The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by newnisara, 2022-02-20 02:50:07

บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

บุคคลที่มี
ความบกพร่อง
ทางการได้ยิน

ลักษณะทั่วไป

คือ มีปัญหาเกี่ยวกับพัฒนาการด้านภาษาบางคนพูดไม่ชัด
และมักหลีกเลี่ยงการสนทนากับผู้อื่นหรือบางคนก็พูดไม่ได้
เลยเด็กทีสูญเสียการได้ยินเล็กน้อยอาจพอพูดได้ส่วนเด็กที
สูญเสียการได้ยินมากหรือหูหนวกอาจพูดไม่ได้เลยหากไม่ได้
รับการสอนพูดตั้งแต่ในวัยเด็กแต่เด็กกลุ่มนี้มักจะไม่มีปัญหา
เกี่ยวกับด้านสติปัญญาคือมีระดับสติปัญญาเหมือนกับเด็กปกติ
ทั่วไปเรียนรู้และเข้าใจในเรื่องต่างๆได้ แต่อาจมีปัญหาด้านการ
เข้าสังคม

1. การพูดมีปัญหาในการพูดเด
็กอาจพูดไม่ได้พูดไม่ชัด
2. ภาษา มีปัญหาทางภาษา
เช่น มีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์

ในวงจำกัด เรียงคำศัพท์ผิดภาษา
3. ความสามารถทางสติปัญญา
4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
5. การปรับตัว

สาเหตุ

สาเหตุของปัญหาความบกพร่องทางการได้ยิน สามารถ
จำแนกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1. ปัจจัยอันเกิดแต่กำเนิด
2. ปัจจัยที่ได้รับมาหลังกำเนิด

1. ปัจจัยอันเกิดแต่กำเนิด นำไปสู่ภาวะบกพร่องทางการได้ยิน
ในทันทีหลังกำเนิด หรือหลังกำเนิดเพียงเล็กน้อย โดยอาจ
เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ปัจจัยทาง
พันธุกรรมซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ หรืออาจเกิดจากภาวะ
แทรกซ้อนตอนอยู่ในครรภ์รวมทั้งในช่วงแรกเกิด ซึ่งโดยทั่วไป
สาเหตุของความบกพร่องทางการได้ยินอันเกิดแต่กำเนิด
มักได้แก่ 1. โรคหัดเยอรมัน 2. ซิฟิลิส หรือโรคติดเชื้ออื่น
ๆ อันเกิดต่อมารดาในขณะตั้งครรภ์ทารกแรกเกิดน้ำหนักตัว
น้อย 3. ภาวะขาดออกซิเจนแรกคลอด
4. การใช้ยาที่ก่อให้เกิดพิษต่ออวัยวะและประสาทในการได้ยิน
อย่างไม่เหมาะสมในขณะตั้งครรภ์
5. เด็กเป็นโรคดีซ่านฉับพลัน ในช่วงแรกเกิด ซึ่งสามารถ
ทำลายเส้นประสาทการในได้ยินของทารกได้

สาเหตุ

2. ปัจจัยที่ได้รับมาหลังกำเนิด สามารถนำไปสู่ภาวะบกพร่อง
ทางการได้ยินได้ในทุกช่วงอายุซึ่งมักได้แก่

1. โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ อาทิเช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
โรคหัด และโรคคางทูม สามารถนำไปสู่ภาวะหูตึงได้ โดยเฉพาะ

อย่างยิ่งเมื่อเกิดในเด็ก
2. การติดเชื้อเรื้อรังในหู ซึ่งมักแสดงออกมาในลักษณะโรค
หูน้ำหนวก โดยนอกจากจะนำไปสู่ภาวหูตึงแล้ว ยังอาจเป็น
สาเหตุของโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ฝีในสมอง และโรคหัด
3. การสะสมของของเหลวในหู จนทำให้หูชั้นกลางอักเสบ
4. การใช้ยาที่ก่อให้เกิดพิษต่ออวัยวะและประสาทในการได้ยิน
ไม่ว่าในช่วงวัยใดก็ตาม เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อหู
ชั้นใน

