การวเิ คราะหห์ ลักสูตร
ธรรมชาตกิ ล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตาม
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 น้ี ได้กำหนดสาระการเรยี นรู้ออกเป็น 4 สาระ ได้แก่
สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ และ
สาระที่ 4 เทคโนโลยี มีสาระเพิ่มเติม 4 สาระ ได้แก่ สาระชีววิทยา สาระเคมี สาระฟิสิกส์ และสาระโลก ดารา
ศาสตร์ และอวกาศ
องค์ประกอบของหลักสูตร ทั้งในด้านของเนื้อหา การจัดการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล
การเรียนรู้นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นให้มี
ความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ไดก้ ำหนดตวั ชี้วัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลางทีผ่ เู้ รียนจำเป็นต้องเรียนเป็นพ้ืนฐาน เพ่อื ให้สามารถ
นำความร้นู ีไ้ ปใชใ้ นการดำรงชวี ิต หรอื ศกึ ษาต่อในวิชาชีพทตี่ อ้ งใช้วทิ ยาศาสตร์ได้ โดยจัดเรยี งลำดับความยากงา่ ย
ของเนื้อหาในแต่ละระดับชั้นให้มีการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่
สง่ เสริมให้ผู้เรยี นพฒั นาความคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คดิ สรา้ งสรรค์ คิดวเิ คราะหว์ ิจารณ์ มีทักษะที่สำคัญ
ทั้งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วย
กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตดั สินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลายและ
ประจกั ษ์พยานที่ตรวจสอบได้
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้ ได้ปรับปรุงเพื่อให้มีความสอดคล้องและ
เชื่อมโยงกันภายในสาระการเรียนรู้เดียวกัน และระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ตลอดจนการเชอ่ื มโยงเนื้อหาความรูท้ างวิทยาศาสตร์กับคณติ ศาสตรด์ ว้ ย นอกจากนี้ ยงั ได้ปรบั ปรงุ เพ่ือใหม้ ีความ
ทันสมัยต่อการเปล่ียนแปลง และความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการต่าง ๆ และทัดเทียมกับนานาชาติ ซึ่งสรุปได้
ดงั แผนภาพ
*สรุปและลดทอนจาก สถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, ตัวชวี้ ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง กลุ่มสาระ
การเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พ.ศ. 2551, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์ชมุ นมุ สหกรณ์
การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกดั , 2560).
คุณภาพผู้เรยี น
หลกั การจดั การเรยี นรูอ้ ิงมาตรฐาน
หน่วยการเรียนรู้แต่ละหน่วยจะกำหนดผลการเรียนรู้ไว้เป็นเป้าหมายในการจัดการเรียนการสอน ผู้สอน
จะต้องศึกษาและวิเคราะห์รายละเอียดของมาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตัวช้ีวัดทุกข้อว่า ระบุให้ผู้เรยี นต้องมคี วามรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องอะไร และต้องสามารถลงมือปฏิบัติอะไรได้บ้าง และมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่
เกิดขึน้ กับผ้เู รยี นจะนำไปสกู่ ารเสรมิ สรา้ งสมรรถนะสำคญั และคุณลักษณะอนั พงึ ประสงคด์ า้ นใดแก่ผู้เรียน
มาตรฐานการเรยี นรแู้ ละตวั ช้ีวดั ผเู้ รยี นรอู้ ะไร
ผเู้ รยี นทำอะไรได้
นำไปสู่
สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
หลักการจัดกจิ กรรมการเรยี นร้ทู ่เี นน้ ผู้เรียนเป็นสำคญั
เมื่อผู้สอนวิเคราะห์รายละเอียดของมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด และได้กำหนดเป้าหมายการจัดการ
เรียนการสอนเรียบร้อยแล้ว จึงกำหนดขอบข่ายสาระการเรียนรู้และแนวทางการจัดการเรยี นการสอนให้ผู้เรียน
ลงมอื ปฏบิ ัติตามขน้ั ตอนของกิจกรรมการเรียนรู้ทอี่ อกแบบไวจ้ นบรรลมุ าตรฐานและตวั ชว้ี ัดทุกข้อ
มาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตวั ช้วี ัด เปา้ หมาย หลักการจดั การเรียนรู้
สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น การเรียนรู้ เนน้ ผู้เรียนเปน็ สำคญั
สนองความแตกต่างระหว่างบคุ คล
คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ และการพัฒนา เน้นพัฒนาการทางสมอง
ของผูเ้ รยี น คุณภาพ กระตนุ้ การคดิ
เน้นความรู้คคู่ ุณธรรม
ของผู้เรียน
3 หลกั การบรู ณาการกระบวนการเรยี นรู้ส่ผู ลการเรียนรู้
เมื่อผู้สอนกำหนดขอบข่ายสาระการเรียนรู้ และแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไว้แล้ว จึง
กำหนดรปู แบบการเรยี นการสอนและกระบวนการเรียนรู้ ทจ่ี ะฝึกฝนให้ผู้เรยี นเกดิ การเรียนรู้ บรรลตุ ามมาตรฐาน
การเรียนรู้และตัวชี้วัด โดยเลือกใช้กระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่เป็น
เป้าหมายในหน่วยนั้น ๆ เช่น กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้างความรู้ กระบวนการเรียนรู้
ด้วยตนเอง กระบวนการเผชิญสถานการณ์และการแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง
กระบวนการพฒั นาลักษณะนสิ ัย กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการคดิ วิเคราะห์อยา่ งมีวจิ ารณญาณ กระบวนการ
ทางสังคม ฯลฯ กระบวนการเรียนรูท้ ีม่ อบหมายให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติน้ันจะตอ้ งนำไปสูก่ ารเสรมิ สรา้ งสมรรถนะ
สำคัญ และคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผ้เู รียนตามสาระการเรียนรู้ท่กี ำหนดไวใ้ นแตล่ ะหนว่ ยการเรยี นรู้
4 หลกั การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และกิจกรรมการเรียนรู้ในแต่ละหน่วย ผู้สอนต้องกำหนดขั้นตอนและ
วิธีปฏิบตั ใิ หช้ ัดเจน โดยเนน้ ให้ผ้เู รยี นได้ลงมือฝกึ ฝนและฝึกปฏิบตั ิมากทีส่ ุด ตามแนวคดิ และวิธีการสำคญั คือ
