The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อีริค เบิร์น (Eric Berne)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sisflbone, 2023-09-23 21:00:24

อีริค เบิร์น (Eric Berne)

อีริค เบิร์น (Eric Berne)

อีริค เบิร์น (ERIC BERNE) เกิดวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1910 ที่เมืองมอนทรีอัล คิวเบค ประเทศแคนนาดา พ่อเป็นหมอ ส่วนแม่มีอาชีพเป็น นักเขียน มีพี่น้องคนเดียวคือ เกรซ เบิร์น จบแพทยศาสตร์และศัลยศาสตร์จากวิทยาลัย การแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ ได้รับการอบรมเป็น จิตแพทย์และนักจิตวิเคราะห์ “ เป็นผู้ริเริ่มการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบ วิเคราะห์ความสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ”


อีริค เบิร์น (ERIC BERNE) กล่าวว่า “พฤติกรรมของบุคคลจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเวลา เช่น ( “เมื่อประสบความสำเร็จก็จะดีใจ” “ผิดหวังก็จะแสดงความเสียใจ” )


ในระยะแรก เบิร์นให้ความช่วยเหลือคนไข้โดยวิธีการบำบัดรักษาแบบจิตวิเคราะห์ แต่ไม่เป็นที่พอใจสำหรับเขา จึงหันมาริเริ่มและพัฒนาวิธีการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ของตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้รับบริการ เรียกว่า “ TRANSACTIONAL ANALYSIS ” หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ TA ”


• อีริค เบิร์น ได้เสนอผลงานเกี่ยวกับ“TA” เป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1957 ต่อมาผลงาน เขียนของ เบิร์นเกี่ยวกับ “TA” ได้รับการเผยแพร่ละเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขว้าง • อีริค เบิร์น เป็นผู้ก่อตั้งสมาคม " THE INTERNATIONALANALYSISASSOCIATION" ("ITAA") และได้อุทิศตนเพื่อวิชาชีพการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น ตลอดจนเสียชีวิต


• ช่วงที่ 1 (ค.ศ. 1955-1962) เริ่มต้นด้วยการกำหนดสภาวะของบุคลิกภาพของบุคคลว่ามี ส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ (P-A-C) • ช่วงที่ 2 (ค.ศ. 1962-1966) มุ่งเน้นที่ “ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล” และ “เกมทางจิตวิทยา” • ช่วงที่ 3 (ค.ศ. 1966-1970) ให้ความสำคัญกับ “บทบาทชีวิต” และการวิเคราะห์บทบาทที่บุคคล แสดงออก • ช่วงที่ 4 (ค.ศ. 1970-ปัจจุบัน) เป็นการรวบรวมเทคนิคหลายประการมาใช้ และมีรูปแบบช่วยเหลือ ซึ่งเน้นทั้งด้าน ความคิด และอารมณ์ของผู้รับบริการ พัฒนาการของ (TA)


1. สภาวะของ บุคลิกภาพ (Ego States) 2. รูปแบบความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล (Transaction) 3. ตำแหน่งของชีวิต (Lift Positions) 4. บทชีวิต (Lift seript) แนวคิดที่สำคัญของ “อีริค เบิร์น”


เบิร์น ได้แบ่งโครงสร้างของบุคลิกภาพ หรือสภาวะของบุคลิกภาพ ออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ซึ่งนำมาจากโครงสร้างทฤษฎีจิตวิเคราะห์ แล้วนำมาปรับให้เข้าใจง่ายขึ้น โดยใช้คำย่อว่า (P-A-C) แนวคิดสภาวะของบุคลิกภาพ (EGO STATES) Parent Ego State Adult Ego State Child Ego State = = = P A C


สภาวะของการเป็นพ่อแม่ (PARENT EGO STATE) สภาวะของการเป็นพ่อแม่ เรียกย่อๆว่า P เป็นภาวะที่เกิดจากการหล่อหลอมเลียนแบบเอาอย่างบิดามารดาหรือญาติพี่ น้องที่อบรมเลี้ยงดู แบ่งย่อยเป็น 2 แบบ 1.สภาวะของความเป็นพ่อแม่ชอบวิจารณ์(CRITICAL PARENT) เรียกย่อๆว่า CP เป็นสภาวะที่บุคคลมีพฤติกรรม มักจะประเมินและวิจารณ์การกระทำของลูก ใช้อำนาจในการออกคำสั่งและกำหนดกฎเกณฑ์ให้ลูกปฎิบัติ ชอบจับผิดตำหนิ ฯลฯ 2. สภาวะของความเป็นพ่อแม่ช่างทะนุถนอม (NURTURING PARENT) เรียกย่อๆว่า NP เป็นสภาวะที่บุคคลมีพฤติกรรมเสมือนพ่อแม่ที่คอยคุ้มครองลูก สนับสนุน มีเมตตา ทะนุถนอม เอื้ออาทร ให้ความช่วยเหลือ ให้กำ ลังใจ ฯลฯ


