ีมีผลประโยชน์มูลค่ามหาศาล
การทุจริตคอร์รัปชนั ในระบบราชการย่อมมี โอกาสเกิดไดม้ ากข้นึ

สาเหตุทางการเมืองก็เป็นอีกปัจจยั หน่ึงของการเกิดการทุจริตคอร์รัปชนั ในระบบงานของรัฐ James C.
Scott ได้ช้ีให้เห็นถึงสาเหตุน้ีด้วยการวิเคราะห์ โครงสร้างทางการเมืองในระบบ “พวก” (Clique) หรือระบบ
อุปถัมภ์ (Patron - Client Relationship) ท่ีเป็ นอยู่ในความสัมพันธ์แบบบังคับบัญชาระหว่างนักการเมืองกับ

187

ขา้ ราชการประจาหรือเจ้าหน้าท่ีของรัฐระดับสูงของไทย ความสัมพนั ธ์ ในลักษณะน้ีเอ้ือต่อการทุจริตใน
ระบบงานของรัฐเน่ืองจากเป็นสิ่งที่มีอยแู่ ละไดถ้ กู ใชเ้ ป็นฐานในการ แขง่ ขนั ทางการเมืองเพ่อื ยดึ เหน่ียวอานาจใน
การบริหารงานของรัฐไวก้ บั กลมุ่ การเมืองของฝ่ายน้นั ๆ

2. สาเหตุที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ในการศึกษาระบบราชการในภูมิภาคเอเชีย Gunnar Myrdal
(อา้ งถึงใน อุดม รัฐอมฤต.2544) ไดพ้ บว่าในประเทศที่ เป็ นสังคมพหุนิยม ผูค้ นมีพ้ืนเพท่ีแตกต่างกนั มีความ
ผูกพนั ต่อกลุ่ม และสถาบนั แตกต่างกนั และมีความรู้สึก เป็ นคนร่วมสังคมเดียวกนั น้อยมาก ในสภาวะดงั กล่าว
กฎหมายไดก้ ลายเป็นส่ิงจาเป็นท่ีจะทาให้เกิดสานึกและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม การทุจริตในระบบราชการ
ที่แพร่ระบาดเป็ นปรากฏการณ์ท่ีแสดงให้เห็น ถึงรัฐบาลที่อ่อนแอ เพราะไม่สามารถบงั คบั ใชก้ ฎหมายอย่างมี
ประสิทธิภาพ

อานาจในการจดั ทาบริการสาธารณะในรัฐสมยั ใหม่มีที่มาจากบทบญั ญตั ิของกฎหมาย และเมื่อเป็นผใู้ ช้
อานาจตามกฎหมายก็มีโอกาสท่ีจะใช้อานาจไปในทางท่ีผิด เนื่องจากในการปฏิบตั ิ หน้าท่ีตามกฎหมายและ
ระเบียบคาสัง่ ท่ีเก่ียวขอ้ งหลายกรณี ขอ้ กาหนดเหลา่ น้นั ทาใหเ้ จา้ หนา้ ที่ของรัฐ ตอ้ งพจิ ารณาการกระทาตา่ งๆ ใน
อานาจหนา้ ท่ีไปตามที่เห็นวา่ ถกู ตอ้ ง และถา้ กฎเกณฑน์ ้นั ๆ ไม่รัดกมุ กเ็ ป็นช่องทางใหม้ ีการใชด้ ุลพินิจไปในทาง
มิชอบไดอ้ ยา่ งง่ายข้ึน แต่ถึงแมจ้ ะมีกฎหมายที่ดีเพียงใดก็ตาม ก็จะตอ้ งมีระบบควบคุมการตรวจการใชอ้ านาจท่ี
เพียงพอและเหมาะสมกบั งานของรัฐน้นั

สานกั งานคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริตคอร์รัปชนั ในภาครัฐ กระทรวงยตุ ิธรรม ยงั
ไดร้ ะบถุ ึงสาเหตขุ องการทุจริตคอร์รัปชนั วา่ สามารถจาแนกไดเ้ ป็น 4 กลุม่ ดงั น้ี

กล่มุ ที่ 1 เกิดจากพฤติกรรมความโลภ เป็นสาเหตุที่มาจากพฤติกรรมส่วนบุคคล ที่มาจาก ความ
โลภ ความไม่เพียงพอ โดยเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลของเจา้ หนา้ ที่รัฐ ที่ขาดหลกั ยดึ ดา้ นคุณธรรม จนกลายเป็น
คนท่ีเห็นแก่ได้ มีความอยากและความไม่รู้จกั พอ การขาดปทสั ถาน (Norm) ของความ เป็ นบุคคลสาธารณะ
(Public Persons) ท่ีตอ้ งยดึ หลกั ความเป็ นกลาง และความเป็นธรรมเป็นท่ีต้งั ซ่ึงเป็นอุดมการณ์ของนกั การเมือง
และเจา้ หนา้ ที่รัฐสมยั ใหม่

กลุ่มท่ี 2 เกิดจากการมีโอกาส หรือการที่ระบบการทางานมีช่องว่าง เป็นสาเหตุท่ีมาจาก ระบบ
การทางานมีช่องวา่ งใหท้ ุจริต หรือการที่ขาดระบบการควบคมุ ตรวจสอบที่ไม่รัดกมุ โดยสรุป สาเหตุ ไดแ้ ก่

(1) การขาดความรู้ ความเขา้ ใจผดิ หรือถูกใชใ้ หก้ ระทา
(2) ความเคยชินของเจา้ หนา้ ท่ี ท่ีคุน้ เคยกบั การที่จะได้ “ค่าน้าร้อนน้าชา”
(3) การถูกบงั คบั ใหร้ ับตามบรรทดั ฐานของกลมุ่ (ตามน้า)
(4) การอาศยั ช่องวา่ งของระเบียบและกฎหมาย
(5) ไม่ปฏิบตั ิตามกฎและระเบียบ

188

(6) การทุจริตตาม ระบบ (Systemic) ดา้ นงบประมาณ การเงิน การคลงั และการจดั ซ้ือ
จดั จา้ ง

(7) เกิดจากการใชอ้ านาจ บารมี อิทธิพล หรือตาแหน่งหนา้ ท่ีราชการที่มีอานาจในการ
วินิจฉยั

(8) โครงสร้างทางสงั คม วฒั นธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองท่ีอ่อนแอ
(9) โครงสร้างทางเศรษฐกิจมีการผกู ขาดของกล่มุ ทุนขนาดใหญ่
(10) โครงสร้างทางดา้ นสังคมและวฒั นธรรมที่มีลกั ษณะเป็นแบบอุปถมั ภ์ ค่านิยมยก
ยอ่ งคนมีฐานะ ร่ารวย
(11) โครงสร้างทางการเมืองที่ตอ้ งอาศยั เงินเป็นใหญ่ การจ่ายเงินเพ่ือซ้ือเสียง ทางาน
ทางการเมือง
(12) กระแสทุนทางการเมือง อาทิ โครงการเมกะโปรเจค ถือเป็ นการคอร์รัปชันเชิง
บูรณาการท่ีตอ้ ง ใชท้ ุนในการบริหารจดั การ จดั จา้ งที่ปรึกษา วสั ดุอุปกรณ์และเทคโนโลยสี มยั ใหม่ท่ีมีคนรอบรู้
ในเร่ือง เหลา่ น้ีอยเู่ พียงวงจากดั ทาใหก้ ารทจุ ริตประพฤติมิชอบเป็นไปไดง้ ่าย
(13) ความไมเ่ ขม้ แขง็ ขององคก์ ร ตรวจสอบปราบปรามของรัฐ
(14) เกิดจากการเปิ ดเสรีการคา้ และการลงทุนที่มีการแข่งขนั แย่งจ่ายส่วย หรือสินบน
เพอื่ ใหไ้ ดร้ ับอนุมตั ิใหน้ าเขา้ หรือไดม้ าซ่ึงใบอนุญาตตอ่ การไดร้ ับสิทธิต่อโครงการตา่ งๆ
(15) กฎหมายขาดความสมบรู ณ์ในการดาเนินงาน
(16) การบังคับใช้กฎหมายไทยยังไม่เคร่งครัดและมีช่องโหว่ให้ผู้ใช้กฎหมาย
ดาเนินการแบบสอบมาตรฐาน และการขาดความเช่ือมนั่ ต่อการเขา้ ร้องเรียน และฟ้องร้อง
กลุ่มที่ 3 เกิดจากการขาดจริยธรรม เป็ นสาเหตุท่ีมาจากการขาดจริยธรรมส่วนบุคคล รวมถึง
ประมวลจริยธรรมขององค์กรไม่ไดม้ ีการบงั คบั ใชใ้ ห้เกิดผล โดยสรุปสาเหตไุ ดจ้ ากการขาด คณุ ธรรม จริยธรรม
และขาดเจตจานงที่แน่วแน่ของฝ่ายการเมืองในการแกไ้ ขปัญหา และภาคการเมือง ขาดความมนั่ คงและตอ่ เน่ือง
กลุ่มท่ี 4 เกิดจากแรงจูงใจและความคุม้ ค่าในการเสี่ยง เป็นสาเหตุท่ีเกิดจากแรงจูงใจให้ เกิด
การทุจริตคอร์รัปชนั และความคุม้ คา่ ในการเส่ียงเพราะทจุ ริตแลว้ ไดร้ ับผลประโยชนม์ ากเม่ือเทียบ กบั ความ
เส่ียง รวมท้งั การบงั คบั ใชก้ ฎหมายปราบปราม หรือการลงโทษทางสังคมขาดประสิทธิภาพ โดยสรุปสาเหตุ
หลกั ๆ ไดค้ อื (1) การขาดระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพและเข้มแข็ง ขาดความ หลากหลายในการ
ตรวจสอบจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคประชาชน รวมถึงการทาลายระบบ ตรวจสอบอานาจรัฐ
(2) ขาดการประชาสัมพนั ธ์ การเผยแพร่ขอ้ มูลขา่ วสารใหป้ ระชาชนทราบ

189

(3) ประชาชนส่วนใหญ่มกั จะเบ่ือหน่าย วางเฉย ไม่มีปฏิกิริยาต่อพฤติกรรมการใช้
อานาจหนา้ ที่ที่ไม่ถูกตอ้ ง ทาให้ผทู้ ุจริตมีแรงจูงใจ และรู้เห็นวา่ ผลตอบแทนท่ีจะไดร้ ับเมื่อเปรียบเทียบกบั ความ
เสี่ยงน้นั คมุ้ คา่ จึงแสวงหาและพฒั นาแนวทางการทจุ ริตท่ีมีรูปแบบแปลกใหม่

(4) ประชาชนขาดความรู้ความเขา้ ใจ ข้นั พ้นื ฐานดา้ นกฎหมาย และข้นั ตอนการอานวย
ความยตุ ิธรรม รวมถึงความล่าชา้ ในการให้บริการและ ขาดความโปร่งใส่ของกระบวนการ ทาให้ประชาชนรู้สึก
เบื่อหน่ายและขาดความศรัทราตอ่ กระบวนการ ยตุ ิธรรม และ