สาเหตุ

5. ความบาดเจ็บที่เกิดขึ้นต่อศีรษะหรือหู
6. การฟังเสียงที่ดังเกินไปอย่างต่อเนื่อง
7. อาการหูตึงที่แปรผันไปตามอายุ หรือ อาการ
ประสาทหูบกพร่องในวัยชรา ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของ
เซลล์อันเกี่ยวกับกระแสประสาท
8. ขี้หู รวมทั้งสิ่งแปลกปลอมที่ขวางอยู่ในช่องหูก็
สามารถเป็นสาเหตุของปัญหาความบกพร่องทางการได้ยิน
ได้ในบุคคลทุกวัย เพียงแต่ลักษณะความหูตึงจากสาเหตุนี้
ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงระดับน้อย และสามารถแก้ไขได้ใน
ทันทีทั้งนี้ สำหรับเด็กแล้ว การสะสมของของเหลวในหู
จนทำให้หูชั้นกลางอักเสบถือเป็นสาเหตุหลักอันนำไปสู่
ปัญหาความบกพร่องทางการได้ยิน

ความชุกของโรค

ระดับ 4 การได้ยิน 81 เดซิเบล ขึ้นไป มีภาวะหูหนวก
โดยใช้ค่าเฉลี่ยระดับการได้ยินที่ความถี่ 500, 1,000,
2,000, 4,000 เฮิร์ตซ์ (Hz)

สําหรับประเทศไทยแม้จะมีความก้าวหน้าในทาง
เทคโนโลยีเป็นอันมากแต่ก็ยังมีปัญหาด้านทรัพยากรบุคคล
และ เงินทุนในการจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ในการตรวจวินิจฉัย
และรักษาให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ป่วย สําหรับ
การสูญเสียการ ได้ยินอาจมีมาตั้งแต่กําเนิด โดยได้มีกา
รสํารวจความชุกของการสูญเสียการได้ยิน ในกลุ่มทารก
แรกเกิดที่ไม่ต้องการการดูแลใน หอผู้ป่วยวิกฤติ พบว่ามี
ความชุก 0.5 ต่อ 1,000 ทารกแรกเกิดมีชีพ แต่หากสํารวจ
ในเด็กที่ต้องเข้ารับการดูแลในหอเด็กวิกฤติ (Neonatal
Intensive Care Unit: NICU) พบว่ามีความซุกถึง 8
ต่อ 1,000 ทารกคลอดมีชีพ

การสังเกต

1. เวลาฟังมักจะมองปากของผู้พูดหรือจ้องหน้าของผู้พูด
2. เมื่อพูดเสียงแปลกเปล่งเสียงสูง
3. เปล่งเสียงพูดหรือเสียงต่ำเกินความจำเป็น
4. มีอาการพูดผิดปกติ
5. ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้
6. ไม่พูดเมื่อมีสิ่งเร้าใจจากสภาพแวดล้อม
7. มักตะแคงหูฟังและให้ความสนใจต่อการสั่น สะเทือน

8. ไม่มีปฏิกิริยาต่อเสียงดัง เสียงพูด เสียงดนตรี

การวินิจฉัย

การวินิจฉัย ตั้งแต่แรกเกิด-6 เดือน เป็นการตรวจ
คัดกรองการได้ยินใน ทารกแรกเกิด ตามเป้าหมายควรเป็น ซึ่ง
ควรครอบคลุมประชากร 95 %

หลักเกณฑ์การวินิจฉัยความบกพร่องทางการได้ยินคน
พิการทางการได้ยิน ได้แก่ คนที่ได้ยินเสียงความถี่ 500 1,000,
2,000 และ 4,000 เฮิรตซ์ ในหูข้าง ที่ดีกว่าที่มีความดังเฉลี่ย
ตั้งแต่ 41 เดซิเบลขึ้นไปจนไม่ได้ยินเสียง (ตามคํานิยามของ
WHO) ความผิดปกติหรือ ความพิการประเภทนี้ ครอบคลุม 2
ลักษณะ คือ หูหนวก หรือหูตึง โดยมีหัวข้อพิจารณา จากการ
ได้ยินเสียง และ การเข้าใจภาษาพูด
คนพิการทางการได้ยิน ตามกฎหมาย ไม่คลอบคลุมบุคคลต่อ
ไปนี้

