The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by iberzerk_satit, 2021-09-03 04:20:49

เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ประจำปี 2563 เล่มที่ 1

396





การศึกษาผลของการตดเชื อโรคอื่นซ าซ้อนต่อเชื อไฟโตพลาสมาโรคใบขาวของออยในสภาพไร่
Effect of mixed infections in sugarcane preinfected with white leaf disease

phytoplasma in field condition


1
ศุจิรัตน์ สงวนรังศิริกุล วีรกรณ์ แสงไสย วสันต์ สิงค์ค า จีรนันท์ วนชะเอม จุฑามาศ สอนเมือง

1
1

1
1
1
แตงไท ภิญโญ รววรรณ เชื้อกิตติศักด ภาคภูมิ ถิ่นค า และปิยะรัตน์ จังพล
1
1

ิ์
1

บทคัดย่อ

ื้
การส ารวจเชื้อสาเหตุโรคในอ้อยในสภาพไร่เพื่อการทดสอบผลของการติดเชื้อโรคอื่นซ้ าซ้อนตอเชอ


ไฟโตพลาสมาโรคใบขาวของอ้อยมีการทาการส ารวจทั้งสิ้นจานวน 9 ครั้ง โดยเชื้อที่ส ารวจได้ทั้งหมด 4 ชนิด
เป็นเชื้อราบนใบ ซึ่งอาจไม่มีผลต่อเชื้อไฟโตพลาสมาซึ่งอยู่ในท่ออาหารของพืช การทดลองปลูกเชื้อราสาเหต ุ

โรคเส้นกลางใบแดงบนใบของต้นอ้อยที่มีเชื้อไฟโตพลาสมา แม้เชื้อสามารถเข้าทาลายเนื้อเยื่อได้ แต่ไม่มีการ

ี่

ี่

ขยายขนาด การเก็บตวอย่างอ้อยทมีลกษณะอาการทพบไดแก่ ก้านใบแดง,ใบขีดแดง,ใบแถบเหลองและ

กลางใบเหลือง จากการน าแบคทีเรียที่เพาะแยกเชื้อได้ มาทดสอบจ านวน 20 ไอโซเลต พบว่าเป็นแบคทีเรีย


แกรมลบ จานวน 18 ไอโซเลต และแบคทเรียแกรมบวก 2 ไอโซเลต ผลการทดลองปลกเชอทสารวจได ้
ื้


ี่
จานวน 20 ชนิดในตนอ้อยทมีเชอใบขาวซ้ า 2 ครั้ง พบว่าตนอ้อยยังไม่แสดงอาการของโรคทเดนชดรุนแรง
ี่
ื้





ี่



ทดสอบการปลูกเชื้อแบคทเรียสาเหตโรคอ้อย 5 ไอโซเลตโดยใชต้นอ้อยจานวน 72 ต้น พันธุ์ : TPJO4-768

อายุ 2 เดือน ท าการปลูกเชื้อโดยการฉีดใสล าต้นอ้อยบันทึกผลทุก 1 สัปดาห์หลังการปลูกเชื้อเป็นระยะเวลา

1 เดือนจากนั้นน าการปลูกเชอซ้ าอีกสองรอบ พบว่าเชื้อทั้ง 5 isolates สามารถเพิ่มระดับความรุนแรงไดถึง

ื้

ื้
ี่



ื้
ระดบ 2 และเริ่มแสดงอาการตงแตสปดาห์ท 1 หลงการปลกเชอ การปลกเชอในกลมตนทมีอาการใบขาว

ุ่

ั้
ี่

พบว่า isolate 4 และ 5 ซึ่งเป็นกลุ่มโคโลนีสีเหลือง มีต้นที่แสดงอาการใบขาวลดลง การปลูกเชื้อกลุ่มโคโลนี

สีเหลืองที่เพาะแยกได้จากใบที่มีอาการคลายใบลวก 5 ไอโซเลต ในต้นกล้าพันธุ์ขอนแก่น 3 ที่มีการติดโรคใบ

ขาวจานวน 60 ตน มีปริมาณเชอใบขาวก่อนปลกเชอพบปริมาณเชอตงแต <0.5- 10 copy/ul in 25 ng
ื้

ั้


ื้
ื้
plant DNA ด้วยวิธีตัดใบ พบว่าเชื้อที่ปลูกมีการเข้าท าลายมากขึ้นในสัปดาห์ที่ 4 พบว่า isolate A และ B มี
ความรุนแรงกว่าอีก 3 isolates โดยสามารถทาลายเนื้อเยื่อใบอ้อยไดถึงระดบท 7 สวน isolate C, D และ


ี่


E ทาลายไดถึงระดบ 5 ผลการตรวจเชอโรคใบขาวในตนททดสอบพบว่าในกลมควบคม มีเชออยู่ในระดบ

ุ่


ื้
ี่
ื้




ุ่


น้อยกว่า 10 copies/ul ในดเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม ท 4 สปดาห์หลงการปลก สวนกลมทดสอบทพบว่ามี

ี่

ี่
ี่
ุ่

ุ่

ปริมาณเชอใบขาวเพิ่มขี้น ไดแก่ กลม A, C และ E แตกลมททดสอบกับ isolate B และ D มีแนวโน้มของ
ื้
ื้
ื้
ื้

ั้
ี่

เชอลดลงหรือคงตว ทงนี้อาจเกิดจากผลของเชอทมีตอการเพิ่มปริมาณของเชอใบขาวหรือการเกิดเชอ
ื้
ซ้ าซ้อนของทงสองเชอทาให้พืชแสดงอาการใบขาวไดมากขึ้น ผลการทดลองนี้แสดงพบว่าเชอกลมโคโลนีส ี
ั้
ุ่

ื้
ื้

เหลืองที่ได้จากการเพาะแยกจากใบที่มีอาการคลายใบลวกอาจมีผลต่อการลดลงของเชื้อโรคใบขาวอ้อย การ

ทดลองในตัวอย่างที่มีจ านวนมากขึ้นจะท าให้ได้ผลที่ชัดเจนขึ้น

1 ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน อ าเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

397




ค าส าคัญ : อ้อย โรคใบขาวของอ้อย โรคอ้อย โรคใบลวก โรคเหี่ยว โรคใบจุด โรคราสนิม การติดโรคซ้ าซ้อน
ค าน า





ผลจากการดาเนินงานของศนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ศนย์วิจยและพัฒนาการเกษตรสพรรณบุรีและ

ี่
ื้


สถาบันวิจยพืชไร่ โดยสารวจเชอและตรวจปริมาณเชอไฟโตพลาสมาในตวอย่างทเก็บจากแปลงดวยเทคนิค

ื้

Nested-PCR พบว่าตัวอย่างที่เก็บส ารวจในสภาพไร่หลายตัวอย่าง จะพบแถบดีเอ็นเอที่มีหลายแถบร่วมดวย

ื้
ื้
ื้
กับแถบทแสดงถึงการตดเชอไฟโตพลาสมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการมีเชออื่นปะปนร่วมกับเชอไฟโตพลาสมา
ี่
ด้วย และจากการตรวจอาการของต้นมักพบอาการที่เกิดจากเชื้อสาเหตุโรคอื่นด้วย เช่น โรคใบลวก โรคเหี่ยว


ี่


ุ่

โรคใบจด โรคราสนิม เป็นตนตวอย่างเหลานี้มักพบในกลมทมีการปลกในแปลงเดมเป็นเวลานาน การตรวจ

ยืนยันผลดวย secA gene ทมีความจาเพาะตอเชอโรคใบขาวของอ้อยแสดงให้เห็นว่าตวอย่างทตดเชออื่น

ี่

ื้
ื้

ี่


ี้
ี่


บางชนิด เชน โรคใบลวก มักตรวจไม่พบแถบดเอ็นเอทบ่งชถึงการตดเชอไฟโพลาสมาโรคใบขาวของอ้อย
ื้

หรือพบในปริมาณน้อย ในขณะที่ตัวอย่างในแปลงเดียวที่ไม่พบเชื้ออื่น สามารถตรวจพบเชื้อไฟโตพลาสมาได ้
จึงอาจมีความเป็นไปได้ที่เชื้อสาเหตุโรคอื่นบางชนิดที่ อาจมีฤทธิ์ต้านการติดเชื้อไฟโตพลาสมาได ้
จากการสารวจพบว่าตวอย่างอ้อยทตดเชอโรคใบลวก (Leaf Scald) มักตรวจไม่พบเชอไฟโต

ื้

ี่
ื้


พลาสมาสาเหตโรคใบขาวดวยเทคนิคพีซีอาร์ โรคใบลวกเกิดจากเชอแบคทเรีย Xanthomonas

ื้

ี่
albilineans เชอนี้มีการสร้างสารพิษ albicidin ททาลายระบบทอน้ าทออาหารของพืช สารพิษดงกลาวนี้





ื้
ื้
อาจมีผลต่อการด ารงชีวิตของไฟโตพลาสมาด้วย นอกจากนี้จากการส ารวจในกลุ่มตัวอย่างที่ตรวจพบว่ามีเชอ
อื่นร่วมด้วยที่สังเกตจากผลการตรวจด้วยเทคนิคพีซีอาร์นั้น มักไม่พบเชื้อไฟโตพลาสมาโรคใบขาวในปริมาณ

ื้
ี่

ื้
ี่

ี่
ทสง แตกตางจากตนทตรวจไม่พบเชออื่น จะเห็นการตดเชอเดยวทมีปริมาณเชอไฟโตพลาสมาใบขาวมาก
ื้
ี่

ื้
หรือน้อยที่ชัดเจน ดังนั้นจึงอาจมีความเป็นไปได้ว่าเชอสาเหตุโรคอื่นในอ้อยบางชนิดอาจเป็นปฏิปักษ์กับเชอ
ื้

ไฟโตพลาสมาโรคใบขาวของอ้อย ซึ่งอาจเป็นแนวทางในการพัฒนายาปฏิชวนะหรือสารในการก าจดเชื้อไฟ

โตพลาสมาได ้



ื้


การตดเชอซ้ าซ้อนในพืชสามารถพบไดบ่อยครั้งในธรรมชาต อาจจะเป็นการตดเชอชนิดเดยวกัน
ื้
เชน ไวรัสและไวรัส หรือ การตดเชอข้ามชนิด เชน แบคทเรียกับไวรัส ซึ่งแตละชนิดอาจจะมีปฏิกิริยาชนิด

ื้




ส่งเสริมกัน หรือต่อต้านกันได้ จากรายงานของ Shapiro et al. (2013) พบว่า มะระป่า (Cucurbita pepo
ssp. Texana) ทตดเชอไวรัส Zucchini yellow mosaic virus (ZYMV) สามารถลดความรุนแรงและ
ี่
ื้


พัฒนาการในการแสดงอาการเหี่ยวที่เกิดจากเชอ bacterial wilt (Erwinia tracheiphila) ได้ โดยพบว่าตน
ื้
ทตดเชอไวรัส ZYMV นั้น มีการสร้าง Salicylic acid (SA) ซึ่งเป็นไฟโตฮอร์โมนทพืชสร้างขึ้นในการตอต้าน

ี่
ื้

ี่

การเกิดเชื้อ ส่วนต้นที่ติดเชื้อแบคทีเรียโรคเหี่ยวไม่พบสารชนิดนี้ ซึ่งแสดงว่าแบคทเรียกดการท างานของพืช


ื้
และยับยั้งการสร้างสารดงกลาว Thongwai and Kunopakarn (2007) ไดรายงานถึงการจาแนกเชอท ี่


สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชอสาเหตุโรคเหี่ยวในปทุมมาที่เกิดจากเชื้อ Ralstonia solanacearum
ื้


ซึ่งสามารถคดเลอกได 5 ชนิด เป็นแบคทเรียกลม bacillus และ enterobacteria โดยมีจดประสงคในการ
ุ่




น าเชื้อผสมเหล่านี้ไปใช้ในการควบคุมโรคเหี่ยวในปทุมมา

398



ื้
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาผลของการติดเชื้อสาเหตุโรคอื่นต่ออุบัติการณ์การตรวจพบเชอ

ี่



ไฟโตพลาสมาโรคใบขาวในอ้อยของตวอย่างทสารวจจากไร่เกษตรกร และผลของการตดโรคอื่นตอปริมาณ


เชื้อไฟโตพลาสมาในอ้อยที่ตดเชื้อโรคใบขาวจากการปลูกเชื้อในห้องปฏบัตการ เพื่อให้ได้ข้อมูลปฏิกิริยาของ


ื้


ื้
ี่
เชอสาเหตโรคอื่นตอเชอไฟโตพลาสมาโรคใบขาวของอ้อยทสามารถน าไปพัฒนาตอเป็นสารหรือยาในการ
ควบคุมหรือก าจัดเชื้อไฟโตพลาสมาโรคใบขาวที่ได ้

วิธีด าเนินการและอุปกรณ์

อุปกรณ์ : อุปกรณดดจายสารละลาย เครื่องปั่นเหวี่ยง หลอดแอพเพนดอร์ฟ กระถางพลาสตก ดน




ส าหรับเพาะกล้า เครื่องเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรม เครื่องอ่านผลดีเอ็นเอ เครื่องตรวจปริมาณดีเอ็นเอ
วิธีการ :
แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้
ขั นตอนที่ 1 ส ารวจและแยกและเพาะเชื้อสาเหตุโรคอื่นในอ้อยส าหรับการทดสอบ
สิ่งที่ใช้ในการทดลอง: ตัวอย่างอ้อยที่แสดงอาการโรคอื่น เช่น โรคใบลวก โรคเหี่ยว โรคใบจุด โร
คราสนิมจากการส ารวจจากแปลงปลูกของเกษตรกรในแหล่งปลูกต่างๆ

แบบและวิธีการทดลอง: ส ารวจและรวบรวมตัวอย่างอ้อยเป็นโรคจากไร่เกษตรกรและแปลงทดลอง
วิธีปฏิบัติการทดลอง

ี่




สารวจและเก็บตวอย่างอ้อยทแสดงอาการโรคอื่น เชน โรคใบลวก โรคเหี่ยว โรคใบจด โรคราสนิม

ื้

ื้



จากแปลงปลกของเกษตรกรในแหลงปลกตางๆ เพาะแยกเชอ และจาแนกชนิดของเชอในห้องปฏิบัตการ

ื้
ี้


ื้
ื้


ตามวิธีการจาแนกเชอแตละชนิดและ เพาะเลยงเชอเพื่อการศกษาในขั้นตอไป ตรวจปริมาณเชอไฟโต

พลาสมาโรคใบขาวและการตดเชออื่นดวยเทคนิค Nested-PCR และ realtime PCR ตรวจยืนยันการตด


ื้
ื้
เชอโรคใบขาวและปริมาณเชอดวย SecA gene ตามวิธีการ Sakuanrungsirikul et al. (2013) บันทกผล

ื้

การตรวจพบเชื้อไฟโตพลาสมาร่วมกับการพบเชื้ออื่นในตัวอย่างเดียวกัน

ื้
ขั นตอนที่ 2 ศกษาผลของการตดโรคอื่นตอปริมาณเชอไฟโตพลาสมาดวยการปลกเชอใน

ื้



ห้องปฏิบัติการ


ี่

ี่
สิ่งที่ใช้ในการทดลอง: ตนอ้อยอายุประมาณ 2 เดอน ทไดจากการเพาะอ้อยทมีอาการยอดขาว
หรือหน่อขาวและจากล าที่ไม่มีอาการใบขาว
แบบและวิธีการทดลอง: -
วิธีปฏิบัติการทดลอง
เตรียมตวอย่างโดยน าอ้อยลาทมีอาการยอดขาว หรือหน่อขาวและลาทมาจากกอทไม่มีอาการใบ
ี่
ี่
ี่



ขาว ตดข้อ ระบุตาแหน่งข้อ ระบุพันธุ์ทใช แชข้อในน้ าร้อน 52 องศาเซลเซียส 30 นาท น ามาเพาะใน
ี่








ี้




กระถาง บันทก ตาแหน่งข้อทปลก ดแล รักษา และเพาะเลยงจนไดตนอายุประมาณ 2 เดอน บันทกข้อมูล
ี่

ื้
ื้
อาการใบขาว ตรวจปริมาณเชอไฟโตพลาสมาโรคใบขาวและการตดเชออื่นดวยเทคนิค Nested-PCR และ



ื้
realtime PCR ตรวจยืนยันการตดเชอโรคใบขาวและปริมาณเชอดวย SecA gene ตามวิธีการ

ื้

399





ื้
ื้


ี่

Sakuanrungsirikul et al. (2013) ในตนทคดเลอกก่อนการปลกเชอ น าไปปลกเชอสาเหตโรคอื่น เชนโรค





ใบลวก โรคเหี่ยว โรคใบจด โรคราสนิม ในห้องปฏิบัตการตามวิธีการมาตรฐาน จานวน 50 ซ้ า/เชอ 1 ชนิด
ื้
บันทึกพัฒนาการของอาการของเชื้อชนิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนใบ ตรวจปริมาณเชื้อไฟโตพลาสมา เมื่อเริ่มตรวจ
ื้
พบการแสดงอาการจากการปลกเชอตางๆ และเก็บตวอย่างเพื่อตรวจเชอเพิ่มอีกทก 14 วัน หลงการแสดง





ื้
อาการ จนถึง 3 เดือนหลังการปลูกเชื้อ บันทึก วิเคราะห์ และสรุปผล
เวลาและสถานที่
เริ่มต้น : ตุลาคม 2558 สิ้นสุด กันยายน 2563
สถานที่ท าการทดลอง : ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น

ผลการทดลองและวิจารณ์
การส ารวจเชื อสาเหตุโรคอื่นในอ้อย : การส ารวจเชื้อสาเหตุโรคในอ้อยในสภาพไร่เพื่อการทดสอบ

ผลของการติดเชื้อโรคอื่นซ้ าซ้อนต่อเชื้อไฟโตพลาสมาโรคใบขาวของอ้อยมีการทาการส ารวจทั้งสิ้นจานวน 9

ครั้ง ในระยะแรกช่วงเดือนตุลาคม จ านวน 3 ครั้ง เชื้อที่ส ารวจได้ทั้งหมด 4 ชนิด เป็นเชื้อราบนใบ ซึ่งอาจไม่



ื้

ื้
มีผลตอเชอไฟโตพลาสมาซึ่งอยู่ในทออาหารของพืช การสารวจเชอเพิ่มอีก 3 ครั้งในชวงหลงฤดฝน เก็บ


ตัวอย่างใบอ้อยที่สงสัยอาการของโรคพืช จากแปลงทดลองศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น, พื้นที่ปลูกอ้อยในจังหวัด



ั้
หนองคาย, อุดรธานี, ชยภูมิ, มหาสารคาม,ร้อยเอ็ด, กาฬสนธุ์ และขอนแก่นไดทงหมด 120 ตวอย่าง โดย




ลกษณะอาการทพบไดแก่ ก้านใบแดง,ใบขีดแดง,ใบแถบเหลองและกลางใบเหลอง จากการน าแบคทเรียท ี่


ี่
ื้

เพาะแยกเชอได มาทดสอบจานวน 20 ไอโซเลต พบว่าเป็นแบคทเรียแกรมลบ จานวน 18 ไอโซเลต เป็น




กลม Psuedomonas จานวน 11 ไอโซเลต กลม Xanthomonas/Pantoea จานวน 7 ไอโซเลต และ
ุ่
ุ่

แบคทีเรียแกรมบวก 2 ไอโซเลต
การทดสอบการปลูกเชื อในตนอ้อยที่ตดเชื อไฟโตพลาสมา : การทดลองเพาะเชอเสนกลาง

ื้


ี่

ื้
ใบแดงบนใบอ้อยทของตนอ้อยทไดจากการเพาะเลยงเนื้อเยื่อ และตรวจพบว่ามีปริมาณเชอไฟโตพลาสมา
ี้

ี่

ระดับสูง เริ่มแสดงอาการส้นกลางใบแดงหลังการปลูกเชื้อประมาณ 2 สัปดาห์ แตจากสภาพอากาศร้อนและ
แลงจด ทาให้โรคไม่มีการขยายขนาดบนใบ แม้จะทาการฉีดพ่นน้ าอย่างสม่ าเสมอ การทดลองปลกเชอท ี่
ื้






ี่





ื้

สารวจไดจานวน 20 ไอโซเลต ในตนอ้อยทมีเชอใบขาวในชวงระหว่างเดอน ม.ค. 2560 พบว่าตนอ้อยไม่
ื้
แสดงอาการของโรคทเด่นชดรุนแรงหลังการปลกเชอ 7 วัน (ภาพที่ 1) แตการปลูกเชอซ้ าพบว่าต้นแห้งตาย


ี่
ื้

ทั้งหมดเนื่องจากสภาพอากาศแล้ง

400



อาการบนใบ ลักษณะโคโลนี แกรม กลุ่มเชื อ อาการหลังปลูกเชื อ 7 วัน
บนอาหารเลี ยงเชื อ
ลบ กลุ่มจีนัส
Psuedomonas







