The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้
เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sirirat kumpimul, 2023-08-24 23:26:12

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้
เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์

ก รายงาน การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นาย…………………………………….. ครูช านาญการ โรงเรียน………………….. ต าบล………………………. อ าเภอ………….. ส านักงานเขตพื้ นที่การศึกษา…………………………..………. ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้ นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ


ก ประกาศคุณูปการ รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของ สารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ฉบับนี้ จัดทำขึ้นโดยสรุปผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยพัฒนาควบคู่กับแผนการ จัดการเรียนรู้ ปีการศึกษา 2563 ขอกราบขอบพระคุณ…………………………. ผู้อำนวยการโรงเรียน…….…………………….. และผู้เชี่ยวชาญ……………………………………………………………………. ตลอดจนผู้เกี่ยวข้อง ที่กรุณา ให้คำแนะนำ ปรึกษา และตรวจสอบ ความถูกต้องในผลงานครั้งนี้ ขอขอบคุณเพื่อนครู โรงเรียน……………………………. ทุกท่าน ที่ให้คำแนะนำปรึกษา ให้การสนับสนุน รวมทั้งให้กำลังใจ ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการปฏิบัติงาน คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีในครั้งนี้ ขอน้อมบูชาแด่พระคุณบิดามารดา ญาติพี่น้อง ตลอดจนครู อาจารย์ ทุกท่าน ที่ได้ให้การอบรมสั่งสอน ให้ข้าพเจ้าสามารถดำรงตนและ บรรลุผลสำเร็จแห่งชีวิตจวบจนปัจจุบัน ………………………………..


ข ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบ ของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้รายงาน ………………………………….. โรงเรียน โรงเรียน…………………….. ปีที่ศึกษาค้นคว้า ปีการศึกษา 2563 บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ มีความมุ่งหมายดังนี้ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพ ของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องการจำแนกและองค์ประกอบ ของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสาร บริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียน……………………………………………………. สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา…………………………………….. ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ คือ 1) ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3)


ค แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดการ จำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ( E1 / E2 ) ค่าดัชนีความสอดคล้อง ( IOC ) ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบ ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบสมมติฐานใช้ t - test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้า ปรากฏดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.50/82.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและ องค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.7008 แสดงว่า นักเรียนที่ เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น มีความรู้เพิ่มมากขึ้น 0.7008 หรือคิด เป็นร้อยละ 70.08 4. การประเมินระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน…………………………………………….. สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา………………………………….. มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว 21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด


ง สารบัญ บทที่ หน้า ประกาศคุณูปการ .................................................................................................. ก บทคัดย่อ ................................................................................................................ ข สารบัญ ................................................................................................................... ค 1 บทนำ .................................................................................................................... 1 ความเป็นมาและความสำคัญ ................................................................................. 1 ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า ...................................................................... 4 สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า ............................................................................. 4 ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า ............................................................................... 5 นิยามศัพท์เฉพาะ ................................................................................................... 6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ .................................................................................... 8 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.............................................................................. 9 การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ............. 9 หลักการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ......................................... 39 แนวทางการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ..................................................... 42 ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ........................................................................................... 51 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ........................................................................................ 67 ดัชนีประสิทธิผล ................................................................................................... 75 แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ .............................................................................. 77 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ................................................................................................ 79 กรอบแนวคิดของการศึกษา …............................................................................... 83 3 วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า ................................................................................... 84 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ................................................................................... 85


จ สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า .......................................................................... 85 วิธีการสร้างเครื่องมือและการหาคุณภาพของเครื่องมือ ......................................... 86 วิธีดำเนินการทดลอง .............................................................................................. 94 การวิเคราะห์ข้อมูล ................................................................................................ 96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ............................................................................... 97 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล .......................................................................................... 103 5 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ................................................................ 110 สรุปผลการศึกษาค้นคว้า ....................................................................................... 116 อภิปรายผลการศึกษาค้นคว้า ................................................................................ 118 ข้อเสนอแนะ ......................................................................................................... 121 บรรณานุกรม ......................................................................................................... 123 ภาคผนวก ………………………………………………………………………………………………….. 113


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องกับชีวิตของทุกคน ทั้งในการดำรงชีวิตประจำวันและในงานอาชีพต่าง ๆ เครื่องมือ เครื่องใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและในการทำงาน ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ ความรู้วิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดองค์ความรู้ และความเข้าใจในปรากฏการณ์ธรรมชาติมากมาย มีผลให้เกิดการพัฒนาทางเทคโนโลยี อย่างมาก วิทยาศาสตร์ทำให้คนได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหา อย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งความรู้ (Knowledge based society) ทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ (Scientific literacy for all) เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจโลก ธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น และนำความรู้ ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ มีคุณธรรม ความรู้วิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่นำมาใช้ในการพัฒนา คุณภาพชีวิตที่ดีแต่ยังช่วยให้คนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ การดูแล รักษา ตลอดจนการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน (สถาบัน ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2546 : 1) ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงได้มีนโยบายปรับปรุงหลักสูตรวิทยาศาสตร์ ให้ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยได้ปรับปรุงหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น มุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ทั้งด้านความคิด การปฏิบัติ ซึ่งเห็นได้จากการที่สถาบันส่งเสริมการ สอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพยายามปรับปรุงหลักสูตรวิทยาศาสตร์ให้เอื้ออำนวยต่อการ พัฒนาความสามารถของนักเรียน จึงกำหนดจุดประสงค์ของหลักสูตรวิทยาศาสตร์ไว้เพื่อให้ นักเรียนมีความเข้าใจในหลักการ ทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ขอบเขต ธรรมชาติ และข้อจำกัดของวิทยาศาสตร์ มีทักษะที่สำคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี พัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการ จัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่าง


2 วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมวลมนุษย์และสภาพแวดล้อมในเชิงที่มีอิทธิพลและผลกระทบซึ่งกันและ กัน สามารถนำความรู้ความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อ สังคม และการดำรงชีวิต เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์(สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2546 : 1 - 4) จากข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 โรงเรียน...................สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา………….. ปีการศึกษา 2562 ค่าเฉลี่ย ของคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์คิดเป็นร้อยละ 71.12 ไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ ค่าเฉลี่ยร้อยละ 75.00 จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดกิจกรรมการสอนวิทยาศาสตร์และนำเทคนิคใหม่ ๆ มา พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น โดยภาพรวมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของ นักเรียน ยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสาเหตุ คือ ครูไม่สามารถจัดกิจกรรม การเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ตามจุดประสงค์ของหลักสูตร นักเรียนขาด ความกระตือรือร้นในการเรียน ขาดกระบวนการในการเสาะแสวงหาความรู้ และบรรยากาศใน ชั้นเรียนน่าเบื่อหน่าย (ทวีพร ดิษฐ์สำเริง. 2544 : 28) ดังนั้นครูผู้สอนจึงต้องพัฒนาตนเอง โดยค้นคว้าหาความรู้เรื่องการสอนการผลิตสื่อ และใช้สื่อ เพื่อทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ และหลักการของหลักสูตร ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หมวดที่ 4 แนวการจัดการศึกษามาตราที่ 24 เน้นการ จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดมีการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การประยุกต์ความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเน้นการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียน เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน ใฝ่รู้ โดยจัด สภาพแวดล้อม สื่อการสอน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ (สำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติ. 2542 : 12) เพิ่มประสิทธิภาพในการสอน การจัดการเรียนการสอนของ ครูผู้สอนควรเลือกวิธีการสอนที่เน้นให้นักเรียนมีประสบการณ์ด้วยตนเองให้มากที่สุด ให้นักเรียน ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์หลายแบบในการเรียนการสอนแต่ละ ครั้ง โดยนักเรียนเป็นศูนย์กลางในการเรียนการสอน ครูผู้สอนต้องคำนึงเสมอว่า การสอนที่มี ประสิทธิภาพนั้นย่อมมีส่วนสัมพันธ์กับความก้าวหน้าในการเรียน วิธีสอน และเนื้อหาวิชา (ภพ เลาหไพบูลย์. 2545 : 122) นอกจากวิธีการสอนที่หลากหลายแล้ว สิ่งที่ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้ ตรงตามจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายคือการนำนวัตกรรมทางการศึกษามาช่วย ในการเรียนการ สอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการศึกษาให้สูงขึ้น สามารถตรวจสอบได้ ตลอดจนช่วยให้นักเรียนมี


3 คุณภาพเท่าเทียมกัน (ชม ภูมิภาค. 2548 : 98) ซึ่งนวัตกรรมทางการศึกษานี้ คือ ชุดกิจกรรม การเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่มีลักษณะ เป็นสื่อประสม ที่จัดขึ้นสำหรับหน่วยการเรียนตามหัวข้อเนื้อหาที่ต้องการจะให้นักเรียนได้รับ ความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ผู้สอนเกิดความมั่นใจ พร้อมที่จะสอน และช่วยให้นักเรียน กับผู้สอนมีโอกาสปฏิบัติกิจกรรมร่วมกัน เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ตอบสนอง ความ แตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนมีอิสระในการเรียนตามความสามารถและความ สนใจ โดยมีครูคอยแนะนำช่วยเหลือ (บุญเกื้อ ควรหาเวช. 2543 : 91 - 93) ทำให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้วิธีการทำงานเป็นขั้นตอน ใช้เหตุผลในการวางแผนอย่างมีระบบได้อย่างเหมาะสม จากใบความรู้ กิจกรรม แบบฝึกหัด และแบบทดสอบ ตลอดจนสื่อต่าง ๆ ที่ครูผู้สอนเตรียมไว้ อย่างมีระบบ แล้วยังทำให้นักเรียนสามารถทราบผลการปฏิบัติกิจกรรม นั้น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่เกิดความเบื่อหน่ายต่อการเรียน (สุวิทย์ มูลคำ และ อรทัย มูลคำ. 2545 : 51) ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ กาญจนา ฉ่ำแสง (2541 : บทคัดย่อ) ศิริชัย จีรจีรังชัย (2545 : บทคัดย่อ) จุฬาลักษณ์ไชยสกุล (2546 : บทคัดย่อ) สมโภช ภู่สุวรรณ (2546 : บทคัดย่อ) ถวิล กล้าเกิด (2548 : บทคัดย่อ) และ คนอื่น ๆ ที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งสรุปได้ว่า นักเรียนที่ได้รับ การสอนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน จะทำให้นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์ เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของวิชา วิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการจำแนกสารบริสุทธิ์ โครงสร้างอะตอม การ จำแนกธาตุและการใช้ประโยชน์ ซึ่งมีความสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ แต่ครูผู้สอนยัง ไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์ ที่ทำให้นักเรียนเชื่อมโยงความรู้ที่ได้รับกับสถานการณ์จริงได้ ดังนั้น การจัดกระบวนการ เรียนการสอนควรจะนำนวัตกรรมมาช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน จากปัญหาในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และความสำคัญของชุดกิจกรรม การเรียนรู้ ที่ได้กล่าวมานั้น ทำให้ผู้รายงานสนใจที่จะพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้มาใช้เป็น เทคนิคในการนำเสนอเนื้อหา เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์ โดยออกแบบ และพัฒนาให้เป็นชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีความเหมาะสมต่อการเรียนรู้สำหรับนักเรียน อันจะ ช่วยให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์


