ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา โดยใช้เทคนิควิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะการเสิร์ฟกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สิริยากร แขกวันวงค์ นักศึกษาระดับปริญญาตรี, สาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา, คณะครุศาสตร์, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี บทคัดย่อ การวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาวอลเลย์บอลโดย ใช้เทคนิควิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาการเสิร์ฟวอลเลย์บอล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 17 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน ใช้เวลา 5 ชั่วโมง แบบทดสอบทักษะการเสิร์ฟ วอลเลย์บอล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยใช้เทคนิควิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อ พัฒนาทักษะการเสิร์ฟวอลเลย์บอล ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 8.8 คิดเป็นร้อยละ 38.64 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 13.6 คิดเป็นร้อยละ 79.88 พบว่าหลัง เรียนเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน คำสำคัญ: การจัดการเรียนรู้, การเสิร์ฟวอลเลย์บอล, นักเรียน บทนำ การพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า หลักสำคัญหนึ่งประการก็คือ การพัฒนาประชากรให้มี คุณภาพ เป็นผู้ที่มีสมรรถภาพที่ดีทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา สามารถที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการทำให้ประชากรมีสมรรถภาพที่ดีครบทุกด้านได้นั้นจึงต้องอาศัยเรื่องของกีฬา เข้ามาช่วย กีฬาจึงเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ประชาชนให้ความสนใจและใช้ในกาออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพ ร่างกายที่ดี นอกเหนือจากการเล่นกีฬาเพื่อออกกำลังกายแล้ว การกีฬาในปัจจุบันยังมีส่วนช่วยสร้างชื่อเสียง ให้แก่ตนเองและประเทศชาติอีกทางหนึ่ง ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลย เดชฯ ตอนหนึ่งว่า “การกีฬาเป็นสิ่งที่มีจุดประสงค์พื้นฐาน เพื่อส่งเสริมร่างกายให้มีความแข็งแรงและสามารถ ที่จะแสดงฝีมือในเชิงกีฬา เพื่อความสามัคคีและเพื่อให้คุณภาพของชีวิตที่ดีขึ้น” การกีฬาจึงมีความสำคัญอย่าง ยิ่งสำหรับชีวิตของแต่ละคนถ้าปฏิบัติด้วยความสุภาพเรียบร้อย ก็จะทำให้มีชื่อเสียงและส่งเสริมความสามัคคีใน ประเทศชาติ (กากีฬาแห่งประเทศไทย, 2541, น.2) ซึ่งก็มีกีฬาหลากหลายประเภทที่มีการบรรจุไว้ใน เนื้อหาวิชาพลศึกษา ซึ่งเป็นเนื้อหาวิชาหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาเป็นสาระหนึ่งใน 8สาระของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นกลุ่มสาระ ที่มีความหมายและมี ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียนแต่ละคน โดยมุ่งพัฒนาพฤติกรรมการ เรียนรู้ของผู้เรียนทั้งด้านสาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพที่จำเป็นที่ผู้เรียนต้องรู้ด้านการสร้างเจตคติ และค่านิยมที่
2 ดี คุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ เช่น ความรับผิดชอบ ความมีวินัยในตนเอง การ เคารพในสิทธิของผู้อื่น และกฎกติกาของสังคมเป็นต้น และด้านทักษะกระบวนการปฏิบัติในการพัฒนา พฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืน พลศึกษามุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาโดยรวมทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สติปัญญา และสังคม ด้วยการเข้าร่วมในกิจกรรมการออกก าลังกายและกีฬา และกิจกรรมเหล่านั้นได้รับการ คัดสรรมาเป็นอย่างดีแล้ว (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, น.56) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้เน้นการจัดการศึกษาโดยกำหนด มาตรฐานการเรียนรู้ในการพัฒนาผู้เรียนตามช่วงชั้นและก าหนดสาระการเรียนรู้ที่เป็นสาระหลักจำเป็นสำหรับ ผู้เรียนทุกคน มุ่งเน้นความสำคัญด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ คุณธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและ 2สติปัญญาโดยยึดหลักว่าผู้เรียน สำคัญที่สุด สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ สถานศึกษาจะต้องมุ่งเน้นการ จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการฝึกทักษะ กระบวนการคิดการจัดการ การเผชิญสถานการณ์ การประยุกต์ ความรู้ความเข้าใจมาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และควรมีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียน ได้ฝึกปฏิบัติจริง ได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ รวมไปถึงการปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ กีฬาวอลเลย์บอลได้ถูกก าหนดไว้ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ในสาระที่ 3 การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทยและกีฬาสากล ซึ่งสถานศึกษาสามารถเลือกจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ตามความพร้อมและความ เหมาะสมตามบริบทสถานศึกษาให้กับนักเรียนได้ทุกช่วงชั้น นอกจากนี้กีฬาวอลเลย์บอลยังเป็นกีฬาที่ได้รับ ความนิยมเป็นอย่างมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งยังมีการจัดการแข่งขันที่มากขึ้นเริ่มตั้งแต่ระดับ โรงเรียน กลุ่มโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาคและระดับประเทศ (กรม วิชาการ, 2544, น.48) การเล่นกีฬาวอลเลย์บอลจะมีทักษะพื้นฐานที่สำคัญด้วยกันอยู่ 4 ทักษะคือทักษะการ เล่นลูกสองมือล่าง ทักษะการเล่นลูกสองมือบน ทักษะการเสิร์ฟลูกและทักษะการตบลูก ซึ่งในแต่ละทักษะก็จะ มีความยากง่ายแตกต่างกันออกไปและทุกทักษะจะครอบคลุมทุกด้านของการเล่นกีฬาวอลเลย์บอล ดังนั้น ทักษะพื้นฐานทั้ง 4 ทักษะจึงมีความสำคัญที่จะช่วยให้สามารถเล่นกีฬาวอลเลย์บอลได้อย่างคล่องแคล่วและ สนุกสนาน นักเรียนจึงจ าเป็นต้องฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ มีนักเรียนจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นการเล่นกีฬา วอลเลย์บอลตั้งแต่เรียนอยู่ระดับชั้นประถมศึกษา แต่ก็ไม่สามารถที่จะเล่นกีฬาวอลเลย์บอลได้ดี จนทำให้ขาด