1) การเรียนรู้ เป็นกระบวนการทางสติปัญญา ที่ผู้เรียนทุกคนต้องใช้สมองในการคิดและทำความเข้าใจ
ในสิ่งต่างๆ ร่วมกับการลงมือปฏิบัติ ทดลองค้นคว้า จนสามารถสรุปเป็นความรู้ได้ด้วยตนเอง และ
สามารถนำเสนอผลงาน แสดงองค์ความรทู้ ี่เกดิ ขึ้นในแตล่ ะหนว่ ยการเรยี นรู้ได้
2) การสอน เป็นการเลือกวิธีการหรือกิจกรรมที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ในหน่วยนั้น ๆ และที่สำคัญ คือ
ต้องเป็นวิธีการที่สอดคล้องกับสภาพผู้เรียน ผู้สอนจึงต้องเลือกใช้วิธีการสอน เทคนิคการสอน และ
รปู แบบการสอนอย่างหลากหลาย เพื่อชว่ ยใหผ้ เู้ รียนปฏิบัติกจิ กรรมการเรียนรู้ได้อย่างราบร่ืนจนบรรลุ
ตัวชี้วัดทกุ ข้อ
3) รปู แบบการสอน ควรเปน็ วธิ ีการและข้นั ตอนฝกึ ปฏิบตั ิทส่ี ่งเสรมิ หรือกระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถคิดอย่าง
เป็นระบบ เช่น รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) รูปแบบการสอนโดยใช้การคิดแบบ
โยนิโสมนสิการ รูปแบบการสอนแบบ CIPPA Model รูปแบบการเรียนการสอนตามวัฏจักรการเรียนรู้
แบบ 4MAT รปู แบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือ เทคนคิ JIGSAW, STAD, TAI, TGT
4) วิธีการสอน ควรเลือกใช้วิธีการสอนที่สอดคล้องกับเนื้อหาของบทเรียน ความถนัด ความสนใจ และ
สภาพปัญหาของผู้เรียน วิธีสอนที่ดีจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถบรรลุผลการเรียนรู้ตามในระดับ
ผลสัมฤทธ์ิท่ีสูง เช่น วิธีการสอนแบบบรรยาย การสาธิต การทดลอง การอภปิ รายกลุ่มย่อย การแสดง
บทบาทสมมติ การใช้กรณีตัวอย่าง การใช้สถานการณ์จำลอง การใช้ศูนย์การเรียน การใช้บทเรียน
แบบโปรแกรม เป็นต้น
5) เทคนิคการสอน ควรเลือกใช้เทคนิคการสอนที่สอดคล้องกับวิธีการสอน และช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจ
เนื้อหาในบทเรียนได้ง่ายขึ้น สามารถกระตุ้นความสนใจและจูงใจให้ผู้เรียนร่วมปฏิบัติกิจกรรมการ
เรยี นรู้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ เช่น เทคนคิ การใช้ผงั กราฟกิ (Graphic Organizers) เทคนคิ การเล่านิทาน
การเล่นเกมเทคนิคการใช้คำถาม การใช้ตัวอย่างกระตุ้นความคิด การใช้สื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจ เป็น
ตน้
6) สื่อการเรียนการสอน ควรเลือกใช้สื่อหลากหลายกระตุ้นความสนใจ และทำความกระจ่างให้เนื้อหา
สอดคลอ้ งกบั สาระการเรียนรู้ และเป็นเคร่อื งมือช่วยใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเรยี นร้บู รรลตุ ัวชี้วัดอย่างราบรื่น
เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ เอกสารประกอบการสอน แถบวีดิทัศน์ แผ่นสไลด์ คอมพิวเตอร์ VCD LCD
Visualizer เปน็ ต้น ควรเตรียมส่ือให้ครอบคลมุ ทง้ั ส่ือการสอนของครูและส่ือการเรยี นรู้ของผเู้ รยี น
5 หลกั การจดั กจิ กรรมการเรียนรแู้ บบย้อนกลบั ตรวจสอบ
เมือ่ ผสู้ อนวางแผนออกแบบการจัดการเรียนรู้ รวมถงึ กำหนดรปู แบบการเรยี นการสอนไวเ้ รียบร้อยแล้ว จึง
นำเทคนิควิธีการสอน วิธีจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และสื่อการเรียนรู้ไปลงมือจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะนำผู้เรยี น
ไปสู่ การสร้างชิ้นงานหรือภาระงาน เกิดทักษะกระบวนการและสมรรถนะสำคัญตามธรรมชาติวิชา รวมทั้ง
คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่เป็นเป้าหมายของหน่วยการเรียนรู้
ตามลำดบั ข้นั ตอนการเรียนรทู้ ีก่ ำหนดไว้ ดังนี้
จากเปา้ หมายและ เปา้ หมายการเรียนรู้ของหน่วย
หลักฐาน คดิ ย้อนกลับ
หลักฐานชนิ้ งาน/ภาระงาน
สู่จดุ เริ่มตน้ แสดงผลการเรียนรูข้ องหนว่ ย
ของกิจกรรมการเรียนรู้
4 กจิ กรรม คำถามชวนคิด จากกจิ กรรมการเรยี นรู้
3 กิจกรรม คำถามชวนคิด ทลี ะขน้ั บันได
2 กิจกรรม คำถามชวนคดิ สหู่ ลกั ฐานและ
1 กจิ กรรม คำถามชวนคิด
เป้าหมายการเรียนรู้
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ นอกจากจะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงแล้ว
จะต้องฝึกฝนกระบวนการคิดทุกขั้นตอน โดยใช้เทคนิคการตั้งคำถามกระตุ้นความคิด และใช้ระดับคำถามให้
สมั พนั ธ์กบั เนอื้ หาการเรยี นรู้ ตัง้ แตร่ ะดบั ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การประเมินค่า
และ การสร้างสรรค์ นอกจากจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจบทเรียนอย่างลึกซึ้งแล้ว ยังเป็นการเตรียม
ความพร้อม เพื่อสอบ O-NET ซึ่งเป็นการทดสอบระดับชาติที่เน้นกระบวนการคิดระดับวิเคราะห์ด้วย และใน
แต่ละแผนการเรียนรู้จึงมีการระบุคำถามเพื่อกระตุ้นความคิดของผู้เรียนไว้ด้วยทุกกิจกรรม ผู้เรียนจะได้ฝึกฝน
วธิ กี ารทำขอ้ สอบ O-NET ควบคไู่ ปกับการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมการเรยี นรูต้ ามผลการเรียนรู้ทสี่ ำคัญ
ทั้งนี้การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละหน่วยจะครอบคลุมกิจกรรมการเรียนรู้ และการ
ประเมินผลด้านความรู้ความเข้าใจ (K) ดา้ นทักษะกระบวนการ (P) และด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตาม
มาตรฐานการเรียนรูแ้ ละตัวชี้วดั สาระเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
ตามหลักสูตรแกนกลางฯ การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พร้อมทั้งออกแบบเครื่องมือการวัดและ
ประเมินผล ตลอดจนแบบบันทกึ ผลการเรยี นรูด้ ้านตา่ ง ๆ ไว้ครบถว้ น สอดคลอ้ งกบั มาตรฐานดา้ นคุณภาพผู้เรียน
เช่น แบบบันทกึ ผลดา้ นการคดิ วิเคราะห์ ด้านการอา่ นและแสวงหาความรู้ ด้านสมรรถนะและคณุ ลักษณะ
อนั พึงประสงค์ตามหลักสูตร เปน็ ต้น ผู้สอนสามารถนำไปประยุกต์ใชไ้ ด้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ และใช้ประกอบการ