4 และเพื่อเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิผล อีกทั้ง ยังเป็นการพัฒนาการเรียนการสอน และนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการศึกษาต่อไป ความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ผู้รายงานได้ตั้งความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้าไว้ดังนี้ 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและ องค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 3. เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและ องค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ผู้รายงานได้ตั้งสมมติฐานการศึกษาค้นคว้าไว้ดังนี้ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบ ของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


5 3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การจำแนกและองค์ประกอบของ สารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าดัชนีประสิทธิผลไม่น้อยกว่า .50 ขึ้นไป 4. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบ ของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด ขอบเขตของการศึกษาค้นคว้า เพื่อให้การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้เป็นไปตามความมุ่งหมายของการศึกษาค้นคว้า ที่ตั้งไว้ ผู้รายงานได้กำหนดขอบเขตการศึกษาค้นคว้าดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียน..................สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา……………………… จำนวน 3 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 60 คน ประกอบด้วย 1.1 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 จำนวน 21 คน 1.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 จำนวน 19 คน 1.3 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 20 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียน..................สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา……………………… ซึ่ง ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 20 คน 2. เนื้อหา เนื้อหาที่นำมาสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและ องค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ของกระทรวงศึกษาธิการ แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ชุดดังนี้ ชุดที่ 1 เรื่อง การจำแนกสารบริสุทธิ์ ชุดที่ 2 เรื่อง โครงสร้างอะตอม ชุดที่ 3 เรื่อง การจำแนกธาตุและการใช้ประโยชน์


6 3. ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง คือ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โดยใช้เวลา 12 ชั่วโมง 6 แผนจัดการเรียนรู้ 4. ตัวแปรที่ศึกษา 4.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ดัชนีประสิทธิผล และความพึงพอใจของนักเรียน ต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง ชุดสื่อประสม ซึ่งผลิตขึ้นอย่างมีระบบ มีขั้นตอน มีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย เนื้อหาวิชา ที่สามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษา และปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสามารถ และเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์ หมายถึง ชุดสื่อประสมวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์ที่ ผู้รายงานพัฒนาขึ้น เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนใน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีจำนวน 3 ชุด คือ ชุดที่ 1 เรื่อง การจำแนกสารบริสุทธิ์ ชุดที่ 2 เรื่อง โครงสร้างอะตอม ชุดที่ 3 เรื่อง การจำแนกธาตุและการใช้ประโยชน์ 3. การเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสาร


7 บริสุทธิ์หมายถึง การเรียนโดยที่ครูให้นักเรียนเรียนรู้จากชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การ จำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งผู้รายงานพัฒนาขึ้น จำนวน 3 ชุด 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ เรื่อง การจำแนกและ องค์ประกอบของสารบริสุทธิ์ของนักเรียน โดยพิจารณาจากคะแนนที่ทำแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้รายงานสร้างขึ้น จำนวน 20 ข้อ 5. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของ สารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 80/80 มีความหมาย ดังนี้ - 80 แรก หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการในการเรียนด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 คิดจาก ร้อยละของคะแนนเฉลี่ย ที่นักเรียนทั้งหมดสามารถทำแบบทดสอบหลังเรียนของชุดกิจกรรม การเรียนรู้ในแต่ละชุด มีค่าร้อยละ 80 ขึ้นไป - 80 หลัง หมายถึง ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ในการเรียนด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 คิดจากร้อยละ ของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทั้งหมดที่สามารถตอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังจากเรียนด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ มีค่าร้อยละ 80 ขึ้นไป 6. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง เครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและ องค์ประกอบของสารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น เป็นข้อสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 7. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หมายถึง นักเรียนโรงเรียน................... สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา…………………………. ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563


8 8. ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ค่าสถิติตัวบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อันก่อให้เกิด ความก้าวหน้าของผู้เรียน 9. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก ความนึกคิด ความชื่นชม การเห็นคุณค่า และความสำคัญต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของ สารบริสุทธิ์รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่วัดโดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจที่ผู้รายงานพัฒนาขึ้น ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง การจำแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธิ์ รายวิชาวิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. ได้แนวทางในการนำชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ไปใช้ในการเรียนการสอน และปรับปรุงวิธีการสอนของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีคุณภาพเหมาะสมยิ่งขึ้น 3. ครูผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้อย่างมั่นใจและเป็นไปตามจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4. เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 5. ได้แนวทางในการสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในเรื่องอื่น ๆ ให้แพร่หลายต่อไป


9 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้รายงานได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยจัดเรียงตามลำดับ ดังนี้ 1. การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 2. หลักการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ 3. แนวทางการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ 4. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 6. ดัชนีประสิทธิผล 7. แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8.1 งานวิจัยในประเทศ 8.2 งานวิจัยต่างประเทศ 1. การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) นี้ได้กำหนดสาระการเรียนรู้ออกเป็น 8 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ สาระที่ 4 ชีววิทยา สาระที่ 5 เคมี สาระที่ 6 ฟิสิกส์ สาระที่ 7 โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ และสาระที่ 8 เทคโนโลยี ซึ่งองค์ประกอบของหลักสูตร ทั้งในด้านของเนื้อหา การจัดการเรียนการสอนและ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นให้มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


10 ได้กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนเป็นพื้นฐาน เพื่อให้ สามารถนำความรู้นี้ไปใช้ในการดำรงชีวิต หรือศึกษาต่อในวิชาชีพที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์ได้ โดยจัดเรียงลำดับความยากง่าย ของเนื้อหาทั้ง 8 สาระ ในแต่ละระดับชั้นให้มีการเชื่อมโยงความรู้ กับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญทั้งทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ 1.1 เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติโดยมนุษย์ใช้กระบวนการ สังเกต สำรวจตรวจสอบ และการทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและนำผลมา จัดระบบ หลักการ แนวคิดและทฤษฎีดังนั้นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จึงมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ เป็นผู้เรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองมากที่สุด นั่นคือให้ได้ทั้งกระบวนการและองค์ความรู้ตั้งแต่วัย เริ่มแรกก่อนเข้าเรียน เมื่ออยู่ในสถานศึกษาและเมื่อออกจากสถานศึกษาไปประกอบอาชีพแล้ว การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในสถานศึกษามีเป้าหมายสำคัญดังนี้ 1. เพื่อให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานในวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อให้เข้าใจขอบเขต ธรรมชาติและข้อจำกัดของวิทยาศาสตร์ 3. เพื่อให้มีทักษะที่สำคัญในการศึกษาค้นคว้าและคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 4. เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการจัดการทักษะในการสื่อสาร และความสามารถในการตัดสินใจ 5. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มวลมนุษย์และสภาพแวดล้อมในเชิงที่มีอิทธิพลและผลกระทบซึ่งกันและกัน 6. เพื่อนำความรู้ความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อสังคมและการดำรงชีวิต 7. เพื่อให้เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์


11 1.2 เรียนรู้อะไรในวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้าง องค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหาความรู้และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียน มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น โดยกำหนดสาระสำคัญ ดังนี้ ✧ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบ ของสิ่งมีชีวิต การดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลาย ทางชีวภาพ และวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ✧ วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลง ของสาร การเคลื่อนที่ พลังงาน และคลื่น ✧ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ และผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ✧ เทคโนโลยี ● การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต ในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการ ออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม ● วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับการคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิต กับสิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบ นิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของ ประชากร


12 ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอด ลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ ระหว่างสมบัติของ สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิด ปฏิกิริยาเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรง ที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและ การถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติ ของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้ง นำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และ วิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซีดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลง ลมฟ้า อากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และ ศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ


13 เชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และ สิ่งแวดล้อม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบ ในชีวิตจริงอย่างเป็น ขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม 1.4 คุณภาพผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ❖ เข้าใจโครงสร้าง ลักษณะเฉพาะและการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต รวมทั้ง ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในแหล่งที่อยู่การทำหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ของพืช และการทำงาน ของระบบย่อยอาหารของมนุษย์ ❖ เข้าใจสมบัติและการจำแนกกลุ่มของวัสดุสถานะและการเปลี่ยนสถานะ ของสสารการละลาย การเปลี่ยนแปลงทางเคมีการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้และผันกลับไม่ได้ และการแยกสารอย่างง่าย ❖ เข้าใจลักษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงลัพธ์แรงเสียดทาน แรงไฟฟ้า และผลของแรงต่างๆ ผลที่เกิดจากแรงกระทำต่อวัตถุความดัน หลักการที่มีต่อวัตถุวงจรไฟฟ้า อย่างง่าย ปรากฏการณ์เบื้องต้นของเสียง และแสง ❖ เข้าใจปรากฏการณ์การขึ้นและตก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างปรากฏ ของดวงจันทร์องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ความแตกต่างของ ดาวเคราะห์และ ดาวฤกษ์การขึ้นและตกของกลุ่มดาวฤกษ์การใช้แผนที่ดาว การเกิดอุปราคา พัฒนาการและประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ ❖ เข้าใจลักษณะของแหล่งน้ำ วัฏจักรน้ำ กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้ำค้าง น้ำค้างแข็ง หยาดน้ำฟ้า กระบวนการเกิดหิน วัฏจักรหิน การใช้ประโยชน์หินและแร่ การเกิดซากดึกดำบรรพ์ การเกิดลมบก ลมทะเล มรสุม ลักษณะและผลกระทบของ ภัยธรรมชาติธรณีพิบัติภัย การเกิดและผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก ❖ ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเชื่อถือ ตัดสินใจ เลือกข้อมูลใช้เหตุผลเชิงตรรกะในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการ ทำงานร่วมกัน เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน เคารพสิทธิของผู้อื่น ❖ ตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียนรู้ตามที่กำหนดให้


14 หรือตามความสนใจ คาดคะเนคำตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้องกับคำถาม หรือปัญหาที่จะสำรวจตรวจสอบ วางแผนและสำรวจตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือ อุปกรณ์และ เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสม ในการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ❖ วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มาจาก การสำรวจตรวจสอบในรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อสื่อสารความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบได้ อย่างมีเหตุผลและหลักฐานอ้างอิง ❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น ในสิ่งที่จะเรียนรู้มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับ เรื่องที่จะศึกษาตามความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลที่มี หลักฐานอ้างอิง และรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ❖ แสดงความรับผิดชอบด้วยการทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างมุ่งมั่น รอบคอบ ประหยัด ซื่อสัตย์จนงานลุล่วงเป็นผลสำเร็จ และทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ ❖ ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใช้ความรู้ และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการดำรงชีวิต แสดงความชื่นชม ยกย่อง และเคารพสิทธิ ในผลงานของผู้คิดค้นและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทำโครงงานหรือชิ้นงานตามที่กำหนดให้ หรือตามความสนใจ ❖ แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้การดูแล รักษาทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า 1.5 สาระ มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดชั้นปีชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การ ถ่ายทอด พลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากรปัญหาและ ผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น - - - -


