หนังสอื ใหม่
ช่อื หนงั สอื : สังคมและวฒั นธรรมญี่ปนุ่ เรอ่ื ง พัฒนาการความสมั พันธ์คน สงั คมและวฒั นธรรม ระหว่าง
เอเชยี ตะวันออกเฉียงเหนอื กบั เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พิมพท์ ่ี: สานกั พิมพ์มหาวิทยาลยั รามคาแหง ปี 2554 (พิมพอ์ อกจาหนา่ ย เดอื น พฤษภาคม 2555)
จานา่ ยท:ี่ ศูนยห์ นงั สอื มหาวิทยาลัยรามคาแหง (รหสั หนังสือ AN 355 (S)) ราคาเล่มละ 53 บาท
2
AN355(S) 54362 สังคมและวฒั นธรรมญ่ปี ุ่น เรือ่ ง พัฒนาการความสัมพนั ธ์
ของคน สงั คมและวัฒนธรรมระหว่างเอเชียตะวันออกเฉยี งเหนอื กับเอเชยี
ตะวันออกเฉียงใต้
พิมพค์ รงั้ ท่ี 1 พ.ศ. 2554 จานวน 1,000 เลม่
ประกอบด้วยเนือ้ หาจานวน 8 บทดังนี้
บทที่ 1 บทนาเกยี่ วกับความเปน็ มา ปญั หา....
บทที่ 2 ทฤษฎแี ละวรรณกรรมท่เี กีย่ วข้อง
บทท่ี 3 ทตี่ ั้งและประชากร
บทที่ 4 ยคุ โบราณจนถงึ ตน้ คริสตกาล
บทที่ 5 ยคุ ลา่ อาณานคิ มขงิ ชาตติ ะวนั ตกและญีป่ นุ่
บทท่ี 6 ยคุ หลงั สงครามโลกครง้ั ท่ี 2 จนถงึ สน้ิ สุดสงครามเย็น
บทที่ 7 ยุคปัจจบุ ัน
บทที่ 8 บทวิเคราะหแ์ ละสรุป
3
บทท่ี 1
บทนำ
ควำมเป็นมำของปัญหำ
เป็นท่ีประจักษ์กันท่ัวไปแล้วว่า ปัจจุบันมีความพยายามท่ีจะนาประเทศในเอเชีย
ตะวันออก (East Asia) มารวมกันเป็นภูมิภาคท่ีเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันในทุกมิติ โดย
เรียกว่า ประชาคมเอเชียตะวันออก (East Asia Community) ประชาคมนี้จะเป็นการรวม
เอาประเทศที่เป็นสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ (Association
of the Southeast Asian Nations: ASEAN) หรืออาเซียน จานวน 10 ประเทศ กับ
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeast Asia) 3 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้
และญ่ีปุ่นเข้าด้วยกัน (แม้ว่าญ่ีปุ่นต้องการจะขยายจานวนสมาชิก ด้วยการรวมอินเดีย
ออสเตรเลยี และนวิ ซแี ลนด์ เขา้ ร่วมด้วย) อันจักทาให้ความสัมพันธ์ระหว่างภูมิภาคเอเชีย
ตะวนั ออกเฉียงใต้กบั เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงเหนือกระชบั แน่นแฟ้นยิ่งข้นึ ในสหัสวรรษใหม่น้ี
โดยแท้จริงแล้ว สังคมท่ีตั้งอยู่ในเขตเอเชียตะวันออกมีความสัมพันธ์ต่อกันมา
นานนับต้ังแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ทั้งน้ีเพราะได้มีความเคล่ือนไหวของประชากร อารย
ธรรมและวัฒนธรรม สินค้าและบริการ รวมทั้งระบบการเมืองการปกครองระหว่างกันมา
นานหลายพันปี อน่งึ ก่อนหน้าน้ีน้นั ไดม้ ีการค้นพบหลกั ฐานทางโบราณคดี ได้แก่ ซากดึก
ดาบรรพ์ (fossil) ของมนุษย์ยุคโฮโม อิเรคตัส (Homo erectus) ซึ่งมีอายุราว 700,000 ปี
มาแล้วที่เรียกว่า มนุษย์ชวา (Pithecanthropus erectus) และมนุษย์ปักกิ่ง (Homo
pekinensis) นอกจากน้ียังได้พบซากเปลือกเมล็ดข้าว ซึ่งแสดงว่า ได้มีการเพาะปลูกข้าว
มาแล้วไม่น้อยกว่า 9,000 ปีในบริเวณภูมิภาคอุษาคเนย์ จากหลักฐานที่ค้นพบเหล่าน้ีทา
ให้สามารถสรุปได้ว่า มีผู้คนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาเนิ่นนานแล้วและเป็นภูมิภาคที่คนส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม
มองโกลอยด์ น่ันคือ เป็นชนเช้ือชาติผิวเหลือง และรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก
ก่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมร่วมของท้ังสังคมในเอเชียตะวันออกท่ีมีคุณลักษณ์ท้ังทางด้าน
กายภาพและดา้ นอาหารทีค่ ลา้ ยคลงึ กัน
การเคล่ือนไหวของคน สังคม และวัฒนธรรมในบริเวณส่วนนี้ของโลกได้ปรากฏ
ข้ึนอย่างเหน็ ไดช้ ดั เมอื่ ภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตไ้ ด้รับการเรียกขานว่า อินโดจีน นั่น
หมายความว่า แถบอินโดจีนเป็นแหล่งที่วัฒนธรรมหลักของเอเชีย คือ วัฒนธรรมอินเดีย
ทางทิศตะวันตกมาประสบกับวัฒนธรรมจีนท่ีเข้ามาทางทิศตะวันออก ก่อให้เกิดการ
4
ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมทั้งสอง และกับวัฒนธรรมดั้งเดิมที่มีอยู่ในท้องถิ่นอยู่แล้ว
กลายเปน็ วัฒนธรรมที่เด่นพเิ ศษดังเชน่ ทกุ วนั น้ี
ก า ร เ ข้ า ม า ข อ ง ค น แ ล ะ วั ฒ น ธ ร ร ม จ า ก บ ริ เ ว ณ ท า ง ต อ น เ ห นื อ ข อ ง เ อ เ ชี ย
ตะวันออกเฉียงเหนือมาทางตอนใต้ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ได้ปรากฏข้ึนอย่างเด่นชัด
นับตั้งแตค่ รสิ ต์ศตวรรษที่ 10 เม่ือมคี นจนี ฮั่นไดเ้ ดินทางโดยเรือสาเภาเข้าไปยังดินแดนหมู่
เกาะและผืนแผ่นดินใหญ่ รวมทั้งได้โจมตีอาณาจักรพ้ืนเมืองด้วยกาลังและดึงสังคมบนอิน
โดจีนบางส่วนให้เป็นรัฐบรรณาการของจักรวรรดิจีน ในขณะที่นักเดินทางของญี่ปุ่นและ
เกาหลีได้แล่นเรือมุ่งลงทางใต้เพ่ือผูกสัมพันธ์ค้าขายกับดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เช่นกัน โดยนักโบราณคดีได้พบหลักฐานทางวัฒนธรรมที่นาไปสู่ความเชื่อท่ีว่า มีคนและ
วัฒนธรรมของชนชาวเกาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เข้าสู่สังคมญี่ปุ่นในอดีต ส่วนใน
จีนและเกาหลีก็ปรากฏว่า มีการค้นพบหลักฐานซากโบราณท่ีมีถ่ินกาเนิดมาจากดินแดน
ทางอุษาคเนย์เช่นกัน จึงแสดงให้เห็นว่า มีการแลกเปลี่ยนและการเล่ือนไหลของคนและ
วฒั นธรรมของท้งั สองภมู ิภาคในแถบเอเชียตะวนั ออกมาต้ังแต่ครั้งบพุ กาล
โดยแทจ้ รงิ แล้ว หากจะวเิ คราะห์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็จะพบว่า ชาวจีนได้
เดินทางมุ่งสู่ตะวันตกในสมัยราชวงศ์ฉิน ทั้งทางบกและทางทะเลเพ่ือติดต่อค้าขายและ
แสวงหาโชคลาภด้วยการเดินทาง ดังมีตานานกล่าวถึง “เส้นทางสายไหม” จากจีนไปยัง
ยุโรปบนเส้นทางบกท่ีต้องผ่านขุนเขา ทะเลทราย และทุ่งราบอันกว้างใหญ่ไพศาล ส่วน
การเดินทางโดยทางทะเลน้ัน ชาวจีนรวมทั้งชาวญ่ีปุ่นและเกาหลีต่างแล่นเรือลงไปทางใต้
อ้อมแหลมอินโดจีนมุ่งสู่อินเดียและอาหรับในทางทิศตะวันตกมาเน่ินนานแล้วเช่นกัน เมื่อ
เดินทางผา่ นดนิ แดนท่ีมีความอดุ มสมบูรณข์ องแผน่ ดินอินโดจีนและหมู่เกาะน้อยใหญ่ พวก
เขาก็จะแวะพักเพ่ือติดต่อค้าขายกับชนพ้ืนเมืองในภูมิภาคแถบน้ี บางกลุ่มบางคนได้ต้ัง
รกรากท้ังชั่วคราวและถาวรในบริเวณส่วนนี้ของโลกด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือเหตุผล
ทางด้านสังคมการเมืองในท้องถิ่นเดิมของตน ทาให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ –
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – เอเชียใต้ (อินเดีย) – โลกอาหรับทางตะวันออกกลางเชื่อมต่อ
กนั และกันเร่ือยมา
เร่ืองราวของความสัมพันธ์ระหวา่ งสองภูมภิ าคในเอเชยี ตะวนั ออกท่ีเพ่ิงกล่าวถึงน้ี
เปน็ ประเดน็ สาคัญทจี่ าเปน็ ต้องค้นหาข้อมลู หลักฐานเพอ่ื ดูแบบแผนความสัมพันธ์นับต้ังแต่
โบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแบบแผนความสัมพันธ์ดังกล่าวจะ
เปลี่ยนไปในแต่ละยุคสมัยอันเป็นผลมาจากปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ
สังคมและวัฒนธรรม ทาให้นักวิชาการบางคนให้ความสนใจศึกษาเร่ืองประวัติศาสตร์ของ
การพัฒนาการดา้ นความสัมพันธ์ระหว่างสงั คมกันน้อย เพราะคิดว่า ไม่มีความเช่ือมโยงใน
แต่ละยุคสมัย พวกเขาจึงให้ความสนใจเจาะลึกศึกษาเฉพาะช่วงหรือยุคใดยุคหนึ่งอย่าง
5
ละเอียด แต่ผู้วิจัยกลับมีความคิดเห็นว่า น่าจะมีความเช่ือมโยงติดต่อกันอย่างแน้นแฟ้น
ระหว่างทั้งสองภูมิภาคในเอเชียตะวันออก ทั้งนี้เพราะมีปัจจัยพื้นฐานท่ีคล้ายกัน น่ันคือ สี
ผิวและวัฒนธรรมข้าว ก่อให้เกิดเป็นความผูกพันและการผสมผสานกันแม้จะไม่กลมกลืน
กลายเป็นเน้ือเดียวกันก็ตาม ในขณะที่ความสัมพันธ์กับภูมิภาคอ่ืนๆ ของโลกอาจมี
ลักษณะที่แตกต่างออกไป เพราะมีความไม่เหมือนกันทางด้านสีผิวและวัฒนธรรมด้าน
อาหาร
ดังนั้น งานวิจัยช้ินน้ีจึงมุ่งท่ีจะค้นหาแบบแผนการพัฒนาความสัมพันธ์ของคน
สังคมและวัฒนธรรมระหว่างสังคม ของเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือกับเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ โดยเนน้ ศึกษาในเร่ืองการเคลื่อนไหวคน สังคมและวัฒนธรรม ซ่ึงจะแยกวิเคราะห์
ออกเป็นยุคๆ ตามเหตุการณ์สาคัญๆ เกิดขึ้นเพื่อฉายภาพให้เห็นเป็นภาพรวมในมิติของ
เวลาและสถานการณ์อย่างต่อเนื่องจากอดีตมาเป็นปัจจุบัน และใช้ทานายความสัมพันธ์ที่
อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยจะไม่ขีดวงการศึกษาเฉพาะความสัมพันธ์
ระหวา่ งประเทศในเอเชียตะวันออกเท่าน้ัน ทั้งนี้เพราะในสภาพความเป็นจริง มีตัวละครท่ี
สาคญั จากต่างภมู ภิ าค เชน่ อินเดีย และอาหรับ อังกฤษและประเทศตะวันตก รัสเซีย และ
