The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชกรณียกิจพระมหากษัตริย์ไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ppuunn19, 2022-02-27 10:30:49

พระราชกรณียกิจพระมหากษัตริย์ไทย

พระราชกรณียกิจพระมหากษัตริย์ไทย

พระราชกรณี ยกิจ
พระมหากษัตริย์ไทย

จัดทำโดย
นาวสาวโอบนิ ธิ บุญมีพิพิธ ม.4/12 เลขที่44

เสนอ
คุณครูศศธร เรืองวิริยะชัย

คำนำ

หนั งสือเล่มนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่ งของวิชา ประวัติศาสตร์ การ
ศึ กษาเกี่ยวกับพระราชกรณี ยกิจของสมเด็จพระนารายณ์ มหาราชและ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
โดยได้ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ เช่น ตำรา หนั งสือ วารสาร ห้อง
สมุด และเว็บไซต์ต่างๆ

ผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทำหนั งสือเล่มนี้ จะมีข้อมูล
ที่เป็นประโยชน์ ต่อผู้ที่สนใจศึกษาเป็นอย่างดี

สารบัญ

เรื่อง หน้ า

ประวัติของพระนารายณ์ มหาราช 1
พระราชกรณี ยกิจของสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช
2
1.ด้านการปกครอง 5
2.ด้านการต่างประเทศ 6
3.ด้านเศรษฐกิจ 7
4.ด้านวรรณกรรม

ประวัติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 8

พระราชกรณี ยกิจของพระบ
าทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

1.การเลิกทาส
9
2.การปฏิรูประบบราชการ 10
3.การสาธารณูปโภค 14

4.การเสด็จประพาส 15

5.การศึกษา 16

6.การปกป้องประเทศจากการ 17

สงครามและเสี ยดินแดน

ประวัติของสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวัน
จันทร์ เดือนยี่ ปีวอก พ.ศ. 2175 (นั บแบบปัจจุบัน พ.ศ. 2176)
เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กับพระ
ราชเทวีไม่ปรากฏพระนาม คำให้การชาวกรุงเก่า ระบุว่าพระ
ชนนี ของพระองค์ชื่อพระสุริยา ส่วน คำให้การขุนหลวงหาวัด
ระบุพระนามว่าพระอุบลเทวี และหม่อมหลวงมานิ จ ชุมสาย
ระบุพระนามว่าพระนางศิริธิดา และมีพระขนิ ษฐาร่วม
พระมารดาคือกรมหลวงโยธาทิพ (หรือพระราชกัลยาณี
พระราชบิดาและพระราชมารดาเป็นเครือญาติกัน หม่อม
หลวงมานิ จ ชุมสาย ระบุว่าพระมารดาของพระนารายณ์เป็น
"...พระขนิ ษฐาต่างมารดาของพระเจ้าปราสาททอง" แต่งาน
เขียนของนิ โคลาส์ เดอ แซร์แวส ระบุว่า มารดาเป็นพระราช
ธิดาในสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ส่วนพระราชบิดาคือสมเด็จ
พระเจ้าปราสาททอง ฟาน ฟลีต ระบุว่า เป็นลูกของน้ องชาย
พระราชมารดาในสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
พระองค์มีพระนมที่คอยอุปถัมภ์อำรุงมาแต่ยังทรงพระเยาว์
คือเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ ของพระเจ้าปราสาททอง
เช่นกัน กับอีกท่านหนึ่ งคือพระนมเปรม ที่ฟร็องซัว อ็องรี ตุร
แปง (François Henry Turpin) ระบุว่าเป็นเครือญาติของ
สมเด็จพระนารายณ์
สมเด็จพระนารายณ์ มหาราชเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาใน
สมเด็จเจ้าฟ้าไชย และยังมีพระอนุชาต่างพระมารดาอีก ได้แก่
เจ้าฟ้าอภัยทศ (เจ้าฟ้าง่อย) เจ้าฟ้าน้ อย พระไตรภูวนาทิตยวง
ศ์ พระองค์ทอง และพระอินทราชา

1

พระราชกรณี ยกิจ

สมเด็จพระนารายณ์ มีส่ วนสำคัญใน ด้านการปกครอง
การขึ้นครองราชย์ของ สมเด็จพระ
ศรีสุธรรมราชา โดยพระองค์ได้ร่วม
มือกับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาใน
การชิงราชสมบัติจาก สมเด็จเจ้าฟ้า
ไชย ซึ่งเป็นพระเชษฐาของพระองค์
โดยหลังจากที่พระองค์ช่วยสมเด็จ
พระศรีสุธรรมราชาขึ้นครองราช
สมบัติได้แล้วนั้ น สมเด็จพระศรีสุ
ธรรมราชาทรงแต่งตั้งให้พระองค์
ดำรงตำแหน่ ง พระมหาอุปราช และ
ให้เสด็จไปประทับที่ พระราชวังบวร
สถานมงคล หลังจากสมเด็จพระศรี
สุธรรมราชาขึ้นครองราชสมบัติได้ 2
เดือนเศษ พระองค์ทรงชิงราชสมบัติ
จากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มิเคยได้เป็นพระมหากษัตริย์ "ทรงธรรม"

หรือ "ธรรมราชา" ในสายตาของทวยราษฎร์เลยแม้แต่น้ อย ดังปรากฏใน

คำให้การชาวกรุงเก่า ที่มีการเปรียบเทียบพระองค์กับ สมเด็จ

พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็จะพบว่าเชลยไทยชื่นชมพระมหากษัตริย์