15 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียง สารเข้าและออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และ มนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น - ว 1.2 ม1/1 เปรียบเทียบรูปร่าง ลักษณะ และ โครงสร้างของเซลล์ พืชและเซลล์สัตว์ รวมทั้งบรรยาย หน้าที่ของผนังเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซ โทพลาซึม นิวเคลียส แวคิวโอล ไมโทคอนเดรีย และ คลอโรพลาสต์ - เซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิต บางชนิดมีเซลล์เพียงเซลล์เดียว เช่น อะมีบา พารา มีเซียม ยีสต์ บางชนิดมีหลายเซลล์ เช่น พืช สัตว์ - โครงสร้างพื้นฐานที่พบทั้งในเซลล์พืชและเซลล์ สัตว์ และสามารถสังเกตได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ใช้ แสง ได้แก่ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึม และ นิวเคลียส โครงสร้างที่พบในเซลล์พืชแต่ไม่พบใน เซลล์สัตว์ ได้แก่ ผนังเซลล์และคลอโรพลาสต์ - โครงสร้างต่าง ๆ ของเซลล์มีหน้าที่แตกต่างกัน - ผนังเซลล์ ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงแก่เซลล์ - เยื่อหุ้มเซลล์ ทำหน้าที่ห่อหุ้มเซลล์และควบคุม การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ - นิวเคลียส ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเซลล์ - ไซโทพลาซึม มีออร์แกเนลล์ที่ทำหน้าที่แตกต่าง กัน - สวนพฤกษศาสตร์ สวนป่า - สระน้ำ ใน โรงเรียนและ ชุมชน


16 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.1 ว 1.2 ม1/2 ใช้กล้องจุลทรรศน์ ใช้แสงศึกษาเซลล์ และโครงสร้างต่าง ๆ ภายในเซลล์ - แวคิวโอล ทำหน้าที่เก็บน้ำและสารต่าง ๆ - ไมโทคอนเดรีย ทำหน้าที่เกี่ยวกับการสลาย สารอาหารเพื่อให้ได้พลังงานแก่เซลล์ - คลอโรพลาสต์ เป็นแหล่งที่เกิด การสังเคราะห์ด้วยแสง ม.1 ว 1.2 ม1/3 อธิบาย ความสัมพันธ์ ระหว่างรูปร่าง กับ การทำหน้าที่ของ เซลล์ - เซลล์ของสิ่งมีชีวิตมีรูปร่าง ลักษณะ ที่หลากหลาย และมีความเหมาะสมกับหน้าที่ของเซลล์นั้น เช่น เซลล์ ประสาทส่วนใหญ่ มีเส้นใยประสาทเป็นแขนงยาว นำกระแสประสาทไปยังเซลล์อื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไป เซลล์ขนราก เป็นเซลล์ผิวของรากที่มีผนังเซลล์และเยื่อ หุ้มเซลล์ยื่นยาวออกมา ลักษณะคล้ายขนเส้นเล็ก ๆ เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดน้ำและธาตุอาหาร ม.1 ว 1.2 ม1/4 อธิบายการจัดระบบ ของสิ่งมีชีวิต โดย เริ่มจากเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ ระบบอวัยวะ จน เป็นสิ่งมีชีวิต - พืชและสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์มีการจัดระบบ โดยเริ่มจากเซลล์ไปเป็นเนื้อเยื่อ อวัยวะ ระบบอวัยวะ และสิ่งมีชีวิตตามลำดับ เซลล์หลายเซลล์มารวมกัน เป็นเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อหลายชนิดมารวมกันและทำงาน ร่วมกันเป็นอวัยวะ อวัยวะต่าง ๆ ทำงานร่วมกันเป็น ระบบอวัยวะ ระบบอวัยวะทุกระบบทำงานร่วมกันเป็น สิ่งมีชีวิต ม.1 ว 1.2 ม1/5 อธิบายกระบวนการ แพร่และออสโมซิส จากหลักฐานเชิง ประจักษ์ และ ยกตัวอย่างการแพร่ และออสโมซิสใน ชีวิตประจำวัน - เซลล์มีการนำสารเข้าสู่เซลล์ เพื่อใช้ในกระบวนการ ต่าง ๆ ของเซลล์ และมีการขจัดสารบางอย่างที่เซลล์ ไม่ต้องการออกนอกเซลล์ การนำสารเข้าและออกจาก เซลล์มีหลายวิธี เช่น การแพร่เป็นการเคลื่อนที่ของสาร จากบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารสูงไปสู่บริเวณที่มี ความเข้มข้นของสารต่ำ ส่วนออสโมซิส เป็นการแพร่ ของน้ำ ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ จากด้านที่มีความเข้มข้นของ สารละลายต่ำไปยังด้านที่มีความเข้มข้นของ สารละลายสูงกว่า วัสดุ อุปกรณ์ การทดลองที่อยู่ ใน ชีวิตประจำวัน เช่น ไข่ไก่ ไข่ เป็ด เป็นต้น


17 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.1 ว 1.2 ม1/6 ระบุปัจจัยที่จำเป็น ในการสังเคราะห์ ด้วยแสงและผลผลิต ที่เกิดขึ้นจากการ สังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้หลักฐานเชิง ประจักษ์ - กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชที่เกิดขึ้นใน คลอโรพลาสต์ จำเป็นต้องใช้แสง แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ คลอโรฟิลล์ และน้ำ ผลผลิตที่ได้จาก การ สังเคราะห์ด้วยแสง ได้แก่ น้ำตาลและแก๊สออกซิเจน ว 1.2 ม1/7 อธิบายความสำคัญ ของการสังเคราะห์ ด้วยแสงของพืชต่อ สิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม - การสังเคราะห์ด้วยแสง เป็นกระบวนการที่สำคัญต่อ สิ่งมีชีวิต เพราะเป็นกระบวนการเดียว ที่สามารถนำ พลังงานแสงมาเปลี่ยนเป็นพลังงานในรูปสารประกอบ อินทรีย์และเก็บสะสมในรูปแบบต่าง ๆ ในโครงสร้าง ของพืช พืชจึงเป็นแหล่งอาหารและพลังงานที่สำคัญ ของสิ่งมีชีวิตอื่น นอกจากนี้กระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสงยังเป็นกระบวนการหลักในการสร้างแก๊ส ออกซิเจนให้กับบรรยากาศเพื่อให้สิ่งมีชีวิตอื่น ใช้ใน กระบวนการหายใจ ใบพืชที่มีใน บริเวณโรงเรียน และชุมชน เช่น ชบาด่าง และใบ พืชต่างๆที่มีสี เขียว ว 1.2 ม1/8 ตระหนักในคุณค่า ของพืชที่มีต่อ สิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม โดยการ ร่วมกันปลูกและ ดูแลรักษาต้นไม้ใน โรงเรียนและชุมชน


18 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนรู้ท้องถิ่น ม.1 ว 1.2 ม1/9 บรรยายลักษณะ และหน้าที่ของไซ เล็มและโฟลเอ็ม - พืชมีไซเล็มและโฟลเอ็ม ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อมีลักษณะคล้ายท่อ เรียงตัวกันเป็นกลุ่มเฉพาะที่ โดยไซเล็มทำหน้าที่ลำเลียงน้ำ และธาตุอาหาร มีทิศทางลำเลียงจากรากไปสู่ลำต้นใบและ ส่วนต่าง ๆ ของพืช เพื่อใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงรวมถึง กระบวนการอื่น ๆ ส่วนโฟลเอ็มทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่ได้ จากการสังเคราะห์ด้วยแสงมีทิศทางลำเลียง จากบริเวณที่มีการสังเคราะห์ด้วยแสงไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของพืช พืชที่มีอยู่ใน ท้องถิ่น เช่น ผักกระสัง ต้น เทียน หรือพืช ที่มีลำต้น ว 1.2 ม1/10เขียน ลักษณะใส แผนภาพที่บรรยาย ทิศทางการลำเลียง สารในไซเล็ม และโฟลเอ็มของพืช ว 1.2 ม1/11 อธิบายการสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศ และ ไม่อาศัยเพศของพืช ดอก - พืชดอกทุกชนิดสามารถสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศได้ และบาง ชนิดสามารถสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศได้ พืชดอกใน ชุมชน ว 1.2 ม1/12 อธิบายลักษณะ โครงสร้างของดอก ที่มีส่วนทำให้เกิด การถ่ายเรณู รวมทั้งบรรยาย การปฏิสนธิของพืช ดอก การเกิดผล และเมล็ด การ กระจายเมล็ด และ การงอกของเมล็ด - การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นการสืบพันธุ์ที่มีการผสมกัน ของสเปิร์มกับเซลล์ไข่การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก เกิดขึ้นที่ดอก โดยภายในอับเรณูของส่วนเกสรเพศผู้มีเรณู ซึ่ง ทำหน้าที่สร้างสเปิร์ม ภายในออวุลของส่วนเกสรเพศเมีย มีถุง เอ็มบริโอ ทำหน้าที่สร้างเซลล์ไข่ - การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศเป็นการสืบพันธุ์ที่พืชต้นใหม่ ไม่ได้เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างสเปิร์ม กับเซลล์ไข่แต่เกิด จากส่วนต่าง ๆ ของพืชเช่น ราก ลำต้น ใบ มีการเจริญเติบโต และพัฒนาขึ้นมา เป็นต้นใหม่ได้ - การถ่ายเรณู คือ การเคลื่อนย้ายของเรณูจากอับเรณูไปยัง ยอดเกสรเพศเมีย ซึ่งเกี่ยวข้องกับลักษณะและโครงสร้างของ ดอก เช่น สีของกลีบดอก ตำแหน่งของเกสรเพศผู้และเกสร เพศเมีย โดยมีสิ่งที่ช่วยในการถ่ายเรณูเช่น แมลง ลม พืชดอกใน ชุมชน