จัดทำรายงานการประเมินตนเอง (Self Assessment Reports) จึงมั่นใจอย่างยิ่งว่า การนำแผนการจัดการ
เรียนรู้เล่มน้ีไปเป็นแนวทางจัดการเรยี นการสอนจะช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียนให้สูงขึ้นตาม
มาตรฐานการศึกษาและการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษาทุกประการ
สมรรถนะผูเ้ รียน
1. ความสามารถในการส่ือสาร
เป็นความสามารถในการรับและสง่ สาร มีวฒั นธรรมในการใชภ้ าษาถา่ ยทอดความคดิ ความร้คู วามเข้าใจ
ความรู้สึก และทศั นะของตนเองเพื่อแลกเปลีย่ นข้อมลู ขา่ วสาร และประสบการณ์อนั จะเป็นประโยชน์ต่อการ
พัฒนาตนเองและสังคม รวมทง้ั การเจรจาต่อรองเพื่อขจดั และลดปญั หาความขัดแย้งต่างๆ การเลอื กรบั หรือไมร่ บั
ขอ้ มูลขา่ วสารดว้ ยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วธิ ีการส่ือสารที่มปี ระสิทธิภาพโดยคำนงึ
ผลกระทบที่มตี อ่ ตนเองและสังคม
2. ความสามารถในการคิด
เปน็ ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคดิ อย่างสร้างสรรค์ การคดิ อย่างมีวิจารณญาณ และ
การคดิ เปน็ ระบบ เพื่อนำไปสู่การสรา้ งองคค์ วามรหู้ รือสารสนเทศเพื่อการตัดสนิ ใจเก่ียวกับตนเองและสังคมได้
อย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา
เปน็ ความสามารถในการแกป้ ัญหาและอปุ สรรคตา่ งๆ ทเี่ ผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลัก
เหตผุ ล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เขา้ ใจความสัมพนั ธ์และการเปล่ยี นแปลงของเหตุการณต์ า่ งๆ แสวงหา
ความรู้ ประยุกต์ความรมู้ าใชใ้ นการปอ้ งกันและแก้ไขปัญหาและมีการตดั สนิ ใจท่ีมีประสทิ ธภิ าพโดยคำนึงถงึ
ผลกระทบท่เี กิดขน้ึ ตอ่ ตนเอง สังคมและส่งิ แวดล้อม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต
เปน็ ความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ในการดำเนนิ ชวี ติ ประจำวัน การเรียนร้ดู ว้ ยตนเอง การ
เรียนรู้อย่างต่อเนอ่ื ง การทำงาน และการอย่รู ่วมกนั ในสงั คมด้วยการสร้างเสรมิ ความสัมพนั ธอ์ ันดรี ะหว่างบุคคล
การจดั การปญั หาและความขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสม การปรบั ตัวใหท้ ันกบั การเปล่ยี นแปลงของสงั คมและ
สภาพแวดลอ้ ม และการรูจ้ ักหลีกเลีย่ งพฤติกรรมไม่พึงประสงคท์ ี่สง่ ผลกระทบต่อตนเองและผู้อ่นื
5. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
เปน็ ความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยดี า้ นตา่ งๆ และมที ักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพอื่ การ
พัฒนาตนเองและสงั คม ในดา้ นการเรยี นรู้ การส่ือสาร การทำงาน การแกป้ ัญหาอยา่ งสร้างสรรค์ ถูกต้อง
เหมาะสม และมคี ุณธรรม
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 ไดก้ ำหนดคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์ของ
ผู้เรียนไว้ 8 ประการ ดังต่อไปนี้
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2. ซ่อื สัตยส์ จุ ริต
3. มีวนิ ยั
4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
6. มุ่งมั่นในการทำงาน
7. รักความเปน็ ไทย
8. มีจิตสาธารณะ
เพอ่ื ปลูกฝงั และพัฒนาผเู้ รยี นให้เปน็ ผู้ทม่ี ีความรู้คู่คณุ ธรรม มคี ุณลักษณะทด่ี ีสำหรบั การดำรงชีวิตใน
สงั คม ซึง่ การประเมนิ คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์นน้ั ต้องใช้ข้อมูลจากการสงั เกตพฤติกรรมตามสภาพจรงิ ตาม
บรบิ ทของโรงเรยี น ฉะนนั้ ครูผสู้ อนจะตอ้ งใชเ้ วลาในการสังเกตพฤตกิ รรมนักเรยี นแต่ละคนเพ่ือนำมาประเมนิ
และตดั สินผล กลุ่มบริหารวชิ าการ จึงได้จดั ทำคมู่ ือการประเมินคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ของนกั เรยี นข้ึน
เพ่ือให้ครทู ่ีปรึกษาได้ใช้เปน็ แนวทางในการประเมินทเ่ี ปน็ รูปแบบและแนวทางอนั เดยี วกัน และสง่ ผลใหก้ าร
ประเมนิ ที่ได้ตรงตามมาตรฐาน ตามตวั ชว้ี ัดตามที่หลักสูตรฯ กำหนด
แนวทางการวัดประเมนิ ผล
แนวทางการวัดและประเมนิ ผลของวิชาวทิ ยาการคำนวณ มุ่งเมน้ การประเมินตามสภาพจรงิ โดยวดั และ
ประเมนิ ผล 3 ดา้ น คือ ความสามารถด้านสตปิ ัญญา ความสามารถด้านทักษะปฎบิ ัติ และคุณลักษณะอนั พึง
ประสงค์ โดยการประเมินตามสภาพจริงในวชิ าวทิ ยาการคำนวณ ผสู้ อนสามารถประเมินจากผลงานหรอื การ
ทำงานของผู้เรยี นเป็นหลกั ผ่านกระบวนการสังเกต บันทึก หรอื ตรวจสอบเอกสารเกยี่ วกับชน้ิ งานและวิธกี ารของ
ผูเ้ รยี น เพอื่ ให้ไดข้ ้อมูลเชงิ คุณภาพมีความต่อเนื่อง โดยลักษณะสำคัญ ของการประเมินจากสภาพจริง ดังน้ี
สดั สว่ นคะแนน
- คะแนนระหว่างภาคเรยี น 60 คะแนน
- คะแนนสอบกลางภาพ 20 คะแนน
- คะแนนสอบปลายภาค 20 คะแนน
การวเิ คราะมาตรฐานการเรียนรู้ ตวั ช้ีวัดและสาระการเรยี นรู้
รหสั ว21103 ชื่อรายวชิ าวทิ ยาการคำนวณ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 เวลา 20 ช่ัวโมง
โรงเรียนดา่ นขนุ ทด สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษานครราชสมี า เขต 5
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใชแ้ นวคดิ เชงิ คำนวณในการแก้ปัญหาท่พี บในชีวติ จริงอยา่ งเปน็ ข้ันตอนและเปน็
ระบบ ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสารในการเรยี นรู้ การทำงาน และการแกป้ ัญหาได้
อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ รูเ้ ท่าทัน และมจี รยิ ธรรม
มาตรฐาน ตวั ช้ีวดั สาระการเรยี นรู้
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้ 1. ออกแบบอลั กอริทึมทใ่ี ช้แนวคิด แนวคิดเชิงคำนวณ
