บทพากย์เอราวัณ
ชันมัธยมศึ กษาปที ๓ ชั นมัธยมศึ กษา
สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ปที ๓
วรรณคดีและวรรณกรรม
เรียบเรียงโดย พรรณทิวา วงษ์ศิริ
ปนัดดา สงรัก
คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย
คํานํา
สอื การเรยี นการสอนหนงั สอื อิเล็กทรอนกิ ส์ (E-Book) เล่มนเี ปน
สว่ นหนงึ ของรายวิชา EDP๓๑๐๒ นวัตกรรมและเทคโนโลยสี ารสนเทศ
ทางการศกึ ษาภายในหนงั สอื อิเล็กทรอนกิ สจ์ ะกล่าวถึงเนอื หาในบท
พากยเ์ อราวัณซงึ เปนสว่ นหนงึ ในหนงั สอื เรยี นรายวิชาพนื ฐานภาษา
ไทย วรรณคดีวิจักษ์ ชนั มธั ยมศกึ ษาปที๓ ตามหลักสตู รแกนกลางการ
ศกึ ษาขนั พนื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ ได้จัดทําขนึ เพอื ใชป้ ระกอบการ
เรยี นการสอน สาํ หรบั นกั เรยี น นกั ศกึ ษา ตลอดจนบุคคลทีสนใจ
คณะผจู้ ัดทําหวังว่า สอื การเรยี นการสอนอิเล็กทรอนกิ สเ์ ล่มนจี ะ
เปนประโยชนก์ ับผทู้ ีสนใจเกียวกับเรอื งบทพากยเ์ อราวัณไมม่ ากก็นอ้ ย
หากมขี อ้ แนะนาํ หรอื ขอ้ ผดิ พลาดประการใด คณะผจู้ ัดทําขอนอ้ มรบั ไว้
และขออภัยมา ณ ทีนดี ้วย
๒๑ กันยายน ๒๕๖๓
พรรณทิวา วงษ์ศริ ิ
ปนดั ดา สงรกั
ผจู้ ัดทํา
ก
สารบญั
คํานาํ หนา้
สารบญั
ก
ข
บท บทวิเคราะห์ ๑
วเิ คราะห์ ศกึ อินทรชติ ๒
บทพรรณนาในบทภาคเอราวัณ ๓
เนอื หา บทพากยเ์ อราวัณ ๕
คําศพั ท์ คําอธบิ ายศพั ท์และขอ้ ความ ๑๐
ภาคผนวก ๑๕
อ้างอิง
๑๖ ข
บทวิเคราะห์
ชา้ งเอราวัณ
เอราวัณเปนชอื ชา้ งทรงของพระอินทร์ เนอื งจากเปนสตั ว์ในจินตนาการของกวี
จึงมลี ักษณะพเิ ศษต่างกับชา้ งโดยทัวไป ในพระบรมราชาทีบายของพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั เรอื งชา้ ง ทรงอธบิ ายว่าตามตํานานโบราณของไทย บอกไว้
แต่เพยี งว่าชา้ งเอราวัณมกี ายสขี าว และมเี ศยี ร ๓๓ เศยี ร แต่ในวรรณคดีบางเรอื งเชน่
ตอนพรรณนาสวรรค์ชนั ดาวดึงส์ และรามเกียรติตอนพระอินทรเ์ สด็จลงมาสรา้ งเมอื ง
อยุธยา มบี ทพรรณนารายละเอียดของชา้ งเอราวัณไว้อยา่ งพสิ ดารว่า เศยี รหนงึ มี ๗
งา งาหนงึ มี ๗ สระ สระหนงึ มกี อบวั ๗ กอ กอหนงึ มดี อกบวั ๗ ดอก ดอกหนงึ มี ๗
กลีบ กลีบหนงึ มนี างฟารา่ ยราํ อยู่ ๗ องค์ แต่ละองค์มบี รวิ ารเปนหญงิ งาม ๗ นาง
ตัวเลขนที ําใหม้ ผี คู้ ิดตังโจทยใ์ หเ้ ด็กๆลองคณู หาคําตอบ เชน่ นบั นางฟาได้สามล้าน
แปดแสนแปดหมนื สองพนั สรี อ้ ยสบิ เจ็ดองค์ เปนต้น จํานวนมหาศาลนเี ปนเพยี งการ
สมมติใหเ้ กิดจินตภาพความอลังการของชา้ งเอราวัณซงึ เปนเทพพาหนะ
ตามเรอื งในไตรภมู พิ ระรว่ ง เอราวัณเปนเทพบุตรชอื ไอยราวัณ เมอื พระอินทร์
เสด็จทีใด ไอยราวัณก็จะเนรมติ ตนเปนชา้ งเผอื กใหญเ่ พอื เปนพาหนะของพระอินทร์