ความมั่นใจ ท้อแท้และส่งผลต่อการเรียนรู้กีฬาวอลเลย์บอลในระดับสูงต่อไป กีฬาวอลเลย์บอลเป็นกีฬาที่นิยมเล่นกันโดยทั่วไป จัดเป็นกีฬาสากลประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็น อย่างมาก สามารถเล่นได้ทั้งเพศชาย และเพศหญิง ซึ่งมีการจัดบรรจุเข้าแข่งขันในกีฬาระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ ระดับประถมศึกษา ไปจนถึงระดับชิงแชมป์โลก ทักษะต่าง ๆ ของกีฬาวอลเลย์บอลเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการ ฝึกฝนตั้งแต่วัยเยาว์ การเล่นกีฬาวอลเลย์บอลนั้นนอกจากผู้เล่นจะได้รับความสนุกสนานแล้ว ยังมีคุณค่าต่อผู้ เล่น มีการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมโดยเฉพาะการพัฒนาทักษะกลไก และระบบประสาท ดังนั้น กีฬาวอลเลย์บอลจึงเป็นกิจกรรมที่สำคัญและเป็นกิจกรรมทางพลศึกษาที่ส่งเสริมในการพัฒนาศักยภาพ ของผู้เรียน อีกทั้งกีฬาวอลเลย์บอลยังมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างผู้เล่น ท ำให้เกิด
3 ความสามัคคี ฝึกความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การควบคุมอารมณ์ การร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความมีน้ าใจนักกีฬา รวมไปถึงความซื่อสัตย์ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์และเป็นจุดมุ่งหมายของ การเรียนการสอนในวิชาพลศึกษา กีฬาจึงเป็นกิจกรรมสำคัญของพลศึกษาที่จะส่งเสริมให้เด็กได้แสดงออก ทางด้านความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา ความสามัคคี การจัดกีฬาจะต้องจัดให้ส่งเสริมเพื่อให้เกิดคุณลักษณะนิสัยที่ พึงประสงค์ของสังคม ผลของการเล่นกีฬาจะมีมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการเล่นอย่างตรงไปตรงมาหรือการ เล่นกันอย่างยุติธรรม ที่เกิดขึ้นด้วยความพร้อมเพรียง ความร่วมมือ และความมีน้ำใจนักกีฬาครูจะต้องเลือก การเล่นที่ก่อให้เกิดความว่องไว เหมาะสมกับเด็ก ส่งเสริมความเจริญทางกาย อารมณ์สังคม และเกิดความ สนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬาชนิดใด ครูจะต้องอบรมความประพฤติของเด็กไปด้วย เพราะกีฬาจะสอน ให้เด็กเกิดความคิด เกิดอารมณ์ มุ่งประโยชน์ทางสังคม คือให้รู้จักยอมเสียเปรียบด้วยน้ำใจนักกีฬา (กรม วิชาการ, 2544, น.54) “การเรียนทักษะต่าง ๆ ครูควรกำหนดระยะเวลาและกระจายเวลาในการฝึกให้เหมาะสมใน กิจกรรม การเรียนแต่ละครั้ง โดยทั่วไปการเรียนบ่อยครั้งในระยะเวลาสั้นจะได้ผลที่ดีกว่าการเรียนน้อยครั้งและครั้งหนึ่ง เป็นเวลานาน ๆ” ครูผู้สอนหรือผู้ฝึกกีฬาจำเป็นต้องศึกษา ให้เกิดความรู้และมีประสบการณ์เกี่ยวกับการสอน ที่มีผลต่อการเรียนรู้ทักษะกีฬาของผู้เรียนว่ามีจำนวนครั้งมากน้อย เพียงใด จึงจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีและเป็น ประโยชน์ต่อผู้เรียน โรงเรียน เนื้อหาวิชา และจุดมุ่งหมายตาม โครงสร้างของหลักสูตร วิชาพลศึกษา (Physical Education) เป็นวิชาที่ส่งเสริมสมรรถภาพทางกาย ของนักเรียน โดยสมรรถภาพทางกาย หมายถึง สภาวะของร่างกายที่อยู่ในสภาพที่ดี เพื่อที่จะช่วยให้เรา เรียน ท างานหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ไม่เหนื่อยเร็ว และสามารถฟื้นตัวกลับสู่สภาพ ปกติได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นทางโรงเรียนใน ประเทศไทยจึงได้จัดให้มีการเรียนการสอนเกี่ยวกับกีฬา เพื่อผลักดันให้นักเรียนเกิดความสนใจในการออกก า ลังกายมากยิ่งขึ้น ทางโรงเรียนต่าง ๆ ในประเทศไทย ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการมีร่างกายที่แข็งแรง จิตใจ ที่แจ่มใส ดังนั้นโรงเรียนจึงมีกีฬาหลากหลาย ชนิดให้นักเรียนได้เรียนเพื่อพัฒนาจิตใจ ร่างกาย และทักษะการ ออกกำลังกาย ทางโรงเรียนจึงเผยแพร่ ข้อมูลกีฬาที่โรงเรียนได้บรรจุลงในวิชาพลศึกษา นอกจากนี้ทาง โรงเรียนยังจัดกิจกรรมกีฬานอกเวลา เรียนสำหรับนักเรียนที่สนใจเล่นกีฬามากขึ้น การเล่นกีฬาวอลเลย์บอลมี ทักษะส่วนบุคคลพื้นฐานที่ จำเป็นต้องใช้สำหรับการเล่นหลายประเภทซึ่งผู้เริ่มเล่นวอลเลย์บอลจำเป็นต้องเริ่ม ฝึกในพื้นฐานเหล่านี้สำหรับในตอนนี้จะได้นำเสนอทักษะต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเล่นวอลเลย์บอลใน ภาพรวมทุกทักษะ เพื่อที่จะได้ทราบว่าแต่ละทักษะมีวิธีการและความสำคัญอย่างไร รูปแบบทักษะพื้นฐาน ซึ่ง ทักษะ ทั้งหมดจำเป็นต้องใช้ในการแข่งขัน ในการฝึกนอกจากผู้เล่นจะสามารถปฏิบัติทักษะพื้นฐานทั้งหมดได้ แล้วยังต้องสามารถเชื่อมโยงการเล่นในแต่ละทักษะได้ด้วยสำหรับการเล่นเป็นทีมนั้นหากผู้เล่นไม่มีความ ชำนาญในแต่ละทักษะพื้นฐานที่เกี่ยวกับการเล่นวอลเลย์บอลก็จะทำให้การเล่นเป็นทีมทำได้ยาก (คู่มือ การ จัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน,2551) การเสิร์ฟวอลเลย์บอล เป็นยุทธวิธีของการบุกอย่างหนึ่ง ลูกเสิร์ฟที่มีความรุนแรง มีประสิทธิภาพ และ เสิร์ฟได้ตรงช่องว่างหรือตรงกับผู้เล่นที่มีทักษะการรับลูกเสิร์ฟไม่ดี เป็นเป้าหมายของการเสิร์ฟ ลูกเสิร์ฟที่มี
4 ความรุนแรงและแน่นอน นับว่าเป็นการบุกที่ดี อาจจะได้คะแนนจากการเสิร์ฟ หรือ เป็นการกดดันทีมคู่ต่อสู้ใน การสร้างเกมรุกอีกด้วย (คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาวอลเลย์บอล2556,2556) การปฏิบัติในการเสิร์ฟวอลเลย์บอล 1. ผู้เล่นต้องเสิร์ฟลูกบอลตามลำดับที่ส่งในใบส่งตำแหน่ง ระหว่างทำการแข่งขัน โดยหมุนตามเข็มนาฬิกา 2. เมื่อชุดที่เสิร์ฟได้คะแนน ให้ผู้เสิร์ฟคนเดิมเป็นผู้เสิร์ฟ ต่อ 3. เมื่อชุดที่เสิร์ฟทำเสีย ให้ฝ่ายตรงข้ามได้เสิร์ฟ 4. ผู้เสิร์ฟต้องอยู่ในพื้นที่ของเขตเสิร์ฟ 5. ผู้เสิร์ฟต้อง ทำการเสิร์ฟภายในเวลา 8 วินาที6. การเสิร์ฟถือว่าสมบูรณ์เมื่อผู้เสิร์ฟเสิร์ฟด้วยมือข้างเดียว หรือส่วนใด ส่วนหนึ่ง ของแขนหลังจากโยนหรือปล่อยลูกบอลก่อนลูกบอลจะถูกพื้น 7. ในขณะที่ฝ่ายตนเองกำลังทำ การเสิร์ฟ ห้ามผู้เล่นทำการกำบังฝ่ายตรงข้าม (คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาวอลเลย์บอล2556,2556) การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning: CL) เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางรูปแบบหนึ่ง การเรียนรู้แบบร่วมมือแบบ CL นี้เน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ร่วมกันและมีการ ทำงานร่วมกันเป็นทีมเล็ก ๆ ทีมละ2-5 คน