(5) ประชาชนขาดแรงจูงใจในการเขา้ มามีส่วนในกระบวนการยตุ ิธรรมวิธี

สังศิต พิริยะรังสรรค์ และ ผาสุก พงษไ์ พจิตร ไดส้ ารวจความคิดเห็นของประชาชน กลุ่มต่างๆ เกี่ยวกบั
เส้นแบ่งระหว่างสินน้าใจกับคอร์รัปชัน เห็นว่าการท่ีประชาชนส่วนหน่ึงยงั ไม่ชัดเจน ในเร่ืองหน้าท่ีของ
ข้าราชการในการให้บริการสาธารณะ ทาให้คนไทยและข้าราชการส่วนหน่ึงยอมรับ การให้สินน้าใจแก่
ขา้ ราชการ กระบวนการต่อตา้ นการทุจริตคอร์รัปชนั จากฝ่ ายประชาชนจึงไม่เขม้ แขง็ ส่งผลใหเ้ กิดการทุจริตคอร์
รัปชนั ในวงราชการและการเมืองไทยคงอยตู่ อ่ ไปอยา่ งไม่สิ้นสุด

นอกจากน้ี ตวั ระบบราชการเองก็เป็นตน้ เหตุท่ีสาคญั อีกประการหน่ึงของการทุจริตคอร์รัปชนั ในระบบ
ราชการ การต้งั เงินเดือนต่า แต่อนุญาตใหข้ า้ ราชการใชอ้ านาจหรือเวลาไปหาผลประโยชน์หรือรายไดเ้ พม่ิ เติมได้
การสร้างระบบอุปถมั ภ์โดยขา้ ราชการผูใ้ หญ่ตอ้ งแสวงหารายไดพ้ ิเศษดว้ ยการฉ้อราษฎร์บงั หลวงเพื่อ เล้ียง
ลูกนอ้ งและสร้างเกราะคุม้ กนั การตรวจสอบพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชนั ของตน การท่ีระบบราชการ มีข้นั ตอน
มากมาย มีกฎระเบียบที่เขม้ งวดและขา้ ราชการสามารถปกปิ ดขอ้ มูลการตดั สินใจของตนต่อ สาธารณะได้ ทาให้
ธุรกิจจาต้องใช้เงินหรือผลประโยชน์“ซ้ือความสะดวก” กับขา้ ราชการ ท้งั น้ีสังศิต และผาสุก ยงั ได้อธิบาย
เพิ่มเติมว่าการท่ีสังคมยกย่องวตั ถุและนบั ถือคนร่ารวย ประกอบกบั ความเห็นแก่ตวั ความโลภมาก การใชช้ ีวิตที่
ฟุ้งเฟ้อของขา้ ราชการเป็นแรงผลกั ดนั ที่ทาให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชนั เช่นกนั แต่เช่ือวา่ การทุจริตคอร์รัปชนั เป็น
ปัญหาในเชิงระบบมากกวา่ เป็นปัญหาเก่ียวกบั ปัจเจกบคุ คลดงั กลา่ ว

ดงั น้นั ถา้ ตวั ระบบราชการไดร้ ับการแกไ้ ขปรับปรุงก็จะทาให้ปัญหาช่องทางในการตอบสนองความ
ตอ้ งการของปัจเจกบคุ คลดงั กลา่ วลดนอ้ ยลงได้

ผาสุก พงษไ์ พจิตร และคณะฯ เห็นวา่ นอกจากการทุจริตคอร์รัปชนั มีมูลเหตุมาจาก ตวั ขา้ ราชการและ
ระบบราชการแลว้ สาเหตุอีกอย่างหน่ึงก็คือ การจ่ายเงินใตโ้ ต๊ะซ่ึงมาจากนกั ธุรกิจ เองตอ้ งการลดตน้ ทุน เช่น
กรณีความล่าชา้ ในกระบวนการผ่านพิธีศุลกากรที่มีข้นั ตอนมากมาย ทาให้ ผูน้ าเขา้ ตอ้ งเสียค่าเช่าโกดงั เพิ่มข้ึน
เป็ นเหตุจูงใจให้นักธุรกิจยอมจ่ายเงินเพ่ือให้สินคา้ ผ่านกระบวนการ ออกไปอย่างรวดเร็วส่วนปัญหาในการ

190

จดั เก็บและคืนภาษีมูลค่าเพิ่มท่ีมีการหลีกเล่ียง และโกงการคืนภาษี เกิดจากระบบภาษีท่ีมีช่องโหว่ ท้งั ทางดา้ น
การจดั เก็บและการคืนภาษี หรือปริมาณงานท่ีมากเกินกวา่ เจา้ หนา้ ท่ีจะตรวจสอบได้

ชานาญ ปริบาล ไดศ้ ึกษาถึงสาเหตุของการสมยอมของการเสนอราคา พบว่า มีสาเหตุ ท่ีทาให้เกิดการ
ฉอ้ โกงรัฐ หรือการทุจริตคอร์รัปชนั ท่ีสาคญั 4 ประการ ไดแ้ ก่

1. เกิดจากหลกั เกณฑแ์ ละแนวทางปฏิบตั ิของทางราชการท่ีไมร่ ัดกุมเพียงพอ
2. เกิดจากผเู้ สนอราคาร่วมตกลงกนั ทาการทจุ ริตคอร์รัปชนั
3. เกิดจากเจา้ หนา้ ที่ของรัฐละเลยหยอ่ นยานไม่จริงจงั ในการปฏิบตั ิงานและมีเจตนา ทุจริตคอร์
รัปชนั โดยเฉพาะผบู้ งั คบั บญั ชาสูงสุดของหน่วยงานไม่เขม้ งวดกวดขนั หรือมีส่วนร่วมในการ กระทาความผิด
เสียเองในฐานะตวั การ ผใู้ ชห้ รือผสู้ นบั สนุน
4. เกิดจากนกั การเมืองทกุ ระดบั เขา้ แทรกแซง เพอ่ื แสวงหาผลประโยชนโ์ ดยมิชอบ
สาหรับปัจจยั หรือมูลเหตุอนั นาไปสู่พฤติกรรมการทจุ ริตคอร์รัปชนั แบง่ ไดเ้ ป็น 2 กลมุ่ ไดแ้ ก่
1. ปัจจยั ส่วนบคุ คล ไดแ้ ก่ พฤติกรรมส่วนตวั ของขา้ ราชการ ความเคยชินกบั การที่จะ ไดร้ ับ “ค่า
น้าร้อนน้าชา” การขาดอุดมการณ์ ขาดจิตสานึกเพอื่ ส่วนรวม
2. ปัจจยั ภายนอก ประกอบดว้ ย

(1) เศรษฐกิจ ไดแ้ ก่ รายไดข้ องขา้ ราชการน้อยหรือต่ามาก ไม่ไดส้ ัดส่วนกบั ค่าครอง
ชีพที่สูงข้ึน ขา้ ราชการช้นั ผูใ้ หญ่ ตาแหน่งสูงแต่รายไดน้ อ้ ย ไมส่ ามารถรักษา สถานภาพทางสงั คมของตนเองได้
การเติบโตของระบบทุนนิยมท่ีเนน้ การบริโภค สร้างนิสยั การอยากได้ อยากมี

(2) สังคม ไดแ้ ก่ ค่านิยมของสังคมที่ยกย่องคนมีเงิน คนร่ารวย การเปรียบเทียบฐานะ
ความ เป็ นอยู่ของตนกบั คนอาชีพอื่น ทาให้เกิดความทะเยอทะยานอยากมีอยากไดเ้ หมือนคนอ่ืน การสร้าง
ระบบอุปถมั ภโ์ ดยขา้ ราชการผูใ้ หญ่ตอ้ งหารายไดพ้ ิเศษดว้ ยการฉ้อราษฎร์บงั หลวงเพื่อเล้ียงลูกน้อง และ สร้าง
เกราะคุม้ กนั การตรวจสอบพฤติกรรมการทจุ ริตของตน ค่านิยมในสังคมรู้รักษาตวั รอดเป็นยอดดี

(3) วฒั นธรรม ไดแ้ ก่ ประเพณีท่ีปฏิบตั ิของขา้ ราชการที่มีการแนะนาคาสั่งสอนกนั
อย่างไม่เป็ นทางการ การต้งั เงินเดือนต่า แต่อนุญาตให้ขา้ ราชการใช้อานาจ หรือเวลาไปหาผลประโยชน์หรือ
รายไดเ้ พ่ิมเติม การนิยมจ่ายเงินของนกั ธุรกิจใหก้ บั ขา้ ราชการที่ตอ้ งการความสะดวกรวดเร็ว หรือการบริการท่ี
ดีกวา่ ดว้ ยการลดตน้ ทุนที่จะตอ้ งปฏิบตั ิตามระเบียบ

(4) การเมือง ไดแ้ ก่ การคอร์รัปชนั ของขา้ ราชการแยกไม่ออกจากระบบการเมือง การ
ร่วมมือของคนสองกลุ่ม อานาจทางการเมืองอยใู่ นมือของกลุ่มคนเพียง ไม่ก่ีกลุม่ ส่วนใหญจ่ ะเป็นผมู้ ีอิทธิพลใน
ทอ้ งถิ่น การยึดโยงอย่างแน่นหนาระหวา่ งขา้ ราชการระดบั ต่างๆ มีการจดั สรรผลประโยชน์ระหว่างคนในกลุ่ม
อยา่ งลงตวั มีการปกปิ ดการกระทาผิดอยา่ งแนบเนียน

191

(5) ระบบราชการ ได้แก่ การบริหารงานขาดประสิทธิภาพ ความบกพร่องในการ
บริหารงานเปิ ดโอกาสให้ เกิดการคอร์รัปชนั การใชด้ ุลพินิจมากและการผกู ขาดอานาจ ระบบท่ีมีกฎเกณฑม์ าก
เกินไป ข้นั ตอน ระเบียบราชการมีมากเกินไป การตกอยูใ่ ตภ้ าวะแวดลอ้ มและอิทธิพลของผทู้ ุจริตมีทางเป็ นไป
ไดท้ ี่ผูน้ ้นั จะกระทาการทุจริตดว้ ย ขา้ ราชการใหม่ๆ ไม่สามารถรักษาความดีไวไ้ ด้ เพราะถูกคนเก่าๆ ครอบงา
รวมอานาจ ระบบราชการมีลกั ษณะที่รวมศูนย์ ทาให้ไม่มีระบบตรวจสอบที่เป็นจริงและมีประสิทธิภาพ การท่ี
ขา้ ราชการผใู้ หญ่คอร์รัปชนั ใหเ้ ห็นเป็นตวั อยา่ งแลว้ ไม่ถกู ลงโทษ

(6) กฎหมายและระเบียบ ไดแ้ ก่ กฎหมายมี “ช่องโหว่” ที่ทาให้คอร์รัปชนั แทรกตวั อยู่
ได้ คติทางวิธีพิจารณาความท่ีว่า “บุคคลยงั บริสุทธ์ิ อยู่จนกวา่ จะพิสูจน์ไดว้ ่ามีความผิดจริง” ราษฎรที่รู้เห็นคอร์
รัปชันก็เป็ นโจทยฟ์ ้องร้องมิได้เนื่องจาก ไม่ใช่ผูเ้ สียหาย ย่ิงกว่าน้ันกระบวนการพิจารณาพิพากษายงั ยุ่งยาก
ซับซ้อน จนกลายเป็ นผลดีแก่ผู้ ทุจริตคอร์รัปชนั ข้นั ตอนทางกฎหมายหรือระเบียบปฏิบตั ิยุ่งยาก ซับซ้อนมี
ข้นั ตอนมาก ทาใหร้ ะบบงาน เทอะทะ ลา่ ชา้ จนเกิดช่องทางใหข้ า้ ราชการหาประโยชน์ได้