19 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนรู้ท้องถิ่น ม.1 ว 1.2 ม1/13 ตระหนักถึง ความสำคัญของ สัตว์ที่ช่วยใน การถ่ายเรณู ของพืชดอก โดยการไม่ ทำลายชีวิตของ สัตว์ที่ช่วยใน การถ่ายเรณู - การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นการสืบพันธุ์ที่มี การผสมกันของสเปิร์มกับเซลล์ไข่ การสืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศ ของพืชดอกเกิดขึ้นที่ดอก โดยภายในอับเรณูของส่วนเกสรเพศ ผู้มีเรณู ซึ่งทำหน้าที่สร้างสเปิร์ม ภายในออวุลของส่วนเกสรเพศ เมีย มีถุงเอ็มบริโอ ทำหน้าที่สร้างเซลล์ไข่ - การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์ที่พืชต้นใหม่ ไม่ได้เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างสเปิร์ม กับเซลล์ไข่ แต่เกิด จากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ราก ลำต้น ใบ มีการเจริญเติบโต และพัฒนาขึ้นมา เป็นต้นใหม่ได้ - การถ่ายเรณู คือ การเคลื่อนย้ายของเรณูจากอับเรณูไปยัง ยอดเกสรเพศเมีย ซึ่งเกี่ยวข้องกับลักษณะและโครงสร้างของ ดอก เช่น สีของกลีบดอก ตำแหน่งของเกสรเพศผู้และเกสรเพศ เมีย โดยมีสิ่งที่ช่วยในการถ่ายเรณู เช่น แมลง ลม - การถ่ายเรณูจะนำไปสู่การปฏิสนธิ ซึ่งจะเกิดขึ้นที่ถุงเอ็มบริโอ ภายในออวุล หลังการปฏิสนธิจะได้ไซโกต และเอนโดสเปิร์ม ไซ โกตจะพัฒนาต่อไปเป็นเอ็มบริโอ ออวุลพัฒนาไปเป็นเมล็ด และรังไข่พัฒนาไปเป็นผล - การถ่ายเรณูจะนำไปสู่การปฏิสนธิ ซึ่งจะเกิดขึ้นที่ถุงเอ็มบริโอ ภายในออวุล หลังการปฏิสนธิจะได้ไซโกต และเอนโดสเปิร์ม ไซ โกตจะพัฒนาต่อไปเป็นเอ็มบริโอ ออวุลพัฒนาไปเป็นเมล็ด และรังไข่พัฒนาไปเป็นผล - ผลและเมล็ดมีการกระจายออกจากต้นเดิม โดยวิธีการต่าง ๆ เมื่อเมล็ดไปตกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะเกิดการงอกของ เมล็ด โดยเอ็มบริโอภายในเมล็ดจะเจริญออกมา โดยระยะแรก จะอาศัยอาหารที่สะสมภายในเมล็ด จนกระทั่งใบแท้พัฒนา จน สามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้เต็มที่ และสร้างอาหารได้เอง ตามปกติ -


20 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น ม.1 ว 1.2 ม1/14 อธิบายความสำคัญ ของธาตุอาหารบาง ชนิดที่มีผลต่อการ เจริญเติบโตและการ ดำรงชีวิตของพืช - พืชต้องการธาตุอาหารที่จำเป็น หลายชนิดในการเจริญเติบโตและ การดำรงชีวิต - พืชต้องการธาตุอาหารบางชนิดใน ปริมาณมาก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถัน ซึ่งในดิน อาจมีไม่เพียงพอ สำหรับการ เจริญเติบโตของพืช จึงต้องมีการให้ ธาตุอาหารในรูปของปุ๋ยกับพืชอย่าง เหมาะสม ว 1.2 ม1/15 เลือกใช้ปุ๋ยที่มีธาตุ อาหารเหมาะสมกับ พืชในสถานการณ์ที่ กำหนด ว 1.2 ม1/16 เลือก วิธีการขยายพันธุ์พืช ให้เหมาะสมกับความ ต้องการของมนุษย์ โดยใช้ความรู้เกี่ยวกับ การสืบพันธุ์ของพืช - มนุษย์สามารถนำความรู้เรื่องการ สืบพันธุ์ แบบอาศัยเพศและไม่อาศัย เพศ มาใช้ในการขยายพันธุ์เพื่อเพิ่ม จำนวนพืช เช่น การใช้เมล็ดที่ได้จาก การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศมา เพาะเลี้ยง วิธีการนี้จะได้พืชใน ปริมาณมาก แต่อาจมีลักษณะที่ แตกต่างไปจากพ่อแม่ ส่วนการตอน กิ่ง การปักชำ การต่อกิ่ง การติดตา การทาบกิ่ง การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นการนำความรู้เรื่องการสืบพันธุ์ แบบไม่อาศัยเพศของพืชมาใช้ใน การขยายพันธุ์ เพื่อให้ได้พืชที่มี ลักษณะเหมือนต้นเดิม ซึ่งการ ขยายพันธุ์แต่ละวิธี มีขั้นตอน แตกต่างกัน จึงควรเลือกให้หมาะสม กับความต้องการของมนุษย์ การขยายพันธุ์พืชโดยใช้ พืชในโรงเรียนและ ชุมชน ว 1.2 ม1/17 อธิบาย ความสำคัญของ เทคโนโลยี การ เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ในการใช้ประโยชน์ ด้านต่าง ๆ


21 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.1 ว 1.2 ม1/18ตระหนัก ถึงประโยชน์ของการ ขยายพันธุ์พืช โดย การนำความรู้ไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน โดยต้องคำนึงถึงชนิดของพืชและลักษณะการ สืบพันธุ์ของพืช - เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เป็นการ นำความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่จำเป็นต่อการ เจริญเติบโตของพืชมาใช้ในการเพิ่มจำนวนพืช และทำให้พืชสามารถเจริญเติบโตได้ในหลอด ทดลอง ซึ่งจะได้พืชจำนวนมากในระยะเวลาสั้น และสามารถนำเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง เนื้อเยื่อมาประยุกต์ เพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรม พืช ปรับปรุงพันธุ์พืชที่มีความสำคัญทาง เศรษฐกิจ การผลิตยาและสาระสำคัญในพืช และอื่น ๆ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมสาร พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.1 - -


22 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคหลักและธรรมชาติของ การเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยา เคมี ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.1 ว 2.1 ม1/1 อธิบายสมบัติทาง กายภาพบางประการ ของธาตุโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ โดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์ ที่ได้จากการสังเกต และการทดสอบ และ ใช้สารสนเทศที่ได้ จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งจัดกลุ่มธาตุ เป็นโลหะ อโลหะ กึ่ง โลหะ - ธาตุแต่ละชนิดมีสมบัติเฉพาะตัวและมีสมบัติ ทางกายภาพบางประการเหมือนกันและบาง ประการต่างกัน ซึ่งสามารถนำมาจัดกลุ่มธาตุ เป็นโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ธาตุโลหะมีจุด เดือด จุดหลอมเหลวสูง มีผิวมันวาว นำความ ร้อนนำไฟฟ้า ดึงเป็นเส้นหรือตีเป็นแผ่นบาง ๆ ได้ และมีความหนาแน่นทั้ง สูงและต่ำ ธาตุอโลหะ มีจุดเดือด จุด หลอมเหลวต่ำ มีผิวไม่มันวาว ไม่นำความร้อน ไม่นำไฟฟ้า เปราะ แตกหักง่าย และมีความ หนาแน่นต่ำ ธาตุกึ่งโลหะมีสมบัติบางประการ เหมือนโลหะ และสมบัติบางประการเหมือน อโลหะ ว 2.1 ม1/2 วิเคราะห์ผลจากการ ใช้ธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ และธาตุ กัมมันตรังสี ที่มีต่อ สิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม จากข้อมูลที่รวบรวม ได้ - ธาตุโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ที่ สามารถแผ่รังสีได้ จัดเป็นธาตุกัมมันตรังสี - ธาตุมีทั้งประโยชน์และโทษ การใช้ธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ ธาตุกัมมันตรังสี ควรคำนึงถึง ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม


23 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.1ว 2.1 ม1/3 ตระหนักถึงคุณค่าของการ ใช้ธาตุโลหะ อโลหะ กึ่ง โลหะ ธาตุกัมมันตรังสี โดยเสนอแนวทางการใช้ ธาตุอย่างปลอดภัย คุ้มค่า - ธาตุโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ ที่ สามารถแผ่รังสีได้ จัดเป็นธาตุกัมมันตรังสี - ธาตุมีทั้งประโยชน์และโทษ การใช้ธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ ธาตุกัมมันตรังสี ควรคำนึงถึง ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคม ม.1 ว 2.1 ม1/4 เปรียบเทียบ จุดเดือด จุดหลอมเหลว ของสารบริสุทธิ์และสาร ผสม โดยการวัดอุณหภูมิ เขียนกราฟ แปล ความหมายข้อมูลจาก กราฟ หรือสารสนเทศ สารบริสุทธิ์ประกอบด้วย สารเพียงชนิดเดียว ส่วนสารผสม ประกอบด้วยสารตั้งแต่ 2 ชนิด ขึ้นไป สารบริสุทธิ์แต่ละ ชนิดมีสมบัติบางประการ ที่เป็นค่าเฉพาะตัว เช่น จุดเดือด และจุดหลอมเหลวคงที่ แต่สารผสมมีจุดเดือดและ จุดหลอมเหลวไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับชนิดและ สัดส่วนของสารที่ผสมอยู่ด้วยกัน ม.1 ว 2.1 ม1/5 อธิบายและเปรียบเทียบ ความหนาแน่นของสาร บริสุทธิ์และสารผสม - สารบริสุทธิ์แต่ละชนิดมีความหนาแน่น หรือ มวลต่อหนึ่งหน่วยปริมาตรคงที่ เป็น ค่าเฉพาะของสารนั้น ณ สถานะและอุณหภูมิ หนึ่ง แต่สารผสมมีความหนาแน่น ไม่คงที่ขึ้นอยู่กับชนิดและสัดส่วนของสารที่ผสม ม.1 ว 2.1 ม1/6 อยู่ด้วยกัน ใช้เครื่องมือเพื่อวัดมวล และปริมาตรของสาร บริสุทธิ์และสารผสม


24 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.1 ว 2.1 ม1/7 อธิบายเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ ระหว่างอะตอม ธาตุ และ สารประกอบ โดยใช้ แบบจำลองและ สารสนเทศ - สารบริสุทธิ์แบ่งออกเป็นธาตุและสารประกอบ ธาตุประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กที่สุดที่ยังแสดง สมบัติของธาตุนั้นเรียกว่า อะตอม ธาตุแต่ละชนิด ประกอบด้วยอะตอมเพียงชนิดเดียวและไม่ สามารถแยกสลายเป็นสารอื่นได้ด้วยวิธีทางเคมี ธาตุเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ธาตุ สารประกอบ เกิดจากอะตอมของธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป รวมตัวกันทางเคมีในอัตราส่วนคงที่ มีสมบัติ แตกต่างจากธาตุที่เป็นองค์ประกอบ สามารถแยก เป็นธาตุได้ด้วยวิธีทางเคมี ธาตุและสารประกอบ สามารถเขียนแทนได้ด้วยสูตรเคมี - อะตอมประกอบด้วยโปรตอน นิวตรอน และ อิเล็กตรอน โปรตอนมีประจุไฟฟ้าบวก ธาตุชนิด เดียวกันมีจำนวนโปรตอนเท่ากันและเป็นค่า เฉพาะของธาตุนั้น นิวตรอนเป็นกลางทางไฟฟ้า ส่วนอิเล็กตรอนมีประจุไฟฟ้าลบ เมื่อ ว 2.1 ม1/8 อธิบาย โครงสร้าง อะตอมที่ ประกอบด้วย โปรตอน นิวตรอน และ อิเล็กตรอน โดย ใช้แบบจำลอง อะตอมมีจำนวนโปรตอนเท่ากับจำนวน อิเล็กตรอน จะเป็นกลางทางไฟฟ้า โปรตอนและ นิวตรอนรวมกันตรงกลางอะตอมเรียกว่า นิวเคลียส ส่วนอิเล็กตรอนเคลื่อนที่อยู่ในที่ว่าง รอบนิวเคลียส ตัวอย่าง องค์ประกอบ ของสารใน ชีวิตประจำวัน


25 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนรู้ท้องถิ่น ม.1 ว 2.1 ม1/9 อธิบายและ เปรียบเทียบ การจัดเรียง อนุภาค แรงยึด เหนี่ยวระหว่าง อนุภาค และ การเคลื่อนที่ ของอนุภาคของ สสารชนิด เดียวกันใน สถานะของแข็ง ของเหลว และ แก๊ส โดยใช้ แบบจำลอง -สสารทุกชนิดประกอบด้วยอนุภาค โดยสารชนิดเดียวกัน ที่มีสถานะของแข็ง ของเหลว แก๊สจะมีการจัดเรียงอนุภาค แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค การเคลื่อนที่ของอนุภาค แตกต่างกัน ซึ่งมีผลต่อรูปร่างและปริมาตรของสสาร - อนุภาคของของแข็งเรียงชิดกัน มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง อนุภาคมากที่สุด สั่นอยู่กับที่ ทำให้มีรูปร่างและปริมาตร คงที่ - อนุภาคของของเหลวอยู่ใกล้กัน มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง อนุภาคน้อยกว่าของแข็งแต่มากกว่าแก๊สอนุภาคเคลื่อนที่ได้ แต่ไม่เป็นอิสระเท่าแก๊ส ทำให้มีรูปร่างไม่คงที่แต่ปริมาตร คงที่ - อนุภาคของแก๊สอยู่ห่างกันมาก มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง อนุภาคน้อยที่สุดอนุภาคเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระทุกทิศทาง ทำให้มีรูปร่างและปริมาตรไม่คงที่ วัตถุที่มีอยู่ รอบๆตัว ม.1 ว 2.1 ม1/10 อธิบาย ความสัมพันธ์ ระหว่าง พลังงานความ ร้อนกับการ เปลี่ยนสถานะ ของสสาร โดย ใช้หลักฐานเชิง ประจักษ์และ แบบจำลอง • เมื่อให้ความร้อนแก่ของเหลว อนุภาคของของเหลวจะมี พลังงานและอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่งซึ่งของเหลวจะ ใช้ความร้อนในการเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊ส เรียกความร้อนที่ ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นแก๊สว่า ความร้อน แฝงของการกลายเป็นไอ และอุณหภูมิขณะเปลี่ยนสถานะ จะคงที่ เรียกอุณหภูมินี้ว่า จุดเดือด • เมื่อทำให้อุณหภูมิของแก๊สลดลงจนถึงระดับหนึ่งแก๊สจะ เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกอุณหภูมินี้ว่า จุดควบแน่น ซึ่งมีอุณหภูมิเดียวกับจุดเดือดของของเหลวนั้น • เมื่อทำให้อุณหภูมิของของเหลวลดลงจนถึงระดับหนึ่ง ของเหลวจะเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง เรียกอุณหภูมินี้ว่า จุดเยือกแข็ง ซึ่งมีอุณหภูมิเดียวกับจุดหลอมเหลวของ ของแข็งนั้น


26 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.1 ว 2.2 ม 1/1สร้าง แบบจำลองที่อธิบาย ความสัมพันธ์ระหว่าง ความดันอากาศกับ ความสูงจากพื้นโลก - เมื่อวัตถุอยู่ในอากาศจะมีแรง ที่อากาศกระทำต่อวัตถุในทุกทิศทาง แรงที่อากาศกระทำต่อวัตถุขึ้น อยู่กับขนาดพื้นที่ของวัตถุนั้น แรงที่อากาศกระทำตั้งฉากกับผิววัตถุ ต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ เรียกว่าความดันอากาศ -ความดันอากาศมีความสัมพันธ์ กับความสูงจากพื้นโลก โดยบริเวณที่สูงจากพื้น โลกขึ้นไป อากาศเบาบางลง มวลอากาศน้อยลง ความดันอากาศก็จะ ลดลง


27 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสาร และพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนรู้ท้องถิ่น ม.1 ว 2.3 ม 1/1 วิเคราะห์ แปลความหมาย ข้อมูล และคำนวณปริมาณ ความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยน อุณหภูมิและเปลี่ยนสถานะ โดยใช้สมการ Q = mcΔt และ Q = mL - เมื่อสสารได้รับหรือสูญเสียความร้อนอาจทำ ให้สสารเปลี่ยนอุณหภูมิ เปลี่ยนสถานะ หรือ เปลี่ยนรูปร่าง - ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยน อุณหภูมิขึ้นกับมวล ความร้อนจำเพาะ และ อุณหภูมิ ที่เปลี่ยนไป - ปริมาณความร้อนที่ทำให้สสารเปลี่ยน สถานะขึ้นกับมวลและความร้อนแฝงจำเพาะ โดยขณะที่สสารเปลี่ยนสถานะ อุณหภูมิจะไม่ เปลี่ยนแปลง - ว 2.3 ม 1/2ใช้เทอร์มอมิเตอร์ ในการวัดอุณหภูมิของสสาร ม.1 ว 2.3 ม 1/3สร้างแบบจำลอง ที่อธิบายการขยายตัวหรือหด ตัวของสสารเนื่องจากได้รับ หรือสูญเสียความร้อน - ความร้อนทำให้สสารขยายตัวหรือหดตัวได้ เนื่องจากเมื่อสสารได้รับความร้อนจะทำให้ อนุภาคเคลื่อนที่เร็วขึ้น ทำให้เกิดการ - ม.1 ว 2.3 ม 1/4 ตระหนักถึง ประโยชน์ของความรู้ของการ หดและขยายตัวของสสาร เนื่องจากความร้อน โดย วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหา และเสนอแนะวิธีการนำ ความรู้มาแก้ปัญหาใน ชีวิตประจำวัน ขยายตัวแต่เมื่อสสารคายความร้อนจะทำให้ อนุภาคเคลื่อนที่ช้าลง ทำให้เกิดการหดตัว - ความรู้เรื่องการหดและขยายตัวของ สสารเนื่องจากความร้อนนำไปใช้ประโยชน์ได้ ด้านต่าง ๆ เช่น การสร้างถนน การสร้างราง รถไฟ การทำเทอร์มอมิเตอร์


28 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น ม.1 ว 2.3 ม 1/5 วิเคราะห์ สถานการณ์การถ่ายโอน ความร้อนและคำนวณ ปริมาณความร้อนที่ถ่าย โอนระหว่างสสารจนเกิด สมดุล ความร้อนโดยใช้สมการ Qสูญเสีย = Qได้รับ - ความร้อนถ่ายโอนจากสสารที่มีอุณหภูมิ สูงกว่า ไปยังสสารที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า จนกระทั่งอุณหภูมิของสสารทั้งสองเท่ากัน สภาพที่สสารทั้งสองมีอุณหภูมิเท่ากัน เรียกว่า สมดุลความร้อน - เมื่อมีการถ่ายโอนความร้อนจากสสารที่มี อุณหภูมิต่างกันจนเกิดสมดุลความร้อน ความร้อนที่เพิ่มขึ้นของสสารหนึ่งจะเท่ากับ ความร้อนที่ลดลงของอีกสสารหนึ่ง ซึ่ง เป็นไปตามกฎการอนุรักษ์พลังงาน ว 2.3 ม 1/6สร้าง แบบจำลองที่อธิบายการ ถ่ายโอนความร้อนโดยการ นำความร้อน การพาความ ร้อน การแผ่รังสีความร้อน -การถ่ายโอนความร้อนมี 3 แบบ คือ การ นำความร้อน การพาความร้อน และการแผ่ รังสีความร้อน การนำความร้อนเป็นการ ถ่ายโอนความร้อนที่อาศัยตัวกลาง โดยที่ ตัวกลางไม่เคลื่อนที่ การพาความร้อนเป็น การถ่ายโอนความร้อนที่อาศัยตัวกลาง โดย ที่ตัวกลางเคลื่อนที่ไปด้วย ส่วนการแผ่รังสี ความร้อนเป็นการถ่ายโอนความร้อนที่ไม่ ต้องอาศัยตัวกลาง - ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายโอนความร้อน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ได้ เช่น การเลือกใช้วัสดุเพื่อนำมาทำ ภาชนะบรรจุอาหาร เพื่อเก็บความร้อน หรือการออกแบบระบบระบายความร้อนใน อาคาร ว 2.3 ม 1/7ออกแบบ เลือกใช้ และสร้างอุปกรณ์ เพื่อแก้ปัญหาใน ชีวิตประจำวันโดยใช้ ความรู้เกี่ยวกับการถ่าย โอนความร้อน


29 สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอก ภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ เปลี่ยนแปลงภายใน โลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและ ภูมิอากาศ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนรู้ท้องถิ่น - ว 3.2 ม 1/1 สร้าง แบบจำลอง ที่อธิบาย การแบ่งชั้น บรรยากาศ และ เปรียบเทียบ ประโยชน์ ของ บรรยากาศ แต่ละชั้น - โลกมีบรรยากาศห่อหุ้ม นักวิทยาศาสตร์ใช้สมบัติและองค์ประกอบ ของบรรยากาศในการแบ่งบรรยากาศของโลกออกเป็นชั้น ซึ่งแบ่งได้ หลายรูปแบบตามเกณฑ์ที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปนักวิทยาศาสตร์ใช้เกณฑ์การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิตาม ความสูงแบ่งบรรยากาศได้เป็น 5 ชั้น ได้แก่ ชั้นโทรโพสเฟียร์ชั้นสต ราโตสเฟียร์ ชั้นมีโซสเฟียร์ ชั้นเทอร์โมสเฟียร์ และชั้นเอกโซสเฟียร์ • บรรยากาศแต่ละชั้นมีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตแตกต่างกัน โดยชั้น โทรโพสเฟียร์มีปรากฏการณ์ ลมฟ้าอากาศที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต ของสิ่งมีชีวิต ชั้นสตราโตสเฟียร์ช่วยดูดกลืนรังสีอัลตราไวโอเลตจาก ดวงอาทิตย์ไม่ให้มายังโลกมากเกินไป ชั้นมีโซสเฟียร์ช่วยชะลอวัตถุ นอกโลกที่ผ่านเข้ามา ให้เกิดการเผาไหม้กลายเป็นวัตถุขนาดเล็ก ลด โอกาสที่จะทำความเสียหายแก่สิ่งมีชีวิตบนโลก ชั้นเทอร์โมสเฟียร์ สามารถสะท้อนคลื่นวิทยุ และชั้นเอกโซสเฟียร์เหมาะสำหรับการ โคจรของดาวเทียมรอบโลกในระดับต่ำ - ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรียนรู้ ท้องถิ่น - - - -


