ทรัพยากรการท่องเที่ยวภาค
กลาง
จัดทำโดย
นางสาว สิริวภา กิ้มบัวทอง
รหัส 017 ปวช.2/1
เสนอ
อาจารย์
จามจุรี โพธิ์กลัด
แผนกวิชาการท่องเที่ยว
สารบัญ 1-3
ข้อมูลภาคกลาง 4-7
8-15
คำขวัญ19จังหวัด 16-
23-
จังหวัดลพบุรี 33-
39-
จังหวัดอยุธยา
จ2ั2งหวัดสิงห์บุรี
จ3ั2งหวัดอ่างทอง
3จั8งหวัดกาญจนบุรี
46
1
ข้อมูลภาคกลาง
ภาคกลาง เป็นภูมิภาคตอนกลางของประเทศไทย
มีพื้นที่ครอบคลุมที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ติดต่อ
กับภาคเหนือทางทิศเหนือ ติดต่อกับภาคตะวันออก
และภาคอีสานทางทิศตะวันออกโดยมีทิวเขา
เพชรบูรณ์กั้น ติดต่อกับภาคตะวันตก ทิศเหนือ
ติดต่อกับทิวเขาผีปันน้ำ พื้นนี้เคยเป็นดินแดนที่
สำคัญของอาณาจักรอยุธยา และยังเป็นพื้นที่ที่
สำคัญของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน ภาคกลาง
เป็นภูมิภาคที่มีกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของ
ประเทศไทยตั้งอยู่
ภูมิศาสตร์
ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยที่ราบตะกอนน้ำพาที่แม่น้ำ
พัดพาเอาเศษหิน เศษดิน กรวดทราย และตะกอน
มาทับถมพอกพูนมานับเป็นเวลาล้าน ๆ ปี บริเวณ
ที่ราบของภาคนี้กินอาณาบริเวณตั้งแต่ทางใต้ของ
จังหวัดอุตรดิตถ์ลงไปจนจรดอ่าวไทย นับเป็นพื้นที่
ราบที่มีขนาดกว้างใหญ่กว่าภูมิภาคอื่น ๆ ของ
ประเทศ อย่างไรก็ตามบางบริเวณของภาคกลาง มี
ภูเขาโดด ๆ ทางจังหวัดนครสวรรค์และด้านตะวัน
ตกของจังหวัดพิษณุโลก จากหลักฐานทาง
ธรณีวิทยา สันนิษฐานว่าภูเขาโดดเหล่านี้เดิมเคย
เป็นเกาะ เพราะน้ำทะเลท่วมขึ้นไปถึงจังหวัด
อุตรดิตถ์ในหลายยุค พื้นดินยกตัวสูงขึ้น รวมทั้ง
การกระทำของแม่น้ำหลาย ๆ สายซึ่งมีการกัดเซาะ
สึกกร่อนและการทับถมพอกพูน ทำให้บริเวณดัง
กล่าวเป็นที่ราบอันกว้างใหญ่ของประเทศ
2
จัังหวัดในภาคกลาง
มีทั้งหมด 19 จังหวัด
1. กรุงเทพมหานคร
2. กาญจนบุรี
3. ฉะเชิงเทรา
4. นครปฐม
5. เพรชบุรี
6. ราชบุรี
7. ลพบุรี
8. สมุทรปราการ
9. สมุทรสงคราม
10. สมุทรสาคร
11. สระบุรี
12. สุพรรณบุรี
13. สิงห์บุรี
14. อยุธยา
15. อ่างทอง
16. ระยอง
17. ชลบุรี
18. จันทรบุรี
19. ตราด
3
การแบ่งที่ราบลุ่มภาคกลางออกเป็น 2 บริเวณ
1 ที่ราบลุ่มภาคกลางตอนบน (Upper Central Plain)
ขอบเขตของบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางตอนบนครอบคลุมพื้นที่
บางส่วนของจังหวัดอุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร
กำแพงเพชร ต่อเนื่องลงมาจนกระทั่งถึงบริเวณปากน้ำโพ
จังหวัดนครสวรรค์ ที่ซึ่งแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ไหลมาบรรจบ
กันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ราบลุ่มภาคกลางตอนบนนี้ มีลักษณะ
ภูมิประเทศ เป็นพื้นที่ลอนลาด มีความสูงโดยเฉลี่ยระหว่าง 40 -
60 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ประกอบด้วยตะกอนที่เกิด
จากการกร่อนและผุพังของหินเดิมหลังจากนั้นถูกพัดพา มา
สะสมตัว โดยทางน้ำ เกิดเป็นพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง ตะพักลุ่มน้ำ
และ ที่ลุ่มน้ำขัง โดยทั่วไป
2 ที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่าง (Lower Central Plain)
ขอบเขตของบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่างครอบคลุมพื้นที่
ตอนล่างของจังหวัดนครสวรรค์ ตั้งแต่บริเวณปากน้ำโพเรื่อย
ลงมาจนถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่จังหวัดสมุทรปราการ ระดับ
ความสูงของบริเวณนี้ต่ำกว่าที่ราบลุ่มภาคกลางตอนบน และ
แตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่ เช่น ขอบตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา ใน
เขตจังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี มีความสูงเฉลี่ย
ประมาณ 20 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง จากนั้นระดับ
ความสูงจะค่อยๆ ลดลงจนถึงบริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ซึ่งมีความสูงเฉลี่ย 2.5 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางที่ราบ
ลุ่มภาคกลางตอนล่างบริเวณที่อยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาจะเห็น
ร่องรอยของการเคลื่อนที่ของแม่น้ำสายนี้จากลักษณะของ
ทะเลสาบรูปแอก และรอยทางน้ำโค้งตวัด ตั้งแต่จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา ลงมาจนถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ห่างจาก
ปากแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ 21 กิโลเมตร มีระดับความสูงโดย
เฉลี่ยประมาณ 1.5 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง โดยทั่วไป
บริเวณนี้มีลักษณะแบนราบแผ่กระจายเป็นบริเวณกว้างเกิดจาก
การไหลบ่าเข้ามาของทะเลโบราณ แล้วถอยร่นออกไปในช่วง
เวลาต่อมา จากหลักฐานของชนิดตะกอนที่มาสะสมตัวและ
ลักษณะภูมิประเทศพบว่าในที่ราบนี้ยังประกอบไปด้วยที่ลุ่มชื้น
แฉะ ที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงดินดอนสามเหลี่ยม เช่น ที่จังหวัด
นครปฐมและทางทิศใต้ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หาด
ทรายและสันดอนทราย ซึ่งส่วนใหญ่จะพบเห็นได้เด่นชัดใน
บริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและบางบริเวณของ
กรุงเทพมหานคร
4
คำขวัญ
แหล่งเกษตรกรรม เลิศล้ำหัตถศิลป์
เยือนถิ่นกรุงเก่า เสน่ห์เจ้าพระยา
องามตาวัดพระศรี ฯ ที่ตั้งเมืองหลวงไทย
ลือไกลพระราชวัง ชายฝั่ งทะเลงาม
ชื่นฉ่ำน้ำตก มรดกภาคกลาง
กรุงเทพมหานคร
กรุงเทพฯ ดุจเทพสร้าง เมืองศูนย์กลางการปกครอง
วัดวังงามเรืองรอง เมืองหลวงของประเทศไทย
กาญจบุรี
แคว้นโบราณด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์
สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่น้ำตก
ฉะเชิงเทรา
เมืองธรรมะ พระศักดิ์สิทธิ์ ชิดเมืองหลวง
มะม่วงหวาน ข้าวสารขาว มะพร้าวน้ำหอม
นครปฐม
ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวงาม ข้าวหลาม
หวานมัน สนามจันทร์งามล้น พุทธมณฑลคู่ธานี
พระปฐมเจดีย์เสียดฟ้า สวยงามตาแม่น้ำท่าจีน
5
เพรชบุรี
เขาวังคู่บ้าน ขมนหวาน เมืองพระ
เลิศล้ำศิลปะ แดนธรรม ทะเลงาม
ราชบุรี
คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร
วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน
เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี
ลพบุรี
วังนารายณ์คู่บ้าน ศาลพระกาฬคู่เมือง ปรางค์สาม
ยอดลือเลื่อง เมืองแห่งดินสอพอง เขื่อนป่าสักชล
สิทธิ์ เกริกก้องแผ่นดินทอง สมเด็จพระนารายณ์
สมุทรปราการ
ป้อมยุทธนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ ฟาร์มจระเข้ใหญ่ งาม
วิไลเมืองโบราณ สงกรานต์พระประแดง ปลาสลิดแห้ง
รสดี ประเพณีรับบัว ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม
สมุทรสงคราม
เมืองหอยหลอด ยอดลิ้นจี่ มีอุทยาน ร.2
แม่กลองไหลผ่าน นมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม
สมุทรสาคร
เมืองประมง ดงโรงงาน
ลานเกษตร เขตประวัติศาสตร์
6
สระบุรี
พระพุทธบาทลือนาม แหล่งน้ำอุดม นมเนื้อ
มากมาย หลากหลายโรงงาน ถิ่นข้าวพันธุ์ดี
มีมะม่วงรสเลิศ งามบรรเจิดธรรมชาติ
สิงห์บุรี
ถิ่นวีรชนคนกล้า คู่หล้าพระนอน
นามกระฉ่อนปลาแม่ลา ย่านการค้าภาคกลาง
สุพรรณบุรี
เมืองยุทธหัตถี วรรณคดีขึ้นชื่อ เลื่องลือพระ
เครื่อง รุ่งเรืองเกษตรกรรม สูงล้ำประวัติศาสตร์
แหล่งปราชญ์ศิลปิน ภาษาถิ่นชวนฟัง
อยุธยา
ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา
อ่างทอง
พระสมเด็จเกศไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่
วีรชนใจกล้า ตุ๊กตาชาววัง โด่งดังจักสาน
ถิ่นฐานทำกลอง เมืองสองพระนอน
ระยอง
ผลไม้รสล้ำ อุตสาหกรรม น้ำปลารสเด็ด
เกาะเสม็ดสวยหรู สุนทรภู่กวีเอก
ชลบุรี
ทะเลงาม ข้าวหลามอร่อย อ้อยหวาน
จักสานดี ประเพณีวิ่งควาย
7
เพรชบุรี
เขาวังคู่บ้าน ขมนหวาน เมืองพระ
เลิศล้ำศิลปะ แดนธรรม ทะเลงาม
ราชบุรี
คนสวยโพธาราม คนงามบ้านโป่ง เมืองโอ่งมังกร
วัดขนอนหนังใหญ่ ตื่นใจถ้ำงาม ตลาดน้ำดำเนิน
เพลินค้างคาวร้อยล้าน ย่านยี่สกปลาดี
ลพบุรี
วังนารายณ์คู่บ้าน ศาลพระกาฬคู่เมือง ปรางค์สาม
ยอดลือเลื่อง เมืองแห่งดินสอพอง เขื่อนป่าสักชล
สิทธิ์ เกริกก้องแผ่นดินทอง สมเด็จพระนารายณ์
สมุทรปราการ
ป้อมยุทธนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ ฟาร์มจระเข้ใหญ่ งาม
วิไลเมืองโบราณ สงกรานต์พระประแดง ปลาสลิดแห้ง
รสดี ประเพณีรับบัว ครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม
สมุทรสงคราม
เมืองหอยหลอด ยอดลิ้นจี่ มีอุทยาน ร.2
แม่กลองไหลผ่าน นมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม
สมุทรสาคร
เมืองประมง ดงโรงงาน
ลานเกษตร เขตประวัติศาสตร์
7
จันทบุรี
น้ำตกลือเลื่อง เมืองผลไม้ พริกไทยพันธุ์
ดี อัญมณีมากเหลือ เสื่อจันทบูร
สมบูรณ์ธรรมชาติ
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
รวมญาติกู้ชาติที่จันทบุรี
ตราด
"เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน
หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา
ทั้งหมดนี้คือคำขวัญประจำจังหวัด
ภาคกลาง ทั้ง 19 จังหวัด
8
จังหวัดลพบุรี
คำขวัญประจำจังหวัดลพบุรี
วังนารายณ์คู่บ้าน ศาลพระกาฬคู่เมือง
ปรางค์สามยอดลือเลื่อง เมืองแห่งดินสอพอง
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เกริกก้อง แผ่นดินทองสมเด็จพระนารายณ์
6วังนารายณ์คู่บ้าน พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ปัจจุบันเป็นที่
ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์
ศาลพระกาฬคู่เมือง เดิมเรียกว่า ศาลสูง เป็นที่ประดิษฐาน
เจ้าพ่อพระกาฬเทวรูปโบราณยุคขอมเรืองอำนาจ เป็น
โบราณสถานและศาสนสถานคู่เมืองลพบุรี
ปรางค์สามยอดลือเลื่อง โบราณสถานและแหล่งท่อง
เที่ยวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี โครงสร้างเป็น
ศิลาแลงประดับปูนปั้ น พุทธสถานในลัทธิวัชรยานประจำ
เมืองละโว้ เป็นปราสาทขอมสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระ
เจ้าชัยวรมันที่ 7
เมืองแห่งดินสอพอง มีดินสีขาวที่สามารถนำมาทำดินสอ
พองได้ และดินสอพองของจังหวัดลพบุรีได้ชื่อว่าเป็น
ดินสอพองที่ดีที่สุดของเมืองไทย
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เกริกก้อง เป็นเขื่อนดินกักเก็บน้ำที่ยาว
ที่สุดในประเทศไทย
แผ่นดินทองสมเด็จพระนารายณ์ เป็นเมืองที่มีความ
เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในทุกด้านเรียกได้ว่าเป็นยุค
ทองในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เลยทีเดียว
9
ลพบุรี เป็นจังหวัดในภาคกลางของประเทศไทย แบ่งการ
ปกครองออกเป็น 11 อำเภอ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดอื่น
จำนวน 8 จังหวัด โดยวนตามเข็มนาฬิกาจากทิศเหนือ ได้แก่
จังหวัดเพชรบูรณ์ ชัยภูมิ นครราชสีมา สระบุรี
พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรีและจังหวัดนครสวรรค์
ลพบุรีเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการทหารที่สำคัญ