(7) การตรวจสอบ ไดแ้ ก่ ภาคประชาชน ขาดความเขม้ แข็ง ประชาชนส่วนหน่ึงยังไม่
ชดั เจนในเร่ืองหนา้ ที่ของขา้ ราชการในการบริการสาธารณะ กระบวนการต่อตา้ นคอร์รัปชนั จากฝ่ายประชาชนจึง
ไม่เขม้ แข็ง การขาดการควบคุมตรวจสอบของ หน่วยงานที่ตรวจสอบหรือกากบั ดูแลอยา่ งจริงจงั การเรียนรู้และ
เลียนแบบจากขา้ ราชการท่ีกระทาแลว้ ถือวา่ ไม่ผิดกฎหมาย คือ “จะจบั ก็ไม่ไดส้ อบก็ไม่ได”้ การเลียนแบบการ
กินตามน้า และ

(8) สาเหตุอื่นๆ ไดแ้ ก่ อิทธิพลของภรรยาหรือผูห้ ญิง เน่ืองจากเป็ นผูใ้ กลช้ ิดสามีอนั
เป็นตวั การสาคญั ที่สนบั สนุนและ ส่งเสริมใหส้ ามีของตนทาการทุจริตคอร์รัปชนั เพ่ือความเป็นอยขู่ องครอบครัว
การพนนั ทาใหข้ า้ ราชการ ที่เสียพนนั มีแนวโนม้ จะมีการทจุ ริตคอร์รัปชนั มากข้นึ

4. รูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชัน
เพ่ือรับทราบสภาพขอ้ เทจ็ จริงของการทุจริตคอร์รัปชนั ในองคก์ รภาครัฐ รูปแบบการทุจริตคอร์รัปชนั ท่ี

เกิดข้ึนในองคก์ รภาครัฐในแง่มุมต่างๆ ที่มีการกล่าวถึงใน งานเขียนหรืองานวิชาการต่างๆ เพื่อใหเ้ ห็นภาพรวม
ของรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชนั ที่อาจเกิดข้ึนได้ ในองคก์ รภาครัฐ ซ่ึงทาใหเ้ กิดความรู้ความเขา้ ใจที่ชดั เจนมาก
ยิ่งข้ึน และสามารถเลง็ เห็นถึงแนวทางใน การพฒั นามาตรการป้องกนั และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชนั ใน
หน่วยงานภาครัฐท่ีมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากยงิ่ ข้นึ การทุจริตคอร์รัปชนั ในอดีตมีการจาแนกออกเป็น
3 รูปแบบ คอื

192

(1) การกระทาผิด กฎหมาย “เป็ นความผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ีของขา้ ราชการ” หมายถึง การใช้อานาจ
หน้าที่กระทาใดๆ หรือการละเวน้ การกระทาใดๆ การเรียก/การรับทรัพยแ์ ละ “ความผิดต่อต่อเจา้ พนักงาน”
หมายถึง การที่บคุ คลทว่ั ไปกระทาการทุจริตคอร์รัปชนั

(2) การกระทาท่ีไม่ผิดกฎหมายแต่ผิดศีลธรรม หรือ จรรยาบรรณ เช่น ขา้ ราชการทหารช้นั ผูใ้ หญ่นาเอา
ทหารช้นั ผนู้ อ้ ยไปใชใ้ นกิจการส่วนตวั และ

(3) การไดร้ ับผลประโยชน์ตอบแทน จากตาแหน่งหนา้ ที่ราชการโดยชอบดว้ ยกฎหมายและชอบดว้ ย
ศีลธรรม ซ่ึงเป็นการกระทาท่ีไม่ผิดท้งั กฎหมายและจรรยาบรรณ เช่น กรณีที่ขา้ ราชการไดร้ ับค่าตอบแทนต่างๆ
ตามตาแหน่งที่ไดร้ ับแต่งต้งั แมว้ ่าจะมีกฎหมายหรือระเบียบกาหนดอตั ราค่าตอบแทนเหล่าน้นั เนื่องจาก ไดร้ ับ
เงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นประจาอยแู่ ลว้

เมื่อพิจารณาลกั ษณะของการทุจริตคอร์รัปชนั ในปัจจุบนั เราจะพบวา่ มีความแตกต่าง จากในอดีต ท้งั
ในแงข่ องฐานความผิด ความซบั ซอ้ นของรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชนั การสร้างเครือขา่ ย การทุจริตคอร์รัปชนั ที่
เป็นระบบ และความเสียหายที่เกิดข้ึน ซ่ึงรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชนั ของ ประเทศไทยในปัจจุบนั สามารถแบ่ง
ออกไดเ้ ป็น 4 รูปแบบ ไดแ้ ก่ การทุจริตคอร์รัปชนั ของเจา้ หนา้ ที่รัฐ ดา้ นการเงินและการบญั ชี การทุจริตคอร์รัป
ชนั ในการจดั ซ้ือจดั จา้ ง การแสวงหาผลประโยชน์จากงาน ท่ีให้บริการประชาชน งานตรวจสอบหรืองานที่
เก่ียวขอ้ งกบั กระบวนการยตุ ิธรรม และการจ่ายสินบน

วิทยากร เชียงกูล ไดท้ าการศึกษาคน้ ควา้ ขอ้ มูล และมีการแบ่งรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชนั ออกเป็น 8
รูปแบบ ดงั น้ี

1. การยกั ยอก (Embezzlement) ซ่ึงสามารถเป็นไปได้ ท้งั การแอบเอางบประมาณ หรือทรัพยส์ ิน
ของรัฐมาเป็ นของตนเอง

2.การที่เจา้ หนา้ ที่รัฐเรียกรับเงินจากภาคธุรกิจ (Extortion) หรือการที่ภาคธุรกิจใหส้ ินบน หรือ
ผลประโยชน์แก้เจ้าหน้าท่ีรัฐ ภายหลังเสร็จสิ้นภาระงานน้ันๆ หรืองานประสบความสาเร็จ รวมท้ัง การที่
เจา้ หนา้ ท่ีตดั สินใจใหท้ า หรือไมใ่ หท้ าอะไรบางประการ ซ่ึงทาใหผ้ ใู้ หส้ ินบนไดร้ ับประโยชน์เหนือ คูแ่ ขง่

3. การเลือกจา้ งบุคคล หรือการแต่งต้งั ญาติพนี่ อ้ ง หรือพวกพอ้ งของตน (Nepotism)
4. การทาสัญญาจ้างเหมา หรือการให้สัมปทาน เฉพาะกลุ่มนายทุน หรือพวกพอ้ งท่ีให้ การ
สนบั สนุนตน (Cronyism)
5.การใช้ขอ้ มูลภายในของรัฐท่ีเป็ นความลบั เพ่ือซ้ือ –ขายหุ้นในตลาดหลกั ทรัพย์ (Insider
Trading) เช่น กรณีที่เจา้ หนา้ ที่รัฐรู้ขอ้ มลู ล่วงหนา้ วา่ รัฐบาลประกาศลดคา่ เงิน และนาขอ้ มลู เหลา่ น้ี ไปบอกใหแ้ ก่
นกั ธุรกิจ หรือนกั ลงทนุ เพอื่ ดาเนินการซ้ือขายเพื่อทาไร

193

6. การฟอกเงิน (Money Laundering) เป็ นการโยกยา้ ย ถ่ายเทเงินในบญั ชีที่ไดจ้ าก การทุจริต
คอร์รัปชนั ฉ้อฉล หรือมีท่ีมาโดยผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม (การพนนั การคา้ ของเถ่ือน การเป็นนายหนา้ คา้
แรงงาน ฯลฯ) เขา้ ไปหมุนเวียนในธนาคาร เพ่ือหลบเลี่ยงแหล่งที่มาอนั ไม่ถูกตอ้ ง ท้ังภายในประเทศและ
ตา่ งประเทศ

7.การใชอ้ านาจหรือใชต้ าแหน่งหนา้ ที่ของเจา้ หนา้ ท่ีรัฐ เอ้ือประโยชน์ต่อบริษทั ของตนเอง และ
พวกพอ้ ง ซ่ึงเป็นผลประโยชนท์ บั ซอ้ น (Conflict of Interest)

8. การเอ้ือประโยชน์ (Trading Influence) เช่น การท่ีบริษทั ให้ทาสัญญาว่าจะให้ ผลประโยชน์
แก่ตวั เจา้ หนา้ ที่รัฐ ท้งั ทางตรงและทางออ้ ม เช่น การให้ตาแหน่งในบริษทั เมื่อเจา้ หนา้ ที่รัฐผนู้ ้นั เกษียณอายุ หรือ
พน้ จากตาแหน่ง การให้ตาแหน่งแก่เครือญาติ หรือการให้ผลประโยชน์ ทางออ้ มอื่นๆ แก่เจา้ หนา้ ที่รัฐ เพ่ือแลก
กบั การที่เจา้ หนา้ ที่รัฐเอ้ือประโยชนใ์ หก้ บั บริษทั น้นั ๆ

สงั ศิต พิริยะรังสรรค์ ไดม้ ีการแบง่ ลกั ษณะของรูปแบบ “การทุจริตคอร์รัปชนั แบบเบด็ เสร็จ” ออกเป็น 8
แบบ คือ

1. การทุจริตคอร์รัปชนั แบบรวมศูนย์ ซ่ึงจะเกิดข้ึนในกรณีท่ีมีการจดั ต้งั รัฐบาลเพยี ง พรรคเดียว
และมีการใชอ้ านาจหนา้ ท่ีในการกาหนดระเบียบ และเปล่ียนแปลงแผนการดาเนินงาน ขององคก์ รน้นั ๆ ส่งผล
ทาใหก้ ารทจุ ริตคอร์รัปชนั ในลกั ษณะน้ีมีความแนบเนียน

2. การทุจริตคอร์รัปชนั แบบพลงั แห่งการสนธิ ซ่ึงเป็นการรวมกลุ่มกนั ของเครือข่าย ธุรกิจเพื่อ
การผกู ขาด

3.การทุจริตคอร์รัปชนั แบบประสานงาน 3 ฝ่ าย ซ่ึงเป็นการร่วมเอาการทุจริตคอร์รัปชนั ใน
การบริหารราชการแผ่นดิน การทุจริตคอร์รัปชนั ทางดา้ นเศรษฐกิจ และการทุจริตคอร์รัปชันทาง การเมือง
รวมเข้าด้วยกัน ทาให้ผูม้ ีอานาจสามารถโยกยา้ ยบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐ หรือบุคคลภายนอก เข้ารับ
ตาแหน่งสาคญั ๆ ไดโ้ ดยง่ายดาย เป็นการใชอ้ านาจเขา้ แทรกแซงระบบราชการ

4. การทุจริตคอร์รัปชนั ทางการเมือง เกิดข้ึนจากการท่ีประชาชนและสังคมขาดความรู้ ความ
เขา้ ใจในเร่ืองน้นั ๆ ซ่ึงกลายเป็ นช่องทางท่ีทาให้นักการเมืองสามารถกระทาการการทุจริตคอร์รัปชนั ไดอ้ ย่าง
งา่ ยดาย

5. การทจุ ริตคอร์รัปชนั แบบมีอานาจเบด็ เสร็จ เป็นผลจากการท่ีนกั ธุรกิจ หรือกลุม่ ทนุ รายใหญ่
ของประเทศลงเล่นการเมืองเอง ซ่ึงเมื่อเขา้ ไปแลว้ จะมีการออกกฎหมายต่างๆ ท่ีเอ้ือประโยชน์ ต่อการดาเนิน
กิจกรรมทางธุรกิจของตนเองและพวกพอ้ ง จนทาใหก้ ารกระทาอนั ทุจริตคอร์รัปชนั ของ ตนเองไดร้ ับการรับรอง
จากกฎหมาย