30 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนรู้ท้องถิ่น ม.1 ว 3.2 ม 1/2อธิบาย ปัจจัยที่ มีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงองค์ ประกอบของลมฟ้า อากาศ จากข้อมูล ที่รวบรวม ได้ - ลมฟ้าอากาศ เป็นสภาวะของอากาศในเวลา หนึ่งของพื้นที่หนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลาขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ลมฟ้าอากาศ ได้แก่ อุณหภูมิอากาศ ความกดอากาศ ลม ความชื้น เมฆ และหยาดน้ำฟ้า โดยหยาดน้ำฟ้า ที่พบบ่อยในประเทศไทยได้แก่ ฝน องค์ประกอบลมฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงตลอด เวลาขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตย์และลักษณะ พื้นผิวโลกส่งผลต่ออุณหภูมิอากาศ อุณหภูมิอากาศและปริมาณไอน้ำส่งผล ต่อความชื้น ความกดอากาศส่งผลต่อลม ความชื้นและลมส่งผลต่อเมฆ ม.1 ว 3.2 ม 1/3 เปรียบเทียบ กระบวนการเกิดพายุ ฝนฟ้าคะนองและ พายุหมุนเขตร้อน และผลที่มีต่อ สิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม รวมทั้ง นำ เสนอแนวทางการ ปฏิบัติตนให้ เหมาะสมและ ปลอดภัย - พายุหมุนเขตร้อนเกิดเหนือมหาสมุทร หรือทะเล ที่น้ำมีอุณหภูมิสูงตั้งแต่ 26-27 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ทำให้อากาศที่มี อุณหภูมิและความชื้นสูงบริเวณนั้น เคลื่อนที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นบริเวณกว้าง อากาศจากบริเวณอื่นเคลื่อนเข้ามาแทนที่ และพัดเวียนเข้าหาศูนย์กลางของพายุ ยิ่งใกล้ ศูนย์กลาง อากาศจะเคลื่อนที่พัดเวียนเกือบเป็นวงกลมและมี อัตราเร็วสูงที่สุด พายุหมุนเขตร้อนทำให้เกิดคลื่นพายุ ซัดฝั่ง ฝนตกหนัก ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต และทรัพย์สิน จึงควรปฏิบัติตนให้ปลอดภัยโดยติดตาม ข่าวสาร การพยากรณ์อากาศ และไม่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ ที่เสี่ยงภัย


31 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนรู้ท้องถิ่น ม.1 ว 3.2 ม 1/4อธิบายการ พยากรณ์อากาศ และ พยากรณ์อากาศ อย่างง่ายจากข้อมูลที่ รวบรวมได้ - การพยากรณ์อากาศเป็นการคาดการณ์ลมฟ้าอากาศ ที่ จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีการตรวจวัดองค์ประกอบ ลมฟ้าอากาศ การสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ประกอบ ลมฟ้าอากาศระหว่างพื้นที่ การวิเคราะห์ข้อมูลและสร้าง คำพยากรณ์อากาศ ข้อมูลการ พยากรณ์ อากาศของ ท้องถิ่นตนเอง ม.1 ว 3.2 ม 1/5ตระหนักถึง คุณค่า ของการพยากรณ์อากาศ โดยนำเสนอแนวทางการ ปฏิบัติตนและการใช้ ประโยชน์จากคำ พยากรณ์อากาศ - การพยากรณ์อากาศสามารถนำมาใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ เช่น การใช้ชีวิตประจำวัน การคมนาคม การเกษตร การป้องกัน และเฝ้าระวังภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ ม.1 ว 3.2 ม 1/6อธิบาย สถานการณ์และ ผลกระทบการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โลกจากข้อมูลที่ รวบรวมได้ - ภูมิอากาศโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องโดย ปัจจัยทางธรรมชาติ แต่ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจากกิจกรรม ของมนุษย์ในการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกสู่บรรยากาศ แก๊สเรือนกระจกที่ถูกปลดปล่อยมากที่สุด ได้แก่ แก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งหมุนเวียนอยู่ในวัฏจักรคาร์บอน ม.1 ว 3.2 ม 1/7ตระหนักถึง ผล กระทบของการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โลก โดยนำเสนอแนว ทางการปฏิบัติตนภายใต้ การเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศโลก - การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกก่อให้เกิดผลกระทบต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมเช่น การหลอมเหลวของน้ำแข็ง ขั้วโลก การเพิ่มขึ้นของระดับทะเล การเปลี่ยนแปลงวัฏ จักรน้ำ การเกิดโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำ และการเกิดภัย พิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น มนุษย์จึงควรเรียนรู้แนว ทางการปฏิบัติตนภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ทั้งแนวทาง การปฏิบัติตนให้เหมาะสมและแนวทางการลดกิจกรรมที่ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก


32 สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิง วิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และ สิ่งแวดล้อม ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนรู้ท้องถิ่น ม.1 ว 4.1 ม 1/1อธิบายแนวคิด หลักของเทคโนโลยีใน ชีวิตประจำวันและวิเคราะห์ สาเหตุหรือปัจจัยที่ส่งผลต่อ การเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยี - เทคโนโลยี เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างหรือพัฒนาขึ้น ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งชิ้นงานหรือวิธีการ เพื่อใช้ แก้ปัญหา สนองความต้องการ หรือเพิ่ม ความสามารถในการทำงานของมนุษย์ - ระบบทางเทคโนโลยี เป็นกลุ่มของส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่สองส่วนขึ้นไปประกอบเข้าด้วยกันและ ทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ โดยใน การทำงานของระบบทางเทคโนโลยีจะประกอบ ไปด้วยตัวป้อน (input) กระบวนการ (process) และผลผลิต (output) ที่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้ระบบทางเทคโนโลยีอาจมีข้อมูล ย้อนกลับ (feedback) เพื่อใช้ปรับปรุงการ ทำงาน ได้ตามวัตถุประสงค์ ซึ่งการวิเคราะห์ ระบบทางเทคโนโลยีช่วยให้เข้าใจองค์ประกอบ และการทำงานของเทคโนโลยี รวมถึงสามารถ ปรับปรุงให้เทคโนโลยีทำงานได้ตามต้องการ - เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีสาเหตุหรือปัจจัยมาจาก หลายด้าน เช่น ปัญหา ความต้องการ ความก้าวหน้าของศาสตร์ต่าง ๆ เศรษฐกิจ สังคม


33 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนรู้ท้องถิ่น ม.1 ว 4.1 ม 1/2 ระบุ ปัญหาหรือความ ต้องการใน ชีวิตประจำวัน รวบรวม วิเคราะห์ ข้อมูลและแนวคิดที่ เกี่ยวข้องกับปัญหา - ปัญหาหรือความต้องการในชีวิตประจำวันพบได้จาก หลายบริบทขึ้นกับสถานการณ์ที่ประสบ เช่น การเกษตร การอาหาร - การแก้ปัญหาจำเป็นต้องสืบค้น รวบรวมข้อมูล ความรู้ จากศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่ การออกแบบ แนวทางการแก้ปัญหา ม.1 ว 4.1 ม 1/3ออกแบบ วิธีการแก้ปัญหา โดย วิเคราะห์เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือก ข้อมูลที่จำเป็น นำเสนอแนวทางการ แก้ปัญหาให้ผู้อื่นเข้าใจ วางแผนและ ดำเนินการแก้ปัญหา - การวิเคราะห์เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือกข้อมูลที่ จำเป็น โดยคำนึงถึงเงื่อนไข และทรัพยากรที่มีอยู่ ช่วย ให้ได้แนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสม - การออกแบบแนวทางการแก้ปัญหาทำได้หลากหลาย วิธี เช่น การร่างภาพ การเขียนแผนภาพ การเขียนผัง งาน - การกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาในการทำงานก่อน ดำเนินการแก้ปัญหาจะช่วยให้ทำงานสำเร็จได้ตาม เป้าหมายและลดข้อผิดพลาดของการทำงานที่อาจ เกิดขึ้น ว 4.1 ม 1/4 ทดสอบ ประเมินผล และระบุ ข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งหาแนว ทางการปรับปรุงแก้ไข และนำเสนอผลการ แก้ปัญหา - การทดสอบ และประเมินผลเป็นการตรวจสอบชิ้นงาน หรือวิธีการว่าสามารถแก้ปัญหาได้ตามวัตถุประสงค์ ภายใต้กรอบของปัญหา เพื่อหาข้อบกพร่อง และ ดำเนินการปรับปรุง โดยอาจทดสอบซ้ำเพื่อให้สามารถ แก้ปัญหาได้ -การนำเสนอผลงานเป็นการถ่ายทอดแนวคิดเพื่อให้ผู้อื่น เข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการทำงานและชิ้นงานหรือ วิธีการที่ได้ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเขียน รายงาน การทำแผ่นนำเสนอผลงาน การจัดนิทรรศการ การนำเสนอผ่านสื่อออนไลน์


34 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนรู้ท้องถิ่น ม.1 ว 4.1 ม 1/5 ใช้ความรู้และ ทักษะเกี่ยวกับวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ กลไก ไฟฟ้า หรือ อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อ แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมและปลอดภัย - วัสดุแต่ละประเภทมีสมบัติแตกต่างกัน เช่น ไม้ โลหะ พลาสติก จึงต้องมีการวิเคราะห์ สมบัติ เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะ ของงาน - การสร้างชิ้นงานอาจใช้ความรู้ เรื่องกลไก ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เช่น LED บัซเซอร์ มอเตอร์วงจรไฟฟ้า - อุปกรณ์และเครื่องมือในการสร้างชิ้นงาน หรือพัฒนาวิธีการมีหลายประเภท ต้อง เลือกใช้ให้ถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย รวมทั้งรู้จักเก็บรักษา สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่าง เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และ การแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนรู้ท้องถิ่น ม.1 ว 4.2 ม1/1 ออกแบบ อัลกอริทึมที่ใช้แนวคิดเชิง นามธรรมเพื่อแก้ปัญหาหรือ อธิบายการทำงานที่พบใน ชีวิตจริง - แนวคิดเชิงนามธรรม เป็นการประเมิน ความสำคัญของรายละเอียดของปัญหา แยกแยะส่วนที่เป็นสาระสำคัญออกจากส่วนที่ ไม่ใช่สาระสำคัญ - ตัวอย่างปัญหา เช่น ต้องการปูหญ้าในสนาม ตามพื้นที่ที่กำหนด โดยหญ้าหนึ่งผืนมีความ กว้าง 50 เซนติเมตร ยาว 50 เซนติเมตร จะ ใช้หญ้าทั้งหมดกี่ผืน


35 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนรู้ท้องถิ่น ม.1 ว 4.2 ม1/2 ออกแบบและเขียน โปรแกรมอย่างง่าย เพื่อแก้ปัญหาทาง คณิตศาสตร์หรือ วิทยาศาสตร์ - การออกแบบและเขียนโปรแกรมที่มีการใช้ตัวแปร เงื่อนไข วนซ้ำ - การออกแบบอัลกอริทึม เพื่อแก้ปัญหา ทาง คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์อย่างง่าย อาจใช้แนวคิดเชิง นามธรรมในการออกแบบ เพื่อให้การแก้ปัญหามี ประสิทธิภาพ - การแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนจะช่วยให้แก้ปัญหาได้ อย่างมีประสิทธิภาพ • ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม เช่น Scratch, python, java, c • ตัวอย่างโปรแกรม เช่น โปรแกรมสมการ การเคลื่อนที่ โปรแกรมคำนวณหาพื้นที่ โปรแกรมคำนวณดัชนีมวลกาย ว 4.2 ม1/3 รวบรวมข้อมูลปฐม ภูมิ ประมวลผล ประเมินผล นำเสนอข้อมูล และ สารสนเทศ ตาม วัตถุประสงค์โดยใช้ ซอฟต์แวร์ หรือ บริการบน อินเทอร์เน็ตที่ หลากหลาย • การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ ประมวลผล สร้างทางเลือก ประเมินผล จะทำให้ได้สารสนเทศเพื่อใช้ ในการแก้ปัญหาหรือการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ • การประมวลผลเป็นการกระทำกับข้อมูล เพื่อให้ได้ ผลลัพธ์ที่มีความหมายและมีประโยชน์ต่อการนำไปใช้งาน สามารถทำได้หลายวิธี เช่น คำนวณอัตราส่วน คำนวณ ค่าเฉลี่ย • การใช้ซอฟต์แวร์หรือบริการบนอินเทอร์เน็ต ที่ หลากหลายในการรวบรวม ประมวลผล สร้างทางเลือก ประเมินผล นำเสนอ จะช่วยให้แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ • ตัวอย่างปัญหา เน้นการบูรณาการกับวิชาอื่น เช่น ต้มไข่ ให้ตรงกับพฤติกรรมการบริโภค ค่าดัชนีมวลกายของคนใน ท้องถิ่น การสร้างกราฟผลการทดลองและวิเคราะห์ แนวโน้ม


