The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่อง การปลูกข้าว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ปลาย Channel, 2020-10-19 22:52:39

เรื่อง การปลูกข้าว

เรื่อง การปลูกข้าว

เร่อื ง การปลกู ข้าว

นาเสนอ
นางสาว จฑุ ามาศ คูณเพ็ง

ชน้ั ม.3
ครทู ่ปี รกึ ษา นาย อุเทน สมบตั ศิ รี
รายงานนี้เปน็ สว่ นประกอบวิชาการสอื สารและการนาเสนอ(IS2)
โรงเรยี นหันหว้ ยทรายพทิ ยาคม อาเภอ ประทาย จังหวัดนครราชสมี า
สานักงานเขตพ้ืนการศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 31
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563

เร่อื ง การปลกู ข้าว

นาเสนอ
นางสาว จฑุ ามาศ คูณเพ็ง

ชน้ั ม.3
ครทู ่ปี รกึ ษา นาย อุเทน สมบตั ศิ รี
รายงานนี้เปน็ สว่ นประกอบวิชาการสอื สารและการนาเสนอ(IS2)
โรงเรยี นหันหว้ ยทรายพทิ ยาคม อาเภอ ประทาย จังหวัดนครราชสมี า
สานักงานเขตพ้ืนการศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 31
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563



บทคัดยอ่

ความสาคญั ของขา้ วในวถิ ีชีวติ ของคนไทยน้นั ผกู พนั ธ์กนั มานานนบั แต่โบราณ จนถึงปัจจุบนั เพียงแต่ใน
ปัจจุบนั มีเคร่ืองไมเ้ คร่ืองมือช่วยในการทานา ซ่ึงมีความแตกตา่ งจากสมยั โบราณ ที่ใชว้ วั หรือควายที่ใชใ้ นการไถนา
และใชแ้ รงงานคนเป็ นส่วนใหญ่ บทบาทสาคญั ของขา้ ว ในวถิ ีแห่งชีวติ คนไทยและคนในเอเชียน้นั มุ่งปลูกขา้ วใชเ้ พ่ือ
การปริโภค ใชเ้ พ่ือการแลกเปลี่ยนกบั ปัจจยั อื่นๆ ท่ีจาเป็ นตอ่ การดารงชีวติ เช่น เส้ือผา้ ยารักษาโรค หรืออาหารประเภท
อื่นๆ

ในปัจจุบนั การทานาขา้ วเปลี่ยนวตั ถุประสงคไ์ ปจากเดิม จากการแลกเปลี่ยน เป็นการคา้ ขายมากข้ึน ใชเ้ ทคโนโล
ยส่ี มยั ใหมม่ ากข้ึน เพื่อใหไ้ ดผ้ ลผลิตท่ีเร็วท่ีสุดและมากที่สุด โดยไมไ่ ดค้ านึงถึงระบบนิเวศ

คนไทยปริโภคขา้ วอยา่ งมีระเบียบวธิ ี และมีลกั ษณะเฉพาะ เช่น กระบวนการแปลรูปขา้ วเพ่ือการปริโภค โดยการ
ใหข้ า้ วสุกดว้ ยวธิ ีการต่างๆ ไม่วา่ จะเป็นการหุงตม้ การน่ึง การหลาม เป็นเหตุใหก้ ารใชภ้ าชนะท่ีแตกต่างกนั รวมถึง
การประกอบอาหารที่ใชร้ ับประทานคูก่ บั ขา้ ว ก็ไดร้ ับการเอาใจใส่ คิดคน้ จึงเกิดเป็นวฒั นธรรมท่ีควบคูก่ นั

ขา้ วถูกนาไปใชใ้ นวฒั นธรรมดา้ นภาษาโดยเป็นสานวนเปรียบเทียบ คาพงั เพย หรือสุภาษิตตา่ งๆ เช่น ขา้ วใหม่
ปลามนั ขา้ วแดงแกงร้อน ทานาบนหลงั คน ขา้ วนอกนา และอีกมากมาย

ขา้ วมีความสาคญั ในการกาหนดศกั ดินา เช่น ในสมยั สุโขทยั มีการกาหนดที่นาและไพร่ใหเ้ สนาบดีขนุ นาง ตาม
ความสามารถในการบุกเบิกท่ีดินทามาหากิน มีการจดั ต้งั กรมนาข้ึนเพอื่ รับผดิ ชอบดา้ นการเกษตรโดยตรง ต่อมา
กลายเป็นกระทรวงพานิชการในสมยั รัชกาลที่ 5 และเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปัจจุบนั

ขา้ วในวถิ ีชีวติ ของคนไทยน้นั ผกู พนั ธ์กนั มาชา้ นาน ก่อใหเ้ กิดวฒั นธรรม ข้ึนอยา่ งมากมาย ไม่วา่ จะเป็นในเรื่อง
ของภาชนะ อาหาร พิธีกรรมตา่ งๆ ซ่ึงนบั วา่ ขา้ วมีจิตวญิ ญาณในการดารงชีวติ ตามวถิ ีไทย เคร่ืองไม้ เครื่องมือตา่ งๆ
ตามภมู ิปัญญาด้งั เดิม มีความเช่ือในดา้ นพิธีกรรม ในการทานาคร้ังแรกในบางพ้ืนที่ยงั มีพธิ ีกรรม ตามความเช่ือด้งั เ



คานา

การเกษตรเป็นอาชีพหลกั ของประเทศไทยมาชา้ นาน ประชาชนส่วนใหญข่ องประเทศประกอบอาชีพ
เกษตรกรรม ทาใหก้ ารเกษตรมีความสาคญั เป็นอยา่ งยงิ่ ในการพฒั นาเศรษฐกิจและการพฒั นาประเทศเน่ืองจากรายได้
ส่วนใหญข่ องประเทศมาจากสินคา้ เกษตร ไมว่ า่ จะเป็นดา้ นกสิกรรม ปศุสตั ว์ ประมง ป่ าไม้ เป็นสาคญั

การเกษตรอาศยั ความรู้ ความชานาญ ทรัพยากร ทุนและรวมไปถึงเทคโนโลยี เพ่ือท่ีจะใหก้ ารทาการเกษตร
น้นั ไดผ้ ลผลิตตามท่ีตอ้ งการ และดว้ ยปัจจยั การเพ่มิ จานวนของประชากร ขอ้ จากดั ดา้ นทรัพยากรธรรมชาติ รวมท้งั การ
พฒั นาความสัมพนั ธ์กบั ต่างประเทศ เป็นปัจจยั สาคญั ในการนาเทคโนโลยมี าใชม้ ากข้ึน ดงั น้นั เทคโนโลยที างการ
เกษตรที่เขา้ มาจึงเป็ นส่วนท่ีทาใหเ้ กษตรกรสามารถท่ีจะผลิตเพอื่ ตอบสอนองความตอ้ งการของผบู้ ริโภคไดต้ ามความ
ตอ้ งการ แต่เทคโนโลยกี ย็ งั ส่งผลท้งั ดา้ นบวกและลบเช่นกนั

ดว้ ยเทคโนโลยกี ารเกษตรในยคุ ปัจจุบนั มีความสาคญั ต่อกระบวนการผลิตดา้ นการเกษตร ผจู้ ดั ทาจึงได้
รวบรวมขอ้ มลู ดา้ นเทคโนโลยกี ารเกษตรเอาไว้ และหวงั วา่ ความรู้เกี่ยวกบั เทคโนโลยกี ารเกษตร จะเกิดประโยชนก์ บั
ทา่ นผทู้ ี่สนใจศึกษาตามสมควร

สารบญั ค

เรื่อง หน้า

วธิ กี ารการปลูกข้าว
ระยะเวลาของการปลูกขา้ ว
ลกั ษณะทั่วไปของต้นข้วา
ขนิดของขา้ ว
ขยายพันธขุ์ องขา้ ว
การเตียมของขา้ ว
การดแู ลรกั ษาตน้ ข้าว



หน้าสารบญั ภาพ

1

วธิ กี ารการปลูกข้าว

วธิ ีการปลูกขา้ ว

ส่วนใหญ่จะปลกู โดยวิธีปักดามากที่สุด รองลงมาปลูกโดยวธิ ีหวา่ นน้าตม และมีการส่งเสริมการปลูก
แบบโยนกลา้ การทานาดา เป็นวธิ ีการทานาท่ีมีการนาเมลด็ ขา้ วไปเพาะในแปลงที่เตรียมไว้ (แปลงกลา้ )
ใหง้ อกเป็นตน้ กลา้ แลว้ ถอนตน้ กลา้ ไปปักดาในกระทงนาที่เตรียมไว้ และมีการดูแลรักษาจนใหผ้ ลผลิต
การทานาดานิยมในพ้ืนที่ท่ีมีแรงงานเพยี งพอ การทานาดา มีข้นั ตอนดงั ต่อไปนี