194

6. การทุจริตคอร์รัปชันโดยใช้อานาจเขา้ ไปควบคุมองค์กรอิสระ ทาให้การทางานของฝ่ าย
ตรงกนั ขา้ ม (พรรคการเมืองฝ่ ายคา้ น) ตกอยู่ในสภาพโดดเด่ียว และไม่ไดร้ ับการสนบั สนุนจาก องคก์ รท่ี หนา้ ท่ี
ในการป้องกนั ปราบปรามการกระทาอนั เป็นการทุจริตคอร์รัปชนั อยา่ งจริงจงั

7. การทุจริตคอร์รัปชนั โดยใชว้ ิธีการลดทอนการตรวจสอบจากภาคประชาสังคม และการใช้
อานาจเขา้ แทรกแซงส่ือจนทาใหไ้ ม่สามารถทางานไดอ้ ยา่ งอิสระ

8.การทุจริตคอร์รัปชนั ท่ีอาศยั ความผูกพนั และระบบอุปถมั ภ์ ซ่ึงเป็นประเพณีทางสังคม แบบ
ด้งั เดิม เป็นการระบบท่ีทาใหป้ ระชาชนไมส่ ามารถพ่ึงพาตนเองได้ ตอ้ งรอรับความช่วยเหลือจาก รัฐเป็นหลกั

จากการคน้ ควา้ ขอ้ มูลท้งั ในประเทศ และต่างประเทศ พบวา่ รูปแบบพฤติกรรมท่ีถือเป็นการทุจริตคอร์
รัปชนั สามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ลกั ษณะ กลา่ วคือ

1.การทุจริตคอร์รัปชันในหมู่เจ้าหน้าท่ีรัฐ โดยไม่มีฝ่ ายอ่ืนเขา้ มาเก่ียวขอ้ ง (Government to
Government) ซ่ึงโดยทวั่ ไป ไดแ้ ก่ การยกั ยอกทรัพยส์ ินของทางราชการ การใชอ้ านาจในการแต่งต้งั พวกพอ้ งให้
ไดร้ ับตาแหน่ง และสร้างเครือขา่ ยในการทุจริตคอร์รัปชนั เป็นตน้

2. การทุจริตคอร์รัปชนั ที่เกิดจากความร่วมมือ และการประสานประโยชน์ระหว่าง เจา้ หน้าที่
ภาครัฐกบั ภาคเอกชน (Government to Private) เพ่ืออาศยั อานาจรัฐในการจดั สรร ผลประโยชน์ หรือทรัพยากร
ใหแ้ ก่เอกชนบางกล่มุ บางราย เช่น สญั ญาการจดั ซ้ือจดั จา้ งจากของ หน่วยงานภาครัฐ หรือการหลบเล่ียงขอ้ บงั คบั
ตามกฎหมาย เช่น การหลบเลี่ยงการเก็บภาษีศุลกากร โดยเรียกหรือรับผลประโยชน์ทรัพยส์ ิน หรือเงินทองเป็น
การตอบแทน นอกจากน้ี ยงั รวมถึงการท่ี นกั การเมืองออกกฎหมายเพ่ืออนุมตั ิโครงการฯ เพ่ือให้กลุ่มหรือพวก
พอ้ งของตนไดร้ ับประโยชน์จาก โครงการของรัฐ เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจและให้สัมปทานแก่เอกชนเขา้ มา
ดาเนินธุรกิจในลกั ษณะผกู ขาด

3. การทุจริตคอร์รัปชนั ในภาคเอกชน (Private to Private) ไดแ้ ก่การฉ้อโกง (Fraud) โดยปกปิ ด
ขอ้ มลู แทจ้ ริงเกี่ยวกบั สถานะทางการเงินท่ีแทจ้ ริงของบริษทั การจดั ซ้ือสินคา้ การใหส้ ินบน (Bribe) แก่พนกั งาน
ของบริษทั คู่คา้ เพ่ือช่วยเหลือใหไ้ ดร้ ับสิทธิในการทาสญั ญาคู่คา้ กบั บริษทั หรือ เป็นตวั แทนจาหน่ายสินคา้ หรือ
การวางสินคา้ บนช้นั แสดงสินคา้ เนื่องจากตนอาจขาดคุณสมบตั ิหรือ แข่งขนั สู้กบั ผูป้ ระกอบการรายอ่ืนไม่ได้
หรือการให้สินบนเพ่ือไดร้ ับดอกเบ้ียเงินกูใ้ นอตั ราพิเศษที่ต่ากว่า ทอ้ งตลาด โดยไม่คานึงถึงความเสี่ยงในการ
ลงทุน หรือแมก้ ระท้งั การรับสินบนเพอ่ื “ลม้ มวย” หรือ “ลม้ บอล” ในวงการกีฬา

รูปแบบการทุจริตคอร์รัปชนั ท่ีกล่าวถึงน้ี ครอบคลมุ เฉพาะการทุจริตคอร์รัปชนั ใน 2 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่ การ
ทุจริตคอร์รัปชนั ที่เกิดจากความร่วมมือและการประสานประโยชน์ระหว่างเจา้ หนา้ ที่รัฐกบั ภาคเอกชน และการ
ทุจริตคอร์รัปชนั ในภาคเอกชน ซ่ึงหน่วยงานหลกั ที่มีความเก่ียวขอ้ งกบั การป้องกนั และปราบปรามการทุจริต
คอร์รัปชนั ในภาคเอกชนไทย ไดแ้ ก่ สานกั งานคณะกรรมการกากบั หลกั ทรัพย์ และตลาดหลกั ทรัพย์ (ก.ล.ต.)

195

กรมสอบสวนคดีพเิ ศษ (ดีเอสไอ) และสานกั งานป้องกนั และปราบปราม การฟอกเงิน (ปปง.) เป็นตน้ (TI Source
Book. “The Private Corporate Sector” 2560)

ศุภชยั ยาวะประภาษ และคณะฯ ไดม้ ีการแบ่งคุณลกั ษณะของการทุจริตคอร์รัปชนั ใน ระบบราชการ
ออกเป็น 7 รูปแบบ ไดแ้ ก่

(1) การทจุ ริตคอร์รัปชนั เป็นวฒั นธรรมยอ่ ยของคนกลมุ่ หน่ึง
(2) การทุจริตคอร์รัปชนั จะมีวิถีการดารงอยแู่ ละเติบโตอยา่ งลงตวั
(3) การทุจริตคอร์รัปชนั ไมม่ ีใบเสร็จ รับเงิน
(4) การทุจริตคอร์รัปชนั คนถูกจบั และคนจบั อาจมีความเก่ียวพนั กนั ท้งั ทางตรงทางออ้ ม
(5) การจดั การปัญหาการทุจริตคอร์รัปชนั ของราชการไม่เพยี งพอต่อการเอาชนะ
(6) การทจุ ริตคอร์รัปชนั มีมากมายหลายวิธีการ และ
(7) การทุจริตคอร์รัปชนั มีความสลบั ซบั ซอ้ นและยากตอ่ การเขา้ ใจใน รายละเอียด
การทุจริตคอร์รัปชันมีลกั ษณะเป็ นการฝ่ าฝื น หลีกเลี่ยง หรือบิดเบือน ระเบียบแบบแผน กฎระเบียบ
หรือกฎหมายเพื่อหาประโยชน์ใส่ตนหรือพวกพอ้ ง หรือเป็ นการสมยอม รู้เห็นเป็ นใจ เพิกเฉย หรือละเวน้ การ
ปฏิบตั ิหนา้ ที่ที่ตนเองรับผิดชอบ เป็นการยกั ยอกเบียดบงั เพื่อประสงคต์ ่อทรัพยส์ ินของ ทางราชการ การปลอม
แปลง หรือกระทาการใดๆ อนั เป็นเท็จ การมีผลประโยชน์ร่วมในกิจการบาง ประเภทที่สามารถใชอ้ านาจหนา้ ท่ี
ของตนเพอ่ื ประโยชนไ์ ด้ ซ่ึงจะมีความผดิ ท้งั “ความผิดต่อตาแหน่ง หนา้ ท่ีราชการ” กล่าวคือ การใชอ้ านาจหนา้ ที่
ของตนกระทาการใดๆ หรือละเวน้ การกระทาใดๆ การ ขม่ ขนื ใจ จูงใจ เรียกรับทรัพยส์ ิน หรือประโยชน์อยา่ งอื่น
ให้แก่ตนเองหรือผูอ้ ื่น และ “ความผิดต่อเจา้ พนักงาน” คือ การที่บุคคลธรรมดากระทาการทุจริต คอร์รัปชัน
นอกจากน้ียงั รวมถึง การกระทาที่ไม่ผดิ กฎหมายแตผ่ ดิ ศีลธรรมหรือจรรยาบรรณ เช่น การที่ขา้ ราชการช้นั ผใู้ หญ่
นาเอาขา้ ราชการช้นั ผนู้ อ้ ยไปใช้ ในกิจการส่วนตวั เป็นการกระทาท่ีไม่ผิดกฎหมายแต่ผิดจรรยาบรรณ เป็นตน้
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ไดม้ ีการแบ่งรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชนั ที่พบ มากที่สุดใน
สงั คมไทย ไดแ้ ก่ (1) การรับสินบน ของกานลั หรือรางวลั ต่างๆ

(2) การซ้ือขายหรือวิง่ เตน้ ขอตาแหน่งในวงราชการ
(3) การรับส่วยและการรีดไถประชาชน
(4) การทุจริตคอร์รัปชนั เชิงนโยบาย เช่น การทุจริตคอร์รัปชนั งบประมาณแผ่นดิน
การก่อสร้างโครงการต่างๆ ของภาครัฐ
(5) การแต่งต้งั โยกยา้ ย และ
(6) การทจุ ริตคอร์รัปชนั ในเร่ืองของเวลา เช่น การทางานแบบเชา้ ชามเยน็ ชาม

196

จะเห็นไดร้ ูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชันสาหรับคนไทยในปัจจุบนั น้นั มกั จะเป็นเร่ืองท่ีมี ความ
เกี่ยวขอ้ งอยเู่ ฉพาะกลมุ่ ขา้ ราชการประจา และนกั การเมืองเป็นสาคญั ซ่ึงหากจะพิจารณาวา่ การ กระทาใดที่จดั อยู่
ในรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชนั อาจจะประมวลในเชิงแนวความคิดได้ กล่าวคือ ความผิดต่อตาแหน่งหนา้ ที่
ราชการซ่ึงเจา้ พนักงานเป็ นผูก้ ระทา เช่น ยอมรับสินบนเรียกรับสินบน หรือการใช้ ตาแหน่งหนา้ ที่โดยทุจริต
หรือเขา้ มามีส่วนไดเ้ สียเพื่อประโยชน์สาหรับตนหรือผูอ้ ่ืน และความผิดต่อ วินัยราชการ เช่น การใช้เวลาและ
ทรัพยส์ ินของทางราชการเพ่ือประโยชนส์ ่วนตวั และใชอ้ านาจหนา้ ท่ี ในทางมิชอบ (สภาท่ีปรึกษาเศรษฐกิจและ
สงั คมแห่งชาติ.2547)

สาหรับรูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชนั ในสังคมไทยน้นั สังศิต พิริยะรังสรรค์ ไดม้ ีการ แบ่งรูปแบบ
ไว1้ 5 รูปแบบ ไดแ้ ก่

1. การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ เช่น การผกู ขาดการให้สัมปทาน และการเรียกเก็บ ส่วน
แบ่งอยา่ งผดิ กฎหมาย โดยการสร้างสถานการณ์การขาดแคลนเทียม เช่น ปัญหาการขาดแคลนน้าตาล

2. เครพโต เครซี (Klepto cracy) เป็นการฉกฉวยทรัพยากรของรัฐ มาเป็นของครอบครัว โดย
การแปรรูปหน่วยงานภาครัฐเป็ นรัฐวิสาหกิจ

3. การมีผลประโยชน์ทับซ้อน เจ้าหน้าท่ีรัฐมีส่วนได้ส่วนเสีย ซ่ึงสิ่งเหล่าน้ีส่งผลต่อการ
ตดั สินใจ หรือการปฏิบตั ิหนา้ ที่โดยขาดความเที่ยงธรรม

4. การใชอ้ ิทธิพลทางการเมืองหาผลประโยชนจ์ ากตลาดหลกั ทรัพย์ (ป่ันราคาหุน้ ของ ตวั เอง)
5. การปกปิ ดการบริหารงานที่ไมถ่ ูกตอ้ ง การปิ ดบงั และการใหก้ ารเทจ็
6. การใชน้ โยบาย กฎหมาย กฎเกณฑ์ ขอ้ บงั คบั ต่างๆ อยา่ งมีอคติและลาเอียง
7. การใชอ้ ิทธิพลทางการคา้ แสดงบทบาทการเป็นนายหนา้ หรือมีผลประโยชน์ทบั ซอ้ น จาก
การคา้ ต่างตอบแทน การแลกเปล่ียนสินคา้ เกษตรกบั ประเทศค่คู า้
8. การใช้ทรัพยากรของรัฐไปในทางท่ีมิชอบ การปลอมแปลงเอกสาร การฉ้อฉล การใช้
กองทนุ ของรัฐเพอ่ื ไปหาผลประโยชนท์ างการเมือง
9. การไม่กระทาตามหนา้ ที่ แต่ใชล้ ทั ธิพรรคพวกแทน เช่น การฮ้วั ประมลู
10. การใหแ้ ละการรับสินบน การขเู่ ขญ็ บงั คบั และการให้ส่ิงล่อใจ
11. การยอมรับของขวญั ท่ีไม่ถกู ตอ้ ง เช่น เชค็ ของขวญั มลู คา่ สูง และสินบนมูลคา่ สูง
12. ผบู้ ริหารประเทศทาตวั เป็นผอู้ ปุ ถมั ภร์ ายใหญ่ โดยการใชน้ โยบายประชานิยม
13. ใชอ้ านาจของเจา้ หนา้ ท่ีตารวจ ทหาร และขา้ ราชการในทางท่ีผดิ
14. การทุจริตการเลือกต้งั ท้งั การซ้ือเสียง และการทจุ ริตดว้ ยวิธีตา่ งๆ

197

15.การบริจาคเพื่อช่วยเหลือการณรงคท์ ่ีผิดกฎหมาย เช่น การบริจาคให้แก่นักการเมือง และ
พรรคการเมืองรัฐบาล เพ่ือที่จะมีอิทธิพลต่อการกาหนดนโยบายของรัฐบาล

Heidenheimer อา้ งถึงใน นิพนธ์ พวั พงศกร ไดม้ ีการแบง่ รูปแบบการทุจริตคอร์รัปชนั โดยใชส้ ัญลกั ษณ์
ของโทนสีต่างๆ ในการแบ่งกลมุ่ ไดแ้ ก่

1. การทุจริตคอร์รัปชนั สีขาว (White Corruption) ซ่ึงหมายถึงการกระทาอนั เป็นการ ทจุ ริตคอร์
รัปชนั ท่ีประชาชนทวั่ ไปและผูน้ าในสังคมยอมรับ และมองว่ารัฐไม่สมควรจะลงโทษผูท้ ี่ กระทาความผิดน้นั
เนื่องจากไมไ่ ดเ้ ป็นความผิดที่รุนแรง หรือเป็นเรื่องที่ไมม่ ีสาระสาคญั มากจนเกินไป สังคมสามารถใหอ้ ภยั ได้

2. การทุจริตคอร์รัปชนั สีเทา (Grey Corruption) ซ่ึงหมายถึงการกระทาอนั เป็นการ ทุจริตคอร์รัปชนั ซ่ึง
เกิดข้ึนจากการกระทาของบุคคลบางส่วนในสังคม โดยเฉพาะพวกผูน้ าสังคมเห็นวา่ เป็นการกระทาความผิดท่ี
สงั คมยอมรับได้ หรือประชาชนทว่ั ไปยงั สองจิตสองใจอยู่

3. การทุจริตคอร์รัปชนั ดา (Black Corruption) ซ่ึงหมายถึงการกระทาอนั เป็นการ ทุจริตคอร์รัป
ชนั ซ่ึงทกุ ฝ่ายในสงั คมเห็นวา่ เป็นการกระทาผิดท่ีใหญห่ ลวง และสมควรไดร้ ับโทษตาม กฎหมาย ส่วนใน
มิติของบุคคลสาธารณะ ซ่ึงอาจแบ่งรูปแบบของการทุจริตคอร์รัปชนั ออกเป็น 3 มิติ คือ

1. การทุจริตคอร์รัปชนั ในการบริหารราชการแผ่นดิน (Administrative corruption) เป็ นการ
ใช้อิทธิพลที่เกินขอบเขตอานาจของกฎหมาย เพ่ือกาหนดนโยบายและทาให้เกิดผล เช่น การซ้ือขาย ตาแหน่ง
การโยกยา้ ยตาแหน่งท่ีไม่คานึงถึงความสามารถและคณุ ธรรม โดยอาศยั ความเป็นเครือญาติ หรือพรรคพวก

2. การทุจริตคอร์รัปชันทางด้านเศรษฐกิจ (Economic corruption) เป็ นการแสวงหา กาไร
ส่วนเกิน ซ่ึงนักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ค่าเช่า” (Rents) ซ่ึงคาน้ีถูกสร้างข้ึนเมื่อรัฐเขา้ ไปจดั การ กบั ระบบการ
ทางานของตลาด หรือกลไกตลาด เช่น กระบวนการท่ีมีการจากดั ปริมาณการแลกเปลี่ยน เงินตราต่างประเทศ
การควบคุมการคา้ และการใหส้ ัมปทานท่ีผกู ขาดแก่พวกพอ้ ง

3. การทจุ ริตคอร์รัปชนั ทางการเมือง (Political corruption) เป็นการใชอ้ านาจรัฐที่ ขาดคณุ ธรรม
หรือผิดกฎหมาย เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ซ่ึงเป็นผลประโยชน์ทางดา้ นการเมือง เช่น การซ้ือเสียงเลือกต้งั
การซ้ือตวั กรรมการประจาหน่วยเลือกต้งั การปลอมบตั รเลือกต้งั การกลน่ั แกลง้ พรรคการเมืองฝ่ ายตรงกนั ขา้ ม
การไมป่ ฏิบตั ิตามนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ เป็นตน้

ดงั น้ัน การศึกษารูปแบบการทุจริตคอร์รัปชนั ของไทยต้งั แต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทาให้เรา ทราบถึง
วิวฒั นาการและลกั ษณะความสัมพนั ธ์ ความตอ้ งการ ความอยากไดอ้ ยากมีของมนุษย์ จนนาไปสู่ การกระทาอนั
เป็ นการทุจริตคอร์รัปชนั ท่ีมีรูปแบบท่ีซับซ้อน และมีความเก่ียวพันธ์กบั บุคคลหลายฝ่ าย (การมีผลประโยชน์
ร่วม) ซ่ึงหากมีการพิจารณาถึงภาพรวมของรูปแบบการทุจริตคอร์รัปชันในปัจจุบนั อาจกล่าวไดว้ ่ามีความ
แตกต่างไป จากรูปแบบท่ีเห็นไดช้ ดั วา่ รูปแบบการทุจริตคอร์รัปชนั แบบด้งั เดิม “การทุจริตคอร์รัปชนั สีดา” มี

198

ความซบั ซอ้ นแตไ่ มม่ ากนกั ส่วนการทจุ ริตคอร์รัปชนั ในรูปแบบใหมท่ ่ี เรียกวา่ “การทจุ ริตคอร์รัปชนั สีเทา” และ
“การทุจริตคอร์รัปชนั สีขาว” น้นั มีรูปแบบที่หลากหลาย และมีความซบั ซอ้ นกวา่ แบบด้งั เดิม ซ่ึงทาใหห้ น่วยงาน
ที่มีหนา้ ที่ในการป้องกนั และปราบปรามการกระทา อนั เป็นการทุจริตคอร์รัปชนั ดาเนินการตรวจสอบไดย้ ากข้นึ

ซ่ึงจากการศึกษาทาให้สามารถแบ่งรูปแบบ การทุจริตคอร์รัปชันออกเป็ น 2 ลักษณะ คือ การแบ่ง
รูปแบบการทจุ ริตคอร์รัปชนั ตามขนาด และการ แบ่งรูปแบบการทจุ ริตคอร์รัปชนั ตามมิติ คอื การแบ่งตามขนาน
ประกอบดว้ ย

(1) การทจุ ริตคอร์รัปชนั ขนาดเลก็ (Petty Corruption)และ
(2) การทุจริตคอร์รัปชนั ขนาดกลาง (Grand Corruption)
ส่วนการแบ่งตามมิติประกอบดว้ ย
(1) การทุจริตคอร์รัปชนั ในการบริการราชการแผน่ ดิน (Administrative Corruption)
(2) การทุจริตคอร์รัปชนั ทางดา้ นเศรษฐกิจ (Economic Corruption) และ
(3) การทุจริต คอร์รัปชนั ทางการเมือง (Political Corruption)

5. ผลกระทบจากการทุจริตคอร์รัปชัน
พรศกั ด์ิ ผอ่ งแผว้ และคณะ กล่าววา่ การทุจริตคอร์รัปชนั น้นั ก่อใหเ้ กิดผลกระทบต่อ การพฒั นาประเทศ

ท้งั ผลกระทบทางการเมือง เศรษฐกิจ และสงั คม ไดแ้ ก่
ผลกระทบทางการเมือง การทุจริตคอร์รัปชนั อาจทาให้กฎหมายท่ีควรนาออกมาใชถ้ ูกบิดเบือน หรือ