ในเรอื งรามเกียรติ ชา้ งเอราวัณหรอื ไอยราพตปรากฏในตอนศกึ อินทรชติ ซงึ บรรยาย
เหตกุ ารณต์ อนทีอินทรชติ โอรสของทศกัณฐย์ กทัพไปรบกับพระราม อินทรชติ แปลง
กายเปนพระอินทร์ แล้วใหเ้ สนายกั ษ์ชอื การุณราชแปลงกายเปนชา้ งเอราวัณ บท
ละครเรอื งรามเกียรติพระราชนพิ นธพ์ ระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช
พรรณนาถึงลักษณะของชา้ งเอราวัณว่ามกี ายสงู ใหญ่ สขี าวดังเงินยวง และมรี าย
ละเอียดต่างๆดังนี
สามสบิ สามเศยี รอลงการ์ เศยี รหนงึ เจ็ดงางามงอน
งาหนงึ เจ็ดสระโกสมุ สระหนงึ มปี ทมุ เกสร
เจ็ดกอชูก้านอรชร กอหนงึ บานสลอนเจ็ดผกา
ดวงหนงึ เจ็ดกลีบสบุ งกช กลินรสซาบซา่ นนาสา
กลีบหนงึ มเี ทพธดิ า เจ็ดนางกัลยายุพาพาล
แต่ละองค์ทรงโฉมอรชร ราํ ฟอนจําเรยี งเสยี งหวาน
นางหนงึ ล้วนมบี รวิ าร เจ็ดองค์เยาวมาลยว์ ิไลวรรณ
บทพรรณนานมี คี วามสาํ คัญต่อเนอื เรอื ง กล่าวคือ ความยงิ ใหญแ่ ละความงดงาของ
ชา้ งทรง และกระบวนทัพทําใหพ้ ระลักษณเ์ ขา้ ใจว่าพระอินทรเ์ สด็จมา ครนั อินทรชติ
สงั ใหบ้ รวิ ารอสรู ทีแปลงกายเปนเทวดาและนางฟารา่ ยราํ ถวาย พระลักษณก์ ็เคลิมพระ
วรกายจนเสยี ทีอินทรชติ
๑
ศกึ อินทรชติ
อินทรชติ เปนโอรสทศกัณฐเ์ จ้ากรุงลงกากับนางมณโฑ เดิมชอื รณพกั ตร์ เมอื อายุ
๑๕ ป ได้ลาบดิ าไปเรยี นศลิ ปวิทยากับฤาษีโคบุตร ซงึ เปนพระอาจารยข์ องทศกัณฐ์
แล้วไปบาํ เพญ็ พรตเพอื ขอพรและศรวิเศษจากพระอิศวร พระนารายณ์ และพรพรหม
พระอิศวรประทานศรพรหมาสตรแ์ ละมนต์แปลงเปนพระอินทร์ พระพรหมประทาน
ศรนาคบาศและประทานพรว่าหากเศยี รขาดตกลงดินจะเปนไฟบรรลัยกัลปล้างโลก
ต้องทําพานแว่นฟาหรอื พานแก้วของพระพรหมมารองรบั สว่ นพระนารายณ์
ประทานศรวิษณปุ าณมั ให้ เมอื ได้พรและศรวิเศษจากเทพทังสาม รณพกั ตรก์ ็มคี วาม
เหมิ เกรมิ มาก ครงั หนงึ ได้ไปท้าพระอินทรร์ บและใชศ้ รทีพระนารายณป์ ระทานใหต้ าม
ยดึ อาวุธของพระอินทรไ์ ด้ พระอินทรจ์ ึงต้องหนไี ปเพราะหมดทางสู้ ทศกัณฐย์ นิ ดีที
โอรสเอาชนะพระอินทรไ์ ด้ จึงตังชอื ใหมว่ ่า อินทรชติ
ซงึ หมายความว่า ผชู้ นะพระอินทร์
ในเรอื งรามเกียรติ พระราม โอรสท้าวทศรถกับ
นางเกาสรุ ยิ าต้องออกเดินปาเปนเวลา ๑๔ ปตามที
นางไกยเกษีมเหสอี งค์รองทลู ขอท้าวทศรถพระลักษณ์
พระอนชุ าต่างมารดาและนางสดี าชายาขอตามเสด็จ
ด้วย ระหว่างทางทศกัณฐม์ าลักนางสดี าไปไว้ทีกรุง
ลงกา พระรามซงึ ได้เหล่าวานรเปนไพรพ่ ลจึงต้องติด
ตามไปเพอื ชงิ นางสดี าคืน พระรามกับทศกัณฐท์ ําศกึ
สงครามกันหลายครงั เชน่ ศกึ ไมยราพ ศกึ กมุ ภกรรณ
เปนต้น หลังจากกมุ ภกรรณอนชุ าของทศกัณฐอ์ อกรบกับฝายพระรามและถกู สงั หาร
ไปแล้ว อินทรชติ ก็อาสาออกรบบา้ ง ในศกึ ครงั แรก อินทรชติ ต้องศรของพระลักษณ์