ลบ กลุ่มจีนัส
Psuedomonas









ลบ กลุ่มจีนัส
Xanthomanas/
Pantoea






บวก กลุ่มจีนัส
Bacillus









ภาพที่ 1 ชนิดของเชื้อและโรคอ้อยและผลการปลูกเชื้อในต้นอ้อยที่ติดเชื้อโรคใบขาว





ื้




การทดสอบการปลกเชอแบคทเรียสาเหตุโรคอ้อย 5 ไอโซเลตโดยใชตนอ้อยจานวน 72 ตน พันธุ์
ื้

ั้

ื้


TPJO4-768 ทาการเตรียมเซลลแขวนลอยเชอแบคทเรียทง 5 isolates โดยแยกเชอสาเหตโรคพืชจากการ
น าตัวอย่างใบอ้อยที่มีอาการเป็นโรค (ภาพที่ 2) บนอาหารเลี้ยงเชื้อ Nutrient Agar (NA) บ่มนาน 48 ชั่วโมง
ที่อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส แล้วน าเซลล์แบคทีเรียมาเตรียมสารแขวนลอยในน้ ากลั่นฆ่าเชื้อ ที่ค่า Optical
density เทากับ 0.1 วัดทความยาวคลน 590 นาโนเมตร (OD ) มีเชอเทากับ 10 CFU/ml น าตนอ้อยท ี่
ื่
8

ื้

ี่

590
ทาการปลกมาแลว 2 เดอน ทาการปลกเชอโดยการฉีดใสลาตนอ้อยปริมาณตนละ 2 ml บันทกผลทก 1








ื้




สัปดาห์หลังการปลูกเชื้อเป็นระยะเวลา 1 เดือนจากนั้นน าการปลูกเชื้อซ้ าอีกสองรอบ และตรวจเชื้อหลังจาก
ปลูกเชื้อ 1 เดือน นับจ านวนต้นที่เป็นโรค และวัดอัตราการเกิดโรคบนใบอ้อย ตามวิธี Mcmaugh (2008)

401



ไอโซเลต ลักษณะโคโลน ี ชนิดเชื อ อาการทางใบหลังปลูกเชื อ
1.UT1 เชื อแบคทีเรีย

unknown









2.UT3 เ ชื อ แ บ ค ที เ รี ย
Xanthomonas
sp./Pantoea







3.KKFC1 เชื อแบคทีเรีย
unknown











4.XAN1 เ ชื อ แ บ ค ที เ รี ย
Xanthomonas
sp./Pantoea






5.XAN2 เ ชื อ แ บ ค ที เ รี ย
Xanthomonas
sp./Pantoea








ภาพที่ 2 เชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคอื่นในอ้อย 5 ไอโซเลต และอาการทางใบหลังการปลูกเชื้อของต้นอ้อยทตด

ี่
โรคใบขาวที่ใช้ทดสอบ



โดยใชการประเมินระดับความรุนแรงของโรคด้วยตาเปล่า ดังนี้
ระดับ 0 ไม่ปรากฏอาการของโรค
ระดับ 1 ปรากฏอาการของโรค จ านวน 1-25 % ของพื้นที่ใบพืช

402



ระดับ 2 ปรากฏอาการของโรค จ านวน 26-50 % ของพื้นที่ใบพืช

ระดับ 3 ปรากฏอาการของโรค จ านวน มากกว่า 50% ของพื้นที่ใบพืช
ื้
ั้
ื้


ผลการประเมินระดบความรุนแรงของโรคจากการปลกเชอพบว่าเชอทง 5 isolates สามารถเพิ่ม


ระดบความรุนแรงไดถึงระดบ 2 และเริ่มแสดงอาการตงแตสปดาห์ท 1 หลงการปลกเชอ การปลกเชอใน
ี่


ั้

ื้



ื้
กลุ่มต้นที่มีอาการใบขาว พบว่า isolate 4 และ 5 ซึ่งเป็นแบคทีเรียในกลุ่ม Xanthomonas sp./Pantoea


ี่
ุ่


sp.หรือเป็นกลมแบคทเรียทมีโคโลนีสเหลอง มีตนทแสดงอาการใบขาวลดลง สวนการทดลองในกลมที่ไม่
ี่
ุ่



ี่


ี่
ื้
แสดงอาการใบขาว หลงการปลกเชอสปดาห์ท 7 ไม่มีตนแสดงอาการใบขาว (ตารางท 1) แสดงให้เห็นว่า
เชื้อกลุ่มนี้อาจส่งผลในทางลบต่อโรคใบขาว

ตารางที่ 1 การประเมินความรุนแรงของโรคในตนอ้อยทไดรับการปลกเชอในตนกลาอ้อยทีมีอาการใบขาว
ื้


ี่



(white leaf) และต้นที่ไม่มีอาการใบขาว (Green leaf) จ านวน 6 ซ้ า และจ านวนต้นที่การแสดง
ี่
ื้

อาการใบขาวใน ดาเนินการปลกเชอครั้งท 1 เมื่อ 3 ต.ค. 2560 ตรวจตดตามการแสดงอาการ


ของต้นในสัปดาห์ที่ 1 (10 ต.ค. 2560), 2 (17 ต.ค. 2560) , 3 และ 4 (24 ต.ค. 2560) ปลูกเชอ
ื้
ครั้งที่ 2 (27 พ.ย. 2560) * แสดงอาการโรคอื่นร่วมด้วย white : ต้นแสดงอาการใบขาว
isolate 1Wk1 1Wk2 1Wk3 1Wk4 2wk4 2wk5 2wk6 2wk7 Plant symptom
White leaf group At 1wk1 / 2wk7
control 0 0 0 0 0 0 0 0 6White* / 6 white
1.UT1 0 0 0 0-2 0-2 0-2 0-2 0 5 white* /6 white
2.UT3 0 1 1 1-2 1-2 1-2 1-2 1-2 0 white* /3 white
3.KKFC1 0 0 0 0-2 0-2 0-2 0-2 0 0 white*/4 white
4.XAN1 0-1 0-1 0-1 0-2 0-2 0-2 0-2 0-1 4 white* /2 white
5.XAN2 0 0 0 0 0 0 0 1 1 white* /0 white
Green leaf group
control 0 0 0 0 0 0 0 0 0 white /0 white
1.UT1 0 0 1 1-2 1-2 1-2 1-2 1-2 0 white /0 white
2.UT3 0 0 0-1 0-1 0-1 0-1 0-1 0 1 white*/0 white
3.KKFC1 0 0 0 0 0 0 0 0-2 0 white*/0 white
4.XAN1 0 0 0 0 0 0 0 2 0 white*/0 white
5.XAN2 0-1 0-1 0-1 0-2 0-2 0-2 0-2 0-1 0 white /0 white

ี่
ื้
ื้
ื้


การตรวจปริมาณเชอโรคใบขาวก่อนการปลกเชอ และในสปดาห์ท 7 หลงการปลกเชอ ผลการ




ื้
ื้

ื้
วิเคราะห์ปริมาณเชอใบขาวในตวอย่างอ้อยก่อนการปลกเชอพบว่ามีเชอใบขาวเริ่มตนระหว่าง 0.5 –

ี่

100.000 copy/ul ในดเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม (ภาพท 3) โดยทปริมาณเชอตากว่า 1000 copy/ul ในด ี
ี่
ื้
เอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม อ้อยยังไม่แสดงอาการใบขาว

403



















ภาพที่ 3 ระดบปริมาณเชื้อไฟโตพลาสมาโรคใบขาวอ้อย
ประเมินด้วยวิธี nested-PCR ใช้ยีนเป้าหมาย 16S-23S ITS ใน


ใบของอ้อยก่อนทดสอบการปลูกเชื้อแบทีเรียสาเหตโรคอื่นใน
อ้อย
สีฟ้า : <0.5 copy/ul ในดีเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม

สีเขียว : 0.5-1 copy/ul ในดีเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม
สีเหลือง : 1-10 copy/ul ในดีเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม
สีส้ม : 10-1000 copy/ul ในดีเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม

สีแดง* : > 1000 copy/ul ในดีเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม
*แสดงอาการใบขาว

ื้
ี่


ื้

ื้


การสารวจตวอย่างเชอใบลวกจากอ้อยทตดเชอในเขตจงหวัดนครสวรรค สามารถเพาะแยกเชอ

ื้

ุ่


Xanthomonas/Pantoea sp หรือกลมโคโลนีสเหลองได 5 isolates (ภาพท 4) การทดสอบปลกเชอใน
ี่
ตนอ้อยอายุ 2 เดอน จานวน 30 ตน พบว่าทกตนแสดงอาการของโรค และพบว่า isolate B และ C ให้






ค่อนข้างผลรุนแรงกว่าอีก 3 isolates

isolate Colony form isolate Colony form
A B
ภาพที่ 4 Xanthomonas/Pantoea
C D isolates ที่ใช้ในการปลูกเชื้อในตัวอย่างอ้อย
ชุดที่ 2-2561 และต้นอ้อยอายุ 2 เดือนที่ใช้
ในการทดสอบการปลูกเชื้อ

E

404





การปลูกเชื้อแบคทีเรียจานวน 5 ไอโซเลตที่เพาะแยกได้ใหม่จากอ้อยที่มีอาการของโรคคลายใบลวก


ได้กลุ่มโคโลนีสเหลืองจ านวน 5 isolates น ามาทดสอบบนต้นอ้อยที่มีเชื้อโรคใบขาวด้วยวิธีการตดใบ ใช้ต้น
อ้อยพันธุ์ KK3 อายุ 2 เดือน จ านวน 60 ต้น (ภาพที่ 5) เก็บตัวอย่างใบไปตรวจวิเคราะห์โรคใบขาวก่อนการ
ื้

ื้
ื้


เพาะเชอ โดยวิธี PCR และปลกเชอ พบว่ามีผลการตรวจปริมาณเชอตงแต <0.5- 10 copy/ul ในดเอ็นเอ
ั้
พืช 25 นาโนกรัม (ภาคผนวก ตารางที่ 1) โดยท าการปลูกเชื้อ (inoculation) ดังนี้
ท าการปลูกเชื้อโดยการตดใบอ้อยทั้งหมด 60 ต้น โดยให้รหัส

W1 – W10 : CONTROL
A1 – A10 : ปลูกเชื้อ ISOLATE A
B1 – B10 : ปลูกเชื้อ ISOLATE B

A1 – A10 : ปลูกเชื้อ ISOLATE C
A1 – A10 : ปลูกเชื้อ ISOLATE D

A1 – A10 : ปลูกเชื้อ ISOLATE E
การบันทึกผลการทดสอบทุก 1 สัปดาห์หลังการปลูกเชื้อ เป็นเวลา 2 เดือน

โดยการประเมินโรค 5 ระดับ ตามวิธีของ Andres Felipe Gutierrez Viveros

1 = ไม่ปรากฏอาการ
3 = ปรากฏอาการ 1-2 ขีดเหลือง

5 = ปรากฏอาการ 2 ขีดเหลือง

7 = ปรากฏอาการเนื้อเยื่อตาย
9 = ต้นตาย
























ภาพที่ 5 เชื้อแบคทเรียกลุ่มโคโลนีสเหลอง 5 ไอโซเลต ใน Nutrient Agar (NA) และต้นอ้อยตัดใบหลงการ


ปลูกเชื้อ

ผลการทดลองพบว่า isolate A และ B มีความรุนแรงกว่าอีก 3 isolates โดยพบว่าสามารถท าลาย
เนื้อเยื่อใบอ้อยได้ถึงระดับที่ 7 ส่วน isolate C, D และ E ท าลายได้ถึงระดับ 5 เท่านั้น เมื่อท าการตรวจสอบ

ุ่
หลังการปลูกเชื้อ 4 สัปดาห์ (ภาคผนวก ภาพที่ 1) ผลการตรวจเชอโรคใบขาวในต้นททดสอบพบว่าในกลม
ื้
ี่

405





ื้



ควบคุม ไม่มีการปลูกเชอ มีเชื้อมีเชื้อเพิ่มขึ้นจากระดบสเขยวเป็นสเหลือง ส่วนใหญ่อยู่ในระดบน้อยกว่า 1-
10 copies/ul ในดีเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม ที่ 4 สัปดาห์หลังการปลูก ส่วนในกลุ่มที่ทดสอบพบว่ามีปริมาณ
ุ่

ื้

ี่


เชอใบขาวเพิ่มขี้นเมื่อเทยบจากการเปลยนระดบส ไดแก่ กลม A, C และ E แตพบว่ากลมททดสอบกับ
ี่

ุ่


ื้
ื้
isolate B และ D มีแนวโน้มของเชอลดลงหรือคงตว พิจารณาจากรหัสสปริมาณเชอ (ภาคผนวก ตารางที่
ื้
ื้
ี่
ื้
1) ซึ่งอาจเกิดจากผลของเชอทปลูกมีต่อการเพิ่มปริมาณของเชอใบขาว หรือการเกิดเชอซ้ าซ้อนของทั้งสอง
เชื้อท าให้พืชแสดงอาการใบขาวได้มากขึ้นเนื่องจากพืชอ่อนแอลง ทงนี้กลุ่มควบคุมที่ใช้เกือบทุกต้นมีปริมาณ
ั้
ี่


ื้
ื้

เชอใบขาวตาไม่มีการเพิ่มปริมาณเชอในระยะเวลา 4 สปดาห์ การทดสอบซ้ าโดยให้มีจานวนตนทมากขึ้น


ท าการปลูกเชื้อแบคทีเรียกลุ่มที่มีโคโลนีสเหลือง 6 ไอโซเลต ที่ได้จากการแยกเชื้อใหม่ ทดสอบบนต้นอ้อยท ี่

ื้
มีเชอโรคใบขาวซ้ า อายุ 2 เดอน จานวน 70 ตน พบว่ามี 3 ไอโซเลตมีความรุนแรงของเชออยู่ในระดบ 5

ื้


ทั้งนี้ยังไม่ได้ท าการวิเคราะห์ผลปริมาณเชื้อใบขาว (ภาพที่ 6)

ุ่



ื้

ภาพที่ 6 ความรุนแรงของเชอกลมโคโลนีสเหลองไอโซเลท F (ซ้าย)ในการทาลายใบอ้อยอายุ 2 เดอนท ี่

ทดสอบการปลกเชอด้วนวิธีตดใบ ประเมินเมื่อ 4 สปดาห์หลงการปลูกเชอ เปรียบเทยบกับกลุ่ม

ื้

ื้


ควบคุม (ขวา)

สรุปผลการทดลองและข้อเสนอแนะ :


ื้
การสารวจเชอสาเหตโรคในอ้อยในสภาพไร่พบว่าสวนใหญ่ไม่มีผลตอการเกิดโรคใบขาว แตเชอใน


ื้

ุ่
ุ่

ี่





กลมททาให้เกิดอาการคลายใบลวก ซึ่งจากการเพาะแยกจะไดกลมแบคทเรียโคโลนีสเหลอง เมื่อทาการ

ทดสอบพบการเข้าทาลายใบไดเร็วและรุนแรงในบางไอโซเลท จากการทดสอบในระยะเวลา 4 สปดาห์ของ





การเข้าทาลาย สามารถตรวจพบผลในทางลบตอการเพิ่มปริมาณเชอไฟโตพลาสมา แตทงนี้การทดสอบใน
ั้
ื้



ี่

จ านวนต้นที่มากขึ้นจะทาให้ไดข้อมูลทชัดเจนมากขึ้น กลุ่มเชื้อแบคทเรียโคโลนีสเหลืองในการทดลองนี้ จาก

ื้


การตรวจดวยการวิเคราะห์ลาดบนิวคลโอไทด พบว่าเป็นกลม Pantoea sp ไม่สามารถเพาะแยกเชอ


ุ่

ุ่
Xanthomonas sp. ตองใชอาหาร selective การเพาะดวยอาหาร PDA และ NA ทาให้เชอในกลม

ื้



Panthoea spp. ที่เจริญเติบโตได้เร็วกว่าเกิดขึ้นแทนที่ ท าให้การทดลองไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ที่ต้องการ
ทดสอบเชื้อ Xanthomonas แม้ได้จากใบที่แสดงอาการคล้ายใบลวก อย่างไรก็ตามในการทดลองนี้ตัวอย่าง

406






ที่ใช้ในการปลกเชื้อมีจ านวนจากัดเนื่องจากต้องใชท่อนพันธุ์ที่มีโรคใบขาว ดังนั้นการทดสอบโดยเทคนิคการ
ื้

ใช้การปลูกเชอในห้องปฏิบติการที่รวดเร็ว การใช้เทคนิค detach leaf, leaf disc รวมถึงการใชเทคนิคการ

เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะท าให้ได้ผลที่แม่นย ามากยิ่งขึ้น
การน าผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์

อยู่ระหว่างการจดเตรียมข้อมูลเพื่อการเผยแพร่ ตอยอดวิธีการและผลการทดลองในโครงการปี

2565-2567 ของสถาบันวิจัยพืชไร่ฯ

ค าขอบคุณ

ขอขอบคุณผู้ช่วยวิจัยที่ช่วยปฏิบัติการทดลอง ทดสอบอ้อยตามแผนงานทดลอง ขอขอบคุณคุณปิยะ



ิ์


ื้


รัตน์ จงพล คณรวีวรรณ เชอกิตตศกด คณภาคภูมิ ถิ่นคา ทเอื้อเฟื้อตนอ้อยเพื่อการทดสอบ ขอขอบคณ

ี่


อ.ทักษิณา ศันสยะวิชัย ผชช.วีระพล พลรักดี ที่ให้ค าปรึกษาด้านพันธุ์ และให้ตวอย่างในการทดสอบ

เอกสารอ้างอิง
McMaugh, T. 2008. Guidelines for Plant Pest Surveillance in Asia and the Pacific. ACIAR
Monograph. No. 119 c
Sakuanrungsirikul, S., Wongwarat, T., Sankot, S., Kawabe, K., Kobori, Y. and Ando, S. 2013.
Sugarcane white leaf and sugarcane grassy shoot diseases in Thailand and their detection
methods. Proceedings of International Society Sugar Cane Technology., 28: 1-11.
Shapiro, L.R., L. Salvaudon, K. E. Mauck, H. Pulido, C.M. De Moraes, A. G. Stephenson, M. C.

Mescher. 0 1 3 . Disease interactions in a shared host plant: effects of pre-existing viral
2
infection on cucurbit plant defense responses and resistance to bacterial wilt disease.
PLoS ONE 8(10): e77393. doi:10.1371/journal.pone. 0077393

Thongwai N. and J. Kunopakarn. 2007. Growth inhibition of Ralstonia solanacearum PT1J by
antagonistic bacteria isolated from soils in the northern part of Thailand. Chiang Mai J.
Sci. 2007; 34(3) : 345-354

407



ภาคผนวก


A B























C D





















E




















ี่
ภาพที่ 1 การท าลายของเชื้อแบคทีเรียกลุ่มโคโลนีสีเหลืองทใบอ้อยในต้นที่ทดสอบการปลูกเชื้อ isolate A,
B, C, D และ E Control ใช้น้ ากลั่น

408




ื้
ตารางที่ 1 ปริมาณเชอโรคใบขาวตรวจดวย nested-PCR ทใช้ยีนเป้าหมาย 16S rDNA และ secA ในใบอ้อย
ี่
ก่อนและหลังการปลูกเชอแบคทีเรียกล มโคโลนีสเหลือง 5 ไอโซเลต

ื้
ุ่
PCR Product ปริมาณเชื อ copy/ul in 25 ng plant ระดับความรุนแรงของ
DNA โรคที่สัปดาห์ 4**
Isolate/ต้น
isolate Nested-PCR SecA
ที่ ก่อนการปลูก หลังการปลูกเชื อ 4
700 210 275 เชื อ* สัปดาห์ 1 3 5 7 9
bp bp bp
A A1 +/- +/- <10 <0.5

A2 - +/- +/- 10 <0.5
A3 - +/- +/- >0.5 <0.5
A4 - 1+ +/- >0.5 >0.5
A5 1+ 4+ 3+ <10 10
A6 - 4+ +/- >0.5 <10
A7 - 4+ +/- >0.5 <10
A8 - 2+ +/- <10 >0.5
A9 0.5+ 4+ 1+ >0.5 10
A10 - +/- +/- >0.5 <0.5

B B1 - +/- +/- <10 <0.5
B2 - +/- 2+ >0.5 >0.5

B3 - 2+ 4+ <10 <10
B4 - 4+ 4+ 10 <10
B5 - 4+ <0.5+ >0.5 <10
B6 - 4+ <0.5+ >0.5 <10
B7 - 4+ +/- >0.5 <10
B8 - 4+ +/- >0.5 <10
B9 - 0.5+ +/- >0.5 >0.5
B10 - +/- +/- >0.5 <0.5
C C1 - +/- +/- >0.5 <0.5

C2 - 2+ 4+ 10 >0.5
C3 - +/- 2+ <10 >0.5
C4 - +/- 1+ >0.5 >0.5
C5 0.5+ 4+ 4+ >0.5 10
C6 2+ 4+ 4+ <10 100
C7 - 4+ +/- >0.5 <10
C8 - +/- +/- 10 <0.5
C9 2+ 3+ 2+ 10 100
C10 2+ 3+ 2+ <10 100

D1 - +/- 0.5+ >0.5 <0.5
D
D2 - +/- 1+ >0.5 <0.5

D3 - +/- 1+ <0.5 <0.5
D4 - 4+ 4+ >0.5 <10
D5 - +/- ? >0.5 <0.5

409



PCR Product ปริมาณเชื อ copy/ul in 25 ng plant ระดับความรุนแรงของ
DNA โรคที่สัปดาห์ 4**
Isolate/ต้น
isolate Nested-PCR SecA
ที่ ก่อนการปลูก หลังการปลูกเชื อ 4
700 210 275 เชื อ* สัปดาห์ 1 3 5 7 9
bp bp bp
D6 - 4+ <0.5+ >0.5 <10
D7 - 4+ <0.5+ >0.5 <10
D8 - 1+ <0.5+ 10 >0.5
D9 - 4+ <0.5+ >0.5 <10

D10 - 4+ +/- >0.5 <10
E E1 - 2+ 1+? 10 >0.5

E2 - +/- 0.5+ >0.5 >0.5
E3 - 2+ 4+ >0.5 >0.5
E4 - 4+ 2+ 100 <10
E5 2+ 4+ 4+ <10 100
E6 - 1+? ? <10 >0.5
E7 1+ 4+ 4+ <10 10
E8 - +/- +/- >0.5 <0.5
E9 - 4+ +/- >0.5 <10
E10 2+ 2+ 2+ >0.5 100

W1 ? 2+ 4+ 10 100?
W2 - +/- +/- >0.5 <0.5
W3 - +/- +/- >0.5 <0.5
W4 - 4+ 1+ >0.5 <10

control W5 - 4+ 2+ >0.5 <10
W6 - 3+ +/- >0.5 1
W7 - 4+ +/- >0.5 <10
W8 - 4+ +/- >0.5 <10
W9 - 4+ 0.5+ >0.5 <10
W10 - <0.5+ +/- >0.5 <0.5
positive ใบขาว ++++ + +

410




การพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลใหม่และวิธการตรวจเชื อโรคใบขาวด้วยเทคนิค M13-tagged
two steps- PCR ที่แม่นย าและมีความไวสูง

A new molecular marker and efficient M13-tagged two steps- PCR detection

technique for sugarcane white leaf disease


ศุจิรัตน์ สงวนรังศิริกุล วีรกรณ์ แสงไสย เบญจวรรณ รัตวัต จุฑามาศ สอนเมือง
1
1
1

1
1
และรวีวรรณ เชื้อกิตติศักด
ิ์

รายงานความก้าวหน้า

ในงานวิจยนี้ ไดทาการพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลใหม่ สาหรับใชในการตรวจโรคใบขาวอ้อยดวย





เทคนิค M13-tagged two-steps-PCR และเครื่องหมายโมเลกุลในการตรวจยีน Immunodominant
ั้
protein (IMP) รวมทงมีการทดลองพัฒนาเทคนิคอื่นเพิ่มเตมทง่ายและรวดเร็ว ไดแก่ Loop-Mediated
ี่


isothermal amplification (LAMP) และ multiplex PCR เพื่อการทดสอบเบื้องตน ในการพัฒนาวิธีการ



ตรวจเชอโรคใบขาวดวยเทคนิค M13-tagged two steps- PCR ไดพัฒนาไพร์เมอร์ชนิดใหม่ในตาแหน่ง

ื้
16S rRNA และ 23S rRNA ของเชื้อไฟโตพลาสมาในอ้อย ทดสอบสภาวะในการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอด้วยการ

ี่

ปรับความเข้มข้นของไพร์เมอร์ และจ านวนรอบในการเพิ่มปริมาณดเอ็นเอ สามารถพัฒนาวิธีการทตรวจจบ

ู่
แถบดีเอ็นเอเป้าหมายได้ชัดเจนจานวน 2 แถบ ขนาดประมาณ 600 และ 300 คเบส ผลการเปรียบเทียบกับ
วิธี nested-PCR พบว่ามีความจาเพาะตอดเอ็นเอเป้าหมายไดมากกว่า การตรวจพิสจน์แถบดเอ็นเอทได ้

ี่





พบว่า ตรงกับต าแหน่งของยีนเป้าหมายของเชื้อไฟโตพลาสมา การทดสอบในตัวอย่างที่ติดเชื้อหลายชนิด ยัง
พบแถบดีเอ็นเอเพิ่มขึ้น 1 ต าแหน่ง อยู่ระหว่างการวิเคราะห์และแก้ไขวิธีการ การพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุล
ใหม่ด้วยยีน Imp ท าการทดสอบไพร์เมอร์จ านวน 3 คู่ไพร์เมอร์ และคัดเลือกได้ 1 คู่ (Imp1) ผลผลิตมีขนาด
1250 คู่เบส น ามาตรวจล าดับเบส และออกแบบไพร์เมอร์ใหม่ จ านวน 1 คู่ ผลผลิตขนาด 800 คู่เบส (Imp2)
ั้
น ามาตรวจในอ้อยทตดเชอไฟโตพลาสมาทง 3 ชนิด พบว่าสามารถตรวจพบดเอ็นเอชดเจน และมี
ี่

ื้


ความจ าเพาะต่อเชื้อไฟโตพลาสมาในอ้อย น าผลวิเคราะห์ล าดับนิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอขนาดประมาณ 800


เบสที่ได้มา เปรียบเทียบกับลาดับนิวคลโอไทดที่มีอยู่ในฐานข้อมูลสากล พบว่ามีความเหมือนกับโปรตีนของ


ี่

เชอไฟโตพลาสมาในอ้อย 80 เปอร์เซ็นต ทาการออกแบบไพรเมอร์ (Imp 3) ทมีความจาเพาะเพื่อใชในการ
ื้




ู่
ตรวจหาเชอไฟโตพลาสมาทง 3 ชนิด จากขนาด 800 คเบส ให้ไดดเอ็นเอขนาด 310 คเบส น าไปทาการ

ั้
ื้
ู่
ทดสอบตรวจเชอไฟโตพลาสมาทง 3 ชนิด พบว่าสามารถตรวจจบดเอ็นเอของเชอไฟโตพลาสมาในอ้อยได ้

ื้

ั้
ื้

ผลการตรวจล าดับนิวคลิโอไทด์ของดเอ็นเอ 310 คู่เบสนี้ พบว่าเป็นโปรตีนของไฟโตพลาสมาในอ้อย ที่ความ





เหมือนระดบ 80 เปอร์เซ็นต การจาแนกความแตกตางของ Imp ของเชอทง 3 ชนิดพบว่ามีความแตกตาง
ั้
ื้
ี่
กัน โดยพบว่า SCWL และ SCGS มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากทสด มีค่าความต่างกันที่ 1.64 และตัวอย่าง


จาก SCGGS และ SCWL มี ความสมพันธ์ทแตกตางกันมากทสด ซึ่งมีคาความตางกันท 4.82 การ

ี่


ี่
ี่


1 ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน

411



ด าเนินงานต่อยอดได้มีการพัฒนาชุดไพร์เมอร์ชนิด multiplex – PCR จากยีน 16S rDNA สามารถแยกชนิด



ี่
ั้
ของ phytoplasma genes ในใบขาวของอ้อยทง 3 ชนิดไดอย่างชดเจน มีขนาดผลผลตอยู่ท 322, 262

ื้

และ 136 bp การพัฒนาวิธีตรวจหาเชอไฟโตพลาสมาโรคใบขาวอ้อยดวยไพรเมอร์ Multiplex โดยใช ้

ี่


ื้
เทคนิค HRM สามารถแยกเชอไฟโตพลาสมาดวยชดไพรเมอร์ Multiplex ทประกอบดวย (SCWL, SCGS,
SCGS) ได้ด้วย Tm ต่างกัน เชื้อใบขาว SCWL Tm 77.48 ºC เชื้อใบขาวปนเขียว SCGS Tm 75.53 ºC ละ

เชอใบเขียว SCGS Tm 79.13 ºC และการทดลองเบื้องตนดวยการพัฒนาวิธี (LAMP) ทาการออกแบบไพร์
ื้


ี่
เมอร์ ส าหรับวิธี LAMP จากส่วนของยีน groEL ของ phytoplasma ศกษาสภาวะทเหมาะสมของปฏิกิริยา


LAMP พบว่าสามารถตรวจเช้อไฟโตพลาสมาในตัวอย่างได้อย่างชัดเจน ใช้เวลาในการตรวจ 60 นาที มี
ผลตรวจเป็นแบบ realtime การทดสอบความไว (Sensitivity) ของ LAMP เทียบกับวิธี nested-PCR พบว่า

ระดบความเข้มข้นของปริมาณดเอ็นเอของเชอไฟโตพลาสมาทสามารถตรวจดวยเทคนิค LAMP ตรวจจบด ี
ื้
ี่





2
-1


ี่

ี่
เอ็นเอไดตาสด 1.27X10 copy/µl สวน nested-PCR ทผลผลตขนาด 700 bp ตรวจไดท 2.66X10

copies/µl การตรวจความจ าเพาะของวิธีการต่อเชื้อไฟโตพลาสมาในอ้อยทดสอบโดยใชดีเอ็นเอจากพืชอื่นท ี่

ี่




ื้

ตดเชอไฟโตพลาสมาชนิดอื่น ไดแก่ มันสาปะหลงตดเชอโรคพุ่มแจ และหญ้าทแสดงอาการใบพบว่าไม่
ื้




ื้
ื้

สามารถตรวจเชอดงกลาวไดดวยวิธี LAMP ในการตรวจความครอบคลมในการตรวจเชอไฟโตพลาสมาของ

อ้อย ทดสอบโดยใช้ดีเอ็นเอที่ไดจากอ้อยทติดเชื้อ SCWL, SCGS และ SCGGS ที่ท าการตรวจพิสูจน์ชนิดของ
ี่

ื้


ื้




เชอแลวดวยการตรวจลาดบนิวคลโอไทด พบว่าชดไพร์เมอร์นี้สามารถตรวจจบเชอทงสามชนิดนี้ได โดย


ั้

ั้



ี่

วิธีการทง 2 วิธีการใหม่นี้มีศกยภาพทจะน ามาพัฒนาตอสาหรับการใชในการตรวจคดกรองโรคใบขาวใน


ระดบแปลงทดลองหรือสภาพไร่ ในขณะทเทคนิค M13 two-steps PCR จะถูกน ามาใชทดแทนเทคนิค
ี่

nested-PCR เพื่อให้ย่นระยะเวลาและงบประมาณในการตรวจและเป็นการตรวจเพื่อการคดกรองโรค


สาหรับการขยายพันธุ์ดวยการเพาะเลยงเนื้อเยื่อ สวนการตรวจยีน Imp จะถูกน ามาใชในการตรวจแมลง

ี้


พาหะและพืชอาศัยที่ต้องใช้วิธีการตรวจมีความจ าเพาะมากขึ้น

ค าน า




การควบคมการแพร่ระบาดของโรคใบขาวในปัจจบันยังไม่มีประสทธิภาพ ทาให้ประเทศไทยยังไม่
สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคนี้ได้ สาเหตุหนึ่งเกิดจากการตรวจคัดกรองโรคที่ไม่ทั่วถึง หน่วยตรวจ


คดกรองโรคมีจานวนจากัด ซึ่งมีสาเหตมาจากวิธีการทใชในการตรวจโรคปัจจบันยังมีความยุ่งยาก ซับซ้อน




ี่
ราคาแพง ต้องใช้ผู้ช านาญงาน การพัฒนาเทคนิคการตรวจคัดกรองโรคที่มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย ราคาไม่
ี่



แพง จะทาให้สามารถเพิ่มหน่วยตรวจโรคในพื้นทไดมากขึ้น ซึงจะสงผลตอประสทธิภาพในการควบคมการ







ระบาดไดทันการณ สามารถลดพื้นทการระบาดลงได การตรวจวินิจฉัยโรคใบขาวที่มีใชอยู่ในปัจจบัน มีการ

ี่

พัฒนาขึ้นมามาก ทาให้ผใชสามารถเข้าใจผลการตรวจมากขึ้น มีการน าผลการตรวจไปปรับใชกับงานวิจย
ู้




และพัฒนาอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น (ศุจิรัตน์ และคณะ, 2558) แต่ยังมีปัญหาของความจากัดด้านเทคนิคทใช ้
ี่
ื้


ื้
เนื่องจากเชอไฟโตพลาสมาสาเหตของโรคใบขาวหรือเชอไฟโตพลาสมาสาเหตของโรคในพืชอื่นนั้น
ื้
มีปริมาณน้อยในเซลลพืช รวมทงยังไม่สามารถเพาะเลยงเชอนี้เพื่อขยายปริมาณในอาหารสงเคราะห์ได ้
ี้
ั้



412




ี่




ดงนั้นการตรวจเชอจงตองตรวจจากเนื้อเยื่อพืช และวิธีตรวจตองเป็นวิธีทมีความแม่นย า และมีความไวสง
ื้
ื้

ื้

สามารถตรวจเชอในปริมาณตามากได ในปัจจบันการตรวจหาเชอไฟโตพลาสมาในเนื้อเยื่อพืชนิยมใชวิธี


nested-PCR หรือ semi-nested-PCR ซึ่งเป็นวิธีการทตองทาปฏิกิริยาพีซีอาร์เพื่อเพิ่มปริมาณดเอ็นเอ

ี่



เป้าหมายให้มากขึ้นถึง 2 ครั้ง แต่ละครั้งมีการใชเครื่องหมายโมเลกุลอย่างละชดแตกต่างกัน ปัญหาที่สาคญ



ของเทคนิคดงกลาวนี้ คอ การปนเปื้อนชนิด carried-over ซึ่งเกิดจากการปนเปื้อนทเกิดขึ้นในพีซีอาร์ชุดท ี่



ี่
หนึ่ง แลวถูกมาขยายเพิ่มปริมาณอีกในพีซีอาร์ชดทสอง ทาให้เกิดการแปลผลทผดพลาด ทมักเป็นชนิด
ี่


ี่


ี่

ี่
ี่
“ผลบวกปลอม” (false positive) นอกจากนี้ยังเป็นปัญหาในเรื่องของเวลาทตองใชในการตรวจผลทอาจ








ตองใชเวลานานกว่า 1 สปดาห์อีกดวย ดงนั้นจงมีการน าเทคนิค Realtime PCR มาใชในการตรวจผลแทน
การใช้ Conventional PCR ท าให้ติดตามผลการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอได้ตามปฏิกิริยาทเกิดขึ้นจริงในขณะนั้น
ี่

สามารถรู้ผลไดภายในหนึ่งวัน แม้เป็นเครื่องมือทมีประสทธิภาพในดานการย่นเวลาการตรวจผล แต ่

ี่

ประสิทธิภาพด้านความไวของเครื่องมือเทียบเท่ากับเทคนิคอิเลคโตรโฟริซิส (ศุจิรัตน์ และคณะ, 2558) และ
ปัญหาที่ส าคัญของวิธีการนี้คือเครื่องมือที่ใช้ราคาแพงมาก รวมไปถึงชุดน้ ายา และอุปกรณ์ประกอบอื่นที่ต้อง
เฉพาะส าหรับเครื่องและรุ่นของเครื่องมือนั้นๆ ท าให้จ ากัดเฉพาะกลุ่มห้องปฏิบัติการที่มีงบประมาณเพียงพอ
ู้



ี่

ู้
ั้
เทานั้น อีกทงผใชงานยังจากัดเฉพาะผทมีความช านาญกับการใชเครื่องมือนี้เทานั้น จงมีความจากัดมากขึ้น






ี่

ไปอีก จงเป็นสาเหตสาคญททาให้การตรวจโรคใบขาวไม่เป็นทแพร่หลายและ มีหน่วยตรวจคดกรองโรคใบ
ี่


ขาวจ านวนน้อยมากในประเทศไทย ไม่เพียงพอต่อการคัดกรองยับยั้งการระบาดของโรค


ยีนเป้าหมายทนิยมใชในการตรวจเชอไฟโตพลาสมาโรคใบขาวอ้อยและไฟโตพลาสมาชนิดอื่น คอ
ื้
ี่

ื้




ยีน 16S-23S rDNA ซึ่งนิยมใชในการตรวจจาแนกเชอแบคทเรียหลายชนิดดวยเชนกัน มีรายงานการใช ้
เครื่องหมายโมเลกุลหลายชนิดในการตรวจจับบริเวณต าแหน่งยีนนี้ ในจ านวนนี้ มีรายงานการออกแบบไพร


1
เมอร์ชด MLO-X/ MLO-Y และ P / P2 สาหรับใชตรวจโรคใบขาวอ้อยดวยเทคนิค nested-PCR


(Hanboonsong, 2006) แม้มีรายงานว่าเครื่องหมายโมเลกุลชดนี้มีความจาเพาะตอโรคใบขาวอ้อย แตผล











ื้
จากการศกษาพบว่าเครื่องหมายโมเลกุลชดนี้สามารถตรวจพบเชอแบคทเรียชนิดอื่นไดดวย จงไดพัฒนา
เครื่องหมายโมเลกุลชุดใหม่ ที่มีความจ าเพาะต่อการตรวจจับยีน secA ของเชื้อไฟโตพลาสมาโรคใบขาวอ้อย
(ศุจิรัตน์ และคณะ, 2556) และน ามาใช้ในการตรวจโรคใบขาวอ้อยร่วมกับการตรวจยีน 16S-23S rDNA แต ่
เนื่องจากวิธีการตรวจยีน secA ที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ ใช้เทคนิค PCR ซึ่งใช้ปฏิกิริยาพีซีอาร์เพียงครั้งเดียว จึงท า
ให้มีความไวน้อยกว่าการตรวจดวย nested-PCR ซึ่งมีการทาปฏิกิริยาพีซีอาร์ถึง 2 ครั้ง แตลดปัญหาการ




ปนเปื้อน และเพิ่มความแม่นย ามากขึ้น การตรวจโรคใบขาวของอ้อยของศนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ปัจจบันมี

การตรวจยีนทั้ง 2 ต าแหน่งด้วยทั้ง 2 วิธีการ เพื่อการยืนยันผล ซึ่งใช้เวลาในการตรวจประมาณ 1 สัปดาห์จึง






จะรู้ผลได หากมีตวอย่างเป็นจานวนมาก จะใชเวลานานยิ่งขึ้นไปอีก ดงนั้นวัตถุประสงคในงานวิจัยนี้ได้แก่
การพัฒนาวิธีการตรวจโรคใบขาวใหม่ ด้วยเทคนิค M13-tagged two steps- PCR ที่มีความแม่นย า มีความ


ื้
ี่
ี่
ไวสง ใชงานง่าย ราคาไม่แพง สาหรับการใชงานทตองการความไวในการตรวจเชอทสง สามารถตรวจเชอ
ื้





ี่



ปริมาณตามากไดในเวลาทรวดเร็ว สาหรับทดแทนวิธี nested-PCR เดม และเครื่องหมายโมเลกุลสาหรับ


413



ี่

ั้

การตรวจหายีนเป้าหมายใหม่ทสามารถน ามาใชยืนยันผลการตรวจ รวมทงสามารถตรวจใชวิเคราะห์แมลง
พาหะและพืชอาศัยของเชื้อไฟโตพลาสมาโรคใบขาวอ้อยทั้ง 3 ชนิดได ้

วิธีด าเนินการและอุปกรณ์

สิ่งที่ใช้ในการทดลอง
ต้นอ้อยที่แสดงอาการและไม่แสดงอาการโรคใบขาว

แบบและวิธีการทดลอง: -
วิธีปฏิบัติการทดลอง

ขั นตอนที่ 1 พัฒนาวิธีการตรวจเชื้อโรคใบขาวด้วยเทคนิค M13-tagged two steps- PCR


วิธีการดาเนินการทดลอง ออกแบบไพรเมอร์ชนิดใหม่ โดยประยุกตใช M13 ร่วมกับไพร์เมอรื


เป้าหมาย ทดสอบการเพิ่มปริมาณดเอ็นเอดวยเทคนิค two steps PCR วิเคราะห์หาสภาวะทเหมาะสม


ี่
ตรวจผลการทดสอบดวยเทคนิคอิเลคโตรโฟริซีส ตรวจพิสจน์ชนดเอ็นเอทไดดวยการวิเคราะห์ลาดบเบส


ิ้




ี่

ตรวจความจ าเพาะของเครื่องหมายโมเลกุลด้วยการทดสอบกับดีเอ็นเอของตัวอย่างใบอ้อยที่มีอาการ SCWL,

SCGS และ SCGGS ทตรวจพิสจน์ชนิดของเชอแลว ตรวจวิเคราะห์ลาดบเบสของชนดเอ็นเอทไดจากการ
ี่
ี่


ื้



ิ้
ี่


ื้



ิ้
ตรวจดวยเชอทง 3 ชนิด ตรวจความไวของวิธีการดวยการเจอจางพลาสมิดดเอ็นเอลกผสมทมีชนดเอ็นเอ
ั้

ี่




เป้าหมาย ทดสอบความใชไดของวิธีการในตวอย่างพืชทตดเชื้อใบขาวในแปลง เปรียบเทยบกับวิธี nested-



ี่
PCR ที่ใช้ยีนเป้าหมาย 16S-23S rDNA ทดสอบปริมาณความเขมข้นของยีนทต่ าทสุดทสามารถตรวจไดดวย
ี่

ี่
วิธีที่พัฒนาขึ้น
ขั นตอนที่ 2 การพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลใหม่ที่ตรวจจับเชื้อไฟโตพลาสมาโรคใบขาวอ้อย
วิธีด าเนินการทดลอง สืบค้นข้อมูลลาดบเบสของยีน imp ของเชื้อไฟโตพลาสมาสาเหตุโรคในอ้อย


และพืชอื่น ทมีรายงานในฐานข้อมูลสากล (NCBI) เปรียบเทยบข้อมูลลาดบเบส ออกแบบชดไพร์เมอร์ท ี่




ี่
จ าเพาะต่อการตรวจจับยีน imp ทดสอบสภาวะในการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอของยีน imp ตรวจผลการทดสอบ


ด้วยเทคนิคอิเลคโตรโฟริซีส ตรวจพิสูจน์ชิ้นดเอ็นเอที่ไดด้วยการวิเคราะห์ลาดับเบส ตรวจความจ าเพาะของ

เครื่องหมายโมเลกุลด้วยการทดสอบกับดีเอ็นเอของตัวอย่างใบอ้อยที่มีอาการ SCWL, SCGS และ SCGGS ท ี่


ตรวจพิสจน์ชนิดของเชอแลว ตรวจวิเคราะห์ลาดบเบสของชนดเอ็นเอทไดจากการตรวจดวยเชอทง 3 ชนิด

ื้

ิ้
ื้



ั้
ี่


วิเคราะห์ความแตกต่างของลาดับนิวคลิโอไทดที่ได้ หาต าแหน่งแปรปรวน ตรวจความไวของวิธีการด้วยการ
เจือจางพลาสมิดดเอ็นเอลูกผสมทมีชิ้นดีเอ็นเอเป้าหมาย Imp ทดสอบความใช้ไดของวิธีการในตัวอย่างพืชท ี่

ี่

ติดเชื้อใบขาวในแปลง เปรียบเทียบกับวิธี nested-PCR ที่ใช้ยีนเป้าหมาย 16S-23S rDNA
การบันทึกข้อมูล
ลาดบนิวคลโอไทดของยีนเป้าหมาย ขนาดความยาวของชนดเอเอทได้จากการเพิ่มปริมาณดเอ็นเอ

ี่



ิ้



ด้วยไพร์เมอร์ที่ออกแบบได สภาวะที่เหมาะสมในการเพิ่มปริมาณยีน ความไวของวิธีการ ความจ าเพาะของวิธีการ
สถานที่ทดลอง ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น
ระยะเวลา ตุลาคม 2561 - กันยายน 2564

414



ผลการทดลองและวิจารณ์

การพัฒนาวิธีการตรวจเชื อโรคใบขาวด้วยเทคนิค M13-tagged two steps- PCR
ี่
ั่
จุดเดนของเทคนิค nested PCR ทต่างจาก PCR ทวไป คือเป็นการเพิ่มความไว (sensitivity) และ

ความจ าเพาะ (specificity) ในการเพิ่มจ านวนและการตรวจสอบดีเอ็นเอบริเวณที่ต้องการศึกษา แต่มีปัญหา


ี่
ู้

ของระยะเวลา และการปนเปื้อนแบบ carried over สงมาก ในกรณทผดาเนินการไม่มีประสบการณ ์

ี่
เนื่องจากใชผลผลต PCR ทไดจากขั้นท 1 มาเพิ่มปริมาณตออีกในขั้นท 2 ดงนั้นการลดขั้นตอน PCR ลงให้




ี่
ี่





เหลอขั้นเดยวจงเป็นแนวทางในการแก้ปัญหานี้ การออกแบบไพร์เมอร์ชนิดใหม่ไดน าสวนของ M13 มาใช ้
ื่




เชอมตดกับไพร์เมอร์เดม (MLO-X, MLO-Y และ P1, P2) ทาการออกแบบไพรเมอร์สาหรับ M13 ดวย

ื้
โปรแกรม Clustalx2 หลังจากนั้นท าการทดสอบปฏิกิริยาในการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอเป้าหมายเบองต้น โดย


สวนประกอบในปฏิกิริยาพีซีอาร์ 15 ไมโครลตรตอหนึ่งหน่วยตวอย่าง มีดงนี้ 1X PCR buffer A (500mM



KCl, 100mM Tris-HCl, 0.1% Triton™ X-100; Vivantis), 0.2 µM dNTP 1.5 U Taq DNA polymerase
(Vivantis) ไพรเมอร์ความเข้มข้น 0.5 µM สงเคราะห์ดเอ็นเอในเครื่องพีซีอาร์ ก าหนดการเปลยนแปลง

ี่

ี่
ี่
ี่

ี่

อุณหภูมิตามเวลาดงตอไปนี้ ขั้นท 1 ทอุณหภูมิ 95 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 นาท ขั้นท 2 ทอุณหภูมิ 95

องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 วินาท ทอุณหภูมิ 58 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 40 วินาท และ ทอุณหภูมิ 72

ี่

ี่

ี่
ี่


องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1นาท 30 วินาท โดยทาซ้ าขั้นตอนท 2 จานวน 20 รอบ ขั้นท 3 ทอุณหภูมิ 95

ี่
ี่
ี่

องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 วินาท ทอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 40 วินาท และ ทอุณหภูมิ 72

ี่

ี่



ี่
องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1นาท 30 วินาท โดยทาซ้ าขั้นตอนท 3 จานวน 20 รอบ ขั้นท 4 ทอุณหภูมิ 72

ี่
องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 นาท และที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 นาที แล้วท าการปรับเปลยน
สภาวะเพื่อให้ได้ผลผลิตพีซีอาร์ที่ชัดเจน
ี่
ี่
ผลการทดลองปรับเปลยนสภาวะในการทาปฏิกิริยาโดยปรับเปลยนความเข้มข้นของไพร์เมอร์

จ านวนรอบในการเพิ่มปริมาณและอุณหภูมิในการเกาะติดไพร์เมอร์ ด าเนินการจ านวน 10 แบบ พบว่าแบบ
ที่ท าให้ได้ดีเอ็นเอเป้าหมายที่ชัดเจน 2 ต าแหน่ง ที่ประมาณ 200 และ 500 คู่เบส และมีปฏิกิริยาและสภาวะ
ที่เหมาะสมในการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอ คือแบบที่ 6 (ตารางที่ 1 และ ภาพที่ 1)

ตารางที่ 1 ส่วนประกอบและสภาวะในการท าปฏกิริยา M13-tagged two steps- PCR

สารเคม ี ปริมาตร (µL) ความเข้มข้นสุดท้าย PCR conditions
Nuclease-free water 6.6 -
10X Taq buffer 1.5 1X 94°C 3 min
25 mM MgCl 2 0.9 2 mM 94 °C 30 s
2.5 mMdNTP 1.2 0.2 mM 65 °C 30 s
10 µM PrimerF 0.15 0.1 µM 72 °C 40 s
10 µM PrimerR 0.15 0.1 µM  20 cycles
Taq DNA polymerase 0.3 1 U 94 °C 30 s
DNA template 3 75 ng 62 °C 30 s
Total 15 - 72 °C 40 s
 15 cycles

415






















ภาพที่ 1 ตัวอย่างผลการสังเคราะห์ดเอ็นเอที่ได้จากการท าปฏิกิริยา M13-tagged two steps- PCR แบบที่
5, 6, 11 และ 12


ความจ าเพาะของวิธีการเทียบกับ nested-PCR


การทดสอบโดยใชตัวอย่างอ้อยจากแปลงที่ตรวจพบการตดเชื้ออื่นเมื่อตรวจโดยวิธี nested-PCR ท ี่


แสดงในลกษณะของแถบดเอ็นเอมากกว่าตาแหน่งดเอ็นเอเป้าหมาย ตาแหน่ง คอ 700 และ 210 คเบสท ี่


ู่



ี่


รบกวนการแปลผล แตเมื่อตรวจดวยวิธี M13-tagged two steps- PCR พบดเอ็นเอเป้าหมายทประมาณ

200 และ 500 คู่เบส ไม่พบดีเอ็นเอรบกวนจากต าแหน่งอื่น ท าให้การอ่านผลท าได้ง่ายกว่า (ภาพที่ 2)
















ภาพที่ 2 เปรียบเทียบความจ าเพาะของวิธีการตรวจโรคใบขาวด้วย nested-PCR (ซ้าย) และ M13-tagged
two steps- PCR (ขวา) ในตัวอย่างใบอ้อยทเก็บจากแปลงทดลอง
ี่


ความถกตอง (accuracy) และความครอบคลุม (broad spectrum) ในการตรวจเชื อไฟโต


พลาสมา

เมื่อน าชิ้นดีเอ็นเอที่ได้จากตัวอย่างที่เป็น SCWL และ SCGS ไปเปรียบเทียบล าดับนิวคลีโอไทดแบบ
multiple sequence alignment ด้วยโปรแกรม ClustalW พบว่าล าดับนิวคลีโอไทด์บางส่วนของยีน 16s-



23s rDNA (N_1) จานวน 480 เบส (base) และ 16s-23s rDNA (N_2) จานวน 262 เบส (base) มีความ

เหมือนในฐานข้อมูล NICB ถึง 97 % และน าลาดบนิวคลโอไทดทวิเคราะห์ไดไปสร้างแผนภูมิความสัมพันธ์


ี่



416





ทางพันธุกรรมดวยโปรแกรม MEGA รุ่น 7.0 จากนั้นสร้างแผนภูมิความสมพันธ์ทางพันธุกรรม 4 วิธี โดย
ทดสอบวิธีการจัดกลุ่มทุกวิธี คอ maximum likelihood, maximum parsimony, neighbor joining และ

UPGMA แล้วเลือกวิธีการจัดกลุ่มที่ให้ผลการจ าแนกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ (ภาพที่ 3)



SCGS


SCWL
SCGGS

SCWL




480 bp
262 bp






ภาพที่ 3 แผนภูมิความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของล าดับนิวคลิโอไทด์ของดีเอ็นเอที่ได้จากวิธี M13-tagged

two steps- PCR เปรียบเทียบกับข้อมูลสากลของ SCWL และ SCGS


การทดสอบความสามารถในการตรวจจับระดับปริมาณเชื อของวิธีการเทียบกับ nested-PCR

การทดสอบโดยใชตัวอย่างอ้อยจากแปลงที่ตรวจพบการตดเชื้ออื่นเมื่อตรวจโดยวิธี nested-PCR ท ี่


ี่


ู่

ื้
แสดงในลกษณะของแถบดเอ็นเอทตาแหน่ง 210 คเบส ในระดบ 4+ ซึ่งแสดงถึงปริมาณเชอระดบสเหลือง


ื้
(น้อยกว่า 10 copy/µl ในดีเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม; ศุจิรัตน์ และคณะ, 2558) และเป็นระดับปริมาณเชอท ี่
ี่



ี่
ื้
ู่


ไม่ปรากฏตาแหน่ง 700 คเบส ทกตวอย่างททดสอบ และเป็นระดบทใชในการประเมินปริมาณเชอก่อน
ี่


ระดบวิกฤตทสามารถเกิดโรคใบขาว สวนการทดสอบดวย M13-tagged two steps- PCR พบดเอ็นเอ


เป้าหมายทงสองตาแหน่งทประมาณ 200 และ 500 คเบส ทาให้แยกปริมาณเชอก่อนระดบวิกฤตดวยการ
ื้




ี่
ู่
ั้
วิเคราะห์ด้วยแถบดีเอ็นเอไม่ได้ ดังนั้นต้องท าการตรวจสอบปริมาณเชื้อและการแสดงแถบดีเอ็นเอของวิธีการ
นี้ ด้วยการใช้พลาสมิดดีเอ็นเอมาตรฐานในการวิเคราะห์ เพื่อให้สามารถประเมินระดับปริมาณเชื้อได้จากการ
ี่
ตรวจด้วยแถบดีเอ็นเอ (ภาพท 3)

417






















ภาพที่ 3 เปรียบเทียบความสามารถในการแสดงระดับปริมาณเชื้อไฟโตพลาสมาด้วยวิธี nested-PCR (ซ้าย)
และวิธี M13-tagged two steps- PCR (ขวา) ในตัวอย่างใบอ้อยที่เก็บจากแปลงทดลอง


การทดสอบความไว (sensitivity) ของวิธีการ

อยู่ระหว่างการด าเนินการตรวจด้วยการเจือจางดีเอ็นเอพืช และการตรวจปริมาณเชื้อด้วยพลาสมิ
ดลูกผสมที่มีชิ้นยีนเป้าหมาย

การพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลใหม่ด้วยยีน Imp และความจ าเพาะต่อดีเอ็นเอดป้าหมาย

ู่
ท าการออกแบบไพร์เมอร์จ านวน 3 คู่ไพร์เมอร์ และคัดเลือกได้ 1 ค (Imp2) ที่ได้จากการออกแบบ
ไพร์เมอร์ชุดใหม่จากล าดับเบสที่ได้จากชุด 1250 คู่เบส ได้เป็นชิ้นดีเอ็นเอที่มีขนาด 800 คู่เบส (Imp2) น ามา


ี่
ื้

ตรวจในอ้อยทตดเชอไฟโตพลาสมาทั้ง 3 ชนิด พบว่าสามารถตรวจพบดีเอ็นเอชดเจน จากนั้นน ามาทดสอบ
ความจ าเพาะกับชนิดของเชอโดยทดสอบในมันส าปะหลังที่แสดงอาการพุ่มแจ้ พบว่าไม่เกิดแถบดีเอ็นอ และ
ื้

ื้
การทดสอบตรวจเชอในตวอย่างอ้อยปลอดโรคให้ผลเช่นเดียวกัน ในขณะที่การตรวจในอ้อยที่มีอาการใบขาว
ใบเขียว และใบเขียวปนขาว สามารถตรวจพบแถบดีเอ็นขนาดประมาณ 800 bp ได้ (ภาพที่ 4)





















ภาพที่ 4 ผลจากการสงเคราะห์ดเอ็นเอดวย Primer Imp2 หมายเลข (1-5) ใบอ้อยจากการเพาะเลยง


ี้

ี่
เนื้อเยื่อ (6-9) ใบมันส าปะหลังทมีอาการโรคพุ่มแจ (10-12) อ้อยใบขาว ใบเขียว และใบเขียวปนขาว


418



ิ้
ี่

การทดสอบตรวจลาดบเบสของชนยีน Imp ทไดพบว่ามีความใกลเคยงกับเชอไฟโตพลาสมาท ี่



ื้

ี่



ี่
ื้




ใกลเคยงกัน น าดเอ็นเอทมี 3 เชอ ไดแก่ SCWL,SCGS,SCGGS ทตรวจพิสจน์แลว มาตรวจวิเคราะห์ลาดับ
เบสด้วยไพร์เมอร์ Imp 2 ได้ผลล าดับเบสของ Imp ดังนี้


















ล าดับนิวคลีโอไทด์ของยีน IMP ขนาด 800 bp ในอ้อย


น าผลวิเคราะห์ล าดับนิวคลีโอไทด์ของแถบดเอ็นเอขนาดประมาณ 800 เบสที่ได้มาแปลผลเป็นสาย

กรดอะมิโนและเปรียบเทียบกับข้อมูลที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของ GenBank (http://www.ncbi.nlm.nih.gov/Entrez)
ด้วยโปรแกรม Blastn (http://www.ncbi.nlm.nih.gov/ BLAST) พบว่า มีส่วนที่เหมือนกับ

ี่
hypothetical protein ใน Saccharum 80 เปอร์เซ็นต์ (ภาพท 5)
ั้
ท าการออกแบบไพรเมอร์ (Imp 3) ใหม่ที่มีความจ าเพาะเพื่อใช้ในการตรวจหาเชอไฟโตพลาสมาทง
ื้
3 ชนิด ดวยโปรแกรม Clustalx2 MEGA-X, Tm calculator ซึ่งมีขนาด 310 คเบส น าไปทาการทดสอบ


ู่


ตรวจเชอไฟโตพลาสมาทง 3 ชนิด โดยมีสวนผสมในการทาปฏิกิริยาและขั้นตอนการเพิ่มปริมาณดเอ็นเอ
ื้

ั้





สวนประกอบในปฏิกิริยาพีซีอาร์ 15 ไมโครลตรตอหนึ่งหน่วยตวอย่าง โดยใชไพรเมอร์ IMP มีดงนี้ 1x PCR

buffer A (500mM KCl, 100mM Tris-HCl (pH 9.1 at 20°C) and 0.1% Triton™ X-100; Vivantis), 0.2

ไมโครโมลาร์ dNTP Taq DNA polymerase (Vivantis) ความเข้มข้น 0.1 หน่วยตอหนึ่งหน่วยปฏิกิริยา
ี่
ไพรเมอร์ ความเข้มข้น 0.5 ไมโครโมลาร์ สงเคราะห์ดเอ็นเอในเครื่องพีซีอาร์ ก าหนดการเปลยนแปลง



อุณหภูมิตามเวลาดงตอไปนี้ ขั้นท 1 ทอุณหภูมิ 95 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 นาท ขั้นท 2 ทอุณหภูมิ 95
ี่
ี่


ี่
ี่
องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 วินาท ทอุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 40 วินาท และ ทอุณหภูมิ 72

ี่
ี่


องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1นาท 30 วินาท โดยทาซ้ าขั้นตอนท 2 จานวน 35 รอบ ขั้นท 3 ทอุณหภูมิ 72

ี่
ี่


ี่


องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 นาท และทอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 นาท สามารถสงเคราะห์ดเอ็นเอ
ี่


ขนาด 310 คู่เบสได้ (ภาพที่ 6)

419



















































ี่


ภาพที่ 5 แสดงผลการเปรียบเทยบลาดบโปรตนของยีน IMP พบว่า มีสวนทเหมือนกับ hypothetical

protein ใน Saccharum 80 เปอร์เซ็นต์













ภาพที 6 ผลจากการสังเคราะห์ดีเอ็นเอด้วย Primer IMP หมายเลข (1-10) ตัวอย่างจากอ้อยที่เป็นเชื้อไฟโต
พลาสมา

420



การตรวจเช็คล าดับนิวคลิโอไทด์ของยีน Imp ขนาด 300 bp ได้ผลดังนี้















ล าดับนิวคลีโอไทด์ของยีน IMP ในอ้อย ขนาด 310 bp



การตรวจวิเคราะห์ล าดบนิวคลิโอไทด์ 300 bp นี้เทียบกับข้อมูลสากล พบว่าเป็น โปรตีนของไฟโต
พลาสมาในอ้อย ที่ความเหมือนระดับ 80 เปอร์เซ็นตเช่นเดียวกัน มีรายละเอียด ดังนี้


























FNKIICMFFYIAKLCYNYGIESLKKINKYKKINIGGKIKNILCKMKIFGTQKKVKLLLHLQLLVFQFYLLIINGGLFQKHTKRQKNLKKKYLKVQKKKFQ
MQIKLKKLKNKEKSLKRNCELKNIIKKAQLTKKKTQQLKHLIQLNQMNKINLIILNLILKTNTIQLIHLNYPLLFQTKVIKLNKFKNFILLFKIYFFFFKK
KVKKICKSIFFFLTIKTFFLKKNLKCKGLNSGKLQHNPTIVFTSISQN




ี่
การเปรียบเทยบลาดบโปรตนของยีน IMP พบว่า มีสวนทเหมือนกับ hypothetical protein ใน



Saccharum สามารถแปลเป็นล าดับอะมิโนเชื้อไฟโตพลาสมาสาเหตใบขาวอ้อย จ านวน 249 อะมิโน ดังนี้

421
























ล าดับอะมิโนเชื้อไฟโตพลาสมาสาเหตใบขาวอ้อย จ านวน 249 อะมิโน



โดยพบว่า สามารถสังเคราะห์ดีเอ็นเอได้ตามที่ขนาดออกแบบ และหลังจากนั้นได้ตรวจสอบด้วยการ