พระองค์หลังเสียมากกว่า นอกจากนี้ ยังปรากฏในเอกสารของชาวตะวัน

ตกที่ยืนยันความไม่เป็นที่นิ ยมของราษฎรอย่างชัดแจ้ง ทั้งนี้ ก็เพราะ

ตลอดรัชสมัยของพระองค์ล้วนมีการสงครามทั้งกับต่างประเทศและการ

ปราบกบฏภายในประเทศ ชาวนาจึงต้องถูกเกณฑ์ไปรบหรืออาจทนทุกข์

เพราะความแร้นแค้นของภาวะสงคราม ยังความทุกข์สู่ทวยราษฎร์และ

ไม่มีประโยชน์ อันใดต่อชาวนา 2

พระราชกรณี ยกิจ

ด้านการต่างประเทศ

ความสั มพันธ์ระหว่างประเทศในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ รุ่งเรือง
ขึ้นมาอีกครั้ง โดยมีการติดต่อทั้งด้านการค้าและการทูตกับประเทศ
ต่าง ๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน อังกฤษ และฮอลันดา มีชาวต่างชาติ
เข้ามาในพระราชอาณาจักรเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้ รวมถึงเจ้า
พระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ชาวกรีกที่รับราชการ
ตำแหน่ งสูงถึงที่สมุหนายก ขณะเดียวกันยังโปรดเกล้าฯ ให้แต่ง
คณะทูตนำโดย เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ไปเจริญสัมพันธไมตรี
กับราชสำนั กฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ถึง 4 ครั้งด้วย
กัน ผู้ที่เขียนเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยา และสยามมากที่สุดในสมัยนี้ ก็
คือ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์
สมเด็จพระนารายณ์ มหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เลื่องลือ
พระเกียรติยศในพระราโชบายทางคบค้าสมาคมกับชาวต่างประเทศ
รักษาเอกราชของชาติให้พ้นจากการเบียดเบียนของชาวต่างชาติ
และรับผลประโยชน์ ทั้งทางวิทยาการและเศรษฐกิจที่ชนต่างชาตินำ
เข้ามา นอกจากนี้ ยังได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงกวีและงานด้านวรรณคดี
อันเป็นศิลปะที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้ น เมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จ
เถลิงถวัยราชสมบัติ ณ ราชอาณาจักรศรีอยูธยาแล้ว ปัญหากิจการ
บ้านเมืองในรัชสมัยของพระองค์เป็นไปในทางเกี่ยวข้องกับชาวต่าง
ประเทศเป็นส่วนใหญ่ ด้วยในขณะนั้ น มีชาวต่างประเทศเข้ามา
ค้าขาย และอยู่ในราชอาณาจักรไทยมากว่าที่เคยเป็นมาในกาลก่อน
ที่สำคัญมาก คือ ชาวยุโรปซึ่งเป็นชาติใหญ่มีกำลังทรัพย์ กำลังอาวุธ
และผู้คน ตลอดจน มีความเจริญรุ่งเรืองทางวิทยาการต่าง ๆ เหนื อ
กว่าชาวเอเซียมาก และชาวยุโรปเหล่านี้ กำลังอยู่ในสมัยขยายการค้า
ศาสนาคริสต์ และอำนาจทางการเมืองของพวกตนมาสู่ดิน
แดนตะวันออก

3

พระราชกรณี ยกิจ

ด้านการต่างประเทศ

ในรัชสมัยของพระองค์นั้ น ชาวฮอลันดา ได้กีดกันการเดินเรือค้าขายของ
ไทย ครั้งหนึ่ งถึงกับส่งเรือรบมาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา ขู่จะระดมยิงไทย จน
ไทยต้องผ่อนผันยอมทำสัญญายกประโยชน์ การค้าให้ตามที่ต้องการ แต่เพื่อ
ป้องกันมิให้ฮอลันดาข่มเหงไทยอีก สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงสร้างเมือง
ลพบุรี ไว้เป็นเมืองหลวงสำรอง อยู่เหนื อขึ้นไปจากกรุงศรีอยุธยา และเตรียม
สร้างป้อมปราการไว้คอยต่อต้านข้าศึก เป็นเหตุให้บาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่มี
ความรู้ทางการช่าง และต้องการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ นิ กาย โรมันคาทอลิก
ได้เข้ามาอาสาสมัครรับใช้ราชการจัดกิจการเหล่านี้ ข้าราชการฝรั่งที่ทำ
ราชการมีความดีความชอบในการปรับปรุงขยายการค้าของไทยขณะนั้ นคือ
เจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ซึ่งกำลังมีข้อขุ่นเคืองใจกับ
บริษัทการค้าของอังกฤษที่เคยคบหาสมาคมกันมาก่อน เจ้าพระยาวิชเยนทร์
จึงดำเนิ นการเป็นคนกลาง สนั บสนุนทางไมตรีระหว่างสมเด็จพระนารายณ์
กับทางราชการฝรั่งเศส ซึ่งเป็นรัชสมัยของ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส

4

พระราชกรณี ยกิจ

ด้านการต่างประเทศ

ฝ่ายสมเด็จพระนารายณ์ กำลังมีพระทัยระแวงเกรงฮอลันดายกมาย่ำยี
และได้ทรงทราบถึงพระเดชานุภาพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในยุโรปมา
แล้ว จึงเต็มพระทัยเจริญทางพระราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ไว้ เพื่อ
ให้ฮอลันดาเกรงขาม ด้วยเหตุนี้ ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ จึงได้มีการ
ส่งทูตไปสู่พระราชสำนั กฝรั่งเศส และต้อนรับคณะทูตฝรั่งเศสอย่างเป็น
งานใหญ่ถึงสองคราว แต่การคบหาสมาคมกับชาติมหาอำนาจคือฝรั่งเศส
ในยุคนั้ นก็มิใช่ว่าจะปลอดภัย ด้วยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีพระราโชบายที่จะ
ให้สมเด็จพระนารายณ์ และประชาชนชาวไทยรับนั บถือคริสต์ศาสนา ซึ่ง
บาทหลวงฝรั่งเศสนำมาเผยแผ่ โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงส่งพระ
ราชสาสน์ มาทูลเชิญสมเด็จพระนารายณ์เข้ารับ นั บถือคริสต์ศาสนาพร้อม
ทั้งเตรียมบาทหลวงมาไว้คอยถวายศีลด้วย แต่สมเด็จพระนารายณ์ได้ทรง
ใช้พระปรีชาญาณตอบปฏิเสธอย่างทะนุถนอมไมตรี ทรงขอบพระทัยพระ
เจ้าหลุยส์ ที่มีพระทัยรักใคร่พระองค์ถึงแสดงพระปรารถนาจะให้ร่วม
ศาสนาด้วย แต่เนื่ องด้วยพระองค์ยังไม่เกิดศรัทธาในพระทัย ซึ่งก็อาจเป็น
เพราะพระเป็นเจ้าประสงค์ที่จะให้นั บถือศาสนาคนละแบบคนละวิธี เช่น
เดียวกับที่ทรงสร้างมนุษย์ให้ผิดแผกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ หรือทรงสร้างสัตว์
ให้มีหลายชนิ ดหลายประเภทก็ได้ หากพระเป็นเจ้ามี พระประสงค์จะให้
พระองค์ท่านเข้ารับนั บถือศาสนาตามแบบตามลัทธิที่พระเจ้าหลุยส์ทรง
นั บถือแล้ว พระองค์ก็คงเกิดศรัทธาขึ้นในพระทัย และเมื่อนั้ นแหละ
พระองค์ท่านก็ไม่รังเกียจที่จะทำพิธีรับศีลร่วมศาสนาเดียวกัน
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงรับเอาวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ เช่น กล้องดู
ดาว และยุทโธปกรณ์บางประการ รวมทั้งยังมีการรับเทคโนโลยีการสร้าง
น้ำพุ จากชาวยุโรป และวางระบบท่อประปาภายในพระราชวังอีกด้วย

5

พระราชกรณี ยกิจ

ด้านเศรษฐกิจ

ได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากยิ่งกว่าในรัชสมัยอื่น
ๆ ทรงปรับปรุงกรมพระคลังสินค้า โปรดเกล้า ฯ ให้ต่อเรือ
กำปั่ นหลวง เพื่อทำการค้ากับต่างประเทศ จึงทำให้กรุง
ศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้ากับชาวต่างประเทศ และต่อมา
เมื่อเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ผู้เป็น
ชาวกรีกได้ช่วยปรับปรุงงานของกรมพระคลังสินค้าอีก ทำให้
การค้าขายกับต่างประเทศเจริญรุ่งเรืองสูงสุด มีพ่อค้าชาว
ฝรั่งเศสบันทึกไว้ว่า "ในชมพูทวีปไม่มีเมืองใดที่จะแลกเปลี่ยน
สินค้ามากเท่ากับในสยาม สินค้าขายได้ดีมากในสยามและการ
ซื้อขายใช้เงินสด สำหรับเมืองท่าของไทยในเวลานั้ น มีอยู่
หลายเมืองด้วยกัน ได้แก่ มะริด ตะนาวศรี ภูเก็ต ปัตตานี
สงขลา นครศรีธรรมราช เพชรบุรี และบางกอก

พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส ได้ส่งบาทหลวงสาม
คนเดินทางมากรุงศรีอยุธยา เมื่อทั้งสามคนมาถึงแล้วก็ได้มี
ใบบอกไปยัง พระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และพระสันตปาปา ซึ่งมี
ความเห็นตรงกันว่าจะใช้กรุงศรีอยุธยา เป็นศูนย์กลางในการ
เผยแพร่คริสตศาสนา พระบาทหลวงได้ตั้งโรงเรียน โรง
พยาบาล ฯลฯ สมเด็จพระนารายณ์ทรงเห็นว่า เป็นการนำ
ความเจริญมาให้กรุงศรีอยุธยา พระองค์ได้พระราชทานที่ดิน
ให้สร้างวัดทางคริสตศาสนาด้วย

6

พระราชกรณี ยกิจ

ด้านวรรณกรรม

สมเด็จพระนารายณ์ มิใช่เพียงทรงพระปรีชาสามารถ

ทางด้านการทูตเท่านั้ น หากทรงเป็นกวีและทรง

อุปถัมภ์กวีในยุคของพระองค์อย่างมากมาย กวีลือนาม

แห่งรัชสมัยของพระองค์ก็ได้แก่ พระโหราธิบดี หรือ

พระมหาราชครู ผู้ประพันธ์หนั งสือ จินดามณี ซึ่งเป็น

ตำราเรียนภาษาไทยเล่มแรก และตอนหนึ่ งของเรื่อง

สมุทรโฆษคำฉันท์ (อีกตอนหนึ่ งเป็นพระราชนิ พนธ์

ของสมเด็จพระนารายณ์) กวีอีกผู้หนึ่ งคือ ศรีปราชญ์

ผู้เป็นปฏิภาณกวี เป็นบุตรของพระโหราธิบดี งานชิ้น

สำคัญของศรีปราชญ์ คือ หนั งสือกำศรวลศรีปราชญ์

และ อนุรุทรคำฉันท์ ด้วยพระปรีชาสามารถดังได้

บรรยายมาแล้ว สมเด็จพระนารายณ์จึงได้รับการถวาย

พระเกียรติเป็น มหาราช พระองค์หนึ่ ง 7

ประวัติของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว



พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อ
วันอังคาร เดือน 10 แรม 3 ค่ำ ปีฉลู เบญจศก จ.ศ. 1215 (ตรงกับวัน
ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396) เพลาก่อนทุ่มหนึ่ งบาตรหนึ่ ง เป็นพระ
ราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่
พระนางเธอ พระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์ (ในรัชกาลที่ 6 ได้มีการ
สถาปนาพระบรมอัฐิเป็นสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ) ครั้ง
นั้ นพระบรมวงศานุวงศ์เสนาบดีเข้าชื่อกันกราบบังคมทูลว่า ทุกวันนี้
เจ้าฟ้าก็ไม่มีเหมือนแต่ก่อน ขอให้ยกขึ้นเป็นเจ้าฟ้าอย่างสมัยก่อน จึง
พระราชทานพระนามว่า เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์[4] ถึงวันที่ 21 มีนาคม
พ.ศ. 2404 จึงได้รับพระราชทานสุพรรณบัฏจารึกพระนามว่า สมเด็จ
พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามกุฎ บุรุษย
รัตนราชรวิวงศ์ วรุตมพงศบริพัตร สิริวัฒนราชกุมาร แล้วโปรด
เกล้าฯ ให้ตั้งเจ้ากรมเป็นหมื่นพิฆเนศวรสุรสังกาศ ซึ่งคำว่า
"จุฬาลงกรณ์" นั้ นแปลว่า เครื่องประดับผม อันหมายถึง "พระเกี้ยว"
ที่มีรู ปเป็นส่ วนยอดของพระมหามงกุฎหรือยอดชฎา
พระองค์มีพระขนิ ษฐาและพระอนุชาร่วมพระมารดารวม 3 พระองค์
ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจันทรมณฑล โสภณภควดี
กรมหลวงวิสุทธิกระษัตริย์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุ
รนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ และสมเด็จพระราชปิตุลา บรม
พงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับการศึกษา
เบื้องต้นในสำนั กพระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา ทรงได้
รับการศึกษาด้านอักษรศาสตร์ ภาษาเขมรจากหลวงราชาภิรมย์ ทรง
ได้การศึกษาการยิงปืนไฟจากพระยาอภัยเพลิงศร

8

พระราชกรณี ยกิจ

การเลิกทาส

พระบาทสมเด็จพระนั่ งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้ น ประมาณว่าไทยมี
ทาสเป็นจำนวนกว่าหนึ่ งในสามของพลเมืองของประเทศ
เพราะเหตุว่าพ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็น
ทาสก็ตกเป็นทาสอีกต่อ ๆ กันเรื่อยไป ทาสนั้ นจะต้องหา
เงินมาไถ่ตัวเอง มิฉะนั้ นแล้วก็จะต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต
เพราะตามกฎหมายถือว่ายังมีค่าตัวอยู่
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
ประกาศ "พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณลูกทาสลูกไทย" เมื่อ
วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 แก้พิกัดค่าตัวทาสใหม่ โดยให้
ลดค่าตัวทาสลงตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนกระทั่งหมดค่าตัวเมื่อ
อายุได้ 20 ปี เมื่ออายุได้ 21 ปี ผู้นั้ นก็จะเป็นอิสระ มีผลกับ
ทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา และห้ามมิให้มีการ
ซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก
เมื่อถึง พ.ศ. 2448 ก็ทรงออก "พระราชบัญญัติเลิกทาส
ร.ศ. 124" ให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.
2448 ส่วนทาสประเภทอื่นที่มิใช่ทาสในเรือนเบี้ย ทรงให้ลด
ค่าตัวเดือนละ 4 บาท นั บตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2448
เป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังมีบทบัญญัติป้องกันมิให้คนที่เป็น
ไทแล้วกลับไปเป็นทาสอีก และเมื่อทาสจะเปลี่ยนเจ้าเงิน
ใหม่ ห้ามมิให้ขึ้นค่าตัว

9

พระราชกรณี ยกิจ
การปฏิรูประบบราชการ

1) การปรับปรุงการปกครองส่วนกลาง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงประกาศจัดตั้ง “เสนาบดีสภา” ขึ้นใน พ.ศ.2431 พระองค์ทรงเลือกคนที่มา
ดำรงตำแหน่ งเสนาบดี มีการอบรมประชุมโดยพระองค์ทรงเป็นประธานในที่
ประชุม ทรงให้คำปรึกษาเกี่ยวกับราชการและการบัญชางานแก่เสนาบดีแบบใหม่
พอสมควรแล้ว จึงได้มีพระบรมราชโองการประกาศจัดตั้งกระทรวงแบบใหม่ขึ้น
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2435 โดยจัดสรรอำนาจหน้ าที่ของแต่ละกระทรวงให้เป็น
สัดส่วน มีด้วยกันทั้งหมด 12 กระทรวง ประกอบด้วย 1.กระทรวงกลาโหม
2.กระทรวงนครบาล 3.กระทรวงวัง 4.กระทรวงเกษตรพานิ ชการ 5.กระทรวงคลัง
6.กระทรวงต่างประเทศ 7.กระทรวงยุทธนาธิการ 8.กระทรวงโยธาธิการ
9.กระทรวงธรรมการ 10.กระทรวงยุติธรรม 11.กระทรวงมุรธาธิการ 12.กระทรวง
มหาดไทย ภายหลังที่พระองค์ทรงประกาศจัดตั้งกระทรวงต่างๆ เมื่อวันที่ 1
เมษายน 2435 แล้ว ต่อมาทรงเห็นว่างานในกระทรวงต่างๆ ยังซ้ำซ้อนปะปนกันอยู่
จึงทรงปรับปรุงใหม่แก้ไขเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวนี้ พอสิ้นรัชกาลก็มีกระทรวงต่างๆ
รวม 10 กระทรวง คือ 1.กระทรวงมหาดไทย 2.กระทรวงกลาโหม 3.กระทรวง
นครบาล 4.กระทรวงวัง 5.กระทรวงต่างประเทศ 6.กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ
7.กระทรวงโยธาธิการ 8.กระทรวงยุติธรรม 9.กระทรวงธรรมการ 10.กระทรวง
เกษตราธิการ

10

พระราชกรณี ยกิจ
การปฏิรูประบบราชการ

2) การปรับปรุงการปกครองส่วนภูมิภาค ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระ

จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะได้ทรงเปลี่ยนแปลงจัดระเบียบการปกครองครั้งใหญ่

ใน พ.ศ.2435 เหตุการณ์ระหว่างประเทศตามชายแดนมีทีท่าว่าจะทำความรุนแรง

มากขึ้น จำเป็นจะต้องจัดการรักษาพระราชอาณาจักรให้ทันท่วงที ดังนั้ น

พระองค์จึงได้ทรงจัดรวบรวมหัวเมืองตามชายแดนที่สำคัญๆ ขึ้นเป็นเขตการ

ปกครองเรียกว่า “มณฑล” โดยมุ่งที่จะป้องกันราชอาณาจักรให้พ้นจากการ

คุกคามจากภายนอกเป็นหลัก และในขณะเดียวกันก็เป็นการทดลองจัดระเบียบ

การปกครองอย่างใหม่ ซึ่งพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยที่จะจัดให้มีขึ้นใน

ประเทศต่อไป พระองค์ได้ทรงเลือกบุคคลที่ทรงคุณวุฒิมีความสามารถสูง และ

เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยออกไปดำรงตำแหน่ งข้าหลวงใหญ่ประจำมณฑล

บัญชาการต่างพระเนตรพระกรรณ กำกับว่าราชการซึ่งผู้ว่าราชการและ

กรรมการเมืองปฏิบัติอยู่ให้ดำเนิ นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ด้วยความยุติธรรม

และรวดเร็ว ดูแลทุกข์สุขของราษฎรโดยทั่วถึงซึ่งเรียกว่า “เทศาภิบาล”

(1) การปกครองแบบเทศาภิบาล : มีหลักการและสาระสำคัญ คือ รัฐบาลทำการ

ปกครองหัวเมืองตั้งแต่ชั้นต่ำสุดถึงชั้นสูงสุด เริ่มต้นด้วยพลเมืองมีสิทธิที่จะ

เลือก “ผู้ใหญ่บ้าน” ผู้ใหญ่บ้านประมาณ 10 หมู่มีสิทธิเลือกตั้ง “กำนั นของตำบล”

ตำบลหลายๆ ตำบลมีพลเมืองประมาณ 10,000 คน รวมกันเป็น “อำเภอ” มีนาย

อำเภอเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด หลายอำเภอรวมกันเป็น “เมือง” มี “ผู้ว่าราชการ

เมือง” เป็นผู้ดูแล หลายเมืองรวมกันเป็น “มณฑล”

การที่ตัวเสนาบดีจะดูแลบังคับบัญชาโดยตรงถึงหัวเมืองทั้งปวง ก็เป็นอัน

สุดวิสัยที่จะทำได้ตลอด จึงต้องติดหัวเมืองที่ใกล้ชิดติดต่อไปมาถึงกันได้ง่ายๆ

หลายๆ เมืองรวมกันเป็น “มณฑล” หนึ่ ง มีตำแหน่ ง “ข้าหลวงเทศาภิบาล”

บังคับบัญชามณฑลละ 1 คน แบ่งอำนาจและหน้ าที่ของเสนาบดีเจ้ากระทรวงไป

ไว้ในตำแหน่ งข้าหลวงเทศาภิบาลประจำมณฑลเป็นผู้ตรวจตราบังคับบัญชาใน

ท้องที่ “เสนาบดี” เป็นผู้รับกระแสพระราชดำริคิดอ่านกับข้าหลวงเทศาภิบาล

มณฑลทั้งปวง จัดวางแบบแผนการปกครองให้สำเร็จตลอดทั่วพระราช

อาณาจักร

(2) การปกครองท้องที่ นอกจากปกครองแบบเทศาภิบาลแล้ว ใน พ.ศ.2440

รัชกาลที่ 5 ยังได้ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องถิ่นสำหรับ

การจัดการปกครองระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เพิ่มขึ้นด้วย 11

พระราชกรณี ยกิจ

การปฏิรูประบบราชการ

3) การปรับปรุงการปกครองส่วนท้องถิ่น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงได้
ริเริ่มจัดการ “สุขภิบาล” ในเขตกรุงเทพฯ และตำบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อทดลอง
ให้ประชาชนรู้จักการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่นอีกด้วย
นอกจากการปรับปรุ งการปกครองทั้งส่ วนภูมิภาคและท้องถิ่นแล้วพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังเห็นความสำคัญของระบบสภาที่ปรึกษาซึ่งกำลังหมดบทบาทในภาย
หลังจากที่เคยมีมาแล้ว ดังนั้ นใน พ.ศ.2435 พระองค์จึงได้ทรงจัดตั้ง “องคมนตรีสภา” (Privy
Council) ทำหน้ าที่คล้ายๆ สภาที่ปรึกษาส่วนพระองค์แต่เดิมอีกด้วย ครั้นต่อมาใน พ.ศ.2437
โปรดเกล้าฯให้จัดตั้งรัฐมนตรีสภา (Legislation council) โดยมีจุดมุ่งหมายให้ทำหน้ าที่ตรา
กฎหมายโดยเฉพาะ ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นเสนาบดีหรือผู้แทนเสนาบดี เป็นผู้ที่ทรงโปรด
เกล้าฯแต่งตั้งอีกจำนวนหนึ่ ง แต่ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้ นพระองค์จึงโปรดฯให้โอนงาน
กฎหมายไปขึ้นอยู่กับเสนาบดีสภา เมื่อ พ.ศ.2443 ของรัฐมนตรีสภาเป็นอันหยุดชะงักลง

4) ผลของการปฏิรูปการเมืองการปกครอง การปฏิรูปการเมืองการปกครองในรัช

สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้เกิดผลดังนี้ 1) ก่อให้เกิดความ

เป็นอันหนึ่ งอันเดียวกันในราชอาณาจักร ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นรัฐเดียว ทั้งนี้

เป็นผลคือจากการปกครองส่วนภูมิภาคในรูปมณฑลเทศาภิบาล โดยมีศูนย์ราชการ

อยู่ที่กรุงเทพฯ 2) รัฐบาลไทยมีกรุงเทพฯ สามารถขยายอำนาจเข้าควบคุมพื้นที่ภายใน

พระราชอาณาจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ

ทางการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการหยุดยั้งการถูกถามต่อบูรณภาพเขตแดนไทย

ซึ่งเกิดจากมหาอำนาจตะวันตกในขณะนั้ น 3) ทำให้กลุ่มผู้สูญเสียผลประโยชน์ จาก

การปฏิรูปการเมืองการปกครองปฏิกิริยาต่อรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ดังจะเห็นได้จากกรณี

ขบถผู้มีบุญภาคอีสาน ร.121 กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ รพ.121 และขบถเขตเจ็ดหัวเมือง

ร.ศ.121 แต่รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ 12

พระราชกรณี ยกิจ

การปฏิรูประบบราชการ

5) การปฏิรูปยุติธรรมและการศาล การปฏิรูปยุติธรรมและการ
ศาลขึ้นใน พ.ศ.2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระองค์ทรงพยายามริ่เริ่มปฏิรูปการศาลให้ดีขึ้น โดยการจัดตั้ง
ศาลรับสั่งซึ่งขึ้นตรงต่อพระองค์ เพื่อพิจารณาคดีความที่อยู่
ในกรมพระนครบาล มหาดไทย กลาโหม และกรมท่า เมื่อรัชกาล
ที่ 5 ทรงรวมอำนาจไปขึ้นส่วนกลาง ทำให้ค่าธรรมเนี ยมและราย
ได้ที่พวกขุนนางเคยได้จากศาลลดลง และไม่เปิดโอกาสให้ใช้จ่าย
ทางการศาลในทางที่ผิดได้อย่างสะดวกสบายอีกตลอดไป
นอกจากนี้ ยังโปรดฯให้จัดตั้ง… “กระทรวงยุติธรรม” ขึ้นใน
พ.ศ.2435
ภายหลังจัดตั้งกระทรวงยุติธรรมใน พ.ศ.2435 แล้ว ก็โปรดฯให้
จัดตั้ง “ศาลยุติธรรม” สำหรับพิจารณาคดีอาญาและคดีแพ่งตาม
แบบใหม่ให้เรียบร้อยในกรุงเทพฯใน พ.ศ. 2437 และในหัวเมือง
ใน พ.ศ.2439-2440 โดยมอบให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกรม
หลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งทรงสำเร็จกฎหมายจากประเทศ
อังกฤษดำเนิ นการ ต่อมาใน พ.ศ.2440 กรมหลวงราชบุรีดิเรก
ฤทธิ์ทรงดำรงตำแหน่ งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้ทรงคิด
ตั้งโรงเรียนกฎหมายเนติบัณฑิตสภา และวางระเบียบการสอบไล่
เนติบัณฑิตไทยให้เป็นระบบระเบียบยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังทรงได้
ระบบก่อการกระทรวงยุติธรรม การศาล และการศึกษากฎหมาย
ให้สมัยตามแบบตะวันตกจนสืบเนื่ องมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้

13

พระราชกรณี ยกิจ

ด้านการสาธารณูปโภค

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนิ นไปขุดดินก่อ
พระฤกษ์เพื่อประเดิมการสร้างทางรถไฟไปนครราชสีมา แต่ทรงเปิดทางรถไฟ
กรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยาก่อน จึงนั บว่าเส้นทางรถไฟสายนี้ เป็นทางรถไฟ
แห่งแรกของไทย นอกจากนี้ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานและถนนอีก
มากมาย คือ ถนนเยาวราช ถนนราชดำเนิ นกลาง ถนนราชดำเนิ นนอก ถนน
ดินสอ ถนนบูรพา ถนนอุณากรรณ เป็นต้น และโปรดให้ขุดคลองต่าง ๆ เพื่อใช้
เป็นแนวทางคมนาคมและส่งเสริมการเพาะปลูก การสาธารณสุขเนื่ องจากการ
รักษาแบบยากลางบ้านไม่สามารถช่วยคนได้อย่างทันท่วงที จึงพระราชทานพระ
ราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 200 ชั่ง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงพยาบาลวัง
หลังต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงพยาบาลศิริราช" เปิดทำการรักษาประชาชน
เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2431 การไฟฟ้าพระองค์ทรงมอบหมาย
ให้กรมหมื่นไวยวรนาถ เป็นแม่งานในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแส
ไฟฟ้าและสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2433
การไปรษณีย์โปรดให้เริ่มจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2424 รวมอยู่ในกรมโทรเลขซึ่งได้จัด
ขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2412 โดยโทรเลขสายแรกคือ ระหว่างจังหวัดพระนคร
(กรุงเทพมหานคร) กับจังหวัดสมุทรปราการ

14

พระราชกรณี ยกิจ

การเสด็จประพาส

การเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัว เป็นการเสด็จพระราชดำเนิ นไปยังต่างประเทศใน ทวีป
ยุโรป ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็น
พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสยาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
สานสัมพันธไมตรีแก่ประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป เพื่อให้ประเทศ
ที่พระองค์เสด็จประพาสเหล่านั้ นมองเห็นว่าประเทศสยามเป็น
ประเทศที่มีการพัฒนาตนเองและไม่ได้ล้าหลังป่าเถื่อน และเพื่อ
โอกาสในการร่วมกันแก้ไขปัญหาความมั่นคงและส่ งเสริมความ
เป็นเอกราชของประเทศสยาม แม้จะอยู่ในช่วงท่ามกลางยุคล่า
อาณานิ คมก็ตาม ทั้งนี้ ก็เพราะมีมูลเหตุมาจากกรณีพิพาทระหว่าง
สยามกับฝรั่งเศสในเหตุการณ์ วิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 หรือในปี
พ.ศ. 2436 ที่ทำให้สยามเสียดินแดนมากที่สุดเท่าที่มีการเสียดิน
แดนให้แก่ชาติตะวันตก ผลจากการเสด็จพระราชดำเนิ นดังกล่าว
นั้ นทำให้พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่มาจาก
ทวีปเอเชีย ที่เสด็จพระราชดำเนิ นเยือนทวีปยุโรปอย่างจริงจัง
โดยทรงรู้จักแฝงแนวความคิดจิตวิทยาและการปฏิบัติตาม
ธรรมเนี ยมยุโรปอีกด้วย

15

พระราชกรณี ยกิจ

การศึกษา

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การปฏิรูปการศึกษาเป็นพระบรม
ราโชบายสำคัญที่สยามเริ่มตระหนั กว่าการปฏิรูปประเทศตามอย่างตะวันตกจำเป็นที่จะ
ต้องสร้างประชากรที่มีความรู้ความสามารถเพื่อที่จะทำงานในระบบราชการสมัยใหม่ได้
รัฐบาลจึงได้ก่อตั้งโรงเรียนขึ้นเป็นสถานที่ให้การศึกษาอย่างเป็นระบบ แทนการเรียนที่
วัดตามแบบการศึกษาดั้งเดิม พร้อมกันนี้ ยังมีการเปิดโรงเรียนกฎหมาย โรงเรียนทหาร
และโรงเรียนข้าราชการพลเรือน เพื่อผลิตคนสำหรับระบบราชการรูปแบบใหม่ เมื่อ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระบรมชนก
นาถ พระบรมราโชบายด้านการศึกษายังคงเป็นพระบรมราโชบายสำคัญที่พระองค์ทรงมุ่ง
หวังให้ประชาชนมีความรู้อย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออก
ประกาศและกฎหมายที่เกี่ยวกับการศึกษาหลายฉบับ เช่น ประกาศจัดการศึกษาของทวย
ราษฎร์ พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ.2461 อันเป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์จะ
ควบคุมคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเอกชนโดยเฉพาะโรงเรียนสอนภาษาจีนที่มีอยู่
เป็นจำนวนมาก และพระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ.2464 เพื่อให้ประชาชนทุกคนมี
ความรู้ขั้นพื้นฐานเพื่อใช้ดำรงชีพ
นอกจากนี้ ความต้องการคนที่ได้รับการฝึกอบรมวิชาความรู้สมัยใหม่ของตะวันตกมีเพิ่ม
มากขึ้น ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัยขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐสมัยใหม่จะต้องการคนที่มีความรู้ตามแบบแผน
ตะวันตกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในทางกลับกัน จำนวนช่างไทยทั้งด้านจิตรกรรม
ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมไทย กลับลดลงมาก เนื่ องจากความนิ ยมศิลปะแบบ
ตะวันตกเข้ามาแทนที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงสนั บสนุนให้
กระทรวงธรรมการก่อตั้งโรงเรียนเพาะช่างขึ้นเพื่อฝึกหัดช่างศิลปะไทยเพื่อเป็นการ
อนุรักษ์งานศิลปะเหล่านี้