แห่งหนึ่งของประเทศ เนื่องจากตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางของ
ประเทศไทย มีพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การประกอบอาชีพ
เกษตรกรรมและการเพาะปลูก ลพบุรีเป็นจังหวัดที่มีความ
สำคัญในด้านประวัติศาสตร์ โดยมีการค้นพบโบราณสถาน
โบราณวัตถุและการตั้งถิ่นฐานของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์
และในอดีตเคยเป็นที่ตั้งเมืองหลวงของอาณาจักรละโว้
ภูมิศาสตร์
ที่ตั้งและอาณาเขต
จังหวัดลพบุรีตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย ระหว่างเส้น
รุ้งที่ 14 องศา 48 ลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ 100 องศา 25
ลิปดาตะวันออก อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางเหนือตาม
เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ประมาณ
155 กิโลเมตร หรือทางรถไฟสายเหนือประมาณ 133 กิโลเมตร
มีพื้นที่ 6,586.67 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 4,116,668 ไร่
จังหวัดลพบุรีมีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดต่าง ๆ 8 จังหวัดดังนี้
ทิศเหนือ ติดกับจังหวัดเพชรบูรณ์
ทิศตะวันออก ติดกับจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดชัยภูมิ
ทิศใต้ ติดกับจังหวัดสระบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ
จังหวัดอ่างทอง
ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดสิงห์บุรี
การปกครองส่วนภูมิภาค
จังหวัดลพบุรีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น
11 อำเภอ, 121 ตำบล, 1,122 หมู่บ้าน
1.อำเภอเมืองลพบุรี 7.อำเภอท่าหลวง
2.อำเภอพัฒนานิคม 8.อำเภอสระโบสถ์
3.อำเภอโคกสำโรง 9.อำเภอโคกเจริญ
4.อำเภอชัยบาดาล 10.อำเภอลำสนธิ
5.อำเภอท่าวุ้ง 11.อำเภอหนองม่วง
6.อำเภอบ้านหมี่
10
ภูมิประเทศ
จังหวัดลพบุรี มีพื้นที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำ 3 ส่วน ดังนี้
ลุ่มแม่น้ำชี
ลุ่มแม่น้ำป่าสัก
ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
ภูมิประเทศของจังหวัดลพบุรี
แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ
ที่ราบลุ่ม มีพื้นที่ 1,170 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ของอำเภอ
ท่าวุ้งทั้งหมด ตอนกลาง และตะวันตกของอำเภอเมืองลพบุรี
ตอนกลางและตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอโคกสำโรง และ
ส่วนใหญ่ของอำเภอบ้านหมี่ พื้นที่ราบตอนกลางของอำเภอ
เมืองลพบุรี บริเวณหมู่บ้านสะพานอิฐ และหมู่บ้านหินสองก้อน
จะมีดินสีขาวที่สามารถนำมาทำดินสอพองได้ และดินสอพอง
ของจังหวัดลพบุรีได้ชื่อว่าเป็นดินสอพองที่ดีที่สุดของเมือง
ไทย
ที่ราบสลับเนินเขาและภูเขา มีเนื้อที่ 4,816.67 ตารางกิโลเมตร
7ครอบคลุมพื้นที่ด้านตะวันออกของอำเภอเมืองลพบุรี ทิศ
ตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอบ้านหมี่บางส่วน ทิศตะวันตก
เฉียงเหนือและตะวันออกของอำเภอโคกสำโรงและอำเภอท่า
หลวง
มีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน นั่นคือ แม่น้ำป่าสัก โดยมีการสร้างเขื่อน
ป่าสักชลสิทธิ์เพื่อกักเก็บน้ำ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
สำหรับชาวจังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งยังมี
แม่น้ำลพบุรีผ่านทางฝั่ งตะวันตกของจังหวัดด้วย รวมทั้งมีระบบ
คลองชลประทานที่เป็นประโยชน์ในทางเกษตรกรรมอีกด้วย
ภูมิอากาศ
สภาพโดยทั่วไปมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น อยู่ภายใต้อิทธิพลของ
ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และ
ยังได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชันและพายุไต้ฝุ่นอีกด้วย โดย
เฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน มีอุณหภูมิเฉลี่ย
28.3 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยปีละประมาณ 1,147.6
มิลลิเมตร สำหรับมีฤดูกาลต่าง ๆ มี 3 ฤดู คือ
ฤดูร้อน ระหว่างเดือน มีนาคม-พฤษภาคม อากาศจะร้อน และแห้งแล้ง
ฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายน-ตุลาคม อากาศจะชุ่มชื้นในเดือนกันยายน
ฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ อากาศจะหนาวเย็นสลับ
กับอากาศร้อน
11
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดลพบุรี
พระปรางค์สามยอด
ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าหิน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี
เป็นโบราณสถานและแหล่งท่องเที่ยวทาง ประวัติศาสตร์และ
โบราณคดีที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลพบุรี ปราสาทศิลาแลง
แบบเขมรเรียงต่อกัน 3 องค์ เชื่อมต่อกัน ลักษณะเป็นปราสาท
เขมรในศิลปะบายน มีการประดับลวดลายปูนปั้ นที่งดงาม กรม
ศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุ
เบกษา เล่ม 53 หน้า 904 ลงวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2479 และได้
กำหนดเขตที่ดินให้มีพื้นที่โบราณสถานประมาณ 3 ไร่ 2 งาน 54
ตารางวา ตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติโบราณ
สถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ พ.ศ.
2504 ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 119 ตอนพิเศษ ลงวันที่ 4
ธันวาคม 2545 ส่วนยอดหรือศิขระ สร้างด้วยหินทรายเป็นรูปบัว
คว่ำบัวหงายซ้อนกัน 3 ชั้น ถัดลงมาเป็นการยกเก็จสามเก็จตรง
ด้านและมุมประดับด้วยกลีบขนุนทำจากศิลาแลง และบางส่วนทำ
จากปูนปั้ นเป็นรูปบุคคลยืนอยู่ในซุ้มเรือนแก้วส่วนที่ยกเก็จชั้นที่
4 เดิมทั้ง 4 ทิศ จะมีการปั้ นเทพประจำทิศอยู่ในกลีบขนุนและตอน
ล่าง ด้แก่ พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณประจำทิศตะวันออก
พระวรุณทรงหงส์ ประจำ ทิศตะวันตก ท้าวกุเวรทรงมกร ทิศ
เหนือพระยมทรงกระบือ ทิศใต้ ปัจจุบันเหลือเพียงบางส่วน สัน
หลังคาของมุขกระสันประดับด้วยบราลีศิลาแลงปั้ นเป็นพระพุทธ
รูปประทับสมาธิราบ ปางสมาธิ ในซุ้มเรือนแก้ว ปัจจุบันเสียหาย
ทั้งหมดภายในพื้นที่ของพระปรางค์สามยอดเต็มไปด้วย จ๋อน้อย
เจ้าถิ่น นั่งเล่นบ้าง วิ่งไปมาบ้าง ต้องบอกเลยว่าเยอะมาก นั่งเล่น
อยู่ทุกซอกทุกมุม เดินชมก็ต้องระมัดระวังกันซักนิดเพราะบางที
เจ้าจ๋ออาจวิ่งขึ้นมาเกาะที่ตัวเราก็เป็นได้ ลิงลพบุรี ต้องเรียกว่า
ชึ้นชื่อเช่น มีลิงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของจังหวัดเราคงเคย
ได้ยินมีประเพณีโต๊ะจีนลิงจัดซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกเปิดให้เข้า
ชม ระหว่างเวลา 06.00-18.00 น. เว้นวันจันทร์-อังคาร อัตราค่า
เข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ 50 บาท หรือสามารถ
ซื้อบัตรรวม ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างประเทศ 150 บาท โดย
บัตรนี้สามารถเข้าชม วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พระที่นั่งไกรสร
สีหราช พระปรางค์สามยอด และบ้านหลวงวิชาเยนทร์
12
พระนารายณ์ราชนิเวศน์
พระนารายณ์ราชนิเวศน์ ตั้งอยู่ในเขตตำบลท่าหิน อำเภอ
เมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี โดยชาวเมืองลพบุรีเรียกกัน
ติดปากว่า "วังนารายณ์" ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ พระ
นารายณ์ราชนิเวศน์เป็นพระราชวังที่สมเด็จพระ
นารายณ์มหาราชโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2209 บน
พื้นที่ 41 ไร่ ณ เมืองลพบุรี เพื่อใช้เป็นที่ประทับ ล่าสัตว์
ออกว่าราชการ และต้อนรับแขกเมือง พระองค์ทรง
ประทับ ณ พระราชวังแห่งนี้ประมาณ 8-9 เดือนในช่วง
ปลายรัชกาลและเสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรค์
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2231
ภายหลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนารายณ์
มหาราช พระนารายณ์ราชนิเวศน์ถูกทิ้งร้าง จนถึงรัช
สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์
มโหปารรดาชให้แบูลระณสระ้าพงรพะรราะชที่วนัั่งง7ขขึ้อนงใหสมม่เใดน็จพพ.ศระ.น2า3ร9า9ยณแ์ละ
พระราชทานนามว่า "พระนารายณ์ราชนิเวศน์"
พื้นที่ทั้งหมดภายใน พระราชวัง แบ่งออกเป็น 3 เขตคือ
หลังสิ้นรัชกาลพระราชวังแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างไป จนกระทั่ง
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะซ่อมแซมพระราชวังแห่งนี้และ
โปรดให้สร้างพระที่นั่งขึ้นใหม่ ปัจจุบัน พระนารายณ์ราช
นิเวศน์ได้ใช้เป็น พิพิธภัณฑ์ ในปี พ.ศ. 2553 ได้มีการ
บูรณะกำแพงและประตูพระนารายณ์ราชนิเวศน์โดยเริ่ม
จากกำแพงวังฝั่ งตะวันตกฝั่ งท่าขุนนาง โดยกรม
ศิลปากร ลักษณะของการบูรณะโดยการสกัดปูนเก่าที่
ฉาบมาแต่เดิมเมื่อ 344 ปีก่อน แล้วทำการโบกปูนใหม่
แล้วทาสีขาวทับ
13
ทุ่งทานตะวัน เขาจีนแล
เขาจีนแล ใน ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอเมืองลพบุรี
จังหวัดลพบุรี เป็นที่ตั้งของ ทุ่งทานตะวัน ที่มีพื้นที่กว้าง
กว่า 355 ไร่ บรรยากาศของทุ่งทานตะวันสีเหลืองอร่ามนี้ ที่
สวยงดงามมาก ก็เพราะว่ามีวิวด้านหลังเป็นภูเขารอบล้อม
และสามารถมองเห็น วัดเวฬุวัน วัดสีขาวอยู่ไกลๆ ยังไม่พอ
แค่นี้ เพราะมีจุดถ่ายรูปเยอะแยะมากมายอีกด้วยค่ะ แถมยัง
มีกิจกรรม นั่งรถไฟชมทุ่งทานตะวัน ที่เสียค่าบริการแค่
คนละ 20 บาทเท่านั้น ก็ได้ชมวิวสวยๆ จัดเต็มแบบนี้แล้ว
ถ้าจะมา ทุ่งทานตะวัน เขาจีนแล เพื่อถ่ายรูปสวยๆ แบบ
อากาศไม่ร้อนมากแล้วล่ะก็ แนะนำว่าต้องมาช่วงประมาณ 8
โมงเช้าค่ะ ที่แสงกำลังดี และคนก็ไม่เยอะหนาแน่นจนเกินไป
ดอกทานตะวันจะชูช่อหันหน้าเข้าดวงอาทิตย์พอดี ทำให้
เหมาะสำหรับการถ่ายรูปสวยๆ ส่วนบริเวณรอบๆ ของทุ่ง
ดอกทานตะวันนั้น ก็จะมีของขายมากมายอีกด้วยค่ะ แม้แต่
เมล็ดทานตะวัน ที่คั่วให้ทานกันสดๆ เลย ส่วนใครอยากนั่ง
รถรางชมทุ่งทานตะวัน ก็จะมีค่าบริการสำหรับผู้ใหญ่ 20
บาท และเด็ก 10 บาทค่ะ โดยรถรางจะพานักท่องเที่ยว
เข้าไปชมทานตะวันในแปลงด้านใน และมีจอดให้แวะลงไป
ถ่ายรูป 5 - 10 นาทีค่ะ สามารถทัวร์รอบทุ่งกันได้ครบเลยค่ะ
ซึ่งโดยปกติช่วงเวลาที่ ดอกทานตะวัน จะเริ่มบานนั้น จะเป็น
ในช่วงหน้าหนาวของทุกปีค่ะ อีกทั้ง เขาจีนแล ก็ยังมีทุ่ง
ดอกทานตะวันอีกหลายสวนด้วยกัน เป็น ที่เที่ยวหน้าหนาว
ที่ต้องปักหมุดไว้เลยค่ะ ไปค่า ขับรถไปเที่ยวลพบุรี กันที่ ทุ่ง
ดอกทานตะวัน เขาจีนแล เลย มาง่าย ใกล้กรุงเทพฯ เหนือ
สิ่งอื่นใดก็คือได้รูปสวยๆ กลับไปลงได้อีกเป็นสิบๆ รูปอย่าง
แน่นอนค่ะ เตรียมชุด เตรียมพร็อพให้พร้อม แล้วตามเรามา
เลย ถ้ามาจากลพบุรี ก็ให้ใช้ถนนพหลโยธิน สายลพบุรี-
สระบุรี พอมาถึงกิโลเมตรที่ 4 ก็ให้เลี้ยวซ้ายไปถนน
ทางหลวงหมายเลข 3017 ตรงไปตำบลโคกตูม พอถึงทาง
เข้าวัดเวฬุวัน ก็เลี้ยวเข้าไปอีกไม่นานก็จะเจอกับ ทุ่ง
ทานตะวัน ค่ะ ส่วนใครที่มารถโดยสารประจำทาง ก็มีรถสอง
แถวลพบุรี-วังม่วง ผ่านทาง เข้าวัดเวฬุวันเลยค่ะ โดยรถ
ออกจากสถานีขนส่งลพบุรี ช่วง 06.00-17.30 น.
14
รถไฟลอยน้ำ
หลังจากที่พากัน นั่งรถไฟเที่ยว ไปหลายๆ ที่แล้ว อีก
แห่งที่พลาดไม่ได้เลยก็คือที่นี่ค่ะ รถไฟลอยน้ำ เขื่อนป่า
สักชลสิทธิ์ ที่ลพบุรี แลนด์มาร์คอีกแห่ง ที่เที่ยวถ่ายรูป
สวย รับรองว่าได้นั่งรถไฟเที่ยวชิลล์สมใจ พร้อมได้มุม
สวยๆ ถ่ายรูปกลับมาอีกด้วย * การรถไฟแห่ง
ประเทศไทย เปิดให้บริการขบวนรถพิเศษนำเที่ยว รถไฟ
ลอยน้ำ ต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวเส้นทาง กรุงเทพ –
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ วันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ตลอด
เดือนพฤศจิกายน 2564 - มกราคม 2565 โดยเริ่มให้
บริการเที่ยวแรกวันที่ 26 พฤศจิกายน 2564 นี้
คิดอัตราค่าโดยสารผู้ใหญ่และเด็กราคาเดียวกัน ดังนี้
รถธรรมดา
กรุงเทพ–เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์-กรุงเทพ เที่ยวไป –
กลับ ราคา 330 บาท
สระบุรี/แก่งคอย - โคกสลุง เที่ยวไป-กลับ ราคา 130
บาท
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ -กรุงเทพ เฉพาะเที่ยวกลับ ราคา
150 บาท
รถปรับอากาศ
กรุงเทพ - เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ - กรุงเทพ เที่ยวไป –
กลับ ราคา 560 บาท
สระบุรี/แก่งคอย - โคกสลุง เที่ยวไป – กลับ ราคา
260 บาท
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ - กรุงเทพ เฉพาะเที่ยวกลับ ราคา
250 บาท
15
น้ำตกวังก้านเหลือง
น้ำตกวังก้านเหลือง ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลท่าดินดำ จังหวัด
ลพบุรี มีต้นกำเนิดที่แปลก เพราะแทนที่จะมีต้นน้ำอยู่บน
ภูเขาสูง กลับมีต้นน้ำเกิดจากตาน้ำใต้ดินขนาดใหญ่
จำนวนหลายจุด ผุดขึ้นมาจากลำห้วยมะกอกน้ำผุดเหล่านี้
จะไหลคดเคี้ยวเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร มารวม
กันบริเวณสันหินปูน กลายเป็นน้ำตก ที่แผ่กว้างประมาณ
20 เมตร และจะไหลเลาะไปตามที่ลาด ปะทะกับหินผาเป็น
ชั้น ๆ นับ 10 ชั้น ก่อนไหลไปบรรจบกับแม่น้ำป่าสัก
ด้วยจุดกำเนิดจากแหล่งน้ำผุดทางธรรมชาติ ทำให้น้ำตก
วังก้านเหลืองมีน้ำให้เล่นตลอดปี และน้ำใสแจ๋ว มีสีฟ้า
เขียวใสเหมือนมรกต น่าเล่นมากๆ อีกทั้งยังมีต้นไม้น้อย
ใหญ่ขึ้นปกคลุมบริเวณโดยรอบ ทำให้บรรยากาศร่มรื่น
เหมาะกับการมานั่งปิคนิคและพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญ
ทางสวนรุกชาติวังก้านเหลืองไม่คิดค่าบริการในการเข้า
มาท่องเที่ยว เล่นน้ำตก และกางเต็นท์พักแรม เพียงให้
นักท่องเที่ยวช่วยบริจาคใส่กล่องเป็นค่าบำรุงสถานที่ตาม
กำลัง ทำให้หลายคนยกให้ที่นี่เป็นจุดเช็คอินหลักศูนย์วิว
หลักแสน (ความฟินหลักล้าน) กันเลยทีเดียวเมื่อมาถึง
หลังจากลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ด้านหน้าเสร็จ เราก็
สามารถขับรถลงมาจอดที่ลานบริเวณใกล้กับจุดกาง
เต็นท์ด้านล่างได้เลย โดยทางลงไปจุดกางเต็นท์ด้านล่าง
นั้นเป็นทางดินปนทรายค่อนข้างชัน ไม่เหมาะกับรถโหลด
เตี้ยเท่าไหร่นัก ยิ่งหากเป็นช่วงหน้าฝนหรือมีพายุเข้าทาง
จะเละไม่เหมาะกับการนำรถลงไป บางครั้งถ้าประเมินแล้ว
มีความเสี่ยงว่ารถจะขึ้นไม่ได้ ทางเจ้าหน้าที่จะให้นักท่อง
เที่ยวจอดรถไว้ที่ลานด้านบนแล้วขนของลงมากางเต็นท์
ด้านล่างแทน จากตัวเมืองลพบุรี ใช้เส้นทางสายลพบุรี–
โคกสำโรง (ทางหลวงหมายเลข 1) –ชัยบาดาล
(ทางหลวงหมายเลข 205) ถึงบริเวณที่บรรจบกับ
ทางหลวงหมายเลข 21 แล้วต่อเข้าทางหลวงหมายเลข
2089 ไปอำเภอท่าหลวงประมาณ 12 กิโลเมตร เลี้ยวซ้าย
เข้าตัวน้ำตก อีกประมาณ 7 กิโลเมตร
16
จังหวัดอยุธยา
คำขวัญประจำจังหวัดอยุธยา
ราชธานีเก่า อู่ข้าวอู่น้ำ เลิศล้ำกานท์กวี คนดีศรีอยุธยา
"ราชธานีเก่า"
หมายถึง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของ
ประเทศไทย ในนามว่า "กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตน
ราชธานีบุรีรมย์" หรือเรียกกันทั่วไปว่า "กรุงศรีอยุธยา" ที่มีความเจริญ
รุ่งเรืองในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศ ยาวนาน
ถึง 417 ปี โดยมีพระมหากษัตริย์ปกครอง 5 ราชวงศ์ 33 พระองค์
"อู่ข้าวอู่น้ำ"
หมายถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ในบริเวณภาคกลางตอนล่างของ
ประเทศไทย มีพื้นที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก และยังมี
แม่น้ำไหลผ่าน4สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี แม่น้ำน้อย
ทำให้เหมาะแก่การเกษตรกรรม และการประมงค้าขาย
"เลิศล้ำกานท์กวี"
หมายถึงในสมัยกรุงศรีอยุธยามียุคทองของวรรณคดี คือในสมัยสมเด็จพระ
นายรายณ์มหาราชและสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ กอปรด้วยกวีเอกที่มีความ
สามารถล้ำเลิศ เช่น สมเด็จพระนารายณ์ พระมหาราชครูศรีปราชญ์ เจ้าฟ้าธร
รมมาธิเบศร์(เจ้าฟ้ากุ้ง) พระโหราธิบดี วรรณคดีที่สำคัญ เช่น สมุทรโฆษ คำ
ฉันท์ โครงกำศรวลศรีปราชญ์ กาพย์ห่อโคลง ประพาสธารทองแดง
จินดามณี มหาชาติคำหลวง
"คนดีศรีอยุธยา"
หมายถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยากอปรด้วยคนดี มีความสามารถทุกยุค
สมัยตลอดมา แม้เมื่อกรุงศรีอยุทธยาต้องเสียกรุงให้กับพม่าถึง 2 ครั้ง แต่ก็
ยังกอบกู้เอกราชกลับคืนมาได้ ก็ด้วยเหตุเพราะมีคนดีที่มีความสามารถ
นั่นเอง จนมีคำกล่าวมาแต่เดิมว่า "กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี"
"เลอคุณค่ามรดกโลก"
หมายถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การ
ศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ให้เป้นเมือง
มรดกโลกทางศิลปวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2534 จึงจัดงาน
ประจำปีเพื่อเฉลิมฉลองโดยใช้ชื่องานว่า "งานยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก"
17
พระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางและเป็นเขต
เศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่สำคัญ โดยมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของ
จังหวัดมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ[3] และมี
ประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่ยาวนาน เคยมีชื่อเสียงในฐานะเป็น
แหล่งปลูกข้าวที่สำคัญ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัด
เดียวในประเทศไทยที่ไม่มีอำเภอเมือง แต่มี อำเภอ
พระนครศรีอยุธยา เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ
ชาวบ้านโดยทั่วไปนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "กรุงเก่า" หรือ "เมือง
กรุงเก่า" ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 75 กิโลเมตร
ภูมิประเทศ
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางตอน
ล่างของประเทศห่างจาก กรุงเทพมหานคร ทางถนนสายเอเชีย
ประมาณ 75 กิโลเมตร ทางรถไฟประมาณ 72 กิโลเมตร และทาง
เรือประมาณ 137 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 2,556.64 ตาราง
กิโลเมตร หรือ 1,579,900 ไร่ นับว่าเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่
เป็นอันดับที่ 63 ของประเทศไทย และ เป็นอันดับที่ 11 ของจังหวัด
ในภาคกลาง ลักษณะภูมิประเทศ เป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง พื้นที่
ส่วนใหญ่เป็นทุ่งนา ไม่มีภูเขา ไม่มีป่าไม้ มีแม่น้ำไหลผ่าน 4 สาย
ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรีและแม่น้ำน้อย
รวมความยาวประมาณ 200 กิโลเมตร มีลำคลอง ใหญ่ น้อย
ประมาณ 1,254 คลอง เชื่อมต่อกับแม่น้ำเกือบทั่วบริเวณพื้นที่
อาณาเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัด
ใกล้เคียง ดังนี้
- ทิศเหนือ ติดต่อกับ จังหวัดอ่างทอง และ จังหวัดลพบุรี
- ทิศใต้ ติดต่อกับ จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรีและ
จังหวัดปทุมธานี
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับ จังหวัดสระบุรี
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับ จังหวัดสุพรรณบุรี
การแบ่งเขตการปกครองในปัจจุบัน
การปกครองส่วนภูมิภาค
แผนที่อำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน
ปัจจุบันจังหวัดพระนครศรีอยุธยาประกอบด้วย 16 อำเภอ 209
ตำบล ได้แก่
ออำำเเภภออพท่ารเะรนือครศรีอยุอธำยเภาอบางปะอิน
อำเภอวังน้อย อำเภอมหาราช
อำเภอบ้านแพรก
อำเภอนครหลวง อำเภอบางปะหัน อำเภอเสนา
อำเภอบางไทร อำเภอผักไห่ อำเภอบางซ้าย
อำเภอบางบาล อำเภอภาชี อำเภออุทัย
อำเภอลาดบัวหลวง
18
ลักษณะอากาศทั่วไป
จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ภายใต้อิทธิพลของมรสุม 2 ชนิด
คือมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพัด
จากทิศตะวันออกเฉียงเหนือปกคลุมในช่วงฤดูหนาว ทําให้
บริเวณจังหวัดพระนครศรีอยุธยาประสบกับสภาวะ
อากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง กับมรสุมอีกชนิดหนึ่งคือมรสุม
ตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้
ปกคลุมในช่วงฤดูฝนทําให้อากาศชุ่มชื้นและมีฝนตก
ฤดูกาล
พิจารณาตามลักษณะลมฟ้าอากาศของประเทศไทย แบ่งฤดูกาล
ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ออกเป็น 3 ฤดูดังนี้
ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์
ซึ่งเป็นฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ
บริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนซึ่งมีคุณสมบัติเย็นและ
แห้งจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยในช่วงนี้
แต่เนื่องจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ในภาคกลางอิทธิพล
ของบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่
แผ่ลงมาปกคลุมในช่วงฤดูหนาวจะช้ากว่าภาคเหนือและภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือ ทําให้อากาศหนาวเย็นช้า
กว่าสองภาคดังกล่าว โดยเริ่มมีอากาศหนาวเย็นประมาณกลาง
เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป
ฤดูร้อน เริ่มเมื่อมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือสิ้นสุดลง คือประมาณ
กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือน
พฤษภาคม ในระยะนี้จะมีหย่อมความกดอากาศต่ําเนื่องจากความ
ร้อนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบ
กับลมที่พัดปกคลุมประเทศไทยในช่วงนี้เป็นลมฝ่ายใต้ ทําให้มี
อากาศร้อนอบอ้าวทั่วไป โดยมีอากาศร้อนจัดอยู่
ในเดือนเมษายน
ฤดูฝน เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ซึ่ง
เป็นช้วงที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปก
คลุมประเทศไทย ร่องความกดอากาศต่ําที่พาดผ่านบริเวณภาค
ใต้องประเทศไทยจะเลื่อนขึ้นมาพาดผ่าน
บริเวณภาคกลาง และภาคเหนือเป็นลําดับในระยะนี้ทําให้มีฝนตก
ชุกขึ้นตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป
โดยเดือนกันยายนเป็นเดือนที่มีฝนตกชุกที่สุดในรอบปีและเป็น
ช่วงที่มีความชื้นสูง
19
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดอยุธยา
วัดใหญ่ชัยมงคล
วัดใหญ่ชัยมงคล เดิมชื่อ "วัดป่าแก้ว" หรือ "วัดเจ้าไท"
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะพระนคร
ปัจจุบันเป็นพื้นที่ตำบลคลองสวนพลู อำเภอ
พระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จุดเด่น
ของวัดได้แก่เจดีย์องค์ใหญ่ที่เชื่อกันว่า ได้รับการ
ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ที่ภายในได้มีการค้นพบชัยมงคลคาถาบรรจุอยู่
ภายในพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคล
พระประธานที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัด นอกจากนี้แล้ว
ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานศาลสมเด็จพระนเรศวร
มหาราช ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2544 อีกด้วย
สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นรัชสมัยของสมเด็จพระ
รามาธิบดีที่ 1 หรืออีกพระนามหนึ่งคือ สมเด็จพระเจ้า
อู่ทองพระมหากษัตริย์ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยา ตาม
ตำนานกล่าวว่า เมื่อครั้ง พ.ศ. 1900 สมเด็จพระเจ้า
อู่ทองได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขุดศพเจ้าแก้ว
และเจ้าไท ซึ่งทิวงคตด้วยอหิวาตกโรคขึ้นมาเผา ที่
ปลงศพนั้นโปรดให้สถาปนาเป็นพระอาราม นามว่า วัด
ป่าแก้ว ต่อมาคณะสงฆ์สำนักวัดป่าแก้วที่ได้บวชเรียน
มา จากสำนักรัตนมหาเถระในประเทศศรีลังกาคณะ
สงฆ์นี้ได้เป็นที่เคารพเลื่อมใสแก่ชาวกรุงศรีอยุธยา
เป็นอันมาก ทำให้ผู้คนต่างมาบวชเรียนในสำนักสงฆ์
คณะป่าแก้วมากขึ้น สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง จึงทรงตั้ง
อธิบดีสงฆ์นิกายนี้เป็นสมเด็จพระวันรัตน์ มีตำแหน่ง
เป็นพระสังฆราชฝ่ายขวาคู่กับสมเด็จพระพุทธโฆษา
จารย์ซึ่งมีตำแหน่งเป็นสังฆราชฝ่ายคันถธุระ กาลต่อ
มาเป็นที่พำนักของพระภิกษุคณะ ป่าแก้ว ซึ่งมี
สมเด็จพระวันรัตน์ เป็นประธานสงฆ์ จึงได้ชื่อว่า วัด
เจ้าพระยาไทยคณะป่าแก้ว
20
วัดมหาธาตุ
วัดมหาธาตุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นหนึ่ง
ในวัดในเขต อุทยานประวัติศาสตร์
พระนครศรีอยุธยา วัดมหาธาตุเป็นวัดที่มีความ
สำคัญยิ่งในสมัย กรุงศรีอยุธยา เพราะเป็นวัดที่
ประดิษฐาน พระบรมธาตุ ใจกลางพระนคร และเป็น
ที่พำนักของ สมเด็จพระสังฆราช ฝ่าย คามวาสี อีก
ด้วย วัดแห่งนี้จึงได้รับการก่อสร้างและดูแลตลอด
เวลาจวบจนถูกทำลายและถูกทิ้งร้างลงหลังเสีย
กรุงครั้งที่ 2 วัดมหาธาตุเป็นพระอารามหลวง ตั้ง
อยู่ใกล้วัดราชบูรณะ ในบริเวณอุทยาน
ประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา สร้างในสมัย
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ขุนหลวงพะงั่ว เมื่อ
ปี พ.ศ. 1917 แต่ไม่แล้วเสร็จ ทรงเสด็จสวรรคต
เสียก่อน และได้สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จ ในสมัย
สมเด็จพระราเมศวร โดย ทรงเสด็จสวรรคตเสีย
ก่อน และได้สร้างเพิ่มเติมจนเสร็จ ในสมัย สมเด็จ
พระราเมศวร โดยซึ่งปรากฏในพระราชพงศาวดาร
ฉบับพระราชหัตถเลขา เมื่อ พ.ศ. 2500 มีการขุด
ค้นพบจารึกแผ่นดีบุกบริเวณกรุฐานพระปรางค์
พร้อมกับโบราณวัตถุอีกหลายอย่าง ตัวจารึกเป็น
อักษรไทยอยุธยา เนื้อหาโดยสังเขปเป็นคำอุทิศ
ส่วนกุศลจากการหล่อพระพุทธพิมพ์เท่าจำนวนวัน
เกิด การภาวนา และการบูชาพระรัตนตรัย ตอน
ท้ายระบุชื่อและอายุของผู้สร้างพระพิมพ์คือ พ่อ
อ้ายและแม่เฉา อายุ 75 ปี และระบุจำนวนวันตาม
อายุของตนว่า “..ญิบหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยวัน..
21
วัดพระราม
เป็นวัดที่ใหญ่โตกว้างขวาง มีพระปรางค์ขนาดใหญ่
เห็นเด่นชัดแต่ไกล องค์ปรางค์ก่อด้วยอิฐสอปูน เป็น
สถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนต้นที่นิยมทำเป็นพระ
ปรางค์ เพราะได้รับอิทธิพลแบบเขมรโบราณจาก
เมืองละโว้ (ลพบุรี)อยู่นอกเขตพระราชวังไปทางด้าน
ทิศตะวันออก ตรงข้ามกับวิหารพระมงคลบพิตร
สมเด็จพระราเมศวรทรงสร้างขึ้นตรงบริเวณที่ถวาย
พระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระรามาธิบดีที่1
(พระเจ้าอู่ทอง) พระราชบิดา วัดนี้มีบึงขนาดใหญ่อยู่
หน้าวัด เมื่อมีการสร้างกรุงศรีอยุธยา คงจะมีการขุด
เอาดินในหนองมาถมพื้นที่วังและวัด พื้นที่ที่ขุดเอาดิน
มาได้กลายเป็นบึงใหญ่ บึงมีชื่อปรากฎในกฎมณเฑียร
บาลว่า “บึงชีขัน” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “บึงพระราม”
ปัจจุบันคือ “สวนสาธารณะบึงพระราม” ซึ่งใช้เป็นที่
สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของชาวจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา และสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน
พระปรางค์ พระปรางค์องค์ใหญ่ ตั้งอยู่บนฐาน
สี่เหลี่ยม สูงแหลมขึ้นไปด้านบนทางด้านทิศตะวันออก
มีพระปรางค์องค์ขนาดกลางองค์ส่วนทางตะวันตกทำ
เป็นซุ้มประตู มีบันไดสูงจากฐานขึ้นไปทั้งสองข้าง ที่
มุมปรางค์ประกอบด้วยรูปสัตว์หิมพาน มีปรางค์
ขนาดเล็กตั้งอยู่ทางทิศเหนือ และ ใต้รอบๆปรางคืเล็ก
มีเจดีย์ล้อมรอบอีก ๔ ด้านนอกจากนี้ยังมีเจดีย์เล็ก
บ้าง ใหญ่บ้างอยู่รอบๆ องค์พระปรางค์ประมาณ ๒๘
องค์ วัดพระรามนี้เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง คือ
กำแพงวัดพระรามด้านเหนือ มีแนวเหลื่อมกันอยู่
กำแพงด้านตะวันออก ตะวันตก และด้านใต้ มีซุ้มประตู
ค่อนไปทางทิศตะวันตกได้ระดับกับมุมระเบียงด้าน
ตะวันตกเฉียงหนือของปรางค์ส่วนแนวเหลื่อมนั้นได้
ระดับกับมุมระเบียงตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์
ไม่มีซุ้มประตู คล้ายเจตนาสร้างไว้เพื่อประสงค์อะไร
อย่างหนึ่ง
2
2 ตลาดน้ำอโยธยา
จากการที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมืองมรดกโลก ซึ่ง
เป็นอดีตราชธานีของไทย และเป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์
ความเป็นมาที่ยาวนาน ที่รวบรวมแหล่งโบราณคดี
วัฒนธรรมอันเก่าแก่ โดยมีร่องรอยของที่ตั้งเมือง โบราณ
สถาน โบราณวัตถุ และวัดสำคัญต่างๆ คณะผู้บริหารจึงมี
แนวคิดบริหารพื้นที่ภายในจังหวัด ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว
เชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา ภายใต้ชื่อ ตลาดน้ำอโยธยา
ตลาดน้ำอโยธยา มีพื้นที่ประมาณกว่า 80 ไร่ นับเป็นสถานที่
ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ก่อตั้งขึ้นเพื่อ
วัตถุประสงค์ที่จะทำให้สถานที่แห่งนี้ เป็นสถานที่ท่องเที่ยว
ใจกลางเมือง สะท้อนถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบไทยใน
สมัยกรุงศรีอยุธยา ทั้งด้านการแต่งกาย การแสดงพื้น
บ้าน การละเล่น ของกินของใช้ในยุคเก่า ความเป็นอยู่แบบ
ไทยๆ ที่เรียบง่าย ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ตลอดจน
สถาปัตยกรรมที่คงความงดงามเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา ที่จะสามารถสะท้อนถึงความเป็นเมือง
กรุงเก่าได้เป็นอย่างดี และเพื่อเป็นจุดศูนย์รวมนักท่อง
เที่ยวของชาวไทย และชาวต่างชาติ ที่จะเพลิดเพลินไปกับ
บรรยากาศ และทัศนียภาพอันงดงามตามแบบฉบับของ
ความเป็นไทย นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมตลาด เพื่อชิม
อาหาร เลือกซื้อของกินของใช้กลับไปเป็นของฝากจากร้าน
ค้าที่ตั้งอยู่เรียงรายภายในเรือนไทยอันงดงามรอบตลาดน้ำ
เป็นจุดศูนย์รวมนัก ท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติที่จะ
ได้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศ และทัศนียภาพอันงดงาม
แบบไทยๆ ด้วยการเดินชมตลาดเพื่อชิมอาหารรสชาด
อร่อยๆ เรียบคลองยาว หรือจะซื้อหาของกินของฝากบน
ร้านค้า ที่ตั้งเรียงรายอยู่ในเรือนไทยอันงดงาม รอบตลาด
น้ำอโยธยาของเรา ก็เพลิดเพลินไม่แพ้กัน พร้อมกันนี้ก็ยังมี
เรือบริการรับส่ง ไปยังท่าเรือภายในตลาดอีกด้วยเพื่อ
สะท้อนถึงวิถีการ เดินทางในสมัยก่อน ตลาดน้ำอโยธยา
23
จังหวัดสิงห์บุรี
คำขวัญประจำจังหวัดสิงห์บุรี
ถิ่นวีรชนคนกล้า คู่หล้าพระนอน
นามกระฉ่อนช่อนแม่ลา เทศกาลกินปลาประจำปี
ถิ่นวีรชนคนกล้า ชาวบ้านบางระจัน สุดยอดนักรบชาว
บ้านในสมัยเสียกรุงศรีอยุทธยาครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นชุมชน
รวมตัวกันเล็กๆแต่สามารถต่อต้านทัพพม่าได้อย่างน่า
ชื่นชม
คู่หล้าพระนอน พระนอนจักรสีห์ เป็นพระพุทธรูปไสยาสน์
ปางโปรดอสุรินทราหูประดิษฐานอยู่ภายในวัดพระนอน
จักรสีห์วรวิหาร จังหวัดสิงห์บุรีเป็นพระอารามหลวง ชั้น
ตรี
นามกระฉ่อนช่อนแม่ลา ปลาช่อนแม่ลาเป็นปลาที่มีชื่อ
เสียงของจังหวัดสิงห์บุรี
เทศกาลกินปลาประจำปี งานเทศกาลกินปลาขึ้นในเขต
ศาลากลางจังหวัด
เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ลิ้มชิมรสปลาช่อนแม่ลา แบบของ
แท้ต้นตำรับ
สิงห์บุรี เป็นจังหวัดหนึ่งที่ตั้งอยู่ในภาคกลาง
ของประเทศไทย ในอดีตเคยเป็นพื้นที่ที่มีความ
สำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเป็นที่ตั้งของ
ค่ายบางระจันในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
24
ภูมิศาสตร์
จังหวัดสิงห์บุรีตั้งอยู่ภาคกลางของประเทศไทย ห่างจาก
กรุงเทพมหานคร 142 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ
822.478 ตารางกิโลเมตร หรือ 514,049 ไร่ มีอาณาเขต
ติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียงดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอสรรพยา (จังหวัดชัยนาท) และ
อำเภอตาคลี (จังหวัดนครสวรรค์)
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอไชโย อำเภอโพธิ์ทอง และอำเภอ
แสวงหา (จังหวัดอ่างทอง)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบ้านหมี่และอำเภอท่าวุ้ง
(จังหวัดลพบุรี)
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอสรรคบุรี (จังหวัดชัยนาท)
และอำเภอเดิมบางนางบวช (จังหวัดสุพรรณบุรี)
ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไป เป็นที่ราบลุ่มและพื้นที่ลูกคลื่น
ลอนตื้น ซึ่งเกิดจากการทับถมของตะกอนริมแม่น้ำเป็น
อย่างมาก มีแม่น้ำสำคัญไหลผ่าน 3 สาย คือ แม่น้ำ
เจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และแม่น้ำลพบุรี นอกจากนี้ยังมีลำน้ำ
สายอื่น ๆ คือ ลำแม่ลา ลำการ้อง ลำเชียงราก และลำโพธิ์ชัย
ไม่มีพื้นที่เป็นภูเขาและป่าไม้และไม่มีแร่ธาตุที่สำคัญ
ลักษณะของภูมิอากาศโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น
ฤดูร้อน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน อุณหภูมิเฉลี่ย
ประมาณ 34.30-37.34 องศาเซลเซียส
ฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ปริมาณน้ำฝน
เฉลี่ย 1,047.27 มิลลิเมตรต่อปี
ฤดูหนาว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-มกราคม อุณหภูมิ
เฉลี่ย ประมาณ 27-18 องศาเซลเซียส
การปกครองส่วนภูมิภาค
แผนที่อำเภอในจังหวัดสิงห์บุรี
การปกครองแบ่งออกเป็น 6 อำเภอ 43 ตำบล 364 หมู่บ้าน
อำเภอเมืองสิงห์บุรี อำเภอพรหมบุรี
อำเภอบางระจัน อำเภอท่าช้าง
อำเภอค่ายบางระจัน อำเภออินทร์บุรี
25
ตลาดหลวงปู่ทวด
ตลาดหลวงปู่ทวด ตั้งอยู่ที่บริเวณโครงการพุทธอุทยาน
มหาราชหลวงปู่ทวดองค์ใหญ่ ริมถนนสายเอเชีย กิโลเมตรที่
44 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ใครที่เคยผ่านไปผ่านมาแถวนี้บ่อย ๆ น่าจะมีโอกาสเห็นหลวง
ปู่ทวดองค์ใหญ่ที่ตั้งเด่นเป็นสง่า เลยถือโอกาสแวะเข้ามาไหว้
สักการะ กราบขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและครอบครัว
สำหรับใครที่ปฏิบัติภารกิจสายบุญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บริเวณ
ด้านหลังองค์หลวงปู่ทวด จะมีซุ้มเรียงรายกระจายอยู่ทั่ว
บริเวณ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของกินที่มีให้เลือกมากมายนับไม่ถ้วน
หรือจะเป็นของฝาก ที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลาย ท่ามกลาง
บรรยากาศการตกแต่งที่เน้นไปในลักษณะโบราณ บ้างก็เป็น
เพิงฟาง บ้างก็เป็นกระท่อมเล็ก ๆ มองแล้วก็ให้อารมณ์เหมือน
เดินอยู่ในละครย้อนยุคดี ๆ นี่เอง แต่ละร้านค้าต่างงัดเอา
กลยุทธ์การขายของจนทำให้คนซื้ออย่างเราต้องเหลียวหลัง
เสียงเจื้อยแจ้วเจรจาพาที กลายเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยว
สับเปลี่ยนเดินเวียนเข้าร้านโน้นออกร้านนี้อย่างสนุกสนาน และ
ใช่ว่าจะมีแต่ของกินเท่านั้นที่น่าสนใจ ยังมีร้านเสื้อผ้า ของใช้
ถ้วยชามในสไตล์ย้อนยุคให้ได้เลือกช้อปอีกด้วยลองมาดู
บรรยากาศข้างในกันดีกว่าว่ามีอะไรให้ชมกันบ้าง เริ่มจากโซน
ด้านหน้า ทางเดินไปไหว้พระ เราจะเดินผ่าน ตลาดหลวงปู่ทวด
ซึ่งมีอาหารคาวหวาน วางขายสองข้างทาง ไม่ว่าจะเป็น หมูทุบ,
ทองม้วนสด ทองม้วนกรอบ, สาลี่สุพรรณ, ปลาย่าง, ปลาร้าสับ,
ก๋วยเตี๋ยวเรือ, ข้าวเกรียบปากหม้อ, ขนมกง, หมี่กรอบ, ข้าว
เหนียวแดง, กุนเชียงปลา, ร้านน้ำพริกลงเรือ, ร้านขนมไทย,
ร้านเครื่องจักสาน ตะกร้า ตะแกรงและกระด้ง ขาไปก็เดินเล็งๆ
กันไว้ก่อน พอไหว้พระเสร็จค่อยกลับมาเลือกซื้อ ตลาดหลวง
ปู่ทวดและพุทธอุทยานมหาราช ตลาดน้ำแห่งนี้เป็นตลาด
โบราณที่เต็มด้วยของกิน ของใช้ ของตกแต่งบ้านในสมัยก่อน
26
เฌอแตม
หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่ามีร้านอาหารบรรยากาศดีๆ แบบนี้
อยู่ใจกลางเมือง สิงห์บุรี กับการตกแต่งร้านที่โดดเด่น
สะดุดตา มีสระว่ายน้ำให้ได้จัดงานปาร์ตี้เบาๆ ริมสระน้ำ
จุดเริ่มต้นของร้านนี้คือ การที่เจ้าของร้านเป็นจิตรกร และ
ด้วยความที่เป็นคนสิงห์บุรีก็เลยผูกพันกับศาลากลางหลัง
เก่าของจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อมีโอกาสได้เปิดร้านก็เลย
ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจมาจากศาลากลางหลังเก่า
ของสิงห์บุรี และเพิ่มความร่วมสมัยให้มีกลิ่นอาย
สถาปัตยกรรมฝรั่งเศส บรรยากาศร้านก็เลยดีอย่างที่เห็น
แม้พื้นที่ร้านจะกะทัดรัดแต่ก็ตกแต่งได้อย่างลงตัว มี
การนำผลงานภาพวาดของเจ้าของร้านมาประดับตกแต่ง
เพิ่มความสวยงามมากยิ่งขึ้นไปอีก ไม่เว้นแม้แต่บริเวณฝ้า
เพดานก็ยังมีผลงานศิลปะลายเส้นสวยๆ ให้ได้แหงนหน้า
มองกันเพลินๆ นอกจากการตกแต่งที่ดูสะดุดตาแล้ว เมนู
อาหารก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะแต่ละเมนูปรุงอย่าง
พิถีพิถันมีให้เลือกหลากหลายแนว เริ่มกันที่ ปลาช่อนแม่ลา
ลุยสวน เมนูจากปลาแม่ลาที่มีมากในสิงห์บุรี อัดแน่นไป
ด้วยสมุนไพรไทยและน้ำยำรสชาติจัดจ้านภายในตัวอาคาร
สไตล์บาร็อคนี้เค้าให้บริการกาแฟและเบเกอรี่รวมถึง
อาหารตามสั่งด้วยครับโดยพื้นที่ส่วน "Pool club" เค้าจะ
ให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม บรรยากาศชิวๆตั้งแต่
เวลา10.00น -23.00นร้านอาหารตั้งอยู่ถนนธรรมโชติ มี
ทั้งอาหารจานเดียว กับข้าว ร้านกาแฟ ไอศครีม ตกแต่ง
ร้านสไตล์โมเดิร์นโทนสีขาวดำ
ที่อยู่ : 249/14 ถ.ธรรมโชติ ต.บางพุทรา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี
เปิดเวลา 10.00-21.00 น. (หยุดทุกวันอังคาร)
โทร. 08 9085 5155
Facebook : เฌอแตม Je t’aime Coffee & Restaurant
ณ สิงห์บุรี การเดินทาง : จากตัวเมืองสิงห์บุรี มุ่งหน้าไป
ทางศาลหลักเมืองสิงห์บุรีและโรงพยาบาลหมอประเจิด
ร้านเฌอแตม อยู่เลยจากศาลหลักเมืองไปประมาณ 1
กิโลเมตร
27
วัดม่วงชุม
วัดม่วงชุม ตั้งอยู่ ต.ไม้ดัด อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี
เป็นวัดเก่าแก่ร่วม 400 ปี สันนิษฐานว่าสร้าง
ตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมชื่อว่า "วัดกระดังงา" เป็น
วัดร้างตั้งแต่สมัยสงครามกับพม่าและเสียกรุง
ครั้งที่ 2 มีการขุดพบเศียรพระหินทรายเป็น
จำนวนมาก ดังมีตัวอย่าง หลวงพ่อดำ ที่
ประดิษฐานอยู่ด้านหลังวัด ต่อมาภายหลังเมื่อ
สงบจากศึกกับพม่าชาวบ้านจึงกลับมาตั้งถิ่นฐาน
กันใหม่ จนประมาณปีพ.ศ.2424 นายโคกร่วมกับ
ชาวบ้านได้ก่อสร้างวัดขึ้นมาใหม่ ณ ที่ตั้งวัดใน
ปัจจุบัน ซึ่งใกล้กับวัดเดิมและตั้งชื่อว่า "วัดม่วง
ชุม" ที่มาของชื่อวัดนี้มาจาก การที่ชาวบ้าน
บางระจันได้มาชุมนุมกันที่ใต้ต้นมะม่วง ณ ที่แห่ง
นี้ วัดม่วงชุม จึงแปลได้ว่า "ชุมนุมใต้ต้น
มะม่วง"สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิม
ชื่อว่า “วัดกระดังงา” เป็นวัดร้างตั้งแต่สมัย
สงครามกับพม่า
และเสียกรุงครั้งที่ ๒โดยได้ขุดพบเศียรพระ
หินทราย เป็นจำนวนมาก ดังมีตัวอย่าง คือ หลวง
พ่อดำ
ประดิษฐานอยู่บริเวณหลังวัด ปัจจุบันยังปรากฏ
ซาก ปรักหักพังใต้ดินอยู่ด้านเหนือของวัดต่อมา
เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองสงบหลังมีอิสระภาพ จาก
พม่า ชาวบ้านจึงได้กลับมาตั้งถิ่นฐานใหม่จน
ประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๔ นายโคกร่วมกับชาวบ้าน
ได้ก่อสร้างวัดขึ้นมาใหม่ ณ ที่ตั้ง
28
บ้านสวนแม่ลาการ้อง
“บ้านสวนแม่ลาการ้อง” ก็เป็นอีกร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ติด
กับลำน้ำแม่ลา มีเมนูปลาอร่อยๆ ให้ลองชิมหลากหลาย
จาน รวมถึงอาหารพื้นบ้านเมนูง่ายๆ ที่ได้ความอร่อย
จากวัตถุดิบสดๆ ในพื้นที่อีกจุดเด่นของร้านนี้อยู่ที่วิว
ทุ่งนาสวยๆ ที่อยู่ติดกับร้าน สามารถมองวิวทุ่งนาสี
เขียวขจี (หากมาในช่วงฤดูทำนา) ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย
เย็นสบายจากลมที่พัดมาเบาๆ ตลอดเวลา ใต้ร่มเงา
ของไม้ใหญ่ อีกด้านของร้านก็เป็นวิวของลำน้ำแม่ลา
นั่งสบายทั้งในยามกลางวันและแดดร่มลมตก และยังมี
โซนไฮไลต์เป็นสะพานไม้ที่ทอดยาวเป็นทางเดินไปสู่มุม
ที่นั่งใต้ต้นก้ามปูเมนูชวนชิมจานแรกของร้านต้องขอ
ยกให้ ปลาช่อนเผาบ้านสวน (260 บาท) ที่เป็นปลาช่อน
สดๆ ทั้งตัวนำมาเผาให้สุก เสิร์ฟพร้อมสะเดาลวก
น้ำปลาหวาน และน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด เมนูนี้ทีเด็ดคือ
ความสดของปลาช่อน เนื้อแน่นหนึบหวานหอม เผามา
แบบสุกกำลังดี เนื้อไม่แห้งเกินไปจานต่อไปก็ชวนชิมไม่
น้อย ทอดมันปลากราย (90 บาท) ที่ต้องใช้ปลากราย
ขูดเอาแต่เนื้อ นวดจนเหนียว นำไปผสมกับเครื่องแกง
เผ็ด แล้วทอดออกมาร้อนๆ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มหวาน
ทอดมันปลากรายหอมเครื่องแกง เนื้อเหนียวนุ่มอร่อย
แล้วมาซดน้ำร้อนๆ ต้มยำไก่บ้าน (180 บาท) ทางร้านใช้
ไก่บ้านสับเป็นชิ้นๆ ต้มรวมกับเครื่องต้มยำ ใส่เห็ด ปรุง
รสจัดจ้าน เสิร์ฟมาในหม้อไฟร้อนๆ ได้รสเปรี้ยวเค็ม
เผ็ดต่อด้วยจานอร่อย ยำถั่วพูกุ้งสด
(90 บาท) ใช้ถั่วพูหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ลวกแค่พอสุกให้ยัง
ได้ความกรอบหวาน คลุกเคล้ากับเครื่องยำ ใส่หอมแดง
แครอทเพิ่มสีสวย กุ้งลวก น้ำพริกเผา ปรุงรสเข้มข้น
จัดจ้านแต่ไม่เผ็ดเกินไป
ใครชอบเมนูปลาก็มีให้เลือกอีกหลายจาน หรือจะเป็น
พวกน้ำพริก ยำต่างๆ และอาหารพื้นบ้านกินง่ายๆ แต่
อร่อย พร้อมกับมานั่งรับลมเย็นสบายกลางทุ่งนา ชิมวิว
สบายตาและสบายใจ
เทวาลัยพระพรหม 29
“พระพรหม” เป็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่หนึ่งในสาม ‘ตรีมูรติ’ ของ
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่เป็นที่เคารพศรัทธาสืบต่อถึงศาสนา
พุทธอย่างกลมกลืนมาแสนนาน เป็นพระเจ้าผู้สร้าง ผู้ลิขิตความ
เป็นไปของทุกสรรพชีวิต เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์ทุก
ผู้ เป็นผู้รู้ความเคลื่อนไหวของสรรพชีวิต และทรงรับฟังคำ
อธิษฐานของผู้ศรัทธาเสมอ ผู้บูชาพระพรหมและทำความดี จะได้
รับพรให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนาทุกประการ ส่วน “พระอินทร์”
เป็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่เหนือชีวิตของสรรพสัตว์และมนุษย์ทั้ง
หลาย คอยปกป้องคุ้มครองผู้ที่กระทำความดี และปกป้องดูแล
โลกให้พ้นจากสิ่งอันตรายเลวร้ายต่างๆ
เทวาลัยพระพรหม สร้างขึ้นในราวปี พ.ศ.2551 ในโอกาสที่ระลึก
80 ปี ของพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
แห่งวัดอัมพวัน โดยบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและผู้มีจิตศรัทธาได้
ร่วมกันสร้าง “เทวาลัยพระพรหม” ขึ้น ถัดจากทางเข้าวัด
อัมพวันเล็กน้อย เพื่อเป็นที่ระลึกแด่พระอาจารย์ผู้เคารพรักยิ่ง
และเป็นเอกลักษณ์สำคัญสืบสานตำนานเก่าแก่ของเมืองตาม
เจตนารมณ์ของชาวเมือง เผยแพร่ประวัติของหัวเมืองพรหมใน
อดีต เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจให้มุ่งมั่นทำความดีเพื่อ
ประเทศชาติ ทั้งยังส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุดหนุนสินค้า
วิสาหกิจชุมชน (OTOP) ของจังหวัดสิงห์บุรีอีกด้วย
“เทวาลัยพระพรหม” ประดิษฐานพระพรหมองค์ใหญ่ที่สุดใน
ประเทศไทย สีทองอร่าม มองเห็นแต่ไกล มี 4 พระพักตร์ 8
พระกร ทรงจักร หอยสังข์ คัมภีร์ คนโฑ คฑา บ่วง ดอกบัว และ
ลูกประคำ ด้านหน้าประดิษฐานองค์ขนาดปกติอีกองค์หนึ่ง การ
สักการะขอพร จะเดินเวียนขวารอบพระพรหม 3 รอบ (ตามเข็ม
นาฬิกา) ขอพรทุกพระพักตร์ ... พระพักตร์แรก ‘พระพักตร์
เมตตา’ ประทานพรเรื่องงาน เรียน และเรื่องรับผิดชอบในชีวิต
พระพักตร์ที่สอง ‘พระพักตร์กรุณา’ ประทานพรเรื่อง
อสังหาริมทรัพย์ บ้าน ที่ดิน รถ พระพักตร์ที่สาม ‘พระพักตร์
มุทิตา’ ประทานพรเรื่องสุขภาพ ครอบครัว คู่ครอง และ พระ
พักตร์ที่สี่ ‘พระพักตร์อุเบกขา’ ประทานพรเกี่ยวกับโชคลาภ เงิน
ทอง การขอบุตร คาถาบูชาว่า “โอม พราหมเณ นะมะ เมตตา
กรุณา มุทิตา อุเบกขา” (คำแปล) ขอเคารพพระพรหม ... เมตตา
สงเคราะห์ช่วยเหลือผู้มิสุข ... กรุณา สงเคราะห์ช่วยเหลือผู้มี
ทุกข์ ... มุทิตา ยินดีในการบุญ ... อุเบกขา วางเฉยในบาป
3
0 ตลาดน้ำอโยธยา
รัฐบาลได้มีนโยบาส่งเสริมการดำเนินการด้านการ
ตลาดภายในประเทศ โดยตั้งเป้าให้มีตลาดชุมชน
เกิดขึ้นมนทุกมุมเมือง เพื่อเป็นสถานที่จำหน่าย
สินค้าโดยตรงแก่ประชาชนประชาชน กระทรวง
พาณิชย์โดยกรมการค้าภายใน จึงได้ดำเนิน
โครงการตลาดชุมชนเพื่อธุรกิจท้องถิ่นขึ้น ภาย
ใต้ชื่อ “ตลาดต้องชม” ดำเนินการพัฒนาหรือยก
ระดับตลาดที่จำหน่ายสินค้าเกษตร หัตถกรรม
ศิลป OTOPs และสินค้าอุปโภคบริโภคของชุมชน
ที่ผลิตโดยเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน SMEs
และคนในชุมชนหรือพื้นที่ใกล้เคียง และส่งเสริม
เป็นตลาด “ตลาดต้องชม” ที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม
มีการจำหน่ายสินค้าที่มีความเที่ยงตรง เที่ยง
ธรรม โปร่งใส มีการปิดป้ายแสดงราคา เครื่องชั่ง
เที่ยงตรง และจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพดี ตาม
เอกลักษณ์พาณิชย์ ควบคู่ไปกับการรักษาศิลป
วัฒนธรรม และชูอัตลักษณ์ ตลอดจน วิธีชุมชน
ตาม อัตลักษณ์ของชุมชน
“ตลาดต้องชม” นี้ จะเป็นช่องทางหนึ่งในการ
สร้างอาชีพ สร้างงานและสร้างรายได้ให้กับคนใน
ชุมชนเป็นสถานที่ที่ไม่ว่าจะเป็นคนในท้องถิ่นหรือ
ผู้มาเยือนจากต่างถิ่น ต่างต้องแวะชม แวะเวียน
เข้ามาจับจ่ายใช้สอย สัมผัสกับวัฒนธรรมท้องถิ่น
วิธีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่มี
เอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นการดำเนินงานร่วมกับ
ทุกภาคส่วน ในรูปแบบประชารัฐ เพื่อให้เศรษฐกิจ
ท้องถิ่นมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน
31
อ่างทอง เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคกลางของ
ประเทศไทย ตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เป็น
จังหวัดที่เป็นแหล่งผลิตหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น
ตุ๊กตาชาววัง กลอง และงานจักสาน เป็นต้น
ที่ตั้งและอาณาเขต
จังหวัดอ่างทองเป็นพื้นที่ราบลุ่มภาคกลาง พิกัดภูมิศาสตร์
เส้นรุ้งที่ 14 องศา 35 ลิปดา 12 พิลิปดาเหนือ เส้นแวงที่ 100
องศา 27 ลิปดา ห่างจากกรุงเทพมหานครมาตามทางหลวง
แผ่นดินหมายเลข 32 (บางปะอิน-พยุหะคีรี) ระยะทางประมาณ
108 กิโลเมตร และเส้นทางเรือตามแม่น้ำเจ้าพระยาถึงตลาด
ท่าเตียน ระยะทางประมาณ 120 กิโลเมตร มีรูปร่างลักษณะ
คล้ายรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีส่วนกว้างตามแนวทิศตะวันออกถึง
ทิศตะวันตก และส่วนยาวตามแนวทิศเหนือถึงทิศใต้ใกล้เคียง
กัน คือ ประมาณ 40 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 968.372 ตาราง
กิโลเมตรหรือประมาณ 605,232.5 ไร่
มีอาณาเขตดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอค่ายบางระจัน อำเภอพรหมบุรี
อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี และอำเภอท่าวุ้ง จังหวัด
ลพบุรี
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอผักไห่และอำเภอบางบาล จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบางปะหัน อำเภอมหาราช
และอำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองสุพรรณบุรี อำเภอ
ศรีประจันต์ อำเภอสามชุก และอำเภอเดิมบางนางบวช
จังหวัดสุพรรณบุรี
หน่วยการปกครอง
แผนที่อำเภอในจังหวัดอ่างทอง
การปกครองส่วนภูมิภาคของจังหวัดอ่างทองแบ่งออกเป็น 7
อำเภอ 73 ตำบล 513 หมู่บ้าน โดยอำเภอทั้ง 7 อำเภอ ได้แก่
อำเภอเมืองอ่างทอง อำเภอแสวงหา
อำเภอไชโย อำเภอวิเศษชัยชาญ
อำเภอป่าโมก อำเภอสามโก้
อำเภอโพธิ์ทอง
32
ภูมิประเทศ
จังหวัดอ่างทอง มีลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบ
ลุ่ม ลักษณะคล้ายอ่าง ไม่มีภูเขา ดินเป็นดินเหนียวปน
ทราย พื้นที่ส่วนใหญ่เหมาะแก่การปลูกข้าว ทำไร่ ทำนา
และทำสวน และมีแม่น้ำสายสำคัญไหลผ่าน 2 สาย คือ
แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำ
สายแขนงที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดชัยนาท
จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง ซึ่งไหลผ่านอำเภอ
ไชโย อำเภอเมืองอ่างทอง อำเภอป่าโมก รวมระยะทางที่
ไหลผ่านจังหวัดอ่างทองประมาณ 40 กิโลเมตร
ภูมิอากาศ
ลักษณะภูมิอากาศจัดอยู่ในโซนร้อนและชุ่มชื้น เป็น
แบบฝนเมืองร้อนเฉพาะฤดู โดยได้รับอิทธิพลจาก
ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงเดือน
พฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้อากาศหนาว
เย็น และแห้งแล้งในช่วงนี้ และได้รับอิทธิพลจากลม
มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึง
เดือนกันยายน ทำให้มีเมฆมากและฝนตกชุกในช่วง
นี้
จังหวัดอ่างทองมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
รวม 65 แห่ง ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วน
จังหวัด 1 แห่ง คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัด
อ่างทอง, เทศบาลเมือง 1 แห่ง คือ เทศบาลเมือง
อ่างทอง, เทศบาลตำบล 20 แห่ง และองค์การ
บริหารส่วนตำบล 43 แห่ง
จังหวัดอ่างทอง 3
3
คำขวัญประจำจังหวัดอ่างทอง
พระสมเด็จเกษไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ วีรไทยใจกล้า
ตุ๊กตาชาววัง โด่งดังจักสาน ถิ่นฐานทำกลอง เมืองสองพระนอน
พระสมเด็จเกษไชโย หมายถึง พระเครื่องสมเด็จวัดไชโย ซึ่งสมเด็จพระพุฒา
จารย์(โต พรหมรํสี) แห่งวัดระฆังโฆสิตารามเป็นผู้สร้างพระสมเด็จเกษไชโย
วัดไชโยวรวิหาร
หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ หมายถึง พระมหาพุทธพิมพ์ หรือหลวงพ่อโตวัดไชโย
วรวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ มีพุทธลักษณะโดดเด่น
วีรไทยใจกล้า หมายถึง วีรชนครั้งศึกบางระจัน ประมาณ พ.ศ.2309 สมัย
กรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นชาววิเศษชัยชาญ ได้แก่ นายดอก นายทองแก้ว ยังมี
นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมือง ชาวบ้านสีบัวทอง
ตุ๊กตาชาววัง หมายถึง ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของชาวตำบลบางเสด็จ
อำเภอป่าโมก ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ ที่เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรที่ตำบลบางเสด็จ ทรง
ทราบปัญหาเรื่องน้ำท่วมไร่นา ทำให้เกิดความเสียหาย ราษฎรขาดรายได้
ทำให้มีฐานะยากจน จึงมีพระราชดำริให้นำโครงการปั้ นตุ๊กตาชาววังมาให้
ชาวบ้านอบรมและฝึกทำเป็นอาชีพเสริม
โด่งดังจักสาน หมายถึง หัตถกรรมเครื่องหวาย ของชาวอำเภอโพธิ์ทอง และ
เครื่องจักสานไม่ไผ่ ตำบลบางเจ้าฉ่า เนื่องจากจังหวัดอ่างทองเป็นจังหวัด
พื้นที่ราบลุ่ม มีต้นไผ่ขึ้นอยู่เองมากมาย รวมทั้งที่ปลูกไว้ใช้สอยในบริเวณ
บ้านชุมชนในภาคกลางเป็นอย่างดี
ถิ่นฐานทำกลอง หมายถึง หัตถกรรมการทำกลองของชาวบ้านตำบลเอกราช
อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เป็นแหล่งผลิตกลองที่มีชื่อเสียง
เมืองสองพระนอน หมายถึง จังหวัดอ่างทอง มีพระนอนมากกว่า 2 องค์ แต่ที่
สำคัญคู่บ้านคู่เมืองและมีพุทธลักษณะงามมาก 2 องค์ คือ พระนอนที่วัด
ป่าโมกวรวิหาร อำเภอป่าโมก และพระนอนที่วัดขุนอินทประมูล อำเภอ
โพธิ์ทอง
34
บ้านหุ่นเหล็ก
บ้านหุ่นเหล็กเป็นการสร้างสรรค์ดินแดนแห่งจินตนาการ
บอกเล่าความมหัศจรรย์เหล่านี้ผ่านทางหุ่นเหล็กแต่ละตัวที่
มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าถูกใจคุณหนูๆ
แน่นอน เพราะที่นี่มีทั้งหุ่นซุปเปอร์ฮีโร่และตัวละครจากใน
การ์ตูนเรื่องต่างๆ รวบรวมเอาไว้อย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น
หุ่น Ironman, หุ่น Bubble B , หุ่น Captain America, หุ่น
Batman เป็นต้น ซึ่งหุ่นแต่ละตัวก็จะถูกจัดเป็นโซนๆ ตาม
ธีมของตัวละครนั้นๆ เรียกได้ว่ามีการจัดการที่ดีมากเลยที
เดียว ไม่แพ้ธีมปาร์คในเมืองนอกอย่างแน่นอนและในส่วน
ของเรือนไทยภายในบ้านหุ่นเหล็กนั้นก็จะเป็นงานศิลปะจาก
เศษเหล็กสไตล์ไทยๆ ภายในตัวเรือนไทยประดิษฐานพระ
พิฆเนศ และพระพุทธรูปเอาไว้หลากหลายองค์เลยทีเดียวให้
นักท่องเที่ยวได้มากราบไหว้สักการะกันบริเวณด้านหลัง
ของบ้านหุ่นเหล็ก ที่จะเป็นโซนผลิตหุ่นเหล็กที่เราได้เห็นด้าน
ใน ในโซนนี้เราจะได้ชมการสร้างสรรค์ผลงานของทางพี่ๆ
เจ้าหน้าที่ผู้อยู่เบื้องหลังความงดงามเหล่านี้ ยิ่งเห็นวิธีการ
ทำกว่าจะได้หุ่นแต่ละตัวแล้วยิ่งนับถือใจของผู้สร้างสรรค์
ผลงานแต่ละชิ้นจริงๆ ไม่ง่ายเลยที่จะนำเศษเหล็กแต่ละชิ้น
มาประกอบกันจนได้หุ่นที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ และสำหรับใคร
ที่เดินเล่นกันจนเหนื่อยแล้วทางบ้านหุ่นเหล็กก็มีคาเฟ่เล็กๆ
ให้ได้นั่งพักผ่อนคลายร้อนกันชื่อว่าสภากาแฟ มีเมนูอาหาร
และเครื่องดื่มให้บริการพร้อมกับห้องแอร์เย็นฉ่ำ มานั่งพัก
กันได้แบบชิลๆและทั้งหมดนี้ก็คือผลงานระดับโลกจากฝีมือ
คนไทย ที่ใครต่อใครมาเห็นก็ต้องอึ้ง ความวิจิตรงดงามและ
รายละเอียดของหุ่นแต่ละตัวนั้นทำออกมาได้อย่างน่า
มหัศจรรย์ เป็นธีมปาร์คฝีมือคนไทยที่เราอยากให้ทุกคนได้
มาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้งจริงๆ
35
ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบางเสด็จ
ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดท่า
สุทธาวาส ริมฝั่ งแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีทัศนียภาพโดยรอบร่มรื่นและ
สวยงาม เป็นอาคารทรงไทย 2 ชั้น ชื่อว่า “คุ้มสุวรรณภูมิ” ชั้นบน
แสดงนิทรรศการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยพระบรม
วงศานุวงศ์ ชั้นล่างเป็นที่ทำการของกลุ่มปั้ นตุ๊กตาชาววัง มีการจัด
แสดงผลงานและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตุ๊กตาชาววัง พร้อมด้วย
ผลิตภัณฑ์ OTOP ของจังหวัดอ่างทอง ในราคาที่ย่อมเยา เป็นการ
สร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนแห่งนี้ได้อย่างยั่งยืน และเป็น
แหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่ นักท่องเที่ยวสามารถชมการสาธิตปั้ น
ตุ๊กตาชาววัง เรียนรู้การปั้ นตุ๊กตาด้วยดินเหนียวที่แสดงให้เห็นวิถี
ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและ วัฒนธรรมประเพณีไทยต่าง ๆ อาทิ
เช่น การละเล่นของเด็กไทย วงมโหรีปี่ พาทย์ สุภาษิตคำพังเพยไทย
หรือรูปผลไม้ไทยหลากหลายชนิด ซึ่งล้วนมีความสวยงามน่ารัก และ
รูปแบบต่างๆ มากมาย นอกจากที่ศูนย์ตุ๊กตาชาววังแห่งนี้ นักท่อง
เที่ยวยังสามารถชมการปั้ นตุ๊กตาชาววัง ได้ที่บ้านเรือนราษฎรใน
ละแวกนั้นได้อย่างเป็นกันเอง เนื่องจากในแต่ละบ้านจะทำตุ๊กตา
คนละแบบแตกต่างกันไป
โครงการตุ๊กตาชาววัง ที่บ้านบางเสด็จเป็นโครงการที่สมเด็จพระ
นางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี
พ.ศ.2519 เพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ราษฎร ภายใน
หมู่บ้านบางเสด็จนี้ นอกจากจะได้ชมทัศนียภาพอันร่มรื่นและ
สวยงาม ริมฝั่ งแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วยังสามารถชมการปั้ นตุ๊กตา
ชาววังจากบ้านเรือนราษฎรละแวกนั้นได้อย่างเป็นกันเอง มีการรวม
กลุ่มในรูปของ สหกรณ์โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้าน
บางเสด็จ ซึ่งจะจัดให้สมาชิกมาสาธิตการปั้ นตุ๊กตาชาววังพร้อมกับ
จัดจำหน่ายในราคา ที่ย่อมเยา การปั้ นตุ๊กตาดินเหนียวของชาวบาง
เสด็จไม่เพียงสร้างอาชีพใหม่แก่ชาวบ้าน ยังเป็นงานศิลปหัตถกรรม
ที่ส่งออกขายไปทั่วโลก อีกด้วย และที่สำคัญศูนย์ตุ๊กตาชาววังฯ
แห่งนี้ทำให้ชาวบ้านได้อยู่ร่วมกันในชุมชน ไม่ต้องออกไปทำงานต่าง
ถิ่น ชาวบ้านเองก็จะสืบสาน การปั้ นตุ๊กตาชาววังสู่รุ่นลูกหลานต่อไป
ตามที่พระองค์ท่านได้ส่งเสริม นอกจากจะได้ชมทัศนียภาพอันร่มรื่น
และสวยงาม ริมฝั่ งแม่น้ำ เจ้าพระยา แล้วยังสามารถชมการปั้ น
ตุ๊กตาชาววังที่สวยงามจากบ้านเรือนราษฎรละแวกนั้นได้อย่างเป็น
กันเอง
3
6 อนุสาวรีย์พันท้ายนรสิงห์
บันทึกคนแบกเป้แวะมาซื้อของแถวตลาดป่าโมก เมือง
อ่างทองถือฤกษ์งามยามดี พามาเยี่ยมบ้านนรสิงห์ ต.นรสิงห์
อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เลาะจากตัวเมืองอ่างทอง ยาวมาที่
อ.ป่าโมกราว12กม. จะเจออนุสาวรีย์พันท้ายนรสิงห์ วัด
นรสิงห์ จ.อ่างทอง อยู่ข้างถนนสายอ่างทอง-ป่าโมกที่นี่คือ
ชุมชนโบราณที่สำคัญในสมัยอยุธยาที่มาแต่ยาวนาน วัด
นรสิงห์ เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนที่มีการตั้งถิ่นยาวนานนี้มา
ก่อนอนุสาวรีย์พันท้ายนรสิงห์ยืนตระหง่านริมถนน เสียงบีบ
แตรรถดังไกล แสดงถึงความเคารพ ไม่ไกลจากอนุสาวรีย์
คือศาลพันท้ายนรสิงห์เดิมและวิหารพระพุทธรูปเก่าแก่ระบุ
ถึงชุมชนเก่าแก่ที่นี่
ประวัติพันท้ายนรสิงห์
พันท้ายนรสิงห์ หรือ นายสิน เป็นชาวบ้านนรสิงห์ แขวง
เมืองวิเศษชัยชาญ (ปัจจุบัน คือ อำเภอป่าโมกข์ จังหวัด
อ่างทอง) มีภรรยาชื่อว่า ศรีนวล หรือนวลที่เราทราบกัน
Advertisement
เหตุการณ์ ปี2247ตรงกันว่า สมเด็จพระเจ้าเสือ เสด็จ
ประพาสปากน้ำสาครบุรี (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร)
เพื่อทรงเบ็ดด้วยเรือพระที่นั่งเอกชัย พันท้ายนรสิงห์ทำ
หน้าที่เป็นนายท้ายเรือ เพราะท่านโปรกตกปลาเป็นอันมาก
ทว่า แม่น้ำแห่งนี้มีความคดเคี้ยวมาก จนหัวเรือชนกิ่งไม้หัก
พระเจ้าเสือทรงไม่ติดใจ เพราะเป็นอุบัติเหตุ พันท้ายนรสิงห์
จึงขอให้ท่านประหารตามกฎมณเทียรบาล พระเจ้าเสือทรงไม่
ยอม ให้ประหารรูปปั้ นแทน สุดท้ายพันท้ายนรสิงห์จึงชอให้
ประหารเพื่อรักษาเกียรติยศ พระเจ้าเสือจึงยอมประหาร และ
ให้นำศรีษะพันท้ายนรสิงห์และหัวเรือ ขึ้นตั้งบนศาลเพียงตา
สืบเท่าทุกวันนี
ปัจจุบันกรมศิลปากรมีการสร้างอนุสาวรีย์พันท้ายนรสิงห์
เพื่อเป็นเกียรติประวัติแห่งความซื่อสัตย์ไว้บริเวณเดียวกัน
37
วัดม่วง
โครงการสร้างพระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรี
วิเศษชัยชาญ นั้นก่อสร้างเป็นคาน
คอนกรีตเสริมเหล็กเป็นชั้น ๆ แบบโครงสร้างตึกสูง
32 ชั้น ก่ออิฐถือปูนฉาบทาสีทองตลอดทั้งองค์
“พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ”
พระนามนี้หลวงพ่อเกษมตั้งใจสร้างองค์พระเพื่อ
ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
คณะลูกศิษย์หลวงพ่อเกษม ได้พร้อมใจรวมพลัง
ช่วยกันสร้างร่วมกับ ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาด้วย
จนการก่อสร้างองค์พระเสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 16
กุมภาพันธ์ 2550 มีระยะเวลาการก่อสร้างรวม
ประมาณ 16 ปี และวัดหน้าตักองค์พระได้ 63.05
เมตร ความสูงจากฐานองค์พระถึงยอดเกศา วัดได้
95 เมตร ใช้งบประมาณไปกว่า 100 ล้านบาท โดยวัด
ม่วง จ.อ่างทอง จัดอยู่ในแคมเปญ Dream
Destinations 3 : เขาเล่าว่า … แคมเปญใหญ่ของ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประจำปี 2559 โดย
รวมเอาสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ
และตำนานเล่าขาน และการสัมผัสที่ปลายพระหัตถ์
พระใหญ่ (พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรี
วิเศษชัยชาญ) จะมีความเชื่อกันว่า ขอให้ท่าน
ประทานพรให้เติบโต เจริญก้าวหน้าในอาชีพการงาน
วัดม่วงตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลหัวสะพาน
อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง อยู่ห่างจากตัวจังหวัด
อ่างทอง ไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 8 กิโลเมตร
ถ้าตั้งต้นจาก กรุงเทพ ไปตามถนนสายเอเชีย แล้ว
เข้าตัวเมืองอ่างทอง ผ่านตลาดแล้วเลี้ยวขวา ผ่าน
หน้าเรือนจำ เจอทางแยกเลี้ยวซ้าย (ไปสุพรรณบุรี)
ไปตามเส้นทางสาย โพธิ์พระยาท่าเรือ วัดจะอยู่ทาง
ซ้ายมือ เห็นพระพุทธรูปแต่ไกล
38
ตลาดศาลเจ้าโรงทอง
“ตลาดศาลเจ้าโรงทอง” ตลาดวิถีไทย-จีนที่ยังคงมนตร์
เสน่ห์แห่งวิถีชุมชนใน อ. วิเศษชัยชาญ จ. อ่างทอง
เดิมทีตลาดนี้มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา คนเก่าแก่ส่วนมากจะ
เป็นคนเชื้อสายจีน ในสมัยนั้นตลาดศาลเจ้าที่แต่เดิมเป็นโรง
ไม้ได้ถูกเผาจนเหลือแต่เถ้าถ่าน คนรุ่นหลังเลยตระหนักถึง
คุณค่า แม้ตลาดจะหายไป แต่จิตวิญญานยังคู่อยู่ จึงกลาย
เป็นตลาดศาลเจ้าโรงทองให้เที่ยวชมถึงทุกวันนี้นับตั้งแต่ที่
ก้าวเข้ามาจะเหมือนกับว่าเราหลุดเข้ามาอีกช่วงเวลาหนึ่ง
สภาพแวดล้อม ร้านค้า บ้านเรือนปลูกชิดติดกัน เป็นการ
ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยกับจีน มีความสัมคัญ
เหมาะสมกับวัฒนธรรม วิถีชีวิตและความเชื่อของชุมชน
ชาวจีนมากว่าร้อยปี ระหว่างเดินก็จะพบเสน่ห์อันเก่าแก่ อาจ
จะไม่สวยงามเลิศเลอแต่ก็มีดีให้ชม
เดินเข้าตลาดมาก็พบ “ร้านกาเจ๊า” ร้านกาแฟโบราณอายุ
กว่า 90 ปี ภายในร้านตกแต่งแบบดั้งเดิม คุณสุจินต์ ตันติ
จรูญโรจน์ เจ้าของร้านรุ่นที่ 3 บอกว่า ทางร้านชงกาแฟด้วย
สูตรโบราณรสชาติอร่อยเข้มข้น และมีเอกลักษณ์ที่การใส่
กาแฟในกระป๋องนมแล้วผูกเชือกฟางเป็นหูหิ้ว เหมือนย้อน
ระลึกถึงบรรยากาศครั้งเก่าก่อนของร้าน
ถัดมาเป็นร้านขนมบ้าบิ่น “ป้าเปีย” ขายมากว่า 30 ปีแล้ว บ้า
บิ่นเจ้านี้รสชาติต้นตำรับ อร่อยลงตัวจริงๆ ใครได้กินต่างก็
ติดใจจนต้องบอกต่อ ขนมบ้าบิ่นต้องร้านนี้เลย!เดินตรงไป
อีกหน่อยจนถึงสามแยก จะเห็น “ร้านทรงนิมิต” ตั้งโดดเด่น
อยู่ ร้านนี้ขายขนมโบราณหลากหลายชนิด ที่ห้ามพลาดเลย
ก็คือขนมลูกเต๋าและขนมถั่วกวน ทางร้านการันตีด้วย
รางวัลแม่อนุรักษ์ขนมไทยดีเด่นปี พ.ศ. 2549 แวะมาซื้อมา
ชิมกันได้ รับรองไม่ผิดหวังร้านต่อมาที่อยากแนะนำเป็น
“ร้านพรพรรณ ขนมไทย” เจ้าของร้านคือคุณพรพรรณ อัม
วัฒน์ เป็นรุ่นที่ 5 ที่สืบทอดสูตรขนมไทยตำรับโบราณ มี
ขนมเกสรลำเจียก ขนมดอกลำเจียกที่มีกลิ่นหอมของดอก
ชมนาด เป็นขนมเด่นขนมดังของร้าน หาชิมยากมาก มา
แล้วห้ามพลาด นอกจากนี้คุณพรพรรณยังสาธิตการทำ
ขนมดอกลำเจียกให้ชมกันสดๆ ด้วย
จังหวัดกาญจนบุรี 3
9
คำขวัญประจำจังหวัดกาญจนบุรี
แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์
สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่ น้ำตก
แคว้นโบราณ หมายถึง เป็นดินแดนที่มีหลักฐานก่อนยุค
ประวัติศาสตร์หรือมากกว่า ๑๐,๐๐๐ ปี
ด่านเจดีย์ หมายถึง ในอดีตด่านเจดีย์เคยเป็นเมืองหน้าด่าน
เส้นทางประวัติศาสตร์ในการเดินทัพระหว่างไทยกับพม่า
มณีเมืองกาญจน์ หมายถึง เป็นแหล่งที่มีอัญมณีที่นิยมแพร่
หลายมาก อาทิเช่น พลอยไพลิน หรือพลอยสีน้ำเงิน
สะพานข้ามแม่น้ำแคว หมายถึง สะพานที่มีความสำคัญทาง
ประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งญี่ปุ่นต้องการสร้าง
ทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ ข้ามแม่น้ำแควผ่าน ประเทศพม่า โดย
เกณฑ์เชลยศึกสัมพันธมิตรเป็นผู้สร้าง
แหล่งแร่น้ำตก หมายถึง มีแหล่งธรรมชาติ แร่ธาตุ และน้ำตก
เช่น น้ำตกไทรโยคซึ่งเหมาะแก่การศึกษาธรรมชาติวิทยาและเป็น
แหล่งการท่องเที่ยว
กาญจนบุรี เป็น เทศบาลเมือง แห่งหนึ่งใน อำเภอเมือง
กาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งอยู่บริเวณต้น แม่น้ำแม่
กลอง จุดบรรจบของ แม่น้ำแควใหญ่ และ แม่น้ำแควน้อย เป็น
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ตั้งศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี
เมืองกาญจนบุรีมีระยะทางห่างจาก กรุงเทพมหานคร ประมาณ
129 กิโลเมตร มีประชากรในปี พ.ศ. 2560 จำนวน 29,420 คน
40
สภาพทั่วไป
สภาพภูมิศาสตร์ - ที่ตั้งและอาณาเขต
จังหวัดกาญจนบุรีอยู่ห่างจากกรุงเทพฯไปทางทิศ
ตะวันตก ประมาณ ๑๒๙ กิโลเมตร
ตามเส้นทางนครปฐม - บ้านโป่ง - กาญจนบุรี
มีพื้นที่ทั้งหมด ๑๙,๔๘๓,๑๔๘ ตารางกิโลเมตร หรือ
ประมาณ ๑๒ ล้านไร่ มีขนาดพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ ๓
ของประเทศรองจากจังหวัดนครราชสีมาและ
จังหวัดเชียงใหม่
อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดตากและจังหวัดอุทัยธานี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดสุพรรณบุรีและ
นครปฐม
ทิศตะวันตก ติดต่อกับประเทศพม่า
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดราชบุรี
ลักษณะภูมิอากาศ
ฤดูร้อน ระหว่าง กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลาง
เดือนพฤษภาคม มีลมฝ่ายใต้พัดมาปกคลุม ทำให้มี
อากาศร้อนอบอ้าวทั่วไป โดยมีอากาศร้อนจัดอยู่ใน
เดือนเมษายน
ฤดูฝน ระหว่างกลางเดือนพฤษภาคม ถึงเดือน
พฤศจิกายน ในระยะนี้เป็นช่วงที่ลมมรสุมตะวันตก
เฉียงใต้พัดปกคลุม ทำให้มีฝนตกชุก โดยตกชุก
ที่สุดในเดือนกันยายน
ฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือน
กุมภาพันธ์ โดยในช่วงนี้ ความกดอากาศสูงจาก
ประเทศจีนและลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปก
คลุม ทำให้อากาศหนาวเย็นและความแห้งแล้งแผ่
ปกคลุมจังหวัดกาญจนบุรี
41
ลักษณะภูมิประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศจังหวัดกาญจนบุรี แบ่งออกได้ ๓
ลักษณะดังนี้
๑. เขตภูเขาและที่สูง พื้นที่ทางด้านทิศเหนือของ
จังหวัด ได้แก่บริเวณอำเภอสังขละบุรี อำเภอ
ทองผาภูมิ อำเภอศรีสวัสดิ์และอำเภอไทรโยค
มีลักษณะเป็นเทือกเขาต่อเนื่องมาจากเทือกเขา
ถนนธงชัยถัดไปทางด้านตะวันตกของจังหวัด เทือก
เขาตะนาวศรีซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างไทยกับ
ประเทศเมียนมาร์ทอดยาวลงไปทางด้านใต้
บริเวณนี้จะเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำที่สำคัญของ
จังหวัด คือแม่น้ำแควใหญ่ และแควน้อย
๒.เขตที่ราบลูกฟูก ได้แก่พื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือ
ของจังหวัด มีลักษณะเป็นที่ราบเชิงเขาสลับกับเนิน
เขาเตี้ย ๆ อยู่บริเวณอำเภอเลาขวัญ
อำเภอบ่อพลอยและบางส่วนของอำเภอพนมทวน
๓ เขตที่ราบลุ่มน้ำ ได้แก่พื้นที่ทางด้านใต้ของจังหวัด
ลักษณะเป็นที่ราบ ดินมีความอุดมสมบูรณ์ อยู่บริเวณ
อำเภอท่ามะกา อำเภอท่าม่วงและบางส่วน
ของอำเภอพนมทวน อำเภอเมืองกาญจนบุรี
เขตการปกครอง
จังหวัดกาญจนบุรี แบ่งการปกครองออกเป็น ๑๓
อำเภอ ๙๕ ตำบล ๙๐๕ หมู่บ้าน ๒๒๐,๑๒๖ หลังคาเรือน
เทศบาล ๒๗ แห่ง
และองค์การบริหารส่วนตำบล ๙๕ แห่ง (ข้อมูลปี ๒๕๔๔)
อำเภอต่างๆ ได้แก่
อำเภอเมือง อำเภอท่ามะกา อำเภอพนมทวน
อำเภอไทรโยค อำเภอท่าม่วง อำเภอเลาขวัญ