ทําใหต้ ้องพา่ ยแพเ้ ลิกทัพไป อินทรชติ จึงไปทําพธิ ชี ุบศรนาคบาศทีพระพรหม
ประทานให้ แต่ก็ถกู ฝายพระรามทําลายพธิ เี สยี ก่อน เมอื ออกรบอีกครงั พระลักษณ์
ต้องศรของอินทรชติ แต่ฝายพระรามก็แก้พษิ ศรได้ ต่อมาอินทรชติ ทําพธิ ชี ุบศรพรหม
มาสตรท์ ีพระอิศวรประทานใหแ้ ต่ก็ไมส่ าํ เรจ็ เมอื ออกศกึ อีกครงั จึงใชเ้ วทมนต์ทีพระ
อิศวรประทานใหแ้ ปลงกายเปนพระอินทรท์ รงชา้ งเอราวัณ ครงั นอี ินทรชติ แผลงศร
สงั หารพระลักษณไ์ ด้ แต่หนมุ านก็ไปหายาแก้พษิ ศรได้ เพราะรกั จึงฟนขนึ มา ในทีสดุ
ฝายพระรามก็ทําลายศรวิเศษทัง 3 เล่มของอินทรชติ ได้ อินทรชติ ออกรบอีกครงั เมอื
เสยี รถศกึ และอาวุธ ก็กลัวตายหนขี นึ ไปซอ่ นในกลีบเมฆ พระลักษณจ์ ึงแผลงศร
สงั หารอินทรชติ แต่พเิ ภกทลู ว่าถ้าเศนี รอินทรชติ ตกถึงพนื จะเกิดไฟบรรลัยกัลป พระ
ลักษณจ์ ึงใหอ้ งคตไปทลู ขอพานแว่นฟาจากพระพรหม แล้วพระลักษณก์ ็แผลงศรตัด
เศยี รอินทรชติ โดยมอี งคตถือพานรบั ไว้ แต่เศยี รอินทรชติ ยงั คงสาํ แดงฤทธิ พระราม
จึงแผลงศรไปทําลายจนแหลกละเอียด
๒
บทพรรณนาในบทพากยเ์ อราวัณ
บทพากยเ์ อราวัณแต่งเปนกาพยฉ์ บงั ๕๓ บท มบี ทบรรยายพดี ําเนนิ เรอื งอยา่ ง
สงั เขปตังแต่อินทรชติ แปลงกายเปนพระอินทร์ พระรามตืนบรรทมและเสด็จยกทัพไป
กับพระลักษณ์ พระลักษณท์ อดพระเนตรเหน็ ทัพพระอินทรแ์ ปลงจึงตรสั ถามสคุ รี
พด้วยความสงสยั สคุ รพี ทลู เตือนใหพ้ ระลักษณร์ ะวังพระองค์ แต่อินทรชติ ก็รบี สงั ให้
บรวิ ารจับระบาํ ถวายจนพระลักษณเ์ คลิมพระองค์ อินทรชติ จึงแผลงศรพรหมาสตร์
สงั หารพระลักษณไ์ ด้
จุดเด่นของบทพากยเ์ อราวัณอยูท่ ีบทพรรณนาต่างๆ ดังจะเหน็ ได้จากบทพรรณนา
ภาพชา้ งเอราวัณซงึ เปนชา้ งทีเนรมติ ขนึ มา มกี ายสขี าวเหมอื นสสี งั ข์
ชา้ งนริ มติ ฤทธแิ รงแขง็ ขนั เผอื กผอ่ งผวิ พรรณ
สสี งั ขส์ ะอาดโอฬาร์
มเี ศยี รงดงาม ๓๓ เศยี ร แต่ละเศยี รมงี า ๗ กิงทีสวยงามเหมอื นเพชร
สามสบิ สามเศยี รโสภา เศยี รหนงึ เจ็ดงา
ดังเพชรรตั นร์ ูจี
ทีงาแต่ละกิงมสี ระบวั ๗ สระ แต่ละสระมกี อบวั ๗ กอ
งาหนงึ เจ็ดโบกขรณี สระหนงึ ยอ่ มมี
เจ็ดกออุบลบนั ดาล
แต่ละกอมดี อกบวั ๗ ดอก แต่ละดอกมกี ลีบบวั บาน ๗ กลีบ
กอหนงึ เจ็ดดอกดวงมาลย์ ดอกหนงึ แบง่ บาน
มกี ลีบได้เจ็ดกลีบผกา
แต่ละกลีบมนี างฟารูปงามอยู่ ๗ องค์
กลีบหนงึ มเี ทพธดิ า เจ็ดองค์โสภา
แนง่ นอ้ ยลําเภานงพาล
พระองค์ดีบรวิ ารทีเปนหญงิ งาม ๗ นางซงึ จับระบาํ ราํ ฟอนด้วยท่าทางอยา่ งนางฟา
นางหนงึ ยอ่ มมบี รวิ าร อีกเจ็ดเยาวมาลย์
ล้วนรูปนริ มติ มารยา ชาํ เลืองหางตา
จับระบาํ ราํ รา่ ยสา่ ยหา
ทําทีดังเทพอัปสร
๓
ทีเศยี รชา้ งทกุ เศยี รมบี ุษบกวิมานซงึ งามราวกับวิมานเวไชยนั ต์ของพระอินทร์
มวี ิมานแก้วงามบวร ทกุ เกศกญุ ชร