16

พระราชกรณี ยกิจ

การปกป้องประเทศจากการ

สงครามและเสี ยดินแดน

การเสี ยดินแดนให้ฝรั่งเศส
ครั้งที่ 1 เสียแคว้นเขมร (เขมรส่วนนอก) เนื้ อที่ประมาณ 123, 050 ตารางกิโลเมตร และเกาะอีก 6
เกาะ วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2410
ครั้งที่ 2 เสียแคว้นสิบสองจุไท หัวพันห้าทั้งหก เมืองพวน แคว้นหลวงพระบาง แคว้นเวียงจันทน์ คำ
ม่วน และแคว้นจำปาศักดิ์ฝั่ งตะวันออก (หัวเมืองลาวทั้งหมด) โดยยึดเอาดินแดนสิบสองจุไทย และ
ได้อ้างว่าดินแดนหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และนครจำปาศักดิ์ เคยเป็นประเทศราชของญวนและ
เขมรมาก่อน จึงบีบบังคับเอาดินแดนเพิ่มอีก เนื้ อที่ประมาณ 321, 000 ตารางกิโลเมตร วันที่ 27
มีนาคม พ.ศ. 2431 ประเทศฝรั่งเศสข่มเหงไทยอย่างรุนแรงโดยส่งเรือรบล่วงเข้ามาในแม่น้ำ
เจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ฝ่ายไทยยิงปืนไม่บรรจุกระสุน 3 นั ดเพื่อเตือนให้ออกไป แต่
ทางฝรั่งเศสกลับระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาเป็นอันมาก เกิดการรบกันพักหนึ่ ง ในวันที่ 13 กรกฎาคม
พ.ศ. 2436 ฝรั่งเศสนำเรือรบมาทอดสมอ หน้ าสถานทูตของตนในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ (ทั้งนี้
ประเทศอังกฤษ ได้ส่งเรือรบเข้ามาลอยลำอยู่ 2 ลำ ที่อ่าวไทยเช่นกัน แต่มิได้ช่วยปกป้องไทยแต่อย่าง
ใด) ฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ไทย 3 ข้อ ให้ตอบใน 48 ชั่วโมง เนื้ อหา คือ
ให้ไทยใช้ค่าเสียหายสามล้านแฟรงค์ โดยจ่ายเป็นเหรียญนกจากเงินถุงแดง พร้อมส่งเช็คให้
สถานทูตฝรั่งเศสแถวบางรัก
ให้ยกดินแดนบนฝั่ งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่าง ๆ ในแม่น้ำด้วย
ให้ถอนทัพไทยจากฝั่ งแม่น้ำโขงออกให้หมดและไม่สร้างสถานที่สำหรับการทหาร ในระยะ 25
กิโลเมตร ทางฝ่ายไทยไม่ยอมรับในข้อ 2 ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพมาปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่ 26
กรกฎาคม – 3 สิงหาคม พ.ศ. 2436 และยึดเอาจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดตราดไว้ เพื่อบังคับให้
ไทยทำตาม
ไทยเสียเนื้ อที่ประมาณ 50, 000 ตารางกิโลเมตร ให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2436 และ
ฝรั่งเศสได้ยึดเอาจันทบุรีกับตราด ไว้ต่ออีก นานถึง 11 ปี (พ.ศ. 2436–2447)
ปี พ.ศ. 2446 ไทยต้องทำสัญญายกดินแดนให้ฝรั่งเศสอีก คือ ยกจังหวัดตราดและเกาะใต้แหลมสิงห์
ลงไป (มีเกาะช้างเป็นต้น) ไปถึง ประจันตคีรีเขตร์ (เกาะกง) ดังนั้ นฝรั่งเศสจึงถอนกำลังจากจันทบุรี
ไปตั้งที่ตราด ในปี พ.ศ. 2447
วันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 ไทยต้องยกดินแดนมณฑลบูรพา คือเขมรส่วนใน ได้แก่เสียมราฐ พระ
ตะบอง และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสอีก ฝรั่งเศสจึงคืนจังหวัดตราดให้ไทย รวมถึงเกาะทั้งหลายจนถึง
เกาะกูด

รวมแล้วในคราวนี้ ไทยเสียเนื้ อที่ประมาณ 66, 555 ตารางกิโลเมตร
และไทยเสียดินแดนอีกครั้งทางด้านขวาของแม่น้ำโขง คืออาณาเขต ไชยบุรี และ จำปาศักดิ์ตะวันตก
ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450

การเสี ยดินแดนให้อังกฤษ
เสียดินแดนฝั่ งซ้ายแม่น้ำสาละวิน (5 เมืองเงี้ยว และ 13 เมืองกะเหรี่ยง) ให้อังกฤษ เมื่อ 27 ตุลาคม
พ.ศ. 2435
เสียดินแดน รัฐไทรบุรี รัฐกลันตัน รัฐตรังกานู และรัฐปะลิส ให้อังกฤษ เมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2451
(นั บอย่างใหม่ พ.ศ. 2452) เพื่อขอกู้เงิน 4 ล้านปอนด์ทองคำอัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี มีเวลาชำระหนี้
40 ปี

17


Click to View FlipBook Version