1การตก การตกกลา้ ในสภาพเปี ยก หรือการตกกลา้ เทือก เป็นวธิ ีที่ชาวนาคุน้ เคยกนั ดี การตกกลา้
กลา้ แบบน้ีจะตอ้ งมีน้าหล่อเล้ียงอยเู่ สมอ การดูแลรักษาไม่ยงุ่ ยากและความสูญเสียจากการ
ทาลายของศตั รูขา้ วมีนอ้ ย

การตกกลา้ ในสภาพดินแหง้ การตกกลา้ โดยวธิ ีน้ี ควรกระทาเม่ือฝนไม่ตกตามปกติ
และไม่มีน้าเพียงพอที่จะทาเทือกเพอ่ื ตกกลา้ ได้ แต่มีน้าพอที่จะใชร้ ดแปลงกลา้ ได้

2. การปักดา การปักดาควรทาเป็นแถวเป็นแนวซ่ึงจะทาใหง้ ่ายต่อการกาจดั วชั พืช การใส่ป๋ ุย การพน่
ยากาจดั โรคแมลง และยงั ทาใหข้ า้ วแต่ละกอมีโอกาสไดร้ ับอาหารและแสงแดดอยา่ ง
สม่าเสมอกนั

2

การทานาหวา่ น เป็นการปลกู ขา้ วโดยการหวา่ นเมลด็ ลงไปในนาที่เตรียมพ้ืนที่ไวแ้ ลว้
โดยตรง เป็นวธิ ีการที่นิยมมากข้ึนในปัจจุบนั เน่ืองจากประหยดั แรงงานและเวลา

การทานาหวา่ น แบ่งเป็น 2 วธิ ี คือ
1. นาหวา่ นขา้ วแหง้ เป็นการหวา่ นเมลด็ ขา้ วเพื่อคอยฝน
2. นาหวา่ นขา้ วงอก หวา่ นน้าตม โดยการนาเมลด็ พนั ธุ์ขา้ วที่ถูกเพาะใหง้ อก มีขนาดตุ่ม
ตา
(มีรากงอกประมาณ 1-2 มิลลิเมตร) ไปหวา่ นลงในกระทงนา ซ่ึงมีการเตรียมดินจนเป็น
เทือก

3

การทานาหวา่ นน้าตมท่ีจะใหไ้ ดผ้ ลดีน้นั จะตอ้ งปรับพ้ืนท่ีนาใหส้ ม่าเสมอ มีคนั นา
ลอ้ มรอบและสามารถควบคุมน้าได้ การเตรียมดินกป็ ฏิบตั ิเช่นเดียวกบั การเตรียมดินในนา
ดา

การหวา่ น

การกระจายของเมลด็ ขา้ วหลงั หวา่ น

4

สภาพการงอกและเจริญเติบโตหลงั หวา่ น

5

ระยะเวลาของการปลกู ข้าว

ระยะปลูก

ระยะปลูกก็มีความสมั พนั ธ์กบั การใหผ้ ลิตผล ระยะปลูกน้นั หมายถึง ระยะห่างระหวา่ งกอ และระหวา่ งแถว ถา้ ปลูก
ห่าง ก็จะเปลืองเน้ือท่ี ถา้ ปลูกถี่ กจ็ ะเปลืองเมลด็ พนั ธุ์ ระยะปลูกท่ีดีสาหรับขา้ วพนั ธุ์ดี คือ ระหวา่ งกอ ห่างกนั ๒๐
เซนติเมตร และระหวา่ งแถวห่างกนั ๒๕ เซนติเมตร นอกจากน้ี ระยะปลูกน้นั ยงั ข้ึนอยกู่ บั ความอุดมสมบูรณ์ของดิน
และชนิดของพนั ธุ์ขา้ วดว้ ย ในที่ดินทรายทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ มีความอุดมสมบูรณ์ของดินเลว จะตอ้ งปลูกให้
ถี่กวา่ ในดินท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ของดินดี คือ ระยะห่างระหวา่ งกอ และระหวา่ งแถวอาจเป็น ๑๕ และ ๒๐ เซนติเมตร
ตามลาดบั เพราะการแตกกอนอ้ ยในดิน ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินเลว แตล่ ะกอท่ีปักดา ควรใชต้ น้ กลา้ ประมาณ ๓-
๕ ตน้ ส่วนนาหวา่ นควรใชเ้ มล็ดพนั ธุ์ประมาณ ๘-๑๕ กิโลกรัม/ไร่

6

ลักษณะท่ัวไปของตน้ ขว้ าลกั ษณะของข้าวทสี่ าคัญทางการเกษตร

ลกั ษณะของขา้ ว เป็นลกั ษณะที่เก่ียวขอ้ งกบั การเจริญเติบโต และการใหผ้ ลิตผลของตน้ ขา้ ว ในทอ้ งที่ ปลูก
การทนต่อสภาพแวดลอ้ ม ที่เปล่ียนแปลงเสมอๆ ตลอดถึงคุณภาพของเมล็ดขา้ ว ฉะน้นั พนั ธุ์ขา้ วที่ดีจะตอ้ งมีลกั ษณะ
เหล่าน้ีดี และเป็นท่ีตอ้ งการของชาวนา และตลาดลกั ษณะท่ีสาคญั ๆ ดงั น้ี

1. ระยะพกั ตวั ของเมลด็ (seed dormancy)

เมลด็ ท่ีเก็บเกี่ยวมาจากตน้ ใหมๆ่ เม่ือเอาไปเพาะมกั จะไมง่ อกทนั ที จะตอ้ งใชเ้ วลาสาหรับพกั ตวั อยรู่ ะยะหน่ึง

ประมาณ 15-30 วนั จึงจะมีความงอก ถึง 80 หรือ 100 เปอร์เซ็นต์ ระยะเวลาหลงั จากเก็บเกย่ี วทเ่ี มลด็ ไม่งอกนี้ เรียกว่า

ระยะพกั ตวั ของเมลด็ ข้าว สายพนั ธุ์อินดิคาแทบทุกพนั ธุ์ มีระยะพกั ตวั ของเมลด็ แตข่ า้ วสายพนั ธุ์จาปอนิคาน้นั ไม่มี
ระยะพกั ตวั ซ่ึงระยะพกั ตวั มีประโยชน์มาก โดยจะเป็นประโยชน์สาหรับชาวนาในเขตร้อนซ่ึงมีฝนตก และมีความช้ืน
ของอากาศสูงในฤดูเกบ็ เก่ียว เพราะขา้ วท่ีไมม่ ีระยะพกั ตวั ของเมลด็ จะงอกทนั ที เมื่อไดร้ ับความช้ืน หรือเมล็ดเปี ยก
น้าฝน ส่วนขา้ วที่มีระยะพกั ตวั มนั จะไมง่ อกในสภาพดงั กล่าว ซ่ึงชาวนาจะไดร้ ับผลิตผลเตม็ ท่ีตามที่เก็บเกี่ยวได้

ระยะพกั ตวั ของเมล็ดขา้ ว ส่วนใหญ่เกิดจากการเปล่ียนแปลงทางสรีรวทิ ยาในเมล็ดยงั ไมส่ มบรู ณ์ ฉะน้นั เม่ือ
ไดเ้ ก็บเก่ียวมาแลว้ เมลด็ จึงไม่งอกและตอ้ งรอไป จนกวา่ เมล็ดน้นั ไดม้ ีการเปลี่ยนทางสรีรวทิ ยาครบสมบูรณ์เสียก่อน
มนั จึงจะงอก สาหรับขา้ วป่ าน้นั มีระยะพกั ตวั นานกวา่ พนั ธุ์ขา้ วท่ีชาวนาปลูก บางคร้ังเป็น เวลานานประมาณ 5-6 เดือน
ท้งั น้ีอาจเป็นเพราะ ระยะพกั ตวั ใน 30 วนั แรก เน่ืองมาจากการเปล่ียนแปลงทางสรีรวทิ ยา และหลงั จากน้นั เน่ืองมาจาก
เปลือกนอกใหญ่ ท่ีห่อหุม้ เมลด็ ประสานกนั แน่นมาก จนอากาศและน้าเขา้ ไปไม่ได้ ฉะน้นั จะตอ้ งแกะเปลือกนอกใหญ่
ออกเสียก่อน แลว้ จึงเอาเมล็ดไปเพาะในจานแกว้ เพ่ือใหง้ อกตามปกติ ดงั น้นั ระยะพกั ตวั ของเมลด็ ขา้ วอาจเกิดข้ึนได้
ดว้ ยสาเหตุทางสรีรวทิ ยา และลกั ษณะทางกายภาพของเมลด็
.

