The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

468485416619344338_การวิเคราะห์-4P-การตลาด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by รุจิรา คีรีรักษ์, 2023-08-29 00:10:49

468485416619344338_การวิเคราะห์-4P-การตลาด

468485416619344338_การวิเคราะห์-4P-การตลาด

การวิเคราะห์ การตลาด 4P Marketing คืออะไร กลยุทธ์ 4P [ Marketing Mix ] ส่วนประสมทางการตลาด คือ ปัจจัย 4 อย่างที่นักธุรกิจต้องวิเคราะห์เพื่อ วางแผนด้านการตลาด โดยประกอบไปด้วย Product, Price, Promotion และ Place ซึ่งปัจจัยทั้งสี่จะมาช่วยให้ นักธุรกิจและนักการตลาดวิเคราะห์กลยุทธ์ออกมาได้อย่างละเอียดและครอบคลุมกับตัวสินค้าและบริการมากที่สุด ประโยชน์ของ 4P นั้น จะช่วยนักธุรกิจและนักการตลาดในการวิเคราะห์และวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด ออกมา เพื่อผลักดันให้สินค้าและบริการของพวกเขาได้ใจผู้บริโภคที่สุด และโดดเด่นเหนือแบรนด์อื่นๆ ในอุตสาหกรรม เดียวกัน กลยุทธ์ 4P [ Marketing Mix ] ส่วนประสมทางการตลาด ประกอบด้วยอะไรบ้าง ส่วนประสมทางการตลาด ประกอบด้วย 4 ปัจจัย คือ Product, Price, Promotion และ Place แต่ละปัจจัยมีรายละเอียดอะไรบ้าง มาดูกันค่ะ Product ปัจจัยแรกคือ Product หรือผลิตภัณฑ์ ซึ่งค าว่า Product ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตัวสินค้าที่จะส่งออกสู่ ตลาดเพียง อย่างเดียว แต่หมายถึงสินค้าหรือบริการของธุรกิจทั้งแบบที่จับต้องได้ หรือจับต้องไม่ได้ เช่น แอปพลิเคชัน เป็นต้น ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ธุรกิจผลิตออกมาเพื่อขายให้ลูกค้า ล้วนแล้วแต่เป็น Product หรือผลิตภัณฑ์ทั้งสิ้น Price ปัจจัยที่สองคือ Price หรือราคา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส าคัญต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะปัจจัยข้อนี้จะเป็น ตัวก าหนดราคาของสินค้าและบริการว่าควรส่งออกสู่ตลาดในช่วงราคาที่เท่าไหร่ สิ่งส าคัญที่ท าให้ ปัจจัยข้อนี้มี ความส าคัญก็คือเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างก าไรให้ธุรกิจ และก็เป็นอีกปัจจัยในสายตาของผู้ บริโภคในการตัดสินใจเลือก ซื้อหรือใช้งานสินค้าและบริการนั้นๆ เช่นเดียวกัน


Place ปัจจัยที่สามคือ Place หรือสถานที่ที่ธุรกิจสามารถจัดแสดงหรือส่งออกสินค้าและบริการออกไปให้ ใกล้ชิด ผู้บริโภคมากที่สุด โดยสิ่งแรกที่คุณอาจจะนึกถึงคงจะเป็นห้างสรรพสินค้าหรือตลาดใกล้ บ้านที่มีผู้คนเดินจับจ่ายใช้ สอยกัน ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่เหมาะแก่การจัดแสดงสินค้าแต่ในยุคนี้สถานที่จัดแสดงสินค้าย่อมเปลี่ยนแปลง ไปโดยย้ายมาอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ ที่ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้อย่างง่ายดาย เช่น แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ของ บริษัท หรืออาจจะพึ่งพา Marketplace ขนาดใหญ่ที่รวบรวมสินค้าและบริการหลายๆ อย่างไว้ด้วยกัน เช่น Shopee หรือ Lazada เป็นต้น Promotion ปัจจัยสุดท้ายคือ Promotion หรือการสื่อสารและกระจายเสียงของแบรนด์ออกไปให้ถึงใจลูกค้า เป็นอีกปัจจัยที่ ส าคัญกับธุรกิจมาก เพราะว่าการที่แบรนด์รู้ว่าควรสื่อสารอย่างไร กับลูกค้าแบบไหน และใช้เครื่องมือการสื่อสาร แบบไหน ไม่ว่าจะเป็นการใช้กลยุทธ์ด้าน Digital Marketing หรือการว่าจ้าง Influencer หรือแม้แต่การคิด โปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ก็ล้วนเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยให้การสื่อสารของแบรนด์มีประสิทธิภาพมากขึ้น กลยุทธ์การตลาด 4P มีความส าคัญอย่างไร จ าเป็นมากน้อยแค่ไหนที่จะต้องน ากลยุทธ์การตลาด 4P มาประยุกต์ใช้กับการวางแผนการตลาดหรือผลิตสินค้า ในความเป็นจริงแล้วโลกของ Marketing หรือ Digital Marketing มีทฤษฎีเยอะแยะมากมายที่เป็น ประโยชน์กับ ธุรกิจ ซึ่ง 4P Marketing Mix ก็เป็นทฤษฎีที่ช่วยเหลือนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจใน การวางกลยุทธ์ในการขาย สินค้าและบริการมานับไม่ถ้วน ช่วยให้ธุรกิจรู้จักกลุ่มผู้บริโภคของตัวเองมากขึ้น นอกการช่วยให้คุณรู้จักตัวเองแล้ว 4P Marketing Mix ยังช่วยให้คุณรู้จักกับผู้บริโภคของคุณมากขึ้น ในทุก ปัจจัยไม่ว่าจะเป็น Product, Price, Place หรือ Promotion ล้วนแล้วแต่ช่วยให้คุณนั่งวิเคราะห์ ว่าคุณควรผลิต สินค้าและบริการออกมาเพื่อตอบโจทย์คนแบบไหน ผลิตออกมาแล้วควรเลือกช่องทางไหนในการจ าหน่าย วาง แผนการตั้งราคาที่สูงหรือต่ าเกินไปไหม รวมไปถึงควรใช้รูปแบบและการสื่อสารแบบไหนที่จะโดนใจกลุ่มคน เหล่านั้นได้มากที่สุด


ช่วยให้ธุรกิจได้วางแผนกลยุทธ์อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ อีกเหตุผลส าคัญของการน า 4P Marketing Mix มาประยุกต์ใช้คือการช่วยให้คุณตัดสินใจได้รอบ คอบและรอบ ด้านยิ่งขึ้น เพราะการเริ่มต้นท าธุรกิจมีต้นทุนที่ต้องรับผิดชอบทั้งในเรื่องของเงิน แรงงานและเวลา ซึ่งการที่คุณมี การวางแผนและกลยุทธ์ที่ดีและละเอียดมากเท่าไหร่ จะยิ่งช่วยให้ภาพ ของธุรกิจนั้นชัดเจนและมองเห็นแนวทางที่ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และช่วยให้ธุรกิจของคุณบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นได้ชัดว่า 4P Marketing Mix นั้นมีความส าคัญต่อการสร้างแบรนด์ในระยะเริ่มต้นที่ไม่ว่าใครก็ สามารถน าไปประยุกต์ใช้งานได้ ตัวอย่างการวิเคราะห์ การตลาด 4P [ Marketing Mix] ส าหรับธุรกิจ ต่อไป เราจะยก ตัวอย่างการวิเคราะห์ 4P [ Marketing Mix] ของธุรกิจเครื่องชงกาแฟ โดยวิเคราะห์ส่วน ประสมทางการตลาดกันทีละตัว แบบ Step -by – Step โดยในการวิเคราะห์ส่วนผสมการตลาดแบบ 4 ปัจจัยนั้นไม่ได้มีแค่การวิเคราะห์ 4P เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไป ถึงการวิเคราะห์แบรนด์ การวิเคราะห์ผู้บริโภค และการก าหนดเป้าหมายทางธุรกิจด้วย การวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ (Product) มาถึงส่วนผสมทางการตลาดตัวแรกอย่าง Product ซึ่งการวิเคราะห์ 4P ตัวนี้นั้นจะประกอบไปด้วย 1.ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน (Satisfying needs) 2.จุดขายที่โดดเด่น (Unique Selling Point) 3.ฟีเจอร์ของผลิตภัณฑ์ (Feature) 4.คุณภาพของผลิตภัณฑ์ (Quality) 5.กลิ่นอายความเป็นแบรนด์ของผลิตภัณฑ์ (Branding) 6.บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ (Packaging) 7.การรับประกัน (Warranties) 8.บริการหลังการขาย (Services)


สิ่งแรกที่แบรนด์ควรค านึงถึงก่อนการผลิต Product ออกมาคือการศึกษาผู้บริโภคของตัวเอง โดยตั้งค าถามว่า ความต้องการแบบไหนที่พวกเขาก าลังมองหาและผลิตภัณฑ์ของคุณสามารถ ช่วยพวกเขาได้ พวกเขาจะได้อะไร จากการซื้อหรือใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณ และหลังจากนั้นค่อยมา ศึกษาคู่แข่งว่าเป็ นผลิตภัณฑ์ ประเภทเดียวกันในตลาดไหม ถ้ามี จุดแข็ง-จุดอ่อนของคู่แข่งคืออะไร ผลิตภัณฑ์ของคุณจะชู โรงในเรื่องอะไร (โดยในส่วนนี้สามารถน า SWOT มาช่วยน าทางได้) ตัวอย่างการวิเคราะห์ | Product เครื่องชงกาแฟ ลูกค้า A ก าลังมองหาเครื่องชงกาแฟที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ได้ ซึ่งเธอมักจะมีชีวิตที่ ค่อนข้างเร่งรีบและ Active ตลอดเวลา ท าให้ไม่ค่อยมีเวลาชงกาแฟเอง รวมถึงเธอ ให้ความส าคัญกับ Branding ของผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งแรก โดยผลิตภัณฑ์นั้นต้องไม่ Mass และไม่ No Name จนเกินไป ดังนั้นเครื่องชงกาแฟที่คุณจะผลิตออกมานั้นต้องสามารถตอบโจทย์เธอในเรื่องนี้ให้ได้ โดยผลิตภัณฑ์นั้นอาจจะเป็น เครื่องชงกาแฟที่มีดีไซน์เฉพาะตัวที่มีแค่แบรนด์คุณเป็นเจ้าของ และพัฒนาประโยชน์การใช้งานให้ตอบโจทย์คนมี เวลาน้อยให้ได้มากที่สุด อาจจะเป็นการเชื่อมต่อ กับแอปพลิเคชันเพื่อให้ชงกาแฟอัตโนมัติได้ในขณะที่ลูกค้าท า กิจกรรมอย่างอื่น เป็นต้น การวิเคราะห์ราคา (Price) ในปัจจัยข้อนี้นั้นแน่นอนว่าการท าธุรกิจย่อมต้องการก าไรจากการค้าขายผลิตภัณฑ์ แต่ว่าการจะตั้ง ราคา ผลิตภัณฑ์หนึ่งตัวนั้นต้องค านึงถึงสิ่งเหล่านี้ 1.Brand Positioning 2.กลยุทธ์การตั้งราคา (Pricing Strategy) 3.รูปแบบการจ่ายเงิน (Payment Form) 4.ส่วนลด (Discount) เป็นต้น การวิเคราะห์ช่องทาง (Place) Place หรือสถานที่นั้นไม่ได้จ ากัดความเพียงแค่ On-site เท่านั้น เพราะตอนนี้มี Place ให้คนจับจ่าย ใช้สอยกัน เยอะมากมาย ซึ่งปัจจัยที่จะมาประกอบการพิจารณา Place ก็คือ


1.ช่องทางในการจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ (Channels) 2.ช่องทางที่ลูกค้าอยู่เป็นประจ า (Audience) 3.ช่องทางที่สามารถสนับสนุนลูกค้าได้ (Support) 4.ช่องทางที่เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ (Business Size) การคัดเลือกช่องทางที่ดีที่สุดในการจ าหน่ายผลิตภัณฑ์ก็คือการเลือกช่องทางที่ Audience หรือกลุ่ม ผู้บริโภค ของคุณอยู่ในนั้น คุณต้องศึกษาพฤติกรรมการใช้ชีวิตของพวกเขาว่าช่องทางแบบไหนบ้าง ที่พวกเขามักจะเข้าไป เป็นประจ า เป็นช่องทางออฟไลน์ เช่น ห้างสรรพสินค้าไหม หรือช่องทางออนไลน์ อย่าง Social Media หรือ Website หรือช่องทาง Marketplace อย่าง Shopee หรือ Lazada การวิเคราะห์การสื่อสาร (Promotion) ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ แสดงว่านี่คือปัจจัยสุดท้ายของ Marketing Mix แล้วนั่นเอง ซึ่งก็คือ Promotion หรือ การสื่อสารเกี่ยวกับแบรนด์ ซึ่งการสื่อสารที่ว่าอาจจะครอบคลุมในหลายๆ เรื่อง เพราะโลก Digital Marketing มี เครื่องมือหลายอย่างให้เลือกใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น 1.การเลือกใช้โฆษณาแบบ Digital Advertising บนช่องทางที่มี 2.การโปรโมทผ่าน Affiliate Marketing หรือ Influencer Marketing 3.การท า PR และสร้าง Campaign ทางการตลาด เช่น Offline Event หรือ Webminar 4.การท า Peer-to-peer review หรือการการพูดถึงบน Social Media 5.การขายและโปรโมทผ่าน Official Website และช่องทางของตัวเอง 6.การผลิตคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์ Search Engine Optimization 7.การท า Email Marketing 8.การลดแลกแจมแถม รวมถึงโปรแกรม Loyalty เป็นต้น เพราะการสื่อสารก็เป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักของการท าการตลาด ดังนั้นการจะสื่อสารเพื่อเข้าไปให้ถึงใจ ของลูกค้า นั้นควรรู้ก่อนว่าแบรนด์ก าลังคาดหวังอะไรจากลูกค้า เช่น ต้องการให้ลูกค้ามีการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์


การเจาะลึกปัจจัยทางธุรกิจผ่าน SWOT Analysis ถ้าคุณสามารถใส่รายละเอียดทั้ง 9 ได้ แสดงว่าคุณพอจะมองเห็นภาพของธุรกิจของตัวเองแล้ว ดังนั้นขั้นตอน ต่อไปคือการรู้จักกับธุรกิจให้มากขึ้นกว่าเดิม และท าการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีสิทธิ เกิดขึ้นจากทั้งภายนอกและภายใน ธุรกิจของคุณผ่านเครื่องมือ SWOT Analysis ประกอบไปด้วย 1.Strength หรือจุดแข็งของธุรกิจ 2.Weakness หรือจุดอ่อนของธุรกิจ 3.Opportunities หรือโอกาสของธุรกิจ 4.Threats หรือภัยคุกคามต่อธุรกิจ เครื่องมือช่วยวิเคราะห์ที่แสนเรียบง่ายแต่ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ เพราะเป็นเหมือนเครื่องมือที่กระตุ้นให้ คุณได้ลอง คิดทบทวนถึงธุรกิจของคุณอีกครั้งและช่วยให้คุณสามารถแจกแจงถึงปัจจัยต่างๆ ได้อย่าง หลากหลาย ให้คุณรู้ว่า ธุรกิจของคุณมีอะไรที่โดดเด่น และมีโอกาสอะไรที่พร้อมจะรับมันไว้ รวมไปถึง การเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่ไม่ คาดฝันและแก้ไขในสิ่งที่ยังไม่แข็งแรงพอนั่นเอง การก าหนดภาพลักษณ์ของแบรนด์ด้วย Corporate Identity (CI) เพียงแค่ 2 เครื่องมือก็น่าจะพอแล้วส าหรับการวิเคราะห์แบรนด์ แต่ความจริงยังเหลืออีกหนึ่งตัวช่วย ส าหรับการ สร้างแบรนด์ที่หลายคนอาจจะมองข้ามไปนั่นคือ Corporate Identity หรือ CI ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้คุณสามารถ เชื่อมต่อ แบรนด์ กับ Design เข้าไว้ด้วยกันเพื่อสร้างภาพจ าเกี่ยวกับ แบรนด์ ดังนั้นการวิเคราะห์และออกแบบ CI ให้กับธุรกิจจะสอดคล้องกับ 4P ทั้งในเรื่องของรูปแบบ สินค้าและบริการ ราคา สถานที่หรือการสื่อสาร ทั้งหมด ล้วนเกี่ยงข้องกันกับภาพลักษณ์ของ แบรนด์ที่ผู้บริโภครับรู้ คุณสามารถสร้างบรีฟ Design ของธุรกิจตัวเองได้ง่ายๆ โดยใช้ Template จากทางเรา การรู้จักกับลูกค้าผ่าน Customer Persona ตอนนี้คุณน่าจะรู้วิธีวิเคราะห์แบรนด์และธุรกิจของตัวเองเรียบร้อยแล้ว สิ่งต่อไปที่คุณควรจะรู้จัก ไม่น้อยไปกว่าแบ รนด์ก็คือ ลูกค้า (Target Audience) หรือผู้ที่จะมาเป็นผู้บริโภคสินค้าและบริการ ของคุณ โดยที่คุณสามารถใช้ โมเดลที่เรียกว่า Customer Persona ในการศึกษาและท าความเข้าใจ กับพฤติกรรมและความชอบของพวกเขา (อาจจะต้องใช้จินตนาการร่วมด้วยสักนิดหน่อย)


ประกอบไปด้วย 1.ข้อมูลพื้นฐาน เช่น อายุ, อาชีพ, รายได้, ครอบครัวและการศึกษา เป็นต้น 2.เป้าหมาย / ปัญหาที่พบเจอ / รูปแบบการใช้ชีวิต 3.พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า 4.ปัจจัยในการเลือกซื้อสินค้า 5.ช่องทางที่ใช้งานเป็นประจ า 6.แบรนด์หรือคนดังที่ชื่นชอบ เป็นต้น การก าหนดเป้าหมายทางธุรกิจ (Business Goal) เมื่อมีข้อมูลในมือครบแล้วว่าตัวเองคือใคร ก าลังท าอะไร และต้องการขายสินค้าให้ใคร สิ่งต่อไปที่ ทุกธุรกิจควรมี คือ เป้าหมายทางธุรกิจ เพื่อช่วยให้ไอเดียที่วาดขึ้นมานั้นเป็นจริงและกระตุ้นให้คุณน า ข้อมูลทั้งหมดที่มีมาปรับใช้ ให้ธุรกิจด าเนินต่อไปได้ SMART Goal คือตัวช่วยในการก าหนดเป้าหมายที่สามารถเป็นไปได้จริง ถึงแม้ว่าจะคุณ จะมีเป้า หมายทางธุรกิจแล้ว แต่การใช้ SMART Goal ก็ช่วยให้คุณมองเห็นจุดแข็ง จุดอ่อนของ เป้าหมายทาง ธุรกิจของตัวเอง โดยเป้าหมายที่ทุกธุรกิจควรตั้งนั้นจะครอบคลุมทั้ง 5 อย่างนี้คือ 1.Specific เป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง ไม่กว้างจนเกินไป 2.Measurable เป้าหมายที่วัดผลได้ มีตัวชี้วัดผลลัพธ์ 3.Attainable เป้าหมายที่เป็นจริงและสามารถจับต้องได้ 4.Relevant เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ 5.Time-Bound เป้าหมายที่มีขอบเขตระยะเวลา 4P มีประโยชน์อะไรต่อการขายของออนไลน์? การวางแผนทางการตลาดที่ดีจะท าให้สินค้าและแบรนด์สามารถเติบโตไปได้อย่างมีแบบแผน และสามารถเข้าไปใน “ใจ” ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ลูกค้าแต่ละท่านมีความต้องการต่างกันมาก ซึ่ง โดยส่วนมากแล้วการตลาด 4P มีไว้ใช้เพื่อสร้างแผนการตลาดที่เหมาะสมกับสินค้าที่มีอยู่หรือกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย หากเรามีสินค้าหรือกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว พ่อค้าแม่ขายก็สามารถใช้ 4P เพื่อหาว่าลูกค้าชอบอะไร อยาก


ได้อะไร มีปัญหาอะไร สินค้าที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้รึเปล่านั่นเอง ก่อนที่จะเริ่มท าการตลาด 4P พ่อค้าแม่ขาย ออนไลน์จ าเป็นที่ต้องเตรียมข้อมูลต่างๆ ให้ดีก่อน เช่น ข้อมูลของกลุ่มเป้าหมาย ว่าอายุเท่าไหร่ ท างานอะไร ชอบ อะไร อยู่ที่ไหน เป็นต้น หากเราไม่มีข้อมูลของลูกค้าอยู่แล้ว เราก็ไม่สามารถคาดคะเนได้ว่าลูกค้า จะมีปฏิกิริยาต่อ กลยุทธ์การตลาดแต่ละส่วนอย่างไร ถ้าวิเคราะห์ 4P กับ บริษัทหรือสินค้าที่มีตัวตนอยู่แล้ว ก็ควรแบ่งแยกกลุ่มลูกค้าด้วยการหาข้อมูลผ่านทาง แบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์ลูกค้า หากคุณวิเคราะห์สินค้าแบรนด์ดัง การแบ่งกลุ่มที่คนนิยมท าก็คือการแบ่ง ลูกค้าจากความดังของแบรนด์ (รู้จักแบรนด์และเป็นลูกค้าประจ า, รู้จักแบรนด์แต่ไม่ได้เป็นลูกค้าประจ า, ไม่รู้จักแบ รนด์และไม่เคยใช้สินค้า) ถ้าคุณวิเคราะห์ 4P กับ บริษัทหรือสินค้าใหม่ ในส่วนนี้การหาข้อมูลอาจจะค่อนข้างยาก เพราะขาดข้อมูล เบื้องต้น ให้ลองคิดดูว่ามีกลุ่มลูกค้าไหนที่คล้ายกับหรือมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าของคุณ ถ้าคุณมีสินค้าตัวอย่างหรือ ไอเดียบริการคุณก็อาจจะน าไปใช้ประกอบการสัมภาษณ์ลูกค้าก็ได้ ข้อดีของกลยุทธ์การตลาด 4P เป้าหมายหลักของ 4P Marketing ก็คือ การท าให้ร้านหรือแบรนด์เป็นที่จดจ าในหมู่ลูกค้า โดยร้านจะต้อง วิเคราะห์เพื่อท าความเข้าใจว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มมีความต้องการอย่างไร ชอบสินค้าแบบไหน มีปัญหาอะไรบ้าง และ ทางร้านสามารถช่วยลูกค้าแก้ปัญหาได้อย่างไร เมื่อมีข้อมูลแล้วทางร้านก็จะท าแผนการตลาดได้สอดคล้องกับ สินค้าและกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น เราสามารถใช้ 4P Marketing ได้ทั้งในกรณีที่ยังไม่มีสินค้าและมีสินค้า คือ 1.กรณีที่ยังไม่มีสินค้า สามารถใช้ 4P Marketing สร้างสินค้าตั้งแต่เริ่มต้นได้เลย แต่ก็ต้องมีตัวแปรอื่น ๆ เข้ามา ช่วยด้วย เช่น ความชอบของลูกค้า ปัญหาของลูกค้า และความต้องการของลูกค้า เป็นต้น 2.กรณีที่มีสินค้าอยู่แล้วสามารถใช้ 4P Marketingเพื่อต่อยอดสินค้าให้ตรงใจลูกค้าและกลยุทธ์ของร้านหรือแบรนด์ ได้มากยิ่งขึ้น สิ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมจาก 4P Marketing นอกเหนือจาก 4P Marketing แล้ว ทางร้านและแบรนด์ควรจะต้องให้ความส าคัญกับการบริการและด้านอื่น ๆ ในการท าร้านด้วย จึงจะสามารถมัดใจลูกค้าและสร้างยอดขายให้ทะลุเป้าได้ เช่น


1.พนักงาน พนักงานควรมีใจรักในการบริการและให้ข้อมูลลูกค้าได้เมื่อลูกค้าต้องการความช่วยเหลือ ควรสังเกต ลูกค้าให้เป็นและสื่อสารเป็นอย่างมืออาชีพ 2.หน้าร้าน บรรยากาศร้าน แผนผังร้านและ การออกแบบต่างๆต้องมีความสอดคล้องกันและสะท้อนถึงตัวตน แบรนด์เพราะสิ่งนี้มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของร้านเป็นอย่างมาก 3.กระบวนการและขั้นตอนต่าง ๆ มีมาตรการในการด าเนินการอย่างชัดเจน เช่น มาตรการการจัดส่งสินค้า การ คืนสินค้า และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจตรงกันและมั่นใจในการใช้บริการหรือซื้อสินค้ากับ ทางร้านมากขึ้น สรุป และนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมดของกลยุทธ์การตลาด 4P เราหวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณวิเคราะห์และวางแผน จากตัวสินค้า (Product) ราคา (Price) ช่องทางการขาย (Place) และการส่งเสริมการขาย (Promotion) ได้ดี ยิ่งขึ้น และถ้ายิ่งตีโจทย์ของแต่ละข้อได้แตกแล้ว รับรองว่ายอดขายร้านในปี 2022 นี้ทะเลุเป้าแน่นอน ยังไงลอง น าไปใช้ดูแล้วมาแชร์กับเราได้นะคะ หรือถ้ามีข้อแนะน าเพิ่มเติมก็คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย ส าหรับคนที่เคยเรียน ด้านการตลาดจะรู้ว่า หลัก 4P คือหัวใจส าคัญและนับเป็นจุดเริ่มต้นของการท าธุรกิจอย่างถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ ยากอย่างที่คิด ใครสนใจอยากเปิดร้านค้าออนไลน์พร้อมผลักดันธุรกิจให้เติบโตแซงหน้าคู่แข่ง ก็สามารถเรียนรู้และ น าเอากลยุทธ์ 4P Marketing นี้ไปใช้ได้เช่นกัน นอกจากท าให้ธุรกิจก้าวหน้าอย่างเป็นระบบ ยังถือว่าเป็นการ วางแผนเบื้องต้นที่ดีมาก สร้างรากฐานความแข็งแรงให้ธุรกิจเกิดความมั่นคง ไอเดียหลักของการท า Promotion ส่งเสริมการขายมีดังนี้ครับ ศาสตร์และศิลป์ (Analytics and Creative) – การตลาดคือการน าเสนออะไรใหม่น่าตื่นเต้นให้กลุ่มเป้าหมาย ของเรา และการตลาดที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดคือการรวมศิลป์ของการท าอะไรใหม่ๆเข้ากับศาสตร์ของการค านวณและ วิเคราะห์ตัวเลข การเข้าหาลูกค้าและการดึงดูดลูกค้าเข้าหาเรา (Outbound and Inbound) – การส่งเสริมการขายแบบเข้าหา ลูกค้าและการดึงลูกค้าเข้าหาเรามีวิธีท าและผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน การเข้าหาลูกค้าเหมาะกับสินค้าที่อธิบายได้ง่าย ลูกค้าเข้าใจอยู่แล้ว ส่วนการดึงลูกค้าเข้าหาเราเหมาะกับสินค้าที่ต้องใช้เวลาในการอธิบายและมีขั้นตอนการขาย หลายระดับ