ตอ้ งลม้ เลิกไป และในทางตรงกนั ขา้ ม กฎหมายที่ไม่ควรนาออกมาใช้กลบั ถูกผลกั ดันจาก ผูม้ ีผลประโยชน์
เก่ียวข้อง นอกจากน้ีการทุจริตคอร์รัปชันยงั เป็ นปัจจัยสาคญั ท่ีทาให้การเมืองเสื่อมโทรม เน่ืองจากบรรดา
ผูบ้ ริหารบา้ นเมืองในระดบั ต่างๆ ท้งั ที่เป็ นนกั การเมือง และขา้ ราชการต่างลว้ นเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน และ
พวกพอ้ ง เกิดความเส่ือมโทรมทางศีลธรรมในทางการเมืองการปกครอง อนั จะ ทาใหเ้ กิดความระส่าระสาย และ
ขาดประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน ต้งั แต่ราชการบริหาร ส่วนกลาง ไปจนถึงการบริหารส่วน
ทอ้ งถิ่น เพราะใครที่ให้ประโยชน์แก่เจา้ หนา้ ที่ก็จะไดร้ ับปฏิบตั ิตอบ เป็นพเิ ศษกวา่ คนอ่ืน การจดั ซ้ือจดั จา้ งต่างๆ
ของทางราชการ ซ่ึงใชเ้ งินงบประมาณแผ่นดินก็มกั ไม่ได้ ของท่ีมีคุณภาพ นอกจากน้ีการทุจริตคอร์รัปชนั ยงั ทา
ให้เกิดปัญหาสาคญั ทางการเมือง ซ่ึงเป็ นปัญหาหลกั ท่ีประเทศไทยเผชิญเร่ือยมาต้งั แต่คร้ังเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองก็คือ การทุจริตคอร์รัปชนั น้นั ทาให้ ระบบการเมืองไทยไม่เขม้ แข็งไม่มนั่ คง บน่ั ทอนความสามคั คีและ
บอ่ ยคร้ังที่นาไปสู่การหยดุ ชะงกั ของ การพฒั นาประชาธิปไตยและสถาบนั การเมืองต่างๆ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ การทุจริตคอร์รัปชันก่อให้เกิดปัญหาสูญเสียทรัพยากรต่างๆ ท้งั ทรัพยากร
มนุษย์และทรัพยากรทางเศรษฐกิจอ่ืนๆ ไปโดยเปล่าประโยชน์เงินภาษีอากรถูกนาไปใช้ ในทางที่ไม่เป็ น

199

ประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวม แต่กลบั นาไปแบ่งปันให้กบั นกั การเมือง ขา้ ราชการ หรือ ผูม้ ีผลประโยชน์
เก่ียวขอ้ งในระดบั ต่างๆ การบริหารงานพฒั นาประเทศจึงขาดประสิทธิภาพ แผนพฒั นา เศรษฐกิจและสังคม ก็
ไร้ความหมายโดยเฉพาะอย่างยิง่ อาจทาใหก้ ารปฏิบตั ิงานตามแผนพฒั นาเศรษฐกิจ และสังคมของชาติประสบ
ความลม้ เหลว เนื่องจากคอร์รัปชนั ก่อใหเ้ กิดการขาดหลกั เหตุผลท้งั ในข้นั การวางแผน และในข้นั การปฏิบตั ิตาม
แผน นอกจากน้ีการทุจริตคอร์รัปชนั ยงั ทาใหก้ ารหารายไดเ้ ขา้ รัฐ เป็นไปอยา่ งไมเ่ ตม็ เมด็ เตม็ หน่วยขณะเดียวกนั
รัฐตอ้ งจ่ายเงินงบประมาณแผน่ ดินมากกวา่ ท่ีจะตอ้ งใชจ้ ่าย ไปจริง

ผลกระทบทางสังคม การทุจริตคอร์รัปชนั เปรียบเสมือนโรคร้ายทาให้สังคมเสื่อมโทรม อาจทาลาย
ค่านิยมของสังคมใหเ้ บ่ียงเบน หรือหันเหไปตามความตอ้ งการของผหู้ วงั ประโยชน์นอกจากน้ี การทุจริตคอร์รัป
ชนั ยงั ทาใหผ้ ทู้ ่ีค่อนขา้ งยากจน กลายเป็นกลุ่มคนที่ไร้ความหมาย เป็นเพียงวตั ถุใน การถูกแสวงหา และในทาง
ตรงกันข้าม คนรวยและผูม้ ีอภิสิทธ์ิจะได้รับประโยชน์มากข้ึน ก่อให้เกิด ความอยุติธรรมข้ึนในสังคมท้ัง
ก่อใหเ้ กิดความแตกแยกระหวา่ งขา้ ราชการและประชาชนอีกดว้ ย

นอกจากน้ี การทุจริตคอร์รัปชนั ของนกั การเมือง และเจา้ หนา้ ท่ีของรัฐก่อใหเ้ กิดผลเสียหาย ต่อปัจจุบนั
และอนาคตของประเทศไทยอยา่ งนอ้ ย 4 ขอ้ ดงั น้ี

1. ทาให้คนกลุ่มน้อยคดโกงทรัพยากรของส่วนรวมไปเป็ นของตนเองอย่างผิดกฎหมาย และ
จริยธรรมการเมืองไม่ไดพ้ ฒั นาเป็ นประชาธิปไตยแบบท่ีประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ และความเสมอ ภาคอย่าง
แทจ้ ริง

2. ทาใหเ้ กิดการบิดเบือนการใช้ทรัพยากรของประเทศ ที่ทาใหป้ ระชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้ รับ
ประโยชน์สูงสุด เช่น มีงบประมาณเพ่อื พฒั นาการศึกษาและสาธารณสุขนอ้ ยลง การก่อสร้างถนน หรือถาวรวตั ถุ
ต่างๆ มีคุณภาพต่าตอ้ งซ่อมแซมบ่อย อายใุ ชง้ านนอ้ ยกวา่ ท่ีควรเป็น ประชาชนไดร้ ับ บริการท่ีมีคุณภาพต่า ฯลฯ

3. ทาให้เกิดการผูกขาดโดยนกั ธุรกิจการเมืองขนาดใหญ่ ไม่ส่งเสริมการแข่งขนั ท่ีเป็ นธรรม
และมีประสิทธิภาพ นาไปสู่ความออ่ นแอ ความดอ้ ยพฒั นาลา้ หลงั ขององคก์ รท้งั ภาครัฐและธุรกิจเอกชน

4. ทาใหเ้ ยาวชนและประชาชนมีคา่ นิยมแบบยกยอ่ งความร่ารวย ความสาเร็จ โดยถือวา่ การโกง
เพ่ือให้ตนเองไดป้ ระโยชน์ เช่น การโกงขอ้ สอบ การใชอ้ ภิสิทธ์ิ เล่นพวก โกงเล็กโกงนอ้ ยต่างๆ เป็นเรื่องปกติที่
ใครๆ ก็ทากนั ทาให้ประชาชนขาดจริยธรรม ศีลธรรม คิดแต่ในเชิงแก่งแย่งแข่งขนั เอาเปรียบกนั อย่างไม่เคารพ
กติกา ไม่มีวินัย ไม่มีจิตสานึกท่ีจะทางานร่วมกันเพ่ือหมู่คณะ กลายเป็ น คนเห็นแก่ได้ที่อ่อนแอ ไร้ความ
ภาคภมู ิใจ ไร้ศกั ด์ิศรี ดงั น้นั การจะพฒั นาคน ชุมชนและประเทศชาติ เพอ่ื จะร่วมมือและแขง่ ขนั กบั ประเทศอื่นๆ
เป็นไปไดย้ าก

วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ได้แบ่งระดับการทุจริ ตคอร์รัปชันในมิติตามผลกระทบที่ เกิดข้ึนต่อ
ประเทศชาติและสงั คมโดยรวม ซ่ึงสามารถแบง่ ได้ 3 ระดบั ดว้ ยกนั ดงั น้ี

200

ระดับท่ี 1 เป็ นผลกระทบระหว่างเอกชนกับเอกชน ไม่มีผลที่เป็ นสาระต่อรัฐบาล หรือ
สาธารณชน ตวั อยา่ งเช่น เม่ือมีคนมาประมลู ขายของเหมือนกนั ใหร้ ัฐบาลในราคาที่ต่างกนั โดยไมม่ ี การฮ้วั ไมว่ า่
จะเลือกซ้ือจากใคร รัฐบาลก็จ่ายเงินเท่าเดิม การทุจริตคอร์รัปชนั แบบน้ีถือเป็นการทุจริต คอร์รัปชนั ระดบั ท่ี 1
เพราะไม่ไดม้ ีผลกระทบโดยตรงต่อรัฐบาล หรือสาธารณชน แมผ้ ลท่ีเกิดข้ึนใน ระดบั เอกชน อาจจะมหาศาลก็
ตาม กล่าวคืออาจทาให้บริษทั ของญาติมิตรเพ่ือนฝูงของทรราชร่ารวย อย่างผิดหูผิดตา ในขณะที่บริษทั คู่อริลม้
หายตายจากไป

ระดบั ที่ 2 เป็นผลกระทบระหว่างเอกชนกบั รัฐ การซ้ือแพงขายถูก จนถึงการใหส้ ัมปทาน และ
อานาจผูกขาด และนายทุนไทยและต่างชาติเพ่ือมาขดู รีดประชาชนดงั ไดก้ ล่าวขา้ งตน้ ถือเป็นการ ทุจริตคอร์รัป
ชนั ระดบั ที่ 2 ท้งั น้ีเพราะการดูดเงินของรัฐและประชาชนไปใหเ้ อกชนรายใดรายหน่ึง

ระดบั ที่ 3 เป็ นผลกระทบในระดบั ยุทธศาสตร์ของประเทศในกรณีที่รัฐบาลตดั สินใจ ดาเนิน
นโยบายสาคญั ของประเทศชาติ อย่างผิดพลาดเพียงเพราะ หวงั ค่าหวั คิวจนทาให้ประเทศชาติ เสียหายอยา่ งใหญ่
หลวง

นอกจากน้ี Ban Ki-moon เลขาธิการองค์การสหประชาชาติไดก้ ล่าวถึงผลกระทบ ของการ ทุจริตคอร์
รัปชนั ในวนั International Anti - Corruption Day (วนั ที่ 9 ธนั วาคม 2552) โดยเนน้ ย้าวา่ โลกไดร้ ับความทกุ ขย์ าก
ร้ายแรงท่ีสุดจากปัญหาคอร์รัปชนั เพราะการคอร์รัปชนั เป็นการ ขโมยเงินของสาธารณะไปเป็นของส่วนตวั ผล
ที่ไดร้ ับคือประเทศมีงบประมาณลดลงที่จะนาไปลงทุน ในโครงสร้างพ้ืนฐาน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล และ
ถนน จึงถือวา่ การทุจริตคอร์รัปชนั เป็นมะเร็งร้าย ท่ีทาลายความกา้ วหนา้ ของสังคม ขยายความไม่เท่าเทียม และ
ความอยตุ ิธรรม สาหรับผลกระทบท่ีเกิดข้นึ จากการทจุ ริตคอร์รัปชนั น้นั

สังศิต พิริยะรังสรรคแ์ ละผาสุก พงษไ์ พจิตร ไดม้ องวา่ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชนั มีผลกระทบต่อการ
พฒั นาเศรษฐกิจ และยงั ส่งผล ถึงเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ 8 ประการ ไดแ้ ก่

(1) เกิดความไมย่ ตุ ิธรรม
(2) ทาใหเ้ กิด ความไมม่ ีประสิทธิภาพของหน่วย
(3) ประชาชนขาดความไวว้ างใจรัฐบาล
(4) เกิดความสูญเปล่าใน ทรัพยากรของประเทศ
(5) ขาดการจูงใจในการลงทนุ จากภาคเอกชนต่างประเทศ
(6) ขาดเสถียรภาพทางการเมือง เน่ืองจากปัญหาเงินสินบน
(7) ความไม่มีประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมคอร์รัปชนั และ
(8) ขอ้ จากดั จากการนานโยบายไปใชเ้ นื่องจากการทุจริตของขา้ ราชการ