2. ความไวต่อช่วงแสง

ระยะความยาวของกลางวนั มีอิทธิพลตอ่ การออกดอกของตน้ ขา้ ว ดงั น้นั พนั ธุ์ขา้ วจึงแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ชนิด
โดยถือเอาความไวต่อช่วงแสง หรือระยะความยาวของกลางวนั เป็นหลกั คือ ขา้ วที่ไวต่อช่วงแสง และขา้ วท่ีไมไ่ วต่อ
ช่วงแสง

ข้าวทไ่ี วต่อช่วงแสง

ขา้ วพวกน้ีออกดอก เฉพาะในเดือนท่ีมีความยาวของกลางวนั ส้นั ปกติเราถือวา่ กลางวนั มีความยาว 12
ชว่ั โมง และกลางคืน มีความยาว 12 ชว่ั โมง ฉะน้นั กลางวนั ที่มีความยาวนอ้ ยกวา่ 12 ชวั่ โมง ก็ถือวา่ เป็ นวนั ส้นั และ
กลางวนั ท่ีมีความยาวมากกวา่ 12 ชว่ั โมง ก็ถือวา่ เป็ นวนั ยาว และพบวา่ ขา้ วท่ีไวต่อช่วงแสงในประเทศไทย มกั จะเร่ิม

7

สร้างช่อดอก และออกดอก ในเดือนที่มีความยาวของกลางวนั ประมาณ 11 ชวั่ โมง 40 นาที หรือส้นั กวา่ น้ี ดงั น้นั ขา้ วที่
ออกดอกได้ ในเดือนท่ีมีความยาวของกลางวนั 11 ชวั่ โมง 40-50 นาทีจึงไดช้ ่ือวา่ เป็ นขา้ วที่มีความไวนอ้ ยตอ่ ช่วงแสง
(less sensitive to photoperiod) และพนั ธุ์ท่ีออกดอกเฉพาะในเดือนท่ีมีความยาว ของกลางวนั ประมาณ 11 ชว่ั โมง 10-
20 นาที ก็ไดช้ ื่อวา่ เป็นพนั ธุ์ท่ีมีความไวมากต่อช่วงแสง (strongly sensitive to photoperiod) ดงั น้นั นกั วทิ ยาศาสตร์ จึง
เรียกขา้ ววา่ พืชวนั ส้ัน (short-day plant) พนั ธุ์ขา้ วในประเทศไทยที่เป็นพนั ธุ์พ้ืนเมือง ส่วนใหญ่เป็นพนั ธุ์ท่ีมีความไวต่อ
ช่วงแสง โดยเฉพาะขา้ วที่ปลูกเป็นขา้ ว นาเมือง หรือขา้ วข้ึนน้า

การปลูกขา้ วท่ีไวต่อช่วงแสงจะตอ้ งปลูกในฤดูนาปี (โดยอาศยั น้าฝน บางคร้ังจึงเรียกวา่ ขา้ วนาน้าฝน) เพราะ
ในฤดูนาปรัง กลางวนั มีความยาวกวา่ 12 ชว่ั โมง เดือนที่มีกลางวนั ส้ันที่สุด ไดแ้ ก่ เดือนธนั วาคม และเดือนที่มีกลางวนั
ยาวที่ไดส้ ุด ไดแ้ ก่ เดือน มิถุนายน ความยาวของกลางวนั จะเริ่มส้นั จนมากพอท่ีจะทาใหข้ า้ วพวกไวตอ่ ช่วงแสงออก
ดอกไดน้ ้นั คือ วนั ในเดือนกนั ยายน ตุลาคม พฤศจิกายน และธนั วาคม ขา้ วท่ีมีความไวนอ้ ยต่อช่วงแสง จะออกดอกใน
เดือนกนั ยายน ตุลาคม ซ่ึงเรียกวา่ ขา้ วเบา ขา้ วท่ีออกดอก ในเดือนพฤศจิกายน เรียกวา่ ขา้ วกลาง และขา้ วท่ีออกดอกใน
เดือนธนั วาคม มกราคม เรียกวา่ ขา้ วหนกั ดว้ ยเหตุน้ี ขา้ วพวกท่ีไวต่อช่วงแสง จะออกดอกในเดือนดงั กล่าวน้ีเท่าน้นั
ไม่วา่ จะปลูกในเดือนอะไรก็ตาม มนั จึงมีระยะการเจริญเติบโตมากพอสมควร

ข้าวทไี่ ม่ไวต่อช่วงแสง

การออกดอกของขา้ วพวกน้ี ไมข่ ้ึนอยกู่ บั ความยาวของกลางวนั เม่ือตน้ ขา้ วไดม้ ีระยะเวลาการเจริญเติบโต
ครบตามกาหนด ตน้ ขา้ วกจ็ ะออกดอกทนั ที ไมว่ า่ เดือนน้นั จะมีกลางวนั ส้ันหรือยาว พนั ธุ์ขา้ ว กข.1 เป็นพนั ธุ์ท่ีไม่ไวต่อ
ช่วงแสง เม่ือมีอายเุ จริญเติบโตนบั จากวนั ตกกลา้ ครบ 90-100 วนั ตน้ ขา้ วก็จะออกดอก ฉะน้นั พนั ธุ์ขา้ วที่ไมไ่ วต่อช่วง
แสง จึงใชป้ ลูกไดผ้ ลดี ท้งั ในฤดูนาปรังและนาปี อยา่ งไรก็ตาม พวกไมไ่ วตอ่ ช่วงแสงมกั จะใหผ้ ลิตผลสูง เมื่อปลูกใน
ฤดูนาปรัง

ปกติระยะการเจริญเติบโตของตน้ ขา้ วท้งั ไวและ ไมไ่ วตอ่ ช่วงแสง แบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 ระยะ ดงั น้ี

1.ระยะการเจริญเติบโตทางลาตน้ (basic vegetative growth phase) เป็นระยะเวลานบั ต้งั แต่วนั ตกกลา้ จนถึง
วนั ท่ีแตกกอ และตน้ สูงเตม็ ท่ี ในระยะน้ี ตน้ ขา้ วมีการเจริญเติบโตทางความสูง และแตกเป็นหน่อใหมจ่ านวนมากขา้ ว
กาลงั สร้างช่อดอกขา้ วกาลงั สร้างช่อดอก

2. ระยะการสร้างช่อดอก (panicle initiation phase) เป็นระยะเวลาที่ตน้ ขา้ วเร่ิมสร้างช่อดอก จนถึงรวงขา้ วเริ่ม
โผล่ออกมาใหเ้ ห็น ซ่ึงใชเ้ วลาประมาณ 30 วนั สาหรับพนั ธุ์ขา้ วที่ไวต่อช่วงแสง อาจเรียกระยะน้ีวา่ ระยะที่มีความไว
ตอ่ ช่วงแสง (photoperiod sensitive phase) ดงั น้นั ขา้ วท่ีไวตอ่ ช่วงแสง เม่ือไดค้ รบระยะการเจริญเติบโตทางลาตน้ แลว้

8

ตน้ ขา้ วจะไม่สร้างช่อดอก จนกวา่ ตน้ ขา้ วจะไดร้ ับช่วงแสงท่ีมนั ตอ้ งการ ส่วนขา้ วท่ีไม่ไวตอ่ ช่วงแสง จะเร่ิมสร้างช่อ
ดอกทนั ที หลงั จากท่ีตน้ ขา้ วไดค้ รบระยะการเจริญเติบโตทางลาตน้ แลว้ ดงั น้นั การปลูกในระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม จึง
ทาใหพ้ นั ธุ์ท่ีไวต่อช่วงแสงมีเวลามากหรือนอ้ ยเกินไป สาหรับการเจริญเติบโตทางลาตน้ โดยเฉพาะการใชพ้ นั ธุ์ท่ีไวตอ่
ช่วงแสงปลูกล่ากวา่ ปกติ จะทาใหต้ น้ ขา้ วมีระยะเวลานอ้ ยไป ทาใหไ้ ดผ้ ลิตผลต่า

3. ความสามารถในการขนึ้ นา้ และการทนน้าลกึ floationg ability and tolerence to deep water)