โดยกำหนดให้สมาชิกของทีมต้องมีความสามารถที่แตกต่างกัน เพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพการเรียนรู้ของแต่ละคน และเพื่อที่จะทำให้สมาชิกแต่ละคนมีความสามารถมาก ยิ่งๆขึ้น สมาชิกแต่ละคนจะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จนบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้บทบาทของสมาชิก ที่ทำงานด้วยกันในทีมมีหน้าที่สองอย่างด้วยกันคือ เป็นผู้เรียน- รับผิดชอบการเรียนของตนเองและเป็น ผู้สอน – รับผิดชอบการสอนและช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกในทีมให้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน นักการศึกษาที่มี บทบาทที่สำคัญในการเผยแพร่แนวคิดของการเรียนรู้แบบ CL นี้คือ สลาวิน (Slavin, 1995) จอห์นสัน จอห์นสันและโฮลูเบค (Johnson, Johnson & Holubec :1990, 14) มีความเห็นพ้องต้องกันว่า จุดมุ่งหมายของการเรียนแบบCooperative learning คือ การเรียนรู้แบบกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน แก้ไขปัญหาและทำงานร่วมกันจนเกิดความสำเร็จ และประการสำคัญต้องมีกระบวนทักษะทางสังคมไป พร้อม ๆ กันเทคนิควิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือแบบ STADเป็นการนำมาใช้หลังจากที่มีการจัดเรียนการสอน เนื้อหาให้แก่ผู้เรียนเรียนทั้งชั้นไปแล้ว ผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าร่วมกันภายในทีม สืบเนื่อง จากสิ่งที่ครูได้สอนไป เทคนิควิธีรูปแบบ STAD สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับทุกวิชา เช่นวิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือ วิชาที่ต้องการให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง เกิด ความคิดรวบยอด ค้นหาสิ่งที่มีคำตอบชัดเจน แน่นอน (Slavin,1994) เทคนิควิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ แบบ STAD มี4 ขั้นตอนดังนี้1) Teacher Presentations มีการจัดเรียนการสอนเนื้อหาให้แก่ผู้เรียน เรียนทั้งชั้น (Whole Class Direct Instruction) หลังจากนั้นผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรม ศึกษาค้นคว้าร่วมกันภายในทีมเพิ่มเติมจากสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว 2) Team Study ผู้เรียนทำงานร่วมกัน เป็นทีมเรียกว่า Home Team มีสมาชิกทีมละ 4 – 5 คนโดยให้ความสามารถของสมาชิกในทีมคละกัน เช่นเรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน ผู้สอนอาจเป็นผู้กำหนดทีม และการมอบหมาย กิจกรรม/หัวข้อย่อย/แบบฝึกหัดให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยกันในทีมของตนเอง และผู้เรียนต้องพยายามที่จะ ช่วยเหลือให้สมาชิกทุกคนเข้าใจในเนื้อหาทั้งหมด และร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของคำตอบตาม กิจกรรม/หัวข้อย่อย/แบบฝึกหัดที่ผู้เรียนแต่ละคนได้คิดคำตอบขึ้นมา และอภิปรายร่วมกันเพื่อให้ได้ คำตอบที่ถูกต้อง
5 การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือนับว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้ กระบวนการกลุ่มให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์และเกิดความสำเร็จ ร่วมกันของกลุ่ม ซึ่ง การเรียนแบบร่วมมือมิใช่เป็นเพียงจัดให้ผู้เรียนทำงานเป็นกลุ่ม เช่น ทำรายงาน ทำกิจกรรมประดิษฐ์หรือสร้าง ชิ้นงาน อภิปราย ตลอดจนปฏิบัติการทดลองแล้ว ผู้สอนทำหน้าที่สรุป ความรู้ด้วยตนเองเท่านั้น แต่ผู้สอน จะต้องพยายามใช้กลยุทธ์วิธีให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการประมวล สิ่งที่มาจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ จัดระบบ ความรู้สรุปเป็นองค์ความรู้ด้วยตนเองเป็นหลักการสำคัญ (พิมพันธ์ เดชะคุปต์, 2544, น.15) ไสว ฟักขาว (2544, น.192) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือว่า วิธีการจัดการเรียนการ สอนที่ให้นักเรียนท างานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยทั่วไปมีสมาชิกกลุ่มละ 4 คน สมาชิกกลุ่มมีความสามารถ ในการเรียนต่างกัน สมาชิกในกลุ่มจะรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับการสอนและช่วยเพื่อนสมาชิกให้เกิดการเรียนรู้ ด้วย มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน คือเป้าหมายของกลุ่ม อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550, น.121) ได้กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือหรือแบบมีส่วนร่วม หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถต่างกันได้ร่วมมือกันทำงานกลุ่มด้วยความ ตั้งใจและเต็มใจรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ในกลุ่มของตนทำให้งานของกลุ่มดำเนินไปสู่เป้าหมายของงานได้ ดังนั้น การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือครูจะต้องเลือกเทคนิคการจัดการเรียนที่เหมาะสมกับนักเรียน และจะต้องมีความพร้อมที่จะร่วมกันทำกิจกรรม รับผิดชอบงานของกลุ่มร่วมกันโดยแบ่งกลุ่มเล็ก ๆ ประมาณ 4-6 คน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันจนประสบความสำเร็จได้ องค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ จอห์นสัน (Johnson, 1987, p.13) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่สำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไว้ ดังนี้ 1. ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางบวก หมายถึง การที่สมาชิกในกลุ่มทำงานอย่างมีเป้าหมายร่วมกัน มีการทำงานร่วมกัน โดยที่สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการทำงานนั้นมีการแบ่งปันวัสดุ อุปกรณ์ ข้อมูลต่าง ๆ ใน การท างาน ทุกคนมีบทบาท หน้าที่และประสบความสำเร็จร่วมกันสมาชิกในกลุ่มจะมีความรู้สึกว่าตนประสบ ความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสำเร็จด้วย สมาชิกทุกคนจะได้รับผลประโยชน์หรือ รางวัลผลงานของกลุ่มโดยเท่าเทียมกัน เช่นถ้าสมาชิกทุกคนช่วยกัน ทำให้กลุ่มได้คะแนน 90% แล้ว สมาชิกแต่ ละคนจะได้คะแนนพิเศษเพิ่มอีก 5 คะแนนเป็นรางวัล เป็นต้น 2. การมีปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน เป็นการติดต่อสัมพันธ์กัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกัน และกัน การอธิบายความรู้ให้แก่เพื่อนในกลุ่มฟัง เป็นลักษณะสำคัญของการติดต่อปฏิสัมพันธ์โดยตรงของการ เรียนแบบร่วมมือ ดังนั้น จึงควรมีการแลกเปลี่ยน ให้ข้อมูลย้อนกลับเปิดโอกาสให้สมาชิกเสนอแนวความคิด ใหม่ ๆ เพื่อเลือกในสิ่งที่เหมาะสมที่สุด 3. ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละบุคคล เป็นความรับผิดชอบ ในการเรียนรู้ของสมาชิกแต่ละบุคคล โดยมีการช่วยเหลือส่งเสริมซึ่งกันและกันเพื่อให้เกิดความสำเร็จตาม เป้าหมายกลุ่ม โดยที่สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความมั่นใจ และพร้อมที่จะได้รับการทดสอบเป็นรายบุคคล