แ น ว ค ิ ด เ ช ิ ง ค ำ น ว ณ ใ น ก า ร เชิงคำนวณในการแก้ปัญหา หรือ การแก้ปัญหาโดยใช้แนวคิดเชิง
แก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่าง การทำงานท่ีพบในชวี ติ จริง
คำนวณ
เป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้
ตวั อย่างปัญหา เช่น การเขา้ แถว
เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
ต า ม ล ำ ด ั บ ค ว า ม ส ู ง ใ ห ้ เ ร ็ ว ท ี ่ สุ ด
สื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน
จัดเรยี งเส้อื ผา้ ใหห้ างา่ ยทสี่ ดุ
แ ล ะ ก า ร แ ก ้ ป ั ญ ห า ไ ด ้ อ ย ่ า ง มี
ประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมี
จริยธรรม
2. ออกแบบและเขียนโปรแกรมที่ ตวั ดำเนินการบูลนี
ใช้ตรรกะและฟังก์ชันในการ ฟังก์ชัน
แก้ปัญหา
การออกแบบและเขียโปรแกรม
ทม่ี ีการใชต้ รรกะและฟังกช์ นั
การออกแบบอัลกอริทึม เพื่อ
แก้ปัญหาอาจใช้แนวคิด เชิง
คำนวณในการออกแบบเพ่ือให้การ
แก้ปญั หามปี ระสิทธิภาพ
การแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน
จ ะ ช ่ ว ย ใ ห ้ แ ก ้ ป ั ญ ห า ไ ด้ อ ย ่ า ง มี
ประสิทธิภาพ
ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเขียน
โปรแกรม เช่น Scratch, python,
java, c
ตวั อย่างโปรแกรม เชน่ โปรแกรม
ตัดเกรด หาคำตอบทั้งหมดของ
อสมการหลายตวั แปร
มาตรฐาน ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนรู้
3. อภิปรายองค์ประกอบและ องคป์ ระกอบและหลักการ
ห ล ั ก ก า ร ท ำ ง า น ข อ ง ร ะ บ บ ทำงานของระบบคอมพวิ เตอร์
คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีการ เทคโนโลยกี ารสื่อสาร
สื่อสาร เพื่อประยุกต์ใช้งานหรือ การประยุกต์ใช้งานและการ
แก้ปญั หาเบ้อื งตน้
แกป้ ัญหาเบ้อื งตน้
4. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง
ปลอดภัยมีความรับผิดชอบ สร้าง ปลอดภยั โดยเลอื กแนวทางปฏิบัติ
และแสดงสิทธิในการเผยแพร่ เมื่อพบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น
ผลงาน แจ้งรายงานผู้เกี่ยวข้อง ป้องกัน
การเขา้ มาของข้อมูลท่ีไม่เหมาะสม
ไม่ตอบโต้ ไม่เผยแพร่
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
อย่างมีความรับผิดชอบ เช่น
ตระหนักถึงผลกระทบในการ
เผยแพรข่ อ้ มลู
การสร้างและแสดงสิทธิ์ความ
เปน็ เจ้าของผลงาน
การกำหนดสิทธิการใชข้ อ้ มลู
คำอธิบายรายวชิ า กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์
เวลา 20 ช่ัวโมง
รายวิชาพ้นื ฐาน เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ)
ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2
ศึกษาการออกแบบอลั กอริทึมทใ่ี ช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแกป้ ัญหา หรอื การทำงานท่ีพบในชีวิตจริง
การออกแบบและเขียนโปรแกรมที่ใช้ตรรกะและฟังก์ชันในการแก้ปัญหา การเขียนโปรแกรมโดยใช้
ซอฟต์แวร์Scratch, python, java และ c อภิปรายองค์ประกอบและหลักการทำางานของระบบคอมพิวเตอร์
และเทคโนโลยีการสื่อสารเพื่อประยุกต์ใช้งานหรือแก้ปัญหาเบื้องต้น ตลอดจนใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง
ปลอดภัย มคี วามรับผิดชอบ สรา้ งและแสดงสทิ ธิในการเผยแพร่ผลงาน
โดยอาศัยกระบวนการเรียนรโู้ ดยใช้ปญั หาเป็นฐาน (Problem-based Learning) และการเรียนรู้แบบ
ใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) เพื่อเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ฝึกทักษะการคิด เผชิญ
สถานการณ์การแก้ปัญหา วางแผนการเรียนรู้ ตรวจสอบการเรียนรู้ และนำเสนอผ่านการทำกิจกรรมโครงงาน
เพื่อให้เกิดทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ และทักษะใน การวิเคราะห์โจทย์ปัญหา จนสามารถนำเอาแนวคิดเชิง
คำนวณมาประยุกต์ใช้ในการสรา้ งโครงงานได้
เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ การนำข้อมูลปฐมภูมิเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน
นำเสนอข้อมูลและ สารสนเทศได้ตามวัตถุประสงค์ ใช้ทักษะการคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาทีพ่ บในชีวิตจริง
และเขียนโปรแกรมอย่างง่าย เพื่อช่วย ในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างรู้เท่าทัน
และรับผดิ ชอบตอ่ สังคม ตลอดจนนำความรู้ความเข้าใจใน วิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์
ต่อสังคมและการดำรงชีวิต จนสามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ มีความสามารถในการแก้ปัญหา
และมีทักษะในการสื่อสาร มีความสามารถในการตัดสินใจ และเป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม
และคา่ นยิ มในการใชว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอย่างสรา้ งสรรค์
ตัวช้ีวัด
ว 4.2 ม.2/1 ม.2/2 ม.2/3 ม.2/4
รวม 4 ตวั ช้วี ดั
โครงสรา้ งรายวชิ า เทคโนโลยี (วทิ ยาการคำนวณ) ชัน้ ม.2
ลำดับ ชอ่ื หน่วยการ มาตรฐาน มโนทศั น์สำคัญ เวลา น้ำหนัก
ท่ี เรียนรู้ การเรยี นรู/้ (ชม.) คะแนน
ตัวชีว้ ดั 20
1. แนวคดิ เชงิ คำนวณ ว 4.2 ม. แนวคิดเชิงคำนวณ คือ แนวคิดในการ 6
กับการแกป้ ญั หา 2/1 แ ก ้ ป ั ญ ห า ต ่ า ง ๆ เ พ ร า ะ เ ป็ น
กระบวนการที่มีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็นการเข้าแถวตามลำดับของ
นักเรียน หรือปัญหาการจัดเรียงเสื้อผ้า
อีกทั้งเป็นกระบวนการที่มนุษย์และ
คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจร่วมกันได้
ดังนั้นจึงควรนำแนวคิดเชิงคำนวณเข้า
มาใช้ในการแก้ปัญหา เพื่อให้เกิด
ผลลัพธใ์ น
การแก้ปัญหาที่มปี ระสิทธิภาพ
2. การออกแบบ ว 4.2 ม. การออกแบบขั้นตอนการทำงานของ 8 20
ขัน้ ตอนการทำงาน 2/2 โปรแกรมหรือการออกแบบ 4 10
ด้วยการเขียน อัลกอริทึม เป็นการออกแบบลำดับ