ี่


ื้
วิเคราะห์ลาดบเบสในอ้อยทมีเชอไฟโตพลาสมาทง 3 ชนิดไดแก่ Sugarcane white leaf, sugarcane

ั้
grassy shoot และ sugarcane green grassy shoot ได้ผลดังภาพที่ 7















ภาพที 7 Phylogeny และ ค่า Diversity ของเชื้อไฟโตพลาสมาทั้ง 3 ชนิดได้แก่ Sugarcane white leaf,
sugarcane grassy shoot และ sugarcane green grassy shoot วิเคราะห์ด้วยโปรแกรม MEGA X







ี่
ผลทไดพบว่า Sugarcane white leaf และ sugarcane grassy shoot มีความสมพันธ์ใกลชดกัน
ี่


มากทสด มีคาความตางกันท 1.64 และตวอย่างจาก sugarcane green grassy shoot และ Sugarcane
ี่


white leaf มีความสัมพันธ์ที่แตกต่างกันมากที่สุด ซึ่งมีค่าความต่างกันที่ 4.82
การด าเนินการต่อในการพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุล Imp ได้แก่ การทดสอบความไว ความจ าเพาะ
และ การท า multiplex PCR ร่วมกับยีนชนิดอื่น
การพัฒนาเทคนิค multiplex – PCR จากยีน 16S rDNA เพื่อการตรวจจับชนิดของ
phytoplasma genes ในใบขาวของอ้อย



สาหรับ m-PCR เป็นการประยุกตใชเทคนิค PCR ซึ่งทาการเพิ่มขยายดเอ็นเอเป้าหมายโดยใช ้


ู่
primer หลายคพร้อมกันในปฏิกิริยาเดยวกัน โดย primer แตละคทน ามาตองออกแบบให้ด ไม่มี

ู่
ี่




422



complementary กัน และเมื่อน าไปท า PCR จะให้ผลผลิตที่มีขนาดความยาวที่แตกต่างกัน การท า m-PCR

ต้องปรับสภาวะพอเหมาะของปฏิกิริยา เพื่อให้สามารถเพิ่มขยายจ านวนดีเอ็นเอจากทุก primer ที่ใส่ลงไปได ้
เท่ากันและเนื่องจากในปฏิกิริยานี้จะมี primer หลายคู่และเมื่อใช้ primer เพิ่มขึ้นส่งผลให้เกิดการรบกวนใน

ปฏิกิริยามากขึ้นจึงท าให้การปรับสภาวะเพื่อให้เหมาะสมที่สุดยิ่งยากไปด้วย (Forbes et al., 2002)

การออกแบบ primer ใหม่ : ทาการออกแบบไพรเมอร์ดวยโปรแกรม ClustalX (version 2.0)



ู่

ี่
MultiplexI ประกอบดวย 3 คไพรเมอร์ มีขนาดอยู่ท 322, 262 และ 136 bp ตามลาดบการทดสอบ

เครื่องหมายโมเลกุลชนิด mPCR พบว่าสามารถแยกชนิดของเชื้อได ้















ภาพที่ 8 ผลจากการสังเคราะห์ดีเอ็นเอด้วย Multiplex PCR (m-PCR) SCWL,SCGS,SCGGS ในตัวอย่าง

อ้อย (1-2): ขาว (3-4) : ใบเขียว (5-6) : ใบขาวปนเขียว (7-8) : ขาว (9-10) :ใบเขียว (11-12): ใบขาว
ปนเขียว



การพัฒนาวิธีตรวจหาเชื อไฟโตพลาสมาโรคใบขาวอ้อยด้วยไพรเมอร์ Multiplex โดยใช้ real-
time PCR :

ี่



ใช primer ชด Multiplex ทประกอบดวย (SCWL, SCGS, SCGS) โดยเพิ่มปริมาณเปนจานวน 45


รอบ แต่ละรอบประกอบดวยช่วง pre-incubation ที่อุณหภูมิ 95 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 นาท 1 รอบ,



ี่
ตามดวย 40 รอบ ของชวง amplification ทอุณหภูมิ 95องศาเซลเซียส, ชวง melting curve ทอุณหภูมิ


ี่

95 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 นาท1 รอบและชวง cooling ทอุณหภูมิ 40องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30
ี่

ื้

วินาทีได้ผลดังภาพที่ 9 และ 10 สามารถแยกเชอไฟโตพลาสมาด้วยชดไพรเมอร์ Multiplex ที่ประกอบดวย

(SCWL, SCGS, SCGS) ได้ด้วย Tm ต่างกัน เชื้อใบขาว SCWL Tm 77.48 C เชื้อใบขาวปนเขียว SCGS Tm
75.53 C และเชื้อใบเขียว SCGSTm 79.13 C

423



























ื้
ภาพที่ 9 กราฟแสดงคา Tm ของเชอไฟโตพลาสมาสาเหตโรคในอ้อย 3 ชนิด วิเคราะห์ดวยชดไพรเมอร์
Multiplex ที่ประกอบด้วย SCWL, SCGSและ SCGS ด้วยเทคนิค real-time PCR


















ภาพที่ 10 กราฟแสดงคา Tm ของเชอไฟโตพลาสมาสาเหตโรคในอ้อย 3 ชนิด วิเคราะห์ดวยชดไพรเมอร์



ื้


ี่

ี่
ิ้
ี่
Multiplex ทประกอบดวย SCWL, SCGS และ SCGSท ตรวจจากพลาสมิดดเอ็นเอทมีชนยีน
16S rDNA ความเข้มข้นต่างกันด้วยเทคนิค real-time PCR


สรุปผลการทดลอง: ไดเครื่องหมายโมเลกุลชนิด multiplex PCR จากยีน 16S rDNA ทสามารถ
ี่
ื้




แยกความแตกตางของชนิดของเชอโรคใบขาวได การทดสอบดวย Realtime PCR พบคา Tm ของเชอใบ
ื้
ื้
ื้
ขาว SCWL Tm 77.48 C เชอใบขาวร่วมกับอาการกอฝอย SCGS Tm 75.53 C และเชอกอตะไคร้
SCGSTm 79.13 C

การพัฒนาเทคนิค Loop-Mediated isothermal amplification (LAMP)
ออกแบบไพร์เมอร์ : ทาการออกแบบไพรเมอร์ (Primer) สาหรับวิธี LAMP ออกแบบไพรเมอร์ท ี่


ื้

จาเพาะตอเชอจากสวนของยีน16S-23S rDNA ของ phytoplasma จานวน 3 ค ศึกษาสภาวะท่เหมาะสม


ู่



ของปฏิกิริยา LAMP โดยทดสอบในอ้อยใบขาวจ านวน 7 ตวอย่าง น าไปเพิ่มจ านวนในสภาวะทเหมาะสม
ี่

(optimal condition) ใน PCR tube โดยมีส่วนประกอบของสารท่เป็น final concentration คือ 0.2
µM Outer primer (F3, B3), 1.6 µM Inner primer (FIP, BIP), 0.4 µM loop primer (Loop F and

424



R) บ่ม 65 องศา นาน 60 นาทีโดยใช้เครื่อง Thermostatic Color Sensor (KANEKA, Japan) พบว่า

ี่

ื้
สามารถตรวจเชอไฟโตพลาสมาในตวอย่างได มีผลการทดสอบดงแสดงใน ภาพท 11



A












B










C












D











ภาพที่ 11 ผลการทดสอบความจ าเพาะของเทคนิค LAMP ต่อเชื้อphytoplasma genesด้วยเทคนิค LAMP

ี่
ื้
ี่

(A) ดเอ็นเอทมีเชอไฟโตพลาสมาในอ้อย (B) ดเอ็นเอทไม่มีเชอไฟโตพลาสมา (No. 1 Positive
ื้
ื้


Control มาจากชด kit, 2-7 ดเอ็นเอพืช No. 8 No Target control) (C) ตรวจเชอไฟโต
ั้
พลาสมา ทง 3 SCGGS, SCWL, SCGS (No. 1 Positive Control No.2-3 SCGGS, No.4-5
SCWL, No.6-7 SCGS, No. 8 No Target control) (C) ผลจากสัญญาณสาร Fluorescent (D)


ี่

ผลจากการดส Fluorescent ทเกิดขึ้นในปฏิกิริยา 1-7 ตวอย่างอ้อยใบขาว 8 negative
control

425



การพัฒนาเทคนิค LAMP ด้วยไพร์เมอร์ groEL


ทาการออกแบบไพร์เมอร์สาหรับ LAMP ในการตรวจจบยีน groEL จากเชอ Sugarcane white
ื้



leaf phytoplasma molecular chaperonin GroEL gene, ศกษาปฏิกิริยา LAMP โดยใชน้ ายาสาเร็จรูป


LavaLamp DNA Master Mix (Lucigen) ในตัวอย่างอ้อยใบขาวที่มีความเข้มข้น (15ng) โดยมีส่วนประกอบ


ดงนี้ LavaLamp DNA Master Mix (1x) Green Fluoresent Dye (0.1X) ไพรเมอร์ประกอบดวย final

concentration คอ 0.2 µM Outer primer (F3, B3), 1.6 µM Inner primer (FIP, BIP), 0.4 µM loop
primer (Loop F and R) บ่ม 65 องศา นาน 60 นาทีโดยใช้เครื่อง KANEKA พบว่าสามารถเกิดปฏิกิริยาได ้
และสามารถตรวจดีเอ็นเอได้ในระดับการเจือจางถึง 10 จากดีเอ็นเอตั้งต้น (ภาพที่ 12)
-11

















ี่
-2

ภาพที่ 12 ระดับความเข้มข้นของดเอ็นเอทสามารถตรวจด้วยเทคนิค LAMP No.1-7 (1,10 ,10 ,10 , 10 -
-4
-6
-10
-11
8 , 10 ,10 ) ตามล าดับ ใช้ตัวอย่างอ้อยใบขาว No.8 เป็น negative control โดยใช้น้ า

ผลการตรวจความไวของปฏิกิริยา LAMP เทียบกับ nested-PCR

ื้
ี่

พบว่าระดบความเข้มข้นของปริมาณดเอ็นเอของเชอไฟโตพลาสมาทสามารถตรวจดวยเทคนิค




4
LAMP ที่ใช้ groELเป็นไพร์เมอร์ สามารถตรวจจบดีเอ็นเอไดตาสุด 1.89 x10 เซลล์ต่อไมโครลตร แต่พบว่า


ความเข้มข้นของดีเอ็นเอที่วัดได้ไม่สอดคล้องกับระดับการเจือจาง ท าให้ต้องทดสอบเพิ่มเพื่อหาปริมาณดเอ็น
เอที่ต่ าที่สุด (ตารางที่ 2)
ความไว (sensitivity) ของวิธีการ LAMP และ Nested-PCR
ื้



การทดสอบซ้ าโดยใชดีเอ็นเออ้อยที่ตดเชอ SCWL เจือจาง 10 เท่า จ านวน 10 ระดับ จากเริ่มตนท ี่
-10

10 ถึง 10 พบว่า LAMP สามารถตรวจจบดเอ็นเอเปาหมายไดที่ระดับความเจอจางที่ 10 เช่นเดียวกับ



-10
0

เทคนิค Nested PCR ในระดับพีซีอาร์ชุดที่สอง ผลผลิตขนาด 210 bp ส่วน Nested-PCR ชุดที่หนึ่ง ผลผลต

-7
ขนาด 700 bp ตรวจจับระดับความเจือจางได้ต่ าสุดที่ 10 (ตารางที่ 3, ภาพที่ 13)
ื้
ี่




การวิเคราะห์จานวน copy number ตาสดของเชอไฟโตพลาสมาทสามารถตรวจจบได ทดสอบ


ี่
ิ้
โดยใชพลาสมิดลกผสม pUC1318 ทมีชนยีนขนาด 700 bp น ามาเจอจาง ตรวจวัดความเข้มข้นของพ


ลาสมิดทได และคานวณจานวน copy number ตงตนก่อนทาการตรวจดวยวิธี Nested-PCR ผลการ
ี่






ั้
ทดลองพบว่า วิธี LAMP และ nested-PCR ที่ผลผลิตขนาด 210 bp สามารถตรวจได้ระดับต่ าถึง 1.27X10 -
1 copy/µl ส่วน nested-PCR ที่ผลผลิตขนาด 700 bp ตรวจได้ที่ 2.66X10 copies/µl (ตารางที่ 3)
2

426



ี่
ตารางที่ 2 ระดับความเข้มข้นของดีเอ็นเอทสามารถตรวจด้วยเทคนิค LAMP และ Nested PCR
ระดับความเจือจาง ระดับความเข้มข้น LAMP Nested PCR
(copy) 700 bp 210 bp

10 4.78x10 + + +
9
0
-2
10 6.52 x10 + + +
8
7
-4
10 2.17 x10 + + +
-6
10 4.15 x10 + + +
5
-8
4
10 1.89 x10 + + +
-10
10 0.00 - - +

ตารางที่ 3 ระดับความเข้มข้นของดีเอ็นเอทสามารถตรวจด้วยเทคนิค LAMP และ Nested PCR ใช้พ
ี่
ลาสมิด pUC1318 ที่มีชิ้นยีนขนาด 700 คู่เบสของ 16S-23S rDNA ในการทดสอบ copy

number

DNA serial LAMP Nested PCR (DNA) Nested PCR pUC1318 pUC1318 (copy/µl)
dilution (DNA) 700 bp 210 bp 700 bp 210 bp
0 + + + + + 9
10 4.09x10
-1 NT + + + + 9.75X10
8
10
7
-2 + + + + + 9.75X10
10
6
-3 NT + + + + 8.90X10
10
-4 + + + + + 7.46X10
5
10
-5 NT + + + + 6.22X10
4
10
3
-6 + + + + + 1.68X10
10
2
-7 + + + + + 2.66X10
10
1
-8 + - + - + 4.11X10
10
0
-9 NT - + - + 9.55X10
10
-1
-10 + - + - + 1.27X10
10
NT: not tested + : positive - : negative

427







































-4
-2
-6
ภาพที่ 13 ระดับความเข้มข้นของดีเอ็นเอจากตัวอย่างอ้อยใบขาวที่เจือจาง No.1-7 (1,10 ,10 ,10 , 10 ,
-8
-10

10 ) ตามล าดบ No.8 เป็น negative control โดยใช้น้ า ภาพบน : การตรวจด้วยเทคนิค
groEL- LAMP ภาพล่าง : การตรวจด้วยวิธี nested-PCR



ความถกตอง (accuracy) และความครอบคลุม (broad spectrum) ในการตรวจเชื อไฟโต

พลาสมาในอ้อยของชุดไพร์เมอร GroEL gene


ื้

ี่

ในการตรวจความจาเพาะตอเชอไฟโตพลาสมาในอ้อยทดสอบโดยใชดเอ็นเอจากพืชอื่นทตดเชื้อไฟ

ื้

ี่
โตพลาสมาชนิดอื่น ไดแก่ มันสาปะหลงตดเชอโรคพุ่มแจ และหญ้าทแสดงอาการใบขาว ผลการทดสอบ






พบว่าไม่สามารถตรวจเชอดงกลาวได ในการตรวจความครอบคลมในการตรวจเชอไฟโตพลาสมาของอ้อย
ื้
ื้


ทดสอบโดยใชดเอ็นเอทไดจากอ้อยทตดเชอ SCWL, SCGS และ SCGGS ททาการตรวจพิสจน์ชนิดของเชื้อ

ี่


ี่
ื้
ี่



แล้วด้วยการตรวจล าดับนิวคลิโอไทด์ พบว่าชุดไพร์เมอร์นี้สามารถตรวจจับเชื้อทั้งสามชนิดนี้ได้ (ภาพที่ 14)

428




























ภาพที่ 14 การตรวจดีเอ็นเออ้อยที่ตดเชื้อไฟโตพลาสมาชนิดต่าง ๆ ด้วยวิธี groEL-LAMP No 1-3 : SCWL,
SCGS, SCGGS. No 4-6 : ดีเอ็นเอจากหญ้าที่เป็นโรคใบขาว และ มันส าปะหลังที่เป็นโรคพุ่มแจ ้

No.8: negative control (น้ า)


สรุปผลการทดลองและข้อเสนอแนะ

ในการพัฒนาวิธีการตรวจเชื้อโรคใบขาวแบบใหม่ด้วยเทคนิค M13-tagged two-steps-PCR ได้ท า
การพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลแบบใหม่โดยการประยุกตเทคนิคการตรวจลาดบเบสและการใช Tag เป็น






M13 ซึ่งทาให้ไดวิธีการใหม่ทสามารถทดแทนวิธี nested-PCR และแก้ปัญหาของวิธีการนี้ได แตเนื่องจาก
ี่



M13 เป็นส่วนหนึ่งของ phage DNA จึงท าให้ได้ต าแหน่งดีเอ็นเอส่วนที่ไม่ใช่เปาหมายติดมาด้วย และในการ
ทดสอบในตัวอย่างที่มีการติดเชื้อหลายชนิด จะตรวจพบดีเอ็นเอมากกว่า 2 ต าแหน่ง ซึ่งต้องท าการแก้ปัญหา
นี้ ในส่วนของการพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุลด้วยการใช้ยีน Imp พบว่าเป็นต าแหน่งยีนที่ยังไม่มีการรายงาน





มาก่อนในอ้อย ดงนั้นจงทาให้การออกแบบไพร์เมอร์ทาไดคอนข้างยาก แตในการทดลองนี้สามารถพัฒนา





เครื่องหมายโมเลกุลสาหรับการตรวจยีนนี้ในอ้อยไดสาเร็จ แตพบปัญหาความจาเพาะของเครื่องหมาย






โมเลกุลทได เนื่องจากตรวจพบตาแหน่งทไม่ใชดเอ็นเอเป้าหมายเชนกัน ซึ่งตองพัฒนาเครื่องหมายโมเลกุล
ี่


ี่

ตาแหน่งใหม่ หรือพัฒนาสภาวะในการตรวจให้มีความเข้มสงขึ้น เพื่อให้มีความจาเพาะมากขึ้น ในการวิจัย




เบื้องตนของการพัฒนาเทคนิค LAMP พบว่ามีศกยภาพสงในการน าไปใชงาน สวน multiplex PCR นั้น



ต้องท าการตรวจความไวของวิธีการในการตรวจชนิดของเชื้อ

การน าผลงานใช้ประโยชน์
มีการเผยแพร่ผลงานวิจัย ดังนี้

ื้

1. การตรวจเชอไฟโตพลาสมาสาเหตโรคในอ้อยอย่างรวดเร็วดวยเทคนิค loop-mediated


isothermal amplification (LAMP) โดย ศจรัตน์ สงวนรังศริกุล วีรกรณ แสงไสย์ เบญจวรรณ รัตวัตร์


วิทยา ศรีภักดี รวีวรรณ เชื้อกิตติศักดิ์ และ Youichi Kobori. ใน Thailand Research Expo : Symposium

๒๐๒๐ ภาคโปสเตอร์ ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาต 2563 กทม.

429





2. น าเสนอผลงานวิจยเรื่องเตม ภาคโปสเตอร์ “A new efficient and rapid method for
detection of the phytoplasma associated with sugarcane disease based on groEL gene and


the loop-mediated isothermal amplification (LAMP) system งานประชมวิชาการนานาชาต The
ี่

International Sugar and Sugarcane Conference วันท 31 กรกฎาคม – 2 สงหาคม 2562 ณ โรงแรม
ดุสิตธานี พัทยา ชลบุรี

3. น าเสนอผลงานวิจยเรื่อง “Detection techniques on sugarcane white leaf disease” ใน
งานประชม “Second International Workshop on Network development and Information

ี่
Sharing for the Management of Sugarcane White Leaf Disease in Asia” ระหว่างวันท 19-20
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ภาคบรรยาย

4. บทความเรื่อง “การตรวจเชื้อไฟโตพลาสมาสาเหตุโรคใบขาวในอ้อยด้วยยีน Imp” โดย ศุจิรัตน์


สงวนรังศริกุล เบญจวรรณ รัตนวัตน์ วีรกรณ แสงไสย์ วิทยา ศรีภักด จฑามาศ สอนเมือง และ Shigeyuki


Kakizawa ตีพิมพ์ในในวารสารแก่นเกษตร ปีที่ 49 ฉบับเพิ่มเติม 1 2564 หน้า 43 (1-2)

ื้
5. บทความเรื่อง “การหาความสัมพันธ์ของปริมาณเชอไฟโตพลาสมากับระดบการแสดงอาการของ
โรคใบขาวอ้อยด้วยวิธีกราฟมาตรฐาน absolute qPCR” โดย ศุจิรัตน์ สงวนรังศิริกุล วิทยา ศรีภักดี ศุภรัตน์


ศรีทะวงษ์ วีรกรณ แสงไสย์ จฑามาศ สอนเมือง สนิศา สนทร นุชจรี ก้านจกร์ Youichi Kobori และ ยุพา



หาญบุญทรง ตีพิมพ์ในวารสารแก่นเกษตร ปีที่ 49 ฉบับเพิ่มเติม 1 2564 หน้า 146 (1-3)

เอกสารอ้างอิง



ิ์
ศุจิรัตน สงวนรังศิริกุล, ธรวฒ วงศ์วรัตน, สุรศักด แสนโคตร, ทักษิณา ศันสยะวชัย และ สุน ศรีสิงห์. 2556. SecA








เครื่องหมายโมเลกุลใหม่ในการตรวจโรคใบขาวของอ้อยที่แม่นยาสูง. ผลงานวจัยดเดนกรมวชาการเกษตร

ประจ าปี 2555. กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. หน้า 1-15.







ศุจิรัตน สงวนรังศิริกุล, ธรวฒ วงศ์วรัตน, ทักษิณา ศันสยะวชัย, สุน ศรีสิงห์ รังสี เจริญสถาพร, ประพนธ ์

ประเสริฐศักดิ์ และ กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ. 2558. วิธีตรวจและวนิจฉัยโรคใบขาวของอ้อยดวยเทคนิคพซีอาร์.



ผลงานวจัยดเดนกรมวชาการเกษตร ประจ าปี 2557. กรมวชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. หนา






69-89.
Hanboonsong, Y., W. Ritthison, C. Choosai, and P. Sirithorn, 2006. Transmission of Sugarcane White Leaf
Phytoplasma by Yamatotettix flavovittatus, a New Leafhopper Vector. Journal of Economic
Entomology 99 (5https://doi.org/10.1603/0022-0493-99.5.1531. Submission: Received: 3 October
2005; Accepted: 1 May 2006

430




การถ่ายทอดปริมาณเชื อโรคใบขาวในออยสู่อ้อยตอและการแสดงอาการของโรคในสภาพไร่
Transmission of Sugarcane white leaf disease phytoplasma in sugarcane

growing cycle and symptom expression in the field condition


1
ศุจิรัตน์ สงวนรังศิริกุล วีรกรณ์ แสงไสย วสันต สิงห์ค า สินีนารถ พลธิราช จุฑามาส สอนเมือง
1
1
1

1

ิ์
1
1
เบญจวรรณ รัตวัต ภาคภูมิ ถิ่นค า และรวีวรรณ เชื้อกิตติศักด
1

รายงานความก้าวหน้า
การศึกษาการถ่ายทอดปริมาณเชื้อโรคใบขาวในอ้อยสู่อ้อยตอและการแสดงอาการของโรคในสภาพ

ไร่ไดทาการสารวจและคดเลอกแปลงใน ศวร.ขก. และสมเก็บตวอย่างใบและลา จานวน 20 ลา การตรวจ

ุ่







ปริมาณเชื้อในใบพบว่ามีเชื้อในระดับต่ า โดยอยู่ในช่วงสีฟ้าถึงสีเหลือง (<0.5-10 copy ในดีเอ็นเอพืช 25 นา
ี่
โนกรัม) ผลการตรวจใบในต้นที่เพาะจากข้อตาของทั้ง 20 ล า พบว่ามีเชื้อในระดับเดียวกันกับทตรวจพบจาก
ใบ และมีการกระจายของเชอและปริมาณในระดบทสอดคลองกันกับการตรวจทใบของแตละลา ทาการ

ี่
ื้

ี่




คดเลอกกอ 40 กอในแปลงทดลอง และเก็บใบจากลาหลกมาทาการตรวจเชอ แตพบว่าหลายกอถูกทาลาย






ื้




ี่



จากปลวกและสภาพแลง ทาการปลกซ่อมโดยใชตนทไดจากลาของแปลงนี้ เหลอเพียง 25 กอ ทาการตด



เครื่องหมาย โดยติด เครื่องหมายล าหลัก และเมื่อสร้างล าแล้วท าการติดเครื่องหมายเพิ่ม พบว่าทั้งหมดมีการ
ี่

ั้








ี่
เจริญเตบโตทชาเนื่องจากความไม่สมบูรณของตน ทาเก็บตวอย่างใบจากลาทตดเครื่องหมายทง 25 ลา อีก
จ านวน 5 ครั้ง ในช่วง 2562-2563 ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน ธันวาคม มีนาคม มิถุนายน และ สิงหาคม ครั้ง

ื้
ที่ 1-4 เก็บตัวอย่างล าหลัก ครั้งที่ 5 เก็บตัวอย่างจากลาหลักและลาใหม่ มีการเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจเชอใบ



ขาวตงแต 1-9 ลาขึ้นกับความสมบูรณของกอ พบว่ามีตนตาย 5 กอ ในระหว่างการตดตามการเพิ่มปริมาณ
ั้



ื้
ื้


เชอในสภาพไร่ ผลการตรวจปริมาณเชอโรคใบขาวพบว่ามีปริมาณเชอเริ่มตนอยู่ในชวงสเขียวถึงสเหลอง


ื้


(<0.5- 10 copy/ul ในดเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม) ยังไม่มีการแสดงอาการใบขาว แตพบการเริ่มมีปริมาณ




ี่

เชอระดบสเหลองเพิ่มขึ้นในชวงหน้าแลงระหว่างเดอนมีนาคมททาการเก็บตวอย่าง ในจานวนนี้มีตัวอย่างท ี่




ื้



อยู่ในกลมเชอระดบสสม (10 copy/ul ในดเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม) จานวน 3 ตวอย่าง ซึ่งเป็นระดบท ี่

ื้




ุ่
ื้


ี่

ั่
สามารถแสดงอาการใบขาวไดชวคราวหากมีสภาวะเครียด ผลการตรวจเชอในตนทสามารถเจริญเตบโตได ้

จานวน 5 ครั้ง ทก 2 เดอน รวม 10 เดอน พบว่า 65% ของตวอย่างทใชมีเชอเริ่มตนในระดบตาท 0.5

ื้





ี่

ี่




copy/µl ในดเอ็นเอ 25 นาโนกรัม หรือระดบสเขียวและสฟ้า หลงจาก 4 เดอนแรก ในระยะ 7 เดอน




15.8% ของกลมตวอย่างมีการเพิ่มปริมาณเชอเข้าสระดบสสม (10 copy/ul ในดเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม)
ู่

ุ่

ื้





ื้
ื้

ี่
ในขณะท 68.4% มีเชอในระดบสเหลอง (1-10 copy/ul ในดเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม) และ 15.8% มีเชอ


ื้


ในระดบสเขียว (>0.5 copy/ul ในดเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม) แสดงให้เห็นว่าเชอใบขาวมีการเพิ่มปริมาณ

ภายในตนตามการเจริญเตบโตของพืช ไดเก็บลาจากกอทเหลอมาเพาะแยกข้อตาเพื่อการวิเคราะห์การ


ี่


ถ่ายทอดปริมาณเชื้อกระจายภายในล า อยู่ระหว่างการเพาะต้นเพื่อการตรวจเชื้อใบขาว

1 ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน

431



ค าน า

ื้

โรคใบขาวของอ้อย (sugarcane white leaf disease) มีสาเหตจากเชอไฟโตพลาสมาซึ่งเป็น


ี่

ั่




แบคทเรียชนิดทไม่มีผนังเซลล อาศยอยู่ในทอลาเลยงอาหารของพืช มีเพลยจกจนสน้ าตาล 2 ชนิด ไดแก่

ี้

Matsumuratettix hiroglyphicus (Matsumura) (Chen, 1978) และ Yamatotettix flavovitatus (ยุพา
และคณะ, 2548) เป็นแมลงพาหะ ลกษณะการแสดงอาการของโรคใบขาวอ้อยเกิดขึ้นไดกับทกระยะของ





ื้
การเจริญเตบโต ความรุนแรงของอาการของโรคเกิดจากปริมาณเชอไฟโตพลาสมา ความแข็งแรงของตน
ื้
ี่

ื้
อายุทเริ่มตดเชอ และสภาพอากาศ (Marzachì et al., 2004) การก าจดเชอด้วยวิธีการต่างๆ จากรายงานท ี่


ผ่านมา ยังไม่ประสบความสาเร็จ
จากการศึกษาของศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่นพบว่า การแสดงอาการใบขาวจะเกิดขึ้นได้ ประกอบดวย



ปัจจัยหลัก คือ ปริมาณเชื้อโรคใบขาว ความสมบูรณ์ของตนอ้อย และสภาพแวดลอม ในปีที่มีช่วงแล้งนานกว่า


ุ่

ี่

ปกต จะเกิดใบขาวมาก และกลมดนทรายมักพบตนทมีอาการใบขาวไดมากกว่าในกลมดนทมีความอุดม
ี่
ุ่

ื้

สมบูรณแม้บางต้นจะมีปริมาณเชอสูงเชนกันจากการศึกษาของ กอบเกียรต และคณะ (2553) ที่ด าเนินการท ี่




ี่

ุ่

แปลงทดลองในศนย์วิจยพืชไร่ขอนแก่น โดยใชพันธุ์ขอนแก่น 3 พบว่ากลมตนอ้อยทไม่ให้น้ าแสดงอาการใบ

ี่

ุ่


ุ่
ี่
ขาวมากกว่ากลมทไดรับน้ า แม้ว่าในกลมตนทไม่มีอาการใบขาวจะมีปริมาณเชอสงใกลเคยงกับตนทแสดง

ื้
ี่


อาการใบขาวก็ตามและจากการศกษาเบื้องต้นของ ศุจิรัตน์ และคณะ (2557) พบว่าต้นอ้อยทแสดงอาการใบ
ี่
ี่
ขาว มีคาสารโพรลนสงมากกว่าตนทไม่แสดงอาการ 2-3 เทา แสดงให้เหนว่าอ้อยใบขาวแสดงสภาวะขาดน้ า








ี่
ภายในเซลลสอดคลองกับรายงานของ กอบเกียรต และคณะ (2553) ซึ่งพบว่า ปริมาณน้ าในใบอ้อยทแสดง



อาการขาวมีน้อยกว่าในใบทไม่มีอาการประมาณ 2 เทาดวยจากข้อมูลเหลานี้แสดงให้เหนว่าสภาพแวดลอม


ี่


ุ้


เปนปัจจยทมีผลตอการกระตนให้เกิดอาการใบขาวแม้จะมีปริมาณเชอสงในระดบใกลเคยงกัน อย่างไรก็ตาม


ื้

ี่

ุ้
ยังคงมีคาถามถงระดบของปริมาณเชอต่ าทสดททาให้เกิดอาการใบขาวไดเมื่อถูกกระตนดวยสภาพแวดลอม

ี่
ี่

ื้






ื้





เพื่อน ามาใชในการคาดการณ โดยคาดว่าหากมีเชอในปริมาณตาลงน่าจะสามารถไว้ตอและให้ผลผลตไดอีก
ื้
หลายรุ่นกว่าปริมาณเชื้อจะสะสมถึงขั้นแสดงอาการ นอกจากนี้ยังมีค าถามถึงพัฒนาการของเชอเมื่ออ้อยอยู่ใน


สภาพแวดลอมททาให้เกิดความเครียดหรือในสภาพไร่ ซึ่งข้อมูลทไดจากการศกษาโจทย์ดงกลาว จะเป็น

ี่

ี่


ั้







ประโยชน์อย่างยิ่งตอการจดการขบวนการผลตและการคาดการณผลผลตทควรจะได ตงแตการวางแผน การ
ี่
คดเลอกแปลงแม่พันธุ์ การขยายพันธุ์ รวมไปถงการคดเลอกแปลงปลก ทงนี้ข้อมูลทไดจากการศกษาเหลานี้







ี่
ั้






ยังอาจน ามาใชเป็นแนวทางในการคดเลอกพันธุ์ทนโรค ททาให้สามารถจดการโรคใบขาวไดอย่างยั่งยืน


ี่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหลงทสภาพไม่เหมาะสมต่อการปลูกอ้อย ในงานวิจัยนี้จงมีวัตถุประสงคเพื่อศกษาการ



ี่

ถ่ายทอดปริมาณเชื้อโรคใบขาวในอ้อยสอ้อยตอและการแสดงอาการของโรคในสภาพไร่ ซึ่งจะท าการติดตาม
ู่
พัฒนาการของปริมาณเชื้อภายในอ้อยเมื่ออยู่ในสภาพไร่ การถ่ายทอดปริมาณเชื้อภายในกอ และปริมาณเชื้อ


ในข้อตาตาแหน่งตาง ๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกลไกของการเกิดโรค และสามารถวางแผนการจดการได ้

อย่างอย่างมีประสิทธิภาพ

432



วิธีด าเนินการและอุปกรณ์

พืชที่ใช้ในการทดลอง : อ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3
วิธีการ : แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน

ขั นตอนที่ 1 ตรวจติดตามปริมาณเชื้อไฟโตพลาสมาโรคใบขาวอ้อยในอ้อยรุ่นที่ 1 และในรุ่นอ้อยตอ

ในแปลงทดลองของศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น


วิธีด าเนินการทดลอง : ส ารวจและคดเลอกต้นอ้อยในแปลงทดลองใน ศวร.ขก. ประมาณ




ี่



50 กอทมีอาการและไม่มีอาการใบขาว นับจานวนลา/หน่อในกอ ตดเครื่องหมายทกลา บันทกอาการสใบ


เก็บใบตาแหน่งท 3 จากยอด บันทกอาการสใบ ตรวจปริมาณเชอใบขาวดวยเทคนิค PCR ตามวิธีการของ
ี่
ื้


ศจรัตน์และคณะ (2558) ทาการตรวจปริมาณเชอใบขาวทั้งสน 3 อายุ : 3 เดอน, 6 เดอน, 9 เดอน ในอ้อย




ิ้

ื้





ี่

ี่
รุ่นท 1 และรุ่นอ้อยตอจานวน1-2 รุ่น บันทกอาการสใบ สภาพอากาศ และการจดการแปลงในชวงทเก็บ
ตัวอย่าง
ื้

ขั นตอนที่ 2 ตรวจตดตามการถ่ายทอดปริมาณเชอไฟโตพลาสมาโรคใบขาวในอ้อยทไดจากการช า
ี่

ข้อตาจากล าที่ได้จากการปลูกในสภาพแปลง

ี่






วธีดาเนินการทดลอง : คดเลอกลาอ้อยจากขั้นตอนท 1 ชาข้อตาในถุงเพาะจานวน 100

ี่
ื้




ี่
ข้อ บันทกหมายเลขลาทไดในขั้นตอนท 1 ตาแหน่งข้อของแตละลา เมื่องอกใบ ทาการตรวจปริมาณเชอใบ


ขาวตามวิธีการในขั้นตอนที่ 1
การบันทึกข้อมูล
จ านวนหน่อ/ ล าต่อกอ อาการสีใบ ปริมาณเชื้อใบขาวตรวจด้วยเทคนิค PCR
สถานที่ทดลอง ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น
ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ นสุด : 2559-2564

ผลการทดลองและวิจารณ์
จากการส ารวจแปลงใน ศวร.ขก. และติดเครื่องหมายกอที่ต้องการทดสอบที่มีอาการใบขาว จ านวน
20 กอ เก็บตวอย่างใบน าไปสกัด DNA ตรวจ PCR ตนพ่อแม่ 20 ตวอย่าง พบว่ามีปริมาณเชอในใบระดบ
ื้





ตั้งแตสีฟ้าถึงสีเหลือง (<0.5-10copies/ul ในดีเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม) (ภาคผนวก ตารางที่ 1) และเมื่อน า
ลาทไดไปเพาะข้อตา เมื่อตนอ้อยอายุได 2 เดอน เก็บตวอย่างใบทไดจากแตละลาไปตรวจปริมาณเชอดวย

ื้


ี่


ี่








ี่
เทคนิค PCR พบว่ามีการกระจายของเชื้อและปริมาณในระดบทสอดคล้องกันกับการตรวจที่ใบของแตละลา

ยกเว้นล าที่ 16 เนื่องจากตัวอย่างที่ได้มีปริมาณเชื้ออยู่ในระดบตา จึงท าให้ไม่เห็นการสะสมของเชื้อทชัดเจน

ี่
ในล า

433























ี่
สภาพแปลงอ้อยภายในศนย์วิจยพืชไร่ขอนแก่นทใชในการศกษาและการระบุลาและข้อในการศกษาการ


กระจายของเชื้อในล าโดยตรวจจากต้นที่เพาะได้จากข้อตา

จากการคัดเลือกกอในแปลง ท าการคัดได้ 40 กอ เพื่อศึกษาการถ่ายทอดปริมาณเชื้อ โดยท าการตัด

ต้นที่อยู่ในแปลงที่คัดเลือกไว้เพื่อตดตามการงอกของหน่อ แต่พบว่าหลายกอถูกท าลายจากปลวก และสภาพ
ี่








แลง ไม่สามารถเก็บตวอย่างได ทาการปลกซ่อมโดยใชตนทไดจากลาของแปลงนี้ พบว่าเหลอตวอย่างท ี่




ั้

สามารถน ามาศกษาตอไดจานวน 25 กอ โดยตดเครื่องหมายลาหลก เนื่องจากตนเลกและพบว่าทงหมดมี











ี่


การเจริญเตบโตทชานื่องจากความไม่สมบูรณของตน ทาเก็บตวอย่างใบจากลาทตดเครื่องหมาย จานวน 5

ี่


ครั้ง ได้แก่ พ.ย.2562, ธ.ค. 2562, มีนาคม 2563, มิถุนายน 2563, สิงหาคม 2563 ครั้งที่ 1-4 เก็บตัวอย่าง
ใบจากล าหลัก ครั้งที่ 5 ในเดือนสิงหาคม เก็บตัวอย่างใบจากล าหลักและล าใหม่ที่เกิดจากหน่อ จ านวนตั้งแต่
1 ล า ถึง 9 ล า ขึ้นกับความสมบูรณ์ของต้น น ามาตรวจปริมาณเชื้อโรคใบขาว การส ารวจในครั้งที่ 3 พบต้น
ตายจ านวน 2 กอ เนื่องจากเป็นช่วงแล้ง เดือนมีนาคม และ ครั้งที่ 4 ในเดือนมิถุนายน มีต้นตายจ านวนมาก


ขึ้น รวมเป็น 5 กอ และมีการปลูกซ่อมโดยใชข้อตาจากลาที่ได้จากกอเดิมมาปลูก ในระหว่างการติดตามการ
เพิ่มปริมาณเชื้อในสภาพไร่ (ภาคผนวก ตารางที่ 2)

ผลการตรวจปริมาณเชื้อโรคใบขาวพบว่าตัวอย่างจากทั้ง 25 กอ เริ่มต้นมีเชื้อใบขาวอยู่ในระดับสฟ้า
ื้
ถึงสเหลอง (<0.5- 10 copy/ul ในดเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม) จดเป็นปริมาณเชอทตา ยังไม่มีการแสดง

ี่






ื้

อาการใบขาว โดยมีเชอในระดบสฟ้า 20% ระดบสเขียว 45% ระดบสเหลอง 35% แสดงให้เห็นว่า 65%




ของตัวอย่างมีปริมาณเชื้อในระดับที่ปลอดภัย (ภาพที่ 1)

434




































ี่

ื้
ภาพที่ 1 สดสวนปริมาณเชอไฟโตพลาสมาโรคใบขาวอ้อยในอ้อยทเก็บตวอย่างจากลาเดมในระหว่างเดือน
พฤศจกายน 2562 ถึง สงหาคม 2563 จากอ้อย 25 กอตรวจดวยวิธี nested-PCR รหัสสระบุถึง




ระดับปริมาณเชื้อ สีฟ้า : <0.5 ; สีเขียว: >0.5 ; สีเหลือง : 1-10 ; สีส้ม: 10-100 copy/ul ในดีเอ็น
เอพืช 25 นาโนกรัม


ื้





ึ้

แตพบการเริ่มมีปริมาณเชอระดบสเหลองเพิ่มขนในชวงหน้าแลงระหว่างเดอนมีนาคมททาการเก็บ

ี่
ตัวอย่าง ในจ านวนนี้มีตัวอย่างที่อยู่ในกลุ่มเชื้อระดับสีส้ม (10 copy/ul ในดีเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม) จ านวน
3 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นระดับที่สามารถแสดงอาการใบขาวได้ชั่วคราวหากมีสภาวะเครียด ผลการตรวจเชื้อในต้นท ี่





สามารถเจริญเตบโตได แสดงให้เห็นว่าหลงจาก 4 เดอนแรก ในระยะ 7 เดอน 15.8% ของกลมตวอย่างมี

ุ่


ื้
การเพิ่มปริมาณเชอเขาสระดบสสม (10 copy/ul ในดเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม) ในขณะท 68.4% มีเชอใน

ี่

ื้
ู่






ื้
ระดบสเหลอง (1-10 copy/ul ในดเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม) และ 15.8% มีเชอในระดบสเขียว (>0.5