สหรัฐอเมริกาท่ีมีบทบาทสาคัญต่อบริเวณที่ศึกษา ซ่ึงได้นาการเปล่ียนแปลงอย่างใหญ่
หลวงมาสู่ระบบความสัมพันธ์ของภูมิภาคแถบน้ีอยู่บ่อยคร้ัง ดังนั้น การวิเคราะห์จะมีการ
อ้างพาดพงิ ถึงตวั ละครเหลา่ นดี้ ว้ ย
วัตถุประสงค์ในกำรทำวจิ ัย
1. เพ่ือศึกษาพัฒนาการด้านความสัมพันธ์ของคน สังคมและวัฒนธรรมระหว่าง
ประเทศ (สังคม) ระหว่างเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นับแต่คร้ังโบราณกาลมาจนถึงปจั จุบนั
2. เพอื่ วิเคราะห์รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสองภูมิภาคดังกล่าวว่า มีลักษณะเป็น
เชน่ ใดในแตล่ ะยุคสมัย
3. เพ่ือค้นหาคาตอบว่า ทาไมคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงไม่ปรากฏอัตลักษณ์
ท่ีเดน่ ชัดเมอื่ เทยี บกับการแสดงอัตลักษณท์ ี่แจง้ ชดั ของคนในเอเชียตะวันออก
เฉยี งเหนอื
4. เพอื่ ค้นหาคาตอบวา่ ทาไมคนในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้มักจะยอมรับสถานภาพ
ที่เป็นรองเม่ือเทียบกับคนในสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือท่ีตระหนักถึง
สถานภาพที่สงู เด่นของตน
6
ขอบเขตกำรวิจัย
งานช้ินนีไ้ ดก้ าหนดขอบเขตไวด้ ังนี้
1. เน้อื หา ประเด็นการเคล่ือนไหวของคน สงั คมและวฒั นธรรมระหว่างเอเชยี
ตะวันออกเฉียงเหนอื และเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้เปน็ เรอื่ งหลักท่งี านวจิ ัยชนิ้ นี้ประสงค์ที่จะ
ค้นหา เพ่อื ตอบคาถามหลกั เกยี่ วกับความตระหนกั ถึงอตั ลกั ษณข์ องประชากรท่อี าศัยอยใู่ น
บริเวณท่ีศึกษา แต่การวิเคราะห์จาเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอ่ืนร่วมด้วย ได้แก่ เศรษฐกิจ
การเมืองและความมั่นคงทั้งจากภายในและภายนอกบริเวณที่ศึกษาควบคู่ไปด้วย เพื่อให้
เห็นภาพท่เี ดน่ ชดั ของความสมั พันธใ์ นแตล่ ะยุคสมยั
2. ยุคสมัย เนื่องจากเปน็ การศกึ ษาเชิงประวตั ศิ าสตร์ของการพฒั นาความสัมพันธ์
ของคน สังคมและวัฒนธรรมระหว่างสองภูมิภาค จึงได้แบ่งยุคสมัยออกเป็น 4 ยุค เพ่ือให้
การวเิ คราะห์ขอ้ มูลมีความเด่นชัดและมีนยั ยะที่สาคญั
การแบ่งยุค มดี งั น้ี
1) ยคุ โบราณจนถงึ ตน้ คริสตกาล
2) ยคุ ล่าอาณานิคมของชาตติ ะวันตกและญีป่ ุ่น
3) ยุคหลังสงครามโลกครั้งท่ีสองจนถงึ สน้ิ สุดสงครามเยน็
4) ยคุ ปัจจบุ นั
กรอบกำรวจิ ยั
งานวิจัยช้ินน้ีกาหนดกรอบเพ่ืออธิบายปรากฏการณ์ด้านพัฒนาการของ
ความสัมพันธร์ ะหวา่ งประเทศในเอเชยี ตะวนั ออก โดยได้แบ่งยุคสมัยและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
ดังน้ี
ยุคสมยั
ปจั จยั ที่ ยุคโบรำณจนถงึ ยคุ ลำ่ อำณำนิคมของ ยุคหลัง ยุค
เกยี่ วข้อง ตน้ ครสิ ตกำล ชำติตะวันตกและญป่ี ุ่น สงครำมโลก ปัจจบุ นั
คร้งั ท่ี 2 –
ส้นิ สุดสงครำมเยน็
การเคลื่อนย้ายคน –
สังคม – วัฒนธรรม
อิ ท ธิ พ ล ท า ง
เศรษฐกิจ
อทิ ธิพลทางการเมือง
และความม่ันคง
7
นิยำมศัพท์
เอเชียตะวันออก (East Asia) หมายถึงบริเวณที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกไกล (Far East)
ของโลก ประกอบด้วยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeast Asia) และ
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) ประเทศในเอเชีย
ตะวนั ออกเฉียงเหนอื ได้แก่ประเทศจนี (และไตห้ วนั ) ญ่ีปุน่ เกาหลเี หนือ และ
เกาหลีใต้ และมองโกเลยี สว่ นเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ ได้แก่ ประเทศทอ่ี ยู่ ใ น
กลมุ่ อาเซยี น 10 ประเทศ ปาปวั นิวกีนี และติมอร์ตะวันออก บางคร้ังมีการเรียกว่า
สวุ รรณภูมิ อษุ าคเนย์ อนิ โดจีน เปน็ ตน้
มนษุ ยช์ วำ หมายถงึ มนษุ ยโ์ บราณในกลมุ่ Homo erectus ผู้คน้ พบคอื ยยู นี ดบู วั ชาว
ฮอลันดาเม่อื ค.ศ. 1891 ทเี่ กาะสมุ าตรา อินโดนเี ซีย มนษุ ย์โบราณกลุ่มน้ีมีชีวิตอยู่
ในระหวา่ ง 60,000 – 2 ล้านปีมาแลว้
มนษุ ยป์ ักกง่ิ หมายถึงมนุษย์โบราณเช่นเดียวกับมนุษย์ชวา ค้นพบโดย กันนา แอน
เดอร์สัน ท่หี มู่ บ้านโจว๋ โขวเ่ ตี้ยน ใกล้กบั กรงุ ปักก่ิง เมื่อปี ค.ศ. 1921 และมผี ู้ ร่วม
ค้นพบ ไดแ้ ก่ เดวดิ สัน แบลค็ และฟรานซ์ ไวเดนริช
มองโกลอยด์ หมายถึงมนษุ ยท์ ่ีมีผวิ เนอื้ มสี ีเหลืองไปจนถึงคลา้ ใบหน้าแบนกวา้ ง ดวงตา
สดี า บา้ งกม็ ตี าสองช้ันบ้างกช็ ้นั เดียว ในทนี่ ้ีได้แก่กลุ่มคนทอี่ ยูใ่ นภมู ิภาคเอเชีย
ตะวนั ออกเฉียงเหนอื (เรียกว่ามองโกลอยด์ ได้แก่ จนี ธเิ บต มองโกเลยี ) และ
ภมู ิภาคเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ เชน่ มลายู ชวา ไทย บาหลี
กำรเคลอื่ นไหวคน สังคมและวัฒนธรรม หมายถงึ การเคลื่อนไหว (movement) ของ
คนทง้ั ทีเ่ ป็นปัจเจกหรอื เป็นกลุ่มออกจากชมุ ชนทอ้ งถิ่นเดมิ และได้นาเอาคุณลกั ษณ์
ทางดา้ นวฒั นธรรมไปยงั ท้องถน่ิ ใหม่ อาจเปน็ การเดนิ ทางเพอ่ื การค้า หรอื เหตุผล
ส่วนตัวดา้ นอืน่ ๆ เชน่ ตอ้ งการแสวงหาทอ่ี ยใู่ หม่ หลบหนีออกจากทอ้ งถนิ่ เดิมอนั
เป็นผลมาจากทพุ ภกิ ขภัย เป็นอาชญากร หนภี ยั สงครามหรอื ถกู กวาดตอ้ นไปเป็น
กรรมกรแรงงาน เป็นตน้ การเดนิ ทางอาจเป็นการแวะผ่าน หรอื ตงั้ ใจพกั อาศยั
ชั่วคราว หรือประสงคท์ ่ีจะไปตัง้ หลกั แหลง่ ถาวรก็ได้ บา้ งกแ็ ตง่ งานกับคนท้องถิ่น
บ้างกท็ าตวั เปน็ นายเหนือชนทอ้ งถน่ิ ในขณะท่ีบางส่วนสวามิภักดร์ิ ับใช้คน
พน้ื เมอื ง คนเหล่านี้จะนาวฒั นธรรมท้องถิน่ เดมิ ไปปฏิบัตใิ ช้หรือเผยแพรใ่ นทอ้ งถ่ิน
ใหม่ดว้ ย ในทางตรงข้ามชนบางกลุ่มกลบั ละท้ิงวัฒนธรรมเดมิ หนั ไปรับ วฒั นธรรม
ท้องถ่นิ ใหมไ่ ปปฏบิ ัติตามในชวี ติ ประจาวัน ในขณะที่คนบางกลุ่มปรับใชว้ ฒั นธรรม
สากล (ยโุ รปและอเมริกา) เปน็ หลัก
8
การเคลอ่ื นไหวของประชากรดังกล่าวอาจมีความหมายคลา้ ยคลงึ กับการอพยพ
(migration) แต่ในท่นี ้ี การเคลือ่ นไหวมคี วามหมายครอบคลมุ หลายมิตทิ ่ีกว้างขวาง
กว่า อกี ท้งั เปน็ คากลางๆ ท่ใี ช้วเิ คราะห์ทง้ั เชงิ ปริมาณและคุณภาพใน เร่อื งคน
สังคม และวฒั นธรรม
เศรษฐกิจ หมายถงึ การผลิต การค้าและแลกเปลี่ยน และการบริโภคสินค้าและบริการ
ที่ประชาชนอาศัยอยู่ ไดก้ ระทาและสร้างความผกู พันต่อกนั
กำรเมอื งและควำมม่ันคง หมายถึง ระบบการเมืองการปกครองที่นามาใช้ในสังคมใน
บริเวณศึกษา การส่งผ่านระบบการเมืองไปยังสังคมอื่น และการครอบงาสังคมอ่ืน
ความเปน็ พวกพ้อง การยว่ั ยุ ความขดั แยง้ และสงคราม การสรา้ งแสนยานุภาพทาง
การทหารและการสะสมอาวุธ
ควำมสมั พันธ์ระหวำ่ งประเทศ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างสังคม (ยุคโบราณ
กาล) ในแงก่ ารเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวฒั นธรรม และเปน็ ความสมั พนั ธ์ระหว่าง
ประเทศ (ภายหลังที่มีการแบ่งแยกเป็นเขตแดนท่ีชัดเจน) ท่ีรัฐทาหน้าท่ีเป็นตัว
แสดงบทบาทความสมั พันธ์
ประโยชนข์ องกำรศึกษำ
ประโยชน์ทีค่ าดว่าจะได้รบั จากการศกึ ษาวิจยั ในเรอื่ งน้ี ได้แก่
1. ความรู้เรื่องที่ได้รับจากการศึกษาเรื่องพัฒนาการของความสัมพันธ์ของคน
สังคมและวัฒนธรรมระหวา่ งสงั คมทีต่ ้ังอย่ใู นภูมภิ าคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือและ
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับตั้งแต่ยุคโบราณกาลมาจนถึงปัจจุบัน สามารถสร้าง
องคค์ วามรคู้ วามเข้าใจเกี่ยวกับสังคมในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะในหัวข้อเกี่ยวกับการ
เคลือ่ นไหวของคน สงั คมและวัฒนธรรม
2. นาความรูท้ ่ีไดร้ ับไปใช้ในการเรียนการสอน และเผยแพร่ความรู้ให้แก่คนทว่ั ไป
3. นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ท้ังในแง่การค้า
ธรุ กิจ อุตสาหกรรม และการเมอื งระหว่างประเทศ รวมทั้งความมนั่ คงของชาติ
9
บทท่ี 8
บทวเิ ครำะหแ์ ละสรปุ
ผู้วิจัยได้นาเสนอข้อมูลเร่ืองการพัฒนาการความสัมพันธ์ของคน สังคมและ
วัฒนธรรมระหว่างสังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย
แบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 4 ยุค ได้แก่ ยุคโบราณจนถึงต้นคริสตกาล ยุคล่าอาณานิคม
ของชาติตะวันตกและญี่ปุ่น ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองถึงสิ้นสุดสงครามเย็น และยุค
ปัจจุบัน ซ่ึงในแต่ละยุคได้วิเคราะห์ข้อมูลตามปัจจัยหลัก 3 ปัจจัยคือ การเคล่ือนย้ายคน
สังคมและวัฒนธรรม อิทธิพลทางเศรษฐกิจ และอิทธิพลทางการเมืองและความมั่นคงใน
บทท่ี 4 - 7 แล้วน้นั ในบทนจ้ี ะอภิปรายผลการศกึ ษา ดว้ ยการแบ่งออกเป็นดังนี้
(1) รปู แบบความสมั พันธ์ระหว่างสองภมู ิภาคในแต่ละยุค
(2) อตั ลกั ษณข์ องชนในแตล่ ะภมู ิภาค