201

สานกั งานป้องกนั และปราบปรามการฟอกเงิน ไดก้ ล่าวถึง ผลกระทบของการทุจริต คอร์รัปชนั ว่าการ
ทุจริตคอร์รัปชนั ก่อใหเ้ กิดความเสียหายในหลายๆ ดา้ น ตวั อยา่ งเช่น ในเชิงเศรษฐกิจ การทุจริตคอร์รัปชนั เป็ น
ค่าใชจ้ ่ายส่วนเพ่ิมท่ีผมู้ ีรายไดน้ ้อยตอ้ งแบกรับภาระมากกว่าผูท้ ี่มีรายไดม้ าก กล่าวคือ การทุจริตคอร์รัปชันเป็ น
ปัญหาคนจน ซ่ึงจะทาใหค้ วามเหล่ือมล้าของรายไดป้ ระชากรใน ประเทศสูงข้นึ ในลกั ษณะเดียวกนั ในภาคธุรกิจ
บริษทั เล็กก็จะเป็ นผูแ้ บกรับภาระค่าสินบนมากกว่า บริษทั ใหญ่ ทาให้ธุรกิจขนาดย่อม ซ่ึงเป็ นบ่อเกิดของการ
เจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต และ เป็ นแหล่งสร้างงานของประเทศ ซ่ึงควรไดร้ ับการส่งเสริมกลบั
ตอ้ งมีภาระค่าใชจ้ ่ายเพมิ่ สูงข้นึ สุดทา้ ย การทจุ ริตคอร์รัปชนั กน็ าไปสู่ความออ่ นแอของรัฐ

ตามแนวทางขององคก์ ารสหประชาชาติ ไดม้ องวา่ การทุจริตคอร์รัปชนั เป็นอาชญากรรม ทางเศรษฐกิจ
ประเภทหน่ึง ซ่ึงส่งผลกระทบต่อการพฒั นาประเทศเป็นอยา่ งยง่ิ ประเทศไทยซ่ึงได้ ปฏิบตั ิตามพนั ธกรณีที่มีตอ่
สหประชาชาติและประเทศตา่ งๆ มาโดยตลอด เห็นวา่ อาชญากรรมทาง สายเศรษฐกิจ ยงั ส่งผลกระทบต่อระบบ
เศรษฐกิจเชิงมหภาค หากปล่อยให้มีการขยายตวั ข้ึนเรื่อยๆ จะเป็นการบน่ั ทอนระบบสังคมประชาธิปไตย ความ
น่าเชื่อถือระหว่างประเทศ รวมท้งั ความศกั ด์ิสิทธ์ิ ของระบบกฎหมาย นอกจากน้ียงั ส่งผลกระทบต่อการพฒั นา
ทางด้านสังคมวฒั นธรรม และการเมือง ของประเทศไทยอีกด้วย กล่าวคือ ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและ
การเงนิ ในดา้ นเศรษฐกิจของประเทศ ต่างประเทศ ขาดความมน่ั ใจในความสามารถในการชาระเงินของประเทศ
ไทย ทาให้ทุนสารองระหว่างประเทศ ตกต่าลง ก่อใหเ้ กิดปัญหาการขาดสภาพคล่องต่อภาคธุรกิจโดยปกติแลว้
การฉอ้ ราษฎร์บงั หลวงมกั จะ กระทาในรูปแบบของการใหส้ ินบนเจา้ หนา้ ท่ีของรัฐ เพ่อื ใหผ้ ใู้ หส้ ินบนไดร้ ับสิทธิ
ผกู ขาดในการผลิตสินคา้ และบริการ ซ่ึงส่งผลกระทบต่อการแข่งขนั ทางการคา้ อย่างเสรี และเป็นธรรมอยา่ งมาก
ทาให้นกั ลงทุน ท้งั ต่างประเทศและในประเทศไม่อยากลงทุนในประเทศท่ีมีการฉ้อราษฎร์บงั หลวง ทาใหส้ ังคม
ไดร้ ับสินคา้ และบริการท่ีไม่มีคุณภาพ และราคาสูงเกินกวา่ ความเป็ นจริง เนื่องจากเงินสินบนที่ผปู้ ระกอบการ
ให้แก่ เจา้ หน้าท่ีของรัฐ และเงินค่าบริการในการดาเนินธุรกิจจะนาไปรวมเป็นค่าตน้ ทุนในการผลิตสินคา้ และ
บริการดว้ ยเสมอ

ผลกระทบทางด้านการเมือง ส่งผลถึงเสถียรภาพทางดา้ นการเมือง และก่อใหเ้ กิดปัญหา ความไมเ่ ชื่อมน่ั
ในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เกิดการเปล่ียนแปลงในภาคการเมือง และไม่อาจ สร้างความเชื่อมน่ั ให้นกั
ลงทุนต่างชาติเขา้ มาลงทุนไดแ้ ละอาจมีการออกกฎหมาย เพ่ือเอ้ืออานวย หรือใหเ้ ป็นประโยชน์แก่ตนหรือกลุ่ม
ของตนเอง ผลกระทบต่อการลงทุนและการขาดความน่าเช่ือถือ วิกฤตเศรษฐกิจดงั กลา่ ว ซ่ึงทาให้ กิจการเงินทุน
ใหญ่ๆ บริษทั เงินทุนหลกั ทรัพยแ์ ละการดาเนินงานของธนาคารตอ้ งชะงกั และบางแห่ง ตอ้ งปิ ดตวั ลง อีกท้งั
ความไม่โปร่งใสของการบริหารงานของสถาบนั การเงินบางแห่งตอ้ งการทาลาย ความไวว้ างใจในภาคธุรกิจ
ศีลธรรมของสังคม และผลิตผลขององค์การต่างๆ ต่าลง อันเป็ นสาเหตุให้ ลูกคา้ หรือนักลงทุนท้ังในและ

202

ต่างประเทศเกิดความไม่มน่ั ใจในการลงทุน อีกท้งั แสดงถึงการแข่งขนั ที่ ไม่เป็ นธรรม ซ่ึงกระทบต่อสิทธิข้นั
พ้นื ฐานของมนุษยชนดว้ ย

ผลกระทบทางด้านสังคมและวฒั นธรรม เกิดปัญหาการวา่ งงาน และปัญหาคุณภาพชีวิต หรือมาตรฐาน
การครองชีพต่าลง กล่าวคือ เม่ือเกิดวิกฤตเศรษฐกิจดงั กล่าว เป็นเหตุให้ธุรกิจตอ้ งปิ ด กิจการลง ประชาชนขาด
รายไดแ้ ละตกงานทาให้มีการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ระมดั ระวงั อีกท้งั ก่อให้เกิดปัญหาทางด้าน
สังคม และวฒั นธรรม เช่น ปัญหาเด็กเร่ร่อน ยาเสพติด ศีลธรรมและ วฒั นธรรมเสื่อมลง และปัญหาอาชญากรรม
อื่นๆ ท่ีตามมา เน่ืองจากประชาชนขาดรายไดแ้ ละอาจ เปล่ียนแปลง หรือทาร้ายค่านิยมของสังคมใหเ้ ป็นไปตาม
ความตอ้ งการของผทู้ ี่กระการทจุ ริตคอร์รัปชนั ได้

ผลกระทบทางด้านพัฒนาสังคม (ทวีเกียรติมีนะกนิษฐ์ และองอาจ เทียนหิรัญ.2547) กล่าววา่ การฉอ้
ราษฎร์บงั หลวง ทาใหส้ ังคมไม่เจริญเติบโตและพฒั นาเท่าที่ควร เน่ืองจากมีการจดั สรรการใช้ งบประมาณ และ
ทรัพยากรในโครงการตา่ งๆ ท่ีมีเป้าหมายเพอ่ื พฒั นาคุณภาพชีวิตของประชาชนอยา่ ง ไมเ่ หมาะสม นอกจากน้ีการ
ฉอ้ ราษฎร์บงั หลวงทาใหต้ ่างประเทศหรือองคก์ รต่างประเทศตา่ งๆไม่กลา้ ที่จะใหค้ วามช่วยเหลือประเทศที่มีการ
ฉอ้ ราษฎร์บงั หลวง เนื่องจากเกรงวา่ เจา้ หนา้ ท่ีของรัฐจะนาเงิน ช่วยเหลือไปใชใ้ นทางมิชอบ หรือไม่นาเงินไปใช้
ตามเงื่อนไขท่ีกาหนด

กล่าวโดยสรุป ไม่ว่าพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชนั จะมีระดับความรุนแรงมากน้อยเพียงใด ต่างก็มี
ผลกระทบต่อปัจเจกบุคคล และสังคมโดยรวมอยา่ งหลากหลาย และซบั ซ้อนมากเกินกวา่ ท่ีคิด การทุจริต คอร์
รัปชนั ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของมนุษยไ์ ม่แต่เฉพาะดา้ นเศรษฐกิจและการเมืองเท่าน้ัน หากแต่ยงั กระทบถึง
พฒั นาการเจริญเติบโตทางดา้ นจิตวทิ ยาและปรัชญาของมนุษยด์ ว้ ย ในทางกลบั กนั คา่ นิยมเหล่าน้ีกเ็ ป็นส่ิงท่ีหล่อ
เล้ียงชีวิตใหก้ ารทจุ ริตคอร์รัปชนั ดารงอยู่ เติบโต และขยายตวั ออกไป มากยง่ิ ข้นึ

นอกจากน้ีการทุจริตคอร์รัปชนั ยงั เป็นสาเหตุสาคญั ของปัญหาอ่ืนๆ จานวนมาก เช่น ปัญหา สมองไหล
ปัญหาดา้ นการกระจายรายไดป้ ัญหาความชอบธรรมทางการเมือง และเมื่อนาการทุจริตคอร์รัปชนั ไปผสมผสาน
กบั ปัญหาอื่นๆ ทาใหป้ ระเด็นเกี่ยวกบั การป้องกนั และปราบปรามการทุจริตใน วงราชการเป็นประเด็นที่เกี่ยวพนั
กบั การพฒั นาประเทศโดยตรง

203

แบบฝึ กหดั ท้ายบทที่ 7

คาส่ัง จงเลือกคาตอบที่ถูกท่ีสุดแลว้ กากบาทลงในกระดาษคาตอบ ก ข ค ง
1. ขอ้ ใดไม่ใช่แรงกดดนั ที่ก่อใหเ้ กิดการทจุ ริตคอร์รัปชนั่

ก. ติดการพนนั
ข. การใชจ้ ่ายที่สุรุ่ยสุร่าย
ค. วางแผนค่าใชจ้ ่าย
ง. มีนิสัยชอบความทา้ ทาย

2. ทฤษฎีสามเหล่ียมของการทจุ ริตคอร์รัปชนั (Fraud Triangle Theory) เป็นแนวคิดของนกั สงั คมวิทยาทา่ น
ใด
ก. ดร.โดนลั ด์ เครสซีย์ (Donald Cressey)
ข. มกั ซ์ เวเบอร์ (Max Weber)
ค. เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer)
ง. คาร์ล มาร์กซ (Karl Marx)

3. ทฤษฎีสามเหล่ียมของการทจุ ริตคอร์รัปชนั (Fraud Triangle Theory) มีกี่ปัจจยั
ก. 3 ปัจจยั
ข. 4 ปัจจยั
ค. 5 ปัจจยั
ง. 6 ปัจจยั

4. การทจุ ริตคอร์รัปชนั ท่ีพบมากท่ีสุดคอื ขอ้ ใด
ก. การรับสินบน ของกานลั หรือรางวลั ต่างๆ
ข. การรับส่วยและการรีดไถประชาชน
ค. การซ้ือขายหรือวิ่งเตน้ ขอตาแหน่งในวงราชการ
ง. การทจุ ริตคอร์รัปชนั ในเร่ืองของเวลา เช่น การทางานแบบเชา้ ชามเยน็ ชาม