โปรแกรมด้วย ขั้นตอนการทำงานของโปรแกรม ซ่ึง
ภาษา Python สามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
การใช้ภาษาธรรมชาติ การใช้รหัส
3. ระบบคอมพิวเตอร์ ว 4.2 ม. จำลอง และการใช้ผังงาน โดยภาษา
2/3 ไพทอนเป็นภาษาโปรแกรม
คอมพวิ เตอรช์ นดิ หนึ่งทีเ่ หมาะสำหรับ
ผู้ เริ่มต้นเขียนโปรแกรมไป
จนถึงการประยุกต์ใช้งานในระดับสูง
เนื่องจากเป็นภาษาที่มีโครงสร้างและ
ไวยากรณ์ค่อนข้างง่าย ไม่ซับซ้อน ทำ
ให้งา่ ยตอ่ ความเข้าใจ มกี ารนำตัวแปร
และฟังก์ชันมาช่วยในการทำงาน
ตลอดจนมีโครงสร้างการทำงานแบบ
เรียงลำดับ และโครงสร้างการทำงาน
แบบเลือกทำ เพื่อให้สามารถคำนวณ
ประมวลผลไดต้ ามทต่ี ้องการ
ระบบคอมพิวเตอร์ หมายถงึ การ
ทำงานของคอมพวิ เตอร์ทีม่ สี ่วนต่างๆ
ลำดับ ชอ่ื หน่วยการ มาตรฐาน มโนทัศน์สำคัญ เวลา น้ำหนกั
ที่ เรยี นรู้ การเรียนรู้/ (ชม.) คะแนน
ตวั ชี้วดั
มาทำงานร่วมกัน เพ่ือใหบ้ รรลุ
เป้าหมายในการทำงานอย่างมีระบบ
ประกอบไปด้วยหนว่ ยตา่ ง ๆ ทำงาน
ร่วมกันอย่างเป็นระบบ คือ หน่วยรับ
ข้อมูล หน่วยประมวลผลกลาง
หนว่ ยความจำหลัก หนว่ ยความจำ
สำรอง และหน่วยแสดงผลข้อมูล และ
ในปัจจุบนั เทคโนโลยีดา้ นการสอื่ สาร
ได้เข้ามามบี ทบาทต่อการดำรงชีวิต
ของมนุษยม์ ากขนึ้ ซ่ึงองคป์ ระกอบ
ของการส่อื สารข้อมูลประกอบไปดว้ ย
ข้อมูลข่าวสาร ผู้ส่งสาร สอ่ื กลาง ผรู้ บั
สาร และโปรโตคอล นอกจากน้ัน
ระบบเครือข่ายในปจั จบุ นั ยงั แบง่ เป็น
เครือข่ายสว่ นบุคคล เครือข่ายท้องถน่ิ
เครอื ข่ายระดับเมือง และเครือข่าย
ระดบั ประเทศ
4 การใชเ้ ทคโนโลยี ว 4.2 ม. เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามี 2 10
สารสนเทศ 2/4 บทบาทกับชีวิตของผู้คนใน 60
20
อย่างปลอดภัย หลากหลายด้าน และถือเปน็ เคร่ืองมือ 20
100
ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนิน
ชีวิตของคนในสังคมปัจจุบัน เมื่อ
เทคโนโลยีสารสนเทศได้รบั การพัฒนา
ให้มีรูปแบบที่มีความน่าสนใจและอยู่
ใกล้ชิดกบั มนุษย์มากขนึ้ เทคโนโลยีจึง
สร้างทั้งคุณประโยชน์และโทษให้กับ
ผใู้ ช้ ทง้ั โดยต้งั ใจหรือไม่ตั้งใจ
รวมคะแนนระหว่างปี (ภาระงาน+ช้นิ งาน)
คะแนนสอบกลางปีหรือกลางภาค
คะแนนสอบปลายปี
รวม
รหสั วชิ า ว21103 ผังมโนทศั น์
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 2
วิชาวทิ ยาการคำนวณ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เวลา 20 ชว่ั โมง
สาระที่ 4 ว 4.2 เขา้ ใจและใชแ้ นวคดิ เชงิ คำนวณในการ ทกั ษะ
เทคโนโลยี แก้ปัญหาทพี่ บในชวี ิตจรงิ อยา่ งเป็นขัน้ ตอนและ กระบวนการ
เปน็ ระบบ ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการ
ชิ้นงาน ส่อื สารในการเรยี นรู้ การทำงาน และการ 1. บอกความหมายของ
แก้ปัญหาไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ รู้เทา่ ทนั และมี แนวคดิ เชิงคำนวณได้ (K)
1. แบบทดสอบกอ่ น จริยธรรม
เรยี น 2. อธบิ ายองค์ประกอบของ
2. ใบความรู้ หน่วยท่ี 1 แนวคดิ เชงิ คำนวณได้ (K)
3. สอื่ การสอน เรื่อง แนวคิดเชิง
3. เขียนภาพการทำงาน
คำนวณ ขององคป์ ระกอบแนวคดิ เชิง
คำนวณได้ (P)
คณุ ลกั ษณะอนั
พงึ ประสงค์ 4. สนใจใฝร่ ู้ในการศกึ ษา
(A)
1. มวี ินยั รบั ผดิ ชอบ
2. ใฝ่เรยี นรู้
3. ม่งุ ม่นั ในการทางาน
แผนการจัดการเรียนรู้ ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2
จำนวน 8 ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 4 ชั่วโมง
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 1 แนวคดิ เชิงคำนวณกับการแกป้ ญั หา
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 1 แนวคดิ เชงิ คำนวณ
1. มาตรฐาน/ตัวชีว้ ดั
1.1 ตัวชวี้ ัด
ว 4.2 ม.2/1 ออกแบบอัลกอรทิ มึ ท่ีใชแ้ นวคิดเชิงคำนวณในการแกป้ ัญหาหรือการทำงาน
ทีพ่ บในชวี ติ จริง
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. บอกความหมายของแนวคิดเชิงคำนวณได้ (K)
2. อธบิ ายองคป์ ระกอบของแนวคิดเชิงคำนวณได้ (K)
3. เขยี นภาพการทำงานขององค์ประกอบแนวคดิ เชงิ คำนวณได้ (P)
4. สนใจใฝร่ ู้ในการศกึ ษา (A)
3. สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นร้ทู อ้ งถนิ่
พจิ ารณาตามหลกั สตู รของสถานศกึ ษา
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง
- แนวคิดเชิงคำนวณ
- การแก้ปัญหาโดยใช้แนวคดิ เชิงคำนวณ
4. สาระสำคญั /ความคิดรวบยอด
แนวคดิ เชิงคำนวณ คือ แนวคิดในการแก้ปญั หาต่างๆ อยา่ งเป็นระบบ และเป็นกระบวนการทม่ี ลี ำดับ
ข้นั ตอนชัดเจน โดยกระบวนการแก้ปญั หาดงั กล่าวนีเ้ ป็นกระบวนการที่มนษุ ย์ และคอมพิวเตอร์ สามารถ
เข้าใจร่วมกนั ได้ ซง่ึ แนวคิดเชิงคำนวณน้เี ปน็ แนวคดิ ที่สำคัญสำหรบั การพัฒนาซอฟต์แวรค์ อมพวิ เตอร์
เพราะการเขียนโปรแกรมถ้าไมไ่ ดเ้ กิดขึน้ จากแนวคิดเชิงคำนวณ จะทำให้โปรแกรมคอมพิวเตอรท์ ำงานช้า
ไมต่ รงตามท่ตี ้องการ ดังน้นั จึงควรนำแนวคดิ เชิงคำนวณเข้ามาใชใ้ นการแก้ปัญหาเพื่อให้เกดิ ผลลพั ธ์ของ
การแก้ปัญหาที่มีประสทิ ธภิ าพ
5. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียนและคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
1. ความสามารถในการส่ือสาร 1. มีวินัย รับผดิ ชอบ
- ทกั ษะการสื่อสาร 2. ใฝ่เรยี นรู้
- ทกั ษะการแลกเปลี่ยนข้อมลู 3. มงุ่ ม่ันในการทำงาน
2. ความสามารถในการคิด
- ทักษะการคิดวเิ คราะห์
- ทักษะการคดิ เชิงคำนวณ
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา
สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
- ทักษะการแกป้ ัญหา
4. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
- ทักษะการสบื คน้ ข้อมลู
6. กจิ กรรมการเรยี นรู้