ื้
copy/ul ในดเอ็นเอพืช 25 นาโนกรัม) และไม่มีระดบสฟ้า แสดงให้เห็นว่าเชอใบขาวมีการเพิ่มปริมาณ
ภายในต้นตามการเจริญเติบโตของพืช (ภาพที่ 1)
ี่

จากการทดลองนี้ ได้เก็บล าจากกอทเหลอมาเพาะแยกข้อตาเพื่อการวิเคราะห์การถ่ายทอดปริมาณ
เชื้อกระจายภายในล า อยู่ระหว่างการเพาะต้นเพื่อการตรวจเชื้อใบขาว

สรุปผลการทดลองและข้อเสนอแนะ

ื้
การตรวจการกระจายปริมาณเชอภายในลาอ้อยโดยการตรวจใบจากลาแม่ ก่อนน ามาข้อมาเพาะ


ื้
ขยาย พบว่าระดบของเชอในข้อต่าง ๆ มีการกระจายทสอดคลองกับระดบปริมาณเชอจากลาแม่ ในกรณท ี่

ื้


ี่


ี่

ื้
เชอมีปริมาณทตา การตรวจหาตาแหน่งสะสมของเชอทาไดไม่ชดเจน ตองใชตวอย่างทมีปริมาณเชอในลา

ื้
ี่

ื้





มาก จะท าให้เห็นการสะสมของเชื้อชดเจนยิ่งขึ้น การตรวจพัฒนาการของการเพิ่มปริมาณเชื้อภายในลาอ้อย






ทปลกในสภาพไร่ พบว่ามีการเพิ่มปริมาณขึ้นสงขึ้นอีก 1 ระดบ โดยพบการเพิ่มปริมาณในชวงทมีภาวะแล้ง
ี่
ี่

435





ั้
ื้
ู่


จากนั้นเชอจะมีการสะสมมากขึ้นเมื่อเข้าสหน้าฝน ทงนี้การดาเนินงานไม่สามารถตดตามตอไดเนื่องจาก

แปลงทดลองทใชประสบปัญหาแลงจดและปลวก ทาให้ตนอ้อยตาย จงทาให้ไม่สามารถตดตามการเพิ่ม

ี่






ปริมาณเชื้อในอ้อยตอรุ่นต่อไปได ้

การน าผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์
อยู่ระหว่างการด าเนินการทดลองและรวบรวมข้อมูล

ค าขอบคุณ
ู้
ขอขอบคณที่ปรึกษางานวิจัย ผช่วยนักวิจัยทุกท่าน ที่ร่วมกันด าเนินงานอย่างจริงจัง ท าให้งานวิจัย


สามารถดาเนินการได้เป้นอย่างด ี

เอกสารอ้างอิง
กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ ธงชัย ตั้งเปรมศรี ศุภกาญจน์ ล้วนมณี ศุจิรัตน์ สงวนรังศิริกุล วันทนา ตั้งเปรมศรี นิลุบล ทว ี

กุล ทักษิณา ศันสยะวิชัย และ เกษม ชูสอน. 2553. การจัดการสมดุลธาตุอาหารพืชเพื่อเพิ่มความทนทานของ
อ้อยที่มีต่อโรคใบขาวในเขตภาคตะวนออกเฉยงเหนือ. หน้า 302-304. ใน รายงานผลงานวิจัยศูนย์วิจัยพืชไร่



ขอนแก่น ประจ าปี 2553. ศูนยวิจัยพืชไร่ขอนแก่นสถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตรกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์.
ยุพา หาญบุญทรง วรรณภา ฤทธฺสนธิ์ และ ชุตินันท์ ชูสาย. 2548. การตรวจสอบเชื้อไฟโตพลาสมาสาเหตุโรคใบขาวอ้อย
ในเพลี้ยจักจั่นและการถ่ายทอดโรคโดยเทคนิคทางชีวโมเลกุล. วารสารวิจัย มข. 10(1): 13-21.
ศุจิรัตน์ สงวนรังศิริกุล ธีรวุฒิ วงศ์วรัตน ทักษิณา ศันสยะวิชัย สุนี ศรีสิงห์รังสี เจริญสถาพร ประพันธ์ ประเสริฐศักด ิ์



และ กอบเกียรติ ไพศาลเจริญ. 2558. วธีตรวจและวนิจฉัยโรคใบขาวของอ้อยดวยเทคนิคพีซีอาร์. ผลงานวิจัย

ดีเด่นกรมวิชาการเกษตร ประจ าปี 2557. กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. หน้า 69-89.
ศุจิรัตน์ สงวนรังศิริกุล ทักษิณา ศันสยะวิชัย และ สุนี ศรีสิงห์. 2557.การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสารชีวเคมีบางชนิดใน
อ้อยที่เป็นโรคใบขาว. ใน :รายงานไตรมาส 2 ประจ าปี 2557. สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร
Chen, C.T. 1978. Vector pathogen relationships of sugarcane white leaf disease. Taiwan Sugar J. 25:50-54.
Marzachì, C., R.G. Milne and D. Bosca. 2004. Phytoplasma-plant-vector relationships. In: Research signpost
recent research development in plant pathology p. 3-31.

436
10 >0.5-1/3 >0.5-3/3 >0.5-1/3 >0.5-3/3 >0.5-2/3 <0.5 <0.5 <0.5

<0.5 <0.5

9 >0.5-2/3 >0.5-1/3 >0.5-1/3 >0.5-3/3 <0.5 <0.5 <0.5 >0.5-1/3 >0.5-1/3
ปริมาณเชื อไฟโตพลาสมาในต้นที่เพาะจากข้อเรียงล าดับจากยอด (1) ไปโคน (10)



8 >0.5-3/3 <0.5 >0.5-1/3 >0.5-2/3 >0.5-3/3 >0.5-3/3 >0.5-3/3 >0.5-2/3 <0.5 >0.5-1/3 >0.5-3/3 <0.5 <0.5 >0.5-2/3



7 >0.5-3/3 >0.5-3/3 >0.5-2/3 >0.5-3/3 <0.5 <0.5 >0.5-2/3 <0.5 >0.5-1/3 <0.5 >0.5-2/3



6 >0.5-1/3 >0.5-1/3 >0.5-2/3 >0.5-2/3 >0.5-3/3 >0.5-2/3 1 <0.5 <0.5 >0.5-2/3 >0.5-1/3 >0.5-3/3 <0.5 <0.5 <0.5 1



5 >0.5-1/3 >0.5-1/3 1 >0.5-1/3 >0.5-3/3 <10 <0.5 >0.5-1/3 <0.5 <0.5 <0.5 <0.5 >0.5-3/3



4 >0.5-1/3 >0.5-2/3 >0.5-1/3 <0.5 <0.5 <0.5 >0.5-3/3 <0.5 >0.5-2/3 <0.5 <0.5 >0.5-1/3


>0.5-2/3 >0.5-2/3 >0.5-3/3 >0.5-1/3 >0.5-2/3 >0.5-1/3 >0.5-1/3

ภาคผนวก 3 1 1 1 <0.5 <0.5 <0.5 <0.5 <0.5

2 >0.5-3/3 >0.5-2/3 <0.5 >0.5-2/3 >0.5-1/3 >0.5-1/3 >0.5-1/3
ตารางที่ 1 ปริมาณเชื้อโรคใบขาวในอ้อยต้นอ่อนที่ได้จากการเพาะข้อตาจากอ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 ที่ได้จากแปลงอ้อยภายใน ศวร.ขก. จ านวน 20 ล า <0.5

1 >0.5-3/3 >0.5-2/3 <0.5 >0.5-2/3 <0.5 <0.5 <0.5 <0.5 <0.5
<0.5




รหัสสีและปริมาณเชื อในใบจากล าหลัก copy/ul in 25 ng plant DNA 1 >0.5-3/3 >0.5-3/3 >0.5-3/3 <0.5 <10 0.5-1/3 >0.5-2/3 >0.5-3/3 <0.5 >0.5-3/3 1 <0.5 >0.5-2/3 >0.5-2/3 <10 >0.5-3/3 1 >0.5-2/3 1





SecA +/- +/- +/- +/- +/- 1+ 1+ 1+ 0.5+ +/- +/- +/- +/- 0.5+ 1+ 2+ +/- 1+ 0.5+ 0.5+



PCR Product 210 bp 3+ 2+ 2+ 2+ +/- 4+ 0.5+ 1+ 2+ +/- 2+ 3+ +/- 1+ 1+ 4+ 2+ 3+ 1+ 3+
700 bp - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -



ตัวอย่าง ที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20

437





ี่

ตารางที่ 2 ปริมาณเชอไฟโตพลาสมาในใบจากอ้อย 25 กอ ทปลกในสภาพไร่ ในระหว่างเดอนพฤศจกายน
ื้
2562 ถึง สิงหาคม 2563 ตรวจด้วยวิธี nested-PCR
ปริมาณเชื อcopy/ul in 25 ng plant DNA
*ปลูกซ่อม ใช้ท่อนจากต้นเดิม

ครั งที่ 1 ครั งที่ 2 ครั งที่ 3 ครั งที่ 4 ครั งที่ 5 หมายเหต ุ

ต้นที่ พย 62 ธค 62 มีค 63 มิย 63 สค 63 จ านวนล าที่ตรวจในครั งที่ 6
A1 >0.5 >0.5 <0.5 ต้นตาย ต้นตาย -
A2 >0.5 <0.5 <10 <10 <10 3

A3 >0.5 >0.5 <10 10 <10 6
A4 >0.5 <0.5 <10 <10 <10 7
A5 1 <10 >0.5 ต้นตาย ต้นตาย -

A6 <0.5 >0.5 <10 <10 <10 1
A7 <0.5 <10 <10 <10* <10 1
A8 >0.5 >0.5 <10 >0.5 <10 5

A9 <0.5 <0.5 <10 10 10 9
A10 >0.5 <0.5 <10 <10 1 3
A11 <10 <0.5 <10 <10 <10 6

A12 >0.5 >0.5 ต้นตาย 10* <10* 1
A13 <10 >0.5 <10 1 >0.5 1

A14 <10 <10 <10 <10* <10* 5
A15 <0.5 >0.5 <10 ต้นตาย ต้นตาย -
A16 <10 <0.5 ต้นตาย >0.5* <10 4
A17 <10 <0.5 <10 <10 <10 1

A18 >0.5 <10 <10 >0.5 10 1
A19 <10 >0.5 <10 <10 <10* 4

A20 >0.5 <0.5 <10 <10 >0.5 1
A21 N 1 >0.5 ต้นตาย ต้นตาย -
A22 N >0.5 >0.5 ต้นตาย <10 6

A23 N <10 >0.5 ต้นตาย ต้นตาย -
A24 N <10 >0.5 <10 <10 4
A25 N <0.5 <10 <10 <10 4









(ศุจิรัตน์ และคณะ, 2558)

438



การใช้เทคนิค HRM ตรวจสอบชนิดเชอแบคทีเรียและเชื อไฟโตพลาสมาสาเหตุโรคใบขาวในอ้อย

Using High-Resolution Melting (HRM) Method for Identification of Bacteria and

Phytoplasma in Sugarcane


วีรกรณ์ แสงไสย กัญญ์ชิตา เคนเหลื่อม เบญจวรรณ รัตวัตร์ และศุจิรัตน์ สงวนรังศิริกุล
1
1
1

1

รายงานความก้าวหน้า

ั้
เชอแบคทเรียสาเหตโรคอ้อยมีหลากหลายชนิดมีทงก่อโรคและและลกษณะแฝงอยู่ในพืช สร้างความ

ื้

ี่







เสยหายกับการผลตอ้อยของไทยอย่างมาก บางโรคตดไปกับทอนพันธุ์อ้อยได การคดกรองโรคใชวิธี PCR ทมี


ความไวสง จากปัญหาในการใชไพรเมอร์ 16S-23S ในการตรวจเชอเมื่อน าผลผลตพีซีอาร์ไปวิเคราะห์ด้วยวิธี
ื้


gel electrophoresis ผลที่ได้ไม่สามารถแยกความแตกต่างของเชื้อในสกุลเดียวกันในเวลาเดยวกัน งานวิจัยนี้
มีเป้าหมายเพื่อศึกษาวิธีการตรวจและจ าแนกเชื้อวิธีใหม่ทีรวดเร็วขึ้นโดยใช้เทคนิค High-Resolution Melting

(HRM) การทดลองดาเนินการโดยใชไพรเมอร์จากยีน 16S-23S rDNA (p210/p1370) แลววิเคราะห์ผลดวย



เครื่อง Light Cycler® 480 Real-time PCR, Roche, Germany ผลการทดลองพบว่าวิธี HRM สามารถ



ื้
ื้

ื้
ตรวจเชอและจาแนกเชอตัวอย่างอ้อยไดอย่างน้อย 8 ชนิด แสดงถึงความจาเพาะตอเชอในอ้อย ความแม่นย า





ความถูกตอง และรวดเร็ว สามารถตรวจวิเคราะห์ไดหลายตวอย่างตอครั้ง สรุปไดว่าวิธี HRM มีความรวดเร็ว
สามารถน ามาใช้ในการตรวจคัดกรองโรคในอ้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ค าส าคัญ : เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไฟโตพลาสมา อ้อย การจ าแนกเชื้อ HRM

ค าน า

อ้อย (Sugarcane) เป็นพืชไร่ที่ส าคัญในเขตร้อน ปลูกมากกว่า 60 ประเทศ ผลิตเพื่อใช้เป็นวัตถุดบใน
การผลิตน้ าตาล โดยผลิตเป็นน้ าตาลถึง 70 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก (Magarey, 2020) และยังเป็นพืชเศรษฐกิจหลก

ที่ส าคัญของประเทศไทย ใช้เป็นวัตถุดบหลักที่ใช้ในการผลิตน้ าตาลทรายและพลังงานทดแทน มีความส าคัญตอ


ระบบเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างมาก ไทยยังเป็นผผลตอ้อยรายใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก ในปี 2563 ไทยมี

ู้

พื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 11 ล้านไร่ สามารถท ารายได้เป็นจ านวนเงินหลายพันล้านบาทต่อปี การเพิ่มผลผลตได ้
มากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งโรคก็เป็นปัจจัยสาคัญที่ทาให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงถึงร้อยละ 2.93 ต่อปี



ทาให้ผลผลตของอ้อยลดลงมาเป็นเวลานาน (สานักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ าตาลทราย, 2563) โรคอ้อย






ี่

นั้นเกิดไดจากเชอหลายสาเหต ไดแก่ เชอรา แบคทเรีย ไวรัส และไฟโตพลาสมา เป็นตน ซึ่งโรคของพืชทเกิด
ื้
ื้

จากเชอไฟโตพลาสมา ทาความเสยหายแก่พืชเศรษฐกิจ และสร้างความเสยอย่างมหาศาลให้กับอุตสาหกรรม
ื้




ี่

การผลตพืช ทสงผลกระทบตอการบริโภคและธุรกิจการงาน กรณโรคใบขาวของอ้อยทมีความสาคญในความ

ี่



1 ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น สถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน
* Corresponding Author E-mail: [email protected]

439





เป็นโรคที่มีความรุนแรงอันดบหนึ่งของประเทศไทยมาหลายสบปีจนถึงปัจจบัน ท าให้ผลผลิตในอ้อยปลูกลดลง






ี่

ถึง 50-70% และไม่สามารถไว้ตอได ตองปลกใหม่ ซึ่งจะมีผลทตอเนื่อง คอปัญหาการขาดแคลนทอนพันธุ์ ใน


แปลงทเป็นโรคไม่รุนแรงเมื่อเกษตรกรใสปุ๋ยและให้น้ากับอ้อยจะทาให้อาการของโรคเห็นไม่ชดเจน เกษตรกร

ี่
ยังคงเก็บเกี่ยวผลผลตไดและใช้ขยายพันธุ์ต่อไป ท าให้ปัญหาโรคใบขาวยังคงอยู่ ในการส ารวจแปลงอ้อยมักจะ



พบโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทเรียร่วมด้วย ได้แก่ โรคใบลวก โรคตอแคระแกร็น เกิดจากเชอโรคเน่าคออ้อย และ
ื้
ี่


โรคใบขีดแดงและยอดเน่า ซึ่งอาการของโรคนั้นแสดงแตกตางกันในแตละอาการทปรากฏ ซึ่งบางอาการของ





ื้
โรคนั้นเกิดร่วมกันทาให้เกิดความลาบากในการจาแนกเชอสาเหตโรค ปัจจบันโรคนั้นไดแพร่กระจายอย่าง

กว้างขวางและเพิ่มความเสียหายให้อ้อยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงจ าเป็นต้องศึกษาการจ าแนกชนิดของเชื้อเป็นข้อมูลไว้
ื้
ี่

สาหรับในการป้องกันก าจด ปัจจบันมีวิธีการจาแนกและตรวจสอบเชอสาเหตุโรคทมีความรวดเร็ว โดยเฉพาะ




ทางดานชวโมเลกุลให้สามารถน ามาประกอบการวินิจฉัย และสร้างความเชอมั่นในความแม่นย าและถูกตอง

ื่



เพียงพอ สาหรับการไดมาซึ่งข้อมูลสาคญในการวิเคราะห์ประกอบการเกิดโรคและการแพร่ระบาด เพื่อการ




ี่


ี่
จดการควบคมโรคทมีประสทธิภาพ เทคนิคทางชวโมเลกุลทสามารถตรวจไดรวดเร็วและแม่นย า มีอยู่ดวยกัน


ื้
หลายวิธี โดยวิธีการอาศยการตรวจหาดเอ็นเอเป้าหมายของเชอ วิธีทนิยมในปัจจบัน ไดแก่ เทคนิค PCR




ี่


ิ้

(Polymerase chain reaction) และ Real time PCR คอ วิธีการเพิ่มปริมาณชนสวนดเอ็นเอดวยปฏิกิริยา




ี่


ลกโซ่โพลเมอเรส สามารถชวยให้ปริมาณดเอ็นเอเป้าหมายมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวยชดไพรเมอร์ทมี

ั่
ื้


ความจาเพาะตอยีนเป้าหมายของเชอ ใชเวลาใน 2 ถึง 3 ชวโมงในการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรม (Chatenet

et al. 2005) ปัจจุบันนิยมใช้ดีเอ็นเอไพร์เมอร์ เช่นยีน 16S RNA, 16S-23S rRNA, gyrase gene, ribosomal
protein genes และ tuf gene ซึ่งมีความจ าเพาะเจาะจงกับเชอ จากปัญหาในการใชไพรเมอร์ 16S-23S ISR
ื้

ี่
ในการตรวจเชอไฟโตพลาสมา เมื่อน าผลผลตพีซีอาร์ไปวิเคราะห์ดวยวิธี gel electrophoresis ผลทไดไม่

ื้


สามารถแยกความแตกตางของเชอในสกุลเดยวกันในเวลาเดยวกัน ขณะนี้ไดมีเทคนิคการวิเคราะห์การคลาย

ื้



เกลียวของสายดีเอ็นเอหรือเทคนิค HRM (high-resolution melting analysis) มาใช้ส าหรับตรวจหาดเอ็นเอ







เป้าหมายซึ่งดเอ็นเอเป้าหมายแตละชนิดจะมี melting temperature เฉพาะตว จงสามารถใชยืนยันดเอ็นเอ
ื้
เป้าหมายที่ต้องการได้ ดังนั้นการใช้วิธี HRM สามารถตรวจและจ าแนกเชอที่เป็นสาเหตุของลักษณะอาการของ








ื้

โรคอ้อยได โดยไม่ตองวิเคราะห์ลาดบนิวคลโอไทดเพื่อพิสจน์ชนิดของเชอ ทาให้แก้ปัญหาเรื่องการจาแนก
ี่


อาการโรคอ้อย ทมีลักษณะที่คล้ายกันมากออกจากกันได โดยไม่ต้องใช้วิธี gel electrophoresis จึงลดตนทน







ในการวิเคราะห์และลดปัญหาดานสขภาพและของเสยจากห้องปฏิบัตการได ปัจจบันนิยมใชเทคนิคนี้ในดาน


ื้
การแพทย์ และสัตวแพทย์ ในการจ าแนกชนิดเชอโรคที่ก่อโรคในคนและสัตว์ ส าหรับด้านเกษตรยังไม่มีการน า



เทคนิคมาใช และเทคนิคนี้ยังสามารถใชตรวจสอบความผดปกตของยีน และใชหาจโนไทป์ของยีนตาง ๆ ท ี่




สนใจได้ (Wittwer et al. 2003) จึงเป็นที่มาของงานวิจัยนี้เพื่อตรวจสอบชนิดสาเหตุโรคอ้อยด้วยเทคนิค HRM
ที่มีความถูกต้อง แม่นย า เพื่อระบุชนิดของเชื้อได ้

440



วิธีการด าเนินการ

1. การส ารวจเก็บตัวอย่างอ้อยและแยกเชื อแบคทีเรีย
ส ารวจโรคและเก็บตัวอย่างอาการโรคอ้อยจากแหล่งปลูกของเกษตรกร จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา


และก าแพงเพชร การแยกเชื้อแบคทีเรีย เลือกตัดชิ้นส่วนพืชทแสดงอาการ โดยตัดบริเวณทเปนโรคและไม่
ี่
ี่

ื้
ุ่

ิ้
ิ้

เป็นโรค ขนาดชนสวนพืชประมาณ 0.5 x 0.5 มิลลเมตร 1-2 ชน จมแชในน้ านึ่งฆ่าเชอ นาน 1-2 นาท ใช ้




ปากคบฆ่าเชอหยิบชนสวนพืชดงกลาว วางบนหยดน้ า 10-20 ไมโครลตร ตดให้เป็นชนเลก ๆ ทงไว้ 3-5
ื้

ิ้
ิ้



ิ้

ื้


ี่
ื้
ี้
นาทแลวใชลปทฆ่าเชอ จมในหยดน้ า น ามาลาก (streak) บน อาหารเลยงเชอ วางจานเลยงเชอใสใน

ื้

ี้
ุ่
ื้

ี่

ถุงพลาสตก คว่ าจานลง บ่มเชอไว้ทอุณหภูมิห้อง (ประมาณ 30 องศาเซลเซียส) 1-2 วัน จากนั้นเลอก
ี้
ื้
โคโลนีของเชื้อแบคทีเรียที่เจริญมีเลือกแตะโคโลนีเดี่ยวน ามาเลยงบนอาหารจนได้เชื้อบริสุทธิ์ เก็บรักษาเชอ
บริสุทธิ์โดยเลยงเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อ บ่มเชื้อไว้ที่อุณหภูมิห้อง 24-48 ชั่วโมง เขี่ยเชื้อ 1 ลูปเต็มละลายใน
ี้
น้ ากรองนึ่งฆ่าเชื้อ ปริมาตร 1 มิลลิลิตร เก็บที่อุณหภูมิห้อง เก็บเชื้อบนอาหารเอียงเททับด้วยพาราฟินเหลว


ย้อมแกรมศึกษาแบคทเรียย้อมสี สีจะติดตามผนังเซลลท าให้เห็นความแตกต่างระหว่างเซลล์แบคทีเรียชนิด


ี่
ิ้



ตาง ๆ ได โดยน าแบคทเรียมาเกลยบนแผนสไลดทงไว้ให้แห้ง น าไปผานเปลวไฟ 2-3 ครั้ง เพื่อตรึง



แบคทเรียให้ตดกับแผนสไลด หยดส Crystal violet ลงให้ทวมทงไว้ 30 วินาท ลางออกดวยน้ ากลน หยด
ั่
ิ้







สารละลายไอโอดีน ทิ้งไว้ 30 วินาที ล้างออกด้วยน้ ากลั่น ล้างสีออกด้วยแอลกอฮอล์ 95เปอร์เซนต์ประมาณ



ั่


ั่
20 วินาท ลางออกดวยน้ ากลน ย้อมดวยส Safranin O ทงไว้ 30 วินาท ลางออกดวยน้ ากลน ซับสไลดให้


ิ้





แห้ง น าไปสองดแกรมแบคทเรียภายใตกลองจลทรรศน์ แบคทเรีย แกรมบวกจะย้อมตดสน้ าเงินของ






Crystal violet และแบคทีเรียแกรมลบจะย้อมติดสีแดง Safranin O
2. การสกัดดีเอ็นเอ

2.1 การสกัดดีเอ็นเอแบคทเรีย : สกัดดีเอ็นเอจากโคโลนีของเชอแบคทเรียที่แยกจากตัวอย่างอ้อย

ื้
ด้วยชุดสกัดส าเร็จรูป NucleoSpin Tissue (MACHEREY-NAGEL, Germany) ตรวจพิสูจน์ชนิดของเชื้อใน
ตัวอย่างแต่ละอาการด้วยการตรวจล าดับนิวคลีโอไทด์ต าแหน่ง 16S-23S rDNA
2.2 การสกัดดีเอ็นเอพืช : ตัวอย่างใบสดจากอ้อยทแสดงอาการและไม่แสดงอาการทส ารวจไดจาก
ี่

ี่




แหลงระบาดของโรคในจงหวัดขอนแก่น นครราชสมา และก าแพงเพชร สกัดดเอ็นเอจากใบดวยการ


ประยุกต์ CTAB method ตามวิธีของ Li and Midmore (1999) ตรวจวัดปริมาณและคณภาพดเอ็นเอพืช

ด้วย Nano drop (Nano Drop Lite Spectrophotometer, Thermo Scientific, USA) ตรวจพิสูจน์ชนิด
ของเชื้อในตัวอย่างแต่ละอาการด้วยการตรวจล าดับนิวคลีโอไทด์ต าแหน่ง 16S-23S rDNA
3. การเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอ และวิเคราะห์ล าดับนิวคลีโอไทด ์
ท าการเพิ่มปริมาณชนดีเอ็นเอด้วยเทคนิค PCR โดยแต่ละปฏิกิริยามีปริมาตรสทธิ 15 µl มีความ
ิ้


เข้มข้นสุดทายของส่วนผสมดังนี้ 1X PCR buffer, 1.5 mM MgCl , 0.2 mM dNTP, 0.1 U Taq
2
polymerase, 0.34 µM Primer และ 25 ng/µl สารละลายดีเอ็นเอที่สกัดได้แล้วน าไปท าปฏิกิริยาใน
เครื่อง เพิ่มปริมาณดีเอ็นเอ (Veriti Thermal Cycler, USA) มีขั้นตอนดังนี้ Pre-denaturing 94 °C นาน
5 นาท, denaturing 94 °C นาน 1 นาท, annealing 50 °C นาน 1 นาท, extension 72 °C นาน 1 นาท ี




441



(ท าซ้ า denaturing, annealing และ extension จ านวน 35 รอบ) และ final extension 72 °C นาน 7


นาที น าผลผลต PCR มาตรวจสอบด้วยวิธี agarose gel electrophoresis และน ามาทาให้ผลผลิต PCR


บริสุทธิ์ด้วยชุดน้ ายาส าเร็จรูป GF-1 AmpbiClean Kit (Vivantis, Vivantis) ส่งผลผลิต PCR บริสทธิ์ไปหา
ล าดับนิวคลีโอไทด์โดย Solegent (Korea)

4. การสร้าง Phylogenetic tree






ทาการจดลาดบนิวคลโอไทดให้ถูกต้องด้วยโปรแกรม BioEdit v 7.1 และ Clustal W จากนั้นทาการ

สร้าง phylogenetic tree ด้วยโปรแกรม MEGA ver. 5.05 ด้วยวิธี Neighbor-Joining โดยใช้โมเดล Kimura
2- parameter ด้วยการสุ่มข้อมูล (bootstrap) จ านวน 1,000 ครั้ง
5. การเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอด้วยวิธี Real-time PCR และการวิเคราะห์ HRM

ิ้

น าสารละลายดเอ็นเอ (25 ng/µl) ทสกัดไดมาเป็นตนแบบในการเพิ่มปริมาณชนเอ็นเอ โดยใชไพร
ี่



ี่

เมอร์ 16S-23S ทาปฏิกิริยาเพิ่มปริมาณดเอ็นเอตามข้อ 2 จากนั้น น าผลผลตทไดมาเจอจางอัตราสวน 1:200











สาหรับเป็นดเอ็นเอตนแบบในทา PCR ปริมาตรสทธิ 15 µl ซึ่งมีสวนผสมของปฏิกิริยาดงนี้ 1X PCR buffer,
2.0 mM MgCl 2 , 0.2 mM dNTP, 0.1 U Taq polymerase 0.2 µM p210-R (5’GAGGAAIGIGGAIGACGT3’)/p1370
F(5’AGICCCGIGAACGTATTCAC3’) และ 3.34 µM Syto9 dye วิเคราะห์คาการคลายเกลยวของสายดเอ็น



ี่
เอ (melting temperature; Tm) ทตดตงอยู่ในเครื่องเพิ่ม ปริมาณสารพันธุกรรมในสภาพจริง (Light
ั้

Cycler® 480 Real-time PCR, Roche, Germany) มีขั้นตอนดงนี้ initial-denaturing 94 °C นาน 5 นาท,



denaturing 94 °C นาน 30 วินาท, annealing 50 °C นาน 30 วินาท, extension 72 °C นาน 40 วินาท ี


(ทาซ้ า denaturing, annealing และ extension จานวน 40 รอบ) จากนั้นทาการ เพิ่มอุณหภูมิตงแต 65 °C


ั้

ถึง 95 °C โดยเพิ่ม 0.03 °C ต่อวินาที เมื่อสนสุดให้ลดอุณหภูมิลงที่ 40° C นาน 30 วินาท วิเคราะห์ melting

ิ้
peak ดวยโปรแกรม Tm calling และสร้าง Normalized melting curves โดยโปรแกรม Gene Scanning

1.5.0 (Roche Diagnostics, Germany)

ผลและวิจารณ์ผลการทดลอง
1. การจัดกลุ่มเชื อแบคทีเรียในอ้อย

การย้อมแกรมแบคทีเรียสามารถแบ่งกลุ่มแบคทีเรีย เป็น 2 กลุ่ม จากลักษณะการติดสีแกรมแบคทเรีย
กลมท 1 คอ แบคทเรียแกรมลบ Sphinggomonas paucimobilis, Pseudomonas oryzihabitans,

ุ่
ี่

Pantoea stewartii, Curtobacterium sp., Acinetobacter radioresistens, Entrobacter sp. และ

ี่

ุ่

Acinetobacter radioresistens กลมท 2 คอ แบคทเรียแกรมบวก ไดแก่ Bacillus pumilus, และ
Streptomyces spp. (ภาพที่ 1)


การทาปฏิกิริยา PCR และการวิเคราะห์ลาดบนิวคลโอไทด พบว่ามีขนาดความยาวของชนยีน 1,000


ิ้


ุ่

ี่
ี่

bp (ภาพท 2) เมื่อน ามาสร้าง Phylogenetic tree (ภาพท 3) พบว่าสามารถจดกลมตวอย่าง ไดเป็น 2 กลม
ุ่
ุ่
ี่
ุ่
คอ กลมท 1 เป็นกลมของเชอแบคทเรียแกรมลบ ไดแก่ Sphinggomonas paucimobilis, Pseudomonas


ื้

oryzihabitans, Pantoea stewartii, Curtobacterium sp., Acinetobacter radioresistens,

442



Entrobacter sp. และ Acinetobacter radioresistens กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มของเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกและ


ไฟโตพลาสมา ไดแก่ Bacillus pumilus, Streptomyces spp. และ Sugarcane white leaf เมื่อพิจารณา

ื้


ื้
คาความเหมือน (% similarity) พบว่า เชอแบคทเรียและเชอไฟโตพลาสมา มีระดบความคลายคลง 95-99%






ื้
ตามลาดบ พบว่าเชอไฟโตพลาสมามีวิวัฒนาการมาจากแบคทเรีย บรรพบุรุษเป็นแบคทเรียแกรมบวกอยู่ใน
คลาสเดียวกับเชื้อ Bacillus sp. ท าให้เชื้อทั้งสองมีความคล้ายคลึงกัน (Chen et al. 2012)
2. การจ าแนกเชื อแบคทีเรียด้วยวิธี HRM
ผลการทาปฏิกิริยา PCR ดวยไพรเมอร์ HRM p210-R / HRM p1370-F จากตวอย่างจานวน 96




ตวอย่าง มีทงแสดงและไม่แสดงอาการจากการตดเชอ มาวิเคราะห์คาการคลายเกลยวของสายดเอ็นเอ




ื้
ั้


ุ่

ื้
ี่
ี่

(melting temperature; Tm) ดวยโปรแกรม Tm calling ไดคาเฉลย Tm (ภาพท 4) แบ่งเป็น 6 กลมเชอ
ุ่

ี่


ื้
ดงนี้ กลมท 1 คา คอ เชอ Pantoea stewatii, Sphinggomonas paucimobilis และ Pseudomonas
oryzihabitans มีคา Tm 85.01 C จานวน 5 ตวอย่าง Bacillus mycoides มีคา Tm 85.01 C จานวน 3







ตวอย่าง กลมท 2 คอ Sugarcane white leaf มีคา Tm 85.84 C จานวน 13 ตวอย่าง กลมท 3 คอ

ี่

ุ่




ี่
ุ่

Bacillus pumilus มีคา Tm 85.84 C จานวน 8 ตวอย่าง กับ Curtobacterium sp. มีคา Tm 85.84 C








ื้


ุ่
ุ่


ี่
ี่

จานวน 6 ตวอย่าง กลมท 4 คอ เชอ Streptomyces sp. มีคา Tm 86.04 C จานวน 14 ตวอย่าง กลมท 5


ุ่
ื้


คอ เชอ Acinetobacter radioresistens มีคา Tm 86.33 C จานวน 16 ตวอย่าง และ กลมท 6 คอ เชอ
ี่
ื้


Enterobacter sp. มีค่า Tm 87.64 จ านวน 31 ตัวอย่าง พบว่าภายในกลุ่มที่ 1 และ 3 มีค่า Tm ใกล้เคียงกัน

มากไม่สามารถแยกออก การจาแนกความแตกตางของจโนไทป์ จากการสร้างกราฟ Normalized melting


ื้

ี่
curve ดวยโปรแกรม Gene Scanning (ภาพท 2) พบว่าสามารถแยกเชอแบคทเรียจากเชอบริสทธิ์ ออกเป็น
ื้



ุ่

8 กลม อย่างชดเจนดงนี้ 1) Enterobacter sp. 2) Bacillus subtilis 3) Pseudomonas oryzihabitans
4) Acinetobacter radioresistens 5) Pantoea stewartii 6) Sphinggomonas paucimobilis 7)

ี่
Sugarcane white leaf และ 8) Curtobacterium sp. (ภาพท 5 และ 6) สวนตวอย่างอ้อย สามารถแยก

ุ่
เชอแบคทเรีย ออกเป็น 8 กลม อย่างชดเจนดงนี้ 1) Streptomyces spp. 2) Bacillus pumilus 3)



ื้
Entrobacter sp. 4) Acinetobacter radioresistens 5) Pantoea stewartii 6) Bacillus mycoides 7)
ื้

Curtobacterium sp. และ 8) Sugarcane white leaf ดังนั้นการใช้วิธี HRM สามารถตรวจและจาแนกเชอ

แบคทีเรียที่มีอาการและไม่แสดงอาการได โดยไม่ต้องวิเคราะห์ล าดับนิวคลีโอไทด์เพื่อพิสูจน์ชนิดของเชื้อ ท าให้

ื้
ี่

แก้ปัญหาเรื่องการจาแนกอาการโรคอ้อย โดยเฉพาะโรคทเกิดจากเชอแบคทเรียและไฟโตพลาสมา ซึ่งมี



ี่




ลกษณะทคลายกันออกจากกันได มีรายงานการวิจยใช เทคนิค PCR และวิเคราะห์ผลผลตดวย HRM ทาให้

ื้

สามารถแยกจโนไทป์ ของเชอ Mycoplasma gallisepticum 30 ไอโซเลทไดอย่างรวดเร็ว (Seyed et al.,

2010 และ ธีรวุฒิ และคณะ, 2559) ไดใช้วิธีการวิเคราะห์ HRM เพื่อแยกความแตกต่างของเชื้อไฟโตพลาสมา

ุ่

ุ่

สาเหตของโรคอ้อย พบว่า สามารถแยกเชอได 3 กลม ไดแก่ กลมเชอไฟโตพลาสมาโรคใบขาว ใบขาวกอฝอย

ื้
ื้


และกอตะไคร้ Choochai et al. (2013) ไดพัฒนาวิธีการตรวจสนิป rs5896 ของยีน prothrombin ดวยวิธี
PCR และ HRM โดยใชตวอย่างประชากรจงหวัดขอนแก่นททราบจโนไทป์แลวน ามาเพิ่มปริมาณดวยวิธี PCR





ี่

และวิเคราะห์ดวยวิธี HRM ผลการทดลองสามารถแยกความแตกตางระหว่างจโนไทป์ตาง ๆ ได สาหรับการ







443




ตรวจสนิป rs5896 ของ prothrombin ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการเกิดนิ่วไตในคนไทยภาคอีสาน ปรางทพย์
ี่
ื้





อุทยวัตร (2558) ไดตรวจจาแนกสายพันธุ์เชอ Human Papillomavirus ชนิดเสยงสงตอ การเกิดมะเร็งปาก


ื้
มดลกดวยเทคนิค real-time PCR ร่วมกับ HRM พบว่ามีความไวในการตรวจหาเชอ HPV ท 103 copies ใช ้
ี่
เวลาเพียง 90 นาท และไม่พบการ cross-reaction ระหว่างสายพันธุ์ การวิเคราะห์ผลผลตจาก PCR ดวยวิธี







ี่



HRM ไม่จาเป็นรู้ลาดบนิวคลโอไทด และเป็นวิธีทให้ผลการทดลองเร็ว สามารถทาไดง่าย มีความไวของ

ปฏิกิริยาสง เหมาะสาหรับการวิเคราะห์ตวอย่างจานวนมากในแตละครั้ง (Chia-Cheng et al. 2011) มี









คาใชจายทประหยัดกว่าการจาแนกเชอไฟโพลาสมาดวยหาลาดบนิวคลโอไทดของแตละตวอย่าง และน ามา




ื้
ี่


ี่

สร้าง phylogenetic tree การใชวิธี HRM มีประโยชน์ในการตรวจสอบและจาแนกเชอในตวอย่างทไม่แสดง
ื้


อาการของโรคอ้อยและงานวิจัยด้านการติดเชื้อข้ามชนิด




ื้

ี่


ภาพที่ 1 เชอแบคทเรียทแยกไดจากตวอย่างอ้อย ไดแก่ 1.1 Enterobacter cloacae 1.2 Acinetobacter
Radioresistens 1.3 Pantoea stewartii 1.4 Sphingomonas paucimobilis 1.5 Bacillus subtilis 1.6
Streptomyces spp. 1.7 Pseudomonas oryzihabitans 1.8 Curtobacterium sp.




ภาพที่ 2 ผลการวิเคราะห์ขนาดชิ้นดีเอ็นเอบริเวณ 16s rDNA เชื้อแบคทีเรียและเชื้อไฟโตพลาสมาในอ้อย

444



























ภาพที่ 3 ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไฟโตพลาสมาในอ้อย

























ื้
ภาพที่ 4 การวิเคราะห์ Melting curve ดวยวิธี real-time PCR บริเวณยีน 16S-23S rRNA เชอแบคทเรีย

และเชื้อไฟโตพลาสมาในอ้อย














ภาพที่ 5 การวิเคราะห์ Normalized ดวยวิธี real-time PCR บริเวณยีน 16S-23S rRNA ตวอย่างเชอ
ื้


แบคทีเรียที่แยกจากตัวอย่างอ้อย

445






















ภาพที่ 6 การวิเคราะห์ความแตกตาง High-resolution difference plots ดวยวิธี real-time PCR บริเวณ
ยีน 16S-23S rRNA ตัวอย่างเชื้อแบคทีเรียที่แยกจากตัวอย่างอ้อย














ภาพที่ 7 การวิเคราะห์ Normalized ดวยวิธี real-time PCR บริเวณยีน 16S-23S rRNA ตวอย่างจาก

ตัวอย่างอ้อย

















ภาพที่ 8 การวิเคราะห์ความแตกต่าง High-resolution difference plots ด้วยวิธี real-time PCR บริเวณ

ยีน 16S-23S rRNA ตัวอย่างจากตัวอย่างอ้อย

สรุปผลการทดลองและข้อเสนอแนะ
เชอแบคทีเรียและเชอไฟโตพลาสมาในอ้อยจากการสร้างกราฟ Phylogenetic tree ด้วยล าดับนิวคล ี
ื้
ื้
ื้

โอไทดบริเวณ 16S-23S rDNA พบว่าสามารถจดกลมเป็น 2 กลม ไดแก่ 1) เชอแบคทเรียแกรมลบ ซึ่งระดบ



ุ่
ุ่


ความเหมือนกันที่ 95-99% 2) เชื้อแบคทเรียแกรมบวกและเชื้อไฟโตพลาสมาสาเหตโรคใบขาว มีระดับระดบ


ความเหมือนกันที่ 98-99% ซึ่งเชื้อไฟโตพลาสมามีวิวัฒนาการมาจากแบคทีเรีย บรรพบุรุษเป็นแบคทีเรียแกรม

บวกอยู่ใน คลาสเดียวกับเชื้อ Bacillus sp. ท าให้เชื้อทั้งสองมีความคล้ายคลึงกัน ผลการจ าแนกความแตกตาง
ของจีโนไทป์ของเชื้อแบคทีเรียด้วยวิธี HRM ท าให้สามารถแยกเชื้อสาเหตุโรคและเชื้ออื่นๆ ที่อยู่ในตัวอย่างอ้อย


Click to View FlipBook Version