6 4. การใช้ทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย ทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการ ทำงานกลุ่มย่อย นักเรียนควรได้รับการฝึกฝนทักษะเหล่านี้เสียก่อน เพราะเป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้การท า งานกลุ่มประสบผลสำเร็จ นักเรียนควรได้รับการฝึกทักษะในการสื่อสารการเป็นผู้นำ การไว้วางใจผู้อื่น การ ตัดสินใจ การแก้ปัญหา ครูควรจัดสถานการณ์ที่จะส่งเสริมให้นักเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถทำงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ 5. กระบวนการกลุ่ม เป็นกระบวนการทำงานที่มีขั้นตอนหรือวิธีการที่จะช่วยให้การดำเนินงานกลุ่ม เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ สมาชิกทุกคนต้องทำความเข้าใจในเป้าหมายการทำงาน วางแผนปฏิบัติงาน ร่วมกัน ดำเนินงานตามแผนตลอดจนประเมินผลและปรับปรุงงาน สรุปได้ว่า องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบร่วมมือทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ ต่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและ กัน ในอันที่จะช่วยให้การเรียนแบบร่วมมือดำเนินไปด้วยดี และบรรลุตามเป้าหมายที่กลุ่มกำหนด โดยเฉพาะ ทักษะทางสังคม ทักษะการทำงานกลุ่มย่อย และกระบวนการกลุ่มซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการฝึกฝน ทั้งนี้ เพื่อให้สมาชิกกลุ่มเกิดความรู้ความเข้าใจและสามารถนำทักษะเหล่านี้ไป ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ขั้นตอนการจัดกิจกรรมแบบร่วมมือ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550, น.122) กล่าวถึงขั้นตอนการจัดกิจกรรมแบบร่วมมือ ไว้ดังนี้ 1. ขั้นเตรียมการผู้สอนชี้แจงจุดประสงค์ของบทเรียน ผู้สอนจัดกลุ่มผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละ ประมาณไม่ เกิน 6 คน มีสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกันผู้สอนแนะนำวิธีการทำงานกลุ่มและบทบาทของ สมาชิกในกลุ่ม 2. ขั้นสอนผู้สอนนำเข้าสู่บทเรียน บอกปัญหาหรืองานที่ต้องการให้กลุ่มแก้ไขหรือคิดวิเคราะห์ หา คำตอบผู้สอนแนะนำแหล่งข้อมูล ค้นคว้า หรือให้ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการคิดวิเคราะห์ผู้สอนมอบหมายงานที่ กลุ่มต้องทำให้ชัดเจน 3. ขั้นทำกิจกรรมกลุ่มผู้เรียนร่วมมือกันทำงานตามบทบาทหน้าที่ที่ได้รับ ทุกคนร่วมรับผิดชอบ ร่วม คิด ร่วมแสดงความคิดเห็น การจัดกิจกรรในขั้นนี้ ครูควรใช้เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ ที่น่าสนใจ และเหมาะสมกับผู้เรียน เช่น การเล่าเรื่องรอบวง มุมสนทนาคู่ตรวจสอบ คู่คิด ผู้สอนสังเกตการณ์ทำงานของ กลุ่ม คอยเป็นผู้อำนวยความสะดวก ให้ความกระจ่างในกรณีที่ผู้เรียนสงสัยต้องการความช่วยเหลือ 4. ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบ ขั้นนี้ผู้เรียนจะรายงานผลการทำงานกลุ่มผู้สอนและเพื่อนกลุ่มอื่น อาจซักถามเพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดเจน เพื่อเป็นการตรวจสอบผลงานของกลุ่มและรายบุคคล 5. ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทำงานกลุ่ม ขั้นนี้ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกันสรุปบทเรียน ผู้สอน ควรช่วยเสริมเพิ่มเติมความรู้ ช่วยคิดให้ครบตามเป้าหมายการเรียนที่กำหนดไว้ และช่วยกันประเมินผลการ ทำงานกลุ่มทั้งส่วนที่เด่นและส่วนที่ควรปรับปรุงแก้ไข สรุปได้ว่า ขั้นตอนของการจัดกิจกรรมแบบร่วมมือมีส่วนช่วยให้ครูผู้สอนได้เข้าใจขั้นตอนต่าง ๆ ของ การจัดกิจกรรมนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างเป็นระบบ โดยมี รายละเอียดในแต่ละขั้นตอนดังนี้
7 1. ขั้นตอนแรกจะเป็นการเตรียมการด้านเนื้อหาที่จะเรียน เตรียมความพร้อมด้านผู้เรียนโดยให้ แบ่งกลุ่มละ 4-5 คน คละความสามารถกันในทุกกลุ่ม 2. ขั้นตอนนี้ครูผู้สอนโยงปัญหาหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้แต่ละกลุ่ม เพื่อให้แต่ละกลุ่มช่วยกันระดม ความรู้ ความคิดมาใช้แก้ปัญหานั้น ๆ 3. ขั้นนี้เป็นหน้าที่ของผู้เรียนที่จะใช้ความสามารถของแต่ละบุคคลในกลุ่มช่วยกันวางแผนและระดม ความคิดในการแก้ปัญหาหรือโจทย์ที่ครูได้มอบหมายไปให้ 4. ขั้นนี้ครูผู้สอนจะให้แต่ละกลุ่มนำเสนอถึงวิธีการแก้ปัญหาที่แต่ละกลุ่มได้ระดมความคิดกันมา และ ให้เพื่อนร่วมห้องร่วมแสดงความคิดเห็นหรือมีข้อซักถามเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น 5. ขั้นนี้ครูผู้สอนและนักเรียน ช่วยกันสรุปองค์ความรู้ที่ได้จากการทำกิจกรรมทั้งหมดของทุกกลุ่ม สุดท้ายครูจะให้คำแนะนำเพิ่มเติมในส่วนของกลุ่มที่ยังไม่ชัดเจนหรือยังไม่เรียบร้อย กีฬาวอลเลย์บอลเป็นกีฬาที่ต้องใช้ทักษะต่าง ๆ ในการเล่นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่น การอันเดอร์ การเซต การตบ และการเสิร์ฟถือเป็นทักษะหนึ่งที่มีความสำคัญ รูปแบบการฝึกทักษะต่าง ๆ เหมาะสมที่แยก ฝึกทีละส่วนที่ละทักษะย่อย ๆ การอันเดอร์วอลเลย์บอลจึงเป็นทักษะพื้นฐานแรกในการ เล่นวอลเลย์บอล ซึ่ง ปัญหาที่พบส่วนมากคือนักเรียนขาดทักษะในการอันเดอร์วอลเลย์บอล ผู้วิจัยจึง เห็นว่าทฤษฎีการเรียนรู้แบบ ร่วมมือที่จัดลำดับขั้นของการเรียนรู้ทางด้านทักษะปฏิบัติ 5 ขั้น เป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลางรูปแบบหนึ่ง การเรียนรู้แบบร่วมมือแบบ CL นี้เน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้ร่วมกันและมีการทำงาน ร่วมกันเป็นทีมเล็กๆ ทีมละ2-5 คน โดยกำหนดให้สมาชิกของทีมต้องมีความสามารถที่แตกต่างกัน เพื่อ เสริมสร้างสมรรถภาพการเรียนรู้ของแต่ละคน ถือเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่งวัตถุประสงค์ของการวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลร่วมกับการ เรียนรู้แบบ ร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ พื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ สมมติฐานของการวิจัย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอล ร่วมกับการ เรียนรู้แบบร่วมมือ มีทักษะการเล่นวอลเลย์บอลหลังฝึกสูงกว่าก่อนฝึก จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องสามารถ สรุปได้ว่า การพัฒนาทักษะการเล่นวอลเลย์บอลร่วมกับ การเรียนรู้แบบร่วมมือหรือการใช้แบบฝึกทักษะก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่ ทำให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้การเรียนมีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น ส่งผลให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและนักเรียนยังสามารถพัฒนาทักษะด้านกีฬาวอลเลย์บอลได้มากขึ้น
8 อีกด้วย จนสามารถนำไปสู่ความสำเร็จในการเล่นกีฬาและประสบความสำเร็จจากการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา ต่าง ๆ ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้ผู้วิจัยจึงสนใจการพัฒนาแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอล ร่วมกับการ เรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งจะนำมาพัฒนาทักษะการเล่นกีฬาวอลเลย์บอล ของนักเรียนโรงเรียนบ้านดอนเดื่อและเพื่อนำมาพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาวอลเลย์บอลต่อไป กรอบแนวคิดการวิจัย ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย วิธีการดำเนินวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยเทคนิควิธีการ เรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะการเสิร์ฟวอลเลย์บอลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยได้นำเสนอ วิธีดำเนินการวิจัยตามหัวข้อต่อไปนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 17 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 17 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี เทคนิควิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ 1. ขั้นเตรียม 2. ขั้นอธิบายและสาธิต 3. ขั้นการฝึกทักษะพื้นฐานการ เสิร์ฟวอลเลย์บอลแบบแบ่งกลุ่ม 4. ขั้นนำไปใช้ 5. ขั้นสรุป การจัดการเรียนรู้ วิชาพลศึกษา กีฬาวอลเลย์บอล โดยใช้ เทคนิควิธีการแบบ ร่วมมือ ทักษะ การเสิร์ฟ วอลเลย์บอล
9 แบบแผนการทดลอง การวิจัยในครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและ หลังการทดสอบ One Group Pretest - Posttest Design กลุ่มทดลอง การทดสอบทักษะการ เสิร์ฟก่อนเรียน แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ทฤษฎีของเดวีส์ การทดสอบการเสิร์ฟ วอลเลย์บอลหลังเรียน E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน Pre- test X แทน แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทฤษฎีของเดวีส์ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน Post – test 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาพลศึกษา กีฬาวอลเลย์บอล โดยใช้เทคนิควิธีการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2. แบบทดสอบทักษะการเสิร์ฟวอลเลย์บอล การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับดังนี้ 1.ดำเนินการจัดการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐาน การเล่น วอลเลย์บอลร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 2. นักเรียนทำกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 5 แผน พร้อมทั้งทำแบบวัดทักษะ พื้นฐานการ เล่นวอลเลย์บอล ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้วนำแบบทดสอบวัดทักษะการเสิร์ฟวอลเลย์บอลชุดเดิมไปทดลองกับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป สรุปผลการวิจัย นักเรียนมีทักษะการเสิร์ฟวอลเลย์บอลโดยใช้เทคนิควิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะการ เสิร์ฟกีฬาวอลเลย์บอล นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 6.6 คิดเป็นร้อยละ 38.64 และคะแนนเฉลี่ยหลีงเรียน เท่ากับ 13.6 คิดเป็นร้อยละ 79.88 หลังเรียนเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ลำดับ ก่อนเรียน(30 คะแนน) หลังเรียน(30 คะแนน) คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 8 47 16 94 2 6 35 12 70
10 3 9 52 11 64 4 5 29 10 58 5 6 35 13 76 6 10 58 16 94 7 9 52 15 88 8 3 17 14 82 9 7 41 12 70 10 5 29 11 64 11 6 35 14 82 12 4 23 15 88 13 5 29 13 76 14 8 47 16 94 15 5 29 13 76 16 9 52 15 88 17 8 47 16 94 ̅ 6.6 38.64 13.6 79.88 S.D. 1.96 - 2.03 - จากตางที่ 1 พบว่า ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาวิชาวอลเลย์บอลโดยใช้เทคนิควิธีการเรียนรู้ แบบร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะการเสิร์ฟวอลเลย์บอลของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน คะแนนเต็ม 30 คะแนน นักเรียนมีคะแนนก่อนเรียนเท่ากับ 6.6 คิดเป็นร้อยละ 38.64 และคะแนน หลังเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 13.6 คิดเป็นร้อยละ 79.88 และค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนเรียนเท่ากับ 1.96 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังเรียนเท่ากับ 2.03 อภิปรายผลการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีประเด็นที่จะอภิปราบผลการวิจัย ดังนี้ จากการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา โดยใช้เทคนิควิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อ พัฒนาทักษะการเสิร์ฟกีฬาวอลเลย์บอล สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดอนเดื่อ นำมา อภิปรายได้ ดังนี้ 1. การพัฒนาแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอล ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้นทั้งหมด 1 แบบฝึกทักษะ ซึ่งประกอบไปด้วย การเสิร์ฟ ลูกมือล่าง 1 แบบฝึก โดยได้ศึกษาเนื้อหาจากหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และ หนังสือเรียนวิชาพลศึกษา กลุ่มสาระการ เรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ในเนื้อหาสาระที่ 3 การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬา ไทยและกีฬาสากล ซึ่งผู้เรียนจะได้เรียนรู้เรื่องการเคลื่อนไหวในรูปแบบ ต่าง ๆ การเข้าร่วมกิจกรรม ทางกายและกีฬา ทั้งประเภทบุคคลและประเภททีมอย่างหลากหลายทั้งไทยและ สากล การปฏิบัติตามกฎ กติกา ระเบียบ และข้อตกลงในการเข้าร่วมกิจกรรมทางกายและกีฬา และความมี