การเดินทางของลูกค้า (Marketing Funnel) – โอกาสในการขายจะมีมากขึ้นหากเราสามารถสื่อสารให้ลูกค้าฟัง ได้อย่างน้อยเจ็ดครั้ง ซึ่งการตลาดที่ช่วยส่งเสริมการขายก็ควรค านึงถึงจุดนี้ด้วย ลูกค้ากลุ่มไหนคือลูกค้าที่ไม่รู้จักเรา มาก่อน ลูกค้ากลุ่มไหนเคยเห็นโฆษณาของเราแล้ว และลูกค้ากลุ่มไหนที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ กลุ่มตัวเลือกสุดท้ายของลูกค้า (Consideration Sets) – ในกรณีที่สินค้าของเรามีคู่แข่งหรือมีตัวเลือกทดแทนได้ เยอะ กลุ่มตัวเลือกสุดท้ายที่ลูกค้าชอบน ามาเปรียบเทียบกับสินค้าของเราคืออะไร และเราจะท ายังไงถึงจะ ‘โดด เด่น’ ออกมาจากกลุ่มคู่แข่งและตัวทดแทนพวกนี้ได้ ตัวแปรในการวิเคราะห์ความเหมาะสมของช่องทางการจัดจ าหน่ายมีดังนี้ รายได้และก าไร – การเปิดช่องทางการจ าหน่ายใหม่ก็ต้องมีค่าใช้จ่าย เราอาจจะต้องจ่ายค่าเช่าที่ให้ห้าง จ่ายค่า คอมให้พนักงานขายเฉพาะพื้นที่ หรือยอมลดราคาเพื่อเข้าหาลูกค้ากลุ่มใหม่ นอกจากนั้น หากคุณเปิดร้านหลายที่ ใกล้ๆกัน คุณก็ยังต้องค านึงถึงการแย่งลูกค้ากันเองอีกด้วย ความสามารถในการควบคุมการสื่อสาร (Communication Control) – หากเรามองแต่ละช่องทางการ จ าหน่ายว่าเป็นพนักงานขายหนึ่งหน่วย ตัวคุณที่เป็นหัวหน้าฝ่ายขายจะสามารถบริหารพนักงานขายได้กี่คนกัน ยิ่ง ไปกว่านั้นคุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลทุกโปรโมชั่น ทุกการเปลี่ยนแปลงในราคา และสินค้าใหม่ๆ จะถูกส่งไปยัง แต่ละช่องทางได้อย่างถูกต้อง…ค าตอบก็คือถ้าคุณมีระบบการสื่อสารที่ดีพอ คุณก็สามารถที่จะท าได้ครับ ความส าคัญของสินค้า (Product Importance) – ยิ่งคุณยืมมือคนอื่นในการขายเยอะ ความสามารถในการ ควบคุมสินค้าของคุณก็จะน้อยลง หากคุณเอาทีวีบริษัทคุณไปฝากขายที่ร้านในห้าง พนักงานขายจะมีแรงจูงใจที่จะ ขายสินค้าของคุณมากกว่าทีวีของผู้ผลิตคนอื่นหรือเปล่า การควบคุมการขายทุกอย่างเองแปลว่าระบบของคุณจะ ช้า แต่การยืมมือคนอื่นขายก็แปลว่าคุณจะสามารถควบคุมระบบได้น้อยลง สุดท้ายกับ 4P Marketing Mix มาถึงขนาดนี้ ทุกคนคงเห็นแล้วว่า 4P Marketing Mix นั้นมีอะไรลึกกว่าการแค่ดูคร่าวๆว่า สินค้า ราคา การท า โปรโมชั่น และสถานที่ คืออะไรบ้าง การวิเคราะห์ 4P ที่สมบูรณ์คือการท าข้อมูลทั้งหมดมารวมกันเพื่อดูว่าเรา สามารถขายหรือบริการกลุ่มลูกค้าหลักของเราได้ดีที่สุดแค่ไหน…และมีกรณีไหนบ้างที่เราจะใช้ สินค้า ราคา การท า โปรโมชั่น และสถานที่ เดียวกันเพื่อขายลูกค้าหลายกลุ่มพร้อมกันได้ ข้อมูลสุดท้ายที่เราควรได้จากการท า 4P ทั้งหมดก็คือการน า 4P ทั้งหมดมาชนกับกลุ่มลูกค้าของเรา เพื่อดูว่ากลยุทธ์ที่เราสร้างมาเหมาะสมจริงหรือเปล่า และมีส่วนไหนที่เราสามารถสร้างก าไรได้มากที่สุด หรือมีค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด


SWOT คืออะไร? SWOT เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกบริษัท รวมไปถึงการคาดการณ์ เหตุการณ์ในอนาคต ซึ่งถูกเรียกว่า SWOT MATRIX ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดย Albert Humphrey จาก Stanford Research Institute ในช่วงปลายปี 1960s และ ต้นปี 1970s ประกอบด้วย Strengths, Weakness, Opportunities และ Threats Strengths (จุดแข็ง) และ Weakness (จุดอ่อน) ภายในองค์กรที่สามารถควบคุมได้ เช่น บุคคลในองค์กร, ทรัพยากรในองค์กร, สถานที่ตั้ง เป็นต้น Opportunities (โอกาส) และ Threats (อุปสรรค) ภายนอกองค์กร และมีขนาดใหญ่ในตลาด ซึ่งสามารถใช้เป็น โอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน หรือป้องกันอุปสรรคต่างๆที่จะเกิดขึ้น เช่น คู่แข่ง ราคาวัตถุดิบ แนวโน้มตลาด เป็นต้น ท าไมต้องวิเคราะห์ SWOT? การวิเคราะห์ SWOT เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยจัดล าดับความส าคัญของสิ่งที่องค์กรต้องท าเพื่อให้ธุรกิจเติบโตขึ้นได้ และ ประสบความส าเร็จ และยังเป็นการวิเคราะห์เพื่อหาภาพรวม และมุมมองของธุรกิจ เพื่อวางกลยุทธ์ และทิศทาง ขององค์กรในอนาคต และยังสามารถใช้ค้นหาภัยคุกคามในตลาดได้อีกด้วย วิธีการวิเคราะห์ SWOT? การวิเคราะห์ SWOT ให้มีประสิทธิภาพ ควรร่วมมือกันวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็น ผู้น าองค์กร นักการตลาด นักการ ขาย บุคคลอื่นๆภายในองค์กร หรือแม้กระทั่งผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ เพื่อให้ผลลัพธ์สามารถน าไปใช้ได้จริง และเกิด ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในแง่มุมที่ต่างกันออกไป ตั้งแต่การวางแผน การวางต าแหน่งผลิตภัณฑ์ การวางกลยุทธ์โฆษณา จน ไปถึงการขายและการบริการลูกค้าอีกด้วย และสิ่งส าคัญที่ควรน ามาใช้ คือ “ความคิดเห็นจากลูกค้า” เพราะ มุมมองของลูกค้า คือ สิ่งส าคัญที่จะน าให้ธุรกิจประสบความส าเร็จ และการวิเคราะห์ SWOT ควรประเมินจาก สถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้น ควรประเมิน และวิเคราะห์ทุกๆ 6-12 เดือน แนวทางในการวิเคราะห์ SWOT หลายๆองค์กรมักไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นวิเคราะห์จากตรงไหน และไม่มีไอเดียในการเริ่มท าการวิเคราะห์ ดังนั้น จึงควร เริ่มต้นตั้งแต่การตั้งค าถามต่อองค์กร และอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น


Strengths 1.วิธีการใดที่ท าให้ธุรกิจประสบความส าเร็จ? 2.สินทรัพย์ใดบ้างที่มีในองค์กร หรือทีมของคุณ? เช่น ความรู้ การศึกษา ความเชี่ยวชาญ เครือข่าย ทักษะ และ ชื่อเสียง) 3.ทรัพย์สินใดบ้างที่จะสามารถช่วยให้องค์กรท างานได้อย่างรวดเร็ว มีระบบ และมีประสิทธิภาพ เช่น ลูกค้า อุปกรณ์ต่างๆ เทคโนโลยีที่คุณมี เงินสด และสิทธิบัตรต่างๆ 4.ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่มีเหนือคู่แข่งมีอะไรบ้าง? เอกลักษณ์เฉพาะตัว? Weaknesses 1.ธุรกิจของคุณจ าเป็นต้นมีการแข่งขันหรือไม่? 2.ลักษณะการท างาน กระบวนการทางธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในภายหลังและควรปรับปรุง? 3.มีช่องว่างในทีม หรือขาดบุคลากรในต าแหน่งที่ส าคัญ เช่น พนักงานบริการลูกค้า นักการตลาด พนักงานตรวจสิบ คุณภาพ เป็นต้น Opportunities 1.ตลาดที่คุณก าลังอยู่มีโอกาสเติบโตและมีแนวโน้มให้กลุ่มเป้าหมายเกิดการซื้อขายมากขึ้นหรือไม่? 2.อะไรบ้างในสังคมที่คุณสามารถน ามาใช้ประโยชน์ เพื่อให้ธุรกิจเกิดการเติบโต? 3.การเปลี่ยนแปลงภายนอกใดบ้างที่มีผลกระทบต่อบริษัทในทางบวก เช่น กฎหมาย การเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี เป็นต้น 4.กลุ่มเป้าหมาย หรือลูกค้า มีความเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดบ้าง และคุณจะเป็น Top of mind หรือไม่? Threats 1.คู่แข่งรายใหม่ที่อาจจะเข้ามาสู่ตลาดในภายหลังมีจ านวนมากน้อยแค่ไหน? 2.ซัพพลายเออร์จะสามารถหาวัตถุดิบแบบเดียวกับคุณในราคาที่เท่าๆกันได้หรือไม่? 3.การพัฒนาเทคโลยีในอนาคตจะเปลี่ยนวิธีการท าธุรกิจของคุณในอนาคตได้หรือไม่?


4.พฤติกรรมของผู้บริโภคมีแนวโน้มเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงลบต่อธุรกิจของคุณหรือไม่? 5.มีแนวโน้มของตลาดใดบ้างที่จะท าให้คุณเสียเปรียบในภายหลัง? ตัวอย่างการวิเคราะห์ SWOT : สินค้าไส้กรอกอกไก่ แบรนด์ A Strengths 1.มีประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ไก่แปรรูปมากว่า 20 ปี และมีชื่อเสียงด้านคุณภาพส่งออกญี่ปุ่น และรสชาติที่เป็น เอกลักษณ์ ท าให้มีความช านาญในการจัดหาวัตถุดิบ และมีฐานลูกค้าในการด าเนินธุรกิจ 2.A เป็นไส้กรอกอกไก่ 100% โซเดียมต่ า ซึ่งคู่แข่งลอกเลียนแบบได้ยาก 3.มีฐานลูกค้าในกลุ่ม B2B เช่น ร้านอาหาร, โรงแรม, ภัตตาคาร เป็นต้น Weaknesses 1.ไม่มีการวางกลยุทธ์ด้านการตลาดออนไลน์ จึงท าให้ขาดการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย(end user) ท าให้ยังไม่เป็น ที่รู้จักในประเทศไทย 2.ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ยังมีเพียงไส้กรอกอกไก่เพียงอย่างเดียว ท าให้ขาดความหลากหลาย และยัง ตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้ไหมครอบคลุม Opportunities 1.พฤติกรรมของผู้บริโภคเน้นความสะดวกสบาย รวดเร็ว ส่งผลให้สินค้าใหม่ของ A ตอบสนองความต้องการของ ลูกค้าได้ดี 2.กระแสรักสุขภาพ หุ่นดี เกิดขึ้นทั้งชายและหญิง ท าให้เพิ่มโอกาสในการเสนอขายได้เข้าถึงมากขึ้น 3.ช่องทางการสื่อสารและช่องทางการขายในปัจจุบันเข้าถึงง่ายและหลากหลาย เช่น ช่องทางขายสินค้าทาง ออนไลน์ ท าให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายขึ้น 4.เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2562 ขยายตัวร้อยละ 2.8 และอัตราการว่างงานน้อยลง ท าให้ผู้บริโภคมี ความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการอุปโภคบริโภคมากขึ้น เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า