ขา้ วท่ีปลูกในประเทศไทย ชนิดขา้ วไร่ และขา้ วนาสวน ไม่จาเป็นตอ้ งมีความสามารถในการข้ึนน้า หรือการ
ทนน้าลึก เพราะพ้ืนที่ปลูกน้นั ไมม่ ีน้าลึก แตพ่ นั ธุ์ขา้ วที่ปลูกเป็นขา้ วนาเมืองน้นั จาเป็ นตอ้ งมีความสามารถในการข้ึน
น้า และตอ้ งทนน้าลึกดว้ ย เพราะระดบั น้าในนาเมือง ในระยะตน้ ขา้ วกาลงั เจริญเติบโตทางลาตน้ และออกรวง มี
ความช้ืนประมาณ 80-300 เซนติเมตร โดยเฉพาะในระหวา่ งเดือนกนั ยายน และตน้ เดือนธนั วาคม ปกติชาวนาที่ปลูก
ขา้ วนาเมือง จะตอ้ งลงมือไถนาเตรียมดิน และหวา่ นเมลด็ พนั ธุ์ ในเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม เพราะในระยะน้ี ดิน
แหง้ น้า ไม่ขงั ในนา ซ่ึงเหมาะสาหรับการเตรียมดิน และหวา่ นเมลด็ พนั ธุ์ เม่ือฝนตกลงมา หลงั จากที่ไดห้ วา่ นเมลด็ แลว้
เมล็ดขา้ วท่ีหวา่ นลงไป จะงอกเป็นตน้ กลา้ และเจริญเติบโตในดิน ท่ีไม่มีน้าขงั น้นั จนถึงเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม
ฉะน้นั ขา้ วพวกน้ี จึงมีสภาพคลา้ ยขา้ วไร่ในระยะแรกๆ ต่อมาในเดือนสิงหาคม ฝนจะเริ่มตกหนกั ข้ึนๆ และระดบั น้า
ในนา ก็จะสูงข้ึนๆ จนมีความลึกประมาณ 80-300 เซนติเมตร ในเดือนกนั ยายน แลว้ ระดบั น้าลึกน้ีกจ็ ะมีอยใู่ นนาอยา่ ง
น้ีไปจนถึงกลางเดือนธนั วาคม หลงั จากน้นั ระดบั น้าก็จะเร่ิมลดลง กระทง่ั แหง้ ในเดือนมกราคม ดว้ ยเหตุน้ี ตน้ ขา้ ว
จะตอ้ งเจริญเติบโตทางความสูง ในระยะท่ีระดบั น้าเพิม่ สูงข้ึน เพอื่ ใหม้ ีส่วนของลาตน้ และใบจานวนหน่ึง อยเู่ หนือ
ระดบั น้า ความสามารถของตน้ ขา้ ว ในการเจริญเติบโตใหม้ ีตน้ สูง เพอื่ หนีระดบั น้าที่เพ่ิมข้ึนน้ี เรียกวา่ ความสามารถ
ในการข้ึนน้าของตน้ ขา้ ว เนื่องจาก ตน้ ขา้ วจะตอ้ งอยใู่ นน้า ท่ีมีความลึกมากอยา่ งน้ีเป็นเวลา 2-3 เดือน ก่อนท่ีตน้ ขา้ วจะ
ออกรวง จนแก่เกบ็ เกี่ยวได้ ในตน้ หรือกลางเดือนมกราคม ซ่ึงเป็นระยะเวลาท่ีระดบั น้าในนา ไดล้ ดลงเกือบแหง้ ฉะน้นั
ความสามารถของตน้ ขา้ ว ท่ีเจริญเติบโตอยใู่ นน้าลึก จนกระทง่ั เกบ็ เกี่ยวน้ี จึงเรียกวา่ การทนน้าลึก ดงั น้นั การข้ึนน้า
และการทนน้าลึก จึงเป็นลกั ษณะที่จาเป็นยง่ิ ของพนั ธุ์ขา้ วนาเมือง หรือขา้ วข้ึนน้า

4. คุณภาพของเมลด็ (grain quality)

คุณภาพของเมล็ดแบ่งออกไดเ้ ป็ น 2 ประเภทดว้ ยกนั คือคุณภาพเมล็ดทางกายภาพ ซ่ึงหมายถึง ลกั ษณะ
รูปร่าง และขนาดของเมล็ดท่ีมองเห็นได้ และคุณภาพเมล็ดทางเคมี ซ่ึงหมายถึง องคป์ ระกอบทางเคมีที่รวมกนั เป็นเมด็
แป้ งของขา้ ว ที่หุงตม้ เพื่อบริโภค

4.1 คุณภาพเมลด็ ทางกายภาพ

9

เป็นลกั ษณะท่ีเก่ียวกบั ความยาว ความกวา้ ง และความหนา ของเมล็ดขา้ วกลอ้ ง ตลอดจนถึงการมีทอ้ งไข่ของ
ขา้ วเจา้ นอกจากน้ีคุณภาพในการสีเป็นขา้ วสาร ก็ถือวา่ เป็ นคุณภาพทางกายภาพของเมล็ดดว้ ย เมลด็ ขา้ วท่ีตลาด
ตอ้ งการ และถือวา่ มีเมล็ดไดม้ าตรฐานน้นั เมล็ดขา้ วกลอ้ งจะตอ้ งมีความยาว ประมาณ 7-7.5 มิลลิเมตร ความกวา้ งและ
ความหนาประมาณ 2มิลลิเมตร และมีหนา้ ตดั ของเมล็ดค่อนขา้ งกลม ถา้ เป็นขา้ วเจา้ เมลด็ จะตอ้ งใส ไมม่ ีทอ้ งไข่ การมี
ทอ้ งไขข่ องเมลด็ ขา้ วกลอ้ งน้นั ทาใหเ้ มล็ดหกั ง่าย เมื่อเอาไปสีเป็นขา้ วสาร ซ่ึงทาใหไ้ ดเ้ มลด็ ขา้ วสารท่ีหกั มาก ดงั น้นั
พนั ธุ์ขา้ วท่ีรัฐบาลไทยส่งเสริมใหช้ าวนาปลูก จะตอ้ งมีคุณภาพเมลด็ ไดม้ าตรฐาน ซ่ึงเรียกวา่ ขา้ วพนั ธุ์ดี

4.2 คุณภาพเมลด็ ทางเคมี

เป็นลกั ษณะขององคป์ ระกอบของแป้ งในเมล็ดขา้ วกลอ้ ง ขา้ วเหนียว และขา้ วเจา้ แตกตา่ งกนั ในชนิดของแป้ ง
ที่รวมกนั เป็ นเอน็ โดสเปิ ร์ม เมลด็ ขา้ วเหนียวประกอบดว้ ย แป้ งชนิดอะมิโลเพกทินเป็ นส่วนใหญ่ และมีแป้ งอะมิโล
สนอ้ ยมาก คือ ประมาณ 5-7 เปอร์เซ็นตเ์ ท่าน้นั ส่วนเมล็ดขา้ วเจา้ ประกอบดว้ ย แป้ งชนิดอะมิโลส ประมาณ 15-30
เปอร์เซ็นต์ เปอร์เซ็นตข์ องอะมิโลสในเมล็ดขา้ วเจา้ ของพวกอินดิคา และจาปอนิคา ก็แตกตา่ งกนั ดว้ ย ขา้ วอินดิคามี
แป้ งอะมิโลสประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนขา้ วพวกจาปอนิคามีเพยี ง 15-20 เปอร์เซ็นต์ ขา้ วไทยท่ีมีเปอร์เซ็นตข์ อง
แป้ งอะมิโลสต่า ไดแ้ ก่ ขา้ วดอกมะลิ 105 (22 เปอร์เซ็นต)์ ส่วนขา้ วไทยที่มีเปอร์เซ็นตแ์ ป้ งอะมิโลสสูง ไดแ้ ก่ กข.1 (30
เปอร์เซ็นต)์ เปอร์เซ็นตแ์ ป้ งอะมิโลสในเมลด็ ของขา้ ว มีความสัมพนั ธ์กบั คุณภาพในการหุงตม้ และการบริโภค ขา้ ว
เหนียวมีแป้ งอะมิโลส นอ้ ยกวา่ ขา้ วเจา้ ขา้ วเหนียวจึงหุงสุกเร็วกวา่ ขา้ วเจา้ และขา้ วเหนียวที่หุงสุกแลว้ จะเหนียวกวา่
ขา้ วเจา้ ดว้ ย ในจาพวกขา้ วเจา้ ดว้ ยกนั เมล็ดของพนั ธุ์ที่มีปริมาณแป้ งอะมิโลสสูง เมื่อหุงสุกแลว้ เมล็ดขา้ วสุกจะแขง็ กวา่
ขา้ วท่ีมีปริมาณแป้ งอะมิโลสต่า ดงั น้นั ผบู้ ริโภคที่ชอบรับประทานขา้ วที่อ่อนนิ่ม จะตอ้ งเลือกพนั ธุ์ที่มีปริมาณแป้ งอะ
มิโลส ประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์

