The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kanoknart_pang, 2022-03-07 12:01:47

โครงสร้างโลก

โครงสร้างโลก

สื่อการเรียนรู้ออนไลน์ E-Book

เรื่อง

โครงสร้างโลก

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 โครงสร้างโลก

เรื่อง การแบ่งชั้นของโลก ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์
ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในโลก
และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลง
ลมฟ้ าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อสิ่ งมีชีวิต

และสิ่ งแวดล้อมๆ

ตัวชี้วัด

ว 3.2 ม.6/1. อธิบายการแบ่งชั้นและสมบัติของ
โครงสร้างโลก พร้อมยกตัวอย่างข้อมูลที่สนับสนุน

ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้เรื่องโครงสร้างโลกกันนั้ น
มาทำแบบทดสอบก่อนเรียนกัน โดยให้นั กเรียน
แสกน QR code เพื่อทำแบบทดสอบใน google form

กำเนิ ดโลก

เมื่อประมาณ 4,600 ล้านปี มาแล้ว กลุ่มก๊าซในเอกภพบริเวณนี้ ได้รวมตัว
กันเป็ นหมอกเพลิงมีชื่อว่า “โซลาร์เนบิวลา” (Solar แปลว่า สุริยะ,

Nebula แปลว่า หมอกเพลิง) แรงโน้มถ่วงทำให้กลุ่มก๊าซยุบตัวและหมุน
ตัวเป็ นรู ปจาน ใจกลางมีความร้อนสูงเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิ วชั่น
กลายเป็ นดาวฤกษ์ที่ชื่อว่าดวงอาทิตย์ ส่วนวัสดุที่อยู่รอบๆ มีอุณหภูมิต่ำ
กว่า รวมตัวเป็ นกลุ่มๆ มีมวลสารและความหนาแน่นมากขึ้นเป็ นชั้นๆ

และกลายเป็ นดาวเคราะห์ในที่สุด

ภาพกำเนิดระบบสุริยะ

โลกในยุคแรกเป็ นของเหลวหนืดร้อน ถูกกระหน่ำชนด้วยอุกกาบาต
ตลอดเวลา องค์ประกอบซึ่งเป็ นธาตุหนัก เช่น เหล็ก และนิเกิล จมตัว
ลงสู่แก่นกลางของโลก ขณะที่องค์ประกอบซึ่งเป็ นธาตุเบา เช่น ซิลิกอน

ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก ก๊าซต่างๆ เช่น ไฮโดรเจนและ
คาร์บอนไดออกไซด์ พยายามแทรกตัวออกจากพื้นผิว ก๊าซไฮโดรเจน
ถูกลมสุริยะจากดวงอาทิตย์ทำลายให้แตกเป็ นประจุ ส่วนหนึ่ งหลุดหนี
ออกสู่อวกาศ อีกส่วนหนึ่ งรวมตัวกับออกซิเจนกลายเป็ นไอน้ำ เมื่อโลก
เย็นลง เปลือกนอกตกผลึกเป็ นของแข็ง ไอน้ำในอากาศควบแน่นเกิด

ฝน น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว เกิด
ทะเลและมหาสมุทร สองพันล้านปี ต่อมาการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
ได้นำคาร์บอนไดออกไซด์มาผ่านการสังเคราะห์แสง เพื่อสร้างพลังงาน

และให้ผลผลิตเป็ นก๊าซออกซิเจน ก๊าซออกซิเจนที่ลอยขึ้นสู่ชั้น
บรรยากาศชั้นบน แตกตัวและรวมตัวเป็ นก๊าซโอโซน ซึ่งช่วยป้ องกัน
อันตรายจากรังสีอุลตราไวโอเล็ต ทำให้สิ่งมีชีวิตมากขึ้น และปริมาณ

ของออกซิเจนมากขึ้นอีก ออกซิเจนจึงมีบทบาทสำคัญต่อการ
เปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลกในเวลาต่อมา

ภาพกำเนิดโลก

กำเนิ ดโลก

โลกมีขนาดเส้ นผ่านศูนย์กลางยาว 12,756 กิโลเมตร
(รัศมี 6,378 กิโลเมตร) มีมวลสาร 6 x 10^24 กิโลกรัม และมี