(3) ความตระหนกั ในสถานภาพทางสังคมวัฒนธรรมของชนในแตล่ ะภมู ภิ าค
รปู แบบควำมสมั พันธ์
ความสมั พันธข์ องคน สังคม และวฒั นธรรมระหวา่ งสงั คมในเอเชียตะวนั ออก
เฉียงเหนือและเอเชียตะวันออกเฉยี งใตข้ องแต่ละยุคน้ันเป็นผลมาจากหลากหลายปัจจัยใน
แหล่งต้นทางหรือท้องถิ่นที่อยู่เดิม (origin) และแหล่งปลายทางหรือท้องถ่ินท่ีอยู่ใหม่
(destination) ของการอพยพย้ายถิ่นท่ีแต่ละแหล่งจะมีท้ังแรงผลักดัน (push) และดึงดูด
(pull) รวมท้ังการย้ายกลับไป-มาระหว่างแหล่งต้นทางและปลายทาง ในขณะเดียวกัน
ปัจจัยภายนอกก็เป็นส่วนสาคัญท่ีทาให้การย้ายถิ่นเกิดข้ึน ตัวอย่างปัจจัยภายในท่ีก่อให้
เป็นแรงผลักดัน ได้แก่ สภาพทางภูมิศาสตร์ (เช่น ความขัดแย้ง น้าท่วม ทุพภิกขภัย
กระแสน้าเปลี่ยนทิศทาง) สงครามกลางเมือง ปัญหาทางการเมือง ปัญหาทางด้าน
วัฒนธรรม ความต้องการหาถนิ่ ท่ีอยู่ใหม่ และจานวนประชากรมากเกนิ ไป เป็นต้น
ปัจจัยในท่ีดูดดึงไม่ให้คนเคลื่อนย้าย ได้แก่ ความอุดมสมบูรณ์ของที่ทากินและที่
อยู่อาศัย ความสะดวกหรือเป็นชุมทางการคมนาคมขนส่ง (เช่น ท่าเรือ ช่องแคบ หรือ
เส้นทางการเดินเรือ) เป็นชุมชนเมือง ความปลอดภัย ความม่ันคงทางการเมือง เป็นต้น
ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ สงครามระหว่างเผา่ /ประเทศ ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยศึก ถูกยึด
ครองเป็นอาณานคิ ม การบังคบั /นาไปใช้แรงงาน เปน็ อาทิ
10
การเคล่ือนย้ายคนไปยังสังคมใหม่เป็นสาเหตุของการนาคุณลักษณะทางสังคม
วัฒนธรรมของกลุ่มตนเข้าไปปฏิบัติใช้ในสังคมใหม่ที่ซ่ึงมีวัฒนธรรมด้ังเดิมอยู่ก่อนแล้ว ใน
ขณะเดียวกันปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองก็มีส่วนทาให้รูปลักษณ์ของสังคม
เปล่ียนแปลงไปจากเดมิ
1. รูปแบบควำมสัมพนั ธ์ในยุคโบรำณ
ยุคนี้ครอบคลุมห้วงเวลายาวนานนับต้ังแต่มนุษย์โบราณ (Homo erectus) ท่ีได้
อุบัติข้ึนทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (มนุษย์ปักก่ิง) และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(มนุษย์ชวา) เม่ือราว 700,000 ปีมาแล้วไปจนถึงคริสต์ศตวรรษท่ี 15 โดยเป็นยุคแรกเริ่ม
ก่อร่างสร้างเป็นสังคมขน้ึ แต่ขอบเขตขัณฑสีมายังไม่ได้รับการขีดเส้นแบ่งเป็นแต่ละสังคม
อย่างชัดเจน
โดยทั่วไป สังคมหน่ึงจะหมายถึงบริเวณศูนย์กลางอานาจของชนกลุ่มใหญ่ที่
ครอบครองแห่งใดแหง่ หนง่ึ ศูนยก์ ลางของอานาจท่ีปรากฏตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ที่สาคัญคือ บริเวณท่ีราบลุ่มแม่น้าฮวงโหและบริเวณลุ่มแม่น้าสินธุได้เกิดข้ึนและพัฒนา
กลายเปน็ อาณาจักรขนาดใหญ่เมอ่ื ราว 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในขณะที่ชุมชนโดยรอบ
ศนู ยก์ ลางตา่ งมีการเคลื่อนไหวอย่ตู ลอดเวลาด้วยการแย่งชิงอานาจจากศูนย์กลาง หรือถูก
ชนภายนอกเข้ารุกราน การอพยพย้ายถ่ินจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์อัน
ยาวนาน
ในกรณีของเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือนั้น มีการอพยพจากท่ีราบลุ่มภาคกลาง
และภาคเหนือของจีนไปสู่คาบสมุทรเกาหลีและหมู่เกาะญ่ีปุ่นอันเป็น ผลมาจากสงคราม
ระหว่างเผ่าและการแสวงหาถิ่นที่อยู่ใหม่ท่ีมีความอุดมสมบูรณ์และสงบสุขกว่า ซ่ึงเป็น
เช่นเดียวกับชนบางกลุ่มท่ีเคล่ือนย้ายลงไปทางใต้ผ่านอาณาจักรน่านเจ้าเข้าสู่เอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม ท้ังคาบสมุทรเกาหลีและญ่ีปุ่น รวมทั้งบริเวณสุวรรณภูมิ
ต่างกม็ ชี นดั้งเดิมอาศัยอยู่ก่อนหน้าน้ันแล้ว ชนแต่ละกลุ่มได้อาศัยอยู่รวมกันตามชาติพันธุ์
ของตนเป็นหย่อมๆ ในบริเวณท่ีกว้างใหญ่ไพศาลตามท่ีราบลุ่มของแม่น้าอิระวดี แม่น้า
เจ้าพระยา แม่น้าโขง และแม่น้าแดง และตามท่ีราบลุ่มเชิงเขาท่ัวท้ังภูมิภาค นอกจากน้ี
การอพยพได้ลงไปยังแหลมมลายูและเข้าสู่เกาะน้อยใหญ่ในภาคพื้นสมุทรที่เรียงรายตัว
ระหว่างมหาสมุทรแปซฟิ กิ และมหาสมทุ รอนิ เดีย
ในช่วงเวลาก่อนหน้าการก่อกาเนิดของอารยธรรมลุ่มน้าฮวงโหและสินธุเล็กน้อย
ได้มีกลุ่มพรานทะเลท่ีมีคุณลักษณะทางกายภาพนีกรอยด์และตัวเล็ก เรียกว่า Negrito
เดนิ ทางลัดเลาะตามชายฝง่ั มหาสมทุ รอนิ เดีย บางสว่ นขึ้นไปทางเหนอื สลู่ ุ่มน้าสนิ ธุ ในขณะ
ที่บางส่วนล่องเรือต่อมายังปลายแหลมมลายูและหมู่เกาะต่างๆ ของภาคพ้ืนสมุทรเอเชีย
ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ได้อาศยั อยตู่ ามชายฝัง่ และป่าดงดิบท่ัวไป นอกจากน้ี บางกลุ่ม (จานวน
11
ไม่มากนัก) เดินทางขึ้นไปอาศัยอยู่ในไต้หวัน และบางส่วนของท่ีราบลุ่มภาคกลางของจีน
และญ่ีปุ่น คนพวกนี้ถือได้ว่าเป็นชนเผ่าด้ังเดิมในภาคพื้นสมุทรของอุษาคเนย์ ต่อมา ชาว
อินเดีย โดยเฉพาะพวกดราวเิ ดยี นและชาวทมิฬท่ีถูกพวกอารยันรุกรานต่างเดินทางเข้ามา
อาศัยอยู่ร่วมกับชนพ้ืนเมืองและกลุ่มที่อพยพลงไปจากผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิ ประชากร
เหล่าน้ีอาศัยอยู่กันเป็นกลุ่มๆ ตามชาติพันธ์ุของตนเอง มีภาษาพูด ขนบธรรมเนียม
วัฒนธรรม และมีลัทธิความเช่ือเป็นของตนเอง แม้จะมีการแต่งงานระหว่างเผ่าบ้างก็ตาม
แต่ก็ยังคงธารงเอกลักษณ์ของชนเผ่าของตนเร่ือยมา ทาให้จานวนกลุ่มชาติพันธ์ุในเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้มีกว่า 700 กลุ่ม ก่อให้เกิดมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและชาติพันธ์ุ
มากท่สี ดุ แห่งหนงึ่ ของโลก
จากชนเผ่าด้ังเดิมแต่ละกลุ่มมีจานวนไม่มากนัก และมีความแตกต่างกันทางด้าน
สังคมและวฒั นธรรม แมส้ ว่ นใหญจ่ ะยึดถือลัทธิผีหรือวิญญาณ แตก่ ็ไมม่ คี วามคล้ายคลึงกัน
ทาให้ไม่สามารถใช้เช่อื มโยงระหว่างกนั ได้ เมอ่ื ศาสนาฮนิ ดไู ดถ้ ูกนาเขา้ มาโดยผูอ้ พยพชาว
อินเดีย อิทธพิ ลของฮินดกู ไ็ ด้แพรก่ ระจายกลายเปน็ เสาหลักของความเชือ่ ของชาวพ้ืนเมือง
ควบคู่ไปกับลัทธิความเช่ือถือของผู้คนบนผืนแผ่นดินใหญ่ของอุษาคเนย์ด้วย ศาสนาฮินดู
และพุทธศาสนากลายเปน็ กรอบหลักของการดาเนนิ ชวี ิตประจาวนั การแพทย์ ดาราศาสตร์
กฎหมาย ระบบการเมืองการปกครอง รวมทั้งโหราศาสตร์และพิธีกรรมของชนชั้นปกครอง
(สุลตา่ นและราชสานกั )
ในขณะเดียวกัน ชนมองโกลอยดท์ ีม่ ีวัฒนธรรมขา้ วเป็นพ้ืนฐานจากจีนไดห้ ลัง่ ไหล
ลงไปทางใต้สู่ดินแดนเอเชียอาคเนย์ ส่วนชาวจีนฮ่ันได้ใช้อิทธิพลทางการทหารและ
การเมืองเข้าครอบงาเวียดนามและผนวกดินแดนโดยรอบให้เป็นรัฐบรรณาการ ต่อมา มี
ชาวจีนฮั่นอพยพไปสู่อุษาคเนย์เป็นระลอกเพ่ืออาศัยอยู่ตามท่าเรือสาคัญๆ และเมืองตาม
ปากแม่น้า ซ่ึงเป็นเส้นทางสายไหมทางทะเล (การค้า) ระหว่างจีน ผ่านเอเชียตะวันออก
เฉยี งใต้ไปสู่อนิ เดยี และอาหรบั การคา้ ขายในยุคนัน้ เป็นระบบการแลกของตอ่ ของ ส่วนการ
สะสมทุนเป็นแบบดงั้ เดิม โดยทรัพย์สินท่ีได้มาจะใช้ในการสร้างศาสนสถาน ใช้จ่ายในงาน
พิธีกรรม และสร้างปราสาทราชวังอย่างยิ่งใหญ่อันเป็นการแสดงถึงพลังอานาจของ
ศูนยก์ ลางการเมืองการปกครอง อน่ึง การเข้ามาของคนจีนได้นาขนบธรรมเนียมประเพณี
และวัฒนธรรมจีนเข้ามาปฏิบัติใช้ในชีวิตประจาวัน ดังนั้น ด้วยอิทธิพลทางการเมืองและ
เศรษฐกิจที่เหนือกว่าชนพ้ืนเมือง ทาให้อิทธิพลของชาวจีนก่อตัวและมีมากขึ้นเรื่อยๆ ใน
ดินแดนอษุ าคเนย์
ส่วนชาวยุโรปและอาหรับนั้นได้ติดต่อค้าขายกับอินเดียมานานนับต้ังแต่สมัย
โรมันและได้ติดต่อกันมากขึ้นในตอนต้นคริสตกาลเม่ือชาวจีนค้นพบเส้นทางสายไหมทาง
ทะเล ต่อมาเม่ือราวคริสต์ศตวรรษท่ี 15 ชาวยุโรปได้เดินทางผ่านเข้ามาทางอินเดีย และ
12
เดินทางต่อสู่ทะเลจีนใต้ ในช่วงนี้เองที่อุษาคเนย์ถูกเรียกว่า “อินโดจีน” เพราะชาวยุโรป
มองเห็นว่า ดินแดนแถบนี้เป็นบริเวณท่ีวัฒนธรรมอินเดียมาประสบกับวัฒนธรรมจีนและ
ผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างลงตัว อนึ่ง ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันศาสนา
อิสลามก็ได้เคล่ือนเข้าสู่อินเดียและภาคพ้ืนสมุทรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้
ครอบงาอิทธิพลของศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา ก่อให้เกิดเป็นรัฐอิสลามบนคาบสมุทร
มลายแู ละอนิ โดนเี ซีย อีกทั้งได้กระจายเปน็ หยอ่ มๆ ทวั่ ไปในอุษาคเนย์
เกาหลีและญ่ีปุ่นติดต่อกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างจากัด ส่วนใหญ่จะผ่าน
ทางจนี ในด้านการคา้
เกาหลี รูปแบบควำมสมั พนั ธใ์ นยุคโบรำณ
อนิ เดีย กำรเคลอื่ นย้ำยคน
ทมฬิ ญ่ปี นุ่
Negrito เอเชียตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ตะวนั ออกเฉียงเหนือ
จีน
ธิเบต จว้ ง/จนี ตอนใต้ ไตห้ วนั
ผนื แผน่ ดินใหญ่ Negrito
(mainland) อาหรับ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยโุ รป
อาหรบั -ยุโรป ภาคพนื้ สมุทร
เศรษฐกิจ (archipelago
เขา้ ป่า-ลา่ สตั ว์ )
เศรษฐกิจแบบยงั ชีพ
การสะสมทุนแบบด้ังเดมิ กำรเมือง
สงครามภายในเผา่
สงครามระหว่างเผ่า
แสวงหาดนิ แดนทสี่ งบ
13
2. รปู แบบควำมสัมพนั ธ์ยคุ ลำ่ อำณำนิคม
ระบบเศรษฐกจิ แบบทุนนิยมได้ครอบงายุโรปตะวันตก ส่งผลให้ชาติฝร่ังทั้งหลาย
ต่างแย่งชิงเพ่ือเข้ายึดครองดินแดนด้อยพัฒนาแถบเอเชียอาคเนย์เป็นอาณานิคม จากนั้น
กระบวนการดูดดึงความมั่งค่ังไปสู่ยุโรปได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อิทธิพลของชาวยุโรปได้
ทาลายระบบการคา้ ตามเส้นทางสายไหมทางทะเลของจีนสู่อินเดียและอาหรับอย่างสิ้นเชิง
ชาวจีนจึงจาเป็นต้องโอนทักษะในการเดินเรือ ทักษะทางด้านการค้ากับชนพื้นเมือง และ
ความม่ังค่ังแถบท่าเรือและช่องแคบไปสู่มือของชาวยุโรป ในขณะเดียวกัน ชาวยุโรปได้
สรา้ งความแตกแยกในหมกู่ ลมุ่ ชาติพันธุ์ดว้ ยระบบ “แบ่งแยกและปกครอง” เพ่ือสร้างความ
ภักดขี องกลมุ่ ที่ปกป้องผลประโยชนใ์ ห้กบั ตนโดยแลกกบั ผลประโยชนอ์ นั นอ้ ยนิดจากผู้เป็น
นาย ในขณะเดียวกันเจ้าอาณานิคมได้นากรรมกรชาวจีนและอินเดียเข้าไปทางานและ
อาศัยอยู่ในอาณานิคมของตนเป็นจานวนมาก และเมื่อรวมกับผู้ย้ายถ่ินก่อนหน้าของยุคนี้
ทาให้ประชากรชาวจีนและอินเดียโพ้นทะเลมีจานวนเกือบเท่ากับชนพื้นเมือง ดังเช่น
มลายู สิงคโปร์ พม่า และอาศัยกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่แถบอินโดจีนของฝร่ังเศส ไทย
ฟิลิปปินส์ และอินโดนเี ซยี ก่อให้เกดิ “เมืองจนี ” (China town) ขนาดยอ่ มข้นึ ตามเมอื งใหญ่
ทัว่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทงั้ น้ีเพราะคนจนี โพ้นทะเลจะประกอบอาชพี ทางพาณิชยกรรม
และเป็นผู้ประกอบการเป็นหลัก อันเป็นผลมาจากการกีดกันมิให้ถือครองท่ีดิน อย่างไรก็
ตาม ความสัมพันธ์กับบ้านเกิดก็ยังคงเป็นไปอย่างสะดวกและต่อเน่ืองด้วยการเช่ือมโยง
ของสมาคมลบั ท่ีทาหน้าที่รบั ส่งขา่ วสารและเงนิ ทองไปยงั ครอบครวั ทอ่ี าศัยอยูใ่ นเมอื งจีน
ในยุคน้ี ญ่ีปุ่นได้เปิดประเทศในสมัยจักรพรรดิเมจิและสร้างพลังอานาจทาง
การทหารขยายอิทธิพลเหนือเกาหลี จีน และต่อไปยังอุษาคเนย์ด้วยการสร้างเป้าหมาย
ร่วมในการขจัดจักรวรรดินิยมยุโรปออกไป และแทนที่ด้วยแนวร่วมเป็นวงไพบูลย์แห่ง
เอเชีย ชาวญ่ปี ุ่นจงึ เดินทางเขา้ มาสารวจ อาศัยอยู่ และขบั ไล่ชาวยุโรป กลายเป็นผู้ปกป้อง
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงแรก เป็นเสมือนอสูรกายในภายหลังเพราะญี่ปุ่นกอบโกย
ผลประโยชน์ไปมากมายย่ิงกว่าเจ้าอาณานิคมฝรั่งเสียอีก รวมทั้งนาไปสู่การแบ่งเป็นฝัก
เป็นฝ่ายของชนพ้นื เมอื งท่สี ่วนหนึ่งเห็นด้วยกับการกระทาของญ่ีปุ่น ในขณะท่ีอีกฝ่ายหนึ่ง
เห็นว่าญี่ปุ่นจะเข้าครอบครองบ้านเมืองของตนต่อไป ไร้วี่แววว่าจะได้รับเอกราชดังที่
ประสงค์ จงึ ตั้งแนวรว่ มตอ่ ต้านทงั้ ญปี่ ุ่นและชาวยุโรป
14
รปู แบบควำมสมั พนั ธย์ คุ ลำ่ อำณำนคิ ม
เกาหลี ญปี่ นุ่
เอเชยี ตะวันออกเฉยี งเหนอื
จนี
ผนื แผน่ ดินใหญ่
ยุโรป
ยุโรป เอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้
เศรษฐกจิ ภาคพน้ื สมทุ ร กำรเมือง
เศรษฐกจิ แบบทนุ นยิ ม
divide and rule
วงไพบูลย์แห่งเอเชีย
ในยุคนี้ เกาหลไี ม่มีความเก่ยี วข้องกบั อษุ าคเนย์เพราะตกอยูภ่ ายใต้การปกครอง
ของญปี่ นุ่
3. รูปแบบควำมสมั พันธย์ ุคหลังสงครำมโลกคร้ังท่ีสอง
เจ้าอาณานิคมยุโรปได้กลับเข้ามาครอบครองอุษาคเนย์อีกครั้งภายหลังที่ญ่ีปุ่น
พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ในขณะที่โลกได้เพ่ิมปัจจัยความแตกแยกในด้านลัทธิ
การเมืองอีกปัจจัยหน่ึง นาไปสู่สงครามใหญ่ในเอเชีย นั่นคือ สงครามเกาหลีและสงคราม
เวียดนามท่ามกลางความปิติยินดีในช่วงเวลาส้ันๆ ที่ได้รับเอกราชจากมหาอานาจชาว
ยุโรป แต่อิทธิพลทางวัฒนธรรมของชาวยุโรปยังคงอยู่เพราะได้สร้างสมการพึ่งพาความ
เจริญทางด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาโดยผ่านทางการศึกษาที่บุตรหลานของชนชั้นสูง
15
ได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยในยุโรปและนาวิทยาการกลับมาปรับใช้ในสังคมของตน ซ่ึง
เปน็ เชน่ เดียวกับความนิยมญี่ปุน่ ทีย่ า้ ชาตินิยมและการสร้างการพึ่งพาตนเองในการพัฒนา
ทาให้แนวคิดในการสร้างชาติในอุษาคเนย์มีความหลากหลายและเต็มไปด้วยปัจจัยที่
ก่อใหเ้ กิดความขัดแยง้ ระหว่างกลุ่มตา่ งๆ
เนื่องจากการกาหนดอาณาเขตของชาติใหม่ท่ีรวมเอาชนหลายกลุ่มที่มีความ
แตกตา่ งดา้ นชาตพิ นั ธแ์ุ ละวัฒนธรรมเขา้ ด้วยกัน ก่อให้เกิดปัญหาในการบรู ณาการของการ
เปน็ รัฐ-ชาติทน่ี า่ จะมีเอกลักษณ์เฉพาะและมีแนวคิดร่วมแม้จะไม่จาเป็นที่ต้องให้กลายเป็น
เน้ือเดียวกันก็ตาม ทาให้เกิดการต่อสู้ช่วงชิงอานาจและเอกราชของชนแต่ละกลุ่ม ใน
กระบวนการนี้ การขจดั กลมุ่ ชาติพนั ธ์ุอนื่ ด้วยกาลงั จงึ เกิดข้ึนอย่างต่อเนื่อง และการทาลาย
วัฒนธรรมด้ังเดิมของแต่ละกลุ่มเพ่ือให้โอบรับวัฒนธรรมของชาติ (ใหม่) จึงเกิดข้ึนอย่าง
ต่อเนื่อง หรอื ท่ีเรยี กว่า ethnocide
การเปล่ียนแปลงทางการเมืองของจีนนาไปสู่การอพยพคร้ังใหญ่ของชนช้ันกลาง
และชนชั้นสูงออกสู่ดินแดนอุษาคเนย์ ต่อมามกี ารขจดั คนจีนออกจากประเทศแถบอินโดจีน
และปัญหาขอ้ ขดั แยง้ ทางเช้อื ชาติในพม่า มาเลเซยี และอินโดนีเซีย ทาให้การอพยพต่อไป
ยงั ประเทศทส่ี ามเกิดขน้ึ กลายเป็นโศกนาฏกรรมของมนุษยชาตทิ ชี่ วี ิตมนษุ ยต์ ้องมาสังเวย
และความทุกขเวทนาเกิดขึ้นเพราะข้อขัดแย้งโดยฝีมือมนุษย์ด้วยกันเอง อนึ่ง ในยุคนี้ชาว
อุษาคเนย์มองจีนแผ่นดินใหญ่ในแง่ที่เป็นภัยคุกคามเพราะจีนส่งออกลัทธิคอมมิวนิสต์ไป
ทัว่ โลก
ในยุคน้ี ชาวยุโรปและอเมริกาเดินทางออกจากเอเชียอาคเนย์ สูญสิ้นเกียรติยศ
ศักด์ิศรีท่ีต้องพ่ายแพ้สงครามแก่คนพื้นเมือง ในทางตรงกันข้ามญ่ีปุ่นกลับมาสร้างความ
ย่งิ ใหญ่ด้วยการสร้างแนวร่วมทางเศรษฐกิจตามแผนการพัฒนาแบบห่านบินท่ีนาพาเอเชีย
ไปสคู่ วามมงั่ คั่งภายใตก้ ารนาของญ่ีปุ่น การทุ่มเทต่อเป้าหมายดังกล่าวก่อให้เกิดปฏิกิริยา
โต้ตอบว่า ญี่ปุ่นเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มองเห็นชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเพียง
เคร่ืองมือให้เกิดความสาเร็จดังกล่าวข้ีน ญี่ปุ่นจึงพยายามแก้ไขด้วยการใช้ความสัมพันธ์
ทางการทูตเชิงวัฒนธรรม (soft power diplomacy) ร่วมกับการให้ความช่วยเหลือหลาย
หลายรูปแบบ ทาให้อิทธิพลของญ่ีปุ่นมีเหนือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกคร้ัง ในขณะที่
เกาหลียงั คงมปี ัญหาบนคาบสมุทรเกาหลี อีกท้งั อยูใ่ นห้วงการเริม่ ต้นพัฒนาประเทศ
การจากไปของชาวยุโรปได้ทิ้งทรัพย์สิน สมบัติและเทคโนโลยีให้แก่ชาวจีนโพ้น
ทะเลท่ซี งึ่ คนจีนบางสว่ นหนั ไปโอบรับวฒั นธรรมทางการผลติ และเทคโนโลยีทาง พาณิช
ยกรรมของอดีตเจ้าอาณานคิ ม สง่ ผลใหก้ ารผลติ การค้า การเงินการธนาคาร และ
16
รูปแบบควำมสัมพนั ธ์ยคุ หลังสงครำมโลกครงั้ ทสี่ อง
เกาหลี ญปี่ ่นุ
เอเชยี ตะวันออกเฉียงเหนอื
จนี
ผนื แผ่นดนิ ใหญ่
ยุโรป สหรัฐฯ
เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้
ภาคพ้ืนสมุทร
เศรษฐกิจ กำรเมือง
เศรษฐกจิ แบบทุนนิยม ethnocide
อิทธพิ ลทางเศรษฐกจิ ของญี่ปุ่น ภยั คกุ คามจากจนี
การกระจายสินค้าตกอยู่ในมือของผู้ประกอบการชาวจีนโพ้นทะเล อันเป็นการสร้างความ
มั่งคัง่ ให้แกค่ นเหลา่ น้อี ย่างรวดเร็วและมากมาย นอกจากน้ี “ชาวอุษาคเนย์ใหม่” (ลูกหลาน
ชาวจนี โพน้ ทะเล) ไดเ้ ข้าสตู่ ลาดแรงงานฝมี ือ เชน่ หมอ วิศวกร นักวทิ ยา
ศาสตร์ อาจารย์มหาวิทยาลัย รวมไปถึงข้าราชการ และนักการเมืองในประเทศไทย
สงิ คโปร์ ฟิลปิ ปนิ ส์ ยกเว้นในมาเลเซยี และอนิ โดนีเซียท่ีมีกฎหมายกีดกนั มใิ ห้คนเหลา่ นีเ้ ขา้
สู่อาชพี ทางการเมืองและการปกครองได้อยา่ งเท่าเทียมกับชนพื้นเมือง
17
4. รปู แบบควำมสมั พนั ธ์ยุคปจั จุบัน
โลกเข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ที่คนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้และเทคโนโลยีได้ง่าย
เพียงปลายน้ิวสัมผัส ก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อมวลมนุษยชาติที่
สามารถพฒั นาตนเอง สังคม และเศรษฐกจิ ใหก้ า้ วไกล ในขณะเดียวกัน ยุคสงครามเย็นได้
สิ้นสุดลง (ยกเว้นบนคาบสมุทรเกาหลี) ทาให้การเคลื่อนย้ายคน สังคม และวัฒนธรรม
กระทาได้ง่ายโดยปราศจากการขวางก้ันจากปัจจัยด้านลัทธิการเมือง นอกจากนี้การ
เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรในสังคมอุตสาหกรรม การคมนาคมขนส่งที่สะดวก
และราคาถูก รวมทั้งการพัฒนาท้องถิ่นห่างไกลได้รับความสาเร็จระดับหนึ่ง โดยเฉพาะ
อย่างยง่ิ การลดความโดดเดย่ี วลง สถานการณ์เหลา่ น้ีล้วนมีสว่ นทาให้โลกใกล้ชิดและพ่ึงพา
กันไดใ้ นทุกมิติ อยา่ งไรกต็ าม ความไม่เท่าเทียมกันทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยียังคง
มีปรากฏให้เห็น ก่อให้เกิดรูปแบบความสัมพันธ์ท่ีแตกต่างจากยุคก่อนหน้าน้ีอย่างเห็นได้
ชัด
คนงานไร้ฝีมือนับล้านจากอุษาคเนย์เดินทางไปทางานตามโรงงานและใน
ครัวเรือนในญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้ และจีน ในขณะท่ีผู้ประกอบการและช่างฝีมือ
ของประเทศในเอเชียตะวนั ออกเฉียงเหนือก็เข้าสเู่ อเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตโ้ ดยได้ร่วมมือกัน
อยา่ งใกล้ชดิ กับผูป้ ระกอบการชาวจีนโพน้ ทะเล ส่งผลให้สถานภาพของคนจีนโพ้นทะเลใน
มาเลเซียและอินโดนีเซียดีขึ้นเพราะจีนซึ่งกลายเป็นมหาอานาจทางเศรษฐกิจอันดับที่สอง
ของโลกได้ใชเ้ ป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการคา้ กับประเทศเหล่านี้
เกาหลใี ต้ซงึ่ เป็นผ้มู าทีหลังและไรร้ ากฐานการเช่อื มโยงกับอุษาคเนย์เม่ือเทียบกับ
จีนและญ่ีปุ่นได้ตระหนักถึงความจาเป็นที่ต้องผูกสัมพันธ์กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึง
ทมุ่ เทการลงทนุ และการค้า รวมท้ังพยายามตงั้ ตวั เปน็ ผูน้ า (หรือผูป้ ระสานงาน) ผูก
18
รูปแบบควำมสมั พนั ธย์ คุ ปัจจบุ นั
เกาหลี ญ่ีปุ่น
เอเชยี ตะวันออกเฉยี งเหนอื
จนี
ผืนแผน่ ดินใหญ่
เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้
ภาคพ้ืนสมทุ ร
เศรษฐกิจ กำรเมือง
เศรษฐกิจแบบทุนนิยม ASEAN + 3
อทิ ธพิ ลทางเศรษฐกิจของจีน อทิ ธพิ ลของจนี ทางการเมอื ง
สัมพันธ์กับอาเซียนจนกลายเป็น ASEAN plus Three ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20
และเสนอตัวเชื่อมโยงกับจีนและญี่ปุ่นสร้างกลุ่ม East Asian Community ขึ้น แต่ก็ได้รับ
ความร่วมมือเชิงการแข่งขันจากมหาอานาจญป่ี ุ่นและมหาอานาจจนี ทตี่ า่ งก็ต้องการเป็น
19
ผนู้ ากลมุ่ เอเชยี ตะวันออกเฉยี งเหนอื -เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน อย่างไรก็ตามเกาหลี
ใตไ้ ด้ประสบผลสาเรจ็ ในการใชส้ ินค้าทางวัฒนธรรม น่ันคือ กระแสเกาหลี (Korean wave)
เข้าสู่ประเทศของท้ังสองภูมิภาค ทาให้เกาหลีเป็นท่ีนาจับตามองจากประชาคมนานาชาติ
ถึงศักยภาพในด้านการพัฒนา คุณภาพของสินค้า และความแข็งแกร่งทางด้านวัฒนธรรม
ไมด่ อ้ ยไปกวา่ ญ่ีปนุ่ และจีน
อตั ลกั ษณ์ของชนในแต่ละภูมภิ ำค
อัตลักษณ์ของชาวญ่ีปุ่น เกาหลี และจีนมีอย่างโดดเด่นโดยแสดงออกในด้าน
รูปลัก ษณ์ที่บ่งช้ี ชัดถึงความเป็นเอกลัก ษณ์ของวัฒนธรรมข องตนอย่างชั ด แจ้ง แม้ว่ า
ลักษณะทางกายภาพจะคล้ายคลึงกันก็ตาม คนญ่ีปุ่นจะตระหนักถึงความเป็นเอกพันธ์ุ
(homogeneity) ท่ีผู้คนจะกล่าวว่า พวกเขาเป็นคนเผ่าพันธุ์เดียวกัน เหตุผลท่ีระบุดังน้ีก็
เพราะความโดดเดี่ยวของหมู่เกาะญี่ปุ่นที่ต้ังอยู่ห่างจากผืนแผ่นดินใหญ่ อีกท้ังมีนโยบาย
การปิดประเทศไม่ติดต่อกับชาติใดเป็นเวลานานกว่า 250 ปี ยังผลให้ผู้คนดั้งเดิมและผู้
อพยพมาจากตอนกลางของจีน รวมทั้งที่อพยพจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผสมผสาน
กลมกลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน พวกเขาได้สร้างกฎระเบียบทางสังคม วัฒนธรรม และ
ความรักชาติบ้านเมือง ตลอดจนภาษาพูด ภาษาเขียน และลัทธิความเชื่อท่ีได้หลอมรวม
ให้เป็นของญ่ีปุ่นแม้ว่าจะหยิบยืมมาจากต่างชาติต่างเผ่าพันธ์ุบ้างก็ตาม จนมีการกล่าวว่า
ญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมท่ีเป็นเสมือนขนมคินทาโร่ที่ไม่ว่าจะตัดผ่าตรงไหนก็จะมีลักษณะ
เหมือนกันท้ังช้ิน ญ่ีปุ่นมีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นญ่ีปุ่น เช่น ชุดกิโมโน อาหารซูชิ
เหลา้ สาเก มวยปล้า ภูเขาไฟฟูจี เป็นอาทิ ในขณะที่สังคมมีความแข็งแกร่งทางวัฒนธรรม
และทุกคนรักษากฎระเบียบของสังคมอย่างเคร่งครัด อีกท้ังมีจิตใจเด็ดเดี่ยวและเฉียบขาด
ในขณะท่ีการแสดงออกภายนอกนั้นจะนอบน้อมสุภาพ ดังคากล่าวว่า อ่อนนอกแข็งใน
หรือเปรียบเทียบได้กบั ดอกเบญจมาศกบั ดาบซามูไร (Chrysanthemum and the Sward)
คนเกาหลีก็ตระหนักถึงความเป็นเอกพันธ์ุของชนชาติของตนเช่นกัน โดยได้
เขยี นประวัติศาสตร์ของชาตติ นว่า ชนเผา่ ตังกัสอพยพเข้ามาอาศัยอยู่บนคาบสมุทรเกาหลี
และสรา้ งบา้ นเมืองขนึ้ โดยเทพเจา้ ตันกนุ เม่ือราว 5,000 ปีท่ีผ่านมา ผู้คนหลอมรวมกันเป็น
คนเกาหลีที่ยึดม่ันในชาติและพลังขับเคลื่อนให้เจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่องตลอด
ประวัติศาสตร์อันยาวนาน เอกลักษณ์สาคัญของคนเกาหลี ได้แก่ กิมจิ พูลโกกิ ชุดฮันบก
และลัทธิคนทรง รวมท้ังอุดมการณ์ในยุคใหม่ที่เรียกว่า จิตวิญญาณเราทาได้ (Can-do
spirit) ทีเ่ น้นว่า ไมว่ า่ คนเกาหลีตอ้ งการจะทาอะไร ไม่ว่าส่ิงนั้นจะยากลาบากแค่ไหนก็ตาม
คนเกาหลีจะต้องฟันฝ่าอปุ สรรคให้บรรลุเป้าหมายใหจ้ งได้
20
ส่วนจีนนั้น แทบจะไม่มีข้อสงสัยใดๆ ในการแสดงอัตลักษณ์ของความเป็นจีนให้
โลกรู้ เพราะเป็นชาติที่มีอารยธรรมสูงส่ง (superior civilization) มานานหลายพันปีแล้ว
และกลายเป็นแม่แบบของวัฒนธรรมของสังคมชนผิวเหลืองทั้งปวง อนึ่ง เน่ืองจากเป็น
สังคมทีม่ จี านวนประชากรมาก และได้เดินทางออกจากสังคมของตนด้วยสาเหตุนานัปการ
เราจงึ พบเห็นคนจีนอาศยั อย่ใู นสงั คมต่างๆ ท่วั โลก โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ในอุษาเคนย์ทม่ี ีการ
อพยพอย่างต่อเน่ืองตงั้ แตช่ ว่ งกอ่ นคริสตกาลจนมาถึงยุคปจั จบุ นั
เอกลักษณ์ท่ีสาคัญของคนจีนมีมากมาย นับตั้งแต่เครื่องแต่งกาย อาหาร แบบ
แผนการดารงชีวิตตามลัทธิขงจื้อ ตลอดจนระบบการเมือง การปกครอง การแพทย์ ดารา
ศาสตร์ รวมทั้งตวั อักษรจีน จรงิ อยูท่ เ่ี ป็นชาตทิ ีม่ ชี นตา่ งชาตพิ ันธอ์ุ าศยั อยู่กว่า 56 เผ่าพันธ์ุ
แต่ชาวฮั่นมีจานวนถึงร้อยละ 91 ท่ีเหลือเป็นชนกลุ่มน้อยอยู่รวมกันเป็นเผ่าๆ ดังนั้น
วัฒนธรรมของจีนจึงมีรากฐานมาจากพวกฮ่ันที่มีความแข็งแกร่ง และมีการปฏิบัติตามกัน
ไปทวั่ ในบรเิ วณท่มี ีชาวฮน่ั อาศยั อยู่
กล่าวโดยสรุป อัตลักษณ์ของชนในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือมีความโดดเด่น
และต่างมีวัฒนธรรมเฉพาะตัวท่ีถือได้ว่า เป็นวัฒนธรรมที่มีความแข็งแกร่งและสามารถ
เจริญงอกงามในต่างแดนที่พวกเขาอพยพไปอาศัยอยู่ ทาให้สามารถชี้ชัดได้ง่ายว่า นี่เป็น
จีน เปน็ เกาหลี หรือเปน็ ญ่ปี ุ่น
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น้ัน อัตลักษณ์ของภูมิภาคไม่เด่นชัดแม้จะใช้สัญชาติ
ตามรัฐ-ชาติเป็นตัวระบุแหล่งที่มาของบุคคลก็ตาม แต่ก็ไม่อาจดูได้ง่ายจากรูปลักษณ์
ภายนอก ท้ังน้ีเป็นเพราะมีความแตกต่างทางชาติพันธ์ุ (ethnic diversity) ทางด้าน
วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ภาษา และลัทธิความเชื่อ ดังตัวอย่างของการ
พรรณนาถงึ ประชากรของเมืองกชุ งิ ประเทศสาธารณรฐั มาเลเซยี ว่า
Kuching is a microcosm of Malaysia’s cultural wealth. This vast melting pot
and living showcase of over 27 ethnic groups show how people can co-
exist in peace and harmony. The potpourri of different indigeneous
people, each with their own characteristics and way of life, together
with Malays. Ibans and descendents of Chinese immigrants… The
original community grew through the intermarriage with migrant Muslim
merchants from Arabia, Brunei, Java, Kalimantan and Sumatra…
(from Kuching: City of Harmony. By Darrell Tsen)
จะเห็นได้ว่าชนแต่ละชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในอาณาเขตของประเทศใหม่ (ใน
ความหมายของรัฐ-ชาติในยุคปัจจุบันภายหลังท่ีได้รับเอกราช) นั้นยังคงยึดถือและปฏิบัติ
21
ตามลัทธิธรรมเนียมของกลุ่มตน ในขณะท่ีวัฒนธรรมของชาติ (ท่ีใช้เป็นตัวแทนของ
ประเทศใหม่) มักเป็นวัฒนธรรมของชนช้ันสูงที่อาศัยอยู่ในราชสานักและในเมือง ดังจะได้
กล่าวในรายละเอยี ดตอ่ ไป
นักวิชาการหลายกลุ่มมีมุมมองอัตลักษณ์ของสังคมในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉยี งใตแ้ ตกตา่ งกัน อาจจาแนกไดด้ ังน้ี
1) อนิ โดจนี นักประวัติศาสตร์ชาวยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสตราจารย์ D.G.E.