ดังเวไชยนั ต์อัมรนิ ทร์
ทัวตัวชา้ งประดับตกแต่งอยา่ งสวยงามด้วยแก้วนพรตั นแ์ ละทอง ควาญชา้ งคือ
สารถีของอินทรชติ ชอื โลทัน ซงึ แปลงกายเปนเทพบุตรนงั อยูท่ ้ายชา้ งเปนผขู้ บั ขชี า้ ง
ต่อมาเปนบทพรรณนากองทัพของอินทรชติ ซงึ แสดงใหเ้ หน็ ความยงิ ใหญแ่ ละ
ความพรอ้ มของฝายศตั รูของพระราม อินทรชติ แปลงกายทหารทังสเี หล่าของตนเปน
เทพและอมนษุ ยผ์ มู้ ฤี ทธิ ทัพหนา้ คือเทพารกั ษ์ ทัพหลังคือครุฑ กินนร และนาค ปก
ซา้ ยคือวิทยาธร ปกขวาคือคนธรรพ์ การจัดกระบวนทัพเปนไปตามตําราสงคราม และ
ทหารทกุ นายล้วนมอี าวุธครบครนั
ในบทพรรณนานี มกี ารใชภ้ าพพจนเ์ พอื แสดงความหมายเปรยี บเทียบแทนการ
กล่าวตรงๆ ถึงบุญญาธกิ ารของพระราม ตัวอยา่ งเชน่ การเปรยี บเทียบอยา่ งเกินจรงิ ว่า
เสยี งโหร่ อ้ งเอาใชข้ องกองทัพพระรามดังสนนั เรากับโลกจะพนิ าศ และการสมมติใหส้ งิ
ทีไมม่ ชี วี ิตเชน่ ภเู ขาทังหลายในจักรวาลตาหนงึ เปนหมคู่ นทีพากันนอ้ มศรษี ะพนมมอื
ไหว้พระราม บทพรรณนาตามตัวอยา่ งขา้ งต้นนี เนน้ การแสดงลีลาการเคลือนไหวของ
ตัวละครและรายละเอียดของฉากมากกว่าการดําเนนิ เรอื งราวและการเล่าเรอื ง นคี ือ
ลักษณะของบทพากย์ ทีใชใ้ นการแสดงโขนซงึ มกี ระบวนการราํ เต้นเปนหลัก และมี
ความไพเราะงดงามของบทพากย์ เปนสว่ นประกอบ ต่างกับบทพากยท์ ีแต่งขนึ สาํ หรบั
เล่นหนงั ใหญซ่ งึ มบี ทพากยย์ าวทีดําเนนิ เรอื งติดต่อกันเปนหลัก และมตี ัวหนงั ทีเชดิ เปน
สว่ นประกอบ การอ่านบทพากยเ์ อราวัณเพอื ใหไ้ ด้คณุ ค่าทางวรรณคดีอยา่ งแท้จรงิ จึง
ไมใ่ ชก่ ารอ่านเอาเรอื งเพอื ใหร้ ูว้ ่าใครทําอะไร ทีไหน และอยา่ งไรเท่านนั แต่ควรจะอ่าน
อยา่ งพนิ จิ ลีลา และสาํ นวนโวหาร เพอื จะได้เขา้ ถึงความงามหรอื สนุ ทรยี ภาพซงึ เปน
คณุ ค่าทีแท้จรงิ และจะทําใหป้ ระจักษ์ว่าบรรพบุรุษของเราแต่โบราณนนั มฝี มอื ในการ
สรา้ งสรรค์วรรณศลิ ปเปนอยา่ งยงิ
๔
บทพากยเ์ อราวัณ
๏ อินทรชติ บดิ เบอื นกายนิ เหมอื นองค์อมรนิ ทร์
ทรงคชเอราวัณ
๏ ชา้ งนมิ ติ ฤทธแิ รงแขง็ ขนั เผอื กผอ่ งผวิ พรรณ
สสี งั ขส์ ะอาดโอฬาร์
๏ สามสบิ สามเศยี รโสภา เศยี รหนงึ เจ็ดงา
ดังเพชรรตั นร์ ูจี
๏ งาหนงึ เจ็ดโบกขรณี สระหนงึ ยอ่ มมี
เจ็ดกออุบลบนั ดาล
๏ กอหนงึ เจ็ดดอกดวงมาลย์ ดอกหนงึ แบง่ บาน
มกี ลีบได้เจ็ดกลีบผกา
๏ กลีบหนงึ มเี ทพธดิ า เจ็ดองค์โสภา
แนง่ นอ้ ยลําเพานงพาล
๏ นางหนงึ ยอ่ มมบี รวิ าร อีกเจ็ดเยาวมาลย์
ล้วนรูปนริ มติ มายา
๏ จับระบาํ ราํ รา่ ยสา่ ยหา ชาํ เลืองหางตา
ทําทีดังเทพอัปสร
๏ มวี ิมานแก้วงามบวร ทกุ เกศกญุ ชร
ดังเวไชยนั ต์อมรนิ ทร์
๏ เครอื งประดับเก้าแก้วโกมนิ ซองหางกระวิน
สรอ้ ยสายชนกั ถักทอง
๏ ตาขา่ ยเพชรรตั นร์ อ้ ยกรอง ผา้ ทิพยป์ กตระพอง