ความหนาแน่ นเฉลี่ย 5,520 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
(หนาแน่ นกว่าน้ำ 5,520 เท่า) นั กธรณี วิทยาทำการศึ กษา
โครงสร้างภายในของโลก โดยศึ กษาการเดินทางของ

“คลื่นซิสมิค” (Seismic waves) ซึ่ งมี 2 ลักษณะ คือ

ภาพคลื่นปฐมภูมิ (P wave) และคลื่นทุติยภูมิ (S wave)

คลื่นปฐมภูมิ (P wave) เป็ นคลื่นตามยาวที่เกิดจากความไหว
สะเทือนในตัวกลาง โดยอนุภาคของตัวกลางนั้ นเกิดการเคลื่อนไหว

แบบอัดขยายในแนวเดียวกับที่คลื่นส่งผ่านไป คลื่นนี้ สามารถ
เคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่เป็ นของแข็ง ของเหลว และก๊าซ เป็ นคลื่นที่
สถานี วัดแรงสั่นสะเทือนสามารถรับได้ก่อนชนิ ดอื่น โดยมีความเร็ว

ประมาณ
6 – 8 กิโลเมตร/วินาที คลื่นปฐมภูมิทำให้เกิดการอัดหรือขยายตัว

ของชั้นหิน

คลื่นทุติยภูมิ (S wave) เป็ นคลื่นตามขวางที่เกิดจากความไหว
สะเทือนในตัวกลาง โดยอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนไหวตั้งฉาก

กับทิศทางที่คลื่นผ่าน มีทั้งแนวตั้งและแนวนอน คลื่นชนิ ดนี้
ผ่านได้เฉพาะตัวกลางที่เป็ นของแข็งเท่านั้ น ไม่สามารถเดิน

ทางผ่านของเหลว คลื่นทุติยภูมิมีความเร็วประมาณ 3 – 4
กิโลเมตร/วินาที คลื่นทุติยภูมิทำให้ชั้นหินเกิดการคดโค้ง

ขณะที่เกิดแผ่นดินไหว (Earthquake) จะเกิดแรงสั่ นสะเทือน
หรือคลื่นซิสมิคขยายแผ่จากศูนย์เกิดแผ่นดินไหวออกไปโดย
รอบทุกทิศทุกทาง เนื่ องจากวัสดุภายในของโลกมีความหนา
แน่ นไม่เท่ากัน และมีสถานะต่างกัน คลื่นทั้งสองจึงมีความเร็ว
และทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปดังภาพที่ 4 คลื่นปฐมภูมิหรือ
P wave สามารถเดินทางผ่านศูนย์กลางของโลกไปยังซีกโลก
ตรงข้ามโดยมีเขตอับ (Shadow zone) อยู่ระหว่างมุม 100 – 140
องศา แต่คลื่นทุติยภูมิ หรือ S wave ไม่สามารถเดินทางผ่านชั้น
ของเหลวได้ จึงปรากฏแต่บนซีกโลกเดียวกับจุดเกิดแผ่นดิน

ไหว โดยมีเขตอับอยู่ที่มุม 120 องศาเป็ นต้นไป

ภาพการเดินทางของ P wave และ
S wave ขณะเกิดแผ่นดินไหว

โครงสร้างภายในของโลกแบ่งตามองค์ประกอบทางเคมี
นักธรณีวิทยา แบ่งโครงสร้างภาย
ในของโลกออกเป็น 3 ส่วน โดย

พิจารณาจากองค์ประกอบทางเคมี



เปลือกโลก (Crust) เป็นผิวโลกชั้
นนอก มีองค์ประกอบส่วนใหญ่
เป็นซิลิกอนไดออกไซด์ และอะลูมิเนียมออกไซด์

แมนเทิล (Mantle) คือส่วนซึ่งอยู่อยู่ใต้เปลือกโลกลงไปจนถึงระดับ
ความลึก 2,900 กิโลเมตร มีองค์ประกอบหลักเป็นซิลิคอนออกไซด์

แมกนีเซียมออกไซด์ และเหล็กออกไซด์
แก่นโลก (Core) คือส่วนที่อยู่ใจกลางของโลก มีองค์ประกอบหลัก

เป็นเหล็ก และนิเกิล

ภาพองค์ประกอบทางเคมีของโครงสร้างภายในของโลก

โครงสร้างภายในของโลก
แบ่งตามคุณสมบัติทางกายภาพ




นักธรณีวิทยา แบ่งโครงสร้างภายในของโลกออกเป็น 5 ส่วน โดยพิจารณา
จากคุณสมบัติทางกายภาพ ดังนี้

ลิโทสเฟี ยร์ (Lithosphere) คือ ส่วนชั้นนอกสุดของโลก
ประกอบด้วย เปลือกโลกและแมนเทิลชั้นบนสุด ดังนี้
เปลือกทวีป (Continental crust) ส่วนใหญ่เป็ นหินแกรนิ ตมี
ความหนาเฉลี่ย 35 กิโลเมตร ความหนาแน่ น 2.7 กรัม/ลูกบาศก์
เซนติเมตร
เปลือกสมุทร (Oceanic crust) เป็ นหินบะซอลต์ความหนาเฉลี่ย
5 กิโลเมตร ความหนาแน่ น 3 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร
(มากกว่าเปลือกทวีป)
แมนเทิลชั้นบนสุด (Uppermost mantle) เป็ นวัตถุแข็งซึ่งรองรับ
เปลือกทวีปและเปลือกสมุทรอยู่ลึกลงมาถึงระดับลึก 100
กิโลเมตร
แอสทีโนสเฟี ยร์ (Asthenosphere) เป็ นแมนเทิลชั้นบนซึ่งอยู่ใต้
ลิโทสเฟี ยร์ลงมาจนถึงระดับ 700 กิโลเมตร เป็ นวัสดุเนื้ ออ่อน
อุณหภูมิประมาณ 600 – 1,000ฐC เคลื่อนที่ด้วยกลไกการพา

ความร้อน (Convection) มีความหนาแน่ นประมาณ 3.3 กรัม/
เซนติเมตร

เมโซสเฟี ยร์ (Mesosphere) เป็ นแมนเทิลชั้นล่างซึ่งอยู่ลึกลงไป
จนถึงระดับ 2,900 กิโลเมตร มีสถานะเป็ นของแข็งอุณหภูมิ
ประมาณ 1,000 – 3,500ฐC มีความหนาแน่ นประมาณ 5.5 กรัม/
เซนติเมตร
แก่นชั้นนอก (Outer core) อยู่ลึกลงไปถึงระดับ 5,150
กิโลเมตร เป็ นเหล็กหลอมละลายมีอุณหภูมิสูง 1,000 – 3,500ฐC
เคลื่อนตัวด้วยกลไกการพาความร้อนทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก
โลก มีความหนาแน่ น 10 กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร
แก่นชั้นใน (Inner core) เป็ นเหล็กและนิ เกิลในสถานะ
ของแข็งซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง 5,000 ?C ความหนาแน่ น 12 กรัมต่อ
ลูกบาศก์เซนติเมตร จุดศูนย์กลางของโลกอยู่ที่ระดับลึก 6,370

กิโลเมตร

การแบ่งโครงสร้างโลก



แสกน QR code เพื่อรับชมคลิปวิดีโอ
เรื่อง โครงสร้างภายในโลก

การแบ่งโครงสร้างโลกโดยแบ่งตามความเร็วของคลื่นไหว
สะเทือนเปลี่ยนไปในแต่ละระดับความลึกโดยแบ่งออกเป็ น
ชั้นๆ คือ ธรณีภาค ฐานธรณีภาค มีโซสเฟี ยร์ แก่นโลกชั้นนอก

และแก่นโลกชั้นใน

ธรณีภาค ( lithosphere ) เป็ นชั้นนอกสุดของโลก โดยพบว่า
คลื่น p และ s เคลื่อนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วง 6.4 – 8.4
กิโลเมตรต่อวินาที และ 3.7 – 4.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมี
ความลึกประมาณ 100 กิโลเมตร จากผิวโลก ประกอบด้วยหินที่

เป็ นของแข็ง

ฐานธรีณีภาค แบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ



– เขตที่คลื่นไหวสะเทือนมีความเร็วลดลง เป็ นบริเวณที่คลื่น p
และ s มึความเร็วลดลง เกิดขึ้นในระดับความลึกประมาณ 100 –
400 ก.ม. โดยบริเวณนี้ มีสมบัติเป็ นพลาสติกโดยมีอุณหภูมิและ
ความดันน้ อย
– เขตที่มีการเปลี่นแปลง เป็ นบริเวณที่คลื่นไหวสะเทือนมี
ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างไม่สม่ำเสมอ มีความลึกประมาณ 400 -660
ก.ม. หินส่วนล่างมีสมบัติแข็งมากและแกร่ง

มีโซสเฟี ยร์ ( mesosphere ) เป็ นชั้นที่อยู่ใต้ฐานธรณี และเป็ น
บริเวณที่คลื่นไหวสะเทอนมีความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนล่างมีโซสเฟี ยร์มีสถานะเป็ นของแข็ง มีความลึกประมาณ

660 – 2900 ก.ม จากผิวโลก
แก่นโลกชั้นนอก ( outer core ) โดยเป็ นขั้นที่อยู่ใต้ชั้นมีโซ
สเฟี ยร์ มีความลึกประมาณ 2,900 – 5,140 ก.ม. คลื่น p มีความ
เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆในขณะคลื่น s ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านได้
เพราะชั้นนอกส่วนใหญ่มีสถานะเป็ นของเหลว บริเวณรอยต่อ
ระหว่างแก่นโลกชั้นนอก และชั้นใน ที่ระดับความลึกประมาณ
5,140 ก.ม. คลื่น p มีความเร็วเพิ่มขึ้น และเกิดคลื่น s เคลื่อนที่
อีกครั้ง และคลื่นไหวสะเทือนทั้งสองจะเคลื่อนที่ไปยัง
จุดศูนย์กลางของโลก ที่ความลึกประมาณ 6,371 ก.ม.
แก่นโลกชั้นใน ( inner core ) อยูที่ระดัยความลึกประมาณ
5,140 ก.ม.จนถึงจุดศูนย์กลางของโลก คลื่น p และ s มีอัตราเร็ว
ค่อนข้างคงที่ และแก่นโลกชั้นในเป็ นของแข็งเนื้ อเดียวกัน

เปลือกโลก ( crust ) โดยแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือเปลือก
โลกทวีป หมายถึง ส่วนที่เป็ นพื้นทวีปและไหล่ทวีป มีความหนา
เฉลี่ย 35 – 40 ก.ม. โดยประกอบดวยธาตุซิลิคอน และอลูมิ

เนี ยมเป็ นส่วนใหญ่
เปลือกโลกมหาสมุทร หมายถึง ส่วนที่อยู่ใต้มหาสมุทรมีความ

หนาประมาณ 5 – 10 ก.ม. ประกอบด้วยธาตุซิลิคอนและ

แมกนี เซียมเป็ นส่วนใหญ่

การที่ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณี



แสกน QR code เพื่อรับชมคลิปวิดีโอ
เรื่อง การที่ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของแผ่นธรณี

ลักษณะการเคลื่อนที่แผ่นธรณีภาค



ลักษณะการเคลื่อนที่ แผ่นธรณี ภาคการเคลื่อนที่ แผ่นธรณี ภาคมี
การเคลื่อนที่ 3 ลักษณะ



1.ขอบแผ่นธรณี ภาคแยกออกจากกัน
เป็ นแนวขอบของแผ่นธรณีภาคที่แยกออกจากกัน เนื่ องจากการ
ดันตัวของแมกมาในชั้นธรณีภาค ทำให้เกิดรอยแตกในชั้นหิน
แข็ง จนแมกมาสามารถถ่ายโอนความร้อนสู่ชั้นเปลือกโลกได้

อุณหภูมิและความดันของแมกมาจึงลดลงเป็ นผลให้เปลือกโลก

ตอนบนทรุ ดตัวกลายเป็ นหุบเขาทรุ ด ปรากฎเป็ นเทือกเขากลาง

มหาสมุทร ภาพด้านล่าง

2.ขอบแผ่นธรณี ภาคเคลื่อนเข้าหากัน
แนวที่แผ่นธรณีภาคเคลื่อนเข้าหากันเป็ นได้ 3 แบบ ดังนี้



ก.แผ่นธรณี ภาคใต้มหาสมุ ทรชนกับแผ่นธรณี ภาคใต้
มหาสมุทร แผ่นธรณีภาคแผ่นหนึ่ งจะมุดลงใต้แผ่นธรณีภาคอีก
แผ่นหนึ่ ง ปลายของแผ่นธรณีภาคที่มุดลง จะหลอมตัวกลายเป็ น
แมกมาประทุขึ้นมา เกิดเป็ นแนวภูเขาไฟกลางมหาสมุทร เช่นที่

ญี่ปุ่ น
ฟิ ลิปปิ นส์ ภาพด้านล่าง

ข.แผ่นธรณี ภาคใต้มหาสมุ ทรชนกับแผ่นธรณี ภาคภาคพื้นทวีป
แผ่นธรณีภาคใต้มหาสมุทรหนั กกว่าจะมุดลงใต้ ทำให้เกิดรอย

คดโค้งเป็ นเทือกเขาบนแผ่นธรณีภาคภาคพื้นทวีป เช่นที่
อเมริกาใต้แถบตะวันตก แนวชายฝั่ งโอเรกอน ภาพด้านล่าง

ค.แผ่นธรณี ภาคภาคพื้นทวีปชนกับแผ่นธรณี ภาคภาคพื้นทวีปอีก
แผ่นหนึ่ ง เมื่อชนกันทำให้ส่วนหนึ่ งมุดตัวลงอีกส่วนหนึ่ งเกยอยู่
ด้านบน เกิดเป็ นเทือกเขาสูงเช่น เทือกเขาหิมาลัย เทือกเขาแอลป์

3.ขอบแผ่นธรณี ภาคเคลื่อนที่ ผ่านกัน
มักเกิดใต้มหาสมุทร ภาคพื้นทวีปก็มี เนื่ องจากการเคลื่อนตัว

ของแมกมาในชั้นเนื้ อโลกไมเท่ากัน ทำให้แผ่นธรณีภาค
เคลื่อนที่ไม่เท่ากันด้วย เกิดการเลื่อนผ่านและเฉือนกัน เป็ น

รอยเลื่อนระนาบด้านข้างขนาดใหญ่ ภาพด้านล่าง

การเปลี่ยนลักษณะของเปลือกโลก



แสกน QR code เพื่อรับชมคลิปวิดีโอ
เรื่อง การเปลี่ยนลักษณะของเปลือกโลก

การเปลี่ยนแปลง(แปรรู ป) ของเปลือกโลก Diformation
แบ่งเป็ น 2 แบบ ได้แก่

1.การเปลี่ยนแปลงเคลื่อนที่ แบบรวดเร็วฉั บพลัน
มักเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างรุ นแรง จนทำให้เปลือก
โลกจมตัวลงเป็ นบริเวณกว้าง หรือเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ งหรือเคลือ
นที่ออกจากกันในแนวราบทำให้เกิดลุ่มน้ำขัง (swamps) หรือทะเล
สาป เช่น ที่ราบลุ่มในภาคเหนื อของประเทศไทย หรือที่ราบลุ่ม

ตอนกลางที่เรียกว่าที่ราบลุ่มเจ้าพระยาของไทย

2. การเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนที่อย่างช้าๆ
แผ่นเปลือกโลกมีการเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ เช่น แผ่นเปลือกโลก
แปซิฟิ คเคลื่อนที่ไปทางทิศเหนื อ 5 เซนติเมตร/ปี เฉลี่ยทั้งโลก

5 – 8 เซนติเมตร/ปี

แผ่นเปลือกโลก



เปลือกโลก ประกอบด้วยแผ่นขนาดใหญ่ 6 – 10 แผ่น และมี
แผ่นเล็ก ๆ ที่ประกอบกันขึ้นหลายๆแผ่นต่อกันเหมือนแผ่น
กระเบื้อง แผ่นเปลือกโลกเหล่านี้ เรียกว่า เพลท (plate) ถ้าเป็ น
เพลทที่ประกอบกันเป็ นเปลือกโลกทวีป (continenental plate)
มีความหนาประมาณ 50 – 100 กิโลเมตร เคลื่อนที่เร็ว ประมาณ
2 เซนติเมตร/ปี ถ้าเป็ นแผ่นเปลือกโลกที่ประกอบกันเป็ นเปลื
อโลกมหาสมุทร (oceanicplate) จะมีความหนาประมาณ 10 –

20 กิโลเมตรเคลื่อนที่เร็วประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร/ปี