5 ลกั ษณะรูปต้น (plant type)

รูปตน้ ของขา้ วมีความสมั พนั ธ์กบั ความสามารถในการใหผ้ ลิตผล และการให้ผลิตผลของขา้ ว ข้ึนอยกู่ บั
องคป์ ระกอบท่ีสาคญั 3 อยา่ ง คือ จานวนรวงต่อกอ จานวนเมล็ดดีตอ่ รวง และน้าหนกั ขา้ วเปลือก 100 เมล็ด การท่ีจะ
ไดอ้ งคป์ ระกอบท่ีดีท้งั สามอยา่ งน้ี อยใู่ นตน้ เดียวกนั น้นั เป็นการยากมาก เพราะองคป์ ระกอบเหล่าน้ี ข้ึนอยกู่ บั
สรีรวทิ ยาภายในตน้ ขา้ ว และส่ิงแวดลอ้ มภายนอก เช่น การเปลี่ยนแร่ธาตุอาหารให้เป็นแป้ ง แลว้ ส่งไปสร้างส่วนตา่ งๆ
ของตน้ ขา้ ว ท่ีกาลงั เจริญเติบโต อาหารจานวนหน่ึงจะตอ้ งเปล่ียนเป็นจานวนรวง จานวนเมล็ด และน้าหนกั ของเมล็ด
ถา้ อาหารส่งไปเล้ียง และสร้างจานวนรวงเป็ นส่วนใหญ่ อาหารก็เหลือนอ้ ยสาหรับสร้างจานวนเมล็ด และน้าหนกั เมลด็
ฉะน้นั ตน้ ขา้ วตน้ น้ี จึงมีจานวนรวงมาก จานวนเมลด็ ต่อรวงนอ้ ย และน้าหนกั ขา้ วเปลือกของเมลด็ เบา จึงเป็นสิ่งที่ทา
ไมไ่ ด้ ท่ีจะใหม้ ีตน้ ขา้ วที่มีเมล็ดในรวงมาก และเมลด็ ขา้ วเปลือกมีน้าหนกั มาก ทาไดเ้ พียงใหไ้ ดอ้ งคป์ ระกอบท้งั สาม
อยา่ ง ในจานวนท่ีพอดีๆ เท่าน้นั ต่อมานกั วชิ าการเรื่องขา้ วไดศ้ ึกษาพบวา่ ตน้ ขา้ วจะให้ผลิตผลสูงหรือต่าน้นั ข้ึนอยกู่ บั

10

ลกั ษณะรูปตน้ ของขา้ ว เพราะรูปตน้ ของขา้ ว มีความสมั พนั ธ์กบั การใชป้ ๋ ุย หรือท่ีเรียกวา่ การตอบสนองต่อป๋ ุย และการ
เปลี่ยนแร่ธาตุอาหารจากป๋ ุยใหเ้ ป็นแป้ ง ซ่ึงใชใ้ นการสร้างส่วนต่างๆ ของตน้ และเมลด็ ขา้ ว พนั ธุ์ขา้ วท่ีใหผ้ ลิตผลสูง
จะตอ้ งมีลกั ษณะรูปตน้ ที่สาคญั ๆ ดงั น้ี

5.1 ใบมีสีเขียวแก่ ตรง ไม่โคง้ งอ แผน่ ใบไม่กวา้ ง และไม่ยาวจนเกินไป ลกั ษณะใบอยา่ งน้ี ทาใหท้ ุกใบในตน้
ขา้ วไดร้ ับแสงแดดตลอดเวลา และเป็นปริมาณเทา่ ๆ กนั นอกจากน้ี ใบสีเขียวแก่ก็จะมีจานวนคลอโรฟิ ลล์
(chlorophyll) ในใบมากกวา่ ใบสีเขียวอ่อนดว้ ย จึงทาใหม้ ีการสังเคราะห์แสง เพ่ือเปล่ียนแร่ธาตุเป็ นแป้ งไดอ้ ยา่ งมี
ประสิทธิภาพ มากกวา่ ใบที่โคง้ งอ ดงั น้นั ตน้ ขา้ วที่มีลกั ษณะใบดงั กล่าว จึงมีปริมาณอาหารไปสร้างส่วนตา่ งๆ ของตน้
และเมล็ดมาก จนทาใหไ้ ดผ้ ลิตผลสูง

5.2 ความสูงของตน้ ประมาณ 100-130 เซนติเมตร ความสูงของตน้ เป็ นระยะต้งั แต่พ้ืนดินถึงปลายของรวงที่
สูงที่สุดตน้ ขา้ วท่ีมีความสูงขนาดน้ี จะไมล่ ม้ ง่าย และมีขนาดของใบพอเหมาะกบั การสังเคราะห์แสง

5.3 ลาตน้ แขง็ ไม่ลม้ ง่าย เมื่อใส่ป๋ ุยลงในนามากข้ึน ตน้ ขา้ วท่ีไมล่ ม้ จะมีการสร้างอาหารและเมลด็ ไดต้ ามปกติ
จึงทาใหม้ ีผลิตผลสูง

5.4 แตกกอมากและใหร้ วงมาก ตน้ ขา้ วท่ีแตกกอมาก และตอบสนองต่อการใชป้ ๋ ุย จะมีจานวนรวงต่อกอมาก
จึงทาใหม้ ีจานวนรวงตอ่ เน้ือที่ปลูกมาก ซ่ึงเป็นองคป์ ระกอบอยา่ งหน่ึง ของการให้ผลิตผลสูง

6. ความต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว (resistance to diseases and insects)

พนั ธุ์ขา้ วที่มีลกั ษณะรูปตน้ ดี ตอบสนองต่อการใชป้ ๋ ุยสูง กไ็ มส่ ามารถที่จะใหผ้ ลิตผลสูงได้ ถา้ พนั ธุ์น้นั ไมม่ ี
ความตา้ นทานตอ่ โรคและแมลงศตั รู ท่ีระบาดในขณะน้นั ดว้ ยเหตุน้ี ลกั ษณะตา้ นทานต่อโรคและแมลง จึงเป็นสิ่งท่ี
สาคญั ยง่ิ ความตา้ นทานต่อโรคและแมลงศตั รูของตน้ ขา้ วน้นั เป็นผลที่เกิดจากปฏิกิริยาทางพนั ธุศาสตร์ ระหวา่ ง
พนั ธุกรรมของตน้ ขา้ ว และเช้ือโรคหรือแมลง ซ่ึงเป็นวชิ าการอีกแขนงหน่ึง ท่ีแตกต่างไปจากเร่ืองอ่ืน

11

ขนดิ ของข้าว

ขา้ วแบง่ ได้ 4 ชนิด

ขา้ วหอม

มะลิ

12

ข้าวขาว
ข้าวขาว

ข้าวเหนียว

13

จรงิ ๆแลว้ ประเภท หรอื ชนดิ ของขา้ วสาร หากแบ่งแยกชนิดอยา่ ง

เป็นทางการโดยอา้ งอิงจากมูลนิธิขา้ วไทย สามารถแบ่งชนิดของขา้ วได้ คือ แบ่งตามประเภทของเน้ือ
แขง็ ในขา้ ว (ขา้ วเจา้ ขา้ วเหนียว) แบ่งตามสภาพพ้ืนท่ีเพาะปลกู แบ่งตามอายกุ ารเกบ็ เก่ียว แบ่งตาม
ความไวต่อช่วงแสง แบ่งตามรูปร่างของเมด็ ขา้ ว แบ่งตามฤดูเพาะปลกู ขา้ ว (นาปี หรือ นาปรัง) ใน
ท่ีน้ีจะขอแบ่งเพื่อความเขา้ ใจง่าย เราสามารถแบ่งชนิดของขา้ วออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ไดแ้ ก่ ข้าว
หอมมะลิ ข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวเพอื่ สุขภาพ

การเตียมของข้าว

การเตรียมดนิ เป็นการเตรียมพืน้ ที่ให้เหมาะสาหรับการปลกู ข้าว ซงึ่ จะสง่ ผลดตี อ่ การเจริญเตบิ โตของข้าว โดย
ปรับสภาพดินให้เหมาะสมกบั การงอกของเมล็ดข้าว การเจริญเตบิ โตของข้าว รวมถึงการชว่ ยควบคมุ วชั พืช โรค
แมลงศตั รูข้าวและสตั ว์ศตั รูข้าวท่ีอาศยั อยใู่ นดนิ การเตรียมดนิ ยงั สง่ ผลให้ฟางข้าว ตอซงั ข้าวและวชั พืชถกู ไถกลบลง

14

ไปในดนิ เป็นการเพม่ิ ความอดุ มสมบรู ณ์ให้แกด่ ิน นอกจากนีย้ งั ทาให้ธาตอุ าหารพืชที่สะสมอยใู่ นดนิ ชนั้ ลา่ งกลบั
ขนึ ้ มาอยบู่ นผิวดนิ วธิ ีการเตรียมดนิ เพ่ือปลกู ข้าวนนั้ ขนึ ้ อยกู่ บั คณุ สมบตั ขิ องดนิ และสภาพแวดล้อมในแปลงนาก่อน

การปลกู โดยการ ไถดะ ไถแปร คราด และทาเทือก

การดูแลรักษาตน้ ขา้ ว

การดูแลรักษาข้าวทส่ี ูง
ขา้ วท่ีปลูกในพ้นื ที่สูงมีอยู่ 2 ประเภท ไดแ้ ก่ ขา้ วไร่และขา้ วนา โดยทวั่ ไปเกษตรกรมกั ใชพ้ นั ธุ์พ้ืนเมืองหรือพนั ธุ์
ทอ้ งถิ่น (local varities) ท่ีมีการปรับตวั เขา้ กบั สภาพแวดลอ้ มของพ้ืนที่ไดเ้ ป็ นอยา่ งดีแลว้ ส่วนใหญ่มีลาตน้

15

คอ่ นขา้ งสูง แตกกอนอ้ ย ผลผลิตไมส่ ูงเมื่อเปรียบเทียบกบั ขา้ วที่ปลูกในพ้ืนราบทวั่ ไป อยา่ งไรก็ตาม หากขาดการเอา
ใจใส่ดูแลจะทาใหผ้ ลผลิตขา้ วลดลงจนไม่สามารถเกบ็ เก่ียวผลผลิตได้ เน่ืองจากปลูกไดเ้ พียงฤดูเดียว คือ ฤดูฝน ซ่ึง
เป็นฤดูที่พชื หรือส่ิงมีชีวติ อ่ืนๆ ที่เป็นศตั รูขา้ วแพร่พนั ธุ์ การปลูกขา้ วบนที่สูงจาเป็นตอ้ งมีการดูแลรักษา ดงั น้ี

1. การกาจัดวชั พชื (weed control) วชั พชื คือ พืชท่ีผปู้ ลูกไมต่ อ้ งการในแปลงปลูกพืช
หลกั วชั พืชเป็นปัญหาท่ีสาคญั อยา่ งหน่ึงในการปลูกขา้ ว ทาใหผ้ ลผลิตลดลงโดยเฉพาะในขา้ วไร่จะไดร้ ับผลกระทบ
เป็นอยา่ งมากหากไม่ไดร้ ับการเอาใจใส่ดูแลแปลงปลูก สมเกียรติและคณะ (2539) รายงานวา่ การมีวชั พืชใน
แปลงขา้ วไร่ทาใหผ้ ลผลิตลดลงร้อยละ 32-79 และความรุนแรงในการระบาดของวชั พืชข้ึนอยกู่ บั ชนิด จานวน
ประชากรของวชั พชื และขา้ วไร่ ตลอดจนช่วงระยะเวลาในการระบาดของวชั พชื ดว้ ย เช่นเดียวกบั Moody
(1988) พบวา่ ช่วงวกิ ฤติของการระบาดของวชั พชื อยใู่ นช่วง 2-6 สัปดาห์หลงั ขา้ วงอก โดยวชั พืชจะ
เจริญเติบโตอยา่ งรวดเร็ว แยง่ แสงแดด น้าและธาตุอาหารของขา้ ว ทาใหข้ า้ วไดร้ ับแสงแดด น้าและธาตุอาหารนอ้ ยลง
การเจริญเติบโตไม่เตม็ ที่ ส่งผลใหล้ าตน้ แคระแกรน แตกกอนอ้ ยหรืออาจไม่แตกกอเลย ขนาดรวงส้นั เลก็ ผลผลิต
ลดลง วชั พชื บางชนิด เช่น สาหร่ายไฟ เม่ือเจริญเติบโตในนาจะแพร่ขยายอยา่ งรวดเร็วและปลดปล่อยแกส๊ บางชนิด
ออกมา ทาใหน้ ้าบริเวณรอบๆ มีอุณหภมู ิสูงจนตน้ ขา้ วไม่สามารถเจริญเติบโตได้ วชั พืชประเภทกก เช่น กกขนาก กก
ทราย หนวดปลาดุก เมื่อแก่เมลด็ จะมีขนาดเล็กและปริมาณมาก ทาใหแ้ พร่ขยายไดเ้ ร็วในฤดูตอ่ ไป การกาจดั วชั พชื
ในแปลงขา้ วไร่และขา้ วนาที่สูงมีหลายวธิ ี เช่น

1.1 การเตรียมดิน เตรียมดินอยา่ งประณีต ควรเกบ็ ส่วน ราก หวั ลาตน้ หรือเศษวชั พชื ออก การ
เตรียมดินอยา่ งประณีตนอกจากจะเป็นการปรับระดบั หนา้ ดินในแปลงสาหรับปลูกขา้ วแลว้ ยงั เป็นการกาจดั วชั พืช
อีกทางหน่ึงดว้ ย

1.2 การเลือกใชพ้ นั ธุ์ขา้ วที่เหมาะสม พนั ธุ์ขา้ วที่ปลูกบนท่ีสูงน้นั ต่างจากพนั ธุ์ท่ีปลูกในนาพ้ืนราบ
ท่ีมีลกั ษณะตน้ เต้ียแตกกอมาก สาหรับขา้ วท่ีสูงโดยเฉพาะขา้ วไร่แลว้ หากเลือกใชพ้ นั ธุ์ท่ีเหมาะสมจะช่วยลดความ
เสียหายจากการระบาดของวชั พืชได้ ในขา้ วไร่จะมีกลไกในการเจริญเติบโตแขง่ ขนั กบั วชั พชื ที่ต่างกนั Sagar
(1968) พบวา่ การเลือกใชพ้ นั ธุ์ที่มีการงอกและเจริญเติบโตอยา่ งรวดเร็วในระยะแรก การพฒั นาใบอยา่ งรวดเร็ว
ทาใหส้ ามารถสร้างอาหาร และปกคลุมพ้ืนที่ไม่ใหว้ ชั พืชเติบโตไดด้ ี มีระบบรากท่ีพฒั นาอยา่ งรวดเร็วท้งั ดา้ นขา้ งและ
แนวลึก สามารถลาเลียงธาตุอาหารและน้าไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว เช่นเดียวกบั Moody (1979) พบวา่ พนั ธุ์ขา้ วที่
สามารถแข่งขนั วชั พืชไดด้ ี ตอ้ งมีลกั ษณะดงั น้ี คือ มีลาตน้ สูงกวา่ วชั พืช มีใบกวา้ งและยาว คอ่ นขา้ งโนม้ และ
หนาแน่น เพ่อื ใหเ้ กิดร่มเงาแก่วชั พืช มีการแตกกอมาก และมีการเจริญเติบโตทางรากอยา่ งรวดเร็ว ดงั น้นั การนาพนั ธุ์
ขา้ วไร่ไปปลูกควรใชพ้ นั ธุ์ที่มีลกั ษณะดงั กล่าวจะสามารถแขง่ ขนั กบั วชั พชื ไดด้ ี

1.3 การควบคุมระดบั น้า ใชไ้ ดเ้ ฉพาะในขา้ วนาเท่าน้นั การควบคุมระดบั น้าในนาจะควบคุม
วชั พชื ขณะท่ีมีขนาดเล็กอยใู่ ตผ้ วิ น้า แต่ไมส่ ามารถควบคุมวชั พชื ที่สูงพน้ ผวิ น้า การควบคุมวชั พชื วธิ ีน้ีตอ้ งมีการ
เตรียมดินใหม้ ีความราบเรียบสม่าเสมอกนั ใหม้ ากที่สุด เพราะจะทาใหร้ ะดบั ความลึกของน้าในแปลงนาเทา่ กนั หรือ