หอ้ ยพทู่ กุ หคู ชสาร
๏ โลทันสารถีขุนมาร เปนเทพบุตรควาญ
ขบั ท้ายทีนงั ชา้ งทรง
๏ บรรดาโยธาจัตรุ งค์ เปลียนแปลงกายคง
เปนเทพไทเทวัญ
๕
๏ ทัพหนา้ อารกั ขไพรสณั ฑ์ ทัพหลังสบุ รรณ
กินนรนาคนาคา
๏ ปกซา้ ยฤาษิตวิทยา คนธรรพป์ กขวา
ตังตามตํารบั ทัพชยั
๏ ล้วนถืออาวุธเกรยี งไกร โตมรศรชยั
พระขรรค์คทาถ้วนตน
๏ ลอยฟามาในเวหน รบี เรง่ รพี ล
มาถึงสมรภมู ชิ ยั ฯ
ฯ เจรจาฯ
๏ เมอื นนั จึงพระจักรี พอพระสรุ ยิ ศ์ รี
อรุณเรอื งเมฆา
๏ ลมหวนอวลกลินมาลา เฟองฟงุ วนา
นวิ าสแถวแนวดง
๏ ผงึ ภ่หู มคู่ ณาเหมหงส์ รอ่ นราถาลง
แทรกไซใ้ นสรอ้ ยสมุ าลี
๏ ดเุ หว่าเรา้ เรง่ พระสรุ ยิ ศ์ รี ไก่ขนั ปกตี
ก่กู ้องในท้องดงดาน
๏ ปกษาตืนตาขนั ขาน หาค่เู คียงประสาน
สาํ เนยี งเสนาะในไพร
๏ เดือนดาวดับเศรา้ แสงใส สรา่ งแสงอโณทัย
ก็ผา่ นพยบั รองเรอื ง
๏ จับฟาอากาศแลเหลือง ธบิ ดินทรเ์ ธอบรรเทือง
บรรทมฟนจากไสยา
ฯ เจรจาฯ
๏ เสด็จทรงรถแก้วโกสยี ์ ไพโรจนร์ ูจี
จะแขง่ ซงึ แสงสรุ ยิ ใ์ ส
๖
๏ เทียมสนิ ธพอาชาไนย เรงิ รอ้ งถวายชยั
ชนั หรู ะเหดิ หฤหรรษ์
๏ มาตลีสารถีเทวัญ กรกมุ พระขรรค์
ขบั รถมากลางจัตรุ งค์
๏ เพลารอยพลอยประดับดมุ วง กึกก้องกํากง
กระทบกระทังธรณี
๏ มยุรฉตั รชุมสายพรายศรี พดั โบกพชั นี
กบรี ะบายโบกลม
๏ อึงอินทเภรตี ีระงม แตรสงั ขเ์ สยี งประสม
ประสานเสนาะในไพร
๏ เสยี งพลโหร่ อ้ งเอาชยั เลือนลันสนนั ใน
พภิ พเพยี งทําลาย
๏ สตั ภัณฑ์บรรพตทังหลาย อ่อนเอียงเพยี งปลาย
ประนอมประนมชมชยั
๏ พสธุ าอากาศหวาดไหว เนอื นกตกใจ
ซุกซอ่ นประหวันขวัญหนี
๏ ลกู ครุฑพลัดตกฉมิ พลี หสั ดินอินทรี
คาบชา้ งก็วางไอยรา
๏ วานรสาํ แดงเดชา หกั ถอนพฤกษา
ถือต่างอาวุธยุทธยง
๏ ไมไ้ หล้ยูงยางกลางดง แหลกล่ลู ้มลง
ละเอียดด้วยฤทธโิ ยธี
๏ อากาศบดบงั สรุ ยิ ศ์ รี เทวัญจันทรี
ทกุ ชนั อํานวยอวยชยั
๏ บา้ งเปดแกลแก้วแววไว โปรยทิพมาลัย
ซอ้ งสาธุการบูชา
๏ ชกั รถรเี รอื ยเฉอื ยมา พมุ่ บุษปมาลา
กงรถไมจ่ ดธรณนิ ทร์
๗
๏ เรง่ พลโยธาพานรนิ ทร์ เรง่ รดั หสั ดิน
วานรใหเ้ รง่ รบี มา
ฯ เจรจา หยุดทัพ ฯ
๏ เมอื นนั พระศรอี นชุ า เอือนอรรถวัจนา
ตรสั ถามสคุ รพี ขุนพล
๏ เหตไุ ฉนสหสั นยั นเ์ สด็จดล สมรภมู ไิ พรสณฑ์
เธอมาด้วยกลอันใด
๏ สคุ รพี ทลู ทัดเฉลยไข ทกุ ทีสหสั นยั น์
เสด็จด้วยหมเู่ ทวา
๏ อวยชยั ถวายทิพมาลา บดั นเี ธอมา
เหน็ วิปรติ ดฉู งน
๏ ทรงเครอื งศสั ตราแยง่ ยล ฤๅจะกลับเปนกล
ไปเขา้ ด้วยราพณอ์ าธรรมม์
๏ พระผเู้ รอื งฤทธแิ ขง็ ขนั คอยดสู าํ คัญ
อยา่ ไว้พระทัยไพรี
๏ เมอื นนั อินทรชติ ยกั ษี ตรสั สงั เสนี
ใหจ้ ับระบาํ ราํ ถวาย
๏ ใหอ้ งค์อนชุ านารายณ์ เคลิบเคลิมวรกาย
จะแผลงซงึ ศสั ตรศรพล
ฯ เจรจา ฯ
๏ อินทรชติ สถิตเหนอื เอรา วัณทอดทัศนา