อำเภอบ่อพลอย อำเภอทองผาภูมิ อำเภอด่านมะขามเตี้ย
อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอสังขละบุรี อำเภอหนองปรือ
อำเภอห้วยกระเจา
42
ถ้ำกระแซ
สถานีรถไฟถ้ำกระแซ เป็นสถานีรถไฟที่ได้รับความ
นิยมของการชมเส้นทางรถไฟสายมรณะ นักท่องเที่ยว
จะมารอเวลารถไฟที่แล่นผ่านมาในวันเสาร์-อาทิตย์
เป็นรถไฟเที่ยวพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว ถ้ำกระแซอยู่
ห่างจากสถานีนี้เพียงเล็กน้อย ตั้งอยู่ริมหน้าผาใกล้กับ
ทางรถไฟ เคยเป็นที่พักของเชลยศึก ในช่วงที่มีการ
สร้างทางรถไฟสายมรณะ ไทย-พม่าถ้ำกระแซ ถือเป็น
จุดชมวิวที่โด่งดัง และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี เพราะ
ถือว่าเป็นจุดที่สวยที่สุด และอันตรายที่สุดของเส้นทาง
รถไฟสายกรุงเทพฯ - น้ำตก หรือที่เรียกกันว่า "เส้น
ทางรถไฟสายมรณะ” (The Death Railway) สามารถ
เดินออกมาจากปากถ้ำแวะถ่ายรูปบนทางรถไฟได้ หาก
มองลงไปลอดทางรถไฟจะเห็นเป็นแม่น้ำแควน้อยไหล
อยู่ทางด้านล่าง ทำให้ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ใน
แต่ละวันมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ
แวะเวียนมาเพื่อมาชมวิวเส้นทางรถไฟสายมรณะ
บริเวณถ้ำกระแซนี้ เป็นจำนวนมากทางรถไฟสาย
มรณะ สายนี้สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย
ใช้แรงงานเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรและกรรมกรชาว
เอเชีย ที่กองทัพญี่ปุ่น เกณฑ์ มาสร้าง เพื่อใช้เป็นเส้น
ทางยุทธศาสตร์ผ่านประเทศพม่า ปัจจุบันเส้นทางนี้ไป
สุดปลายทางที่บ้านท่าเสาหรือสถานีน้ำตกระยะทางจาก
สถานีกาญจนบุรีถึงสถานีน้ำตกเป็นระยะทางประมาณ
77 กิโลเมตร “หากนับหมอนหนุนรางรถไฟมีเท่าไหร่
จำนวนผู้คน-เชลยศึกที่ถูกเกณฑ์มาสร้าง ทางรถไฟ
สายนี้ก็ตายไปเท่านั้น” นี่คือคำเล่าขานถึงเส้นทาง
รถไฟสายประวัติศาสตร์ ไทย-พม่า ระยะทางกว่า 415
กิโลเมตรนี้ คือ ความหฤโหด ทารุณ และยากลำบาก
ของสิ่งที่เชลยศึกได้รับ จนได้รับการขนานนามว่า
“เส้นทางรถไฟสายมรณะ”
43
สะพานข้ามแม่น้ำแคว
สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่
โครงสร้างเหล็กครึ่งวงกลม สลับโครงสร้างถัก ตอม่อ
คอนกรีตเสริมเหล็ก ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง
กาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศ
เหนือ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 323 ประมาณ 4
กิโลเมตร แยกซ้ายประมาณ 400 เมตร ปัจจุบันใช้เป็น
ทางสัญจรของรถไฟสายธนบุรี - น้ำตก หรือ ทางรถไฟ
สายมรณะ ในอดีต
สะพานข้ามแม่น้ำแคว เดิมสร้างขึ้นโดยแรงงานของ
เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร ภายใต้การควบคุมของกองทัพ
ญี่ปุ่น การก่อสร้างใช้เวลาแล้วเสร็จเพียงหนึ่งปี ก่อนจะ
ถูกระเบิดทิ้งทำลายจากกองบินสัมพันธมิตรจนสะพาน
ช่วงกลางพังถล่มลงมา ต่อมาภายหลังสงครามโลกยุติ
ลง รัฐบาลไทยได้ซื้อทางรถไฟนี้ต่อจากอังกฤษมาเป็นเงิน
จำนวน 50 ล้านบาท[5] แล้วบูรณะซ่อมแซมขึ้นใหม่ในปี
พ.ศ. 2489 การซ่อมในครั้งนั้นได้ยุบตอม่อกลาง (ตัวที่ 5-
6) แล้วสร้างเป็นสะพานเหล็ก 2 ช่วง แทนของเดิม กับ
เปลี่ยนช่วงสะพานไม้ด้านปลายทางเป็นสะพานเหล็กแทน
สะพานไม้ รวมความยาวของสะพานทั้งสิ้น 322.90
เมตร[6]
ปัจจุบันสะพานข้ามแม่น้ำแคว ได้กลายเป็นสัญลักษณ์
หนึ่งที่สำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี ได้รับการยกย่องให้
เป็น "สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ"[3][4] เนื้อเริ่องเกี่ยว
สะพานแห่งนี้ยังได้รับการไปสร้างเป็นภาพยนตร์ฮอลลีวูด
เช่น เดอะบริดจ์ออนเดอะริเวอร์แคว (พ.ศ. 2500) ซึ่ง
สร้างมาจากนิยายในชื่อเดียวกัน และภาพยนตร์เรื่อง
"The Railway Man แค้นสะพานข้ามแม่น้ำแคว" (พ.ศ.
2556) ซึ่งสร้างมาจากชีวประวัติของเชลยศึก ผู้ร่วมสร้าง
สะพานข้ามแม่น้ำแคว นอกจากนี้ทางจังหวัดกาญจนบุรี
ได้มีการจัดงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว ประจำปีทุก
ปี ซึ่งมีการแสดงสีเสียง ย้อนรำลึกถึงสงครามโลกครั้งที่
2
44
เขาช้างเผือก
“เขาช้างเผือก” ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
จ.กาญจนบุรี ในการขึ้นไป จะจำกัดจำนวนวันละไม่เกิน
60 คน และต้องจองล่วงหน้า 7 วัน พร้อมส่งชื่อ-สกุล เลข
ที่บัตรประชาชน และที่อยู่ให้ทางอุทยานฯ โดยจะใช้เวลา
เดินเท้าประมาณ 6 ชั่วโมง เป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร
พร้อมกางเต้นท์ค้างคืนบนยอดเขา 1 คืน ซึ่งทางอุทยา
นฯ จะจัดเจ้าหน้าที่นำทาง และจ้างลูกหาบช่วยขนสัมภาระ
ให้
เขาช้างเผือก เป็นชื่อยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่ง
ชาติทองผาภูมิ มีความสูงประมาณ 1,249 เมตร จาก
ระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นเส้นทางเดินป่าที่สวยงาม น่า
ตื่นตาตื่นใจ เส้นทางเดินไปสู่ยอดเขาช้างเผือกเป็นป่า
โปร่งสลับกับทุ่งหญ้า มีจุดไฮไลท์ของการเดินทางอยู่ที่
“สันคมมีด” สันเขาที่สวยงามและน่าหวาดเสียวไปพร้อม
กัน เมื่อขึ้นไปถึงยอดเขาจะสามารถมองเห็นวิวได้รอบ
ทิศทาง 360 องศา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ยกให้ที่แห่งนี้เป็น 1 ใน 10 Dream Destinations ที่นัก
ท่องท่องเที่ยวควรไปเยือนมากที่สุด อีกด้วย
นักผจญภัยทุกท่าน ควรฟิตร่างกายไว้ให้พร้อม และอย่า
ลืมสิ่งของจำเป็นที่ควรนำติดตัวไปด้วย นั่นก็คือเสื้อแขน
ยาว แว่นกันแดด และไฟฉาย ที่สำคัญที่สุดคือหัวใจที่เข้ม
แข็ง ขอให้สนุกกับการเดินทางนะครับ สามารถสอบถาม
ข้อมูลเพิ่มเติมที่ อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ โทร. 034
510 979 หรือ 098 252 0359
ค่าเข้าอุทยานฯ : คนไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท , เด็ก 20 บาท /
ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท , เด็ก 100 บาท
ค่ายานพาหนะ : รถยนต์ 30 บาท / รถจักรยานยนต์ 20
บาท
ค่าบริการสำหรับพื้นที่กางเต็นท์ : 30 บาท ต่อคน ต่อคืน
45
จุดชมวิวป้อมปี่
จุดชมวิวป้อมปี่ ตั้งอยู่ใน เขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม
อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เป็นจุดชมวิวที่สามารถ
มองเห็นวิวธรรมชาติที่สวยงามได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ บริเวณ
โดยรอบจะเป็นอ่างเก็บน้ำที่ล้อมด้วยป่าไม้และภูเขา
บรรยากาศดีสุดๆ ไปเลยค่ะ ยิ่งถ้าได้มาในช่วงหน้าหนาวกับ
หน้าฝน จะได้เห็นหมอกลอยอยู่เหนือผิวน้ำด้วย
จนที่นี่ได้รับฉายาว่า ปางอุ๋งของเมืองกาญจนบุรี เลยค่ะ
และที่สำคัญยังเป็นจุดที่สามารถชมวิวพระอาทิตย์ตกดินได้
อย่างสวยงามของภาคตะวันตกอีกด้วยค่ะ ไม่แปลกใจเลยว่า
ทำไมที่นี่ถึงได้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเยอะแยะมากมาย
ขนาดนี้ ในส่วนของชื่อ จุดชมวิวป้อมปี่ นั้น ก็เป็นชื่อเรียกที่
เพี้ยนมาจากคำว่า เปอปี่ เป็นภาษากระเหรี่ยงที่แปลว่า ต้นอ้อ
นั่นเอง
เพราะนอกจากจะได้ชมวิวธรรมชาติแบบนี้แล้ว ยังสามารถ
มานอนกางเต็นท์พักแรมและทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
การเล่นน้ำ ดูนก ตกปลา พายเรือ ได้อีกด้วยค่ะ และยัง
สามารถดูนกได้มากมายหลายชนิดด้วยกัน ทั้ง นกเหงือก นก
กระเต็นอกขาว เขียวก้านตองปีกฟ้า ฯลฯ
ใครที่จะแวะมาเที่ยว สังขละบุรี อยู่แล้ว แนะนำว่าให้นอนพัก
ที่ จุดชมวิวป้อมปี่ สักคืน บอกเลยว่าจะรู้สึกได้ถึงการพักผ่อน
อย่างแท้จริงค่ะ รู้ซึ้งเลยว่าทำไมที่นี่ถึงถูกเรียกว่า ปางอุ๋งเมือ
งกาญฯ ที่เที่ยวใกล้กรุงเทพฯ แบบนี้ แถมมาได้ตลอดทั้งปีอีก
คิดว่าตอนนี้หลายคนก็น่าจะได้ที่เที่ยวกันแล้วใช่ไหมล่ะคะ
สำหรับสุดสัปดาห์นี้
การเดินทาง มายัง จุดชมวิวป้อมปี่
ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ให้ใช้ถนนเพชรเกษมหรือถนนปิ่ น
เกล้า-นครชัยศรี ผ่านจังหวัดนครปฐม-บ้านโป่ง จังหวัด
ราชบุรี มาจนถึงอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรีค่ะ จากนั้น
ตรงไปทางอำเภอทองผาภูมิ ตามถนนทางหลวงแผ่นดิน
หมายเลข 323 กาญจนบุรี-ทองผาภูมิ -สังขละบุรี จะผ่าน
ที่ทำการอุทยานฯ เขาแหลม พอถึงกิโลเมตรที่ 40-41 ให้เลี้ยว
ซ้ายไปจุดชมวิวป้อมปี่ ไม่นานก็จะถึงค่ะ
46
น้ำตกผาสวรรค์
น้ำตกผาสวรรค์ ตั้งอยู่ใน ตำบลสหกรณ์นิคม อำเภอ
ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นหนึ่งในน้ำตกที่มี
ขนาดใหญ่ และมีความสวยงดงามมากเลยค่ะ อยู่
กลางป่าล้อมรอบด้วยธรรมชาติ เต็มไปด้วยต้นไม้
มากมาย นอกจากความสวยงามของน้ำตกแล้ว เส้น
ทางมายัง น้ำตกผาสวรรค์ นี้ ก็จัดว่าเป็นอีกหนึ่งการ
ผจญภัยที่ท้าทาย เหล่าผู้รักการผจญภัย ชอบฝ่าดง
ลุยป่า
เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่ขาลุยทั้งหลาย ต้อง
ถูกใจ เพราะเส้นทางที่เข้าไปยังน้ำตกนั้น ต้องลุยป่า
และใช้รถโฟร์วิวเท่านั้นค่ะ เส้นทางจะค่อนข้างลำบาก
โหดสุดๆ ไปเลย น้ำตกผาสวรรค์ แบ่งออกเป็น 7 ชั้น
ด้วยกัน ซึ่งแต่ละชั้นก็ตั้งชื่อตามภาพป่าหิมพานต์ใน
วรรณคดีอีกด้วย ตั้งแต่ ธารสวรรค์ อ่างหินกินรี
อ่างถ้ำแก้ว ผาคนธรรม์ ผาเทพบุตร ผาพิรุณ และ
มาจนถึง ผาสวรรค์
โดยแต่ละชั้นนั้น จะมีสายน้ำลดหลั่นกัน ตกลงมาสู่
แอ่งตื้นๆ ซึ่งตั้งแต่ชั้น 5 ผาเทพบุตร ขึ้นไป น้ำตกจะ
แรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะตกมาจากผาที่สูงและชันมาก
ขึ้น ไฮไลท์ของ น้ำผาสวรรค์ ก็คือชั้น ผาสวรรค์ ที่
เป็นหน้าผาสูงที่สุด และเป็นชั้นที่สวยงามอลังการ
ที่สุด สายน้ำตกนั้นจะมีความสูงราว 80 เมตร ทำให้
สายน้ำที่ตกลงมาแตกกระจายฟุ้งเป็นละอองน้ำไปทั่ว
ทั้งบริเวณเลย
ช่วงที่แนะนำให้มาเที่ยว น้ำตกผาสวรรค์ ก็คือ
ช่วงปลายฝนต้นหนาวค่ะ เพราะน้ำตกจะไม่แรงมาก
และการเดินทางก็จะไม่ลำบากจนเกินไป น้ำก็จะมี
เยอะ เพราะผ่านพ้นหน้าฝนไปได้ไม่นาน ที่ทางจะไม่
ค่อยลื่นมาก แต่แนะนำว่าก่อนเดินทางไปควรติดต่อ
สอบถามจากเจ้าหน้าที่ ว่าน้ำเยอะหรือน้อยค่ะ จะได้
ชมน้ำตกสวยๆ ไปแล้วไม่เสียเที่ยวกันค่ะ
ขอบคุณที่อ่าน