5. ทฤษฎีหวั หนา้ -ตวั แทน แบ่งออกเป็น 3 กลุม่ อะไรบา้ ง
ก. รัฐบาล-นกั การเมือง-ประชาชน
ข. ผอู้ านวยการ-ครู-นกั เรียน

204

ค. นายจา้ ง-นายหนา้ -ลูกนอ้ ง
ง. หวั หนา้ -ตวั แทน-ผอู้ ยใู่ ตก้ ารอปุ ถมั ภ์

6. ขอ้ ใดคือผลกระทบจากการทจุ ริตคอร์รัปชนั
ก. ผลกระทบทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
ข. ผลกระทบทางชุมชน สังคม และประเทศชาติ
ค. ผลกระทบทางครอบครัว ชุมชน และสงั คม
ง. ผลกระทบทางการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง

7. สิ่งท่ีทาใหเ้ กิดการทุจริตคือขอ้ ใด
ก. โอกาส ความกดดนั จิตใจ ความเครียด
ข. โอกาส แรงจูงใจ ความยากจน
ค. โอกาส แรงจูงใจ เหตุผล
ง. แรงจูงใจ เหตุผล ความยากจน

8. ขอ้ ใดไม่ใช่รูปแบบพฤติกรรมที่ถือเป็นการทุจริตคอร์รัปชนั
ก. การทุจริตคอร์รัปชนั ในรัฐบาล
ข. การทุจริตคอร์รัปชนั ในภาคเอกชน
ค. การทุจริตคอร์รัปชนั ในหมเู่ จา้ หนา้ ที่รัฐ
ง. การทจุ ริตคอร์รัปชนั ท่ีเกิดจากความร่วมมือ และการประสานประโยชน์ระหวา่ ง เจา้ หนา้ ที่ภาครัฐ
กบั ภาคเอกชน

9. ขอ้ ใดไม่ใช่รูปแบบของการทจุ ริตคอร์รัปชนั
ก. การกระทาผิดกฎหมาย
ข. การกระทาท่ีไมผ่ ดิ กฎหมายแต่ผดิ ศีลธรรม หรือ จรรยาบรรณ
ค. การไดร้ ับผลประโยชน์ตอบแทน
ง. การจ่ายสินบน คา่ น้าร้อนน้าชา

10. สานกั งานคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชนั ในภาครัฐ กระทรวงยตุ ิธรรม ไดร้ ะบุ
ถึงสาเหตุของการทุจริตคอร์รัปชนั วา่ สามารถจาแนกได้เป็น 4 กลมุ่ ยกเวน้ ขอ้ ใด
ก. เกิดจากพฤติกรรมความโลภ
ข. เกิดจากการบงั คบั

205

ค. เกิดจากการมีโอกาส
ง. เกิดจากการขาดจริยธรรม

เฉลยแบบฝึ กหดั ท้ายบทที่ 7
1. ค 2. ก 3. ก 4. ง 5. ง 6. ก 7. ค 8. ก 9. ง 10. ข

206

เอกสารอ้างองิ บทท่ี 7

กระทรวงยุติธรรม. “คอร์รัปชัน : ภัยคุกคามและแนวโน้มในศตวรรษที่ 21”. (เอกสารประกอบการประชุม

สหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรม และความยุติธรรมทางอาญา คร้ังท่ี 11.ศูนย์การ

ประชุมอิมแพค็ เมืองทองธานี. วนั ท่ี 18-25 เมษายน 2548). หนา้ 204-206.

เกรียงศกั ด์ิ เจริญวงศ์ศกั ด์ิ. กลเม็ดเด็ดปี กคอร์รับชั่น. (กรุงเทพมหานคร : บริษทั ซัคเซส มีเดีย จากัด, 2547).

หนา้ 22-26.

โกวิทย์ พวงงาม. “แนวทางการพัฒนาและเสริมสร้างกลไกการป้องกันการทุจริตใน องค์กรปกครองส่ วน

ท้องถิน่ ”. (สถาบนั วจิ ยั และใหค้ าปรึกษาแห่งมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, 2550). หนา้ 17.

ขวญั ฤทยั ใจทนั . “การให้ความหมายและท่ีมาของความหมายการทุจริตของนักเรียน ช่วงช้ันที่ 4 โรงเรียน

ราชินีบูรณะ อาเภอเมือง จังหวัดนครปฐม”. (วิทยานิพนธ์ปริ ญญาศิลปศาสตร มหาบัณฑิต,

สาขาวชิ าการจดั การภาครัฐและภาคเอกชน, มหาวิทยาลยั ศิลปกร, 2554). หนา้ 20-21

ชานาญ ปริบาล. “ปัญหาการดาเนนิ คดีอาญาแก่ผู้ทจุ ริต : ตามพระราชบญั ญตั ิว่า ด้วยความผดิ เกย่ี วกบั การ

เสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542”. (วทิ ยานิพนธ์นิติศาสตร มหาบณั ฑิต, มหาวิทยาลยั

รามคาแหง, 2546). หนา้ 10-24.

จารุ วรรณ สุ ขุมาลพงษ์. “แนวโน้ มของคอรั ปช่ั นในประเทศไทย ( The Trend of Corruption in

Thailand)”. (รายงานวิจยั , กลมุ่ งานกฎหมาย 2 สานกั กฎหมาย, สานกั งานเลขาธิการ สภา

ผแู้ ทนราษฎร, 2556). หนา้ 1-2,2-28.

ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ และ องอาจ เทียนหิรัญ. “การฉ้อราษฎร์บังหลวง และ มาตรการในการต่อต้าน องค์กร

อาชญากรรมข้ามชาติ”. (รายงานการวจิ ยั ,การพฒั นากฎหมายป้องกนั และ ปราบปราม อาชญากรรมขา้ ม

ชาติ (ระยะที่ 2), กรุงเทพมหานคร : สานกั งานกองทนุ สนบั สนุนการวจิ ยั , 2547). หนา้ 13-14.

ธีรภทั ร์ เสรีรังสรรค.์ นกั การเมืองไทย : จริยธรรม ผลประโยชน์ทับซ้อนการคอร์รัปชั่น : สภาพปัญหา สาเหตุ

ผลกระทบ แนวทางแก้ไข. (กรุงเทพมหานคร : สานกั พมิ พส์ ายธาร, 2549). หนา้ 139.

นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะฯ. ยุทธศาสตร์ การต่อต้านคอร์ รัปชั่นในประเทศไทย พ.ศ. 2543 (Anti-

Corruption Strategy in Thailand in the Year ๒๐๐๐). (กรุงเทพมหานคร : สถาบนั เพ่ือการ พฒั นา

ประเทศไทย, 2543). หนา้ 30-31.

207

พรศกั ด์ิ ผอ่ งแผว้ และคณะฯ. “องค์ความรู้ว่าด้วยการทจุ ริตและประพฤติมิชอบในวง ราชการไทย”. (รายงาน
ผลการวจิ ยั เสนอต่อสานกั งานคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริต และประพฤติ มิชอบ
ในวงราชการ, 2539). หนา้ 26,46.

วิทยากร เชียงกูร. แนวทางปราบคอร์รัปชั่นอย่างได้ผล. (กรุงเทพมหานคร : สานกั พิมพส์ ายธาร, 2549).
หนา้ 19-20.

วฒุ ิพงษ์ เพรียบจริยวฒั น.์ คู่มือทรราช. (กรุงเทพมหานคร : สถาบนั สหสวรรษ, 2543). หนา้ 27-29.
สมาคมขา้ ราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย. เราจะป้องกันแก้ไขปัญหาการทุจริต คอร์รัปช่ันในยุค ปฏิรูปกัน

อย่างไร. (กรุงเทพมหานคร : สมาคมขา้ ราชการพลเรือนแห่งประเทศไทย, 2547). หนา้ 43-46.
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. “การทุจริตและประพฤติมิชอบของสังคมไทย”. (รายงานการ

สารวจความคดิ เห็นของเครือขา่ ยภาคประชาชน, เอกสารประกอบการสมั มนา). 2547. หนา้ 2-3.
สานกั งานคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ. “หลักสูตรคู่มือ และแนวทางการสร้าง

เครือข่ายภาครัฐต่อต้านการทุจริต”. (โครงการขา้ ราชการไทยไร้ทุจริต. กระทรวงยุติธรรม, 2558).
หนา้ 20.
สานักงานป้องกนั และปราบปรามการฟอกเงิน. “มาตรการตรวจสอบหน่วยงานที่มี แนวโน้มทุจริตคอร์รัป
ชัน”. (เอกสารประกอบการประชุมทางวิชาการระดับชาติว่าด้วยงานยุติธรรม คร้ังที่ 3 เร่ื อง
กระบวนการยุติธรรมกบั บทบาทการแกไ้ ขปัญหาการคอร์รัปชนั . ศูนยก์ ารประชุมอิมแพ็ค เมืองทอง
ธานี. วนั ที่ 22-23 สิงหาคม 2548). หนา้ 15.
สัญญา สัญญาวิวฒั น์. ปัญหาสังคม. (หนงั สือประกอบการสอนวิชาสังคมและวฒั นธรรม. กรุงเทพมหานคร :
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2540). หนา้ 139.
สังศิต พิริยะรังสรรค.์ ทฤษฎีคอร์รัปชั่น. (กรุงเทพมหานคร : สานกั พิมพร์ ่วมดว้ ย ช่วยกนั , 2549).
หนา้ 69-71.
สังศิต พิริยะรังสรรค์และ ผาสุก พงษ์ไพจิตร. คอร์รัปชั่นกับประชาธิปไตยไทย. (กรุงเทพมหานคร :ศูนย์
เศรษฐศาสตร์การเมือง, คณะเศรษฐศาสตร์, จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั 2536). หนา้ 7-19.
เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ และคณะฯ. “โครงการประเมินสถานการณ์ด้านการทุจริตใน ประเทศไทย

208

( An Assessment of the Corruption Situation in Thailand)”. (ร า ย ง า น วิ จัย , ม ห า วิ ท ย า ลัย
หอการคา้ ไทย, ไดร้ ับการสนบั สนุนทางการเงินจากสานักงานคณะกรรมการป้องกนั และ ปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), กุมภาพนั ธ์ 2553). หนา้ 21-25
อุษณา ภทั รมนตรี. การตรวจสอบภายในสมัยใหม่. พิมพ์คร้ังที่ 3, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จามจุรีโปร
ดกั ท,์ 2552). หนา้ 9-12.
อุดม รัฐอมฤต. การแก้ไขปัญหาการทุจริตในระบบการเมืองและวงราชการไทย. (กรุงเทพมหานคร :
สานกั งานเลขาธิการสภาผแู้ ทนราษฎร, 2546). หนา้ 64-67.
อดุ ม รัฐอมฤต. การแก้ไขปัญหาการทจุ ริตในระบบการเมืองและวงราชการไทย. (กรุงเทพมหานคร : กองการ
พิมพ์ สานกั งานเลขาธิการสภาผแู้ ทนราษฎร, 2544). หนา้ 17-19.
TI Source Book. “The Private Corporate Sector”. (Chapter 16) in Confronting Corruption :The Elements of
a National Integrity Systems, The TI Source Book 2000 by JEREMY POPE. (ออนไลน)์ . เขา้ ถึง
ไดจ้ าก : http://www.transparency.org.nz/docs/2000/Elements-of-a-NationalIntegrity-System.pdf.
2560.


Click to View FlipBook Version