สภาวะของการเป็นผู้ใหญ่ (ADULT EGO STATE ) สภาวะของการเป็นผู้ใหญ่ เรียกย่อๆว่า A เป็นภาวะที่บุคคลมีพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่ปิิบัติสิ่งใดอย่างมีเหตุผล ใช้ความคิด เหตุผล และข้อเท็จจริงในการพิจารณาและตัดสินใจเป็นหลักสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึก A มักจะมีบุคลิกภาพขาดชีวิตชีวา ปราศจากอารมณ์ความรู้สึก


สภาวะของการเป็นเด็ก (CHILD EGO STATE) สภาวะของความเป็นเด็ก เรียกย่อๆว่า C เป็นภาวะที่บุคคลมีพฤติกรรม เสมือนกับยังอยู่ในวัยเด็ก มีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไรก็จะ แสดงออกเช่นนั้นแบ่งออกเป็น 3 ส่วน 1. สภาวะของความเป็นเด็กเจ้าปัญญา (LITTLE PROFESSOR เรียกย่อๆว่า LP) เป็นเด็กที่มีความเฉลียวฉลาด มีความคิดริเริ่ม เริ่มใช้ความคิดและเหตุผลเหมือนกับผู้ใหญ่ เป็นผู้ที่รู้ว่าควรจะจัดการกับบางสิ่งด้วยวิถีการอย่างไรด้วยตนเอง 2. สภาวะของความเป็นเด็กที่ได้รับการขัดเกลา (ADEPTED CHILD เรียกย่อๆว่า AC) เป็นเด็กที่ได้รับการขัดเกลามาแล้วตั้งแต่วัยเยาว์ จากการอบรมเลี้ยงดูและการสั่งสอนพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู เป็นผู้ที่เข้าสังคมได้ดี มีกริยามารยาทเหมาะสมกับกาลเทศะ หรือในทางตรงกันข้ามอาจ ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง 3. สภาวะของความเป็น เด็กตามธรรมชาติ (NATURAL CHILD เรียกย่อๆว่า NC) เป็นเด็กที่ขาดการขัดเกลา เมื่อมีความต้องการอะไรหรือรู้สึกอย่างไร จะแสดงพฤติกรรมนั้นอย่างเปิดเผยปราศจากการควบคุมตนเอง เป็นผู้ที่มีชีวิตชีวาอยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้น และยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง


สัมพันธภาพระหว่างบุคคล ทั้งการใช้คำพูด และกริยาท่าทางในการติดต่อสื่อสาร สัมพันธ์ระหว่างกัน แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ 1. สัมพันธภาพแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยหรือสอดคล้องกัน (COMPLEMENTARY TRANSACTION) 2. สัมพันธภาพแบบขัดแย้งกันหรือไม่สอดคล้องกัน (CROSSED TRANSACTION) 3. สัมพันธภาพแบบเคลือบแฝง (ULTERIOR TRANSACTION) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Transaction)


สัมพันธภาพแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยหรือสอดคล้องกัน (COMPLEMENTARY TRANSACTION) P A C P A C แพร : ฉันใช้เวลาดูหนังสือสอบวิชาภาษาอังกฤษอยู่ 1 สัปดาห์ แล้วเธอล่ะ ... เบนซ์: ฉันก็เตรียมตัวสอบภาษาอังกฤษมาพอสมควรเหมือนกัน


สัมพันธภาพแบบขัดแย้งกันหรือไม่สอดคล้องกัน (CROSSED TRANSACTION) P A C P A C เนย : วันเสาร์หน้า หลังจากที่สอบเสร็จ แล้วเราไปช้อปปิ้งกันนะ แนน : เธอไม่ควรจะมา คิดเรื่องช้อปปิ้งตอนนี้นะ แต่น่าจะเอาใจใส่เรื่องการ เตรียมตัวสอบเสียก่อน


สัมพันธภาพแบบเคลือบแฝง (ULTERIOR TRANSACTION) P A C P A C ยะ : น่าปลื้มใจนะที่นายสอบผ่านทุกวิชา (โธ่ ก็นายวิชาง่ายๆ นายก็ผ่านนะซิ) ดรีม : ขอบใจนะยะ (ดรีมก็พูดไปงั้นเอง เขาไม่เคยจริงใจกับฉันเลย) หมายเหตุ : ลูกศรประ ( ) แสดงถึงการติดต่อสัมพันธ์ซึ่งมีสิ่งที่เคลือบแฝงซ่อนเร้นในใจ


ตำแหน่งของชีวิต คือ เจตคติที่บุคคลมีต่อตนเองและต่อผู้อื่นในแง่ดีหรือแย่สัมพันธภาพระหว่างบุคคลจะเป็นไป ในรูปแบบใด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการเลือกวาง ตำแหน่งชีวิตของแต่ละคน มีอิทธิพลจากการเลี้ยงดูและ สภาพแวดล้อมในวัยเด็ก แบ่งเป็น 4แบบ ดังนี้ 1. "ฉันก็ดี-เธอก็ดี" (I' M OK. - YOU ' RE OK.) 2. "ฉันนั้นดี-เธอซิแย่" (I' M OK. - YOU ' RE NOT OK.) 3. "ฉันสิแย่-เธอนั้นดี" (I' M NOT OK. - YOU ' RE OK.) 4. "ฉันก็แย่-เธอก็แย่" (I' M NOT OK. - YOU ' RE NOT OK.) ตำแหน่งของชีวิต (Lift Positions)


แบบที่หนึ่ง "ฉันก็ดี-เธอก็ดี" (I'M OK. – YOU ‘ RE OK.) เป็นตำแหน่งชีวิตของบุคคลที่มีสุขภาพจิตดี เข้าใจและยอมรับตนเองตามความเป็นจริง เป็นตัวของตัวเองเห็นคุณค่า ของตนเอง ในขณะเดียวกันก็เห็นคุณค่าของผู้อื่น ยอมรับและให้เกียรติผู้อื่น เมื่อประสบปัญหา มักจะไม่หนีปัญหา แต่จะพยายามแก้ปัญหาด้วยความรู้ความสามารถของตนและปรับตัวได้


แบบที่สอง "ฉันนั้นดี-เธอซิแย่" (I'M OK. – YOU ‘ RE NOT OK.) เป็นตำแหน่งชีวิตของบุคคลที่มีเจตคติว่า ตนเองถูกและผู้อื่นผิด ไม่มีผู้ใดเก่งหรือดีเท่ากับตนเอง ยึดมั่นความคิด ตนเองเป็นใหญ่ ไม่ไว้วางใจผู้อื่น มองผู้อื่นในแง่ลบ เมื่อประสบปัญหา มักจะโทษหรือตำหนิคนอื่น และเข้าข้างตนเอง มองว่าตนเองเหนือผู้อื่น อาจจะให้ความช่วยเหลือ ผู้อื่นบ้าง เพื่อให้ตนเองได้รับการยอมรับและการเอาใจใส่ แม้ว่าจะมาจากความไม่จริงใจก็ตาม


แบบที่สาม "ฉันสิแย่-เธอนั้นดี" (I'M NOT OK. – YOU ‘ RE OK.) เป็นตำแหน่งชีวิตของบุคคลที่มีเจตคติว่า ตนเองด้อยกว่าคนอื่น มีความ สามารถน้อยกว่าคนอื่น ต้องพึ่งพาผู้อื่น ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่ กล้าแสดงออก ชอบปลีกตัวอยู่ตามลำพัง และเก็บกดความรู้สึกของตนเองไว้ เมื่อประสบปัญหา มักจะหลีกเลี่ยงปัญหา ไม่พยายามหาแนวทางแก้ไข นี่คือ “ ตำแหน่งชีวิตของผู้ที่ควรรับการปรึกษา ”


บทชีวิตคือ บทบาทซึ่งบุคคลใช้ในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นซึ่งเป็นผลมาจากการ อบรมเลี้ยงดู ประสบการณ์ในวัยเด็ก จำแนกออกเป็น 3 แบบ ดังนี้ 1. บทบาทเป็นผู้กล่าวหา (PERSECUTOR) 2. บทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือ (RESCUER) 3. บทบาทเป็นผู้เคราะห์ร้ายหรือตกเป็นเหยื่อ (VICTIM) บทชีวิต (Lift seript)


บทบาทเป็นผู้กล่าวหา (PERSECUTOR) บุคคลที่ชอบแสดงอำนาจเหนือผู้อื่น ชอบควบคุมบังคับ ตำหนิติเตียนผู้อื่น และชอบประเมินตัดสิ้นผู้อื่นตามเกณฑ์ของตนเอง มักพบในบุคคลที่มีตำแหน่งชีวิตแบบ "ฉันนั้นดี - เธอซิแย่"


บทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือ (RESCUER) บุคคลที่ชอบให้ความช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจ ปกป้องผู้อื่น มักพบในบุคคลที่มีตำ แหน่งชีวิตแบบ "ฉันก็ดี- เธอก็ดี"


บทบาทเป็นผู้เคราะห์ร้ายหรือตกเป็นเหยื่อ (VICTIM) บุคคลที่มักถูกผู้อื่นรังแก ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ต้องขอความ ช่วยเหลือจากผู้อื่น มักพบในบุคคลที่มีตำ แหน่งชีวิตแบบ "ฉันก็ดี - เธอก็ดี"


อีริค เบิร์น อธิบายว่า "หน่วยความสัมพันธ์ทางสังคมคือธุรกรรม “ หากคนสองคนพบกัน ... ไม่ช้าก็เร็ว คนใดคนหนึ่งในสองคนนั้นจะพูดให้แสดงความเห็น หรือแสดงความขอบคุณต่อการปรากิตัว” สิ่งนี้เรียกว่ามาตรการกระตุ้นธุรกรรม บุคคลอื่นจะพูดหรือทำสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเร้าและเรียกว่าการตอบสนองทางธุรกรรม ".


จิตวิเคราะห์ ในความเป็นจริงวิธีการผสมผสานของเบิร์นเกิดขึ้นเนื่องจาก ความจริงที่ว่าเขาได้รับอิทธิพลจากจิตวิเคราะห์คิดว่าทฤษฎีฟรอยด์เน้น ความพยายามทั้งหมดของเขาในอดีตซึ่งส่งผลให้เกิดการบำบัดรักษาที่ ทิ้งไว้ "ที่นี่และเดี๋ยวนี้" ลืมแง่มุมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับการบำบัด ที่มีสมาธิอยู่กับจิตสำนึก (แม้ว่าจะหมดสติไปด้วย).


1. นำวิธีการพูดหรือการแสดงออกมาใช้ในการสื่อสารในหน่วยงาน สามารถลดการขัดแย้ง ร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน ผลของการปิิบัติงานก็จะมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์กับหน่วยงานและสังคม 2. สามารถนำวิธีการสื่อสารมาปรับใช้เพื่อให้มีปิิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ 3. สามารถรู้ลักษณะของบุคคลที่เราสื่อสารด้วยว่ามีสภาวะการสื่อสารแบบพ่อแม่ผู้ปกครอง แบบผู้ใหญ่ แบบเด็ก เพื่อที่จะเลือกวิธีการพูดและการแสดงออกได้อย่างเหมาะสม นำความรู้ที่ได้รับจากการเรียนรู้ไปใช้ประโยชน์


ทฤษฎีความสัมพันธภาพระหว่างบุคคล - ภายใต้พฤติกรรมของคนเราที่แสดงออกไปภายนอกนั้นมีสิ่งที่เป็นแรงขับดันที่อยู่เบื้องหลัง ที่เป็นความคิดความรู้สึก ที่ประกอบการตัดสินใจในการแสดงพฤติกรรมภายนอก - ถ้าสามารถเข้าใจคำพูดที่จะพูดออกไปนั้นทำให้ผู้ฟังมีความรู้สึกหรือจิตใจที่ไม่ดีก็ควรปรับเปลี่ยนวิธีการพูดเสียใหม่ แม้กระทั้งตัวผู้พูดเองก็เช่นเดียวกัน สรุป


ขอขอบคุณ จัดทำโดย นายจิรายุส ไขแสงจันทร์ รหัสนักศึกษา 6622610515 นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู


Click to View FlipBook Version