11 น้ำใจ นักกีฬา โดยมุ่งเน้นเนื้อหาไปที่ทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอล และเพื่อให้การพัฒนาแบบฝึก ทักษะ พื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจึงได้พัฒนา แบบฝึกทักษะ ที่มีการบอกขั้นตอนและวิธีการฝึกทักษะไว้อย่างละเอียด พร้อมทั้งแนบรูปภาพของ การฝึกทักษะไว้เพื่อความ เข้าใจมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงขั้นตอนและรายละเอียดของการเรียนที่ใช้แบบฝึก ทักษะพื้นฐานการเล่น วอลเลย์บอล ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ซึ่งประกอบไปด้วย 5 ขั้นตอนที่ สำคัญ ดังนี้ 1. ขั้นเตรียม ครู เตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายให้นักเรียนและชี้แจงจุดประสงค์ของการเรียนรู้ในวันนี้ให้นักเรียนทราบ 2. ขั้นอธิบายและสาธิต เพื่อให้นักเรียนมองเห็นวิธีการและ เข้าใจขั้นตอนการฝึกทักษะพื้นฐานการเล่น วอลเลย์บอลมากยิ่งขึ้น 3. ขั้นการฝึกทักษะพื้นฐานการ เล่นวอลเลย์บอลแบบแบ่งกลุ่ม โดยคละความสามารถ ของนักเรียนในแต่ละกลุ่มเท่า ๆ กัน ซึ่งขั้นตอน ของการฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลจะมีลำดับของ การฝึกและวิธีการปฎิบัติไว้อย่างละเอียด พร้อมแนบรูปภาพประกอบเพื่อความเข้าใจมากยิ่งขึ้นในการฝึกทักษะ 4. ขั้นนำไปใช้ เป็นการ ทดสอบวัดทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลหลังจากนักเรียนแบ่งกลุ่มกันฝึกทักษะ พื้นฐานการเล่น วอลเลย์บอลโดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือไป แล้ว ซึ่งก็มีขั้นตอนของการทดสอบวัดทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลและมีล าดับของการทดสอบวัด ทักษะและวิธีการปฎิบัติไว้อย่างละเอียด พร้อมแนบรูปภาพประกอบเพื่อความเข้าใจมากยิ่งขึ้นในการ ทดสอบ วัดทักษะ 5. ขั้นสรุป ครูแนะนำและเพิ่มเติมการฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลที่ยัง เห็นว่านักเรียนท าได้ไม่ดีตรงจุดไหนบ้างให้กับนักเรียนเพื่อจะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น หลังจากได้สังเกตนักเรียนในขณะที่ ฝึกทักษะ และประเมินผลการฝึกทักษะแบบกลุ่มโดยใช้แบบทดสอบวัด ทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอล ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ทั้งนี้แบบฝึกทักษะจะเรียงลำดับ การฝึกจากทักษะจากทักษะที่มีความง่ายไปหา ทักษะที่มีความยากยาก โดยทักษะการเล่นลูกสองมือ ล่างที่ถือว่าเป็นทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลที่นักเรียน ส่วนใหญ่สามารถทำคะแนนออกมาได้เป็น อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากทักษะการเล่นลูกสองมือล่างเป็นทักษะ พื้นฐานอันดับแรกที่ควรฝึกก่อน และง่ายต่อการฝึก อีกทั้งยังใช้เวลาในการฝึกทักษะนี้ให้ได้ในเวลาที่ไม่นาน มากนัก ส่วนทักษะการเล่นลูก สองมือบนยังถือว่าเป็นทักษะที่นักเรียนส่วนใหญ่ทำคะแนนออกมาได้น้อย เนื่องจากทักษะการเล่นลูก สองมือบนยังต้องอาศัยความแม่นย าในการส่งลูกเป็นอย่างมากและต้องใช้เวลาใน การฝึกฝนเป็น เวลานาน ทั้งนี้แบบฝึกทักษะที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีขั้นตอนการสร้างและหาคุณภาพที่เหมาะสม ของ เสาวนีย์ สิกขาบัณฑิต (2538, น.264) ที่กล่าวว่าการพัฒนาแบบฝึกทักษะควรเริ่มจากการศึกษา ค้นคว้า และวิเคราะห์หลักสูตรอย่างละเอียด การศึกษาวิธีการสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพการ ตรวจสอบและประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ การน าไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ ไม่ใช่ประชากร และในทุก ขั้นตอนมีการตรวจสอบการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะและข้อบกพร่อง ที่พบ จนได้แบบฝึกทักษะฉบับ สมบูรณ์ การนำการเรียนรู้แบบร่วมมือมาช่วยในการพัฒนาแบบฝึก 60 ทักษะซึ่งสอดคล้องกับของจันทรา ตันติ พงศานุรักษ์ (2544, น.4) มีกล่าวว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือมีส่วนสำคัญทำให้นักเรียนทุกคนรู้รับผิดชอบร่วมกัน ทั้งส่วนตนและส่วนรวม มีการช่วยเหลือซึ่งกันและ กันในการฝึกทักษะเพื่อให้กลุ่มประสบความสำเร็จตาม เป้าหมายที่ตั้งไว้
12 2. ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลร่วมกับการ เรียนรู้แบบ ร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยระหว่างการเรียนที่มีการใช้แบบฝึกทักษะ พื้นฐานการเล่น วอลเลย์บอลร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือแล้วนั้น นักเรียนจะได้ทำแบบวัดทักษะ ระหว่างเรียนในแต่ละทักษะ ตั้งแต่ทักษะการเล่นลูกสองมือล่าง การเล่นลูกสองมือบน การเสิร์ฟลูกมือ ล่าง การเสิร์ฟลูกมือบนและการตบ ลูกทุกครั้งที่มีการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะนั้น ๆ เสร็จและ นักเรียนก็จะได้ทำแบบวัดทักษะหลังเรียนอีกครั้ง ในทุกทักษะที่ผ่านมาหลังจากนักเรียนเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลร่วมกับการเรียนรู้ แบบร่วมมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจาก การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอล ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า มีค่าร้อยละของค่าเฉลี่ยรวมจาก แบบวัดทักษะระหว่าง เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ เท่ากับร้อยละ 82.36 และมีค่าร้อยละของค่าเฉลี่ยรวมจากแบบทดสอบวัดทักษะหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ พื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ เท่ากับร้อยละ 87.53 แสดงให้เห็นว่าแบบ ฝึก ทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มี ประสิทธิภาพระหว่างเรียนและหลังเรียน 82.36/87.53 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของชัยพร ปรมาธิกุล (2556, น.73) ได้ศึกษาเรื่อง การใช้แบบฝึกทักษะวิชาพลศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐาน กีฬาวอลเลย์บอลสำหรับ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาภาคพายัพ เชียงใหม่ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีพัฒนาการทักษะพื้นฐานกีฬา วอลเลย์บอลดีขึ้นโดยก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย ทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล เท่ากับ 16.28 มีระดับ คุณภาพอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยทักษะ พื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล เท่ากับ 43.34 มีระดับคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดี อนุรักษ์ เร่งรัด (2557, น.57) ได้ศึกษา เรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการประยุกต์ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็น ฐาน เพื่อส่งเสริม ความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า แบบ ฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการประยุกต์ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 80.37/82.21 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 สมปรารถนา ทองนาค (2558, น.65) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนา ชุดกิจกรรมการฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนทักษะ ปฏิบัติของเดวีส์ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนมัธยมท่าแคลง จังหวัดจันทบุรีผลการวิจัยพบว่า ชุด กิจกรรมการฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอล มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 82.50/84.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ที่ตั้งไว้ 80/80 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึก ทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ พบว่า นักเรียนมีความ พึงพอใจต่อการเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอล ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด อาจเนื่องมาจากแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอลร่วมกับ การเรียนรู้แบบร่วมมือที่ได้พัฒนาขึ้น มีการ จัดเรียงล าดับการฝึกทักษะที่เริ่มจากทักษะที่ง่ายไปหา ทักษะที่ยาก ทำให้ลดความกดดันในการฝึกทักษะของ นักเรียนลงได้อีกทั้งการฝึกแบบเป็นกลุ่มท าให้ได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะท าให้การทำงานประสบความสำเร็จและ นำไปสู่ความพึงพอใจ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีความพึงพอใจของ
13 กาญจนา อรุณสุขรุจี (2546, น.5) กล่าวว่า ความพึงพอใจของมนุษย์ เป็นการแสดงออกทางพฤติกรรมที่เป็น นามธรรม ไม่สามารถ มองเห็นเป็นรูปร่างได้ การที่เราจะทราบว่าบุคคลมีความพึงพอใจหรือไม่ สามารถสังเกต โดยการ แสดงออกค่อนแต่ค่อนข้างสลับซับซ้อน และต้องมีสิ่งเร้าที่ตรงต่อความต้องการของบุคคล จึงจะท าให้ บุคคลเกิดความพึงพอใจ ดังนั้นการสร้างสิ่งเร้าจึงเป็นแรงจูงใจของบุคคลนั้นให้เกิดความพึงพอใจงาน นั้น สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ชัยพร ปรมาธิกุล (2556, น.49) ได้ศึกษาเรื่อง การใช้แบบฝึกทักษะ วิชาพล ศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูงชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาภาคพายัพเชียงใหม่ ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจการ ใช้แบบฝึกทักษะวิชาพลศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล อยู่ในระดับมีความพึงพอใจมาก โดย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.81 ปรารถนา ทองนาค (2558, น.57) ได้ศึกษาเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการฝึกทักษะ พื้นฐานกีฬาแฮนด์บอลโดยใช้รูปแบบการเรียนการ สอนทักษะปฏิบัติเดวีส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้น โรงเรียนมัธยมท่าแคลง จังหวัดจันทบุรีผลการวิจัย พบว่า นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมี ความพึงพอใจต่อการใช้ชุดกิจกรรมการฝึก ทักษะพื้นฐานกีฬาแฮนด์บอล โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอน ทักษะปฏิบัติเดวีส์ อยู่ในระดับมาก พฤษภา ทั่งคำ (2558, น.69) ได้ศึกษาเรื่อง การใช้หนังสือภาพการ์ตูน เรื่อง เรารักษ์น้ำ เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาลหัวดง (ป.ฟักอังกูร) ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมีความพึง พอใจต่อหนังสือภาพการ์ตูน เรื่อง เรารักษ์น้ำ อยู่ในระดับมากที่สุด และธีรวัฒน์ มูลเงิน (2560, น.77) ได้ ศึกษาเรื่อง การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยง เรื่อง บ้านเกิดของฉัน โดยใช้ทฤษฎี การเรียนรู้แบบร่วมมือ ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการพัฒนาทักษะการ สื่อสาร ภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว โดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ อยู่ในระดับมาก ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้พิจารณาผลการวิจัยอย่างละเอียดทุกด้านแล้ว พบว่ามีข้อเสนอแนะ แก่ผู้ที่จะนำแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอล ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 ไปใช้ ดังนี้ ข้อเสนอแนะ 1. การนำไปใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอล ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สามารถนำไปดัดแปลง หรือนำไปเป็นแนวทางการพัฒนา แบบฝึกทักษะ พื้นฐานของกีฬาชนิดอื่น ๆ และระดับชั้นอื่น ๆ 2. การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอล ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ครูควรศึกษารายละเอียดของแบบฝึกทักษะ การทดสอบวัดทักษะ การวัดและประเมินผล ให้เข้าใจ เพื่อที่จะได้ จัดเตรียมสื่อ อุปกรณ์การเรียนรู้ให้ครบตามที่ระบุไว้หรืออาจมีการดัดแปลงให้เหมาะสมกับชนิดของกีฬานั้น ๆ เพื่อให้การฝึกทักษะของนักเรียนเป็นไปอย่างมีลำดับขั้นตอนและ บรรลุตามวัตถุประสงค์ 3. ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับครูผู้สอน ครูผู้สอนอาจจะพิจารณาปรับปรุงในเรื่องของเวลาที่ใช้ในการ จัดการการเรียนรู้ของแต่ละแบบฝึกทักษะให้มีเหมาะสมกับทักษะและชนิดกีฬานั้น ๆ เพื่อให้การฝึกทักษะของ