1. หูตึง 1 ข้าง
2. หูหนวก 1 ข้าง
3. การสูญเสียการได้ยินที่อยู่ระหว่างการรักษา
หรือยังไม่สิ้นสุดการรักษา

พฤติกรรม

1. ไม่ตอบสนองเมื่อเรียก
2. มักตะแคงหูฟัง
3. ไม่พูด มักแสดงท่าทาง
4. พูดไม่ชัด เสียงผิดปกติ
5. พูดไม่ถูกหลักไวยากรณ์
6. พูดมีเสียงแปลก มักเปล่งเสียงสูง
7. มักทําหน้าเด้อเมื่อมีการพูดด้วย
8. ไม่พูดเมื่อมีสิ่งเร้าใจจากสภาพแวดล้อม



9. ไม่สามารถปฏิบัติตามคําสั่งได้
10. อาจมีปัญหาทางอารมณ์และสังคม

ประเภท อาการต่าง ๆ

ภาวะความบกพร่องทางการได้ยินสามารถจำแนกได้เป็น 3
ประเภทคือ

1. การนำเสียงบกพร่อง
เกิดจากเสียงไม่สามารถผ่านหูชั้นนอกเข้าสู่หูชั้นในได้ ซึ่งมัก
เป็นผลมาจากช่องหูถูกกีดขวางด้วยขี้หู หรือของเหลวอันเกิด
จากการติดเชื้อ เช่น เลือดและหนอง นอกจากนี้ อาจเกิดจาก

ยินดีต้อนรับสู่แก้วหูทะลุ รวมไปถึงความผิดปกติของกระดูกหูด้วยเช่นกัน
2. การรับเสียงบกพร่อง

ชั้นเรียนของเราเกิดจากการที่เซลล์ขนในอวัยวะรูปหอยโข่งในหูชั้นใน หรือ

เส้นประสาทการได้ยิน เสียหาย ทั้งที่เสื่อมไปตามอายุและ
เป็นผลมาจากการบาดเจ็บ
3. เสียงบกพร่องและการรับเสียงบกพร่อง
·เป็นลักษณะความผิดปกติร่วมกันระหว่างการนำเสียงบกพร่อง
และการรับเสียงบกพร่อง

การจัดการเรียนการสอน

เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินนั้น สำหรับ
การสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินไม่ว่าจะเป็น
ประเภทหูตึง หรือหูหนวกก็ตาม จำเป็นต้องสอนให้มี
โอกาสฝึกพูด เด็กทุกคนต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ
ทางการพูด ดังนั้นในการสอนเด็กที่มีความบกพร่อง
ทางการได้ยินควรครอบคลุมการฝึกฝนเด็กในด้านต่าง
ๆ คือ

1. การฝึกฟัง
2. การฝึกอ่านคำพูด
3. ภาษามือและการสะกดนิ้วมือ
4. การสื่อสารระบบรวม และท่าแนะคำพูด

การจัดการเรียนการสอน

การเรียนรวมนั้นประสบความสำเร็จในการเรียนรวม
ควรปฏิบัติดังนี้

1. จัดให้เด็กนั่งในบริเวณที่จะรับฟังการสอนของครูได้
ชัดเจน

2. พยายามลดการรบกวนทางด้านเสียง และด้านการ
เห็นให้เหลือน้อยที่สุด

3. พยายามพูดให้เป็นปกติ และเป็นธรรมชาติ
4. ต้องแน่ใจว่านักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยินมอง
เห็นหน้า

ผู้จัดทำ

นางสาวไพจิตร โคตะมา
รหัสนักศึกษา 6211010012
กลุ่ม 03 สาขาวิชาภาษาไทย

คณะครุศาสตร์


Click to View FlipBook Version