ลักษณะที่แผ่นเปลือกโลกกระทำต่อกัน



1. การชนกันหรือเคลื่อนเข้าหากัน
จะทำให้เเพลทใดเพลทหนึ่ งมุดหัวทิ่มลงขณะที่อีกเพลทเงย
หัวสูงขึ้น เรียกสภาวะแบบนี้ ว่า convergent bounderies และ
มักทำให้เกิดเทือกเขาขนาดใหญ่ทอดยาวเช่นเทือกเขาหิมาลัย
ถ้าเกิดในมหาสมุทรจะทำให้เกิดร่องลึกกลางสมุทร (deep
ocean trench) เป็ นอาศั ยของสัตวฺประหลาดและมนุษย์ต่างดาว

2. แบบที่เพลทเคลื่อนแยกจากกัน
จะให้เกิดแนวหินใหม่ขึ้นบริเวณที่มีการแยก หรือที่เรียกว่า

สันเขากลางสมุทร (mid oceanic ridge)

3. แบบเคลื่อนที่ผ่านกัน
หรือเฉียด ๆ กันไปหมือนรถสองคันที่วิ่งเฉียดกันไปขนิ ดผิวแตะ
กัน แต่เพลทผ่านกันด้วยความเร็วเพียง 10-20 เซนติเมตร จึงไม่

ก่อให้เกิดกรณีเฉี่ยวชนให้เป็ นที่หวาดเสียวกันแต่ประการใด
ยิ่งกรณีชนแล้วหนี ปาดหน้ าในระยะกระชั้นชิดยิ่งไม่มี

ปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา



แผ่นดินไหว



แผ่นดินไหวจัดเป็ น ธรณีพิบัติประเภทหนึ่ ง เกิดจากการเคลื่อนที่
ของแผ่นเปลือกโลก เนื่ องจากแผ่นเปลือกโลกของเรานั้ นลอยอยู่
บนแมกมาซึ่งเป็ นของเหลวหนื ดใต้แผ่นเปลือกโลกที่มีการไหลวน
อยู่ตลอดเวลา และการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกที่เกิดขึ้นนี้ อาจ
พาให้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่มาชนกัน ซ้อนกัน หรือแม้กระทั่ง
เคลื่อนออกจากกันก็ได้ โดยแผ่นเปลือกโลกที่เคลื่อนที่มาซ้อนกัน
ทำให้เกิดเทือกเขาสูง เช่น เทือกเขาหิมาลัย ส่วนแผ่นเปลือกโลก
ที่เคลื่อนแยกออกจากกันจะเกิดเป็ นรอยแยกและมีลาวาปะทุขึ้นมา

เกิดเป็ นปล่องภูเขาไฟ

ถึงแม้ว่าจะเป็ นการเคลื่อนที่ทีละน้ อยแต่พลังงานที่สะสมอยู่ในรู ป
พลังงานศั กย์ในแผ่นเปลือกโลกก็ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และมี
แรงสั่ นสะเทือน เขย่าจนทำให้บ้านเรือน ที่อยู่อาศั ย ตลอดจนชีวิตตก
อยู่ในอันตรายได้ ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกาะสุลาเวสี

ประเทศอินโดนี เซีย ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่าสองพันคน และผู้คน
มากมายต้องอพยพที่อยู่ออกจากเขตภัยพิบัติ

สำหรับอันตรายที่มักจะตามมาจากการเกิดแผ่นดินไหวนั่ นคือ
การเกิดอาฟเตอร์ช็อก ซึ่งอาจเป็ นได้ทั้งการเกิดแผ่นดินไหวอีก
ระลอก การประทุของภูเขาไฟ รวมไปถึงการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ

ในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเล ส่งผลกระทบต่อชีวิตและ
ทรัพย์สิ นของผู้คนมากมาย

แสกน QR code เพื่อรับชมคลิปวิดีโอ
เรื่อง กธรณีพิบัติภัย ตอนที่ 1 แผ่นดินไหว สึนามิ



ให้นั กเรียนแสกน QR code เพิ่อเป็ นการทดสอบความรู้
ความเข้าใจ หลังจากที่ได้เรียนรู้ในเรื่องโครงสร้างโลกมาแล้ว

โดยเขียนสรุ ปความรู้ที่ได้รับรับใน เว็บไซต์ mentimeter

จัดทำโดย

นางสาวกนกนาถ โฉมแดง
16115031

นางสาวธัญญาลักษณ์ อุดมญาติ
16115040

นายธาราธิป กุลกะดี
16115041


Click to View FlipBook Version