17

ใกลเ้ คียงกนั หากผวิ ดินไมร่ าบเรียบเสมอกนั จะทาใหบ้ ริเวณที่น้าทว่ มไม่ถึงหรือโผล่พน้ ผวิ น้ามีวชั พชื ข้ึนแขง่ ขนั แยง่
แสงแดด น้า และธาตุอาหารในดินไป เนื่องจากวชั พืชโดยทวั่ ไปมกั การเจริญเติบโตไดร้ วดเร็วท้งั ทางรากและลาตน้

1.4 การใชแ้ รงงานกาจดั วชั พืช การใชม้ ือถอนหรือเคร่ืองมืออื่น เช่น มีด จอบ เสียม ไถ ฯลฯ เป็ น
วธิ ีหน่ึงท่ีสามารถใชก้ าจดั วชั พืชไดท้ ้งั ในแปลงขา้ วไร่และขา้ วนาที่สูง เป็นวธิ ีท่ีนิยมปฏิบตั ิกนั มาก เน่ืองจากเป็ นวธิ ีท่ี
ง่ายประหยดั ไมเ่ สี่ยงต่อการใชส้ ารเคมีและไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดลอ้ ม การกาจดั วชั พืชในแปลงขา้ วไร่ ควร
ทาภายใน 40 วนั หลงั ขา้ วงอก ประมาณ 2-3 คร้ัง หากทาการกาจดั วชั พชื เม่ือขา้ วมีอายมุ ากจะมีผลกระทบต่อ
ผลผลิตของขา้ ว เน่ืองจากขา้ วจะเขา้ สู่ระยะสร้างรวง (panicle primordium initiation) หรือต้งั ทอ้ ง
ในระยะน้ีขา้ วจะยดื ลาตน้ สูงกวา่ วชั พืช เช่นเดียวกบั ขา้ วนาที่สูง ควรเก็บวชั พืชในนาท่ีงอกเป็นตน้ เลก็ ๆหรือเศษ
วชั พืชท่ีตกคา้ งจากการเตรียมดิน ในระยะ 2-4 สปั ดาห์ประมาณ 1-2 คร้ังหรือมากกวา่ หากมีจานวนวชั พืชมาก
การกาจดั วชั พชื ดว้ ยมือแต่ละคร้ังควรห่างกนั ประมาณ 2 สัปดาห์ ไม่ควรใชส้ ารเคมีบนท่ีสูงเน่ืองจากจะกระทบต่อ
ส่ิงแวดลอ้ มบนที่สูงและมีผลกระทบตอ่ พ้นื ราบดว้ ย

2. การป้ องกนั โรคและแมลง (insect and disease control) สภาพอากาศในแตล่ ะปี มกั จะ
มีความแตกตา่ งกนั ส่งผลให้การระบาดของโรคและแมลงในแตล่ ะปี ไมแ่ น่นอนตามไปดว้ ย โดยทว่ั ไปแลว้ ขา้ วท่ี
ปลูกในพ้ืนท่ีสูงมกั จะถูกคดั เลือกพนั ธุ์โดยธรรมชาติ ซ่ึงทาใหไ้ ดพ้ นั ธุ์ท่ีมีความตา้ นทานตอ่ โรคและแมลงของแต่ละ
ทอ้ งถ่ิน โรคที่สาคญั ของขา้ วท่ีสูง ไดแ้ ก่ โรคไหม้ โรคใบวง แตไ่ มพ่ บการระบาดท่ีรุนแรงทุกปี เน่ืองจากสภาพ
อากาศในแต่ละปี จะแปรเปลี่ยนอยเู่ สมอ อยา่ งไรก็ตาม พนั ธุ์ขา้ วที่เกษตรกรปลูกบนท่ีสูงจะมีความตา้ นทานตอ่ โรค
เหล่าน้ี ส่วนแมลงท่ีสาคญั ไดแ้ ก่ เพล้ียกระโดดหลงั ขาว (white back hopper) ดูดกินน้าเล้ียงจากตน้ ขา้ ว
ซ่ึงจะระบาดในช่วงกลางเดือนสิงหาคมถึงตน้ เดือนกนั ยายน ความรุนแรงของแตล่ ะปี จะต่างกนั ตามสภาพอากาศ
หากความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศหนาวแผป่ กคลุมพ้ืนที่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมการระบาดมกั จะไม่รุนแรง
หากมีการระบาดในขา้ วนา ขา้ วจะถูกทาลายในระยะแตกกอแต่จะสามารถฟ้ื นตวั ได้ ส่วนในขา้ วไร่ การระบาดของ
เพล้ียกระโดดหลงั ขาวจะตรงกบั ระยะขา้ วสร้างรวงหรือต้งั ทอ้ ง ทาใหข้ า้ วไร่ไดร้ ับผลกระทบจากการระบาดของ
แมลงดงั กล่าวมากกวา่ ขา้ วนาท่ีสูง ซ่ึงอาจถึงข้นั ทาใหไ้ มส่ ามารถเกบ็ เก่ียวผลผลิตไดเ้ ลย การป้ องกนั ทาไดโ้ ดยใช้
พนั ธุ์ท่ีมีความตา้ นทานหรือปลูกใหเ้ ร็วข้ึนกวา่ เวลาปกติ ซ่ึงเป็นการหลีกเลี่ยงการระบาดของแมลงได้ หรือปลูกพชื ที่
มีกล่ินฉุนบริเวณแปลงนา เพื่อไล่แมลง เช่น ดาวเรือง ตะไคร้หอม การป้ องกนั โดยคลุกเมล็ดพนั ธุ์กบั หนอนตายอยาก
ป่ น สามารถป้ องกนั มดและแมลงใตด้ ินได้ แต่เกษตรกรนิยมปลูกโดยใชเ้ มลด็ พนั ธุ์เพ่ิมข้ึนเพ่อื ป้ องกนั ความเสียหาย

3. การป้ องกนั สัตว์ศัตรูอนื่ (pest control) โดยทวั่ ไปแลว้ แปลงขา้ วบนที่สูงจะอยตู่ ิดกบั ป่ าและ
ภูเขา มกั ถูกสตั วศ์ ตั รู เช่น นก หนู กระตา่ ย หมูป่ า ลิง ฯลฯ เขา้ ทาลาย ปัญหาเหล่าน้ีจะพบในขา้ วไร่มากกวา่ ขา้ วนา
หนูและกระต่ายจะทาลายในเวลากลางคืนช่วงหวั ค่า โดยการขดุ คุย้ หลุมปลูก กินเมล็ดขา้ วและกดั กินตน้ ขา้ วระยะต้งั
ทอ้ ง นกโดยเฉพาะนกกระติ๊ดข้ีหมู จิกกินขา้ วระยะน้านมจนถึงระยะเกบ็ เก่ียว หมปู ่ ากดั กินตน้ ขา้ วทุกระยะ ต้งั แต่เร่ิม
งอกจนถึงเก็บเก่ียวโดยจะเขา้ ทาลายช่วงหวั ค่า ส่วนลิงจะเขา้ ทาลายระยะขา้ วสุกแก่โดยจะเขา้ ทาลายเป็นฝงู การ

18

ป้ องกนั อาจทาไดห้ ลายวธิ ี เช่น สร้างกบั ดกั ทาหุ่นไล่กา ใชค้ นไล่ การปลูกเป็นผนื ใหญ่ การเลือกปลูกพนั ธุ์ที่มีการ
ออกดอกพร้อมกนั หรือปลูกพชื อื่น เช่น ขา้ วโพด แตง เพื่อล่อสัตวป์ ระเภทฟันแทะ

4. การใส่ป๋ ยุ (fertilizing) เนื่องจากขา้ วบนที่สูง ขา้ วไร่จะปลูกตามความลาดชนั ของพ้นื ที่ การใส่ป๋ ุย
ในขา้ วไร่ควรใส่พร้อมกบั การหยอดเมลด็ ขา้ ว โดยใชป้ ๋ ุยอินทรียร์ ่วมกบั ป๋ ุยเคมี เพ่อื ลดความเสียหายจากการชะลา้ ง
ของฝน ส่วนขา้ วนาจะปลูกตามที่ราบหุบเขาในลกั ษณะข้นั บนั ได การใส่ป๋ ุยควรเป็นป๋ ุยอินทรีย์ เช่น ป๋ ุยหมกั ป๋ ุยคอก
หรือป๋ ุยอินทรียอ์ ่ืนๆ เน่ืองจากดินบนพ้ืนที่สูง มกั จะเป็นดินร่วนปนทราย เม่ือใชป้ ๋ ุยอินทรียจ์ ะไดผ้ ลดีกวา่ ดินเหนียว
(ก่ิงแกว้ , 2541) โดยใส่กอ่ นการไถเตรียมดินหรือใส่ขณะเตรียมดินข้ึนกบั ชนิดของป๋ ุย

