เรื่อง อาหารหลัก 5 หมู่ เเละอาหารที่ไม่ควรรับ ประทาน จัดทำ โดย นางสาว กรพิณ กันจู รหัส 63111562010 นางสาวชุติมา สรไกร รหัส 63111562014 เสนอ อาจารย์ ปรียาภรณ์ คงเเก้ว
กินอาหารครบ 5 หมู่ เนื่องจากร่างกายต้องการสารอาหารต่าง ๆ ที่มีอยู่ในอาหาร ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แร่ธาตุ วิตามิน รวมทั้งน้ำ และใยอาหาร แต่ไม่มีอาหารชนิดใดชนิดเดียวที่ให้ สารอาหาร ต่าง ๆ ครบในปริมาณ ที่ร่างกายต้องการ จึงจำ เป็นต้องกิน อาหารให้ครบ 5 หมู่ และกินแต่ละหมู่ ให้หลากหลายจึงจะได้ สารอาหาร ต่าง ๆ ครบถ้วนและเพียงพอ
กินอาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย คือ การ กินอาหาร หลายๆ ชนิด เพื่อให้ร่างกาย ได้รับ สาร อาหาร ต่างๆ ครบในปริมาณ ที่เพียงพอ กับความ ต้องการ ถ้ากินอาหารไม่ครบทั้ง 5 หมู่ หรือกินอาหาร ซ้ำ ซากเพียง บางชนิด ทุกวัน อาจทำ ให้ได้รับ สาร อาหารบางประเภท ไม่เพียงพอ หรือมากเกินไป อาหาร แต่ละ ชนิด ประกอบด้วย สารอาหาร หลายประเภท ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แร่ธาตุ วิตามิน น้ำ และยังมี สารอื่นๆ เช่น ใยอาหารซึ่งมีประโยชน์ต่ น์ ต่อ ร่างกาย ทำ ให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ทำ งานได้ตาม ปกติในอาหาร แต่ละชนิดจะประกอบด้วยสารอาหาร ต่างๆในปริมาณที่มากน้อน้ยต่างกัน โดยไม่มีอาหาร ชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่จะมีสารอาหารต่างๆ ครบใน ปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการ ของร่างกาย ดัง นั้น ในวันหนึ่งๆ เราต้องกิน อาหารหลายๆ ชนิด เพื่อ ให้ได้ สารอาหารครบตามที่ร่างกายต้องการ ประเทศไทยเราได้ แบ่งอาหารออกเป็น 5 หมู่ โดยจัด อาหารที่ให้สารอาหารคล้ายกัน เข้าไว้ในหมู่เดียวกัน เพื่อให้เราสามารถพิจารณา ได้ว่าได้กินอาหารครบถ้วน เพียงพอกับความต้องการของร่างกายหรือไม่ อาหาร หลัก 5 หมู่ มีดังนี้
หมู่ที่ 1 นม ไข่ เนื้อสัตว์ต่างๆ ถั่วเมล็ดแห้ง และงา ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต แข็งแรง และ ช่วยซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอ
หมู่ที่ 2 ข้าว แป้ง ป้ เผือกมัน น้ำ ตาล ให้ พลังงานแก่ร่างกาย
หมู่ที่ 3 พืชผัก ต่างๆ เพื่อเสริมสร้างการ ทำ งานของร่างกายให้เป็นปกติ
หมู่ที่ 4 ผลไม้ต่างๆ ให้ ประโยชน์ เช่นเดียวกับหมู่ที่ 3
หมู่ที่ 5 น้ำ มันและไขมันจากพืชและสัตว์ ซึ่งจะให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ ร่างกาย ดังนั้น ในวันหนึ่งๆ เราจะต้อง เลือกกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ใน ปริมาณที่พอเหมาะและในแต่ละหมู่ ควร เลือกกินให้หลากหลาย เพื่อให้ได้สาร อาหารต่างๆ ครบตามต้องการของ ร่างกายอันจะนำ ไปสู่การกินดีมีผลให้เกิด “ภาวะโภชนาการดี