Hall ชาวอังกฤษและศาสตราจารย์ G. Coedes ชาวฝร่ังเศส ได้ระบุว่า เป็นดินแดนท่ี
วฒั นธรรมจีนและวัฒนธรรมอินเดียมาประสบกัน จงึ เรียกว่า อินโดจีน โดยชนพื้นเมืองต่าง
ก็มีลัทธิความเชื่อถือด้ังเดิมของตนเองอยู่แล้ว น่ันคือ ลัทธิการนับถือผีหรือวิญญาณ
(animism) ได้ผสมผสานกับลัทธิธรรมเนียมใหม่จากจีนและอินเดีย อย่างกลมกลืน
นักวิชาการท้ังสองคนน้ีเน้นศึกษาถึงการกลายเป็นสังคมอินเดียของดินแดนอุษาคเนย์อัน
เป็นผลมาจากการเคลอ่ื นย้ายคนและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างย่ิงศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
โดยพวกพราหมณ์ได้แต่งงานกับหญิงสาวชนช้ันสูง และรับตาแหน่งเป็นกษัตริย์ของ
อาณาจักรต่างๆ ท่ัวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทาให้อิทธิพลของวัฒนธรรมอินเดีย
แพร่กระจายเข้าไปยังทุกส่วนของสังคมอย่างรวดเร็ว ต่อมาพระเจ้าอโศกส่งพระธรรมทูต
ไปเผยแพร่พุทธศาสนาไปยังดินแดนดังกล่าว ลักษณะของการยอมรับเป็นดังน้ี ชนช้ันสูง
และราชสานักยึดถือตามศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ในขณะท่ีพุทธศาสนาได้รับการเคารพนับ
ถือจากสามัญชนทั่วไป ทาให้ทั้งสองศาสนาอยู่คู่กันจนกระท่ังศาสนาอิสลามเข้ามามี
อิทธิพลเหนือดินแดนภาคพ้ืนสมุทรและคาบสมุทรมาเลย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 ทาให้
ศาสนาอิสลามซ่ึงเป็นศาสนาที่เข้าถึงสามัญชนได้ดีกว่า ผลักดันให้ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
หายไป ส่วนบริเวณผืนแผ่นดินใหญ่ยังคงนับถือพุทธศาสนานิกายหินยานอย่างเหนียว
แนน่ เชน่ พมา่ ไทย ลาว และเขมร ส่วนเวยี ดนามนบั ถอื พุทธศาสนานกิ ายมหายาน
วัฒนธรรมจีนน้ันได้แพร่หลายเข้ามาทางเวียดนามและตามเมืองท่าต่างๆ ใน
เอเชียอาคเนย์นับต้ังแต่ก่อนคริสตกาลเช่นกัน โดยรัฐต่างๆ บนผืนแผ่นดินใหญ่ตกเป็นรัฐ
บรรณาการของจีน และนาวัฒนธรรมของชาติที่สูงเด่นกว่าเข้ามาปฏิบัติใช้ ต่อมา เม่ือคน
จีนอพยพเข้ามาต้ังถิ่นฐานมากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นชนอีกกลุ่มหน่ึงของเอเชียตะวันออก
เฉียงใต้ไป พวกเขายังคงปฏิบัติตามวัฒนธรรมของตนเองทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย
ต่อมาเมื่อจานวนประชากรมีมากข้ึนและได้รับความสาเร็จในทางเศรษฐกิจจนสามารถยก
ฐานะทางสังคมให้สงู ขนึ้ การแสดงออกทางด้านวัฒนธรรมจีนจึงเป็นไปอย่างเปิดเผยท่ัวท้ัง
ภมู ภิ าค (1)
22
ในปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์ยังคงยึดถือตามที่ผู้รู้ชาวตะวันตกท่ีระบุว่า ภูมิภาค
แถบนเี้ ป็นบรเิ วณที่วฒั นธรรมจีน-อินเดยี มาประสบกัน และเป็นเสาหลักและเปน็ เอกลกั ษณ์
ทางวัฒนธรรมของเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้
2) รัฐเสมือนโรงละคร นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันช่ือ Clifford Geertz
ผู้เช่ียวชาญเก่ียวกับประเทศอินโดนีเซียได้ใช้เวลาอันยาวนานศึกษาวิจัยรัฐฮินดูบนเกาะ
บาหลใี นครสิ ต์ศตวรรษที่ 19 ผูว้ จิ ัยท่านน้กี ลา่ วว่า รัฐบาหลใี นยุคน้นั (อาจเทียบเคยี งได้กับ
รัฐอ่ืนๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลาเดียวกัน) แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ราช
สานักและหมู่บ้านท่ีต้ังอยู่โดยรอบ พระราชวังเป็นท้ังพระราชฐานและวัดท่ีมีองค์กษัตริย์ผู้
ซ่ึงมีสถานภาพเหนอื ปวงชนและเป็นเสมอื นเทพที่มพี ธิ ีกรรม กฎเกณฑท์ างสงั คม และเรื่อง
เลา่ ขานถึงอานุภาพของพระองค์ เปน็ ของสูง/ตัวแทนของสังคมท่ีมาจากสวรรค์ โดยทุกคน
ในสงั คมจะเคารพเชื่อฟังและนบั ถอื โดยปราศจากข้อสงสยั
กษัตริย์เป็นศูนย์กลางของทุกส่ิงทั้งทางโลกและทางจิตวิญญาณ ทางโลกได้แก่
เป็นผู้นาชาติ หัวหน้าการเมืองการปกครองและการทหาร เป็นเจ้าของประเทศ เป็น
เจ้าของทรัพย์สมบัติทุกอย่างในแผ่นดิน เป็นผู้ออกกฎหมาย/ตัดสินคดีความ และเป็น
บุคคลเหนือแผ่นดินท้ังปวง ส่วนทางวิญญาณน้ัน พระองค์ทรงประกอบพิธีกรรมอัน
ศักดิ์สิทธ์ิท่ีก่อให้เกิดผลต่อแผ่นดินและปวงชน ทรงเป็นจ้าวแห่งอุดมการณ์ของชาติ และ
เป็นผนู้ าทางความคิดความเช่ือในศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู
ส่วนสามัญชนซึ่งเป็นชาวนา อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ประกอบสัมมาอาชีพ
ทางการเกษตร มหี น้าท่ีในการเสยี ภาษีอากรให้แก่รัฐ และทางานให้กับรัฐด้วยความเต็มใจ
การเป็นประชากรทีด่ ีจะได้รบั การยอมรับและการคุ้มครองจากราชสานัก ดังน้ันหากกระทา
ตามหน้าท่ีพลเมืองแล้วการใช้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความสงบสุขร่มเย็นภายใต้ร่มพระบารมี
(2)
มีนักวิชาการบางส่วนได้ขยายคาอธิบายที่แยกย่อยต่อจากการมองสังคม
อษุ าคเนย์ในประเด็นนไ้ี ปอีกหลายมมุ มอง ตัวอยา่ งเช่น ปราณี วงษ์เทศ ศรีศักดิ์ วัล
ลิโภดม และสุจิตต์ วงษ์เทศได้กล่าวว่า สังคมในภูมิภาคน้ีน่าจะเรียกว่า พ้ืนบ้านพ้ืนเมือง
หรือที่จาแนกสังคมออกเป็น 2 ส่วน ชาวนาชาวไร่และชนเผ่า กับราชสานัก ซ่ึงต่างมี
วัฒนธรรมทแ่ี ตกต่างกัน สังคมชาวนาชาวไร่และชนเผ่าต่างๆ อาศัยอยู่นอกเมืองหลวงท่ีมี
ขนบธรรมเนียมประเพณีพ้ืนบ้านท่ีสอดคล้องกับสภาพนิเวศ อาชีพ และความเชื่อลัทธินับ
ถือวิญญาณ ในขณะที่ราชสานักจะใช้วัฒนธรรมท่ีหยิบยืมหรือนาเข้ามาจากต่างประเทศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งลัทธิพราหมณ์-ฮินดู อีกท้ังได้พยายามอ้างว่า นี่คือวัฒนธรรมของชาติ
(3) ส่วนนักวิชาการอีกกลุ่มมองว่า ลักษณะดั้งเดิมของสังคมเหล่านี้เป็นแบบระบบผู้
อุปถัมภ์-ผู้รับอุปถัมภ์ (patron-client relationship) โดยความสัมพันธ์จะเร่ิมจากสูงสุดคือ
23
กษตั ริย์ (patron) สัมพนั ธ์กับขุนนาง (client) ขุนนางใหญ่ (patron) – ขุนนางระดับต่ากว่า
(client) และขุนนาง (patron) – ชาวนา (client) ดังน้ันเม่ือนาระบบความสัมพันธ์เป็นคู่ๆ
มาตอ่ กันแล้วก็จะกลายเปน็ ภาพของสังคมทงั้ หมด นัน่ คือ จากสงู สุด-ตา่ สดุ (4)
อัตลักษณ์ในรูปแบบนี้ยังคงปรากฏในประเทศท่ีมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
เช่น ไทย กมั พูชา และทม่ี ีสุลต่านเป็นประมุข เชน่ บรไู น และมาเลเซยี
3) อาเซยี น นกั วชิ าการสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองภูมิภาคน้ีว่า เป็น
ชุมชนประชาชาติที่มีอายุยืนยาวกว่า 4 ทศวรรษ และมีความแข็งแกร่งที่ชาติในเอเชีย
ตะวนั ออกเฉยี งใต้ผนกึ กาลงั กลายเปน็ กลุ่ม (blog) ที่มีความสาคัญทางการเมือง เศรษฐกิจ
และสังคมของภูมิภาค อีกทงั้ มคี วามสาคัญตอ่ โลก ดังน้ัน จึงมีการใช้คาว่า อาเซียน ให้เป็น
เสมอื นกลุ่มประเทศทม่ี คี วามเป็นอันหนง่ึ อนั เดยี วกัน (5) อกี ทั้งกลมุ่ ประเทศเหล่านี้ประสงค์
ที่จะรวมกันเป็น ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ข้ึนใน ค.ศ. 2015 มีการ
ยอมรับความหลากหลายและการไม่เข้าไปยุ่งเก่ียวกับกิจการภายในของแต่ละรัฐ ซ่ึงจะทา
ให้อาเซียนเป็นประชาคมท่ีมีเอกลักษณ์หรือมีรูปแบบท่ีเป็นของตนเอง แต่ทรงพลังสาคัญ
เปน็ กล่มุ
กล่าวโดยสรุป มีการมองอัตลักษณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ท่ีแตกต่างกันไป
ตามทัศนะของกลุ่มนักวิชาการและคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม คาว่า อินโดจีน (แทนคาว่า
สุวรรณภูมิในอดีตกาล) เป็นคาเรียกขานอุษาคเนย์ท่ีผู้คนท่ัวไปมองเห็นในเชิงประจักษ์
และการมองในรูปของการเป็นกลุ่มอาเซียนน้ันเป็นมโนภาพท่ีใช้เรียกกันในยุคปัจจุบัน
นอกจากนี้ อัตลักษณ์ที่คนทั่วโลกกล่าวขวัญถึงชนและสภาพทางภูมิศาสตร์ของเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ก็คือ เป็นชนผิวเหลือง รูปร่างหน้าตาสวยงาม ตัวเล็ก มีชีวิตอยู่ในภูมิ
ประเทศท่เี ปน็ ชายทะเล อาศัยอยู่ตามเกาะแก่งท่ีมีความสวยงาม อากาศอบอุ่น และมีป่าไม้
เขยี วขจี
ควำมตระหนักในสถำนภำพทำงสังคมวัฒนธรรม
1. ชนในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ มีความตระหนักในชาติพันธุ์ของตน โดย
แสดงตัวตนออกถึงความเปน็ คนจีน หรือคนเกาหลี หรือคนญี่ปุ่นอย่างเด่นชัด ในกรณีของ
จีนนน้ั ชาวจนี มีความภาคภูมิใจในความเป็นชาตแิ ละความสูงส่งของอารยธรรมของตนเอง
มาก พวกเขามีประวัติความเป็นมาอันยาวนานหลายพันปี บรรพบุรุษได้สร้างวัฒนธรรม
ทางวัตถุ เช่น กาแพงเมืองจีน โบราณสถานที่มีคุณค่ายิ่งมากมาย มีขนบธรรมเนียม
ประเพณที ่สี งู สง่ และสรา้ งวฒั นธรรมด้านอวัตถุ ได้แก่ ลัทธิขงจ้ือ ลัทธิเต๋า และความรู้ทาง
วชิ าการมากมายหลายแขนง นอกจากนจี้ ักรพรรดิในอดีตได้ครอบครองบ้านเมืองด้วยหลัก
การเมืองการปกครองที่เป็นต้นแบบของชาติอ่ืนๆ อีกทั้งเป็นศูนย์กลางของครอบครัว
24
นานาชาติ (family of nations) ท่ีมีรัฐบรรณาการตั้งอยู่รอบข้าง ดังนั้น ไม่ว่าคนจีนจะไป
อาศัยอยู่ ณ ที่ใด ก็จะบม่ เพาะวัฒนธรรมจนี ให้เจรญิ รุ่งเรืองในดินแดนใหม่นั้นๆ
อย่างไรก็ตาม การตระหนักถึงความเป็นชาติได้รับการท้าทายในช่วงตอนปลาย
ของราชวงศ์ชิงท่ีจีนถูกมหาอานาจตะวันตกแผ่อิทธิพลเข้าไปครอบงา ก่อให้เกิดการ
แตกแยกทางสังคมอย่างเห็นได้ชัดเมื่อชนชั้นสูงและราชสานักหันไปรับอิทธิพลของชาว
ยโุ รป ในขณะท่พี วกฮน่ั ตา่ งต่อส้ใู ตด้ ินเพื่อยึดโยงความเปน็ จีนให้คงอยู่ รวมทั้งผลักดันมิให้
มกี ารคา้ ฝิ่น จึงนาไปสูก่ ารจลาจลนบั ร้อยๆ ครง้ั ระหว่างชนชาวฮ่ันกับผู้ปกครองแมนจู และ
เกิดสงครามฝิ่นกับอังกฤษ ปัญหาความแตกแยกได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเร่ือยๆ จน
กลายเป็นโศกนาฏกรรมต่อชาวจีนนับล้านเมื่อประเทศเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่าย
ก๊กมินตั๋งกับฝา่ ยคอมมวิ นสิ ต์ จนในท่สี ุด ชนช้นั ตา่ กไ็ ดร้ ับชัยชนะและนาประเทศไปสู่ความ
เปน็ ชนชาติจนี อกี ครง้ั ตามนโยบายปฏริ ูปและการปฏิวตั ิทางวัฒนธรรมของเหมา เจ๋อตุง
ในกรณีของชนชาติเกาหลี ชาวเกาหลีในอดีตมีความรู้สึกต้อยต่าในสถานภาพ
ของชาติตนเองเม่ือเทียบกับของจีนและญ่ีปุ่น โดยจะยกย่องชนและวัฒนธรรมของชาติ
เพื่อนบ้านวา่ ดีเดน่ กวา่ ของตนเอง อยา่ งไรกต็ าม ความเปน็ เกาหลีก็ยังคงมีปรากฏอยู่อย่าง
เหนียวแน่นด้วยการยึดมั่นในบรรพบุรุษตันกุนที่สร้างชาติและธารงความเป็นชาติ
ท่ามกลางแรงกดดันจากมหาอานาจรอบข้างท่ีต้องการครอบครองเกาหลี อย่างไรก็ตาม
เม่ืออทิ ธิพลของต่างชาติเขา้ ไปในเกาหลีมากขึ้นในตอนปลายของยุคอาณาจักรโชซอน คน
เกาหลีก็แตกออกเป็นฝักเป็นฝ่าย กล่าวคือ กลุ่มนิยมญ่ีปุ่น กลุ่มนิยมจีน กลุ่มนิยมฝรั่ง
(รวมท้ังคริสต์ศาสนา) และกลุ่มชาตินิยม การต่อสู้ระหว่างกลุ่มจึงเกิดข้ึนอย่างรุนแรง
โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงระหวา่ งกลุ่มชรี คั และกลุ่มตงฮกั ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19
การครอบครองอานาจของเหล่าขุนนางท่ียึดมั่นในลัทธิของจ้ืออย่างเคร่งครัด ทา
ให้สังคมเกาหลีหยุดน่ิงเพราะปฏิเสธการเปล่ียนแปลงใดๆ ที่จะก่อให้เกิดการสั่นคลอน
อานาจของเหล่ายางบันชั้นสูง อย่างไรก็ตามตั้งแต่ตอนกลางของยุคอาณาจักรโชซอน
สงั คมเกาหลีกไ็ มอ่ าจปิดกั้นการหลั่งไหลเข้ามาของอิทธิพลทางความคิดความเชื่อของโลก
ตะวันตก ทาให้ผู้ที่อาศัยอยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศได้หันไปนับถือคริสต์ศาสนา
เป็นจานวนมากเพื่อแสวงหาทางเลือกใหม่ให้กับชีวิต หรือท่ีเรียกตัวเองว่ากลุ่มชีรัค ใน
ขณะเดียวกัน กลุ่มชาตินิยมที่ยึดม่ันช่ืนชอบปรัชญาตะวันออกเพ่ือใช้เป็นแนวทางในการ
ผดุงความเป็นธรรมพยายามขจัดอิทธิพลต่างชาติออกไปจากคาบสมุทรเกาหลี หรือท่ี
เรียกว่ากลุ่มตงฮัก จึงเกิดการต่อสู้ทางการเมืองท้ังภายในและระหว่างประเทศขึ้น
จนกระทงั่ เกาหลตี กเป็นอาณานิคมของญปี่ ุน่ ในระหวา่ ง ค.ศ. 1910-1945
เกาหลีที่ได้สร้างเกียรติภูมิของชาติและขจัดความแตกแยกเมื่อประธานาธิบดีปัก
จุงฮีนาลัทธิชาตินิยมมาใช้ในการพัฒนาประเทศภายหลังท่ีเขาทารัฐประหารในปี ค.ศ.
25
1961 และพยายามใช้พลังภายในชาติร่วมกันผลักดันให้เกาหลีก้าวขึ้นเทียบเท่าประเทศ
พัฒนาแล้วทั้งหลาย ความสาเร็จในการพัฒนาน้ีเองกลายเป็นเสาหลักท่ีทาให้คนเกาหลี
ตระหนักถงึ ศกั ยภาพของชาติและรวมตวั กนั เป็นหน่ึงอย่างเหนยี วแน่น
การปิดประเทศญี่ปุ่นในยุคโตกุกาว่าเป็นเวลานานก่อให้เกิดความตระหนักและ
การทะนงตนว่าคนญ่ีปุ่นมีความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกันและเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ท่ีมี
อัจฉริยภาพเหนือชนชาติอ่ืน แต่เมื่อเปิดประเทศในยุคเมจิ คนญี่ปุ่นก็ตระหนักว่ า
ชาวตะวันตกมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและมีอุดมการณ์ของการครอบครอง
ความเป็นเจ้าอันเป็นผลมาจากการขยายตัวของลัทธิทุนนิยมในขณะท่ีญี่ปุ่นล้าหลังเพราะ
ตัดขาดจากโลกภายนอกมานาน ดังนั้น จึงได้โอบรับลัทธิจักรวรรดินิยมของชาติตะวันตก
เข้ามาปรับใช้ บวกกับความเป็นชาติท่ีมีความเข้มแข็งทางสังคมวัฒนธรรม จึงพลิกผันให้
เศรษฐกิจเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 กลายเป็นชาติ
มหาอานาจแหง่ ภาคตะวันออกไกลและมีอทิ ธิพลเหนอื ประเทศเพอื่ นบ้านทัง้ ปวง
แต่การรับวัฒนธรรมยุโรปเข้ามาก่อให้เกิดแรงต้านจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมท่ี ไม่
ต้องการให้ญี่ปุ่นหลงไหลไปกับอารยธรรมของชาติตะวันตก ก่อให้เกิดการแย่งชิงอานาจ
ระหว่างกลุ่มผู้นายุคศักดินา (ตระกูลหลักๆ ที่เป็นผู้นาในยุคโชกุน) กับกลุ่มผู้นาท่ีรับ
อิทธิพลการจัดระบบทางการเมืองของชาติตะวันตก จึงนาไปสู่ลัทธิเผด็จการท่ีเน้น
การทหารเป็นแกนกลางในการปกครองประเทศ หรือเป็นไปตามกระแสลัทธิชาตินิยมสุดกู่
ที่เน้น “ประเทศรา่ รวยและกองทัพเขม้ แข็ง” ดังนั้น การรุกรานทาสงครามกับจีนและรัสเซีย
จงึ เกิดข้ึนในปี ค.ศ. 1895 และ 1905 ตามลาดับ อกี ท้ังยึดครองคาบสมุทรเกาหลเี ปน็ อาณา
นคิ ม ยึดครองแมนจูเรยี ขยายอานาจลงไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และก่อสงครามโลก
คร้งั ทส่ี องขึน้ ต่อมาภายหลงั สงครามโลก ญี่ปุ่นก็ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นาทางเศรษฐกิจเหนือ
เอเชีย และกลายเป็นชาติมหาอานาจทางเศรษฐกิจอันดับท่ีสองของโลกในปี ค.ศ. 1968
จนถึง ค.ศ. 2011 ด้วยความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรม ทาให้คน
ญี่ปุน่ ตระหนักถงึ ความเป็นชาติของตนเองมากกวา่ ชนชาตใิ ดในเอเชีย (6)
2. เอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ สังคมท่ีต้ังอยู่ในภูมิภาคนี้เป็นสังคม (รัฐ) เล็กๆ ตาม
กลุ่มชาติพันธุ์ท่ีมีอยู่หลากหลาย แต่ละสังคมมีความสมบูรณ์พึ่งตัวเองได้ทั้งทางสังคม
วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง โดยมีผู้นาซ่ึงอาจจะเรียกว่า กษัตริย์ ราชา สุลต่าน
หรือหัวหน้าเผ่าตามขนาดของเผ่า มีขุนนางที่ทางานให้กับส่วนหรือรัฐบาลกลางซ่ึงเป็น
บริเวณที่เป็นศูนย์อานาจและการทหาร ส่วนบริเวณรอบนอกจะเป็นสามัญชนท่ีประกอบ
อาชีพเกษตรกรรม คนเหล่านี้ตา่ งเปน็ ประชากรของรัฐเล็กๆ เหลา่ นนั้
อิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูที่แพร่กระจายเข้ามาจากอินเดียได้เสริมสร้าง
มายาคติให้แก่ชนชั้นปกครองให้มีอานาจมากย่ิงข้ึน ในขณะที่พุทธศาสนาและศาสนา
26
อิสลามร่วมกับลัทธินับถือวิญญาณด้ังเดิมได้ผูกกันเป็นเสาหลักของพลเมือง (สามัญชน)
ของรฐั ก่อให้เกิดความผกู พนั ประสานใจให้ผคู้ นดารงชีวติ เปน็ อนั หน่ึงอันเดียวกันและธารง
ความเปน็ เผ่าพันธขุ์ องตนอยา่ งเหนยี วแน่น
คนและวัฒนธรรมจีนท่ีเข้ามาในอุษาคเนย์พร้อมกับการใช้อานาจครอบงาให้เป็น
รัฐบรรณาการในยุคโบราณ และเขา้ มาตัง้ ถิน่ ฐานเพ่ือการคา้ เปน็ หลัก ต่อมา เมือ่ เกดิ ปัญหา
วิกฤติบนผืนแผ่นดินจีน ก็พากันอพยพเข้ามาต้ังหลักแหล่งพร้อมกับนาวัฒนธรรมจีนเข้า
มาปฏิบัติใช้ ชาวจีนโพ้นทะเลมีความสนใจและผลประโยชน์เช่นเดียวกับราชสานักของรัฐ
เล็กๆ และเจ้าอาณานิคมชาวยุโรป ก่อให้เกิดการขับเค่ียวแย่งชิงระหว่างกันและมี
ผลกระทบในทางลบแกม่ วลประชาชนท่ัวไปอยา่ งหลีกเล่ยี งไมพ่ น้
ชัยชนะของชาวยุโรปเหนือดินแดนอาณานิคมส่งผลให้สามารถรวบรวมรัฐเล็กๆ
เข้าเป็นสังคมใหญ่ในรูปของรัฐ-ชาติหรือประเทศในปัจจุบัน ต่อมาอานาจได้ตกอยู่ในมือ
ของคนกลุ่มใหญ่เข้าครอบครองประเทศภายหลังยุคอาณานิคมท่ามกลางการต่อสู้เพ่ือ
ไขวค่ วา้ อานาจเช่นเดียวกันของชนกล่มุ ชาติพันธ์ุ (ชนเผา่ ) ตา่ งๆ ภายในประเทศใหม่ ชาว
จีนโพ้นทะเลจึงใช้โอกาสของความขัดแย้งสร้างความม่ังค่ังทางเศรษฐกิจและนาไปสู่การมี
อานาจทางการเมืองในบางสังคม
ชนช้ันสูงด้ังเดิมและคนอุษาคเนย์ใหม่ (ลูกหลานชาวจีนและอินเดียท่ีเกิดใน
ประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ต่างแสวงหาอัตลักษณ์ของตนด้วยการยึดถือ
แบบอย่างของชาวตะวนั ตกและญ่ีปุ่น ส่วนวัฒนธรรมจีนและอินเดียยังคงเป็นรากฐานหลัก
ทางสังคมของลูกหลานชาวจีน/อินเดียโพ้นทะเลควบคู่ไปกับการปรับใช้วัฒนธรรมยุโรป
ทาให้ความตระหนักถึงสถานภาพทางสังคมวัฒนธรรมของชนเผ่าด้ังเดิมและวัฒนธรรม
พ้ืนบ้านจึงเป็นของชาวบ้านและเกษตรกรผู้ยากไร้ วัฒนธรรมแหล่งนี้ได้รับการดูถูกและ
เยย้ หยนั จากชาวเมอื งท่เี ป็นชนชัน้ กลางและชนชัน้ สูงว่าลา้ สมยั ป่าเถ่ือน และดึกดาบรรพ์
การไร้เสถียรภาพและเอกภาพของประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึง
กลายเป็นจุดอ่อนที่วัฒนธรรมของสังคมที่แข็งแกร่งกว่าไหลบ่าเข้าไปในสังคมเหล่าน้ี และ
ผลักดันให้วัฒนธรรมดั้งเดิมถอยร่นไปสู่ชนบทและบริเวณชายขอบจนแทบจะไร้พ้ืนท่ีของ
ตนเอง ก่อให้เกิดการต่อสู้แย่งชิงพื้นท่ีทางวัฒนธรรมอย่างเข้มข้นและรุนแรงตลอด
ประวตั ศิ าสตร์อนั ยาวนาน
มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไนท่ีรัฐบาลได้ออกกฎหมายปกป้องคนและ
วัฒนธรรมดั้งเดิมให้ได้รับประโยชน์จากนโยบายการพัฒนาและการเมืองการปกครองได้
สง่ ผลใหส้ ามารถรบั กับกระแสการไหลบ่าของวฒั นธรรมภายนอกและต่างชาติได้ระดับหน่ึง
ทาให้สถานภาพทางสังคมวัฒนธรรมด้ังเดิมไม่ถูกบดบังมากจนเกินไป ส่วนรัฐบาลเผด็จ
การพม่าและเวียดนามได้ปกป้องวัฒนธรรมของตนเองไว้อย่างเหนียวแน่นเช่นกัน ในทาง
27
ตรงกนั ข้าม สังคมไทย ฟิลปิ ปินส์ สิงคโปร์ (ลาว และเขมร ในระดับรองลงมา) เป็นสังคมที่
ถูกกลืนเข้ากับกระแสวัฒนธรรมหลักของตะวันตก และกระแสวัฒนธรรมจีน ญ่ีปุ่นและ
เกาหลี
กรณีของสิงคโปร์น้ัน ผู้นาประเทศได้นาวิกฤตของความหลากหลายทางเชื้อชาติ
มาใช้เป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาด้วยอุดมการณ์ท่ีต้องการเอาชนะชาติมหาอานาจ
นายลี กวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีได้พิมพ์หนังสือช่ือ From Third World to First: The
Singapore Story, 1965-2000. (7) ที่กล่าวถึงความสาเร็จในการจัดการรัฐเพ่ือการพัฒนาสู่
การเป็นประเทศในโลกทีห่ น่ึง ทาให้สิงคโปร์เป็นนครรัฐท่ีได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นชาติท่ี
เดน่ ทส่ี ุดในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้
ส่วนกรณีของไทยนั้น มีความพยายามที่จะค้นคว้าและศึกษาวิจัยวัฒนธรรม
พืน้ บ้าน โดยเรยี กวา่ ภูมิปญั ญาชาวบา้ นและความเปน็ มาของชนเผ่าต่างๆ เพ่ือนามาใช้ให้
เกดิ ประโยชนต์ ่อการพัฒนาและในชวี ิตประจาวนั ปัจจุบนั ไดร้ บั ความสาเรจ็ ในระดับหน่งึ
ข้อเสนอแนะ
จากการศกึ ษาเรอ่ื ง พฒั นาการความสัมพนั ธ์ของคน สังคมและวัฒนธรรมระหว่าง
เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงเหนือกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน ทาให้
ทราบถึงภาพความตอ่ เนอื่ งท่ชี นผวิ เหลอื งทงั้ สองภูมิภาคมีต่อกันและรูปแบบความสัมพันธ์
ขา้ มหว้ งกาลเวลาอันยาวนาน ความรู้ที่ได้รบั เปน็ ประโยชนอ์ ยา่ งยิง่ ต่อนกั วชิ าการนกั ศึกษา
ทุกสาขา และผู้ปฏิบัติงานในสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังเช่น นักการทูต นัก
ธุรกิจอุตสาหกรรม ผู้ประสานงานด้านความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและสังคม ตลอดจน
ผู้สนใจท่วั ไป
ในทน่ี ี้จะขอกล่าวถึงขอ้ เสนอแนะของผวู้ ิจัยต่อการนาขอ้ มูลไปใชด้ ังต่อไปนี้
1) ในแง่นโยบำย
ก. ระดับกลุ่มประเทศ ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ปัจจุบันสมาคมประชาชาติแห่งเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนมีความแข็งแกร่ง โดยสมาชิกทุกชาติต่างให้ความร่วมมือ
ร่วมใจผนึกกาลังกันเป็นองค์กรหรือกลุ่มประเทศสาคัญองค์การหน่ึงของโลก มีอานาจใน
การสร้างสันตภิ าพและความม่ันคงในดา้ นการเมืองและเศรษฐกิจ รวมทั้งด้านอื่นท่ีมิใช่ด้าน
การเมืองและเศรษฐกิจซ่ึงมีวัตถุประสงค์สาคัญในการพัฒนาและเสริมสร้างสภาพชีวิต
ความเป็นอยู่ของประชากรในภูมิภาคให้มีมาตรฐานการดารงชีวิตที่ดี ส่งเสริมและรักษา
เอกลักษณ์ประเพณีและวัฒนธรรม ตลอดจนส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนใน
ภูมิภาค และมีคุณภาพชีวิตที่ดีทัดเทียมกับประชาชนในประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น อน่ึง
ประเทศไทยได้จัดตั้งกรมอาเซยี นในกระทรวงการต่างประเทศ (ดู http://www.mfa.go.th/
28
web/1732.php) มีภารกิจเกี่ยวกับการดาเนินงานและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่าง
ประเทศสมาชิกในฐานะสานักเลขาธิการอาเซียนแห่งชาติเพื่อดาเนินความร่วมมือของ
อาเซียนให้สาเร็จและบรรลุผลตามมติที่ประชุมสุดยอดในเวทีระหว่างประเทศ ตลอดจน
เพมิ่ อานาจการต่อรองของประเทศไทยในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ
อาเซียนได้ดาเนินการในรูปแบบของความตกลงในระดับต่างๆ และโครงการ