เหน็ องค์พระลักษณฤ์ ทธริ งค์ จึงจับศรทรง
๏ เคลิบเคลิมหฤทัยใหลหลง หมายองค์พระอนชุ า
พรหมาสตรอ์ ันเรอื งเดชา
๏ ทลู เหนอื เศยี รเกล้ายกั ษา
ก็แผลงสาํ แดงฤทธริ ณ
๘
๏ อากาศก้องโกลาหล โลกลันอึงอล
อํานาจสะท้านธรณี
๏ ศรเต็มไปทัวราศี ต้ององค์อินทรยี ์
พระลักษณก์ ็กลิงกลางพล
ฯ เจรจา อินทรชติ กลับทัพ ฯ
ฯลฯ
๙
คําอธบิ ายศพั ท์และขอ้ ความ
กง สว่ นทีเปนวงรอบของล้อรถ
กบี
กระวิน ลิง ในทีนคี ือ พลวานรในกองทัพพระราม
กินนร
หว่ งทีเกียวกันสาํ หรบั โยงสปั คับชา้ ง
เก้าแก้ว
อมนษุ ยท์ ีมรี ูปรา่ งครงึ คนครงึ นก ถ้าเปนหญงิ เรยี กว่า
โกมนิ
คนธรรพ์ กินรี
จันทรี แก้ว ๗ ประการ เรยี กว่านพรตั น์ ได้แก่ เพชร ทับทิม
จับระบาํ
ฉมิ พลี มรกต บุษราคัม โกเมน นลิ มกุ ดา เพทาย ไพฑรู ย์
ชนกั คือโกเมน พลอยสแี ดงเขม้
ชนั หู ชาวสวรรค์พวกหนงึ มคี วามชาํ นาญด้านดนตรแี ละ
ชุมสาย ขบั รอ้ ง
ซองหาง
ดวงมาลย์ พระจันทร์ ซงึ เปนเทพองค์หนงึ
โตมร
ถา เรมิ ฟอนราํ
เทพอัปสร
ธรณนิ ทร์ ต้นงิว ตามเรอื งเล่าจากไตรภมู พิ ระรว่ ง ทีเชงิ เขา
พระสเุ มรุ มปี าต้นงิวอยูร่ อบสระฉมิ พลีหรอื สมิ พลี
เปนทีอาศยั ของฝงู ครุฑทังหลาย
เครอื งผกู ชา้ ง ทําด้วยเชอื กเปนปมหรอื หว่ งหอ้ ยพาด
ลงมา เพอื ใหค้ นทีขคี อชา้ งใชห้ วั แมเ่ ท้าคีบกันตก
อาการแสดงการเตรยี มพรอ้ มของสตั ว์เชน่ มา้ โดยยก
หตู ังขนึ
เครอื งสงู เปนรูปฉตั รสามชนั มสี ายไหมหอ้ ย
เครอื งคล้องโคนหางชา้ งหรอื มา้
ดอกไม้ ในทีนคี ือ ดอกบวั
หอกด้ามสนั ใชพ้ งุ่ หรอื ซดั ไป
ถลา โผลง
นางฟา
ตามศพั ท์แปลว่าผเู้ ปนใหญใ่ นแผน่ ดิน ในทีนใี ชเ้ พอื
ความไพเราะของบทประพนั ธ์ มคี วามหมายอยา่ ง
เดียวกับธรณี หมายถึงแผน่ ดิน
๑๐
ธบิ ดินทร์ คืออธบิ ดินทรพ์ ระราชาผเู้ ปนใหญ่ หมายถึงพระราม
นาค สตั ว์ในนยิ าย เปนงใู หญม่ หี งอน
บรรเทือง ประเทือง ทําใหด้ ีขนึ ในทีนหี มายถึง ตืนขนึ
บดิ เบอื นกายนิ แปลงกาย
โบกขรณี สระบวั
ผกา ดอกไม้ ในทีนคี ือ ดอกบวั
ผา้ ทิพย์ ปกติหมายถึงผา้ ทีหอ้ ยหนา้ ฐานพระพทุ ธรูปหรอื
หนา้ ราชอาจหรอื พนกั พลับพลา ในทีนคี ือผา้ ทีคลมุ
พรหมมาสตร์ ตระพองชา้ งเพอื ตกแต่งใหส้ วยงาม
ศรทีพระอิศวรประทานใหร้ ณพกั ตร์ ซงึ ต่อมาคือ
พระจักรี อินทรชติ (ศรทีพระรามได้จากฤาษีวิศวามติ รก็ชอื
พระลักษณ์ พรหมมาสตร์ ทีชอื ซากันเชน่ นี เพราะพรหมาสตร์
เปนชอื มนต์ทีใชช้ ุบศร เมอื ชุบแล้ว สอนนนั ก็เรยี ก
พระสรุ ยิ ศ์ รี ศรพรหมมาสตร)์
พชั นี ผถู้ ือจักร คือพระนารายณ์ ในทีนหี มายถึง พระราม
พานรนิ ทร์ ผเู้ ปนอวตารปางหนงึ ของพระนารายณ์
พระอนชุ าต่างพระมารดาของพระราม เปนโอรส
มยุรฉตั ร นางสมทุ รชา เมอื พระนารายณอ์ วตารลงมาเปน
พระราม สงั ขซ์ งึ เปนเทพอาวุธของพระนารายณ์