36 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการ เรียนรู้ท้องถิ่น ม.1 ว 4.2 ม1/4ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศอย่างปลอดภัย ใช้สื่อและแหล่งข้อมูลตาม ข้อกำหนดและข้อตกลง • ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย เช่น การปกป้องความเป็นส่วนตัวและอัตลักษณ์ • การจัดการอัตลักษณ์ เช่น การตั้งรหัสผ่าน การปกป้องข้อมูลส่วนตัว • การพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหา เช่น ละเมิดความเป็นส่วนตัวผู้อื่น อนาจาร วิจารณ์ ผู้อื่นอย่างหยาบคาย • ข้อตกลง ข้อกำหนดในการใช้สื่อหรือ แหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น Creative commons


37 คำอธิบายรายวิชา ว 21101 วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 เวลา 80 ชั่วโมง จำนวน 2.0 หน่วยกิต ..................................................................................................................................................................... ศึกษา วิเคราะห์ สมบัติทางกายภาพ ของธาตุที่เป็น โลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ และธาตุ กัมมันตรังสี จุดเดือด จุดหลอมเหลว ความหนาแน่น และใช้เครื่องมือเพื่อวัดมวลและปริมาตร ของสารบริสุทธิ์และสารผสม อะตอม ธาตุ และสารประกอบ โครงสร้างอะตอมที่ประกอบด้วย โปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน การจัดเรียงอนุภาคแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคและการ เคลื่อนที่ของอนุภาค พลังงานความร้อนกับการเปลี่ยนสถานะของสสาร เปรียบเทียบรูปร่าง ลักษณะโครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ การใช้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง ความสัมพันธ์ระหว่างรูปร่างกับหน้าที่ของเซลล์ การจัดระบบสิ่งมีชีวิต กระบวนการแพร่และ การออสโมซิส ปัจจัยที่จำเป็น และความสำคัญของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง คุณค่าของ พืชที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม การลำเลียงสารของไซเล็มและโฟลเอ็ม การสืบพันธุ์แบบอาศัย เพศและไม่อาศัยเพศ ลักษณะโครงสร้างดอก การถ่ายเรณู การปฏิสนธิ การเกิดผลและเมล็ด การกระจาย การงอกของเมล็ด การเลือกใช้ธาตุอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช การ ขยายพันธุ์พืช ความสำคัญเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ การ สืบค้นข้อมูล บันทึก จัดกลุ่มข้อมูล อธิบาย อภิปรายและสร้างแบบจำลอง เพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถนำเสนอสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการตัดสิน โดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ได้จากการสังเกต การทดลองแบบจำลอง และใช้สารสนเทศที่ได้จาก แหล่งข้อมูลต่างๆ เห็นคุณค่าของการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน มีจิต วิทยาศาสตร์ คุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม (วิทยาการคำนวณ) อธิบายแนวคิดหลักของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน วิเคราะห์ สาเหตุหรือปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ระบุปัญหาหรือความต้องการใน ชีวิตประจำวัน รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ออกแบบวิธีการ แก้ปัญหา วิเคราะห์เปรียบเทียบ และตัดสินใจเลือกข้อมูลที่จำเป็น นำเสนอแนวทางการ แก้ปัญหาให้ผู้อื่นเข้าใจ วางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา ใช้ความรู้ ทักษะเกี่ยวกับวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ กลไก ไฟฟ้า หรืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อแก้ปัญหาอย่างถูกต้อง เหมาะสมและ ปลอดภัย ทดสอบ ประเมินผล และระบุข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น กำหนดแนวทางการปรับปรุง แก้ไขและนำเสนอผลการแก้ปัญหาหรือพัฒนางาน


38 รหัสตัวชี้วัด รวมทั้งหมด 33 ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 1.2 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5 , ม.1/6 , ม.1/7 , ม.1/8 , ม.1/9 , ม. 1/10 , ม.1/11 ,ม.1/12, ม.1/13 , ม.1/14 , ม.1/15 , ม.1/16 , ม.1/17 , ม.1/18 มาตรฐาน ว 2.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4 , ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7, ม.1/8, ม.1/9, ม.1/10 มาตรฐาน ว 4.1 ม.1/1 , ม.1/2 , ม.1/3 , ม.1/4 ม.1/5


39 2. หลักการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ทิศนา แขมมณี (2545 : 119 - 147) ได้ให้ความหมายและรูปแบบการจัด การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญไว้ว่า การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ นั้น หมายถึง การให้ผู้เรียนเป็นจุดสนใจหรือสิ่งที่สำคัญที่สุดหรือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุด ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะแสดงออกเป็นรูปธรรมให้เห็นจากบทบาทของผู้เรียน ในการเรียนรู้ บทบาทในการเรียนรู้ หมายถึง การมีส่วนร่วมของผู้เรียนทั้งด้านกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคมในกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้มากกว่าที่ผู้สอนจะดำเนินการเป็นหลัก กิจกรรมการเรียนรู้ที่แสดงออกถึงบทบาทดังกล่าวคือ ผู้เรียนได้มีโอกาสการเคลื่อนไหว ใช้ความคิด ลงมือทำ ย้ำความรู้สึกและฝึกสัมพันธ์ การจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียน เป็นสำคัญจึงจัดได้อย่างหลากหลาย แตกต่างกันตามรูปแบบ วิธีการ เทคนิค และจุดเน้น ของรูปแบบนั้น ๆ ส่งผลให้เกิดรูปแบบและลักษณะการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นสำคัญ ดังนั้นจึงได้เสนอแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนไว้เป็นหมวดหมู่ ดังนี้ 1. แบบเน้นตัวผู้เรียน 1.1 การจัดการเรียนการสอนตามเอกัตภาพ ผู้เรียนแต่ละคนมีภูมิหลัง สติปัญญา ความสามารถ ความถนัด แบบการเรียนรู้ ความสนใจและความต้องการ ไม่เหมือนกัน การจัดการเรียนการสอนจึงต้องจัดให้เหมาะสมกับภูมิหลัง ลักษณะ และความต้องการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล จะช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดี พัฒนาความสามารถ และศักยภาพตามบุคคลนั้น ๆ 1.2 การจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียนนำตนเอง สามารถช่วยให้ผู้เรียนพึ่งพาตนเอง และพัฒนาตนเองได้ ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ดี ได้มาก จดจำได้นานและนำไปใช้ ประโยชน์ได้มากขึ้น การจัดการเรียนรู้แบบนี้ เชื่อว่า ผู้เรียนมีแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน 2. แบบเน้นความรู้และความสามารถ 2.1 การจัดการเรียนรู้แบบรู้จริง การเรียนรู้ของผู้เรียน มีความสัมพันธ์กับเวลา ที่ผู้เรียนได้รับในการเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามวัตถุประสงค์ถ้ามีเวลามากพอ การสอนที่มีคุณภาพสูงจะทำให้ผู้เรียนใช้เวลาน้อยกว่าการสอนที่มีคุณภาพต่ำ และถ้าผู้เรียน ได้รับโอกาสในการเรียนรู้และคุณภาพการสอนที่เป็นไปตามความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน แล้ว ผู้เรียนจะบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ได้เช่นเดียวกันทุกคน 2.2 การจัดการเรียนรู้แบบรับประกันผล ผู้เรียนทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ และประสบความสำเร็จได้ ถ้าได้รับความช่วยเหลือตามสภาพปัญหาและความต้องการ


40 โดยผู้สอนต้องมีวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ที่ชัดเจน ปฏิบัติได้จริงและมีการทดสอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการของผู้เรียน 2.3 การจัดการเรียนการสอนแบบมโนทัศน์ หรือความคิดรวบยอดของความรู้ โดยการสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เป็นการเรียนรู้แบบองค์รวมและเห็นความสัมพันธ์ ของข้อมูล 3. แบบเน้นประสบการณ์ 3.1 การจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ ประสบการณ์เป็นแหล่งที่มา ของความรู้และเป็นพื้นฐานทำให้เกิดความคิด ความรู้ และการกระทำของคน การเริ่มเรียนจาก ประสบการณ์จะช่วยให้ผู้เรียนเห็นรูปธรรมที่ชัดเจน สามารถนำไปสู่การเรียนรู้ ในเชิงรูปธรรมได้ การจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้รับจากประสบการณ์ตรงและค้นพบด้วยตนเอง จะทำให้การเรียนรู้นั้นมีความหมายต่อตนเอง เกิดความผูกพัน ความต้องการและรับผิดชอบ ที่จะเรียนรู้ต่อไป 3.2 การจัดการเรียนรู้แบบรับใช้สังคม จากประสบการณ์การเรียนรู้ จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม เมื่อผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แล้วและรับรู้ถึงความรู้ที่มีความหมาย ต่อตนเอง จะนำไปใช้ในด้านการรับใช้สังคม ประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสภาพจริงนั้น จึงสามารถนำไปเป็นประโยชน์ในชีวิตและสังคมได้ 3.3 การจัดการเรียนรู้ตามสภาพจริง จะเป็นการเรียนรู้ที่มีความสัมพันธ์กับ บริบทของเรื่องนั้น ๆ ผู้เรียนจะสามารถเผชิญปัญหาและแก้ปัญหาได้ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนได้ พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เนื่องจากปัญหาต่าง ๆ นั้น ต้องการการตัดสินใจและ ลงมือทำ จึงส่งผลให้เกิดความรู้ ทักษะและเจตคติอื่น ๆ ด้วย 4. แบบเน้นปัญหา 4.1 การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก การฝึกให้ผู้เรียนได้เผชิญ ปัญหาหรือสถานการณ์จริง ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย และสามารถพัฒนา ทักษะกระบวนการต่าง ๆ อันเป็นทักษะที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต และการเรียนรู้ตลอดชีวิต กระบวนการแก้ปัญหานั้นอาจให้ผู้เรียนวิเคราะห์และแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อให้เห็นทางเลือกและ วิธีการอันหลากหลาย 4.2 การจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงการเป็นหลัก การใช้โครงการ เป็นกิจกรรมที่มีความสัมพันธ์กับสภาพความเป็นจริง ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ การจัดการเรียนการสอนจะเน้นกระบวนการสืบสวนเพื่อพัฒนาสติปัญญาขั้นสูง มีผลิตภัณฑ์หรือ