อาหารหลัก 5 หมู่ สำ หรับเด็กวัย 3-6 ปี เด็กวัย 3-6 ปี เป็นวัยที่กำ ลังเจริญเติบโต และมีพัฒนาการที่ต่อเนื่อง อาหารจึงเป็นสิ่ง สำ คัญอย่างหนึ่งที่พ่อแม่จะต้องใส่ใจ เพราะ การที่เด็กได้รับอาหารที่มีประโยชน์ ร่างกาย ก็จะได้รับสารอาหารทื่เหมาะสมและจำ เป็น สำ หรับการบำ รุงร่างกายและสมองต่อไป เด็กวัย 3-6 ปี มีความต้องการอาหารเหมือน ผู้ใหญ่แล้ว คือสามารถทานอาหารได้ครบ ถ้วนทั้ง 5 หมู่ แต่จะมีปริมาณมากน้อ น้ ยต่าง กันไปตามความต้องการพลังงานและสาร อาหาร เพราะอาหาร 5 หมู่มีความสำ คัญ สำ หรับเด็กวัย 3-6 ปี ดังต่อไปนี้
หมู่ที่ 1 โปรตีน : เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว เมล็ดแห้งต่างๆ เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะ ให้สารอาหารประเภทโปรตีน ช่วยในการ เจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอ ช่วยสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อ ต่างๆ ของร่างกาย ให้พลังงานและช่วย ควบคุมการทำ งานของอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย หมู่ที่ 2 คาร์โบไฮเดรต : ข้าว แป้ง ป้ น้ำ ตาล เผือก มัน และผลิตภัณฑ์จากข้าว และแป้ง ป้ เมื่อร่างกายย่อยแล้วจะให้สาร อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่งให้ พลังงานและความอบอุ่น ช่วยทำ ให้ ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวเพื่อทำ งาน หรือประกอบกิจกรรมต่างๆ ได้
หมู่ที่ 3 เกลือแร่ : พืช ผัก ชนิดต่างๆ ทั้งผักใบเขียว และสีอื่น เช่น ผักสีแดง สี เหลือง สีม่วง สีขาว ซึ่งเราบริโภคแทบจะ ทุกส่วนของผัก เช่น ใบ ดอก ผล ลำ ต้น หัวและอื่นๆ ผักชนิดต่างๆ จะให้คุณค่า อาหารที่แตกต่างกันกันไป เมื่อร่างกาย ย่อยผักเหล่านั้นแล้ว จะให้สารอาหาร ประเภทเกลือแร่และวิตามิน ทำ ให้ ร่างกายแข็งแรงและมีความต้านทานโรค ได้ หมู่ที่ 4 วิตามิน : ผลไม้ต่างๆ จะให้สารอาหารประเภทเกลือแร่และ วิตามิน คล้ายกับอาหารหลักหมู่ที่3 ซึ่งให้ ประโยชน์ต่ น์ ต่ อร่างกายในด้านบำ รุงสุขภาพ ของผิวหนังให้สดชื่น ช่วยให้ระบบการ ย่อยและการขับถ่ายเป็นปกติ ทำ ให้ ร่างกายแข็งแรง มีความต้านทานโรค
หมู่ที่ 5 ไขมัน : ไขมันจากพืชและสัตว์ ใช้ประกอบอาหารเพื่อทำ ให้อาหารมี รสชาติ และมีสีสัน จะให้สารอาหาร ประเภทไขมัน ให้พลังงานและให้ความ อบอุ่นแก่ร่างกายช่วยในเรื่องการดูดซึม ของวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินดี และวิตามิ นเค ช่วยป้อ ป้ งกันการกระทบ กระเทือน ของอวัยวะภายใน
อาหารสำ หรับเด็กปฐมวัย อาหารที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย - ช่วงทารก น้ำ นมแม่จึงเป็นอาหารที่ดี และเหมาะสมที่สุดสำ หรับเขา เพราะมี คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน มี ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติช่วยต้านทาน เชื้อโรคต่างๆ ทั้งยังสร้างความผูกพัน ระหว่างแม่และลูก หลัง 6 เดือนไปแล้ว ควรให้อาหารเสริมควบคู่กับนม
ช่วงก่อนวัยเรียน คือ ช่วง 1-5 ปี เด็กจะมีการ เจริญเติบโตทางสมองและร่างกายเป็นส่วน ใหญ่ ควรให้กินอาหารครบ 5 หมู่ ดื่มนมวันละ 2–3 แก้ว โดยเลือกนมที่มีส่วนผสมที่เหมาะ กับเด็กวัยนี้ที่กำ ลังสนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆ เช่น มีส่วนผสม DHA ช่วยเสริมพัฒนาการทาง สมอง หรือมีส่วนผสมของสารที่ช่วยบำ รุง สายตา อย่างลูทีน ที่พบในผลไม้ตระกูลเบอร์ รี่ และเพื่อการเจริญเติบโตที่สมวัย ควรให้กิน ปลา เนื้อสัตว์ ไข่ ผัก และผลไม้เป็นประจำ ซึ่ง ถ้าได้รับสารอาหารครบถ้วน สมองก็จะเจริญ เติบโตเต็มที่ ควรหลีกเลี่ยงของหวาน ขบเคี้ยวต่างๆ
เด็กวัยเรียน หรือเด็กที่มีช่วงอายุ 6 – 12 ปี ซึ่ง ร่างกายกำ ลังเจริญเติบโตอย่างคงที่ ต้องได้รับ อาหารครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม รับ ประทานให้ครบ 3 มื้อ โดยเฉพาะมื้อเช้า เพราะ การไม่รับประทานอาหารเช้าจะทำ ให้ร่างกาย ขาดพลังงานที่จะไปเรียนรู้และ ทำ กิจกรรมต่างๆ ในช่วงอื่นๆ ของวัน อาจทำ ให้ขาดสมาธิในการ เรียนรู้ และส่งผลต่อการเรียนที่แย่ลงได้ อาหาร ว่างระหว่างมื้ออาหารหลักก็เป็นสิ่งสำ คัญสำ หรับ เด็ก แต่ไม่ควรกินใกล้กับเวลามื้ออาหารหลัก อาหารว่างที่ดีควรมีพลังงานเหมาะสม ประมาณ 100 – 150 กิโลแคลอรี มีน้ำ ตาลน้อ น้ ย ที่ อย่าง เช่น ผลไม้สด โยเกิร์ต ธัญพืชต่างๆ นอกจากนี้ การดื่มนมก็ยังเป็นสิ่งสำ คัญที่เด็กควรได้รับ อย่างน้อ น้ ยวันละ 2 แก้
ควร หลีกเลี่ยงอาหารฟาสต์ฟู้ด ฟู้ อาหารที่มี รสจัด ของขบเคี้ยว น้ำ อัดลม หากเด็กกิน ฟาสต์ฟู้ด ฟู้ เป็นอาหารกลางวัน มื้อเช้ากับ มื้อเย็นก็ควรมีผักและผลไม้เป็นส่วน ประกอบ เพื่อให้ได้รับวิตามินและใย อาหารด้วย ซึ่งพ่อแม่จะต้องคอยให้ความรู้ กับลูกๆ เกี่ยวกับการเลือกรับประทาน อาหารที่ดีต่อสุขภาพ พร้อมกับฝึกนิสัย การออกกำ ลังกายอย่างสม่ำ เสมอควบคู่ไป ด้วย อย่างไรก็ตาม อัตราการเจริญเติบโต ของเด็กนั้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ โภชนาการที่เด็กได้รับ และพื้นฐานทาง พันธุกรรม
อาหารที่ค ที่ วรหลีก ลี เลี่ย ลี่ ง สำ หรับ รั เด็ก ด็ 1. เกลือ (Salt) โดยเรารู้กันดีอยู่แล้วว่าการรับประทาน เกลือในปริมาณมากมีผลต่อการทำ งาน ของไต ซึ่งยิ่งเด็กวัยทารกนี่ยิ่งควรหลีก เลี่ยงอย่างยิ่ง เพราะระบบภายในของ เด็กยังทำ งานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นอย่าใส่เกลือลงในอาหารหรือ เครื่องปรุงอาหารต่าง ๆ ของลูกน้อ น้ ย และ อย่าใช้ก้อนปรุงรส (สต็อกก้อน) หรือน้ำ ราดเกรวี่ เพราะอาหารเหล่านี้มักมี ปริมาณโซเดียมที่สูง
2.น้ำ ตาล (Sugar) น้ำ ตาลทราย อย่างที่รู้ ๆ กันอยู่แล้วว่าน้ำ ตาลนั้น นอกจากให้รสชาติที่อร่อยแล้วนั้น ยังไม่ เห็นประโยชน์อ น์ ย่างอื่นอย่างใดเลย เพราะ น้ำ ตาลคือเจ้าตัวที่ทำ ให้ลูกน้อ น้ ยเสี่ยงต่อ โรคอ้วนและฟันผุ ในที่นี่ไม่ใช่เพียง น้ำ ตาลที่เรารู้จักเพียงอย่างเดียวนะคะ แต่ รวมไปถึงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำ ตาล แฝงอยู่ด้วย เช่น น้ำ อัดลม, ตังเม, คารา เมล, เจลลี่, น้ำ ผลไม้ และชอคโกแลต เป็นต้น
3. ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ไขมันอิ่มตัวเป็นไขมันที่อันตรายต่อ ร่างกาย การรับประทานไขมันอิ่มตัว ในปริมาณที่มากเกินไปจะทำ ให้ระดับ คอเลสเตอรอลพุ่งสูงขึ้นได้ ดังนั้นควร หลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกทานอาหารที่มีไข มันอิ่มตัวสูงมากเกินไป ซึ่งอาหารที่ ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ ขนมปังกรอบ, บิ สกิต (Biscuit), ชีส ,เนย และเค้ก เป็นต้น