14 นักเรียนมีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นไปอย่างมีล าดับขั้นตอนตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ข้อเสนอแนะในการท าการวิจัยครั้งต่อไป การพัฒนาแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอล ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมประถมศึกษาปีที่ 6 ข้อแสนะแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ 1. ควรมีการวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นวอลเลย์บอล ร่วมกับการ เรียนรู้แบบ ร่วมมือ ให้มีแบบฝึกทักษะที่เหมาะสมกับศักยภาพของนักเรียนในระดับชั้นต่าง ๆ เพื่อให้มีการพัฒนาทักษะ การเล่นวอลเลย์บอลอย่างต่อเนื่อง 2. ควรมีการสร้างแบบฝึกทักษะพื้นฐานกีฬาชนิดต่าง ๆ ที่ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ เช่น การ พัฒนาแบบฝึกทักษะพื้นฐานการเล่นฟุตซอลร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ การพัฒนาแบบ ฝึกทักษะพื้นฐาน การเล่นเซปักตะกร้อร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ รายการอ้างอิง กรมวิชาการ. (2544). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ องค์การรับส่งสินค้า และพัสดุภัณฑ์. กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา. กรุงเทพฯ: องค์การ รับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. การกีฬาแห่งประเทศไทย. (2541). การศึกษาการพัฒนาของไทยในการพัฒนากีฬาพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กฤษดากร ยี่สารพัฒน์. (2550). การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะเบื้องต้นกีฬา บาสเกตบอล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาสารคาม. กุศยา แสงเดช. (2545). แบบฝึกคู่พัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญระดับ ประถมศึกษา. กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์แม็ค จำกัด. คชากฤช เลี่ยมไธสง. (2546). การเปรียบเทียบผลการเรียนรู้จากบทเรียนโปรแกรมการเรียนการสอน ผ่าน เว็บที่มีโครงสร้างต่างกันของนิสิตหลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีการศึกษา. ปริญญา มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, มหาสารคาม. จันทรา ตันติพงศานุรักษ์. (2544). การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ. กรุงเทพฯ: ศูนย์พัฒนาหลักสูตรกรมวิชาการ. จิราภรณ์ เลี่ยมไธสง. (2546). ผลของการใช้กิจกรรมประกอบจังหวะเป็นสื่อเสริมเพื่อเพิ่มพูน ผลสัมฤทธิ์ และความพึง พอใจในการเรียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดสระบัว จังหวัดบุรีรัมย์. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, นนทบุรี ชัยพร ปรมาธิกุล. (2556). การใช้แบบฝึกทักษะวิชาพลศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลสำหรับ นักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูงชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ภาคพายัพ จังหวัดเชียงใหม่. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนาภาคพายัพ, เชียงใหม่.
15 ธนวรรณ มาลานนท์. (2550). ผลการเรียนแบบร่วมมือสืบเสาะหาความรู้เป็นกลุ่มเรื่องการสังเคราะห์ ด้วย แสงที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจต่อการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. มหาวิทยาลัย มหาสารคาม, มหาสารคาม. ธีรวัฒน์ มูลเงิน. (2560). การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อการท่องเที่ยว เรื่อง MY HOMETOWN โดย ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, อุตรดิตถ์. พรพรหม อัตตวัฒนากุล. (2547). ผลการใช้แบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์เรื่อง การ ประยุกต์ของ สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ กรุงเทพฯ. พฤษภา ทั่งคำ. (2558). การใช้หนังสือภาพการ์ตูน เรื่อง เรารักษ์น้ำ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชา วิทยาศาสตร์ โดยใช้ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ป ี ที่ 3 โรงเรียนเทศบาลหัว ดง (ป.ฟักอังกูร). วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย ร า ช ภั ฏ อุตรดิตถ์, อุตรดิตถ์ วิลาวัณย์ สุภิรักษ์. (2545). การพัฒนาแบบฝึกหัดทักษะภาษาไทย เรื่อง การเขียนสะกดค าไม่ตรงตาม มาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. มหาวิทยาลัยนเรศวร, พิษณุโลก. ศศิธร ธัญ ลักษณานันท์. (2542). ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารและสืบค้น. กรุงเทพฯ: เธิร์ดเวฟ เอ็ด ดูเคชั่น. สมปรารถนา ทองนาค. (2558). การพัฒนาชุดกิจกรรมการฝึกทักษะพื้นฐานกีฬา แฮนด์บอลโดยใช้รูปแบบการเรียนการ สอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์ สำหรับนักเรียนระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนมัธยมท่าแคลง จังหวัดจันทบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต , มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี, จันทบุรี. สาวิณี อินตุ้ย. (2560). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านคำยากสำหรับนักเรียนชาวเขา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์, อุตรดิตถ์. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2548). แนวทางการจัดทำหน่วยการเรียนรู้แบบบูรณาการตาม หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. สุวิทย์ มูลคำ. (2545). 21 วิธีจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาระบบความคิด. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์. ไสว ฟักขาว. (2544). การจัดการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เอมพันธ์. ไสว ฟักขาว. (2544). หลักการสอนสำหรับการเป็นครูมืออาชีพ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เอมพันธ์. อนุรักษ์ เร่งรัด. (2557). การพัฒนาแบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการประยุกต์ 1 โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร, กรุงเทพฯ. อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2550). หลักการสอน (ฉบับปรับปรุง). พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.