41 ผลงานที่เป็นรูปธรรม สามารถแสดงต่อสาธารณชนได้ อันนำไปสู่การอภิปรายแลกเปลี่ยนและ การวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างชัดเจน 5. แบบเน้นทักษะกระบวนการ 5.1 การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการสืบสวน การสืบสวน เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่จำเป็นต่อการแสวงหาความรู้และศึกษาข้อความรู้ที่จะนำไปสู่ การค้นพบความรู้ใหม่ โดยที่ครูผู้สอนช่วยกระตุ้นและอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ ผู้เรียน เช่น แหล่งข้อมูล การศึกษาข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปข้อมูล การดำเนินการอภิปราย และการทำงานร่วมกัน เป็นต้น 5.2 การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการคิด เป็นการจัดการเรียน การสอนที่ผู้สอนต้องกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดขยายอย่างต่อเนื่องจากความรู้เดิมที่มี ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น คิดอย่างหลากหลาย คิดอย่างละเอียด คิดอย่างลึกซึ้ง เล็งเห็นการณ์ไกล ความคิดอย่างมีเหตุมีผล ถูกต้องและน่าเชื่อถือ เป็นต้น โดยที่ครูผู้สอน จำเป็นต้องฝึกทักษะและกระบวนการคิดต่าง ๆ ตามความเหมาะสมกับพื้นฐานของผู้เรียน ได้แก่ ทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน ทักษะการคิดที่เป็นแกนสำคัญ ทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะ การคิดโดยแยบคาย หรือกระบวนการคิดต่าง ๆ เช่น กระบวนการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ กระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กระบวนการแก้ปัญหา หรือกระบวนการไตร่ตรอง เป็นต้น 5.3 การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการกลุ่ม การจัดการเรียนการสอน แบบนี้มุ่งหวังให้ผู้เรียนทำงานร่วมกัน มีวัตถุประสงค์และดำเนินงานร่วมกัน แบ่งหน้าที่ อย่างเหมาะสม ทำงานอย่างเป็นกระบวนการ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะทางด้านสังคมและขยาย ขอบเขตการเรียนรู้ให้กว้างขวางขึ้น 5.4 การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการวิจัย กระบวนการวิจัย เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ในการแสวงหาความรู้ ผู้เรียนสามารถใช้กระบวนการนี้ เป็นเครื่องมือในการศึกษาความรู้ต่าง ๆ ได้ตลอดชีวิต ถ้าผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง จากการวิจัยแล้วจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง และมีความหมายมากขึ้น ผลของการวิจัยเป็นเนื้อหาสาระในการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี 5.5 การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนดำเนินการแสวงหาความรู้และฝึกทักษะที่จำเป็นต่อ การศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ผู้สอนจะต้องช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความใฝ่รู้ ช่วยพัฒนา ทักษะและคำปรึกษาที่เหมาะสม การติดตามพบปะพูดคุย อภิปรายผลงาน จะทำให้ผู้เรียน เกิดการใฝ่รู้ต่อไป


42 6. แบบเน้นบูรณาการ จากแนวความคิดว่าธรรมชาติและชีวิตจริง ทุกอย่างมีความสัมพันธ์กัน การเรียนรู้ควรมีลักษณะเป็นองค์รวม ผู้เรียนจึงสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ การเรียนรู้ โดยใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยนำความรู้หลาย ๆ ด้านมาประกอบกัน และพัฒนาผู้เรียนในด้าน พุทธิพิสัย ทักษะ และเจตคติไปพร้อม ๆ กัน มีการขยายความรู้ในมุมกว้าง ข้ามรายวิชาได้ นอกจากนี้การบูรณาการยังสามารถบูรณาการระหว่างการเรียนรู้กับกระบวนการเรียนรู้ การบูรณาการระหว่างพัฒนาการทางความรู้และพัฒนาการทางจิตใจ การบูรณาการระหว่าง ความรู้กับการกระทำ และการบูรณาการระหว่างสิ่งที่เรียนในโรงเรียนกับสิ่งที่อยู่ใน ชีวิตประจำวัน การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ผู้รายงานตระหนักถึงความจำเป็นในการจัดการเรียน การสอนเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เกิด ประสิทธิภาพได้มากที่สุด ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นเพียงสื่อประกอบที่ช่วยให้การจัดการเรียน การสอนสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น ครูผู้สอนยังคงบทบาทสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การจัดการเรียน การสอนในการศึกษาค้นคว้านี้ได้ใช้หลักการสอนหลายประการมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ สูงสุด แต่มุ่งเน้นแบบทักษะกระบวนการเป็นหลัก เพราะมีความเหมาะสมกับธรรมชาติของวิชา วิทยาศาสตร์อย่างมาก ทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางการจัดการเรียนการสอนของสถาบันส่งเสริม การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ให้แนวทางไว้ด้วย 3. แนวทางการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์เพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ครูผู้สอนต้องศึกษาวัตถุประสงค์ของการสอนวิทยาศาสตร์ หลักการสอนวิทยาศาสตร์ กระบวนการเรียนการสอนที่ใช้ในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีนักการศึกษาหลายท่านได้ทำการศึกษาไว้ดังนี้ 3.1 วัตถุประสงค์ของการสอนวิทยาศาสตร์ ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้มีประสิทธิผลนั้นต้องมีการตั้งวัตถุประสงค์ไว้ ล่วงหน้า สำหรับวัตถุประสงค์ของการสอนวิทยาศาสตร์ได้มีนักการศึกษากล่าวไว้ดังนี้ ภพ เลาหไพบูลย์ (2540 : 90) ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการสอน วิทยาศาสตร์พอสรุปได้ว่า การสอนวิทยาศาสตร์มีวัตถุประสงค์หลักอยู่ 2 ประการ ดังนี้


43 1. ด้านความรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Knowledge) มุ่งให้ผู้เรียนมี ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาความรู้วิทยาศาสตร์ เพียงพอที่จะเป็นพื้นฐานในการศึกษาหาความรู้ ต่อไป ช่วยให้เข้าใจปรากฎการณ์ธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติและปกป้องสิ่งแวดล้อมได้ อย่างเหมาะสม ตลอดจนรู้เท่าทันเทคโนโลยี (เลือกใช้เป็น ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และมีโทษ น้อยที่สุด) 2. ด้านกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Processes) มุ่งฝึกให้ผู้เรียนมีกระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ มีศักยภาพและจิตวิญญาณในการแสวงหาความรู้เพิ่มเติม วินิจฉัยและ แก้ปัญหา มีการตัดสินใจที่เหมาะสม ซึ่งประกอบด้วย วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ 3.2 หลักการสอนวิทยาศาสตร์ ในการสอนวิทยาศาสตร์เพื่อให้ได้ผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ครูผู้สอนจะต้องรู้ หลักการสอนด้วย ซึ่งหลักการสอนวิทยาศาสตร์ได้มีนักการศึกษาหลายท่านกล่าวไว้ดังนี้ จำนง แย้มพรายแข (2546 : 32) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับหลักการสอนวิทยาศาสตร์ ไว้ว่า ในการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนควรยึดหลักดังนี้ 1. การจัดการเรียนการสอนให้เหมือนกับสภาพชีวิตจริงเพื่อให้เด็กนำไปใช้ได้ 2. สอนเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้ดีขึ้น 3. สอนให้เด็กเห็นความสัมพันธ์และความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ที่เรียน เพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น 4. สอนโดยให้เด็กมีส่วนร่วมในการวางแผนการสอน ค้นคว้าหาความรู้ ด้วยตนเอง สามารถสรุปเป็นความรู้นำไปใช้ได้ 5. สอนโดยเน้นปฏิบัติจริงมากกว่าการท่องจำกฎเกณฑ์ 6. สอนเพื่อปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีงามต่าง ๆ ให้มีในตัวเด็ก 7. สอนเพื่อปูพื้นฐานทางประชาธิปไตยให้มีในตัวเด็ก และสามารถปฏิบัติตน ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ 8. สอนจากสิ่งที่เป็นปัญหาใกล้ตัวเด็กไปสู้สิ่งที่ไกลออกไปโดยใช้วิธีสอนต่าง ๆ คือ การอภิปราย การซักถาม การศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง การทำงานร่วมกัน


44 เป็นกลุ่ม การแก้ปัญหา และการปฏิบัติจริง ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้จะช่วยส่งเสริมให้เด็กคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น ภพ เลาหไพบูลย์ (2540 : 63) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับหลักการสอนไว้ว่า วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาเรื่องราว หรือการค้นพบปรากฎการณ์ของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ ประกอบด้วยเนื้อหา หรือตัวความรู้วิทยาศาสตร์ และกระบวนการแสวงหาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์นั้น เกิดจากประสบการณ์โดยการใช้ประสาทสัมผัสแล้วใช้กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์เข้าค้นคว้าเพื่อให้ได้คำตอบหรือตัวความรู้ออกมา ซึ่งประกอบด้วย วิธีการ ทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการ และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ จากหลักการสอนวิทยาศาสตร์ของนักการศึกษาดังกล่าวพอสรุปได้ว่า การสอน วิทยาศาสตร์ควรจัดการเรียนการสอนให้ใกล้เคียงกับสภาพชีวิตจริง ปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีงาม เห็นความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ นักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนการสอน ค้นคว้าหาความรู้ ด้วยตนเอง สอนจากปัญหาใกล้ตัวเด็กไปสู่สิ่งที่ไกลออกไป แล้วสอนเพื่อปูพื้นฐาน ทางประชาธิปไตยให้มีในตัวเด็ก สามารถปฏิบัติตนให้เป็นพลเมืองดีของชาติ 3.3 รูปแบบวิธีการสอนวิทยาศาสตร์ ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ครูผู้สอนจะต้องทราบว่าตนเอง จะสอนให้นักเรียนได้รับความรู้ในเนื้อหาใด มีทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้ได้ด้วยวิธีใด ซึ่ง รูปแบบวิธีการสอนวิทยาศาสตร์ได้มีนักการศึกษาทำการศึกษาและเสนอแนะไว้ดังนี้ (กรมวิชาการ. 2545 : 146) 1. การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ เป็นการสอนแบบหนึ่งที่เน้นกระบวนการ แสวงหาความรู้ที่จะช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบความจริงต่าง ๆ ด้วยตนเอง ให้นักเรียน ได้ประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้เนื้อหาวิชา กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ประกอบด้วย ขั้นตอนที่สำคัญดังนี้ 1.1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียน ซึ่งเรื่อง ที่สนใจอาจเกิดขึ้นจากความสงสัย ความสนใจของนักเรียนเอง หรือเกิดจากการอภิปรายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับ ความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้วเป็นตัวกระตุ้นนักเรียนสร้างคำถาม กำหนดประเด็นที่จะศึกษา ใน กรณีที่ยังไม่มีประเด็นใดน่าสนใจ และนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ต้องการศึกษา จึงร่วมกันกำหนดขอบเขต และแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น


Click to View FlipBook Version