ความร่วมมือทั้งระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันและประเทศภายนอกภูมิภาค
ตลอดจนขยายกรอบความร่วมมือไปยังกรอบอาเซียน+3 (กับจีน ญ่ีปุ่น และสาธารณรัฐ
เกาหล)ี ให้ครบทุกด้าน
ดังนั้น ไทยจึงควรใช้โอกาสเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับอาเซียนเพ่ือให้มีสมรรถนะ
สงู สดุ ในเวทกี ารเมอื งและเศรษฐกิจระดับนานาชาติ
ข. ระดับรัฐบาล รัฐบาลไทยให้ความสาคัญต่อนโยบายและการดาเนินการต่อ
อาเซียนมาก โดยเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ร่วมกันในโอกาสที่จะเป็นประชาคมอาเซียนในปี
ค.ศ. 2015 และดาเนินงานตามเอกสารวิสัยทัศน์อาเซียน 2020 เพื่อที่จะให้อาเซียนเป็น
(1) วงสมานฉนั ท์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (A Concert of Southeast Asian Nations)
(2) หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอย่างมีพลวัตร (A partnership in dynamic development) (3)
มงุ่ ปฏิสมั พนั ธก์ บั ประเทศภายนอก (An outward-looking ASEAN) (4) ชมุ ชนแห่งการเอ้ือ
อาทร (A community of caring societies)
ค. ในระดับองค์กร องค์กรของไทยที่อยู่ในภาคราชการและภาคเอกชน รวมท้ัง
มหาวิทยาลัยและสถานศึกษาทุกระดับ ควรให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อให้นโยบาย
ดังกล่าวประสบผลสาเร็จดว้ ยการเขา้ ไปมสี ว่ นรว่ มในด้านการสรา้ งนโยบาย การดาเนินการ
การตรวจสอบ และการประเมินผลในกิจกรรมต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องอย่างต่อเน่ืองและด้วย
ความตระหนักถงึ ผลประโยชน์ของสมาคมและประเทศไทย ในขณะเดียวกัน ประชาชนทุก
คนท้งั ทีอ่ ย่ใู นองคก์ รและนอกองคก์ รดงั กลา่ วควรศึกษาหาความรู้เก่ียวกับอาเซียนและของ
ประเทศสมาชิก รวมท้ังพันธะสัญญาที่ได้จัดทาขึ้นและที่จะมีข้ึนในอนาคต ข้อมูลดังกล่าว
จะช่วยเปิดโลกทศั น์ให้กว้างไกลและได้ใช้ประโยชน์ในงานท่ีทาให้บรรลุผลสาเร็จ อนึ่ง ทุก
องค์กรต้องตระหนักถึง “การเป็นหุ้นส่วนท่ีทัดเทียมกัน” หมายถึงการมีส่วนร่วมท้ังเป็น
ผู้รับและผู้ให้ ร่วมกันรับภาระค่าใช้จ่ายและแบ่งปันทรัพยากรที่มีอยู่จากัดในการพัฒนา
ด้านต่างๆ
นอกจากอาเซียนซ่ึงเป็นองค์กรนานาชาติแล้ว ยังมีสมาคมระดับประชาชนท่ัวไป
อีกมากมายในแต่ละประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังตัวอย่างเช่น กรณีของ
ประเทศไทย มีสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน (Thai-Chinese Culture and
Economy Association – http://www.thaizhong.org/) สมาคมจีนแคะ (http://hakka
29
people.com/node/65) สมาคมนักธุรกิจยุคใหม่ไทยจีน (Error! Hyperlink reference not
valid. (http://www.thai-japanesso.or.th/index_th.php) สมาคมสง่ เสรมิ เทคโนโลยี (ไทย-
ญ่ปี ุ่น) (www.tpa.or.th) สมาคมนักเรยี นเกา่ ญีป่ ่นุ (www.ojsat.or.th) สมาคมทหารผ่านศึก
เกาหลีในพระบรมราชูปถัมภ์ (ต้ังอยู่ที่ 1180 ถนนนครไชยศรี แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต
กรุงเทพฯ 10300 เน้นช่วยทายาททหารผ่านศึกโดยเฉพาะ) สมาคมเกาหลีแห่งประเทศ
ไทย (ช้ัน 10 อาคาร Time Square บริเวณใกล้ๆ กับโรงแรมเชอราตันแกรนด์) สมาคม
ไทย-จีนมกี จิ กรรมและดาเนินการมานานเพราะมีคนจีนโพ้นทะเลอาศัยอยู่ในประเทศอย่าง
ถาวร ส่วนสมาคมไทย-ญ่ีปุ่นก็มีกิจกรรมอย่างต่อเน่ืองเพราะมีนักศึกษาเก่าที่เคยเรียนใน
สถาบันการศึกษาของประเทศญ่ีปนุ่ ซึ่งมเี ปน็ จานวนมากได้รวมตัวกันดาเนินการให้สมาคม
มีความเข้มแข็งเร่ือยมา ในขณะที่สมาคมไทย-เกาหลีอ่อนแอและไม่ค่อยดาเนินกิจกรรม
เพือ่ สมาชิกมากนัก ยกเว้นสมาคมเกาหลีแหง่ ประเทศไทย (จัดตั้งขึ้นโดยคนเกาหลีเพ่ือคน
เกาหลีทีอ่ าศัยอยู่ในประเทศไทยเปน็ หลกั ) และเปดิ สอนภาษาเกาหลีในเชิงการค้า
2. ในแงป่ ัจเจกบุคคล
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า การศึกษาวิจัยในเรื่องราวของสังคมตนเอง
สังคมของชาติในกลุ่มประเทศอาเซียน (ประเทศเพื่อนบ้าน) และในกลุ่มประเทศเอเชีย
ตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งประเทศต่างๆ ท่ัวโลกน้ันมีความสาคัญยิ่งในยุคปัจจุบัน
ความรู้ท่ีได้รับจักก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดารงชีวิตที่โลกมีความเก่ียวข้องกันอย่าง
ใกล้ชิด ความผูกพันดังกล่าวเกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่ ท้ังทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และ
การเมือง อกี ท้ังตอ้ งตดิ ตามการเปลย่ี นแปลงท่เี กิดข้ึนทกุ เม่ือเช่ือวัน ตลอดจนต้องใช้ข้อมูล
เหล่านน้ั พยากรณ์อนาคต
ความพยายามท่ีจะเรียนรู้เท่าทันโลกและใช้ประโยชน์จากความรู้ท่ีได้รับจึงเป็น
ภารกิจที่ทุกคน (นักศึกษาและประชาชนท่ัวไป) จะต้องกระทาเพ่ือค้นหาข้อเท็จจริงและ
ข้อมลู เชงิ ลกึ ท่ีเชอื่ ถอื ได้ นามาวเิ คราะห์ให้เหน็ ภาพที่เปน็ จริงใหม้ ากทส่ี ุด
ข้อมูลเชิงลึกอาจกระทาด้วยการเจาะศึกษาเป็นรายสังคม ดูต้ังแต่เริ่มก่อตั้งเป็น
สังคมและพฒั นาการมาจนถึงปัจจุบัน หากเป็นไปได้ ควรศึกษาภาษาของสังคมน้ันให้รู้จน
แตกฉานสามารถฟงั พูด อ่านและเขยี นได้เสมือนหนึ่งเป็นภาษาของเราเอง อีกทั้ง ควรหา
โอกาสไปศึกษาสัมผัสสังคมนั้นๆ ด้วยตนเอง โดยปกติจะใช้เวลาราว 10 ปีจึงจะมีความรู้
เชย่ี วชาญในสงั คมนั้นๆ และได้รบั ข้อมลู เพยี งพอทีจ่ ะนามาใช้ประโยชนไ์ ดอ้ ย่างแท้จรงิ
และท้ายท่ีสุดนี้ ขอกล่าวว่า การซ่อนเอกลักษณ์ของชาติตน การยอมรับความ
ด้อยค่าในศักยภาพในชนชาติ และการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันภายในชาติไม่ก่อให้เกิด
ความทรนงที่จะนาพาชีวิตตนและประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ทุกชาติย่อมมี
30
ข้อเด่นและมีภูมิปัญญาท่ีแข็งแกร่งท่ีจะนามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศของ
ตนเอง
เชงิ อรรถบทที่ 8
1. D.G.E. Hall, A History of South-East Asia. London: Mc.Millan, 1970; G.Coedes, The
Indianized States of Southeast Asia. Edited by W.F. Vella, translated by Susan B. Cowing.
Hawaii: East-West Center Press, 1964.
2. Clifford Geertz, Negara: The Theatre State in Nineteen-Century Bali. Princeton, New Jersey:
Princeton University Press 1980; David A. Wilson, Politics in Thailand. Ithaca, New York:
Cornell University Press, 1966 (ดูบทท่ี 3 เรอ่ื ง Authority and Kingship).
3. ปราณี วงษ์เทศ, พื้นบ้านพื้นเมือง: เรื่องราวของศิลปวัฒนธรรมพ้ืนบ้านพื้นเมืองของไทยและเอเชีย
ตะวนั ออกเฉยี งใต้. กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พ์เจ้าพระยา, 2525.
4. Akin Rabibhadana, The Organization of Thai Society in the Early Bangkok Period 1782-
1873. Data paper no. 74, Southeast Asia Program, Department of Asian Studies. Ithaca,
Cornell University, 1969; James C. Scott, Patron Client Politics and Political Change in
Southeast Asia, “American Political Science Review. Vol. 66 No.1, March 1972.
5. Amitav Achrya, The Quest for Identity: International Relations of Southeast Asia. Singapore:
Oxford University Press, 2000; Sheldon W. Simon, “ASEAN and the New Regional
Multilateralism: The Long and Bumpy Road to Community,” International Relations of Asia.
Edit by David Shambaugh and Michael Yakuda. Lanham, Maryland: Rowman & Littlefield
Publishers; Inc., 2008; ประภัสสร์ เทพชาตรี: “สู่การจัดต้ังประชาคมเอเชียตะวันออก,” รัฐศาสตร์
สาร. ธรรมศาสตร์ 60 ปี รัฐศาสตร์สาร 30 ปี เลม่ ท่ี 3 กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,
2552.
6. สรุปความมาจาก ดารงค์ ฐานดี, สังคมและวัฒนธรรมจีน เร่ือง เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ:
ความสัมพันธ์ระหว่างจีน เกาหลี และญี่ปุ่น จากยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์
มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง, 2552. ดหู น้า 217-224 (จีน), 115-159 (เกาหลี), 255-280 (ญ่ปี ุ่น).
7. Lee Kuan Yew, From Third World to First: The Singapore Story, 1966-2000. New York:
HarperCollins Publishers, 2000.
8. ในระหวา่ งวันท่ี 17-19 พฤศจกิ ายน ค.ศ. 2011 ได้มกี ารจัดการประชุมสดุ ยอดอาเซียน ครัง้ ท่ี 19 ข้ึน
ทเี่ กาะบาหลี ประเทศอนิ โดนีเซีย และมีผู้นาจีน เกาหลีใต้ และญ่ีปุ่น (ASEAN plus Three) เข้าร่วม
ประชุมด้วย ในขณะเดียวกัน ก็ได้จัดการประชุมสุดยอดผู้นาเอเชียตะวันออก (East Asia Summit)
ครั้งที่ 6 ท่ีสมาชิกประกอบด้วย ASEAN plus Three อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ และ
รัสเซีย อันเป็นการแสดงถึงการเพ่ิมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคง
ทางด้านอาหาร และการร่วมกันจัดการภัยธรรมชาติ อน่ึง ผู้นาเหล่านี้ได้มีการประชุมนอกรอบท้ัง
แบบทวิภาคี และพหุภาคีอีกด้วย (East Asia Summit จัดตั้งขึ้นเม่ือปี ค.ศ. 2005 ส่วนสหรัฐฯและ
31
รัสเซียได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกใน ค.ศ. 2010 ดังน้ัน จึงมีสมาชิกรวมกันทั้งสิ้น 18 ประเทศ ในปีนี้
ประธานาธิบดีโอบามาเข้าร่วมประชุมด้วย) ดู “Indonesia 17-19 Nov 2011 ASEAN Holds 19th
Summit in Balmy Bali,” November 17, 2011
http://www.newshead.com/preview/2011/11/17/indonesia-17-19-nov-2011-asean-holds-19th -
summit-in-balmy-bali (เปิดอ่านวันท่ี 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2011); “Bali Summit to Focus on
Regional Development,” China Daily. November 18, 2011.
32