วิธกี ารสอนโดยเนน้ รปู แบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es (5Es Instructional Model)
ชั่วโมงท่ี 1
ขน้ั นำ
ข้นั ที่ 1 กระตุน้ ความสนใจ (Engagement)
1. นกั เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนหน่วยการเรียนรทู้ ี่ 1 แนวคดิ เชงิ คำนวณกับการแกป้ ญั หา
เพอ่ื วัดความรู้เดมิ ของนักเรียนก่อนเขา้ สกู่ จิ กรรม
2. ครูถามคำถามประจำหวั ข้อว่า“นกั เรยี นคิดวา่ มนุษยน์ ำแนวคดิ เชงิ คำนวณมาประยุกต์ใช้
ในชวี ติ ประจำวนั ได้อย่างไร”
(แนวตอบ : สามารถนำแนวคิดเชงิ คำนวณมาประยุกต์ใช้ในดา้ นการแกป้ ญั หาในชีวติ ประจำวนั
ดา้ นการเรียน และด้านการทำงาน)
ขั้นสอน
ขนั้ ท่ี 2 สำรวจคน้ หา (Exploration)
1. นกั เรยี นศกึ ษาความหมายและองค์ประกอบของแนวคดิ เชงิ คำนวณ จากหนังสอื เรียนรายวิชา
พน้ื ฐานเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ม.2 หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 1 เรอื่ งแนวคดิ เชิงคำนวณ
กับการแกป้ ญั หา หรอื ศกึ ษาเพ่มิ เตมิ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง
ข้ันที่ 3 อธบิ ายความรู้ (Explanation)
2. ครูสมุ่ นกั เรยี น 3-4 คน ออกมาอธิบายความหมายและองค์ประกอบทัง้ 4 ข้อของแนวคดิ เชงิ
คำนวณตามทน่ี ักเรียนได้ศึกษา
3. จากนน้ั ครูอธบิ ายเพม่ิ เติมเพอื่ ให้นักเรียนเข้าใจมากย่ิงขน้ึ วา่ “อาชพี บุรษุ ไปรษณยี จ์ ะต้องนำ
จดหมายหรือพสั ดุจดั สง่ ไปตามท่อี ยู่ทีไ่ ด้ระบุไว้แตเ่ น่อื งจากจดหมายหรือพัสดทุ ี่ต้องจดั สง่
มจี ำนวนมาก ทำใหบ้ ุรษุ ไปรษณีย์ต้องทำการจัดหมวดหมู่ตามบ้านเลขท่ี เพ่ือให้สะดวกต่อ
การหยบิ และรวดเร็วในการทำงาน ดงั น้นั อาชีพบรุ ษุ ไปรษณียจ์ ึงเปน็ หน่ึงในหลายอาชพี
ทอี่ าศัยแนวคิดเชิงคำนวณมาใช้ในการทำงาน เพ่ือให้ไดง้ านออกมาอยา่ งมีประสิทธิภาพ
มากที่สุด”
4. ครนู ำบตั รภาพ เรือ่ ง องค์ประกอบแนวคิดเชิงคำนวณให้นักเรียนดูเพื่อใหน้ ักเรียนไดเ้ ห็น
ภาพการทำงานขององคป์ ระกอบแนวคิดเชงิ คำนวณ พร้อมยกตัวอยา่ งประกอบเพือ่ ให้นักเรยี น
เข้าใจมากย่ิงข้ึน
ขั้นท่ี 4 ขยายความเข้าใจ (Elaboration)
5. ครูซักถามนกั เรยี นเพื่อตรวจสอบความเข้าใจวา่ “องคป์ ระกอบของแนวคดิ เชงิ คำนวณแบ่งออก
เปน็ กอ่ี งค์ประกอบอะไรบา้ ง”
(แนวตอบ : องค์ประกอบของแนวคิดเชงิ คำนวณแบ่งออกเปน็ 4 องคป์ ระกอบ ได้แก่ 1. แนวคดิ
การแยกย่อย 2. แนวคดิ การหารปู แบบ 3. แนวคดิ เชิงนามธรรม 4. แนวคดิ การออกแบบขั้นตอน
วิธี)
6. นักเรียนทำใบงานที่ 1.1.1 เรอ่ื ง องค์ประกอบของแนวคดิ เชงิ คำนวณโดยเขยี นภาพการทำงาน
ขององคป์ ระกอบแนวคิดเชิงคำนวณจากสถานการณท์ ่ีกำหนดให้
Note
วัตถปุ ระสงค์ของกจิ กรรมเพือ่ ใหน้ ักเรยี น
- มที กั ษะการสื่อสารโดยการแลกเปล่ียนความคิดเห็นรว่ มกันภายในชน้ั เรียนผา่ น
การคิดวเิ คราะห์ในการแก้ปัญหาท่ีถูกต้องจากสถานการณ์ที่กำหนดให้
- มที กั ษะการสืบคน้ ข้อมลู โดยให้นักเรียนแตล่ ะคนสบื คน้ ข้อมลู จากทางอินเทอรเ์ น็ต
เพื่อสบื เสาะหาความรู้เพมิ่ เติมภายใต้หวั ขอ้ ที่ไดร้ ับมอบหมาย
- มที กั ษะการคิดเชงิ คำนวณ โดยใหน้ กั เรียนพิจารณาจากสถานการณ์ท่ีกำหนดให้
และเขียนอธิบายออกมาผา่ นแนวคิดในรปู แบบต่าง ๆ ของแนวคิดเชงิ คำนวณได้อย่างถูกตอ้ ง
และเหมาะสม
ขน้ั สรุป
ขัน้ ท่ี 5 ตรวจสอบผล (Evaluation)
1. ครูประเมินผลงานนักเรียนจากการสงั เกตการตอบคำถาม ความสนใจในการเรยี น และ
การทำใบงาน
2. ครูตรวจสอบความถูกต้องของผลการทำใบงานที่ 1.1.1
3. นักเรียนและครูรว่ มกนั สรุปเก่ียวกับแนวคดิ เชงิ คำนวณวา่ “แนวคดิ เชิงคำนวณไม่ไดเ้ ปน็
กระบวนการทางความคดิ เฉพาะนักวทิ ยาศาสตรห์ รอื นักพฒั นาซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์
แตส่ ามารถนำมาประยุกตใ์ ช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชวี ติ ได้”
7. การวดั และประเมนิ ผล
รายการวดั วธิ ีวัด เครือ่ งมือ เกณฑ์การประเมิน
7.1 การประเมินก่อนเรยี น
- แบบทดสอบก่อนเรยี น - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบก่อนเรยี น ประเมินตามสภาพจรงิ
หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 1 ก่อนเรยี น
เรอ่ื ง แนวคิดเชิงคำนวณ
กับการแก้ปัญหา
รายการวดั วิธีวัด เคร่ืองมอื เกณฑก์ ารประเมิน
7.2 การประเมินระหว่างการ - ตรวจใบงานท่ี 1.1.1 - ใบงานท่ี 1.1.1 รอ้ ยละ 60 ผ่านเกณฑ์
จัดกจิ กรรม - สงั เกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤตกิ รรม ระดบั คุณภาพ 2
1) องคป์ ระกอบของ การทำงานรายบุคคล การทำงานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
แนวคิดเชิงคำนวณ
2) พฤติกรรมการทำงาน
รายบุคคล
3) คุณลกั ษณะอันพงึ - สังเกตความมวี นิ ยั - แบบประเมิน ระดบั คุณภาพ 2
ประสงค์ ความรบั ผดิ ชอบ คุณลักษณะ ผา่ นเกณฑ์
ใฝ่เรียนรู้ และมุ่งมัน่ อนั พงึ ประสงค์
ในการทำงาน
8. สอ่ื /แหลง่ การเรียนรู้
8.1 สื่อการเรยี นรู้
1) หนังสอื เรียนรายวิชาพน้ื ฐาน เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ม.2 หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 1
เรอ่ื ง แนวคิดเชิงคำนวณกับการแก้ปัญหา
2) ใบงานท่ี 1.1.1 เร่อื ง องค์ประกอบของแนวคดิ เชงิ คำนวณ
3) บตั รภาพ เรือ่ ง องค์ประกอบแนวคิดเชงิ คำนวณ
4) เครอ่ื งคอมพวิ เตอร์
8.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) ห้องคอมพวิ เตอร์
2) อนิ เทอร์เน็ต
ใบงานที่ 1.1.1
เรอ่ื ง องค์ประกอบของแนวคดิ เชิงคำนวณ
คำชแี้ จง : ให้นักเรยี นเขียนภาพการทำงานตามแนวคดิ ต่างๆ ขององคป์ ระกอบแนวคิดเชงิ คำนวณ
เพื่อแก้ปัญหาจากสถานการณท์ ก่ี ำหนดให้
สถานการณ์ ให้นกั เรยี นเขยี นภาพการทำงาน
ตามแนวคิดการแยกยอ่ ย (Decomposition)
ณ หมู่บา้ นแสนสุข ผใู้ หญ่บ้านกำลงั คดิ หาวิธกี าร
ประกาศครอบครวั ตวั อย่าง ที่จะทำใหช้ าวบา้ นเข้าใจ
โดยมีครอบครวั ตัวอยา่ งจำนวน 2 ครอบครัว
ครอบครวั แรก คือ ครอบครวั ของนายม่งิ และนางแยม้
มลี กู สาว 1 คนชื่อสร้อย สว่ นครอบครัวทส่ี อง คือ
ครอบครัวของนายขวัญ และนางเรยี ม มีลกู ชายชื่อกล้า
สถานการณ์ ให้นักเรียนเขียนภาพการทำงาน
ตามแนวคิดการหารปู แบบ (Pattern
ครูนกกำลงั คิดหาวธิ ีการทำสรุปจากการสำรวจงาน
อดิเรกของนักเรียนจำนวน 100 คน โดยผลการสำรวจ Recognition)
มดี ังน้ี มีนักเรยี นทีช่ อบชมภาพยนตรอ์ ยู่ 28 คน
ชอบฟังเพลง 46 คน ชอบเล่นเกม 6 คน และชอบออก
กำลังกาย 20 คน
สถานการณ์ ให้นกั เรยี นเขยี นภาพการทำงาน
ตามแนวคิดเชงิ นามธรรม (Abstraction)
ครูฟ้าใสมอบหมายใหว้ รี ะแยกส่วนภาพวาดโดยตดั สว่ น
ท่ีเปน็ รายละเอียดต่างๆ ออกไป ซง่ึ วรี ะไมเ่ ขา้ ใจ และ
ภาพวาดทีค่ รูฟา้ ใสมอบหมายให้วรี ะคอื รูปภาพ
ดังต่อไปน้ี
สถานการณ์ ใหน้ กั เรยี นเขียนภาพการทำงาน
ตามแนวคิดการออกแบบข้นั ตอนวิธี
เขียวไมเ่ ข้าใจขั้นตอนการทอดไขเ่ จียวท่แี ดงอธิบาย
โดยขั้นตอนการทอดไข่เจียวที่แดงอธบิ ายมีดังนี้ (Algorithm Design)
ขั้นแรกตอกไข่ใส่ชามและใสเ่ ครื่องปรงุ รส ตีไขผ่ สมให้
เข้ากนั ต้ังกระทะเทนำ้ มนั นำไข่ลงในกระทะ จากน้ัน
กลบั ดา้ นไขแ่ ละตรวจสอบวา่ ไข่สกุ หรือไม่ ถ้าสุกแลว้ ให้
ตกั ใส่จานเสิร์ฟ แต่ถา้ ยงั ไม่สกุ ให้ทอดต่อจนกระทั่งสกุ
จงึ คอ่ ยทำการตักใส่จานเพอ่ื เสริ ฟ์
ใบงานท่ี1.1.1 เฉลย
เรอื่ ง องคป์ ระกอบของแนวคิดเชิงคำนวณ
คำช้ีแจง : ให้นกั เรยี นเขยี นภาพการทำงานตามแนวคิดต่างๆ ขององคป์ ระกอบแนวคดิ เชิงคำนวณ
เพื่อแกป้ ญั หาจากสถานการณ์ทีก่ ำหนดให้
สถานการณ์ ให้นกั เรียนเขยี นภาพการทำงาน
ตามแนวคดิ การแยกย่อย (Decomposition)
ณ หม่บู ้านแสนสขุ ผู้ใหญ่บา้ นกำลังคิดหาวิธีการ
ประกาศครอบครัวตัวอย่าง ท่ีจะทำใหช้ าวบา้ นเข้าใจ ครอบครัว นายมงิ่ ด.ญ.สร้อย
โดยมคี รอบครวั ตัวอย่างจำนวน 2 ครอบครัว 1 นางแยม้
ครอบครัวแรก คือ ครอบครัวของนายมิ่ง และนางแย้ม
มลี ูกสาว 1 คนชอื่ สรอ้ ย ส่วนครอบครวั ทสี่ อง คือ หมู่บ้าน
ครอบครัวของนายขวัญ และนางเรียม มลี กู ชายชอื่ กล้า แสนสขุ
นายขวญั
ครอบครวั ด.ช.กล้า
2
นางเรยี ม
สถานการณ์ ใหน้ ักเรียนเขยี นภาพการทำงาน
ตามแนวคิดการหารปู แบบ (Pattern
ครนู กกำลังคิดหาวธิ กี ารทำสรุปจากการสำรวจงาน
อดเิ รกของนักเรยี นจำนวน 100 คน โดยผลการสำรวจ Recognition)
มีดงั น้ี มีนกั เรยี นทีช่ อบชมภาพยนตร์อยู่ 28 คน
ชอบฟงั เพลง 46 คน ชอบเล่นเกม 6 คน และชอบออก ออก ชมภาพยนตร์
กำลงั กาย 20 คน กาลงั กาย 28%
20%
เล่นเกม
13%
ฟงั เพลง
39%
สถานการณ์ ใหน้ กั เรยี นเขียนภาพการทำงาน
ตามแนวคิดเชงิ นามธรรม (Abstraction)
ครูฟา้ ใสมอบหมายใหว้ รี ะแยกสว่ นภาพวาดโดยตดั สว่ น
ท่ีเป็นรายละเอยี ดต่างๆ ออกไป ซ่งึ วีระไม่เขา้ ใจ และ
ภาพวาดท่คี รูฟ้าใสมอบหมายใหว้ รี ะคอื รปู ภาพ
ดงั ต่อไปน้ี
สถานการณ์ ใหน้ กั เรียนเขยี นภาพการทำงาน
ตามแนวคิดการออกแบบขนั้ ตอนวธิ ี
เขยี วไม่เข้าใจขน้ั ตอนการทอดไข่เจียวทแี่ ดงอธบิ าย
โดยขัน้ ตอนการทอดไข่เจียวท่แี ดงอธบิ ายมีดังนี้ (Algorithm Design)
ข้นั แรกตอกไขใ่ ส่ชาม และใส่เครือ่ งปรงุ รส ตีไข่ผสมให้
เข้ากนั ตง้ั กระทะเทน้ำมนั นำไขล่ งในกระทะ จากนน้ั เริม่ ต้น
กลับด้านไขแ่ ละตรวจสอบว่าไขส่ ุกหรอื ไม่ ถา้ สุกแลว้ ให้
ตกั ใส่จานเสริ ์ฟ แต่ถ้ายังไม่สกุ ให้ทอดต่อจนกระทั่งสุก ตอกไข่ใสช่ าม
จึงคอ่ ยทำการตักใส่จานเพื่อเสิรฟ์
ใสเ่ คร่อื งปรุง
ตีไขผ่ สมใหเ้ ข้ากัน
ตั้งกระทะเทนำ้ มนั
นำไขล่ งในกระทะ
ทอดไข่เจียวตอ่ กลบั ดา้ นไข่
ไมส่ ุก สกุ หรอื ไม่
สุก
ตักใสจ่ านเสิร์ฟ
สิ้นสดุ
บัตรภาพ
เร่อื ง องค์ประกอบแนวคิดเชิงคำนวณ
?
แนวคิดการแยกย่อย (Decomposition)
\
แนวคดิ การหารูปแบบ (Pattern Recognition)
แนวคดิ การออกแบบขั้นตอนวิธี (Algorithm Design)
ข้อเสนอแนะของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้
ได้ทำการตรวจแผนการจดั การเรยี นร้ขู อง .................................................................. แล้วมีความคิดเหน็ ดังน้ี
รายการ ความเห็นของผู้ตรวจ หมายเหตุ
ควรปรับปรงุ ดี ดมี าก
1 .สาระสำคญั
1.1 สามารถใชเ้ ปน็ กรอบในการกำหนดจุดประสงค์
2. ตัวชวี้ ัดหรอื จุดประสงค์
2.1 สอดคล้องกับเร่ืองทส่ี อน
2.2 สอดคล้องกบั สาระสำคัญ
2.3 ครอบคลุมคุณลักษณะK A P ตามเนื้อหา
3. กิจกรรมการเรียนการสอน
3.1 สอดคล้องกบั ตัวช้ีวดั หรอื จดุ ประสงค์
3.2 เหมาะสมกับเนือ้ หา/สภาพแวดล้อม/ศักยภาพ
3.3 เนน้ ผเู้ รยี นเปน็ สำคญั ได้อย่างเหมาะสม
3.4 ผู้เรยี นนำความรไู้ ปประยุกตใ์ ชใ้ นชวี ิตประจำวนั
3.5 วธิ ีการสอนใชอ้ ย่างหลากหลาย
4. สือ่ การเรียนการสอน/ แหลง่ เรยี นรู้
4.1 สอดคล้องกบั กิจกรรมการเรียนการสอน
5.การวดั ผลประเมนิ ผล
5.1 สอดคลอ้ งกับตัวชี้วดั
5.2 ครอบคลมุ สมรรถภาพการเรยี นรูท้ กุ ดา้ น
5.3 ระบวุ ิธวี ดั เครื่องมือ เกณฑก์ ารวดั ไวช้ ดั เจน
ขอ้ เสนอแนะ
อน่ื ๆ……………………………………………………………………………………………………………………………………….………………
………………………………………………………………………………………………………………………………….………...................…
ลงช่ือ…………………………………….ผู้ตรวจ
(………………………….…………)
บันทกึ ผลหลังการสอน
แผนการจดั การเรยี นรู้ท.่ี ............รหสั วชิ า ................... กล่มุ สาระ/วิชา......................................................
หน่วยท่ี.........ชอื่ หนว่ ย.............................................................หนว่ ยย่อยท่ี ..............................................
ระดบั ชั้น......................................... เวลา................................... วัน/เดอื น/ปที ่ีสอน.....................................
1. ขอ้ สรปุ หลังการสอน
1) เนื้อหาการสอน เรอ่ื ง................................................................................................................................
…………………………………………………………………………………………………………………..
( ) สอนไดค้ รบถว้ น ( ) สอนได้ไม่ครบถว้ น เน่ืองจาก...........................................................
ความเหมาะสมของเน้ือหา......................................................................................................................
2) เทคนิควธิ สี อน
( ) บรรยาย ( ) สาธติ ( ) ปฏิบัติ ( ) โครงงาน ( ) โครงการ
( ) ฝึกทกั ษะ ( ) กิจกรรมกลุ่ม ( ) อ่ืน ๆ ...................................................................
ความเหมาะสมของเทคนคิ วิธีสอน...............................................................................................................
3) สอ่ื / แหล่งเรยี นรู้
( ) ใบความรู้ / หนังสอื ( ) ใบงาน /ใบกจิ กรรม ( ) ของจรงิ ( ) ซดี ี / วซี ีดี
( ) ส่อื อิเลก็ ทรอนิกส์ ( ) เพาเวอร์พอยต์ ( ) อนิ เตอรเ์ นต ( ) อืน่ ๆ
( ) แหล่งเรยี นรู้ สถานท่ี .................................................................................................................
( ) วิทยากรภายนอก ช่ือ-สกุล .......................................................................................................
จาก...........................................................................................................................................
ความเหมาะสมของสอ่ื / แหล่งเรยี นรู้…………………………………………………………………………………………………
4) วธิ ีการวัดผล / เครือ่ งมือ
4.1 วิธีการวัดผล
( ) การสังเกต ( ) การสอบ ( ) การตรวจผลงาน ( ) อนื่ ๆ ............................................
4.2 เครอื่ งมือ
( ) แบบสำรวจรายการ ( ) แบบมาตราส่วนประมาณค่า
( ) แบบมาตราส่วนประมาณคา่ แบบมีเกณฑ์ให้คะแนน (รบู ริค)
( ) แบบทดสอบ ( ) อืน่ ๆ .............................................................................................
ความเหมาะสมของวธิ กี ารวดั ผล / เคร่อื งมอื ……………………………………………………………………………………….
5) ผลการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ของการเรียนรู้ (ประเมินหลงั เรยี นแตล่ ะหน่วยการเรียนรู้ )
นกั เรยี น (คน) ดมี าก ระดบั ผลการเรียน รวม วธิ ีการประเมนิ
ดี ปานกลาง ปรับปรงุ
สงั เกต
สัมภาษณ์
ทดสอบ
ผลการเรยี นประจำหน่วย ผา่ นเกณฑ์ .............. คน ไมผ่ ่านเกณฑ์ .............. คน
6) นำผลจากการวัดและประเมนิ ผลไปพฒั นาการเรียนการสอน ( ) ปฏบิ ตั ิ ( ) ไม่ปฏิบัติ
7) การเขา้ ช้ันเรียน ห้อง ................... นักเรยี นทง้ั หมด ........... คน ขาดเรียน ............ คน
หอ้ ง ................... นักเรียนทง้ั หมด ........... คน ขาดเรียน ............ คน
ห้อง ................... นกั เรยี นทงั้ หมด ........... คน ขาดเรียน ............ คน
ห้อง ................... นักเรียนทง้ั หมด ........... คน ขาดเรยี น ............ คน
2. ปัญหา / แนวทางแกป้ ญั หา
2.1 ปญั หาที่พบ ................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
............................................................................................................................. ...........................................
2.2 แนวทางแกป้ ัญหา......................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................................
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
3. ประเด็นปญั หา / หัวขอ้ ทีจะนำไปทำวิจยั ในชัน้ เรียน
( ) ไม่มี
( ) มี .................................................................................................................... ..........................
........................................................................................................................................................................
ลงชือ่ ........................................... ครผู สู้ อน
(...............................................................)
วันท.่ี ..........เดือน...........................พ.ศ. ..............
Key today
Do now ( การเขยี น เขียนคำกรยิ าทีเ่ ด็กทำ/เน้ือหา/แหล่งเรยี นรู/้ ทักษะท่นี ักเรยี นได้)
purpose ระบุมาตรฐาน/ตัวชีว้ ดั
work mode ( active learning ) การออกแบบกิจกรรม(การเขยี น เขียนคำกรยิ าที่เด็กทำ/เนื้อหา/แหลง่
เรยี นรู้/ทกั ษะท่นี ักเรียนได้)
reflective thinking
(คำถามปลายเปดิ /ตรวจสอบนักเรียนเรียนรู้บรรลุตามตัวชว้ี ัดหรอื ไม่ )
combine test (แหล่งแบบทดสอบ)
driver plus (ประมวลความรมู้ าออกแบบช้ินงานโดยอิสระ)
หน่วยการเรยี นรู้ ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 2
หน่วยท่ี ๑
รายวชิ าวิทยาการคำนวณ กลมุ่ สาระการเรีย
แนวคดิ เชงิ คำนวณ
DO Now ๑.ดแู นวคดิ เชิงคำนวณ Purpose
https://www.youtube.com/watch?v=TF84fbW46JQ ๑.ท ๔.๒ ม ๒/๑
&ab_channel=Proj14%E0%B8%A1.2 และ
สนทนาพดู คุยแลกเปล่ยี น
Driver plus+
ให้นกั เรียนทำ mildmaping 1 ชิ้นงาน
Combine Test
https://quizizz.com/admin/quiz/5ddca7c06aa8c4001be9a5fb/-2
ยนรู้วทิ ยาศาสตร์เละเทคโนโลยี Work Mode
กิจกรรมท่ี ๑ กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) นักเรียนทำแบบทดสอบก่อน
เรยี นหน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1 แนวคิดเชิงคำนวณกับการแกป้ ญั หาเพื่อวดั ความรูเ้ ดิมของ
นกั เรียนก่อนเข้าสกู่ ิจกรรม
กิจกรรมที่ ๒ สำรวจคน้ หา (Exploration)นักเรยี นศึกษาความหมายและ
องคป์ ระกอบของแนวคิดเชงิ คำนวณ จากหนงั สือเรยี นรายวิชาพ้ืนฐานเทคโนโลยี
(วทิ ยาการคำนวณ) ม.๒ หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ ๑ เรื่องแนวคดิ เชงิ คำนวณกบั การ
แก้ปัญหา หรอื ศึกษาเพ่ิมเติมผา่ นทางอนิ เทอรเ์ น็ตจากเคร่ืองคอมพิวเตอร์ของตนเอง
กจิ กรรมท่ี ๓ อธบิ ายความรู้ (Explanation) ครสู มุ่ นักเรยี น ๓-๔ คน ออกมาอธิบาย
ความหมายและองค์ประกอบท้ัง ๔ ข้อของแนวคดิ เชงิ คำนวณตามท่ีนกั เรียนได้ศกึ ษา
กิจกรรมที่ ๔ ขยายความเขา้ ใจ (Elaboration) นักเรียนทำใบงานท่ี ๑.๑.๑ เร่ือง
องคป์ ระกอบของแนวคิดเชงิ คำนวณโดยเขียนภาพการทำงาน
กิจกรรมที่ ๕ ตรวจสอบผล (Evaluation) ครูประเมินผลงานนักเรียนจากการสังเกต
การตอบคำถาม ความสนใจในการเรยี น และการทำใบงาน
Reflective Thinking
๑. บอกความหมายของแนวคดิ เชิงคำนวณได้ (K)
๒. อธบิ ายองค์ประกอบของแนวคิดเชงิ คำนวณได้ (K)
๓. เขยี นภาพการทำงานขององค์ประกอบแนวคดิ เชงิ คำนวณได้ (P)
๔. สนใจใฝร่ ูใ้ นการศึกษา (A)