๑๑ และพญานาคซงึ เปนบลั ลังก์ของพระนารายณก์ ็ลง
มาเกิดเปนพระลักษณค์ ่บู ุญของพระราม
พระอาทิตย์
พดั
ตามศพั ท์แปลว่า พญาวานร คําว่า พานร มาจากคํา
ว่า วานร (ลิง) สมาสกับคําว่า อินทร์ ( ผเู้ ปนใหญ)่
คําว่า พานรนิ ทร์ ในทีนใี ชเ้ พอื ความไพเราะของบท
ประพนั ธ์ มคี วามหมายอยา่ งเดียวกับพานร หมาย
ถึง พลวานรในกองทัพพระราม
เครอื งสงู สาํ หรบั แสดงอิสรยิ ยศ เปนเครอื งกันบงั เปน
ชนั ๆ ทําด้วยหางนกยูง
มาตลี สารถีของพระอินทร์ ซงึ มาขบั รถทรงใหพ้ ระราม
มาตลุ ีก็เรยี ก
แยง่ ยล แยงยล ดงู าม
โยธาจัตรุ งค์ กองทัพ ๔ เหล่า คือ เหล่าชา้ ง เหล่ามา้ เหล่ารถ และ
เหล่าราบ
รถแก้วโกสยี ์ รถทรงทีพระอินทรป์ ระทานใหพ้ ระรามพรอ้ มสารถี
ชอื มาตลี
รอย เปนลวดลาย ในความว่า “เพลารอยพลอยประดับ
ดมุ วง”
ระเหดิ สงู
ราพย์ ทศกัณฐ์
ราศี หมายถึง จักรราศี คือ อาณาเขตทีดาวเคราะหโ์ คจร
รอบดวงอาทิตย์ ในทีนหี มายถึง ทัวไป
ฤทธริ งค์ มคี วามสามารถในการสรู้ บ
ฤทธริ ณ มคี วามสามารถในการสรู้ บ
ฤาษิต ฤาษี ในทีนนี า่ จะหมายถึงผมู้ วี ิทยาคม
ลอยฟา เหาะ
โลทัน เปนชอื สารถีของอินทรชติ เปนพลยกั ษ์กรุงลงกาผู้
ขบั รถศกึ ในครงั ต่างๆ
วิทยา คือ วิทยาธร ชาวสวรรค์พวกหนงึ ทีมวี ิชาอาคม
เวไชยนั ต์ เปนชอื วิมานหรอื รถทรงของพระอินทร์ ในสวรรค์
ชนั ดาวดึงสม์ เี มอื งไตรตรงึ ษ์ของพระอินทร์ กลาง
สมรภมู ชิ ยั นครไตรตรงึ นมี วี ิมานใหญง่ ดงาม ชอื ไพชยนต์ หรอื
สรอ้ ยสมุ าลี ไวชยนั ต์
สหสั นยั น์ สนามรบ
ดอกไม้
สตั ภัณฑ์ ผมู้ พี นั ตา หมายถึงพระอินทร์ เปนเทวดาผเู้ ปนใหญ่
ในสวรรค์ชนั ดาวดึงส์
เปนชอื หมเู่ ขาทัง ๗ ชนั ทีล้อมรอบเขาพระสเุ มรุ
ได้แก่ ยุคนธร อิสนิ ธร กรวิก สทุ ัสนะ เนมนิ ธร
วินนั ตกะ และอัสกันต์
๑๒
สคุ รพี พญาวานร ทหารเอกของพระราม เปนบุตรของ
พระอาทิตย์ กับนางกาลอัจนา มพี ชี ายคือพาลี ซงึ
สบุ รรณ เปนบุตรพระอินทร์ โคดมฤาษี ผเู้ ปนสามนี างกาล
ไสยา อัจนา เขา้ ใจว่าพาลีและสคุ รพี เปนบุตรของตน จึง
หสั ดิน เลียงดอู ยา่ งรกั ใคร่ ครงั หนงึ ฤาษีพาลกู ๆไปอาบนา
หสั ดินอินทรี เมอื ถกู บุตรสาวชอื นางสวาหะ ตัดพอ้ ต่อว่ารกั ลกู คน
อืนมากกว่าลกู ของตน ฤาษีสงสยั จึงเสยี งทายใหล้ กู ๆ
๑๓ ว่ายนา ถ้าไมใ่ ชล่ กู ขอใหก้ ลายเปนวานรเขา้ ปาไป
พาลีกับสคุ รพี จึงกลายเปนวานร พระอินทรแ์ ละ
พระอาทิตยส์ งสารบุตรจึงลงมาสรา้ งเมอื งขดี ขนิ ให้
พาลีเปนเจ้าเมอื ง และสคุ รพี เปนอุปราช ครงั หนงึ
พาลีกับควายทรพรี บกันในถา พาลีสงั สคุ รพี ว่าหาก
รบกันถึง ๗ วันยงั ไมอ่ อกมาจากถา ใหส้ คุ รพี ดทู ีรอ่ ง
นาหนา้ ถา หากเหน็ เลือดขน้ จงใหเ้ ขา้ ใจว่าเปนเลือด
ทรพี แต่ถ้าเปนเลือดใสคือเลือดตน หากเหน็ เลือดใส