4. น้ำ ผึ้ง (Honey) น้ำ ผึ้งดิบ คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงคิดว่าน้ำ ผึ้งไม่น่า จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย เนื่องจากเป็น ความหวานจากธรรมชาติ แต่คุณอาจลืมไป อย่างหนึ่งว่าน้ำ ผึ้งคือของดิบ ซึ่งนั่นคือในน้ำ ผึ้งอาจมีแบคทีเรียปะปนมาได้ ซึ่งแบคทีเรีย ตัวนี้สามารถสร้างสารพิษในลำ ไส้ของทารกที่ จะนำ ไปสู่โรคโบทูลิซึมในทารก (Botulism) ซึ่งเป็นอาการป่ว ป่ ยที่ร้ายแรงมากในเด็กทารก ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงอย่าให้รับประทานน้ำ ผึ้งจนกว่าลูกจะอายุเกิน 1 ขวบ อีกอย่างหนึ่ง คือน้ำ ผึ้งมีความหวาน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงก็ จะช่วยป้อ ป้ งกันฟันผุได้เช่นกัน
5. ถั่วและถั่วลิสง (Whole Nuts And Peanuts) ถั่วคือแหล่งโปรตีนที่สูงในพืช แต่ถึงจะมี ประโยชน์อ น์ ย่างไรก็ไม่ควรให้ด็กอายุต่ำ กว่า 5 ปี รับประทานถั่วและถั่วลิสงเพราะ อาจทำ ให้เ ห้ ด็กสำ ลักได้ หากคุณต้องการให้ ลูกรับประทานถั่วและถั่วลิสง คุณสามารถ ให้ได้ตั้งแต่อายุประมาณ 6 เดือน แต่คุณ ต้องบดให้ละเอียดที่สุดเท่าที่คุณจะทำ ได้ เช่น เนยถั่ว (Peanut Butter)
7. ไข่ดิบและสุกเล็กน้อ น้ ย (Raw And Lightly Cooked Eggs) ทารกสามารถทานไข่ได้ตั้งแต่ประมาณ 6 เดือน คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรให้ลูกน้อ น้ ยทานไข่ ดิบ หรือไข่ที่ไม่สุกดี เพราะมีหลายคนที่แพ้ ไข่ โดยแบ่งเป็นการแพ้ 3 ประเภทคือแพ้ไข่ ขาว แพ้ไข่แดง และแพ้ไข่ทั้งฟอง ซึ่งส่วน ใหญ่ที่แพ้คือแพ้ไข่ขาว หากคุณจะให้ลูกน้อ น้ ย ทานไข่ คุณควรให้ลูกทานไข่แดงก่อน และ เริ่มป้อ ป้ นไข่ขาวในปริมาณน้อ น้ ยๆ ได้ แต่หาก ครอบครัวของคุณมีประวัติแพ้อาหาร คุณ ควรรอจนกว่าลูกจะอายุ 1 ขวบ จึงค่อยให้ลูก ลองทานไข่ คุณควรหลีกเลี่ยงไข่ดิบรวมไปถึง ส่วนผสมของเค้กที่ไม่ได้ปรุงให้สุก ไอศกรีม โฮมเมดมายองเนสโฮมเมด หรือขนมหวานที่ มีไข่ดิบ
8. สัตว์น้ำ ที่มีเปลือกและหอยชนิดต่างๆ (Raw Shellfish) สัตว์น้ำ ที่มีเปลือก เช่น หอยนางรม, หอย แมลงภู่, ปลาหมึก, กุ้ง, ปู, กุ้งทะเลขนาด ใหญ่, กุ้งแม่น้ำ , กุ้งก้ามกราม และปู คุณควร ให้ลูกเริ่มรับประทานอาหารทะเลหลังจากอายุ 1 ขวบไปแล้ว เพราะอาหารทะเลเหล่านี้อาจจะ พิษที่อันตรายต่อทารกได้ค่ะ
9. ชาหรือกาแฟ (Tea And Coffee) กาแฟ เครื่องดื่มใดๆ ก็ตามที่มีคาเฟอีนไม่ เหมาะสำ หรับทารกและสารแทนนิน (Tannin) ในชาอาจขัดขวางการดูดซึม ธาตุเหล็ก ไม่ว่าจะเป็นชา, ชาเขียว หรือกาแฟ เป็นต้น
10. นมวัว (Cow’s Milk) ผลิตภัณฑ์ที่ทำ จากนม นมวัวอุดมไปด้วยแคลเซียม และโปรตีน ปริมาณที่สูง ซึ่งปริมาณโปรตีนที่สูงอาจ ทำ ให้ร่างกายลูกไม่สามารถรับปริมาณ โปรตีนที่สูงได้ จึงอาจจะส่งผลให้แพ้นมวัว ช่วงเวลาที่เหมาะสมหรับการให้ลูกลองดื่ม นมวัวคือช่วงวัย 1 ขวบขึ้นไป โดยให้ลองใน ปริมาณน้อ น้ ยๆ ก่อนนะคะ เพื่อดูว่าร่างกาย ของลูกตอบสนองอย่างไรบ้าง หากไม่มี อาการอะไรก็ค่อยเพิ่มปริมาณขึ้น
THANKYOU THANKYOU