5.ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความทันสมัย เชื่อมต่อได้ทั่วโลก ท าให้สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้ในวงกว้าง สร้าง การ รับรู้ และเพิ่มช่องทางการขายได้มากยื่งขึ้น Threats 1.การแข่งขันอยู่ในระดับ Red Ocean ซึ่งมีการแข่งขันรุนแรง และมีคู่แข่งจ านวนมาก 2.กลุ่มเป้าหมายมีทางเลือก เพราะมีสินค้าทดแทนหลากหลาย ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น อกไก่นุ่ม อกไก่สด ผัก โปรตีนส าเร็จรูป เป็นต้น 3.ขนาดตลาด (Market Size) ไส้กรอกมีขนาดใหญ่ และมากกว่า 50% ครอบคลุมโดยคู่แข่งขันรายใหญ่ที่มีเงิน ลงทุนสูง สามารถวางขายสินค้าได้หลากหลายช่องทาง และประชาสัมพันธ์ได้มากกว่า ประโยชน์ของการวิเคราะห์ SWOT วิเคราะห์ SWOT เป็นการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งภายนอกและภายในองค์กร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้แต่ละ อย่างจะช่วยให้เข้าใจได้ว่ามีอิทธิพลต่อผลการด าเนินงานขององค์กรอย่างไร จุดแข็งขององค์กรจะเป็น ความสามารถภายในที่ถูกใช้ประโยชน์เพื่อการบรรลุเป้าหมาย ในขณะที่จุดอ่อนขององค์กรจะเป็นคุณลักษณะ ภายในที่อาจจะท าลายผลการด าเนินงานโอกาสทางสภาพแวดล้อมจะเป็นสถานการณ์ที่ให้โอกาสเพื่อการบรรลุ เป้าหมายองค์กร ในทางกลับกันอุปสรรคทางสภาพแวดล้อมจะเป็นสถานการณ์ที่ขัดขวางการบรรลุเป้าหมาย ขององค์กร ผลจากการวิเคราะห์ SWOT นี้จะใช้เป็นแนวทางในการก าหนดวิสัยทัศน์ การก าหนดกลยุทธ์ เพื่อให้องค์กรเกิดการพัฒนาไปในทางที่เหมาะสม การประเมินสภาพแวดล้อมภายใน การวิเคราะห์และพิจารณาทรัพยากรและความสามารถภายในบริษัททุก ๆ ด้านเพื่อที่จะระบุจุดแข็งและจุดอ่อน ของธุรกิจ แหล่งที่มาเบื้องต้นของข้อมูลเพื่อการประเมินสภาพแวดล้อมภายใน คือระบบข้อมูลเพื่อการบริหารที่ ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งในด้านโครงสร้างระบบ ระเบียบ วิธีปฏิบัติงาน บรรยากาศในการท างานและทรัพยากรใน การบริหาร (คน เงิน วัสดุ การจัดการ) รวมถึงการพิจารณาผลการด าเนินงานที่ผ่านมาของบริษัทเพื่อที่จะเข้าใจ สถานการณ์และผลกลยุทธ์ก่อนหน้านี้ด้วย


การประเมินสภาพแวดล้อมภายนอก ภายใต้การประเมินสภาพแวดล้อมภายนอกของบริษัท ท าให้สามารถค้นหาโอกาสและอุปสรรค การด าเนินงาน ของบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่เกี่ยวกับการ ด าเนินงานของบริษัท เช่น อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ นโยบาย การเงิน การงบประมาณ สภาพแวดล้อมทาง สังคม เช่น ระดับการศึกษา การตั้งถิ่นฐานและการอพยพของประชาชน ลักษณะชุมชน ขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยม ความเชื่อและวัฒนธรรม สภาพแวดล้อมทางการเมือง เช่น บทบัญญัติกฎหมายต่าง ๆ มติคณะรัฐมนตรี และสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยี หมายถึงกรรมวิธีใหม่ ๆ และพัฒนาการทางด้านเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะช่วยเพิ่ม ประสิทธิภาพในการผลิตและการบริการ สรุปการวิเคราะห์ SWOT Analysis การวิเคราะห์ SWOT หรือ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและศักยภาพเป็นเครื่องมือในการประเมินสถานการณ์ ส าหรับการประกอบธุรกิจ ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารรู้ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนจากสภาพแวดล้อมภายใน มองเห็นโอกาสและ อุปสรรคจากสภาพแวดล้อมภายนอก ตลอดจนผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจทุกประเภท


Click to View FlipBook Version