ใหส้ คุ รพี เอาหนิ ปดปากถาไว้มใิ หใ้ ครเหน็ ศพตน
พาลีสงั หารทรพไี ด้ แต่ขณะนนั ฝนตกลงมา เลือดที
ไหลออกมาจึงใส สคุ รพี เขา้ ใจว่าพชี ายตายแล้วจึง
ปดปากทําตามคําสงั พาลีโกรสคุ รพี มากคิดว่าสคุ รพี
เปนกบฏ เมอื ออกมาจากถาได้จึงขบั สคุ รพี ออกจาก
เมอื งขดี ขนิ สคุ รพี จึงไปขอใหพ้ ระรามชว่ ย พระราม
ลงโทษพาลีแล้วตังใหส้ คุ รพี ครองเมอื งขดี ขนิ ต่อไป
สคุ รพี พาไพรพ่ ลวานรมาเปนกําลังใหแ้ ก่พระราม
ผมู้ ปี กงาม หมายถึง ครุฑ สตั ว์ในนยิ ายซงึ เปนพญา
นก
การนอน ทีนอน
ชา้ ง ในความว่า “เรง่ รดั หสั ดิน”
นกหสั ดี หรอื นกหสั ดีลิงค์ เปนนกในวรรณคดี
โบราณ ตัวใหญ่ มกี ําลังเท่าชา้ ง ๕ เชอื ก มกี รงเล็บ
ใหญ่ มงี วงคล้ายชา้ ง กินเนอื คนและสตั ว์เปนอาหาร
อยูบ่ รเิ วณปาหมิ พานต์
เหมหงส์ หงษ์ทอง (เหม แปลว่า ทอง)
อมรนิ ทร์ ผเู้ ปนใหญใ่ นหมเู่ ทวดา ในทีนหี มายถึง พระอินทร์
ในความว่า “อินทรชติ บดิ เบอื นกายนิ เหมอื นองค์
อรุณ อมรนิ ทร”์ หมายความว่า อินทรชติ แปลงกายเปน
อารกั ขไพรสณั ฑ์ พระอินทร์ (คําว่า เหมอื น ไมใ่ ชค่ ําเปรยี บเทียบ
อินทเภรี อยา่ งอุปมา ไมใ่ ชภ่ าพพจนแ์ ต่มคี วามหมายว่า
แปลงเปน)
เอราวัณ เวลาใกล้รุง่ ในทีนหี มายถึงแสงทองเมอื ใกล้รุง่
เทวดาทีดแู ลรกั ษาปา (อารกั ข เปนคําจากภาษา
บาลี ตรงกับภาษาสนั สกฤตว่า อารกั ษ)
กลองทีใชต้ ีใหส้ ญั ญาณในกองทัพเวลาออกศกึ ใน
สมยั โบราณ เชน่ ตีบอกใหถ้ อย ใหร้ ุก เปนต้น แต่
บางทีใชใ้ นงานสมโภชก็มี
หรอื ไอยราวัณ เปนเทพบุตรองค์หนงึ เมอื พระอินทร์
จะเสด็จไปทีใด เอราวัณเทพบุตรก็จะนริ มติ ตนเปน
ชา้ งทรง
๑๔
ภาคผนวก
๑๕
อ้างอิง
สาํ นกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั พนื ฐาน .(๒๕๖๑).บทพากยเ์ อราวณั ,
หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพนื ฐาน ภาษาไทยวรรณคดวี จิ กั ษ์ชนั มธั ยมศึกษาปที ๓
(๑๑๐-๑๓๑) .๒๒๔๙ ถนนลาดพรา้ ว แขวงสะพานสอง เขตวงั ทองหลาง
กรงุ เทพมหานคร : สาํ นกั พมิ พอ์ งค์การค้าของ สกสค.ลาดพรา้ ว
๑๖
บทพากย์เอราวัณ
๏ อินทรชิตบิดเบือนกายิน เหมอื นองค์อมรินทร์
ทรงคชเอราวัณ เผือกผ่องผิวพรรณ
๏ ช้างนิมติ ฤทธแิ รงแข็งขัน เศี ยรหนึงเจ็ดงา
สี สั งข์สะอาดโอฬาร์
๏ สามสิบสามเศียรโสภา สระหนึงย่อมมี
ดงั เพชรรัตน์รูจี ดอกหนึงแบ่งบาน
๏ งาหนึงเจ็ดโบกขรณี
เจ็ดกออุบลบันดาล เจ็ดองค์โสภา
๏ กอหนึงเจ็ดดอกดวงมาลย์ อีกเจ็ดเยาวมาลย์
มกี ลบี ได้เจ็ดกลบี ผกา
๏ กลบี หนึงมเี ทพธดิ า
แน่งน้อยลาํ เพานงพาล
๏ นางหนึงย่อมมบี ริวาร
ล้วนรูปนิรมติ มายา
ชันมัธยมศึกษาปที ๓ สาระการเรียนรู้
ภาษาไทย
วรรณคดีและวรรณกรรม
เขยี นโดย พรรณทิวา วงษ์ศริ ิ
ปนดั ดา สงรกั
คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาภาษาไทย