The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทที่ ๖ เทศกาลและพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jiratdha, 2021-10-14 00:31:20

บทที่ ๖ เทศกาลและพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์

บทที่ ๖ เทศกาลและพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์

บทท่ี ๖
เทศกาลและพิธกี รรมทางศาสนาพราหมณ์ – ฮนิ ดู

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เร่ิมแรกเรียกตัวเองว่า
“พราหมณ์” คาวา่ พราหมณ์ หมายถึง คนในวรรณะที่สูงที่สุดของสังคมอินเดีย มีหน้าท่ีสอนความรู้
เกย่ี วกบั พระเวทและทาหนา้ ทตี่ ดิ ตอ่ เทพเจา้ ผ้ทู ีเ่ ปน็ พราหมณ์เป็นโดยกาเนิด คือบุตรของพราหมณ์ก็จะ
มีสถานภาพเป็นพราหมณ์ด้วย สาหรับศาสนาพราหมณ์ในประเทศไทย นับว่ามีบทบาทสาคัญมากเป็น
กลไกลในการประกอบพิธีกรรรมทั้งหลายในการพระราชพิธีแห่งพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกรัชกาล
รวมไปถึงพิธีของพระราชวงศ์ ส่วนราชการ ตลอดถึงอาณาประชาราษฎร์ทุกหมู่เหล่า แม้ว่าการพระราช
พิธีหรือพิธีท่ีประกอบนั้นๆ จะมีพิธีสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเป็นพิธีหลักก็ตาม แต่พิธีกรรมของศาสนา
พราหมณ์ก็ไม่เคยลดความสาคัญลงไป หากแต่ได้ผสมผสานกลมกลืนกันอย่างลงตัวระหว่างศาสนา
พราหมณ์และพุทธศาสนา เสริมสร้างกันและกันให้เกิดพลังความเข้มขลังรวมกันตลอดมา แม้ว่า
สงั คมไทยจะเปล่ยี นแปลงไปตามกาลเวลามากน้อยเพียงใดก็ตาม บทบาทสาคัญของศาสนาพราหมณ์ก็
ไม่เคยเปลี่ยนแปลงหรือลดน้อยลงไปจากสังคมไทยเลย พิธีกรรมในสังคมไทยจะมีลักษณะเป็นแบบ
พราหมณ์-พทุ ธ ซ่ึงเป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั มีเสนห่ ์จบั ใจแก่ผูท้ ไี่ ดเ้ ขา้ ร่วมพิธอี ยา่ งนา่ อศั จรรย์

เทศกาลสาคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ศาสนาพรามหณ์-ฮินดู เปน็ ศาสนาเกา่ แกค่ กู่ ับโลกใบนม้ี ายาวนาน มีเทศกาลสาคัญๆ มากมาย
ท่ีเกิดข้ึนมาจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดูน้ี เช่น พิธีกรรมสาธยายมนต์ พิธีประพรหมน้ามนต์ พิธีเจิม
เป็นต้น พิธีกรรมเหล่าน้ันล้วนแต่มีต้นกาเนิดมาจากพราหมณ์ หากแต่เม่ือนามาใช้ก็อาจจะมีการ
ประยุกต์ใช้ตามสมควร สาหรับประเทศไทยเรานั้น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูอยู่คู่กับประเทศไทยมา
ยาวนาน ตง้ั แตส่ มยั สโุ ขทัย อยุธยา ธนบรุ ี และรัตนโกสนิ ทร์ จวบจนถึงปัจจุบัน ต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
พระมหากษตั ริยท์ ุกพระองค์ได้ทรงพระมหากรุณาส่งเสริมอุปถัมภ์กิจกรรมของศาสนามาตลอด ในรัช
สมัย รัชกาลท่ี ๙ แห่งพระบรมราชวงศจ์ กั รี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้
รอ้ื ฟ้นื พิธีกรรมเพ่ือความมัน่ คงแหง่ ชาติ ใหป้ ฏบิ ตั ิตามคติโบราณราชประเพณี ซ่ึงเป็นวัฒนธรรมท่ีผูกพัน
สง่ั สมกบั วิถีชวี ติ ของคนไทยและได้สบื ทอดกนั มายาวนาน เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธี
ถือนา้ พระพพิ ฒั น์สตั ยา พระราชพธิ ีฉตั รมงคล พระราชพิธีพชื มงคลจรดพระนงั คัลแรกนา่ ขวญั เป็นตน้
เทศกาลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้น มีจานวนมาก ไม่อาจที่จะกล่าวได้หมด ถึงอย่างไรก็ตามสาหรับ
บทน้ี จะยกเอาเฉพาะเทศกาลท่สี าคญั ๆ ของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดมู า เทา่ นั้นมากล่าวเป็นลาดบั ไป

๑๕๖
๑. เทศกาลคเณศจตุรถี
เทศกาลคเณศจตรุ ถี เปน็ เทศกาลที่ย่ิงใหญ่ที่สุดของการบูชาพระพิฆเนศ จะกระทาในวันแรม

๔ ค่า เดอื น ๙ และวนั แรม ๔ ค่า เดือน ๑๐ ซ่ึงถือว่าเป็นวันกาเนิดของพระพิฆเนศ เชื่อกันว่าพระองค์
จะเสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์เพือ่ ประทานพรอันประเสริฐสูงสดุ แก่ผู้ศรทั ธาพระองค์ท่าน เทศกาลนี้มีการจัด
พิธีกรรมบูชาและการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ท่ัวอินเดียและทั่วโลก มีการจัดสร้างเทวรูปพระพิฆเนศ
ขนาดใหญ่โตมโหฬาร เพอื่ เขา้ พิธบี ูชา จากน้นั จะแห่องค์เทวรปู ไปทั่วเมอื งและมุ่งหนา้ ไปสูแ่ ม่น้าศักด์ิสิทธ์ิ
สายต่างๆ ถนนหนทางทั่วทุกหนแห่งจะมีแต่ผู้คนออกมาชมการแห่องค์เทวรูปนับร้อยนับพันองค์ ผู้
ศรทั ธาทกุ คนแต่งชุดส่าหรีสีสันสวยงาม ขบวนแห่จะไปส้ินสุดท่ีแม่น้าศักด์ิสิทธิ์ เช่น แม่น้าคงคา แม่น้า
สรัสวตี ฯลฯ แลว้ ทาพธิ ลี อยเทวรูปลงส่แู ม่น้าหรือทะเล (สยามคเณศ ดอทคอม, มปป., ออนไลน์)

เทศกาลคเณศจตุรถีและพิธีกรรมต่างๆ กระทากันมาแต่โบราณ มีรายละเอียดปลีกย่อยอีก
มากมาย และหนงึ่ ในพิธกี รรมที่กระทากนั ก็คือ "เอกวีสติ ปัตรบูชา" หรือการบูชาด้วยใบไม้ ๒๑ ชนิดเป็น
เวลา ๒๑ วนั

ช่วงเดือนกนั ยายน พ.ศ.๒๕๓๘ มีเหตุการณท์ ีฮ่ ือฮากนั มากท่ีสุดก็คือ ปรากฏการณ์ที่เทวรูปดื่ม
นมสดก็ปรากฏข้นึ มาทัว่ โลกรวมทั้งประเทศไทยด้วยซง่ึ ตรงกบั เทศกาลประกอบพิธี คเณศจตุรถี หรือพิธี
อุทิศต่อพระคเณศพอดีทาให้ปรากฏการดังกล่าวได้รับความสนใจไปทั่วโลก หนังสือพิมพ์ท่ีตีพิมพ์
เร่ืองราวดงั กลา่ วขายดเี ปน็ เทน้าเทท่า ผคู้ นแตกต่นื พากนั ไปดูเทวรูปด่ืมนา้ นมกันแพร่หลาย

ในวันทป่ี ระกอบพธิ ีคเณศจตรุ ถีนัน้ ประชาชนท้ังหลายต่างพากันมาทาสักการะบูชารูปเคารพ
ของพระคเณศทีป่ ้ันดว้ ยดนิ (เผา ) เครอ่ื งบูชาจะประกอบไปด้วยดอกไม้ (โดยเฉพาะดอกไม้สีสดใส เช่น
สีแดง, สีเหลือง, สีแสด,) ขนมตม้ , มะพร้าวอ่อน, กลว้ ย, อ้อย, นมเปรี้ยว,(แบบแขก) ขณะทาการบูชา ผู้
บชู าจะทอ่ ง พระนาม ๑๐๘ ของพระองค์ หลงั จากการบูชาแลว้ ก็จะเชิญพราหมณ์ ผู้ประกอบพิธีมาเลี้ยง
ดใู หอ้ ่มิ หนาสาราญ และมีข้อหา้ มในวันพธิ ีคเณศจตุรถนี ี้คอื ห้ามมองพระจันทร์อย่างเด็ดขาด และถือกัน
วา่ ถ้าผ้ใู ดไดม้ องพระจนั ทร์ (เห็นพระจนั ทร)์ โดยพลาดพลงั้ เผลอเรอไป พวกชาวบ้านก็จะพากันแช่งด่าผู้
นน้ั ทนั ที่ และทชี่ าวบ้านด่าน้ัน ก็เป็นความหวังดี มิได้ด่าด้วยความโกรธแค้น แต่ด่าเพราะเชื่อกันว่าการ
ด่าการแช่งนน้ั จะทาให้คนๆนั้นพน้ จากคาสาปไปได้ (สมพร สุขเกษม. ๒๕๓๒, หน้า ๙๒-๙๓)

ภาพท่ี ๓๕ การเฉลิมฉลองเนือ่ งในโอกาสเปน็ คล้ายวนั ประสตู ิของพระคเณศวร
ทีม่ า : http://๔.bp.blogspot.com/-fXwO-gatoQc/Uitcaq๒

๑๕๗

การเตรียมการวนั คเณศจตุรถี

กอ่ นถึงพิธใี นวันคเณศจตุรถจี รงิ จะต้องจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องไหว้เซ่นสังเวยต่างๆ ให้
พร้อม โดยสิ่งที่จะต้องจดั เตรยี มใหเ้ กิดความพร้อมนัน้ (Siamganeshhindu, ๒๕๕๗, ออนไลน)์ มีดังน้ี

๑. จดั เตรียมเทวรปู
ทาความสะอาดเทวรปู ทมี่ ปี ระดษิ ฐานอยู่ในบ้านท้ังหมด หากเทวรปู องค์ไหนใช้น้าล้างได้ก็

ล้างให้สะอาด ใช้ผ้าเช็ดให้แห้ง หากองค์ไหนอาจเสียหายจากการถูกน้า ให้ใช้ผ้าหรือแปรงปัดฝุ่นให้
เรียบร้อยให้ เลือกเทวรูปพระพิฆเนศ ๑ องค์ มาจากที่ผู้บูชามีประดิษฐานอยู่ในบ้าน โดยเลือกองค์ที่
ขนาดไม่ใหญ่มาก ทาจากวัสดุท่ีโดนน้าได้ เช่น หินแกะสลัก ทองเหลือง สาริด เรซิ่น ฯลฯ ไม่ควรเป็น
เทวรูปไม้แกะสลัก เทวรูปปูนป้ัน ดินปั้น หรือเทวรูปที่มีการตกแต่งประดับด้วยคริสตัลเพชรพลอย
เพราะอาจทาให้เสยี หาย องค์ที่เราเลือกมานี้ จะเรียกวา่ “องคบ์ ูชา”

๒. จัดเตรียมอุปกรณ์
– ธูป หรอื กายาน / พร้อมกระถางธูป หรือโถกายาน
– เทียน ๒ เลม่ ซ้ายขวา หากมีตะเกียงน้ามันกจ็ ัดเตรยี มไว้
– โต๊ะ ๒ ตัว ตัวหนึ่ง เรียกว่า “โต๊ะประดิษฐาน” สาหรับต้ังเทวรูป และถวายของ ตัว

หนึ่ง เรียกวา่ “โตะ๊ เตรยี มของ” เพือ่ วางของถวายเตรียมถวายไปทีโ่ ตะ๊ ตัวแรก
– อ่าง หรือ ชามใบใหญ่ หรือ ถาด เพื่อนาเทวรูป “องค์บูชา” ประดิษฐานลงไป รอรับการ

สรงน้า

๓. จดั เตรยี มเครอื่ งสังเวย
– ปญั จอัมฤต ได้แก่ นมจดื , โยเกริ ต์ , น้าผ้งึ , เนย, นา้ ออ้ ย
– ผลไมม้ งคล ตามแต่จัดหามา เน้นกลว้ ยหรอื มะพรา้ ว รวมกนั ให้ได้ ๕ ชนิดขน้ึ ไป

ผลไม้ให้บรรจุใส่ถาด ถ้วย จาน ชาม ฯลฯ สามารถใสร่ วมกันหรอื แยกภาชนะได้
– ขนมหวาน ไม่ใช้ขนมท่ีมีส่วนผสมของไข่ จัดมาอย่างน้อย ๕ อย่างข้ึนไป ใส่ถ้วยให้

เรยี บรอ้ ย แตล่ ะถ้วยไม่ตอ้ งมชี ้อน
– น้าดมื่ สะอาด เปิดขวดใหม่ จานวน ๒ ขวด ขวดแรก ใช้ถวายทั้งขวด เปิดฝาแล้ววางถวาย

ได้เลย ขวดท่ีสอง ใช้สาหรับสรงสนาน โดยต้องมีแก้วน้าเปล่าหน่ึงใบ และมีช้อนเล็กๆ ใส่ลงในแก้ว
ดว้ ย เพ่อื ใชต้ ักนา้ และสรงท่อี งคเ์ ทวรูป

– ดอกไม้ (ดาวเรอื ง มะลิ กหุ ลาบ ดอกบัว ฯลฯ) จัดหามาให้มากๆ เน้นปริมาณ ให้ดูสดชื่น มี
สีสัน

– เมลด็ ขา้ วสาร ใสจ่ าน
– เมลด็ ถัว่ ต่างๆ ใส่จาน

๑๕๘
ขนั้ ตอนการประกอบพิธบี ูชาพระพิฆเนศ

หลังจากได้จัดเตรียมความวัสดุอุปกรณ์ และเคร่ืองเซ่นสังเวยต่างๆ ไว้พร้อมแล้ว เมื่อถึงวัน
จริงสิ่งที่ต้องตระหนักก็คือการประกอบพิธีกรรมอย่างถูกต้อง โดยขั้นตอนในการประกอบพิธีน้ัน
(Siamganeshhindu, ๒๕๕๗, ออนไลน)์ มดี งั น้ี

ข้ันตอนท่ี ๑ เตรียมพร้อม
– ต้งั อ่าง หรือ ชามใบใหญ่ หรอื ถาด วางไวบ้ นโตะ๊ ประดษิ ฐาน
– อัญเชิญเทวรูป “องค์บูชา” ท่ีเลือกแล้ว (สามารถโดนน้าได้)

ประดิษฐานลงไปในถาดหรืออ่าง
– นาของอน่ื ๆ ทง้ั หมดมาวางถวายไวท้ โ่ี ตะ๊ เตรียม

ขนั้ ตอนท่ี ๒ อญั เชญิ พระพิฆเนศ (อาวาหะนัม)
หยิบดอกไม้มาจานวนหน่ึง ถือไว้ในมือ ต้ังจิตให้เป็นสมาธิ แล้วสวด

คาถา“…โอม ศรี คะเณศายะ นะมะหะ…ข้าพเจ้าขออัญเชิญพระศรีมหาคเณศวร มหาเทพแห่ง
ความสาเร็จ ผู้ทรงพลังแห่งการสรา้ งสรรค์ การปกปักรกั ษา และการทาลาย โปรดเสดจ็ มาเพอ่ื ประทับอยู่
เปน็ องค์ประธานในพธิ กี รรมครง้ั น้ี ขา้ พเจ้าขอถวายอภวิ าทแด่พระองค์ ด้วยจิตศรัทธาอย่างเปี่ยมล้น ขอ
พระองค์โปรดเมตตาด้วยเถดิ …โอม คัง คะณะปะตะเย นะมะหะ…” จากนั้น วางดอกไม้ไว้ท่ีหน้า “พระ
บาท” ของพระพฆิ เนศ

ขน้ั ตอนที่ ๓ ถวายทีป่ ระทับนัง่ (อาสะนมั )
หยิบดอกไม้มาจานวนหน่ึง ถือไว้ในมือ ต้ังจิตให้เป็นสมาธิ แล้วสวด

คาถา “…โอม คัง คะณะปะตะเย นะมะหะ…ข้าพเจ้าขอถวายดอกไม้อันเปรียบเสมือนที่ประทับแห่ง
พระองค์ ขอพระองค์โปรดรับเครื่องบรรณาการน้ีด้วยเถิด…อาสะนัม สะมะระปะยามิ…” จากน้ัน วาง
ดอกไม้ไว้ท่หี นา้ “พระบาท” ของพระพฆิ เนศแล้วหยบิ เมลด็ ขา้ วสารจานวนเล็กน้อย เทลงในกองดอกไม้
นัน้

ขน้ั ตอนที่ ๔ ถวายนา้ ล้างพระบาท (ปาทะยมั )
เปิดขวดน้า เทน้าดื่มใส่แก้ว จากนั้นหยิบแก้วน้าข้ึนมา มือซ้ายถือแก้ว

น้า มอื ขวาถือช้อนชแู ก้วน้าน้ีตอ่ หนา้ พระพิฆเนศ แลว้ สวดคาถา “…โอม คัง คะณะปะตะเย นะมะหะ…
น้าจากสายพระคงคา และสายน้าศักด์ิสิทธ์ิท้ัง ๗ สายจากการจาริกแสวงบุญโดยพระฤาษีมุนีผู้เป็นเลิศ
บัดน้ี ได้ถูกน้ามาแสดงต่อพระองค์แล้ว ข้าพเจ้าขอถวายน้าล้างพระบาท ขอทรงสัมผัสความเย็นแห่ง
สายนา้ นด้ี ้วยเถิด…ปาทะยมั สะมะระปะยามิ…” ตักน้าข้ึนมา เทลงไปที่ “พระบาท” ของพระพิฆเนศ
จานวน ๓ ช้อน

๑๕๙

ขั้นตอนที่ ๕ ถวายน้าล้างพระหตั ถ์ (อะระฆะยมั )
ถือแก้วน้าไว้ สวดคาถา “…โอม คัง คะณะปะตะเย นะมะหะ…พระคเณศ ผู้

ทรงหนูมุสิกะเป็นพาหนะคู่กาย พระองค์นามาซึ่งความผาสุกแด่เหล่าสาวก ขอพระองค์ทรงรับเคร่ือง
บรรณาการนี้ไว้ด้วยเถิด…อะระฆะยัม สะมะระปะยามิ…” ตักน้าขึ้นมา เทลงไปท่ี “พระหัตถ์ (มือ)”
ของพระพิฆเนศ เทใหค้ รบทุกขา้ งๆ ละ ๑ ชอ้ น

ขน้ั ตอนท่ี ๖ ถวายน้าดืม่ (อาจะมะนัม)
ถอื แกว้ นา้ ไว้ สวดคาถา “…โอม คงั คะณะปะตะเย นะมะหะ…พระคเณศ ผู้ทรง

อานาจเหนือหมูม่ าร พระองค์ขจัดแล้วซืง่ ศัตรูท้งั ปวง ขอพระองค์ทรงรบั เครือ่ งบรรณาการน้ีไว้ด้วยเถิด…
อาจะมะนมั สะมะระปะยามิ…” ตกั น้าข้นึ มา เทลงไปท่ี “งวง” ของพระพิฆเนศ จานวน ๓ ช้อน

ขั้นตอนที่ ๗ ถวายนา้ นม (ปะยัสสะนานมั )
หยบิ นา้ นมทเี่ ตรยี มไวข้ ้นึ มา สวดคาถา “…โอม คัง คะณะปะตะเย นะมะหะ…

ด้วยน้านมจากพระโค ผู้เป็นมารดาแห่งสัตว์ท้ังปวง สามารถชาระล้างจิตใจข้าพเจ้าให้ขาวบริสุทธิ์
ขา้ พเจา้ ไดจ้ ัดหามาแล้ว ขอพระองค์ทรงรับเคร่ืองบรรณาการนี้ไว้ด้วยเถิด…ปะยัสสะนานัม สะมะระปะ
ยาม…ิ ” เทน้านมลงไปที่ “เศยี ร” ของพระพิฆเนศ จนหมดกลอ่ ง (เทใหช้ มุ่ ไปทั้งองค์เทวรปู )

ขน้ั ตอนที่ ๘ ถวายนมเปร้ียว หรือ โยเกิรต์ (ทะธิสะนานมั )
หยบิ โยเกริ ต์ หรือ นมเปร้ียวทเ่ี ตรยี มไวข้ น้ึ มา สวดคาถา “…โอม คัง คะณะปะ

ตะเย นะมะหะ…นมเปรย้ี วอนั มรี สชาติหอมชนื่ ใจ ด่งั อัมฤตจากพระจันทร์ หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ซึ่ง
เปน็ ของขวญั จากพระองค์ ขอพระองคท์ รงรบั เครื่องบรรณาการนีไ้ วด้ ว้ ยเถิด…ทะธิสะนานัม สะมะระปะ
ยาม…ิ ” เทนมเปรยี้ วหรือโยเกิร์ตลงไปท่ี “เศยี ร” ของพระพิฆเนศ จนหมด (เทให้ชุ่มไปท้ังองคเ์ ทวรูป)

ขั้นตอนที่ ๙ ถวายน้าผงึ้ (มะธุสะนานัม)
หยบิ นา้ ผ้งึ ข้ึนมา สวดถาคา “…โอม คัง คะณะปะตะเย นะมะหะ…น้าผ้ึงอัน

หอมหวานน้ี ไดจ้ ากดอกไม้ธรรมชาติ ให้รสทีน่ ่าพงึ พอใจย่งิ ขอพระองค์ทรงรับเครือ่ งบรรณาการนไ้ี ว้ด้วย
เถิด…มะธสุ ะนานมั สะมะระปะยามิ…” เทน้าผ้ึง (ตักจากโถ หรือ บีบจากหลอด) ลงไปที่ “เศียร” ของ
พระพฆิ เนศ จนหมด (เทใหช้ ุ่มไปท้ังองคเ์ ทวรูป)

ข้นั ตอนท่ี ๑๐ ถวายเนย (ฆะรึตะสะนานมั )
หยบิ เนยข้ึนมา สวดคาถา “…โอม คัง คะณะปะตะเย นะมะหะ…จากไขมัน

ของพระโค พระองค์ประทานมาเพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ข้าพเจ้า จึงจัดหามาถวายแด่พระคเณศ ขอ
พระองค์ทรงรับเครื่องบรรณาการน้ีไว้ด้วยเถิด…ฆะรึตะสะนานัม สะมะระปะยามิ…” ใช้ช้อนตักเนย
ปา้ ยไปทีง่ วงพระพิฆเนศ จานวน ๑ ชอ้ น

๑๖๐
ขน้ั ตอนที่ ๑๑ ถวายน้าอ้อย หรอื นา้ ตาลทรายผสมนา้ (นา้ เชือ่ ม) (ศะระกะราสะนานัม)
หยิบขวดนา้ อ้อย หรือ แก้วนา้ เชื่อมขึ้นมา สวดคาถา “…โอม คัง คะณะปะตะ

เย นะมะหะ…น้าจากต้นอ้อย มากด้วยประโยชน์นานาชนิด เป็นเคร่ืองบารุงเลี้ยงชีวิตของข้าพเจ้าให้
แข็งแรง ป้องกันส่ิงสกปรกเข้าสู่ร่างกาย จึงจัดหามาถวายแด่พระคเณศ ขอพระองค์ทรงรับเครื่อง
บรรณาการน้ีไว้ด้วยเถิด…ศะระกะราสะนานัม สะมะระปะยามิ…” เทน้าอ้อยหรือน้าเช่ือม ลงไปท่ี
“เศยี ร” ของพระพฆิ เนศ จนหมด (เทให้ชุ่มไปทง้ั องคเ์ ทวรูป)

ข้ันตอนท่ี ๑๒ ถวายนา้ อาบ (คงคาสะนานมั )
ข้นั ตอนนี้สาคญั ทส่ี ดุ ให้เทน้าเปลา่ ใสแ่ ก้ว เตรียมช้อนสะอาดไว้ สวดคาถา

“…โอม คัง คะณะปะตะเย นะมะหะ…น้าจากสายนา้ คงคา สายนา้ ยะมุนา สายนา้ โคทาวารี สายน้าสรัสว
ตี สายนา้ นัมมทา สายน้าสินธุ และสายนา้ เคาวารี…นา้ จากสายนา้ อันศักดส์ิ ทิ ธ์ิแห่งพระมหาเทพและพระ
มารดา ท้งั เจ็ดสายน้ี ไดม้ าแสดงต่อหน้าพระองค์แล้ว ข้าพเจ้าขอถวายการสรงสนานแด่พระองค์นับแต่
บัดนี้…” ตักนา้ ข้นึ มา แล้วสรงไปทีอ่ งคเ์ ทวรปู สรงให้ครบทกุ ส่วน สรงไปเร่อื ยๆ ทุกๆ ช้อนที่เทลงไปให้
สวดพระคาถา “โอม ศรี คะเณศายะ นะมะหะ” ถา้ น้าหมดแก้ว ใหเ้ ทลงไปอีก จนนับได้ครบ ๕ แก้ว

ขนั้ ตอนท่ี ๑๓ ถวายดอกไม้ (ปษุ ปัม ปษุ ปะมาลัม)
นา ดอกไมแ้ ละพวงมาลัยท้ังหมดที่เตรียมไวท้ ี่ “โต๊ะเตรยี มของ” มาวางถวาย

ไว้หนา้ องคพ์ ระพิฆเนศ แลว้ เลอื กพวงมาลยั มาถอื ไวใ้ นมือพวงหน่งึ สวดคาถา “…โอม คัง คะณะปะตะ
เย นะมะหะ…ขอถวายดอกไม้นานาชนดิ เพ่ือประดบั ตกแตง่ พระองค์ให้แลดูสวยงาม ขอพระองค์ทรงรับ
เคร่ืองบรรณาการน้ไี ว้ด้วยเถิด…ปุษปมั ..ปษุ ปะมาลัม สะมะระปะยามิ…” นาพวงมาลัยท่ีถือไว้วางลงไป
บนกองดอกไมท้ ้ังหมด (หากคนในครอบครวั มารว่ มด้วยก็ให้ถือคนละพวงและวางถวาย)

ขัน้ ตอนที่ ๑๔ ถวายธปู และกายาน (ธูปัม)
ถ้ามีกายาน ให้จุดกายานวางไว้ในโถเพียง ๑ อัน การจุดธูป ถ้าไหว้คนเดียว

จดุ ธูป ๘ ดอก ถ้าไหวห้ ลายคน ผู้นาจุดธปู ๕ ดอก คนในครอบครับจุดคนละ ๓ ดอก
ถือธูปไว้ สวดคาถา… “…โอม คัง คะณะปะตะเย นะมะหะ…กลิ่นหอมจากเปลือกไม้ แก่นไม้ และ
ดอกไมน้ านาชนดิ แปรสภาพสู่ธปู และกายานอยา่ งดี ข้าพเจ้าจึงขอถวายควันธูปเหล่าน้ี ขอพระองค์ทรง
รับเครือ่ งบรรณาการน้ีไว้ด้วยเถิด…ธปู ัม สะมะระปะยามิ…” จาก น้ัน ให้ทุกคนถือธูปด้วยมือขวา แกว่ง
มือเพือ่ หมนุ ธปู ตามเข็มนาฬิกา ๓ รอบ เพื่อให้ควันกระจายฟุ้งไปทั่วบริเวณ แล้วค่อยปักธูปลงกระถาง
ที่ต้งั ไว้

ขน้ั ตอนท่ี ๑๕ “ทีปมั ” (ถวายแสงเทียน)
จุดเทียน ๒ เล่ม หากมีตะเกียงน้ามัน ให้จุดไว้ท้ังหมด ผู้นาหยิบเทียนข้ึนมาเล่มหนึ่ง สวด
คาถา “…โอม คัง คะณะปะตะเย นะมะหะ…แสงไฟจากพระสุรยิ ะและพระอัคนี สือถึงพลังอานาจอันไม่
มีที่สิ้นสุดแห่งองค์มหาเทพ-มหาเทวีทุกพระองค์ ประทานความสว่างสดใสแก่ดวงจิตของข้าพเจ้า

๑๖๑

ข้าพเจ้าจงึ ขอถวายแสงไฟเหล่าน้ี ขอพระองค์ทรงรับเครื่องบรรณาการนี้ไว้ด้วยเถิด… ทีปัม สะมะระ
ปะยาม…ิ ” จากนน้ั ชูเทยี นขึน้ หมนุ ตามเขม็ นาฬิกา ๓ รอบ แล้วปกั เทยี นไว้ท่ีเดิม

ขั้นตอนท่ี ๑๖ ถวายเคร่อื งสงั เวย (ไนเวทะยมั )
นาขา้ วสาร เมลด็ ถั่ว ข้าวสุก ขนมหวาน ผลไมต้ ่างๆ จากโต๊ะเตรียม ถือไว้

คนละจาน สวดคาถา “…โอม คัง คะณะปะตะเย นะมะหะ…ข้าพเจ้าท้ังหลาย ได้จัดหาเครื่องสังเวย
เหลา่ นีม้ าถวาย เพ่ือส่ือถึงความศรัทธาแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงรับเคร่ืองบรรณาการน้ีไว้ด้วยเถิด…
ไนเวทะยัม สะมะระปะยามิ…” จากนั้น นาของถวายท้งั หมดมาวางถวายที่หน้าองคพ์ ระพฆิ เนศ

ขนั้ ตอนท่ี ๑๗ ถวายมนตบ์ ูชา (มนั ตรมั )
คนท่ีรว่ มในพิธียนื ขึ้นทัง้ หมด พนมมอื แลว้ ฟังผ้นู าสวดคาถาดงั ต่อไปนี้

(หากใครสวดไดก้ ใ็ ห้รว่ มสวด)
โอม ศรี คะเณศายะ นะมะหะ (๓ จบ)

โอม เอกะทนั ตายะ วิทมาเห
วักกระตนุ ทายะ ธมี ะหิ
ตนั โน ตันติ ประโจทะยาต

โอม วกั กระตุณทะ มหากาย
สรุ ยิ ะ โกติ สะมาประภา
นิระวิคะนมั ครุ ุเมเทวะ
สาระวะ การะเย ษุ สาระวะทา

โอม คะชานะนมั ภูตะคะนาธิเสวติ ัม
กะปิตะชัมพูผะละจารุภกั ษะนัม
อมุ าสุตัมโศกะวนิ าศะ การะกัม
นะมามิ วิฆะเนศะวะระ ปาทะ ปงั กะชมั

อะชมั นริ ะวิกะละปมั นิราการะเมกมั
นิรา นันทะมา นนั ทะมะ ทะไวตะ ปรู ะนมั
ปะรมั นิระคุณมั นิระวิเศษัม นิรีหัม
ปะระพรหมมะ รปู มั คะเณศัม ภะเชมา
ปะระพรหมมะ รูปัม คะเณศัม ภะเชมา
ปะระพรหมมะ รปู มั คะเณศัม ภะเชมา

คณุ าติ ตะมานมั จิตานันทะรปู มั
จติ าภาสะกนั สะระวะคัม ยาณะคัมยมั
มนุ ทิ เยยะมา กาศะรปู ัม ปะเรศัม

๑๖๒
ปะระพรหมมะ รูปมั คะเณศมั ภะเชมา
ปะระพรหมมะ รูปัม คะเณศมั ภะเชมา
ปะระพรหมมะ รูปมั คะเณศมั ภะเชมา
ชะคัต การะนมั การะนะ ยาณะรูปมั
สรุ าทมิ สุขะทมิ คุเณศัม คะเณศมั
ชะคะ ทะวะยา ปินัม วิศวะ วนั ทะยมั สุเรศัม
ปะระพรหมมะ รปู มั คะเณศัม ภะเชมา
ปะระพรหมมะ รูปมั คะเณศมั ภะเชมา
ปะระพรหมมะ รูปัม คะเณศัม ภะเชมา

ให้ผู้นากล่าวคาต่อไปนี้ ผู้ร่วมพิธีว่าตาม…ข้า แต่องค์พระพิฆเนศ ข้าพเจ้าทั้งหลายได้
ประกอบพิธีบูชาเพ่ือสรรเสริญพระองค์เน่ืองในวันคล้ายวัน ประสูติของพระองค์ในเทศกาลคเณศ
จตุรถีน้ี ด้วยจิตใจท่ีถึงพร้อมด้วยความศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม ข้าพเจ้าขอน้อมบูชาพระองค์ด้วย
ความรกั ความศรัทธา พระองค์ผู้มีพระพักตร์อันงดงาม มีพระวรกายท่ีแข็งแกร่ง ทรงศาสตราวุธท่ี
สามารถปราบอสรู รา้ ยใหศ้ โิ รราบ ความสวา่ งอันเจิดจ้าดงั่ แสงสรุ ิยะนบั ลา้ นดวงไดแ้ ผก่ ระจายออกมา
จาก พระองค์…โอม…พระพิฆเนศผู้ทาลายความทุกข์โศก ขจัดอุปสรรคและความลาบากยากจน
ให้แกข่ า้ พเจา้ นานาอุปสรรคท่ีขัดขวาง ขอจงถูกทาลายด้วยน้ามือของพระองค์ …และขอพระองค์
โปรดประทานความสาเรจ็ ทกุ ประการแกข่ า้ พเจา้ ดว้ ยเถิด โอม ศานติ…ศานติ…ศานติ

หลังจากกล่าวคาอธิษฐานเสร็จ ให้ผู้ท่ีอธิษฐานได้ต้ังจิตเพื่อขอพรบอกกล่าวได้ตามความ
ประสงค์เป็นการสว่ นตัวอีกคร้ังหนึ่ง กเ็ ปน็ อนั เสรจ็ สิน้ พธิ ีและหากจะลาของถวายก็ให้รอจนธูปหมดดอก
แลว้ จึงลาของถวายได้

เทศกาลคเณศจตุรถีน้ันมีคติความเป็นมาอยู่ ๒ คติ โดยคติที่หนึ่งกล่าวไว้ว่า สืบเนื่องมาจาก
การที่พระคเณศพลดั ตกจากหลังหนูจนท้องแตก (เพราะหนูตกใจที่มีงูเห่าเลื้อยผ่านหน้า และพระคเณศ
เสวยขนมตม้ มามาก) ขนมต้มทะลักออกมาพระคเณศ ก็รีบเก็บขนมต้มยัดกลับไปในพุง และจับงูเห่าตัว
น้ันมารัดพุงขณะเดียวกันพระจันทร์ ก็เผอิญมาเห็นเข้าก็อดขาไม่ได้หัวเราะออกมาดังสนั่นพระคเณศ
โกรธยง่ิ นัก เอางาขว้างไปตดิ พระจนั ทร์จนแนน่ ทาใหโ้ ลกมดื ลงทันท่ี เพราะไฟดบั (เหมือนราหูอมจันทร์)
พระอินทร์และทวยเทพทั้งหลายทราบเร่ือง ก็ต้องพากันไปอ้อนวอน พระคเณศจึงยอมถอยเอางาออก
แตพ่ ระจันทรก์ ต็ ้องไดร้ ับโทษอยู่คือ จะตอ้ งเว้าๆแหว่งๆเปน็ เสี้ยวๆไมเ่ ต็มดวงทุกคืน จนถึงวันข้ึน ๑๕ ค่า
และแรม ๑ ค่า จึงจะเต็มดวง ส่วนอีกคติน้ันเล่าว่าพระคเณศสาปคนที่มองดูพระจันทร์ในวันที่บูชา
พระองค์คือ หากใครมองดูพระจันทร์ในวันนี้ ผู้น้ันก็จะต้องกลายเป็นคนจัณฑาล และคนจัณฑาลใน

๑๖๓
สงั คมอินเดียจะเป็นทรี่ งั เกียจของคนวรรณะอื่นๆทุกๆวรรณะ (เพราะถือว่าคนจัณฑาล ไม่มีชนชั้น เป็น
ชนช้นั ตา่ ) ดงั น้นั คาสาปใหเ้ ป็นจัณฑาลจึงเปน็ โทษร้ายแรงยิง่ นัก

๒. เทศกาลนวราตรี
จุดเริ่มต้นของ ฤดูร้อนและ จุดเร่ิมต้นของ ฤดูหนาวเป็นจุดแตกต่างที่สาคัญทางภูมิอากาศ

และ พลงั งานแสงอาทิตย์ ทม่ี ีต่อโลกมนุษย์ และสองช่วงนี้ก็เป็น ช่วงเวลาอันศักด์ิสิทธิ์ สาหรับการบูชา
พระแม่ศกั ติ ซึ่งถอื เป็นเทศกาลสาคญั ที่มกี ารกาหนดเอาไวต้ ามปฏทิ นิ จันทรคติฮินดู งานนวราตรีแบบ
การบูชาใหญ่จะจัดข้ึนปีละสองคร้ัง คือในช่วงข้ึนปีใหม่แบบฮินดู (ขึ้น ๑ – ๙ ค่า เดือน ๕ )เรียกว่าจิต
ตรา นวราตรี และในช่วงปลายปี (ขน้ึ ๑ -๙ ค่า เดือน ๙) เรียกว่า สารท นวราตรี ความเช่ือเก่าแก่ของ
ชาวอินเดียน้ันถือกันว่าในหนึ่งปีประกอบไปด้วยฤดูร้อน และฤดูหนาว ฤดูกาลท่ีผลัดเปลี่ยนส่งผลต่อ
รา่ งกายและจิตใจมนษุ ย์ จงึ เกดิ การบวงสรวงเทพเจ้าผคู้ ุม้ ครองเพอื่ ขอพลังแห่งชีวิต

นวราตรีเป็นเทศกาลของชาวฮนิ ดเู พ่ือทาการสกั การบูชาแด่พระแม่ศักติมหาเทวี คาว่า ”นว
ราตรี” หมายถึง เก้า คืน ในภาษาสันสกฤต ความหมาย เก้า คือ “นว” และ “ราตรี” คือ
กลางคนื หมายความว่า ใน เกา้ คืนกับอีกสบิ วัน ในการบูชา ศักตเิ ทวี ท้งั ๙ ปาง ( อวตารของพระแม่ทุร
คาเทวี ) และเทวีองค์อื่นๆในศาสนาฮินดูด้วยเช่นกัน ศักติเป็นเทพีแห่งอานาจที่สูงสุดในจักรวาล
ในชว่ งเวลานวราตรีน้ผี ศู้ รทั ธาจะไดร้ บั พรศกั ดิ์สิทธจิ์ ากพระแม่ โดยผูศ้ รทั ธาจะถอื พรตอดอาหารและทา
การสวดมนต์อธิษฐานตอ่ พระแม่ศักติในปางต่าง ๆ ในค่าคืนแห่งวันนวราตรีเทพีศักติจะปรากฏองค์ใน
มิติที่แตกต่างกันเป็นสามรูปแบบคือ พระแม่ลักษมี พระแม่สรัสวดีและพระแม่ทุรคาเทวี และวันนว
ราตรีจะถูกแบ่งการบูชาออกเป็นสามชุด ชุดละสามวันโดยมีพิธีบูชาโดยเฉพาะแต่ละองค์ (Tharpa,
Romila. ๒๐๐๒, p. ๕๒)

โดยสามวันแรกจะทาการบูชาพระแม่ทุรคาเทวี หรือเทวีแห่งพลังอานาจ สามวันถัดไปจะบูชา
พระลกั ษมีหรือเทพีแห่งความม่ังคั่งและสามวันสุดท้ายสาหรับการบูชาพระแม่สรัสวดีหรือเทพีแห่งวิชา
ความรู้

ภาพท่ี ๓๖ พธิ ีโปรยผงเจิมศักด์สิ ทิ ธ์ิ เทศกาลนวราตรี
ทม่ี า : http://www.horoguide.com/wp-content/uploads/๒๐๑๑/๑๐/navaratri๑๔.jpg

๑๖๔
๒.๑ นวราตรี ของลัทธิศกั ติ ตันตระ
สาหรับโบสถ์ฮินดู ทนี ับถอื ลัทธิ ศักติ จะทาการบูชาพระแม่ทุรคาท้ัง ๙ ปาง ใน

๙ วนั แห่งพิธีกรรมโดยแบง่ ทาพิธดี งั นี้
วันแรก - ทาการบชู าพระแม่ทรุ คาในปางที่ เรียกวา่ ปางไศลปุตรี ธิดาของหิม

พาน ราชาแห่งภูเขา ซึ่งเป็นรปู แบบของศกั ติทีเ่ ป็นสหายของพระอิศวร
วันท่ีสอง - จะทาการบูชาพระแม่ทุรคาในปางที่ เรียกว่า ปางพรหมจาริณี

ช่ือเปน็ ที่มาของคาวา่ 'พระพรหม' ซง่ึ หมายถึง 'ทาปะ' หรือ การลงทัณฑ์ (มาตา ศักติ)
วนั ท่สี าม - ทาการบูชาพระแม่ทุรคาในปางที่ เรียกว่า ปางจันทรฆัณฎา ทรง

ปราบอสูรดว้ ยเสยี งระฆัง สัญลกั ษณ์ของความงามและความกลา้ หาญ
วันท่ีสี่ - ทาการบูชาพระแม่ทุรคาในปางที่ เรียกว่า ปางกูษามาณฑา ผู้สร้าง

ของจกั รวาลท้ังหมด
วันท่ีหา้ - ทาการบูชาพระแมท่ ุรคาในปางท่ี เรียกว่า ปางสกันทมาตา แม่ของ

พระขนั ทกมุ ารนักรบผกู้ ล้าหาญ โอรสผูเ้ กิดจากพระศิวะ
วนั ท่หี ก - ทาการบูชาพระแม่ทุรคาในปางท่ี เรียกว่า ปางกาตยานี ทรงปราบ

อสูร ดว้ ยปางท่มี ีสามเนตรและส่กี ร
วนั ท่ีเจ็ด - ทาการบชู าพระแมท่ รุ คาในปางท่ี เรียกว่า ปางกาลราตรี หรือกาลี

ทรงเสวยเลอื ดอสรู หมายถึงการทาให้ผูท้ ี่ช่นื ชอบความกลา้ หาญ
วันที่แปด - ทาการบชู าพระแม่ทุรคาในปางที่ เรยี กว่า ปางมหาเคารี ทรงเป็น

เจ้าแมแ่ หง่ ธัญชาติ ทาให้พชื พันธ์อุ ดุ มสมบรู ณ์
วนั ทเ่ี ก้า - ทาการบูชาพระแมท่ รุ คาในปางที่ เรียกว่า ปางสิทธิธาตรี ทรงเป็น

เจ้าแมแ่ หง่ ความสาเร็จ

๒.๒ วนั นวราตรี

วันนวราตรี จะมีขนึ้ ทุกปี และโดยปกตวิ ันนวราตรจี ะมีชึ้น ปลี ะ ๕ ครั้ง ดังนี้
๑) วสันต นวราตรี นี้มีการเฉลมิ ฉลองในช่วง วสันตฤดู (จุดเริ่มต้นของฤดู

รอ้ น) (มนี าคมถึงเมษายน) น้เี ปน็ ท่ีรจู้ กั กัน ในชื่อ จิตรา นวราตรี จะตกอยใู่ นชว่ งเดือน จิตรามาส
๒) คุปตะ นวราตรี เรียกกันว่า อาสาฬหะ นวราตรี เป็นพิธีจัดขึ้นเก้าวัน

เพ่อื บูชาถวายแด่ เทพศี ักตทิ ัง้ ๙ ปาง ในเดอื น อาสาฬหะมาส (เดอื นมถิ นุ ายนถึงเดือนกรกฎาคม)
๓) สารท นวราตรี (ศารทยิ ะ นวราตรี) เป็นเทศกาลที่สาคัญท่ีสุดของเทศกาล

นวราตรี (มหานวราตรี) และมีการเฉลิมฉลองในขึ้น ๑ ค่าของเดือนอัศวินีมาส เป็นการเฉลิมฉลอง
ในชว่ งฤดูสารท (จดุ เริ่มตน้ ของฤดหู นาว, กนั ยายนตลุ าคม)

๑๖๕

๔) เปาษะนวราตรี เป็นพิธีเก้าวันที่บูชาศักติเทวีทั้ง ๙ ปาง ในเดือนปุษยะ
มาส (ธันวาคมมกราคม)

๕) มาฆะ นวราตรี เปน็ พิธเี ก้าวันทีบ่ ูชาศักตเิ ทวีทง้ั ๙ ปาง ในเดือนมาฆะมาส
(เดือนมกราคมถงึ เดือนกุมภาพนั ธ)์

๓. เทศกาลมหาศวิ ะราตรี
มหาศิวะราตรี ความยง่ิ ใหญ่แห่งพิธีกรรมการบชู าพระศิวะมหาเทพพระเทวาธิเทวะ มหาเท

วะ (พระศิวะ) พระองค์ทรงเป็นเทพเจา้ ผยู้ ิ่งใหญ่ พระผู้สร้างทุกส่ิงทุกอย่าง พระผู้เกิดก่อนทุกส่ิง พระผู้
ไม่มีวันเกิดและตาย พระองค์มีพระนามมากมาย แต่ละพระนามน้ันมีความหมายดีในตัวเอง พระนาม
ของพระมหาเทพทก่ี ลา่ วถงึ ในโศลกมี ๒๔๐ พระนาม

พระนามท้ังหลายน้ี เปน็ เพียงส่วนนอ้ ยทเ่ี คยไดพ้ บเหน็ ไดย้ ินกนั มา และในบางครั้งก็นาเอา
พระนามของพระมหาเทพเหล่านี้ มากล่าวสวดเพ่ือขอพรในสิ่งท่ีปรารถนา หรือในการทาพิธีกรรม
บวงสรวงตา่ งๆ ซึ่งเรยี กการสวดมนตร์นี้ว่า มนต์ นามวลี บูชา ท่านฤษีสูต นับได้ว่าเป็นฤษีที่มีความรู้ใน
เรือ่ งราวแหง่ พระปุราณท้ังหลาย เป็นศษิ ยเ์ อกแห่งฤษวี ยาส ได้กลา่ วถงึ เรื่องราวอนั ย่งิ ใหญ่แห่งการรับฟัง
เร่อื งพระมหาศิวปุราณ เพื่อที่จะได้รับผลบุญอันเท่าเทียมกับการได้กราบไหว้บูชาต่อพระศิวะมหาเทพ
“ขา้ พเจ้าขอนอ้ มราลกึ สมาธถิ งึ พระศวิ เทพ เทพเจ้าแห่งพระแม่อัมพิกาปารวตี พระองค์ผู้ทรงเป็นมงคล
ยง่ิ จากจุดเริ่มต้นถึงกาลอวสาน พระองคผ์ ู้ทรงเปน็ ใหญไ่ ม่มีผใู้ ดเปรียบเทียบเท่าได้ พระองคผ์ เู้ ป็นเทพเจ้า
แหง่ จกั รวาล ผู้ไมม่ วี นั เกิดและตาย เทพเจ้าแหง่ อาตมัน วิญญาณทัง้ หลาย พระผมู้ หี ้าพักตร์ พระผู้ปัดเป่า
ทาลายบาปชว่ั รา้ ยทัง้ หมด” พระเทวาธเิ ทวะ มหาเทวะ ทรงเป็นผูใ้ หก้ าเนดิ ทุกสิง่ ทกุ อย่าง เร่ืองราวของ
พระองค์เป็นเร่ืองลึกลับซับซ้อน พระมหาเทวะทรงเคยตรสั เลา่ เพียงหนเดียวต่อเหลา่ บริวารของพระองค์
และตอ่ มาก็ไดม้ ีการเล่ากนั เร่อื ยๆ จนกระทงั่ ทุกวันน้ี

ฤษีสูต ไดเ้ ลา่ ว่า อนั พระปรุ าณท้ังหลายทม่ี ีอยู่ในโลก ๒๗ พระปุราณน้ัน พระศิวะปุราณนับได้
ว่าเป็นบาทโคลงที่ย่ิงใหญ่ที่สุด แบ่งออกเป็น ๒๔,๐๐๐ บาทโคลง เป็นหัวข้อใหญ่ ๗ สัมหิตา (เรื่อง
โดยสงั เขป) เป็นเร่อื งราวระบถุ ึงพระศวิ ะเทพและการสาแดงฤทธอิ์ านาจทง้ั หมดไวอ้ ย่างละเอยี ด ดว้ ยการ
อา่ น ได้รบั ฟัง หรอื การไดท้ ่องสวดพระศิวะปุราณน้ีแล้ว จะทาให้ผู้น้ันมีจิตใจอันบริสุทธิ์ข้ึน ในบั้นปลาย
เขาจะได้ขึ้นไปสู่ยังอาณาจักรแห่งพระศิวะเทพ ใช้ชีวิตในโลกอันสูงสุด การได้รับฟังเรื่องแห่งพระศิวะ
เทพเพยี งเลก็ น้อยด้วยดวงจติ ทตี่ ัง้ ม่นั บูชาแล้ว จะทาใหเ้ ขาผรู้ ับฟัง มีจติ ใจสะอาด พ้นจากความทุกข์และ
ได้รับพรแห่งความผาสุกอันเป็นอิสระจากบาปท้ังหลายได้ จะได้รับซ่ึงคุณงามความดี เท่ากับการได้
ประกอบพธิ กี รรมแหง่ ราชสูรยะ และการบูชา พระเพลิง อัคนิษโฆมะ เป็นจานวนหน่ึงร้อยพธิ กี รรม

เรื่องพระศิวปุราณน้ี พระศิวเทพทรงสร้างขึ้นมา เพ่ือให้เป็นน้าอมฤตแก่ผู้ท่ีมีความจงรักภักดี
ของพระองคไ์ ดด้ ่ืมกนิ เพอื่ ขจดั ความทกุ ข์และบาปทง้ั หลายให้หมดส้ินไปพระปุรุษท่ีสูงที่สุดนั้น คือ พระ
มหาเทวะ (พระศวิ เทพ) พระมหาเทวะทรงควบคุมพระมันทากนิ ี (พระแมค่ งคา) ไวบ้ นเศียรของพระองค์

๑๖๖
และทรงมพี ระจันทรเ์ สีย้ วเป็นพระมงกุฎประดับอยู่บนพระเกศา ทรงมสี ามพระเนตร จีงเรียกพระองค์ว่า
พระตรีเนตรเทพ พระองค์ทรงมีความร่าเริงเบิกบานอยู่ตลอดเวลา ทรงมี ๑๐ กร พระวรกายของ
พระองค์นั้นทาถูด้วยเถ้าถ่านจากเชิงตะกอน ทรงมีงูท้ังหลายเป็นเครื่องประดับบนพระวรกาย ทรงถือ
อาวุธทย่ี ่งิ ใหญท่ สี่ ุดเหนอื อาวธุ ทง้ั หมด คือ พระตรีศูล (สามงา่ ม ซ่งึ อาวุธน้ไี มม่ ีผู้ใดมีไว้นอกจากบุคคลน้ัน
อยใู่ นสายแหง่ พระศวิ เทพเท่านัน้ )

พระมหาศวิ เทพ ทรงแบ่งภาคมาในรปู ร่างแห่งพระกาล (เทพเจ้าแห่งกาลเวลาและความตาย)
พระมหาเทวะทรงพระสาราญสุขร่วมอยู่กับพระศักติ-ศิวะ พร้อมกันนั้นพระองค์ทรงสร้างสถานท่ีอัน
ศกั ด์สิ ิทธ์ขิ ึ้นมาแห่งหนงึ่ เรยี กสถานที่แห่งน้ีว่า พระศิวโลก เป็นสถานที่สูงสุดที่ทุกๆ คนใฝ่ฝันท่ีจะได้ข้ึน
ไปอยู่อาศัย เป็นบั้นปลายแห่งชีวิต เป็นสถานที่ไร้บาป มีแต่ความผาสุกสาราญ เป็นที่ที่มีแสงสว่าง
สวยงามมาก สถานที่แห่งนี้เรียกอีกช่ือหน่ึงตามพระเวทว่า พระกาศิกา นับว่าเป็นสถานท่ีอันศักด์ิสิทธิ์
ทีส่ ดุ เปน็ ที่ทม่ี ีแต่ความอสิ ระเหนอื ทุกสงิ่ ทุกอยา่ ง สถานที่แห่งน้ีจะไม่ปราศจากพระมหาเทวศิวเทพและ
พระแม่ศักติ-ศิวาเลย แม้ในเวลาแห่งการทาลายล้างอันย่ิงใหญ่เกิดขึ้น ดังนั้นสถานท่ีแห่งนี้จึงนับได้ว่า
เป็นสถานท่ีอันสงู สดุ ไมม่ ีวนั ดับสลายไปได้ จึงเรยี กสถานทีแ่ ห่งนวี้ า่ พระวิมานอวิมกุ ตะ

พระมหาเทวะและพระแมศ่ ักตศิ ิวา ทรงอย่รู ว่ มสขุ อยู่ในป่าแห่งความสขุ น้ีนับเปน็ เวลายาวนาน
นานเทา่ ไหรน่ ั้นไมส่ ามารถท่จี ะคานวนออกมาได้ อันสถานท่ีแห่งน้ีเต็มไปด้วยพันธ์ุไม้ทุกชนิด ดอกไม้อัน
สวยงามและส่งกลิ่นหอมอยู่ตลอดเวลา มีบ่อ สระน้า ทะเลสาบเป็นจานวนมาก อุดมสมบูรณ์ไปด้วย
ดอกบัวน้อยใหญ่ ออกดอกสวยงาม ดังนั้น พระมหาเทวะทรงเรียกสถานที่น้ีว่า “ป่าแห่งความสุข
สาราญ” หรือพระวมิ านอวมิ กุ ตะ

เม่อื ทัง้ สองพระองค์ไดท้ รงทอ่ งเที่ยวไปทวั่ ท้งั ปา่ อยา่ งทรงพระสาราญพระทัยร่วมกันแล้ว พระ
มหาศิวเทพทรงราลึกถึงพระปรารถนาของพระองค์ท่ีทรงต้งั พระทยั เอาไว้ ในการท่ีจะสร้างสิ่งมีชีวิตอ่ืนๆ
ขึ้นมาใหม่ พระองค์ทรงต้ังพระทัยว่า อันสิ่งมีชีวิตอ่ืนๆ จะต้องสร้างข้ึนมาด้วยพระองค์เอง เพื่อท่ีจะให้
พวกเขาเหลา่ นน้ั ได้รบั ชว่ งภารกจิ ทีท่ รงม่งุ หมายเอาไว้โดยใหม้ กี ารสร้างสิ่งตา่ งๆ ขนึ้ มาแทนพระองค์ ให้มี
การปกป้องค้มุ ครอง รักษาส่ิงที่ได้สรา้ งขน้ึ มาใหอ้ ยู่คงทนม่ันคง ไม่มีการส้ินสุดลงไป และในบั้นปลายจะ
ให้มกี ารทาลายล้างเฉพาะสิง่ ท่ไี มด่ ี คงเหลือไวแ้ ต่สิ่งทดี่ งี ามเท่าน้นั ในจกั รวาลจะเตม็ ไปด้วยส่ิงสวยงาม มี
แตค่ วามสงบสุข พระองค์ทรงประทบั อยู่ ณ แคว้นกาศกี า และจะทรงท่องเที่ยวไปยังท่ีต่างๆ เพื่อคอยให้
การชว่ ยเหลือตอ่ ดวงวญิ ญาณทง้ั หลายให้หลุดพน้ จากบาป เปน็ อสิ ระ ให้พรแหง่ ความสุข บาบัดทุกข์ของ
จกั รวาลให้แก่คนทมี่ ีบุญที่ไดส้ รา้ งสมเอาไว้ โดยทีพ่ ระองค์จะเป็นผเู้ ฝ้าดูการสร้างและจะไม่ทรงห่วงใยใน
การสร้างนีเ้ ลย (องค์การศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู, ๒๕๒๕, หน้า ๑๐๖)

พระศวิ เทพทรงเป็นเทพเจา้ ผยู้ ิ่งใหญ่ พระองค์ทรงเปน็ “นิษกล” ไรพ้ ระนามและไรร้ ูปรา่ ง แต่
ผู้บชู าจักกราบไหว้รูปร่างของพระองคไ์ ด้ ด้วยการปฏิบัติตนให้มั่นคงและบูชาตอ่ สัญลกั ษณ์ของพระองค์
คือ พระศิวลึงค์ นัน่ เอง พระมหาเทวะศวิ เทพ ทรงเป็นพราหมณส์ ูงสุดและเป็นประปรักฤติ ผู้อยู่เหนือ

๑๖๗

ธรรมชาติ คือไมม่ กี ารเกดิ และการตาย พระผูส้ รา้ งธรรมชาติดว้ ย พรหมมตั วะ และ ชวี ัตตวะ (ผู้มขี นาด
ใหญโ่ ตท่สี ดุ และเปน็ ต้นเหตแุ หง่ การเจรญิ เติบโต) พระมหาเทวะทรงเป็นอาตมนั (แห่งดวงจติ ) ดว้ ยพระ
สมตั วะ (ความเทา่ เทยี มกัน) และพระวยามตั วะ (การแผ่กระจายอยู่ท่ัวไปทกุ หนแหง่ ) เทพเจา้ องค์อื่นๆ
ทั้งหมดนับเปน็ เพียง อนาตมัน (มีดวงวิญญาณทีเ่ ป็นเอกเทศเท่านนั้ ) เทพเจา้ องคอ์ น่ื ๆ จึงไม่สามารถมี
สมญานามว่า พระอศี วรเทพ ได้

อันกิจกรรมทัง้ ๕ ประการแหง่ การสร้างจกั รวาลนั้น (สร้าง อนุรักษ์ สังหาร มายา ให้พร) น้ัน
พระมหาเทพเป็นผู้กาหนดให้บังเกิดข้ึนมา ด้วยพระองค์ทรงเป็นพระอีศวรเทพเจ้าย่ิงใหญ่ท่ีไม่มีวัน
เปลี่ยนแปลง พระมหาเทพศิวะทรงกล่าวถึงพระประสงค์ของพระองค์ ว่า วงจักรแห่งความมั่นคงท้ัง ๕
ประการนนั้ ประกอบไปดว้ ย

๑) พระสรคะ (การสรา้ งจกั รวาล รวมถงึ การสรา้ งสิ่งมีชวี ิตและสิ่งไม่มีชวี ิตข้ึนมา)
๒) พระสถติ ิ (การอนรุ กั ษเ์ พ่ือใหค้ งอยู่มน่ั คงถาวรต่อไป)
๓) พระสังหาร (การทาลายล้างส่งิ ตา่ งๆ ทาลายสิ่งช่ัวร้ายให้หมดสิ้นไป เพื่อให้จักรวาลอยู่
ด้วยความผาสุกตอ่ ไป)
๔) พระตรโิ รภาวะ (การกระทาอันเรน้ ลับ ย่ิงใหญ่ทส่ี ุดท่ีไม่มผี ใู้ ดสามารถเข้าใจได)้
๕) พระปรกั ฤติ (ความเปน็ อิสระจากวงเวยี นแหง่ ชีวติ ทม่ี ีการเกดิ และตาย การหลุดพ้น)

อันกิจกรรมย่ิงใหญ่ ๔ หัวข้อแรก เก่ียวกับการวิวิฒนาการแห่งจักรวาลน้ัน เป็น
กจิ กรรมการสรา้ งสรรพสิ่ง ส่วนข้อที่ ๕ น้ันเป็นภารกิจที่ลึกซึ้งมาก เป็นหน้าท่ีแห่งพระศิวเทพพระองค์
เดียวทท่ี รงทาหน้าที่นี้ เพื่อการดูแลซ่ึงกิจกรรมแห่งการสร้างท้ัง ๕ ประการน้ี พระศิวมหาเทพจึงทรงมี
พระพกั ตร์ ๕ พระพักตร์

๓.๑ ความยงิ่ ใหญ่แห่งวนั และพธิ กี รรมศิวราตรี
วันและพิธีกรรมใดเล่าท่ีเป็นท่ีโปรดปรานแห่งพระศิวมหาเทพ พระศิวมหาเทพ

ทรงเคยรับส่งั ไว้ว่า พธิ กี รรมกราบไหว้บชู าน้ันมีด้วยกันหลายพิธีกรรม ท่ีจะนามาซึ่งความผาสุกในโลกน้ี
และโลกหน้า และความเป็นอิสระพ้นจากบาปได้ พิธีกรรมสาคัญทั้งหมดมีเพียง ๑๐ พิธีกรรมเท่านั้น
บุคคลท้ังหลายผู้เปน็ ใหญใ่ นการประกอบพิธีกรรม “อาบาลศรุติ” ได้กล่าวถึง ๑๐ พิธีกรรมบวงสรวงอัน
เรน้ ลับแห่งพระศวิ เทพ พธิ กี รรมเหล่านจ้ี ะตอ้ งประกอบขึ้นโดยผูร้ ู้ บากบ่ันหมั่นเพียรต้ังม่ันในการเคารพ
บชู าเป็นยอดยง่ิ พธิ ีกรรมเหล่านีจ้ ึงจะสาเร็จด้วยดี (อารี วิชาชยั , ๒๕๔๓, หนา้ ๖๘-๖๙)

พิธีกรรมท่ีย่ิงใหญ่นั้น หนึ่งในพิธีกรรมก็คือ พิธีกราบไหว้บูชาต่อพระศิวเทพ ใน
วนั ศิวราตรี ดว้ ยเหตุนี้จงึ ควรประกอบพธิ นี ใี้ หเ้ ป็นประจาสมา่ เสมอทุกปี เพ่ือให้สาเร็จสมความปรารถนา
อันผลบุญที่จะได้รับและนามาซ่ึงความสุขสมบูรณ์ ได้รับความเป็นอิสระพ้นจากบาปทั้งหลาย ไม่มี
พิธกี รรมอืน่ ใดแล้วทจี่ ะใหผ้ ลบุญมากไปกว่าพิธนี ี้

๑๖๘
มีผลต่อบุคคลผู้ไม่หวังส่ิงใด ผู้หวังซ่ึงความปรารถนา ผลอันเป็นพิเศษต่อคน

ทั้งหมด ทกุ ชนั้ วรรณะ แม้แต่เดก็ เล็กๆ หรอื ต่อผู้หญงิ ก็ตาม พธิ กี รรมน้นี บั ได้วา่ นามาซ่ึงผลบุญให้สาเร็จว
สมประสงค์และย่ิงใหญ่ทสี่ ดุ ในข้างแรมของเดือนมาฆะ พิธีกรรมกราบไหว้บูชาต่อพระศิวเทพในวันศิว
ราตรี จะประกอบข้ึนเมื่อถึงวนั จตุรทษี (วนั แรม ๑๔ คา่ ) ประกอบตั้งแตเ่ ช้าตรู่ถึงเท่ียงคืนของวันนั้น ผู้ที่
ประกอบพิธีกรรมน้ี จะได้รับผลบุญที่ย่ิงใหญ่ หลุดพ้นจากบาปทั้งหมดและได้ข้ึนไปอยู่ยังดินแดนแห่ง
พระศวิ มหาเทพตอ่ ไป

๓.๒ วนั มหาศิวราตรี
วันมหาศวิ ราตรี เป็นทงั้ งานพธิ กี รรมและงานถือพรต วันนมี้ คี วามหมายว่าเป็นราตรี

กาลแหง่ องค์พระศวิ เทพ ตรงกับวันแรม ๑๔ ค่าของเดือนผลคณุ นบั ว่าเปน็ วันที่ผนู้ บั ถอื ศาสนาพราหมณ์
ทกุ ช้ันวรรณะต้องรว่ มกนั ประกอบพธิ ีต่อองค์พระศิวะมหาเทวะ บรรดาผู้ที่เคารพบูชาต่อพระองค์จะใช้
เวลาตลอดคืนในการประกอบสมาธิ ท่องสวดมนตร์ ร้องเพลงสรรเสริญและเล่าเรื่องราวความย่ิงใหญ่
แห่งพระศิวเทพ (ศิวะ มหิมา หรือ ศวิ ะ ตนั ทวะ สโตตระ)

พระสญั ลกั ษณข์ องพระศิวะ (ศิวลึงค์) จะต้องนามากราบไหว้บูชาด้วยการรดน้าคง
คายัล น้านม นมเปรี้ยว น้าผ้ึง น้ามันเนย ใบพลู ใบมะตูม ผลไม้ต่างๆ ขึ้เถ้า ดอกไม้ต่างๆ อันล้วนเป็น
ส่ิงจาเปน็ ตอ่ การถวายบูชาพระศิวเทพ

ผู้บูชาพระศิวเทพจานวนมหาศาลจะมาชุมนุมกันเพ่ือประกอบพิธีกรรม ณ โบสถ์แห่ง
พระศิวเทพ ใช้เวลายามราตรีประกอบพิธีบูชาและทาสมาธิถึงพระองค์ แคว้นพาราณสี ตารเกศวร
ไพทนาถ วลั เกศวรฒ รามเรศวรัม และท่อี ุขเชน ล้วนแลว้ แต่เปน็ สถานทสี่ าคัญท่ปี ระดิษฐานพระศิวลงึ ค์

มีเร่ืองราวอันวิเศษของพระศิวเทพในวันสาคัญน้ี กาลครั้งหน่ึง นายพรานป่าผู้หนึ่งมี
นามว่า พรานสุสวาร อาศัยอยู่ใกล้กับแคว้นพาราณสี เล้ียงชีพด้วยการล่าสัตว์และจับสัตว์ขายในเมือง
วนั หนึ่งเขาได้ออกไปล่าสตั ว์ป่า แต่ไมพ่ บกับสตั วแ์ มแ้ ตต่ วั เดียว เขาจึงได้เท่ียวหาสัตว์ในป่าลึกจนพลบค่า
และด้วยความเกรงกลัวต่อสัตว์ร้ายในยามราตรี เขาจึงได้ปีนต้นไม้ใหญ่เพ่ืออยู่บนนั้นให้ปลอดภัย ต้นไม้
ตน้ น้นั คอื ต้นไทรใหญ่ และใต้ต้นไทรน้ันก็มีพระศวิ ลึงค์ประดิษฐานอยู่องคห์ นงึ่

ป่าแห่งนั้นตกดึกยิ่งน่ากลัว พรานผู้น้ันจึงท่องสวดมนตร์ภาวนาต่อพระศิวเทพ เขามี
ความวิตกห่วงใยต่อภรรยาและลูกๆ ว่าคงต้ังหน้าตั้งตารอคอยเขาด้วยความหิวเป็นแน่แท้ ด้วยอาการ
กระสับกระส่ายของเขานี้ เขาเริ่มร้องไห้ ดึงใบไม้ออกจากก่ิงให้ร่วงลงพื้น โดนพระศิวลึงค์ท่ีอยู่ใต้ต้นไม้
โดยมิได้ตั้งใจ เป็นโชคดีอะไรเช่นนั้น วันนั้นก็คือวันศิวราตรี นายพรานได้กราบไหว้ต่อพระศิวเทพและ
เปน็ ท่ีโปรดปรานของพระศิวะมาก ตอ่ มาภายหลัง เมือ่ เขาได้สิ้นลม เขาจึงได้ไปอยู่อย่างมีความสุขในศิว
โลก เปน็ พระบรวิ ารแห่งพระองค์ (กรมการศาสนา, ๒๕๕๔, หน้า ๕๗)

๑๖๙

๓.๔ การปฏิบัติการกราบไหวบ้ ูชาตอ่ พระศิวเทพในวนั ศิวราตรี
ผู้บูชาต่ืนแต่เช้าตรู่ อาบน้าชาระร่างกายอย่างพิถีพิถัน แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่

สะอาด เมือ่ ได้ปฏิบัตซิ ง่ึ กิจวตั รตอนเช้าเป็นทเี่ รยี บร้อยแล้ว ผู้บชู าจะต้องเดินทางมุ่งสู่วัดแห่งพระศิวเทพ
เพ่ือประกอบพธิ ีการกราบไหว้บูชา ภายหลังท่ีได้กราบไหว้อุทิศบวงสรวงบูชาต่อพระศิวเทพแล้ว ผู้บูชา
จะต้องปฏิบัติตนตามประเพณี โดยกล่าวว่า “ข้าแต่เทพเจ้าแห่งเทพ ข้าแต่พระตรีเนตรเทพ ขอน้อม
กราบไหว้บูชาต่อพระองค์ ข้าแต่พระมหาเทวะ ข้าพเจ้าปรารถนาประกอบพิธีกรรมในวันศิวราตรี อัน
เป็นพิธบี ูชาทศ่ี กั ดิ์สทิ ธิ์เพอื่ พระองค์ ข้าแต่พระมหาเทวะ ขอสานกึ ตอ่ พระอานาจที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ท่ี
นาผลให้พธิ กี รรมนีส้ าเรจ็ ลงด้วยดี ขอทรงมอบความอุดมสมบูรณ์ และความผาสุกต่อข้าพเจ้าและบริวาร
ดว้ ยเถดิ ”

เม่ือกล่าวดังน้ีแล้ว ผู้บูชาจะนาเอาพระศิวลึงค์มาบูชาต่อในตอนกลางคืน ถวาย
เคร่ืองสังเวยต่อพระศิวเทพ เม่ือถวายเสร็จแล้วผู้บูชาจะอาบน้าชาระร่างกายใหม่ สวมใส่เส้ือผ้าใหม่
สะอาด บาเพ็ญพรตบูชาตอ่ ไป ด้วยการท่องสวดมนตรถ์ งึ พระศวิ เทพด้วยมนตร์ ๕ พยางค์

๔. เทศกาลดีปาวลี
ดปี าวลี เทศกาลแหง่ แสงสว่าง ทีเ่ หลา่ ผ้บู ูชาเทพร้จู กั กันดี ว่าเป็นวันบูชาพระแม่มหาลักษมี

เทวแี ห่งทรัพย์และการเงิน แตล่ กึ ลงไปมากกว่านั้นยงั มีอีกหลายตานานท่มี าแห่งวนั ดีปาวลี
Diwali (ดวิ าลี) หรือ ดีปาวาลี หมายถึง แถวหรือแนวของตะเกียงไฟ (rows of lighted

lamps) ดังนัน้ Diwali จงึ เป็นเทศกาลแห่งแสงไฟและความรืน่ เริง เพ่อื ต้อนรบั ปีใหมข่ องชาวฮินดู อีกทั้ง
ยังเปน็ การเฉลมิ ฉลองชยั ชนะของคุณงามความดีท่ีมีตอ่ ความช่ัวร้าย และแสงสวา่ งที่อยู่เหนือความมืดมน
ยังแสดงถึงการเร่ิมต้นฤดูหนาวอีกด้วย จริงๆ แล้ว Diwali น้ันเป็นการเฉลิมฉลองเพื่อเป็นเกียรติแด่
พระราม และ นางสีดา พระมเหสี ในการเสด็จกลับมาสู่พระนคร อโยธยา (Ayodhya) ตามความเช่ือ
ของชาวฮนิ ดู

๔.๑ ความเป็นมา
ตานานที่มาของเทศกาลดปี าวลสี ามารถสืบย้อนกลับไปในสมัยโบราณอินเดียเมื่อ

เป็นเทศการแหง่ การเกบ็ เกยี่ วอีกครงั้ แต่มีตานานตา่ ง ๆ ชไี้ ปท่ีจุดเร่ิมต้นของ ทิวาลี หรือดีปาวลี บางรัฐ
ในอนิ เดียเชอ่ื วา่ เทศกาลน้เี ป็นงานฉลองการแตง่ งานของพระลักษมีกับพระวิษณุ ในขณะที่ในรัฐเบงกอล
ทางตะวนั ตกของอินเดียเทศกาลนีจ้ ะเกิดข้นึ เพื่อเคารพสกั การะพระแม่กาลมี หาเทวคี วามแขง็ แกร่งและผู้
ปราบมาร,พระพิฆเนศ พระเป็นเจ้าผู้มีเศียรเป็นช้าง ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสัญลักษณ์ของความเป็นมงคล
และภูมิปัญญาและยังบูชามากที่สุดมาจวบจนถึงปัจจุบันน้ี ในเชนไน ดีปาวลีน้ันมีความสาคัญจาก
เหตกุ ารณ์ท่ีย่ิงใหญ่ของพระเจา้ มหิวาราผูไ้ ดบ้ รรลุนิพพาน เทศกาลดวิ าลี ยงั เปน็ การเฉลิมฉลองเอกราชที่
ได้รบั กลบั มาโดยพระรามพร้อมกับนางสีดาและพระลักษณ์จากสิบสี่ปีที่ถูกเนรเทศของเขายาวและการ
ปราบปีศาจกษัตริย์แห่งยักษ์อสูร ทศกัณฐ์ หรือ ราวัณ (Ravana) และการเฉลิมฉลองความสุขของการ

๑๗๐
กลับมาของกษัตริย์ของอโยธยาเมืองแห่งพระรามผู้เป็นสว่างแห่งอาณาจักรด้วยตะเกียงดิน Diyas
(ตะเกียงนา้ มนั สร้างขน้ึ ด้วยดนิ ปัน้ ) วนั ของเทศกาลดิวาลีน้ันข้ึน ๔ วันโดยในแต่ละวันเพ่ือเฉลิมฉลองแต่
ละตานานในแต่ละวนั และแต่ละตานานมเี ร่ืองราวของเปน็ ตวั เองดังต่อไปนี้

ตานานท่ี ๑ คือ วันแรกของเทศกาลนารากะจตุรถีซึ่งเฉลิมฉลองการสังหารอสูร
Naraka (นาระกะ)โดย พระกฤษณะ

ตานานที่ ๒ บูชาพระแม่มหาลักษมเี ทพแี ห่งความม่งั ค่ัง ทรพั ยส์ นิ การเงนิ พระองค์
ได้เมตตาท่จี ะประทานพรให้กับเหลา่ มวลมนุษย์และสานุศิษย์แห่งท่าน ตานานยังได้กล่าวอีกว่า เป็นวัน
เฉลิมฉลองชัยชนะแห่งวามนาวตาร(พราหมณ์แคระซ่ึงเปน็ อวตารหน่ึงแหง่ พระวษิ ณุ) ที่ได้รับชัยชนะจาก
การปราบอสรู พาลี

ตานานท่ี ๓ หลังจากทอี่ สูรพาลีไดพ้ า่ ยแพต้ ่อพระวษิ ณุพระองคไ์ ด้เมตตาให้พรอสูร
พาลีมีโอกาสทีจ่ ะได้ครองโลก ๑ วันภายใน ๑ ปี และกา้ วออกมาจากนรกและสามารถท่ีจะปกครองโลก
ไดเ้ พียงวนั เดียวเทา่ น้ัน (ตานานนีเ้ ปน็ ตานานแหง่ เหลา่ ผ้บู ชู าอสรู พาลี เหล่าชาวเมืองพาลีก็จะจุดประทีป
โคมไฟท่ัวเมอื งและแหแ่ หนรอ้ งราทาเพลงเฉลมิ ฉลองการกลบั มาแหง่ ราชาพาล)ี

ตานานที่ ๔ Dvitiya ดวิทิยา (เรียกว่า Bhai Dooj ไบดุชหรือบางท่ีก็จะ
เรยี กว่าวันไบดุย) ในวนั นเี้ หล่านอ้ งสาวที่แยกบ้านออกไปจะเชิญพ่ีชายมาท่ีบ้านและเล้ียงดูอาหารพี่ชาย
ของตน จากน้ันเมือ่ พช่ี ายกินอมิ่ ก็จะเจมิ หน้าผากให้กบั น้องสาวและให้ของขวญั กบั น้องสาวของตนเอง

๔.๒ ความสาคญั ของไฟและประทดั ในเทศกาล ดีวาลี
พิธีกรรมท่ีเรียบง่ายมีความนัยยะสาคัญท่ีความสว่างของบ้าน บ้านที่ควรจะมีไฟ

สว่างท้ังบ้านตลอดคนื และทอ้ งฟา้ ท่ีมีประทดั และ พลุ คือการแสดงออกถึงการกราบกรานขอบพระคุณ
สรวงสวรรคส์ าหรบั ความรัก ความสาเร็จ สุขภาพ ความมั่งคั่ง ความรู้ สันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง
เสียงของไฟประทุ เหลา่ ประทัด พลทุ จ่ี ุดขนึ้ บนท้องฟ้า บ่งช้ีของความสุขของคนท่ีอาศัยอยู่บนโลกทาให้
พระเปน็ เจา้ รับรวู้ ่าเหลา่ มวลมนุษย์สานกึ ยง่ิ ว่าตนได้รับพรและความกรุณามากเพียงใด ระหว่างเทศกาล
Diwali ชาวอนิ เดยี จะทาความสะอาดบา้ นเรอื น ตกแตง่ ประดับประดาบ้านให้สวยงามเพื่อต้อนรับปีใหม่
และเปดิ หน้าตา่ ง เพื่อต้อนรับพระลักษมี เทพธิดาแห่งความมั่งคั่ง มีการจุดตะเกียง หรือดวงไฟให้สว่าง
ไสวไปท่ัวบ้านเรือน เพื่อต้อนรับพระองค์ มีการสวมใส่เส้ือผ้าชุดใหม่ และซื้อเส้ือผ้าชุดใหม่ๆ ให้กับ
สมาชิกในครอบครัว มีการแลกเปล่ียนของขวัญ ขนมหวาน อาหารต่างๆ นานา ตระเตรียมข้ึนไว้เพื่อ
เฉลิมฉลอง และเพราะความหลากหลายด้านวรรณนะและภมู ิภาคทาใหก้ ารปฏบิ ัตติ ามประเพณีน้ีมีความ
แตกต่างกัน (วทิ ยา ศักยาภินันท์, ๒๕๔๙, หน้า ๖๔-๖๕)

ช่วงเวลาน้ีชาวฮินดูจะทาความสะอาดบ้านเรือน เปิดหน้าต่างเพ่ือต้อนรับ “พระ
ลักษมี” เทวแี ห่งความมั่งคงั่ ใหเ้ ข้ามาเยอื นบ้านเรือนของตน การจุดเทียนและตะเกียง เป็นการต้อนรับ
และบอกทางแก่พระนาง มีการแลกเปลยี่ นของขวญั และตระเตรยี มอาหารมาเลี้ยงฉลองกันทุกบ้านเรือน

๑๗๑
ร้านคา้ สถานทร่ี าชการตา่ งๆ จะตกแตง่ ประดับประดาด้วยแสงไฟตระการตา ทง้ั ที่มาจาก หลอดไฟ โคม
ไฟ และตะเกยี งน้ามันดินเผา ท่ีเรยี กว่า “ดิยา” ทีว่ างตั้งเป็นแถวริมหน้าต่าง ประตู และวางไว้รอบนอก
บรเิ วณบ้าน ในอินเดยี ยังนิยมจุดดิยา ให้ลอยเป็นสายเหมือนกระทงสายในแมน่ ้าตา่ ง ๆ โดยเฉพาะแม่น้า
คงคา ถา้ ตะเกียงนัน้ ลอยไปได้ตลอดรอดฝง่ั กถ็ อื เป็นนิมติ หมายท่ีดี

การจุดดอกไม้ไฟและประทัด ยังเป็นส่วนสาคัญในการเฉลิมฉลองเทศกาลนี้
อยา่ งขาดไมไ่ ด้ แม้ว่าจะสง่ เสียงดัง สร้างมลพิษ และอาจทาให้ทั้งคนเล่นและคนดูบาดเจ็บเอาได้ แต่คน
อินเดียก็ไม่กลัว เล่นพลุและประทัดกันเป็นว่าเล่น อีกอย่างท่ีเป็นที่นิยมเล่นกันในช่วงเวลานี้ก็คือ การ
พนันขันต่อ ตามตานานกล่าวว่า พระแม่ปารวตี ทรงเล่นพนันกับพระศิวะ พระสวามีในวันนี้ และทรง
กล่าวไวว้ ่าผูใ้ ดทเ่ี ลน่ พนนั ในวนั ดวิ าลีก็จะไดช้ ัยชนะ

ดิวาลี ยังเป็นช่วงเวลาที่ซื้อหาและแลกเปล่ียนของขวัญกันเป็นจานวนมาก
โดยเฉพาะขนมหวานและผลไม้แห้ง เปน็ ของขวัญที่นิยมซ้ือให้กัน รวมทั้งแจกจ่ายขนมหวานในหมู่ญาติ
และมิตรสหาย ดิวาลี จึงเป็นเทศกาลแห่งความสนุกสนานและเป็นที่ช่ืนชอบของเด็กๆ มากเลยทีเดียว
และไม่เฉพาะแตช่ าวฮินดูเท่านั้นท่ีเฉลิมฉลองเทศกาลน้ี ทั้งเชน ซิกข์ รวมทั้งศาสนาอื่นๆ ทั่วอินเดียก็มี
สว่ นร่วมกนั อย่างสนุกสนานในเทศกาลน้ีด้วยกัน ก็ขอให้เทศกาลแห่งแสงไฟน้ีนาความสว่างสดใส และ
ร่ารวยมั่งคง่ั มาสู่ชวี ิตของทกุ คน

ศาสนาพราหมณ์ – ฮนิ ดูกับสงั คมไทย

ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมไทยน้ันคือช่วงท่ีเป็น ศาสนา
พราหมณ์ โดยเข้ามายังประเทศไทยเม่อื ใดน้นั ไม่ปรากฏหลกั ฐานระยะเวลาท่ีแน่นอน นักประวัติศาสตร์
สว่ นมากสันนิษฐานว่า ศาสนาพราหมณ์นี้ น่าจะเข้ามาก่อน สมัยสุโขทัย โบราณสถานและรูปสลักเทพ
เจา้ เป็นจานวนมาก ไดแ้ สดงให้เห็นถึงอิทธิพลของศาสนา เช่น รปู สลักพระนารายณ์ ๔ กร ถือสังข์ จักร
คทา ดอกบวั สวมหมวกกระบอก เขา้ ใจว่านา่ จะมอี ายปุ ระมาณพทุ ธศตวรรษท่ี ๙-๑๐ หรอื เก่าไปกว่าน้ัน
(ปัจจุบันอยู่ท่ีพิพิธภัณฑ์กรุงเทพฯ) นอกจากน้ีได้พบ รูปสลักพระนารายณ์ทาด้วยศิลา ท่ี อาเภอไชยา
จังหวดั สุราษฎร์ธานี โบราณสถานท่สี าคัญท่ีขุดพบ เช่น ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทหินพิ
มาย จงั หวดั นครราชสีมา พระปรางคส์ ามยอด จงั หวดั ลพบุรี เทวสถานเมอื งศรีเทพ จังหวัดเพชรบรู ณ์

สมัยสุโขทัย ศาสนาพราหมณ์ได้เข้ามามีบทบาทมากข้ึน ควบคู่ไปกับพุทธศาสนาใน
สมยั นี้มีการค้นพบเทวรปู พระนารายณ์ พระอศิ วร พระพรหม พระแมอ่ ุมา พระหรหิ ระ ซ่ึงส่วนมากนิยม
หล่อสารดิ นอกจากหลักฐานทางศิลปกรรมแล้ว ในดา้ นวรรณคดี ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของศาสนา
พราหมณ์ เชน่ ตาหรับท้าวศรจี ฬุ าลักษณ์หรือนางนพมาศ หรือแม้แต่ ประเพณีลอยกระทง เพื่อขอขมา
ลาโทษพระแม่คงคา กไ็ ดอ้ ทิ ธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์เชน่ กัน

๑๗๒
สมัยอยุธยา เป็นสมัยที่ศาสนพราหมณ์เข้ามามีอิทธิพลทางวัฒนธรรมประเพณี

เช่นเดียวกบั สุโขทยั พระมหากษัตรยิ ์หลายพระองค์ทรงยอมรับพิธกี รรมทมี่ ศี าสนาพราหมณ็เข้ามามีส่วน
เช่น พิธแี ชง่ นา้ พธิ ีทานา้ อภเื ษกก่อนข้ึนครองราชสมบตั ิ พธิ ีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีจองเปรียง พระ
ราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีตรียัมปวาย เป็นต้น โดยเฉพาะ สมเด็จพระนารายณ์
มหาราช ทรงนบั ถือทางเทวศาสตรม์ าก ถงึ ขนาดทรงสรา้ งเทวรูปกมุ้ ด้วยทองคาทรงเครื่อง ลงยาราชาวดี
สาหรับต้ังในการพระราชพิธีหลายองค์ ในพิธีตรียัมปวาย พระองค์ได้เสด็จไปส่งมหาเทพถึงเทวสถาน
ทกุ ๆ ปี

ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พิธีกรรมต่างๆ ในสมัยอยุธยา ยังคงได้รับการ
ยอมรับนบั ถือจากพระมหากษตั ริย์และปฏิบัติตอ่ กันมา ซึ่งมดี ังนี้ คอื

๑. พระราชพิธบี รมราชาภิเษก
พระราชพิธีน้ีมีความสาคัญเพราะเป็นการเทิดพระเกียรติขององค์พระประมุข

พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดเกล้าฯ ให้ผู้รู้แบบแผนครั้งกรุงเก่าทาการค้นคว้าเพื่อ
จะได้สรา้ งแบบแผนทสี่ มบูรณต์ ามแนวทางแต่เดิมมา ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและเพมิ่ พธิ ีสงฆเ์ ข้าไป

๒. การทานา้ อภิเษก
พระมหากษัตริย์ทีจ่ ะเสดจ็ ข้ึนเถลิงถวลั ยร์ าชสมบัติบรมราชาภิเษก จะต้องสรงพระ

มรุ ธาภเิ ษก และทรงรบั นา้ อภิเษกกอ่ นได้รับการถวายสิริราชสมบัตติ ามตาราพราหมณ์ น้าอภิเษกน้ีใช้น้า
จากปัญจมหานที คือ คงคา ยมนุ า มหิ อจริ วดี และสรภู ซ่งึ ทาเปน็ นา้ ที่ไหลมาจากเขาไกรลาส อันเป็นที่
สถิตยข์ องพระศวิ ะ สมยั รัตนโกสินทรต์ ้ังแตร่ ชั กาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ ใช้น้า ๔ สระในเขตสุพรรณ คือ
สระเกษ สระแกว้ สระคงคา และ สระยมนุ า และไดเ้ พิ่มนา้ จากแมน่ ้าสาคญั ในประเทศ ๕ สาย คอื

๑) นา้ ในแมน่ ้าบางปะกง ตกั ท่ีบึงพระอาจารย์ แขวงนครนายก
๒) นา้ ในแมน่ า้ ป่าสัก ตกั ทีต่ าบลท่าราบ เขตสระบรุ ี
๓) น้าในแมน่ ้าเจา้ พระยา ตักทต่ี าบลบางแก้ว เขตอา่ งทอง
๔) นา้ ในแม่นา้ ราชบุรี ตักที่ตาบลดาวดงึ ส์ เขตสมทุ รสงคราม
๕) น้าในแมน่ ้าเพชรบุรี ตกั ที่ตาบลท่าไชย เขตเมอื งเพชรบรุ ี

๓. พระราชพธิ จี องเปรียง (เทศกาลลอยกระทง)
พระราชพิธีจองเปรียง คือ การยกโคมตามประทีปบูชาเทพเจ้าตรีมูรติ กระทาใน

เดือนสบิ สองหรอื เดือนอา้ ย โดยพราหมณ์เป็นผู้ทาพิธใี นพระบรมมหาราชวัง พระราชครูฯ ต้องกินถั่วกิน
งาน ๑๕ วัน สว่ นพราหมณ์อ่ืนกนิ คนละ ๓ วนั ทกุ เชา้ ต้องถวายน้ามหาสงั ข์ ทกุ วันจนถึงลดโคมลง

ต่อมาสมยั รชั กาลท่ี ๔ ได้ทรงโปรดใหเ้ พม่ิ พิธีพุทธศาสนาเข้ามาด้วย โดยโปรดให้มี
สวดมนตเ์ ย็นแลว้ ฉนั เชา้ อาลักษณอ์ ่านประกาศพระราชพิธี จากน้ันแผ่พระราชกุศลให้เทพยดาพระสงฆ์

๑๗๓
เจริญพุทธมนตต์ อ่ ไป จนไดฤ้ กษแ์ ลว้ ทรงหล่งั น้าสงั ขแ์ ละเจิม เสาโคมชัย จึงยกโคมขึ้น ซ่ึงเสาโคมชัยนี้ ท่ี
ยอดมฉี ัตรผา้ ขาว ๙ ชั้น โคมประเทยี บ ๗ ชัน้ ตลอดเสาทานา้ ปูนขาว มี หงส์ตดิ ลกู กระพรวน นอกจากนี้
มีเสาโคมบรวิ ารประมาณ ๑๐๐ ตน้ ยอดฉตั รมีผ้าขาวสามช้นั

๔. พระราชพธิ ตี รียมั ปวาย (โล้ชิงช้า ณ เสาชงิ ชา้ )
พระราชพธิ ตี รียัมปวาย เป็นพิธีส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของพราหมณ์ เช่ือกันว่า

เทพเจ้าเสด็จมาเย่ียมโลกทุกปีจึงจัดพิธีต้อนรับให้ใหญ่โตเป็นพิธีหลงงท่ีมามานานแล้ว ในสมัย
รตั นโกสินทร์ไดจ้ ัดกันอยา่ งใหญโ่ ตมาก กระทาพระราชพธิ ีนท้ี ีเ่ สาชิงช้าหน้าวัดสุทัศน์ ชาวบ้านเรียกพิธีนี้
ว่า "พิธีโล้ชิงชา้ " พธิ ีน้ีกระทาในเดือนอา้ ย ตอ่ มาเปลี่ยนเป็นเดือนย่ี

๕. พระราชพธิ พี ชื มงคลจรดพระนงั คลั แรกนาขวญั (พชื มงคล)
พระราชพิธีพืชมงคลแต่เดิมมาเป็นพิธีพราหมณ์ ภายหลังได้เพ่ิมพิธีสงฆ์เข้าไปด้วย

จึงทาให้ในพิธีแบ่งออกเป็น ๒ ช่วง คือช่วงที่หน่ึง พิธีพืชมงคล เป็นพิธีสงฆ์เร่ิมต้ังแต่การนาพันธ์พืช
มารว่ มพิธี พระสงฆ์สวดมนต์เย็นท่ีท้องสนามหลวง จนกระทั่งรุ่งเช้ามีการเล้ียงพระ ส่วนช่วงที่สองจะ
เป็น พธิ จี รดพระนงั คัล ซึง่ เป็นพธิ ีของพราหมณ์ จะกระทาในตอนบ่าย

พิธกี รรมสาคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู

พิธกี รรมสาคัญของทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีมากมาย ซ่ึงจะต้องปฏิบัติเป็นส่วนหนึ่งของวิถี
ชีวิต เป็นศาสนาท่ีให้ความสาคัญเรื่องพิธีกรรมเป็นอย่างมาก และมีหลายพิธีกรรมท่ีมีอิทธิพลต่อ
สังคมไทยเร่ือยมาตัง้ แตอ่ ดีตจนถงึ ปจั จุบัน (คนู โทขันธ์, ๒๕๓๗, หน้า ๑๕๒ – ๑๕๔) แม้ว่าสังคมไทย
จะมีพระพทุ ธศาสนาเป็นศาสนาหลัก การประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาทุกคร้ังก็จะมีพิธีกรรม
ของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ร่วมอยู่ด้วยเสมอ พิธีกรรมของ ๒ ศาสนา อยู่ด้วยกันอย่างกลมกลื่นเป็น
อันหนึ่งอนั เดยี วกนั (วรากรณ์ พูลสวัสดิ์. ๒๕๖๐, หน้า ๗๕) พิธีกรรมที่สาคัญของศาสนาพราหมณ์ –
ฮนิ ดู ดังน้ี

๑. พธิ ปี รุ ดู เปน็ พธิ กี รรมซึง่ ทากับเดก็ พง่ึ คลอดได้ ๓ วัน พิธนี ถี้ ูกจัดขนึ้ โดยสมาชิกของ
ครอบครวั โดยเชญิ ญาติพ่นี ้องและเพอื่ นบ้านมารว่ มพิธีพรอ้ มกบั เล้ียงอาหารกลางวนั ด้วย การจัดพิธีน้ีข้ึน
กโ็ ดยมีจุดประสงคเ์ พ่ือขจัดมลทินของสมาชิกในครอบครัวและเป็นการต้อนรรับสมาชิกใหม่ด้วย ในพิธี
จะเชญิ โหรมาทานายดวงชะตาของเด็กนอ้ ยและตัง้ ชอ่ื ใหด้ ้วย

๒. พธิ ีสสงั การ เป็นพธิ ีกรรมประจาบ้านทช่ี าวพราหมณ์ – ฮินดู จะต้องทาโดยผู้ทาพิธี
ให้มพี ิธกี รรมทั้งหมด ๑๒ พิธี เชน่ เริ่มจากพิธกี รรมชาตกรรมประกอบพธิ ีกรรมนีก้ อ่ นตัดสายสะดือ ต่อ
ดว้ ยนามกรณะเป็นพิธีกรรมของการตั้งช่ือเด็กหลังจากคลอดได้แล้ว ๑๐ – ๑๒ วัน และเม่ือโตพอที่จะ

๑๗๔
เข้ารับการศึกษาแล้วก็จะประกอบพิธีอุปนยนะ คือพิธีกรรมรับเด็กเข้าศึกษาโดยการจัดพิธีสวมสาย
ยชั โญปวตี เพอื่ แสดงถึงการเข้าสอู่ าศรมที่ ๑ คือ พรหมจารี วิวาหะเป็นพิธกี ารแตง่ งาน เป็นต้น

๓. พธิ ีสวมยชั โยปวตี คือ พิธกี รรมปฏิญญาณตนว่านับถือศาสนาพาหมณ์ – ฮินดู จะ
ทาเมื่อเดก็ ชายหรือเด็กหญิงมีอายุระหว่าง ๘ – ๑๕ ปี โดยให้พราหมณ์หรือนักบวชฮินดูเป็นคนสวม
ด้ายศกั ดิ์สิทธิท์ ่เี รยี กว่า สายธุราหรอื สายยัชโญปวีต เพื่อเปน็ สญั ลักษณ์และเป็นการปฏิญาณตนว่าจะนับ
ถอื ศาสนาพราหมณ์ – ฮนิ ดู

๔. พิธีแต่งงาน การแต่งงานถือว่าเป็นหน้าที่ในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู เป็น
ความสัมพันธ์อันศักดิ์สิทธิ์ระหว่างชายกับหญิง เพ่ือจะทาให้เป็นเหตุให้ได้กาเนิดบุตรชาย ซึ่งมีความ
จาเป็นต่อการหลุดพ้นจากความทุกข์ และการปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนา ด้วยเหตุนี้เองทุกคนจะต้อง
แตง่ งาน

๕. พิธีสารท เป็นพิธีกรรมทาบุญอุทิศให้กับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไป
แล้ว ซ่งึ จะกระทากนั ในเดอื น ๑๐ ต้ังแตแ่ รม ๑ คา่ ถึง วนั แรม ๑๕ ค่า

๖. พิธีศิวาราตรี เป็นพิธีกรรมที่กระทาเพื่อบูชาพระศิวะเจ้า เพ่ือล้างบาปหรือลอย
บาป ซง่ึ นยิ มจัดขึ้นในวนั แรม ๑๔ ค่า เดอื นมาฆะท่แี มน่ ้าศักดิ์สิทธิ์ เช่น แม่น้าคงคา แม่น้ายมุนา แม่น้า
สรภู เป็นตน้ โดยพธิ จี ะมีการสวดมนตบ์ ูชาพระศวิ ะทกุ ๆ ๓ ชั่วโมง แบบไม่ตอ้ งนอนตลอดทัง้ คนื

๗. พิธีบชู าเทวดา เป็นพิธีบชู าสกั การะเพอ่ื แสดงความจงรักภักดีต่อเทพเจ้า พร้อมกับ
สวดมนต์สรรเสริญเทพเจ้าปฏิบัติศาสนกิจเป็นพิเศษในวันสาคัญทางศาสนา ซึ่งจะมีการถือศีลบาเพ็ญ
ภาวนา อุทศิ บญุ กศุ ลแด่เพทเจ้าหรอื เทวดาทต่ี นนบั ถืออาจแตกตา่ งกันออกไป

พิธีกรรมสาคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูนั้น มีมากมาย ข้ึนอยู่กับว่าใครจะเห็น
ความสาคญั ของพธิ ีใดแลว้ หยิบยกมาปฏิบัติหรือประกอบพิธีน้ันๆ เมื่อทาแล้วได้รับความสบายใจ ก็ทา
สืบตอ่ กันไป ถงึ อยา่ งไรก็ตาม หากจะจัดพธิ กี รรมสาคัญในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเป็นหมวดหมู่ก็สามารถ
จัดไดเ้ ป็น ๔ กลุ่มพธิ กี รรม ดงั น้ี

๑. กฎหรอื ขอ้ ปฏบิ ตั สิ าหรบั วรรณะ
กฎกตกิ าอันเป็นข้อปฏิบัติสาหรับวรรณะน้ันแต่เดิมมีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่

ปจั จุบันน้ีไม่คอ่ ยเครง่ ครัดเท่าใดนัก ดงั น้ี
๑) การแต่งงาน จะแต่งงานกับคนนอกวรรณะไม่ได้ และในวรรณะเดียวกันก็

จากัดโคตรตระกลู ด้วย
๒) อาหารการกิน จะมีข้อกาหนดวา่ ส่ิงใดกินได้หรือไม่ได้ คนในวรรณะต่าจะปรุง

อาหารให้คนวรรณะสูงกวา่ กินไม่ได้
๓) การประกอบอาชีพ บุคคลในวรรณะใดก็ต้องประกอบอาชีพท่ีกาหนดไว้

สาหรบั บุคคลในวรรณะน้ัน

๑๗๕

๔) การตงั้ ถนิ่ ฐาน หา้ มต้ังบ้านเรือนอยนู่ อกเขตประเทศอนิ เดยี ห้ามเดิมเรือไปใน
ทะเลหรือมหาสมทุ ร เปน็ ตน้

๒. พธิ ีประจาบ้าน หรอื พิธสี ังสการ
พิธกี รรมสงั สการเป็นพิธีกรรมทท่ี าใหบ้ ริสุทธิ์ คนท่ีเกิดในวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์

แพศย์ จะตอ้ งผ่านพิธีนี้ก่อนจึงจะถือว่าเป็นผู้บริสุทธ์ิ โดยจะทาให้โอกาสต่าง ๆ ตามที่คัมภีร์มนูศาสตร์
บัญญัติไวใ้ น ๑๒ โอกาส เช่น พิธีตั้งครรภ์ พิธคี ลอดบุตร พิธโี กนจกุ เป็นต้น มอี ยู่ ๑๒ อย่าง ดังนี้

๑) พธิ ตี ้ังครรภ์ ครรภาธาน เป็นพิธที จ่ี ดั ข้ึนเมือ่ ทราบวา่ ตง้ั ครรภ์ ถดั จากวันวิวาห์
๒) พิธีเม่ือเด็กมีลมปราณ ปุงสวัน เป็นพิธีปฏิบัติต่อเด็กในครรภ์ที่เข้าใจว่าเป็น
เพศชาย
๓) พิธแี ยกหญิงต้ังครรภ์ สมี ันโตนยนั เปน็ พธิ ตี ัดผมหญิงมีครรภ์ เมื่อต้ังครรภ์ได้
๔, ๖ หรือ ๘ เดอื น
๔) พิธีคลอดบตุ ร ชาตกรรม พิธีคลอดบตุ ร
๕) พิธีตัง้ ชือ่ เดก็ นามกรรม พธิ ตี ง้ั ชอื่ เด็ก ในวันท่ี ๑๒ หรอื ๑๔ ถัดจากวนั คลอด
๖) พิธีนาเด็กออกไปดูดวงอาทิตย์ นิษกรมณ พิธีนาเด็กออกไปดูแสงอาทิตย์
ยามเชา้ เมือ่ อายุได้ ๔ เดือน
๗) พธิ ปี ้อนข้าว อันนปราศัน พิธีป้อนข้าวเดก็ เม่ืออายุได้ ๗ เดอื น หรอื ๘ เดอื น
๘) พธิ ีโกนผม จฑู ากรรม พธิ ีโกนผมไวจ้ กุ เมือ่ อายุได้ ๓ ขวบ
๙) พธิ ีตัดผม เกศานตกรรม พิธีตัดผม ถ้าเป็นวรรณะพราหมณ์ตัดเม่ืออายุ ๑๖
ปี ถา้ วรรณะกษตั ริย์ ตดั เมอ่ื อายุ ๒๒ ปี ถ้าวรรณะพราหมณ์ตดั เมอ่ื อายุ ๒๔ ปี
๑๐) พิธีเร่ิมการศึกษา อุปานยัน พิธีเข้ารับการศึกษา พวกวรรณะพราหมณ์
กษตั ริย์ แพศย์ จะต้องทาพธิ เี ข้ารบั การศกึ ษา และเมอ่ื อาจารย์ในสานกั น้ันๆ รับเด็กไว้แลว้ ก็จะสวมสายธุ
รา หรือยัชโญปวีต ผู้ทีไ่ ดส้ วมสายน้ีแล้วก็เรียก ว่า ทวิชหรือทิชาชาติ ได้แก่ เกิด ๒ ครั้ง คือครั้งแรกเกิด
จากครรภ์มารดา และครั้งที่ ๒ เกิดจากการสวมสายยัชโญปวีต ส่วนพวกศูทรและจัณฑาลเป็นเอกชาติ
คอื เกิดคร้ังเดียวไมอ่ าจเปน็ ทวิชาติได้
๑๑) พิธีกลับเข้าบ้าน สมาวรรตน์ พิธีกลับบ้าน จัดขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มสาเร็จ
การศกึ ษาและเตรยี มตัวกลบั บ้าน
๑๒) พิธแี ตง่ งาน ววิ าหะ พธิ แี ต่งงาน
พธิ ีสังสการท้ัง ๑๒ ประการ ถา้ เปน็ ผหู้ ญงิ ห้ามทาพธิ ีอปุ านยันอยา่ งเดียว นอกน้ันทาได้
หมด และห้ามสวดคัมภีร์พระเวท เพราะเป็นคัมภีร์ศักด์ิสิทธิ์ที่สงวนเฉพาะผู้ชาย และคนบางวรรณะ
เท่าน้นั

๑๗๖
๓. พธิ ีสารท
พิธีสารทเป็นพธิ ที าบญุ อยา่ งหนง่ึ ทล่ี กู หลานทาบุญอุทิศให้แก่บิดามารดาหรือบรรพ

บุรุษ ทีล่ ว่ งลับไปแลว้ จะระทากันในเดือน ๑๐ ตั้งแต่วนั แรม ๑ คา่ ถงึ วนั แรม ๑๕ ค่า การทาบุญอุทิศให้
ผ้ลู ว่ งลบั น้ี เรียกว่า ทาปิณฑะ ซึ่งหมายถึง กอ้ นขา้ วที่จะถวายอทุ ิศใหแ้ กผ่ ูล้ ่วงลบั ปณิ ฑจะทา ๘ ที่ ให้แก่
บดิ า ปู่ ปู่ทวด ตา ตาทวด บดิ าของตา และพระวิศวเทพอีก ๒ ท่ีเป็นการบูชาสังเวยบรรพบุรุษของตนที่
ลว่ งลบั ไปแล้ว ดว้ ยการถวายข้าวบิณฑ์ก่อนวันเผาศพ ๑ วัน และทาในระยะเวลาท่ีไว้ทุกข์อยู่ ผู้ที่ทาพิธี
บวงสรวงจะตอ้ งเปน็ ลกู ชายเท่าน้ัน เพราะมคี วามเชอ่ื วา่ ลูกชายจะช่วยใหผ้ ทู้ ลี ว่ งลับพ้นจากนรก

๔. พธิ บี ูชาเทวดา
พิธีจะแตกต่างกนั ไปตามวรรณะ ถ้าเป็นวรรณะสงู จะมีพิธีสวดมนต์ภาวนา อาบน้า

ชาระกาย และสังเวยเทวดาทุกวัน พิธีสมโภชถือศีล และในวันศักดิ์สิทธิ์จะไปนมัสการบาเพ็ญกุศลใน
เทวาลยั แตถ่ า้ เป็นวรรณะต่าพิธที ี่ปฏิบัติก็จะแตกต่างออกไป ผู้ท่ีเกิดในวรรณะสูงสมัยก่อนได้บูชาพระ
ศวิ ะและพระวิษณุ เป็นตน้ เวลาตอ่ มาเกิดลัทธอิ วตารขึ้น มีการบูชาพระกฤษณะและพระรามข้ึนอีก แต่
บุคคลในวรรณะต่ามักถกู กดี กันมิใหร้ ว่ มบูชาเทพเจ้าของบคุ คลในวรรณะสงู ดังนัน้ บุคคลในวรรณะต่าจึง
ตอ้ งสรา้ งเทพเจา้ ของตนเองขึ้น เช่น เจ้าแม่กาลี เทพลิง เทพงู เทพเต่า รุกขเทพ เทพช้าง เป็นต้น การ
ทาพิธีบูชาน้ันก็มีความแตกต่างกันออกไปตามวรรณะ แต่บุคคลในวรรณะสูงมีพิธีในการบูชาพอจะ
กาหนดได้ (สชุ พี ปญุ ญานภุ าพ, ๒๕๓๒, หน้า ๑๐๒-๑๐๓) ดงั นี้

๑) สวดมนต์ภาวนา สนานกาย ชาระและสังเวยเทวดาทุกวัน สาหรับผู้เคร่งครัดใน
ศาสนาต้องทาเปน็ กจิ วัตร ส่วนพวกท่ีได้รับการศึกษาแผนใหม่มกั ไมค่ ่อยปฏบิ ัติกนั

๒) พธิ ีสมโภช ถือศีล และวันศักดิ์สิทธิ์ เช่น ลักษมีบูชา วันบูชาเจ้าแม่ลักษมี สรัสวดี
บูชา วันบูชาเจ้าแม่สรัสวดี ทุรคาบูชา วันบูชาเจ้าแม่ทุรคา เป็นต้น ซ่ึงอาจแตกต่างกันออกไปในแต่ละ
นิกายและทอ้ งถิ่น

๓) การไปนมสั การบาเพ็ญกศุ ลตามเทวาลยั ตา่ งๆ เพ่ือแสดงความเคารพเทพเจ้าท่ีตน
นับถือ

พระราชพิธีสาคญั พราหมณ์-ฮินดใู นไทย

สาหรับประเทศไทย ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดูไดเ้ ขา้ มามีบทบาทต่อสังคมไทยกอ่ นพระพุทธศาสนา
ภายหลงั พระพุทธศาสนาไดเ้ ข้ามาส่ปู ระเทศไทยคนไทยก็หันมานับถือพระพุทธศาสนาแทน แม้ว่าจะหัน
มานับถือพระพุทธศาสนาแล้วก็ตาม แต่การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาน้ัน ไม่ได้ละทิ้งพิธีกรรมแบบ
พราหมณไ์ ปดว้ ยเลย หากแตย่ งั คงไว้อยา่ งครบถว้ นอยู่ โดยเฉพาะในพระราชวงั การประกอบพิธยี งั คงไม่
เปล่ยี นแปลงอะไร และกเ็ รยี กพิธนี ้วี า่ “พระราชพิธี” ซ่งึ จะกลา่ วรายละเอยี ดเปน็ ลาดบั ไป

๑๗๗

๑. พระราชพธิ ีตรยี ัมปวาย-ตรปี วาย

รปู ภาพท่ี ๓๗ พราหมณ์กาลงั ประกอบพิธชี ้าหงส์ในพระราชพิธตี รยี ัมปวาย ภายในสถานพระอิศวร
ท่ีมา : http://swhappinessss.blogspot.com/๒๐๑๐/๐๑/blog-post_๐๖.html

๑.๑ ความเปน็ มาของพระราชพธิ ีตรียัมปวาย
พระราชพิธีตรียัมปวาย เป็นพิธีกรรมในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นการรับเสด็จ

พระอศิ วรท่ีจะเสด็จมาเย่ียมโลกมนุษย์ เป็นเวลา ๑๐ วัน ปัจจุบันประกอบการพระราชพิธีในเทวสถาน
สาหรับพระนคร ๒ หลัง ได้แก่ สถานพระอิศวร (สถานใหญ่ หรือโบสถ์ใหญ่) สถานพระมหาวิฆเนศวร
(สถานกลาง หรอื โบสถ์กลาง) โดยมีกาหนดพิธี เริม่ ตงั้ แตค่ ณะพราหมณ์ผู้ประกอบ พระราชพิธี เข้าเฝ้าฯ
รับพระราชทานเทวรูปหลวง ประกอบด้วย พระอิศวร พระอุมา และมหาวิฆเนศ ระหว่างน้ัน คณะ
พราหมณผ์ กู พรต กระทา การสวดบชู าสรรเสริญ และยกอลุ ุบ (การถวายเครอ่ื งบูชาใส่โตก สวดคาถวาย)
เปน็ การพเิ ศษทกุ คนื โดยมเี ครื่องถวายสักการะ ประกอบดว้ ย ขา้ วตอก กล้วย สม้ เป็นตน้

ภาพที่ ๓๘ เทวรูปหลวงที่พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัวพระราชทานเพอื่ เขา้ มารว่ มพธิ ีตรยี ม
ปวาย-ตรปี วาย)

ทม่ี า : http://www.srichinda.com/index.php?lite=article&qid=๑๘๑๔๔๒

๑๗๘
จากน้ัน จึงเชญิ กระดานแกะสลักรูปพระอาทิตย์ พระจันทร์ พระธรณี ลงวางในหลุม หมายถึง

การเชิญเทวดาเหล่านั้นมารับเสด็จ เดิมมีกาหนด วันสาหรับโลกบาลทั้งสี่ (นาลิวัน)กระทาการโล้ชิงช้า
ถวาย และมกี ารราเสนงสาดน้าเทพมนต์

ปัจจบุ นั วนั สดุ ทา้ ยของพระราชพิธี มีการเชิญเทวรูปข้ึนภัทรบิฐบูชากลศ สังข์ เบญจคัพย์ แล้ว
จึงเชิญขึ้นหงษ์ ทาช้าหงษ์ส่งพระเปนเจ้า รุ่งข้ึน เชิญเคร่ืองบูชาพวกข้าวตอก กล้วย ส้ม เข้าไปถวาย
พระบาทสมเด็จพระเจา้ อย่หู วั โดยการยกอุลบุ สวดถวายพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับหน้าเทวรูป เป็น
เสรจ็ การพระราชพิธี

ภาพท่ี ๓๙ การจดั เคร่อื งบชู าพระเปน็ เจ้าในพระราชพธิ ตี รยี มปวาย-ตรปี วายภายในสถาน
พระอศิ วร เทวสถาน โบสถ์พราหมณ์

ทมี่ า : http://www.srichinda.com/index.php?lite=article&qid=๑๘๑๔๔๒
ในรัชกาลท่ี ๔ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ให้จัดพระราชพิธีตรียมั พวายให้พระอุโบสถวัดพระศรี

รัตนศาสดาราม โดยตง้ั เครอ่ื งบูชา ข้าวตอก กลว้ ย สม้ เชน่ ตั้งหนา้ เทวรปู ในเทวสถาน และให้ราชบัณฑิต
สวดสรรเสริญพระพุทธคุณ และยกอุลุบถวายเช่นในเทวสถาน แต่เปล่ียนคาเป็น การถวายบูชา
พระพุทธเจา้

แต่เดิมน้ันพระราชพิธีตรียัมปวายจะจัดในเดือนอ้าย(ธันวาคม) คร้ันล่วงเข้าสู่สมัยกรุง
รัตนโกสินทร์จึงได้เปล่ียนมาจัดในเดือนยี่ (มกราคม) พิธีนี้ถือเป็นพิธีข้ึนปีใหม่ของพราหมณ์

พธิ โี ลช้ งิ ชา้ มที ีม่ าจากคัมภีร์เฉลิมไตรภพกล่าวไว้ว่าพระอุมาเทวีทรงมีความปริวิตกว่าโลกจะถึง
กาลวิบัติ พระนางจึงทรงพนันกับพระอิศวร โดยให้พญานาคขึงตนระหว่างต้นพุทราท่ีแม่น้า แล้วให้

๑๗๙
พญานาคแกว่งไกวตัวโดยพระอิศวรทรงยืนขาเดียวในลักษณะไขว่ห้าง เม่ือพญานาค ไกวตัว เท้าพระ
อศิ วรไม่ตกลงแสดงวา่ โลกที่ทรงสร้างนั้นม่ันคงแข็งแรง พระอิศวรจึงทรงชนะพนัน ดังน้ันพิธีโล้ชิงช้าจึง
เปรียบเสาชิงช้าเป็น 'ต้นพุทรา' ช่วงระหว่างเสาคือ'แม่น้า' นาลีวันผู้โล้ชิงช้าคือ'พญานาค' โดยมีพระยา
ยืนชงิ ชา้ นง่ั ไขว่ห้างอยบู่ นไมเ้ บญจมาศ

อีกตานานหนึ่งเชื่อว่า พระพรหมเมื่อสร้างโลกแล้ว ได้เชิญให้พระอิศวรทดสอบความแข็งแรง
ของโลก พระอศิ วรจงึ ใชว้ ธิ ีการเช่นเดยี ว กันกับขา้ งต้น ในการทดสอบ คตินสี้ อนเรอื่ งการไมป่ ระมาท

พิธีโล้ชิงช้าซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของพระราชพิธีได้ยกเลิกไปในสมัยพระบาทสมเด็จ
พระปกเกล้าเจา้ อยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ปจั จบุ ันการประกอบ พระราชพิธนี จี้ ะกระทาภายในเทวสถานเทา่ นั้น

๑.๒ นางกระดานกบั พระราชพิธีตรียัมปวาย
ในคตนิ ิยมทางศาสนาพราหมณน์ ั้นเชอื่ ว่า พระอิศวรจะเสดจ็ ลงมาเย่ยี มโลกมนุษย์

ในช่วงเดือนบุษยมาส (เดือนยี่)ทุกปี เมือ่ พระอศิ วรผูเ้ ปน็ เจา้ เสดจ็ มากจ็ ะประทานพรใหโ้ ลกมนุษย์อยู่ด้วย
ความร่มเย็นเป็นสุข พระองค์จะบันดาลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่พืชพันธ์ุธัญญาหาร ฝนฟ้าตกต้อง
ตามฤดูกาล น้าท่าบริบูรณ์ ดังนั้นจึงได้จัดประเพณีโล้ชิงช้าหรือประเพณีตรียัมปวายข้ึนในเดือนย่ีทุก
ปี และก่อนท่ีจะถึงเวลาท่ีพระอิศวรจะเสด็จมาถึงน้ัน ก็จะทาพิธีอัญเชิญเทพสี่องค์ คือ พระอาทิตย์
พระจันทร์ พระธรณี และพระคงคา มาเตรยี มการรอรบั เสด็จพระอศิ วรก่อนดว้ ย

๑.๓ ช้าเจา้ หงส์ : การขบั กลอ่ มถวายพระเปน็ เจา้ ในพระราชพธิ ีตรยี มั ปวาย
การช้าหงส์ มีลักษณะการอ่านเวทเป็นทานองฉันท์ใช้ขับกล่อมบูชาเทวรูปพระ

อศิ วรหรอื เทวรปู พระนารายณ์ ที่ถูกนาไปประดิษฐานอยู่ในบุษบกหงส์รูปร่างคล้ายเปล พร้อมกับแกว่ง
ไกวไปดว้ ยในพระราชพิธีตรยี ัมปวาย ตรีปวาย จึงเรียกอีกอย่างว่า กล่อมหงส์ ทานองฉันท์กล่อมหงส์มี
ทั้งหมด ๔ ทานอง แต่ละทานองกม็ ีทว่ งทานองลีลาเฉพาะตัว ผู้ที่เคยได้ฟังมักกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า
เป็นลีลาของเสียงอันไพเราะนุ่มนวลยากจะหาฟังจากที่อ่ืน พราหมณ์ท้ังหลายมักจะกล่าวอ้างว่า ฉันท์
กล่อมหงสด์ ังกลา่ วได้รจนามานับเปน็ พนั ๆ ปกี ่อนพทุ ธกาลแล้ว โดยยังคงรักษาท่วงทานองการออกเสียง
ของอกั ขระและพยญั ชนะ (เปน็ อักษรคฤนถ์) อยา่ งโบราณไว้ทัง้ หมด นอกจากน้ียังมีเรื่องเล่าลือต่อกันมา
ว่านา้ ตาเทียนที่หยดจากเทยี นติดตามไฟที่จุดอย่ทู ี่ปากหงส์ตลอดพิธีที่เรียกกันอย่างติดปากว่า "สีผ้ึงปาก
หงส์" เป็นท่ีปรารถนาของเหล่าขุนนางข้าราชการ ตลอดจนประชาชนท่ีเข้าร่วมพิธี เพราะถือว่าเป็นส่ิง
ศกั ดิ์สทิ ธิ์ สามารถดลบันดาลให้สาเร็จส่ิงตา่ งๆ ไดน้ ่นั เอง (สมุ าลี มหณรงค์ชยั , ๒๕๔๖, หน้า ๖๖-๖๗)

๑.๔ การสวดมุไรย : บทบูชาพระเปน็ เจ้าในพระราชพิธตี รยี ัมปวาย
จากหนงั สอื เก่าของเทวสถานทใี่ ช้ในการสวดขณะประกอบพิธตี รียมั ปวายในสถาน

พระอิศวรและสถานพระคเณศคือ “บูชามุไรยโบสถ์ใหญ่” และ “บูชามุไรยโบสถ์กลาง” ตามลาดับ

๑๘๐
ข้อความทีป่ รากฏอยใู่ นตาราท้งั สองฉบับ เปน็ ข้อความเดียวกับที่ปรากฏในบทสวดภาษาทมิฬของคัมภีร์
“ติรวุ าจกม” ซง่ึ ประพนั ธข์ ึน้ ทางตอนใตข้ องประเทศอินเดีย

ภาพท่ี ๔๐ การสวดมุไรยภายในสถานพระคเณศ ทเี่ รียกว่า “บชู ามไุ รยโบสถ์กลาง”
ท่มี า : http://www.srichinda.com/index.php?lite=article&qid=๑๘๑๔๔๒

ตาราท่ีชื่อ “เปิดประตูศิวาลัย” ใช้ในการสวดสาหรับเปิดประตูศิวาลัยไกรลาศใน
ตอนต้นของพิธีตรียัมปวายและตรีปวาย มีข้อความแบ่งออกเป็นสามบทคือ เปิดประตูศิวาลัย เปิด
ประตูศิวาลัยตาหนักแก้วไกรลาศ และเปิดประตูไกรลาส ซ่ึงทั้งหมดก็มีท่ีมาจากบทสรรเสริญพระศิวะ
เปน็ ภาษาทมฬิ อีกกลุ่มหนง่ึ ซ่งึ พราหมณ์ทางอินเดียใต้เรยี กว่า “เทวารมฺ” ดว้ ย

พราหมณ์ในไศวนิกายทางอินเดียใต้ นิยมที่จะสวดมนต์ที่เขียนอยู่ในคัมภีร์ติรุวาจกม
ควบคู่ไปกับเทวารมฺ ในการบูชาพระศิวะหรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า พระอิศวร ภายในศาสนสถานของ
พระองคเ์ ป็นพิเศษ ทัง้ นช้ี าวทมฬิ นยิ มเรยี กชอ่ื คมั ภีร์สาคัญท้ังสองฉบับดังกล่าวรวมเข้าด้วยกันว่า “ติรุมุ
ไรย”

คาว่า “ติรุ” เป็นคาที่ชาวทมิฬใช้นาหน้าชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นสิ่งท่ีตนเคารพ
สักการะ ส่วนคาวา่ “มไุ รย” แปลว่า คาวงิ วอน ดงั น้นั จึงสนั นิษฐานไดว้ ่าพราหมณ์ทเี่ ข้ามาในสยามต้ังแต่
ด้ังเดิมยังพอจดจาเค้าความแต่เก่าก่อนของต้นฉบับได้บางส่วน จึงเรียกชื่อตาราที่ใช้ในการสวดขณะ
ประกอบพิธีตรียัมปวายในสถานพระอิศวรและสถานพระคเณศดังกล่าวว่า “บูชามุไรยโบสถ์ใหญ่ และ
บูชามุไรยโบสถก์ ลาง” นัน่ เอง

ส่วนในพิธีตรีปวาย พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีจะใช้หนังสทอที่มีชื่อว่า “สวดมุไรยสถาน
พระนารายณ์” ในการสวดประกอบพธิ ี ขอ้ ความในตาราโบราณฉบับนต้ี ัดตอนมาจากบทมนต์ภาษาทมิฬ

๑๘๑
ในคมั ภีร์ “มาลายริ ทวิ ฺย ปฺรพนฺธมฺ” หรือท่ีเรียกอีกชื่อว่า “ทิวฺยปฺรพนฺธมฺ” ที่พราหมณ์ไวษณพนิกายใน
อินเดียใต้ใช้สวดหรือขับร้องบูชาพระวิษณุหรือท่ีเรียกอีกอย่างว่าพระนารายณ์ในศาสนสถานของ
พระองคเ์ ช่นเดียวกบั ทพ่ี ราหมณ์สวดบูชาตริ ุมไุ รย

หนังสือ “ปิดประตูศิวาลัย” ที่ใช้ในการสวดตอนปลายพระราชพิธีตรียัมปวาย-
ตรปี วาย นน้ั นา่ จะเปน็ การต้ังชอ่ื ใหร้ ับกบั บทเปิดประตูศวิ าลยั ท่ีใช้ในตอนตน้ ของพธิ ี ไดป้ รากฏคาว่า “เท
วะเมาะฬิ” อยูท่ ่ีตอนปลายของบท คาดังกล่าวอาจจะพร่องมาจาก “ติรุวายโมฬิ” ที่แปลว่า คาปากอัน
ประเสรฐิ โดยถือเป็นคาถาบทหนง่ึ ในคัมภรี ท์ ิวฺยปฺรพธมฺ เช่นเดียวกับข้อความในหนังสือสวดมุไรยสถาน
พระนารายณ์

๑.๕ โลช้ ิงช้า : พธิ ีสาคญั ในพระราชพิธตี รยี มั ปวาย
พธิ ี “โลช้ ิงชา้ ” ไดเ้ ร่ิมมีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ “เสาชิงช้า” ที่เห็น
ในปัจจุบันนั้นสร้างข้ึนในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) เมื่อ
วันท่ี ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๗ มูลเหตุของการสร้างเสาชิงช้าเน่ืองมาจาก มีพราหมณ์ชาวเมืองสุโขทัยผู้
หนึง่ ได้กราบบงั คมทลู ตอ่ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ว่า ตามธรรมเนยี มของการประกอบ
“พิธีตรียัมปวาย” น้ันจาเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องมีการ “โล้ชิงช้า” ด้วย แต่ด้วยความท่ีขณะนั้นเป็น
ช่วงเวลาท่ีเพิ่งจะสร้างกรุงเทพฯ เสร็จใหม่ๆ ยังไม่มี “เสาชิงช้า” ให้ประกอบพิธี พระองค์จึงทรงโปรด
ฯ ให้สรา้ งเสาชงิ ชา้ ขน้ึ ในบรเิ วณทีด่ นิ หนา้ วัดสุทัศนเ์ ทพวรารามในปัจจุบัน ซง่ึ แต่เดมิ ท่ีดินในบริเวณน้ีเป็น
เพียงปา่ รก ยังไม่มผี คู้ นอาศัยอยูม่ ากนัก

ภาพที่ ๔๑ เสาชงิ ชา้ ซ่งึ ใช้เปน็ ท่ปี ระกอบพิธีโล้ชิงช้า อนั เป็นพธิ สี าคัญในพระราชพิธตรยี มั ปวาย
ทมี่ า : http://www.srichinda.com/index.php?lite=article&qid=๑๘๑๔๔๒

๑๘๒
พธิ ีการโลช้ งิ ช้า มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน การโลช้ ิงชา้ กค็ ือการแสดงการละเล่น

อันสนกุ สนานเพอ่ื ถวายตอ่ องค์พระอิศวร โดยเปน็ การสรรเสริญบูชาคณุ ของพระองค์เน่อื งในวาระท่ีเสด็จ
มาเย่ยี มโลกมนษุ ย์ปีละคร้ัง

การกาหนดวันประกอบพิธี “โล้ชิงช้า” นั้นถือนับเอาตามระบบจันทรคติซึ่งตรงกับ
เดือนอ้าย ขึ้น ๗ คา่ ๘ คา่ และ ๙ ค่า รวม ๓ วัน สาหรับวันแรกและวันสุดท้ายจะเป็นการประกอบพิธี
โล้ชิงช้า ส่วนวันที่สองเป็นการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพียงอย่างเดียวท่ีโบสถ์พราหมณ์ซ่ึงอยู่
บรเิ วณใกล้เสาชงิ ช้าขา้ งวดั สทุ ศั นเ์ ทพวราราม

ก่อนเริ่มพิธีโล้ชิงช้าในวันแรก ตอนเช้าจะมีการจัดร้ิวขบวนแห่งพระยายืนชิงช้าออก
จากวัด ซ่ึงแล้วแต่จะกาหนดว่าเป็นวัดใด จากน้ันจึงเคล่ือนขบวนเข้าสู่ปะราพิธี พระยาจะจุดเทียนชัย
สง่ ไปบูชาที่เทวสถาน ต่อจากน้ันพระยายืนชิงชา้ กจ็ ะนงั่ เป็นประธานดูนาลิวัน (นักบวชพรามหณ์) ขึ้นโล้
ชิงช้าจนครบ ๓ กระดาน แล้วจึงเคลื่อนขบวนกลับเข้าวัดเป็นอันเสร็จพิธี และในวันสุดท้ายก็ปฏิบัติ
เชน่ เดยี วกบั วันแรกทกุ ประการ

การโล้ชิงช้าเปน็ พระราชพิธที ี่ปกติจะต้องทาการโล้ชงิ ชา้ หน้าพระทนี่ ่ัง แต่เนือ่ งจากบาง
ปี พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชภารกิจมากมาย จึงทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งข้าราชการผู้ใหญ่ระดับชั้น
พระยามาเป็นผ้แู ทนพระองคใ์ นงานพระราชพธิ ตี รียมั ปวาย ตัวแทนท่ีทรงตั้งข้ึนน้ีจึงเรียกว่า “พระยายืน
ชิงช้า” ดังนั้นเมื่อถึงวันประกอบพระราชพิธีจึงต้องมีการจัดริ้วขบวนเกียรติยศโดยมีพระยาน่ังอยู่บน
เสล่ยี งแห่มาตลอดทาง ตามด้วยขบวนของข้าราชการ กระทรวง กรม ตา่ งๆ ที่ได้รบั การจัดแต่งอย่างสวย
ลามอลังการ

ภาพที่ ๔๒ มหาอามาตย์ตรพี ระยาประดิพัทธภูบาล (คออยเู่ หล ณ ระนอง) ขณะเป็นพระยายนื ชิงชา้
ในพระราชพธิ ตี รยี ัมปวายในปีมะแม พ.ศ.๒๔๗๔ (ตรงกบั รชั กาลพระบาทสมเดจ็
พระปกเกล้าเจ้าอย่หู วั ) ถือเปน็ พระยายืนชิงช้าคนสดุ ท้ายของกรงุ รัตนโกสินทร์

ทีม่ า : http://www.srichinda.com/index.php?lite=article&qid=๑๘๑๔๔๒

๑๘๓
การแต่งตั้งพระยายนื ชิงชา้ ในสมยั นั้นมักแต่งต้งั ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีบรรดาศักด์ิเป็น
เจา้ พระยาพรเทพซงึ่ อยูใ่ นตาแหนง่ เกษตราธบิ ดีแตเ่ พยี งผ้เู ดียว ตั้งแตค่ รั้งกรงุ ศรอี ยุธยาจนถึงรัชกาลที่ ๔
จึงทรงมีพระราชดาริเปล่ียนแปลงว่า ถา้ เจ้าพระยาพลเทพจะต้องแห่ทุกปีอาจทาให้ขบวนแห่ดูจืดชืด ไม่
ครึกคร้ืนเท่าที่ควร จึงโปรดฯให้บรรดาข้าราชการผู้ใหญ่ท่ีได้รับพระราชทานพานทอง (พระยาพาน
ทอง) ไดม้ ีโอกาสแหแ่ หนเปน็ เกียรตยิ ศกันคนละครงั้ หมุนเวียนไปทุกปี และได้ยดึ ถือเปน็ ประเพณสี ืบมา
สว่ นการแต่งกายของพระยายนื ชิงช้านนั้ กาหนดให้นุง่ ผา้ เยียระบบั (เป็นผ้าทอดว้ ยไหม
กับทองแล่ง) วธิ นี ุ่งนั้นเรียกว่าบา่ วขุน คือมีชายผา้ หอ้ ยอยูต่ รงกลางเบ้อื งหน้า สวมเสือ้ เยียระบับ คาดเข็ม
ขัด สวมเส้ือครุยและลมพอกเกี้ยว (หมวกยอดแหลมคล้ายชฎา) สาหรับพิธีการสาคัญของพิธี
ตรียัมปวายคือ “การโล้ชิงช้า” ซึ่งผู้ท่ีขึ้นไปทาหน้าที่โล้ชิงช้าน้ันเรียกว่า “นาลิวัน” โดยจะเลือกจาก
พราหมณห์ นุม่ ที่มอี ายุระหวา่ ง ๑๘-๒๐ ปี และมีรา่ งกายแข็งแรง ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี สาหรับแผ่น
ไม้กระดานน้นั จะขงึ โยงลงมาจากคานบนของเสาด้วยเชือก ๘ เส้น ตัวเชือกทาด้วยหนังวัวเผือก โดยถือ
เคล็ดวา่ ววั เป็นพาหนะของพระอิศวร ที่แผ่นกระดานมีรูสาหรับร้อยเชือก ๘ รู มีช่วงระยะห่างเท่าๆ กัน
เชอื กทงั้ ๘ เส้นนี้ นอกจากจะใชผ้ ูกตดิ กระดานแล้ว ยงั ช่วยยดึ เหน่ยี วในขณะโยกตวั มิให้ร่วงหล่น ซ่ึงอาจ
เกิดอนั ตรายได้ การโล้ชิงช้าจะแบง่ เป็น ๓ ชดุ หรอื เรียกว่า ๓ กระดาน คือ
กระดานเอก มีเงินรางวัลสูงสุดถึง ๑๒ บาท กระดานโท ๑๐ บาท และกระดาน
ตรี ๘ บาท ในแตล่ ะกระดานจะมี “นาลิวนั ” ข้ึนไปโล้โลดโผนถึงคร้ังละ ๔ คน รวม ๓ ชุด ๑๒ คน ส่วน
เงนิ รางวลั จะบรรจุในถุงซึ่งแขวนอย่บู นหัวเสาไม้ท่ีปักไว้ข้างเสาชิงช้า ก่อนท่ี “นาลิวัน”ทั้ง ๔ คน จะข้ึน
ไปโลช้ ิงชา้ ทกุ คนจะตอ้ งน่ังลงกราบถวายบังคมพระเจา้ อย่หู ัว ๓ ลา แลว้ จึงสวมหวั นาคโดยสมมติว่าเป็น
พญานาค เมอ่ื ข้ึนบนแผ่นกระดานเป็นที่เรยี บร้อยแล้ว พวก “นาลิวัน” ท่ีอยู่เบ้ืองล่างจะช่วยกันดึงเชือก
ใหแ้ ผน่ กระดานแกว่งตวั ไปมาทลี ะน้อยจนแรงข้ึนสงู ขึ้นทุกขณะ สว่ น “นาลิวนั ” ทีย่ ืนอยู่บนกระดานเริ่ม
กระแทกนา้ หนักส่งจงั หวะใหเ้ กิดแรงเหว่ยี ง จนเม่ือกระดานโยกตัวสูงขึน้ ใกลก้ ับยอดเสาไม้ไผ่ท่ีปักล่อเงิน
รางวัล แตม่ ีกฎเกณฑว์ ่าห้ามใช้มอื เอ้อื มหยบิ ต้องใชป้ ากคาบอยา่ งเดียว

ภาพท่ี ๔๓ พิธีโล้ชิงชา้ ในอดีต
ทีม่ า : http://www.srichinda.com/index.php?lite=article&qid=๑๘๑๔๔๒

๑๘๔
ดังน้ัน คนท่ียืนอยู่หัวกระดานจะต้องยื่นศีรษะคอยคาบถุงเงินออกมา ส่วนคนหลังจะ

บงั คับกระดานใหโ้ ยนตวั ตรงเปา้ ในช่วงนจ้ี ะเป็นนาทีระทกึ ใจ เพราะผู้ชมท่ีอยู่เบื้องล่างจะส่งเสียช่วยลุ้น
ชว่ ยเชียรก์ ันอยางกึกก้อง เม่ือคาบถงุ เงินไดส้ าเร็จในแต่ละกระดานก็จะมีเสียงโห่ร้องแสดงอาการดีอกดี
ใจดังไปท่ัวบริเวณ หลังจากโล้ชิงช้าจนครบ ๓ กระดานแล้ว “พวกนาลิวัน” ท้ัง ๔ คน ก็จะไต่ลงมา
ข้างล่างเพอื่ กราบถวายบงั คมพระเจา้ อยู่หวั อีกครง้ั หน่ึงตามประเพณี

พระราชพิธีตรียัมปวาย “โล้ชิงช้า” มาส้ินสุดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้า
เจ้าอยู่หวั (รัชกาลที่ ๗) เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ โดยมี พระยาปฏิพัทธ์ภูบาล (คอยู่เหล ณ ระนอง) เป็นพระ
ยายนื ชิงช้าคนสดุ ท้ายแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เหตุที่รัชกาลที่ ๗ ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยกเลิก
พระราชประเพณนี เี้ ป็นเพราะในขณะน้ันสภาพบ้านเมอื งประสบกบั ภาวะเศรษฐกิจตกต่า และการจัดพิธี
น้ีในแต่ละคร้ังก็ต้องใช้เงินเป็นจานวนมาก ทั้งท่ีในขณะนั้นประเทศจาเป็นต้องประหยัดงบประมาณ
แผน่ ดนิ จึงทรงเหน็ สมควรใหย้ กเลิกพระราชพิธตี รยี ัมปวาย“โลช้ งิ ช้า” ตง้ั แต่นั้นตราบจนปัจจบุ ัน

รายละเอียดพิธสี าคญั ในแต่ละวนั ของพระราชพิธตี รยี มั ปวาย-ตรปี วาย ณ เทวส
ถาน โบสถพ์ ราหมณ์ กรุงเทพมหานคร

วันท่ี ๑ ถอื พรต
เวลา ๐๔.๐๐-๐๖.๐๐ น. - อา่ นพระเวท เปดิ ประตเู ทวาลัย สวดสักการะ
เวลา ๒๐.๐๐-๒๒.๐๐ น. -

วันที่ ๒ ถวายข้าวเวทย์
เวลา ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น. - สวดสักการะ (สถานพระอิศวร,พระพิฆเนศวร)
เวลา ๒๐.๐๐-๒๒.๐๐ น. -

วันท่ี ๓ เชญิ นางกระดานลงหลุม
เวลา ๐๓.๐๐-๐๖.๐๐ น. - ถวายขา้ วเวทย์
เวลา ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น. - สวดสกั การะ (สถานพระอศิ วร,พระพิฆเนศวร)
เวลา ๒๐.๐๐-๒๒.๐๐ น. -

วันท่ี ๔ ถวายขา้ วเวทย์
เวลา ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น. - สวดสักการะ (สถานพระอิศวร,พระพฆิ เนศวร)
เวลา ๒๐.๐๐-๒๒.๐๐ น. -

๑๘๕
วันท่ี ๕
เวลา ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น. - ถวายข้าวเวทย์
เวลา ๒๐.๐๐-๒๒.๐๐ น. - สวดสกั การะ (สถานพระอศิ วร,พระพฆิ เนศวร)

วนั ที่ ๖
เวลา ๐๓.๐๐-๐๖.๐๐ น. - เชิญนางกระดานขึ้น
เวลา ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น. - ถวายข้าวเวทย์
เวลา ๒๐.๐๐-๒๒.๐๐ น. - สวดสกั การะ (สถานพระอศิ วร,พระพฆิ เนศวร)

วนั ที่ ๗
เวลา ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น. - ถวายขา้ วเวทย์
เวลา ๒๐.๐๐-๒๒.๐๐ น. - สวดสกั การะ (สถานพระอศิ วร,พระพฆิ เนศวร)

วนั ท่ี ๘
เวลา ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น. - ถวายข้าวเวทย์
เวลา ๒๐.๐๐-๒๒.๐๐ น. - สวดสักการะ (สถานพระอิศวร,พระพิฆเนศวร)

วันที่ ๙
เวลา ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น. - ถวายขา้ วเวทย์
เวลา ๒๐.๐๐-๒๒.๐๐ น. - สวดสกั การะ (สถานพระอศิ วร,พระพิฆเนศวร)

วันท่ี ๑๐

เวลา ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น. - ถวายข้าวเวทย์

เวลา ๑๕.๐๐ น. - เปดิ ประตูเทวาลยั (สถานพระนารายณ์)

เวลา ๑๘.๐๐ น. - อญั เชิญเทวรปู พระอิศวร พระอมุ า พระพฆิ เนศวร

เวลา ๒๐.๐๐-๒๔.๐๐ น. - สวดสักการะ (สถานพระอิศวร,พระพฆิ เนศวร)

- ชา้ หงส์ สง่ พระอิศวร (สถานพระอศิ วร)

- อ่านพระเวทย์ปิดประตูเทวลยั (สถานพระอิศวร)

วันที่ ๑๑

เวลา ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น. - ถวายข้าวเวทย์

- คณะพราหมณเ์ ขา้ เฝา้ ฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และสมเด็จพระนางเจา้ พระบรมราชินีนาถ

เวลา ๒๐.๓๐-๒๔.๐๐ น. - สวดสักการะ (สถานพระนารายณ)์

๑๘๖ ถวายข้าวเวทย์
วนั ท่ี ๑๒ อญั เชิญเทวรปู พระพรหมมาประทับ
เวลา ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น. - สวดสกั การะ (สถานพระอิศวร,พระนารายณ)์
เวลา ๑๘.๐๐ น. - ชา้ หส์ สง่ พระพรหม (สถานพระอิศวร)
เวลา ๒๐.๓๐-๒๔.๐๐ น. -
-

วนั ท่ี ๑๓ ถวายขา้ วเวทย์
เวลา ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น. - คณะพราหมณเ์ ข้าเฝ้าฯสมเดจ็ พระบรมโอรสาธิราชฯ
เวลา ๐๙.๐๐-๑๕.๐๐ น. - เพือ่ ถวายเคร่ืองอลุ ุบ และเครือ่ งพิธี ฯลฯ
สวดสกั การะ (สถานพระนารายณ์)
เวลา ๒๐.๓๐-๒๑.๐๐ น. -

วนั ท่ี ๑๔

เวลา ๐๗.๐๐-๐๙.๐๐ น. - ถวายข้าวเวทย์

เวลา ๑๕.๐๐ น. - ลงทะเบียนเดก็ ตดั จกุ

เวลา ๑๖.๐๐ น - พระสงฆ์เจรญิ พระพุทธมนต์เยน็

เวลา ๑๘.๐๐ น. - อญั เชญิ เทวรูปพระนารายม์ าประทบั

เวลา ๒๐.๓๐-๒๔.๐๐ น. - สวดสักการะ (สถานพระนารายณ์)

- ช้าหงส์ส่งพระนารายณ์ (สถานพระนารายณ์)

- อา่ นประตูพระเวทปิดประตูเทวาลัย

(สถานพระนารายณ์)

วนั ท่ี ๑๕ เดก็ มาพรอมกนั เพ่อื เข้าฑอธตี จั ุก
เวลา ๐๕.๐๐น. - ประกอบพธิ ีสงฆ์
เวลา ๐๕.๔๕ น. - ได้อรณุ ประกอบพธิ ีตดั จุก
เวลา ๐๖.๐๐ น. - รว่ มกนั ใสบ่ าตร ถวายภัตตาหารเช้า สมโภชเทวรูป
เวลา๐๖.๓๐ น. - เด็กท่ีมาตัดจกุ รบั เหรยี ญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จฃ
พระเจา้ อยหู่ วั
- อัญเชญิ เทวรูปพระอศิ วร พระอุมา พระพฆิ เนศวร พระหรหม
และพระนารายณ์ กลับไปประดษิ ฐานในพระบรมมหาราชวัง
-

๑๘๗
๒. พระราชพธิ พี ชื มงคลจรดพระนังคลั แรกนาขวญั

พระราชพธิ พี ืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธี ๒ พิธีรวมกัน คือ พระราช
พิธี พืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์อย่างหน่ึงซ่ึงจะประกอบพระราชพิธีวันแรกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน
ศาสดาราม กับพระราชพิธจี รดพระนังคลั แรกนาขวญั อนั เป็นพธิ ีพราหมณ์ อยา่ งหนง่ึ ซึง่ จะประกอบพระ
ราชพธิ ใี นวนั ร่งุ ขน้ึ ณ มณฑลพิธสี นามหลวง

พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ หรือเรียกสั้นๆ ว่า พิธีแรกนา เป็นพระราชพิธีที่มีมา
แต่โบราณตัง้ แต่ครั้งกรงุ สุโขทัยเปน็ ราชธานี ซึ่งในสมัยกรุงสุโขทัยน้ัน พระมหากษัตริย์ไม่ได้ลงมือไถเอง
เป็นแต่เพยี งเสด็จไปเป็นองค์ประธานในพระราชพธิ ีเท่านนั้

คร้งั ถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์ไม่ได้เสด็จไปเป็นองค์ประธานเหมือนกับสมัยกรุง
สุโขทัย แต่จะมอบอาญาสิทธ์ิให้โดยทรงทาเหมือนอย่างออกอานาจจากกษัตริย์ และจะทรงจาศีลเงียบ ๓
วนั ซ่ึงวิธนี ี้ได้ใช้ตลอดมาถงึ ปลายสมัยกรุงศรอี ยธุ ยา

สมัยกรุงรตั นโกสินทรไ์ ด้มกี ารประกอบพระราชพิธนี มี้ าตง้ั แตส่ มยั รัชกาลท่ี ๑ แต่ผทู้ าการแรก
นาเปลย่ี นเปน็ เจา้ พระยาพหลเทพคู่กันกับการยืนชิงช้า แต่พอถึงรัชกาลที่ ๓ ให้ถือว่าผู้ใดยืนชิงช้าผู้นั้น
เป็นผูแ้ รกนาดว้ ย ในสมยั รัชกาลท่ี ๔ ได้ทรงโปรดกลา้ ฯ ให้จัดมพี ิธีสงฆ์เพม่ิ ขึ้นในพระราชพิธตี ่างๆ ทุกพิธี
ดงั นั้น พระราชพธิ ีพืชมงคลจึงได้เริ่มมขี นึ้ แต่บดั น้นั มา โดยได้จดั รวมกบั พระราชพิธีจรดพระนงั คัลแรกนา
ขวญั และมชี ่อื เรียกรวมกนั วา่ พระราชพธิ พี ชื มงคลจรดพระนังคลั แรกนาขวัญ

ภาพท่ี ๔๔ พระราชพิธพี ืชมงคลจรดพระนังคลั แรกนาขวญั
ที่มา : http://www.thaigov.go.th/news/contents/details/๑๑๙๕๗

ความมุ่งหมายอันเป็นมูลเหตุให้เกิดมีพระราชพิธีน้ีข้ึน พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้ในพระราชนิพนธ์เร่ือง พระราชพิธีสิบสองเดือน ว่า
"การแรกนาทต่ี ้องเปน็ ธรุ ะของผซู้ ่งึ เปน็ ใหญ่ในแผ่นดิน เป็นธรรมเนียมนิยมมีมาแต่โบราณ เช่น ในเมือง
จีนส่ีพันปีล่วงมาแล้ว พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงลงไถนาเองเป็นคราวแรก พระมเหสีเลี้ยงตัวไหม ส่วน
จดหมายเร่ืองราวอันใดในประเทศสยามที่มีปรากฏอยู่ในการแรกนาน้ี ก็มีอยู่เสมอเป็นนิจไม่มีเวลา

๑๘๘
ว่างเว้น ดว้ ยการซง่ึ เปน็ ใหญใ่ นแผน่ ดนิ ลงมือทาเองเชน่ นี้ กเ็ พื่อจะใหเ้ ป็นตัวอย่างแกร่ าษฎร ชกั นาให้มีใจ
หม่นั ในการท่ีจะทานา เพราะเป็นสงิ่ สาคัญทจ่ี ะไดอ้ าศัยเลยี้ งชวี ติ ทั่วหน้า เป็นตน้ เหตขุ องความต้ังม่ันและ
ความเจริญไพบูลย์แห่งพระนครทั้งปวง แต่การซ่ึงมีพิธีเจือปนต่างๆ ไม่เป็นแต่ลงมือไถนาเป็นตัวอย่าง
เหมอื นอย่างชาวนาทง้ั ปวงลงมือไถนาของตนตามปกติก็ดว้ ยความหวาดหวน่ั ต่ออันตราย คือ นา้ ฝนน้าท่า
มากไปนอ้ ยไปด้วงเพลยี้ และสัตว์ต่างๆ จะบงั เกิดเป็นอันตรายไม่ให้ได้ประโยชน์เต็มภาคภูมิ และมีความ
ปรารถนาทีจ่ ะใหไ้ ดป้ ระโยชนเ์ ตม็ ภาคภมู ิเปน็ กาลัง จึงต้องหาทางท่จี ะแก้ไขและหาทางที่จะอุดหนุนและ
ท่จี ะเส่ียงทายให้รู้ล่วงหน้า จะได้เป็นที่มั่นอกม่ันใจโดยอาศัยคาอธิษฐานเอาความสัตย์เป็นท่ีต้ังบ้าง ทา
การซึ่งไม่มีโทษนับว่าเป็นการสวัสดิมงคลตามซึ่งมาในพระพุทธศาสนาบ้าง บูชาเซ่นสรวงตามที่มาทาง
ไสยศาสตร์บา้ ง ให้เป็นการช่วยแรงและเปน็ ท่มี นั่ ใจตามความปรารถนาของมนุษยซ์ ่ึงคดิ ไมม่ ที ี่ส้ินสดุ ”

ดงั น้ัน จะเหน็ ไดว้ า่ ความมุ่งหมายของพิธีแรกนาอยู่ที่จะทาให้เป็นตัวอย่างแก่ราษฎรเพื่อชัก
นาให้มีความมั่นใจในการทานา แม้จะเป็นความจาเป็นสาหรับบ้านเมืองในสมัยโบราณอย่างไร ถึง
ปัจจุบันนี้คงเป็นอยู่อย่างนั้น เพราะการเกษตรซ่ึงมีการทานาเป็นหลักนั้น เป็นสิ่งสาคัญแก่ชีวิตความ
เปน็ อยแู่ ละการเศรษฐกจิ ของประเทศทุกสมัย

ส่วนพิธกี รรมนอกเหนอื จากการทาใหเ้ ปน็ ตัวอยา่ งตามท่ีทรงจาแนกไว้ ๓ อย่าง โดย ๒ อย่าง
แรกทวี่ ่า "อาศัยคาอธษิ ฐานเอาความสัตยเ์ ปน็ ท่ีตั้งบ้าง ทาการซ่ึงไม่มีโทษนับว่าเป็นการสวัสดิมงคลตาม
ซงึ่ มาในพระพุทธศาสนาบ้าง” นั้น ทรงหมายถึงพิธีพืชมงคลอันเป็นพิธีสงฆ์ท่ีกระทา ณ วัดพระศรีรัตน
ศาสดาราม สว่ นอีกอยา่ งหนง่ึ ทวี่ ่า "บชู าเซน่ สรวงตามทมี่ าทางไสยศาสตร์บา้ ง” นัน้ ทรงหมายถงึ พิธีจรด
พระนงั คลั แรกนาขวัญ อนั เปน็ พิธีพราหมณ์

พระราชพธิ ีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพิธีการเพื่อความเป็น สิริมงคลและบารุง
ขวญั เกษตรกร กาหนดจดั ข้นึ ในเดือนหกของทุกปี ซงึ่ ระยะนี้เป็นระยะเหมาะสมที่จะเรม่ิ ตน้ การทานาอัน
เป็นอาชพี หลกั ของประชาชนคนไทย แต่ไมไ่ ดก้ าหนดวันที่แน่นอนไว้เหมือนกบั วนั ในพระราชพิธีอื่น ส่วน
จะเป็นวนั ใดในเดือนหกหรือเดือนพฤษภาคมท่ีมีฤกษ์ยามที่เหมาะสมต้องตามประเพณีก็ให้จัดข้ึนในวัน
นั้น

การจัดงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ได้กระทาเต็มรูปบูรพประเพณี
ครัง้ สดุ ท้ายในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ แล้วก็วา่ งเวน้ ไปจนกระทัง่ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ฟื้นฟู
พระราชประเพณีนี้ขึ้นใหม่ และได้กระทาติดต่อกันมาทุกปีจนถึงปัจจุบันด้วยเห็นว่าเป็นการรักษาพระ
ราชประเพณีอันดีงาม มีผลในการบารุงขวัญและจิตใจของคนไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์
พระประมขุ ปัจจบุ ันทรงมพี ระราชกระแสให้ปรบั ปรุงพิธีการบางอย่างให้เหมาะสมกับยุคสมัย และเสด็จ
พระราชดาเนนิ มาเป็นองคป์ ระธานในพระราชพธิ นี ้ที ุกปีสืบมามิได้ขาด

เม่ือได้มีการฟื้นฟูพระราชประเพณีผู้ใหญ่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายหลังพระยา
แรกนา ได้แก่ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยตาแหน่ง ส่วนผู้ที่มาทาหน้าท่ีเป็นเทพีคู่หาบทอง

๑๘๙
และคู่หาบเงินนั้น ได้ทาการพิจารณาคัดเลือกจากข้าราชการหญิงโสดในสังกัดกระทรวงเกษตรและ
สหกรณท์ ม่ี ีตาแหนง่ ตัง้ แต่ขา้ ราชการพลเรอื นสามัญช้ันโทข้นึ ไป

พระราชพธิ ีพชื มงคลเป็นพิธีทาขวัญพืชพันธ์ุธัญญาหาร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรง
อธษิ ฐานเพอ่ื ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารแห่งราชอาณาจักรไทย ข้าวนั้นถือว่าเป็นอาหาร
หลักของประชาชนในภาษาบาลีเรียกว่า ปุพพัณณะ หรือบุพพัณณะ หรือบุพพัณณชาติ ส่วนพืชอื่นๆ ที่
เป็นอาหารเรียกวา่ อปรณั ณ หรืออปรัณชาติ หมายถงึ พชื จาพวกถั่วงา เป็นต้น ถา้ เรยี กควบท้ังสองอย่าง
กเ็ รยี กว่า บุพพัณณปรัณณชาติ ท่ีหมายถึงพืชที่เป็นอาหารทุกชนิด จรดพระนังคัลแรกนาขวัญข้ึนมาใน
ระยะแรกนั้น พระยาแรกนา ได้แก่ อธิบดีกรมการข้าวโดยตาแหน่ง สาหรับเทพีทั้งสี่พิจารณาคัดเลือก
จากภริยาข้าราชการชั้น บุพพัณณปรัณณชาติที่นาเข้าพิธีพืชมงคลนั้น เป็นข้าวเปลือกมีทั้งข้าวเจ้าและ
ขา้ วเหนียว นอกจากน้มี เี มล็ดพชื ตา่ งๆ รวม ๔๐ อย่าง แตล่ ะอย่างบรรจุถงุ ผา้ ขาวกับเผือกมันต่างๆ พันธ์ุ
พชื เหล่าน้ีเปน็ ของปลกู งอกได้ทั้งสิน้ นอกจากนี้ยังมีข้าวเปลือกท่ีหว่านในพิธีแรกนาบรรจุกระเช้าทองคู่
หนงึ่ และเงินคู่หนึ่ง เป็นข้าวพันธุ์ดีท่ีโปรดให้ปลูกใน สวนจิตรลดา และพระราชทานมาเข้าพิธีพืชมงคล
พันธุ์ข้าวพระราชทานน้ีจะใช้หว่านในพระราชพิธีแรกนาส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งที่เหลือทางการจะบรรจุ
ซองแล้วสง่ ไปแจกจ่ายแกช่ าวนาและประชาชนในจงั หวัดตา่ งๆ ใหเ้ ปน็ ม่งิ ขวัญและเป็นสิริมงคลแก่พืชผล
ท่ีจะเพาะปลูกในปนี ้ี

อนึ่ง นบั ต้ังแตป่ ี พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นตน้ มา คณะรัฐมนตรไี ด้ประชุมปรึกษาลงมติให้วันพระราช
พิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนี้เป็นวันเกษตรกรประจาปีอีกด้วย ท้ังนี้เพื่อให้ผู้มีอาชีพทาง
การเกษตรพงึ ระลกึ ถึงความสาคญั ของการเกษตร และร่วมมอื กันประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระ
นังคัลแรกนาขวัญเพ่ือเป็นสิริมงคลแก่อาชีพของตน ท้ังยังก่อให้เกิดประ โยชน์แก่เศรษฐกิจของ
ประเทศชาติ จึงได้จัดงานวันเกษตรกรควบคู่ไปกับงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
ตลอดมา (กรมการศาสนา, ๒๕๕๔, หน้า ๔๖)

๒.๑ ชว่ งเวลาของพระราชพธิ ี
ชว่ งเวลาของจะมีขน้ึ ประมาณเดอื นหกของทุกปี

๒.๒ ความสาคัญ
พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธีเก่าแก่ที่แสดงถึงการ

เรม่ิ ต้นฤดทู านา ซ่งึ จะเป็นแบบอย่างและเสรมิ สรา้ งใหเ้ กิดขวัญกาลังใจ รวมทั้งสริ ิมงคลแกเ่ กษตรกรไทย

๒.๓ ขัน้ ตอนพธิ กี รรม
พระราชพิธีพชื มงคลจรดพระนังคลั แรกนาขวัญนนั้ เปน็ พิธเี ก่าแก่โบราณและความสาคัญ

อยา่ งมากตอ่ ประชาชนชาวไทย ในส่วนของขน้ั ตอนพิธีการนั้นประกอบดว้ ย ๒ พธิ รี วมกนั ดังน้ี

๑๙๐
๒.๓.๑ พระราชพธิ ีพืชมงคล พิธีสงฆ์ (ศาสนาพทุ ธ)
พระราชพิธที างสงฆ์ที่ประกอบพธิ ีกรรมพระราชพธิ พี ืชมงคลนัน้ กระทากนั ใน

วันแรก ณ พระอุโบสถวัดพระศรรี ตั นศาสดาราม มีขนั้ ตอนพธิ ที ่สี าคญั ดงั ต่อไปน้ี
๑) เจ้าหน้าท่ีสานักพระราชวังอัญเชิญพระพุทธรูปประจารัชกาลต่าง ๆ

รวมทัง้ รัชกาลปัจจบุ ัน และเทวรูปองค์สาคัญมาต้ังบนม้าหมู่ในธรรมาสน์ศิลา หน้าฐานชุกชีพุทธบัลลังก์
บุษบกพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ใต้ธรรมาสน์ศิลาเป็นกระบุงเงิน กระบุงทองอย่างละคู่ ซ่ึงบรรจุ
ขา้ วเปลอื กพนั ธ์ดุ ี และถุงบรรจเุ มลด็ พันธุพ์ ืชชนดิ ตา่ ง ๆ เช่น ผกั กาด ขา้ วโพด แตงกวา ถั่ว ฯลฯ

๒) ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดารงตาแหน่งพระยาแรกนา แต่ง
กายเคร่ืองแบบคร่ึงยศ ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และเทพีทั้ง ๔ แต่งกายชุดไทย ประดับ
เครื่องราชอสิ ริยาภรณ์ จุดธปู เทยี นบชู าพระพุทธมหามณรี ตั นปฏิมากร แล้วไปนัง่ ทีเ่ กา้ อี้เฝ้า

๓) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดาเนินเข้าสู่พระอุโบสถ
ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรและพระพุทธรูปสาคัญ พระราชาคณะถวายศีลจบ
แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระสุหร่ายถวายดอกไม้บูชาแก่พระพุทธคันธารราษฏร์ ทรง
อธิษฐานเพื่อความสมบรู ณแ์ ห่งพชื ผลของราชอาณาจักรไทย

๔) หัวหน้าพราหมณ์อ่านประกาศพระราชพิธีพืชมงคล พระสงฆ์เจริญพุทธ
มนต์

๕) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงหลั่งน้าสังข์ พระราชทานใบมะตูม
ทรงเจิมพระราชทานธามรงค์กับพระแสงปฏักแก่พระยาแรกนา ส่วนเทพีทั้ง ๔ ทรงหล่ังน้าสังข์
พระราชทานใบมะตมู ทรงเจิม พนกั งานประโคมฆ้องชัย

๖) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์
ถวายอนโุ มทนา ถวายอดิเรก

๒.๓.๒ พระราชพิธจี รดพระนังคลั แรกนาขวญั เป็นพิธพี ราหมณ์
กระทากันในตอนเชา้ ของวนั รงุ่ ขึ้น ณ มณฑลท้องสนามหลวง ซ่ึงจัดต้ังโรงพิธี

ประดษิ ฐานเทวรูปสาคัญ เช่น พระอิศวร พระพรหม ระนารายณ์ ฯลฯ มขี น้ั ตอนพิธีสาคัญตามลาดับดงั นี้
๑) พระยาแรกนาพร้อมด้วยเทพีท้ังแต่งกายตามแบบประเพณีโบราณ

เดนิ ทางออกจากวัดพระศรีรตั นศาสดาราม ไปยังมณฑลพธิ ีสนามหลวง
๒) พระยาแรกนาเขา้ สู่โรงพิธี จดุ ธูปเทียนบชู าเทวรูปสาคัญ หัวหน้าพราหมณ์

หลง่ั น้าสงั ขท์ ม่ี อื และใหใ้ บมะตมู แก่พระยาแรกนาและเทพีท้ัง ๔
๓) พระยาแรกนาตง้ั สัตยาธษิ ฐาน หยิบผา้ นงุ่ แตง่ กายหรือเส่ียงทายผ้านุ่ง โดย

การสอดมือหยิบผ้านุ่งท่ีวางเรียงรายอยู่ใต้ผ้าคลุม ซึ่งมีผ้านุ่งรวม ๓ ผืน คือ ขนาดกว้าง ๔ คืบ ๕ คืบ

๑๙๑

และ ๖ คบื เม่อื พระยาแรกนาหยิบได้ผ้านุ่งผืนใด จะสวมผ้าผืนนั้นทับลงบนผ้านุ่งเดิม คาพยากรณ์ของ
ผา้ นุง่ เสย่ี งทายมดี ังน้ี

ผ้า ๔ คบื พยากรณว์ า่ น้าจะมาก นาทีด่ อนสมบูรณ์ นาทล่ี ่มุ เสียหายบ้าง
ผา้ ๕ คืบ พยากรณ์ว่าน้ามปี รมิ าณพอดี นาที่ดอนเสียหายบ้าง

นา้ ทลี่ ุ่มสมบูรณ์
ผา้ ๖ คืบ พยากรณ์วา่ นา้ น้อย นาทีด่ อนเสยี หายบ้าง นาทีล่ ุ่มสมบรู ณ์
๔) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดาเนินเป็นประธานในพระราชพิธี
พระยาแรกนาเขา้ กราบถวายบงั คม ๓ ครง้ั และเดินเขา้ สลู่ านแรกนาเพือ่ เจมิ คันไถ เจิมพระโค
๕) ถงึ เวลามงคลอุดมฤกษ์ โหรหลวงลน่ั ฆอ้ งชยั พราหมณ์เชิญเทวรูปเดินนาหน้าพระ
โค ตามดว้ ยพระยาแรกนาเดินไถดะโดยรี ๓ รอบ โดยขวาง ๓ รอบ พร้อมทั้งหว่านธัญญพืชจากกระบุง
เงิน กระบงุ ทองของเทพีทงั้ ๔ ลงบนดิน จากน้นั ไถกลบอกี ๓ รอบ
๖) พระยาแรกนาและเทพที ้งั ๔ เดินกลับไปท่ีโรงพิธพี ราหมณ์ เจ้าพนักงานปลดพระ
โคออกจากแอก พราหมณจ์ ัดวางอาหารเสยี่ งทาย ๗ สิ่ง คือ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่ว งา เหล้า น้า หญ้า
เมอ่ื พระโคกินส่ิงใด โหรหลวงจะถวายคาพยากรณ์
๗) เจ้าหน้าที่อ่านรายช่ือเกษตรกรผู้ชนะเลิศการประกวดข้าว เพ่ือเบิกตัวเข้ารับ
พระราชทานโล่เกยี รตคิ ุณ
๘) พระยาแรกนาและเทพีท้ัง ๔ ข้ึนรถยนต์หลวงจากมณฑลพิธีสนามหลวง ไปยัง
แปลงนาทดลองในพระราชฐานสวนจิตรลดา หว่านพืชพันธ์ุธัญญหารท่ีได้รับพระราชทานจาก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ลงในแปลงนาทดลอง สาหรับนาไปใช้ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรด
พระนงั คัลแรกนาขวญั ของปีตอ่ ไป

๒.๔ สาระสาคัญ
พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ถือเป็นพระราชพิธีเก่าแก่ท่ีกระทา

ต่อเน่ืองกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ จนถึง พ.ศ.๒๔๗๙ ว่างเว้นไป
ระยะหน่ึงจนถึง พ.ศ.๒๕๐๓ คณะรัฐมนตรีมีมติฟื้นฟูพระราชพิธีน้ีขึ้นใหม่อีกครั้ง และทาสืบเนื่องมา
จนถึงทุกวนั น้ี ตัง้ แต่ พ.ศ.๒๕๐๙ เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีลงมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคลแรกนาขวัญ
เปน็ วนั เกษตรกรประจาปี

ในสมัยโบราณพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลเป็นพิธีเฉพาะทางพราหมณ์เท่านั้น
ตอ่ มาถึงรัชสมยั พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว โปรดใหเ้ พมิ่ พธิ ที างสงฆด์ ว้ ย ปัจจุบันยังคงยึดถือ
ตามแบบธรรมเนียมการปฏิบัติโบราณ มีการดัดแปลงบางส่วนเพ่ือให้เหมาะสมกับสมัยนิยม เช่น พระ
ราชพิธพี ืชมงคลเพอื่ ทาขวัญพชื พันธตุ์ า่ ง ๆ ด้วยพธิ ีทางสงฆ์ จะทากันที่ท้องสนามหลวง ส่วนพระราชพิธี
จรดพระนงั คัลแรกนาขวัญทาท่ีทุ่งส้มป่อยนอกเขตพระนครหรือที่อื่น ๆ บ้าง แต่ในปัจจุบันพระราชพิธี

๑๙๒
พืชมงคลทาทพ่ี ระอุโบสถวัดพระศรีรตั นศาสดาราม และพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญทาท่ีท้อง
สนามหลวง เปน็ ตน้

เป้าหมายสาคัญของการประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อ
เปน็ การทาขวัญและเพ่อื ความอุดมสมบรู ณ์ของพืชพนั ธธุ์ ัญญาหาร เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักของคน
ไทย และเกษตรกรรมกเ็ ปน็ อาชีพหลักของคนไทยมาตั้งแตส่ มยั โบราณ ดังนน้ั ประเพณไี ทยหลายอยา่ งมัก
เกย่ี วข้องกับวิถชี ีวติ ของเกษตรกร พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจึงถือว่าเป็นสิริมงคล
แก่พืชผลทจ่ี ะเพาะปลูกประจาปี

กาหนดเวลาการประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ทากัน
ประมาณเดอื นหกของทุกปี เพราะเป็นระยะเวลาท่เี หมาะสมในการเร่ิมต้นทานาในประเทศไทย แต่ไม่มี
การกาหนดวันทแ่ี นน่ อน เน่ืองจากต้องพจิ ารณาฤกษ์ยามทเ่ี หมาะสมในแต่ละปี

๓. พระราชพธิ ี "ไลเ่ รือเถลงิ พิธีตรยี มั พวาย"
พระราชพิธเี ดือนอา้ ยตามทป่ี รากฏในกฎมณเฑียรบาลว่า "ไล่เรือเถลิงพิธีตรียัมพวาย" พิธีนี้
เป็นพธิ ีไลน่ ้า หรือจะให้น้าลดเร็ว ๆ เพ่ือให้การเกี่ยวข้าวได้สะดวกและได้ผลดี แต่ไม่ได้จัดทาสม่าเสมอ
ทุกปี มักทาในปีที่น้าลดเท่าน้ัน ในพิธีน้ีขบวนแห่คล้ายเสด็จพระราชดาเนินพระกฐิน และให้อาลักษณ์
หรือราชบัณฑติ อ่านคาประกาศตง้ั สัตยาธิษฐาน นมสั การพระรัตนตรัยเทพยดา และพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่ง
นับเป็นสมมตเิ ทพยดา แล้วอ้างความสัตย์ซึ่งมีต่อเทพยดาท้ังสาม คือ วิสุทธิเทพยดา อุปปาติกเทพยดา
และสมมตเิ ทพยดา ขอใหบ้ ันดาลใหน้ ้าลดลง

ภาพที่ ๔๕ พระราชพธิ ีไลเ่ รอื
ที่มา : https://blog.eduzones.com/poonpreecha/๙๑๖๖๖

๑๙๓

พระราชพิธีไล่เรือในเดือนอ้ายนั้นมีมาต่ังแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ประกอบขึ้นเพ่ือ
ตอ้ งการให้น้าลดเร็ว ๆ เพราะในเดือนต่อไปถือว่าเป็นการเข้าฤดูเพราะปลูก เป็นที่ทราบกันว่า สภาพ
ทางภูมิศาสตร์ของกรุงศรอี ยธุ ยามีแมน่ ้าล้อมลอบถงึ ๓ สายดว้ ยกนั แมน่ ้าลพบรุ ี แม่น้าป่าสัก และแม่น้า
เจ้าพระยา แม่น้าท้ัง ๓ นี้ให้คุณให้ให้โทษพร้อมกันกล่าวคือ เมื่อเกิดศึกสงครามล้อมกรุง ชาวกรุงศรี
อยธุ ยาจะใช้ประโยชนจ์ ากแมน่ ้าโดยการใช้ตา้ นข้าศึกคร้ังล้อมกรุง เมื่อน้าข้ึนมาข้าศึกต้องหนีน้ากลับไป
ยังกรุงของตนเพ่ือรอน้าลดในครงั้ ตอ่ ไป นับว่าเป็นปราการธรรมชาติทส่ี าคญั ในการปอ้ งกันกรุงศรีอยุธยา
อกี ท้งั ยังเปน็ เสน้ ทางสาคัญในการคมนาคมขนส่ง ทาให้กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองท่าสาคัญในภูมิภาคน้ี ท่ี
ให้โทษคอื ถา้ ฤดูน้าหลากคร้งั ไหนมีน้ามากจนไม่สามารถระบายออกได้ จะสร้างความเสียหายให้แก่การ
เกบ็ เก่ียว ดงั นัน้ ในสมัยอยธุ ยาจงึ ได้มพี ิธกี รรมไลเ่ รอื ข้ึนมาเพื่อใหน้ ้าลดเรว็ ๆ

พระราชพธิ ีไลเ่ รอื มไิ ดป้ ระกอบขึ้นทุกปี เพราะถ้าปีไหนน้าไม่มากก็ไม่ต้องประกอบพิธี
มีกฎมณเฑียรบาลคร้ังกรุงศรีอยุธยาว่าในการประกอบพิธีนั้น พระเจ้าแผ่นดิน พระอัครมเหสี พระเจ้า
ลูกยาเธอ หลานเธอและพระสนม แต่งอย่างเตม็ ยศโบราณลงเรือพระทีน่ ัง่ มีพระยามหาเสนาตฆี ้อง เสด็จ
ไปตามลานา้ โดยสมมตพิ ระเจา้ แผ่นดินเป็นเทพยาดา โดยขอให้น้าถอยลงไป แล้วทาการเชิญพระพุทธ
ปฏมิ ากรลงเรอื พระทน่ี ั่ง แล้วมีเรือสาหรับพระสงฆ์ตามหลัง เรือราหน่ึงมีพระราชาคณะ ๑ รูป มีฐานที่
น่งั ๒ ข้าง ตรงกลางตั้งเคร่อื งนมัสการทาการสวดคาถาหล่อพระชยั เป็นคาถาไล่น้า (บางครั้งจึงเรียกพิธี
ไล่เรือวา่ เปน็ พิธีไลน่ ้าดว้ ย) ในขณะลอ่ งเรือกลับมายงั ประตชู ัยกระทาพธิ ี เมื่อเสร็จพิธีไล่เรือ จะประกอบ
พธิ ตี รยี มั ปวาย ? ตรีปวาย อนั พิธเี กี่ยวเน่ืองกันมา กล่าวคือ พิธีไล่เรือกระทาเพื่อน้าลด พิธีตรียัมปวาย
ตรีปวาย เป็นพิธเี กีย่ วกับความอุดมสมบูรณ์ การเก็บเกี่ยว และการเตรียมตวั เพาะปลูกตอ่ ไป

ในคร้ังกรุงรัตนโกสินทร์ได้กระทาพิธีน้ีเพียง ๒ ครั้ง คือรัชกาลท่ี ๑ และรัชกาลที่ ๓
การทาพิธนี ้นั พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั พระบรมวงศานวุ งศ์เสดจ็ ไปประชุมกันที่วัดท้ายเมือง แขวง
เมอื งนนทบรุ ี มีอาลกั ษณ์อ่านคาประกาศตัง้ สัตยาธิฐาน นมัสการพระรัตนตรยั เทพยาดารวมทั้งพระเจ้า
แผ่นดิน (สมมติเทพ) แล้วอ้างความสัตย์ ซ่ึงได้นับถือต่อเทพยาดาทั้งสามคือ วิสุทธิเทพยดา อุปปาติก
เทพยดา และสมมติเทพยดา ขอให้น้าลดลงไปตามประสงค์ พระพุทธรูปท่ีใช้ในพระราชพิธีเดิมมีแต่ชื่อ
พระชัย พระคนั ธาราษฎร์ ต่อมาจงึ เปลยี่ นเป็นพระห้ามสมุทร การทาพิธีคล้ายเสด็จพระราชดาเนินพระ
กฐิน (สมพร สุขเกษม, ๒๕๓๕, หนา้ ๑๑๒ – ๑๑๓)

พิธนี ้ีลม้ เลิกไปคร้ังรัชกาลท่ี ๕ เป็นการถาวร จะประกอบแต่พระราชพิธีตรียัมปวาย -
ตรปี วายเทา่ นน้ั ทีเ่ ปน็ เชน่ นี้เพราะชยั ภูมิของกรงุ รตั นโกสินทร์นั่นอยสู่ งู กว่าระดับน้าพอสมควรจึงไม่ต้อง
เผชญิ กับปญั หานา้ ท่วมอย่างคร้งั กรุงศรอี ยุธยา

๑๙๔

สรุป

พราหมณ์เข้ามาในประเทศไทยก่อนสมัยสุโขทัยโดยผ่านมาทางเขมรทางลุ่มน้าเจ้าพระยาและ
ทางใต้ ศาสนาพราหมณค์ ือ ศาสนาฮนิ ดดู ั้งเดิม ชาวอินเดียได้เข้ามาพร้อมกับศาสนาฮินดู โดยเฉพาะใน
สมยั กรุงรตั นโกสนิ ทร์น้ี คมั ภีรด์ ั้งเดิมของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู คือคัมภีร์พระเวท แปลว่า ความรู้มา
จากพระเจ้าพระผปู้ ระเสรฐิ คอื พรหม คัมภรี ์พระเวทจึง เปน็ คาสอนของพระเจ้า มีเทพเจ้าท้ังหลายเป็น
ท่ีเคารพนับถือ เช่น พระอัคนีเทพ พระอินทรเทพ พระอัศวินเทพ สาวิตรีเทพ สุริยเทพ วรุณเทพ
อุสาเทพ โสมเทพ วิษณุเทพ เป็นต้น พราหมณม์ ีบทบาทสาคัญในพิธีกรรมทั้งของหลวงและของราษฎร์
ในพระราชพิธีสาคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
พระราชพธิ ีถือน้าพระพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น นอกนั้นมีพิธีซึ่งราษฎร์ท่ัวไปก็กระทาโดยมีพราหมณ์เป็นผู้
ประกอบพธิ ีให้ โดยเฉพาะพิธที ่เี กีย่ วกับขวญั เช่น พธิ ที าขวญั เดือนโกนผมไฟ พธิ โี กนจุก พธิ ีสมรส พิธีศพ
พธิ ตี ้ังศาลพระภมู ิ เป็นต้น พธิ ีกรรมของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดเู องมอี ยปู่ ระจาเกือบทุกเดอื น นอกน้ันก็มี
การประกอบ ศาสนกิจเป็นประจาทุกวัน ด้วยการสวดมนต์การบูชาพระเจ้าโดยการร้องเพลงสดุดี
พระองค์ชาวฮินดูถือว่า ดนตรี การขับร้อง และการเต้นราเป็นส่ิงท่ีพระเจ้าทรงโปรดปรานเป็นพิเศษ
ชาวฮินดซู ึ่งเขา้ มาในประเทศไทยระยะรอ้ ยปีเศษมาน้สี ่วนใหญเ่ ปน็ พอ่ คา้ จึงทามาคา้ ขายในสังคมเหมือน
พ่อคา้ ท่วั ไปเป็นหลกั

คาถามทบทวนประจาบท

คาชแี้ จง : จงตอบคาถามดังต่อไปนี้
๑. เทศกาลและพธิ ีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู มีท่ีมาอยา่ งไร จงอธบิ าย
๒. หลักคาสอนสาคญั ของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู คืออะไร
๓. จงบอกหลักความเชื่อที่สาคญั ของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ที่เป็นแก่นของศาสนามา
๔. เทศกาลคเณศจตุรถีมพี ธิ ีกรรมการปฏบิ ตั อิ ย่างไร
๕. เทศกาลนวราตรีคอื อะไร จงแสดงขัน้ ตอน การปฏิบตั ิพธิ กี รรมมาใหเ้ ห็นชดั
๖. วงจักรแห่งความมัน่ คง ๕ ประการน้ัน ประกอบไปดว้ ยอะไรบ้าง จงบอกมาใหค้ รบ
๗. ตานานของเทศกาลดวิ าลีในแต่ละตานานนน้ั มีเรอ่ื งราวความเป็นมาอย่างไร จงอธบิ าย
๘. ศาสนาพราหมณ์ – ฮนิ ดูกับสังคมไทยมคี วามเก่ียวข้องสมั พนั ธ์กันอยา่ งไร
๙. พธิ กี รรมสาคญั ของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดูในสังคมไทยมอี ะไรบ้าง จงยกตัวอยา่ งมา

อยา่ งนอ้ ย ๒ ตวั อยา่ ง
๑๐. จงแสดงพระราชพธิ ีสาคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู ในประเทศไทยใหเ้ ห็นชดั


Click to View FlipBook Version