5. การทาทางระบายนา้ (draining way)
สาหรับขา้ วนาท่ีสูง จะมีลกั ษณะพ้นื ท่ีปลูกแตกต่างจากขา้ วนาพ้ืนราบ กล่าวคือ เป็นนาน้าฝน มีลกั ษณะเป็นข้นั บนั ได
ต้งั ขวางตามความลาดชนั ของพ้นื ที่ มีน้าไหลผา่ นพ้ืนท่ีจากท่ีสูงลงสู่ที่ต่ากวา่ ตลอดเวลา และมีการกดั เซาะดินตามไป
ดว้ ย ดงั น้นั จึงตอ้ งทาทางระบายน้าตามคนั นา โดยใชท้ อ่ ไมไ้ ผห่ รือท่อพวี ซี ี ที่มีขนาดเส้นผา่ ศนู ยก์ ลาง 4-6 นิ้ว ฝัง
บริเวณที่จะทาทางระบายน้า ท้งั น้ีเพ่ือป้ องกนั คนั นาเสียหายที่เกิดจากการกดั เซาะของน้าท่ีไหลผา่ นตลอดฤดูกาลทา
นา

19

6. การเกบ็ เกย่ี ว (harvesting) เก็บเกี่ยวไดห้ ลงั ขา้ วออกดอกแลว้ ประมาณ 30 วนั ท้งั น้ีข้ึนกบั
สภาพแวดลอ้ ม เช่น หากสภาพอากาศเยน็ หรือดินมีความอุดมสมบรู ณ์ ขา้ วจะออกรวงชา้ กวา่ ปกติ ทาใหย้ ดื อายกุ าร
เกบ็ เก่ียวไปได้ หรืออาจสงั เกตใบธงหากใบธงแหง้ ประมาณคร่ึงหน่ึง หรือสังเกตจากเมลด็ ขา้ วโคนรวง หากเป็นแป้ ง
แขง็ กส็ ามารถเกบ็ เก่ียวได้ ถา้ เก็บเก่ียวชา้ เมลด็ ขา้ วจะร่วง ส่วนเครื่องมือที่ใชเ้ กบ็ เก่ียว คือ เคียว เช่นเดียวกบั การเกบ็
เกี่ยวขา้ วนาในพ้ืนราบ แต่เกษตรกรบนที่สูงมกั เก่ียวแบบพนั กา สาหรับ มง้ และ เม่ียน(เยา้ ) จะใชแ้ กละเกี่ยวเอา
เฉพาะรวงเหมือนภาคใตข้ องประเทศไทย การเก็บเกี่ยวจะเริ่มต้งั แตก่ ลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนพฤศจิกายน
ข้ึนกบั อายขุ องขา้ ว ก่อนที่จะทาการเกบ็ เก่ียวขา้ วควรระบายน้าออกจากแปลงนาให้แหง้ โดยปิ ดทางทดน้าเขา้ นา แลว้
ไขน้าออกทางระบายน้าทิง้ ก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 15-20 วนั

7. การลดความชื้นข้าวหลงั เกบ็ เกยี่ ว (reducing moisture after harvesting)
การลดความช้ืนหรือการตากขา้ ว โดยทว่ั ไปแลว้ มี 2 วธิ ีคือ

20

- การตากสุ่มซงั หลงั จากเกี่ยวแลว้ จะตากรวงขา้ วทิง้ ไวบ้ นตอซงั ประมาณ 3-4 แดด แลว้ นาไป
นวด เป็ นวธิ ีที่เกษตรกรปฏิบตั ิกนั โดยทว่ั ไป

- การตากหลงั นวด เม่ือเก่ียวขา้ วแลว้ ทาการนวดทนั ที กรณีน้ีจะทาเมื่อตอ้ งการนาขา้ วไปบริโภคแต่
พบไม่บ่อยนกั

8. การเกบ็ รักษา (storage) หลงั จากที่นวดขา้ ว ทาความสะอาดแลว้ เกบ็ ไวใ้ นยงุ้ ฉางท่ีสะอาด ระบาย
อากาศได้ กนั แดด กนั ฝน กนั แมลงและสตั วศ์ ตั รูได้ หากไมม่ ียงุ้ ฉางสามารถเก็บไวใ้ นกระสอบ แต่ไม่ควรเป็ น
กระสอบหรือถุงพลาสติก เช่น ถุงป๋ ุยหรือวสั ดุอยา่ งอ่ืนท่ีมีลกั ษณะคลา้ ยกนั เน่ืองจากกระสอบประเภทน้ีไมส่ ามารถ
ระบายอากาศไดจ้ ะทาใหเ้ กิดเช้ือรา และวางบนแคร่ที่สามารถระบายอากาศ หากใชเ้ ป็นเมล็ดพนั ธุ์ควรแยกเกบ็ ไว้
ตา่ งหากในที่ที่สามารถระบายอากาศ กนั แดด กนั ฝน กนั แมลงและสตั วศ์ ตั รูได้ ไม่ควรเก็บไวใ้ นกระสอบ
ถุงพลาสติก หรือภาชนะท่ีเป็ นพลาสติกปิ ดฝาแน่นจะทาใหเ้ มล็ดพนั ธุ์เส่ือมความงอก

21

22

ขอ้ สอบการปลกู ขา้ ว

1)วสั ดุอุปกรณ์ท่ีจาเป็ นตอ้ งใชใ้ นการจดั สวนถาดแบบช้ืนคือขอ้ ใด
ก. ถาดดิน-ดินปลูก-ชอ้ นปลูก-ขอนไม/้ หินประดบั -กระบอกฉีดน้า
ข. ถาดดิน-ดินเหนียว-ชอ้ นปลูก-ขอนไม/้ หินประดบั -กระบอกฉีดน้า
ค. ถาดพลาสติก-ดินปลูก-ชอ้ นปลูก-ขอนไม/้ หินประดบั -กระบอกฉีดน้า
ง. ถาดพลาสติก-ดินเหนียว-ชอ้ นปลูก-ขอนไม/้ หินประดบั -กระบอกฉีดน้า

2)ดนิ ท่ีเหมาะแก่การเพาะปลกู คือข้อใด
ก. ดนิ ร่วน
ข. ดนิ ทราย
ค. ดนิ เหนียว
ง. ดนิ ร่วนปนทราย

3ข้าวมีก่ีชนิด
ก. 5
ข. 6
ค. 8
ง. 4

4ข้อใดคือระยะของการปลูกข้าว

ก.15 และ 20 เซนตเิ มตร

ข.19 และ 20 เซนตเิ มตร

ค.18 และ 20 เซนตเิ มตร

ง.13 และ 20 เซนตเิ มตร

5 การปลกู ข้าวมีก่ปี ระเภท

ก. การหว่านเมล็ดฟันธุ์
ข. การดานาแบบโบราณ
ค. การใช้รถดานาแบบปจั จุบัน
ง. ถูกต้องทุกข้อ

23

6. ข้อใดคือการรักษาหน้าดินได้ถกู ต้องและเหมาะสม
ก การปลกู ข้าวแบบล่ืนลอย
ข การปลกู ข้าวแบบหมนุ เวียน
ค ข้อ ก และ ข้อ ข ถกู ต้อง
ง ไมม่ ีข้อใดถกู

7. ข้อใดเป็นป๋ ยุ สตู รแรกในการหวา่ นข้าว
ก 18-46-0
ข 18-22-0
ค 18-16-9
ง 18-16-8

8. การทานาหว่านมวี ธิ อี ะไรบา้ ง
ก. นาหว่านข้าวงอก
ข. นาหวา่ นข้าวเปียก
ค. นาหว่านขา้ วแห้ง และ นาหว่านข้าวงอก
ง. นาหว่านขา้ วแห้งผสมขา้ วเปยี ก
9. ขอ้ ใดไมใ่ ชป้ ระเมนิ ค่าเป็นสาคัญในการทานา
ก. การเก็บรักษา
ข. การเตรยี มดิน การปลกู
ค. การทานาดา การนวดข้าว
ง. การวางแผนเพ่อื ให้ได้กาไรสูงสดุ
10. การทานาแบบใดทส่ี ามารถทาได้ตลอดปี
ก. ทานาปี
ข. ทานาปรัง
ค. ทานาหวา่ น
ง. ทานาดา


Click to View FlipBook Version