The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทที่-1-ความเข้าใจเบื้องต้นทางศิลปะและการออกแบบ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by saiyod831, 2023-08-26 14:04:57

บทที่-1-ความเข้าใจเบื้องต้นทางศิลปะและการออกแบบ

บทที่-1-ความเข้าใจเบื้องต้นทางศิลปะและการออกแบบ

วิชวิาหลักการออกแบบทางศิิลปะในทุกทุ ๆสาขาวิชวิา ล้วนเป็นวิชวิาที่เกี่ยวข้อข้งและสัมสัพัันพััธ์กัธ์ กับวิชวิาองค์ ประกอบศิลป์ ซึ่งซึ่ผู้ที่ผู้ ที่ จะศึกษาจำ เป็นต้องมีคมีวามรู้ ความเข้าข้ใจเกี่ยวกับศิลปะโดยทั่วทั่ ไป เป็นพื้นฐานเสียก่อน เพื่อสร้าร้งการรับรัรู้ทรู้างความงาม รูปแบบและแนวคิดในการสร้าร้งสรรค์ที่ เข้าใจ และ นำ ไปพััฒพัันาในการฝึกปฏิบัติ การออกแบบทางทัศนศิลป์ไป์ด้อย่างสมบูรณ์ สวยงาม และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยในบทแรกนี้จะขอกล่าวถึงเรื่อรื่งของศิลปะไว้พอเล็กน้อย เพื่อเป็น จุดเริ่มริ่ต้นในการต่อยอดทางความคิด ของข้อมูลที่เกี่ยวข้องในการศึกษาในบทต่อไป ซึ่งซึ่ ในเบื้องต้นนั้นนั้ควรทำ ความเข้าใจกันก่อนว่าศิลปะนั้นนั้คืออะไร ความเข้าข้ใจเบื้อบื้งต้นทางศิลปะ การจะจำ กัดความหมายของศิลปะให้แห้น่นอนว่าว่หมายถึงอะไรนั้นนั้เป็นเรื่อรื่งที่ยากที่สุด และอาจเป็นไปไม่ได้เลย เพราะศิลปะเป็นงานสร้าร้งสรรค์ซึ่งซึ่ต้องนาเสนอแนวความคิด และรูปแบบที่แปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นนั้นิยามหรือรืทฤษฎีทางศิลปะในสมัยหนึ่งอาจจะขัด แย้ง หรือรืตรงข้ามกันใน ความคิิดของอีกสมัยมัหนึ่งนึ่ก็เป็นไปได้ (ชลูดลูนิ่มนิ่เสมอ, 2544 : 1) อย่าย่งไรก็ตามถึงแม้จม้ะมีคมีวามต่าง แต่ก็ยังยัมีเมีนื้อนื้หาในประเด็นด็ทางข้อข้มูลบางอย่าย่ง ที่เ่ป็นป็องค์ ประกอบร่วร่มกันในการสร้าร้งความเข้าข้ใจพื้นพื้ฐานของศิลปะ เช่นช่หลักการจัดจัองค์ประกอบศิลป์ เพื่อพื่ นำ ไปสู่กสู่ ารสร้าร้งสรรค์งานทัศนศิลป์ หรือรืงานออกแบบในประเภทต่างๆตามความเหมาะสม และใน ส่วส่นของการเริ่มริ่ต้นนั้นนั้จำ เป็นต้องเข้าข้ใจความหมายของศิลปะกันเสียสีก่อน ซึ่งซึ่จะขอกล่าวพอเป็น สังสัเขป ดังดันี้ ความหมายของศิลปะ ศิลปะ มีความหมายที่แตกต่าง และหลากหลาย ทั้งทั้นี้ขึ้นอยู่กับการนิยามและทัศนะของ นักปราชญ์ ผู้ทรงความรู้ทรู้างศิลปะ หรือรืนักวิชาการทั้งทั้หลายในแต่ละสมัย ที่จะกำ หนดแนว ความคิด ภายใต้หลักการหรือรืทฤษฎีใด ซึ่งซึ่พอจะยกตัวอย่างและสรุปให้เห้กิดความเข้้าใจไว้ ดังนี้ ศิลปะ คือ ผลแห่งพลังความคิดสร้าร้งสรรค์ของมนุษย์ ที่แสดงออกในรูปลักษณ์ต่างๆให้ ปรากฏในสุนทรียรีภาพ ความประทับใจ หรือรืความสะเทือนอารมณ์ ความมีอัจฉริยริภาพ พุทธิปัธิ ปัญญา ประสบการณ์ รสนิยม และทักษะของแต่ละคน เพื่อความพอใจ ความรื่นรื่รมย์ ขนบธรรมเนียม จารีตรี ประเพณี หรือรืความเชื่อชื่ ในลัทธิศธิาสนา (พจนานุกนุรมศััพศััท์ศิิลปะ, 2541 : 26) ตามทรรศนะของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้กล่าวถึง ศิลปะ คือ งานอัันเป็นความ พากเพียรของมนุษย์ที่ต้องใช้ความพยายามด้วยมือ และความคิดของศิลปิน บทที่ 1 ความเข้า ข้ใจเบื้อบื้งต้นทางศิลปะ และ การออกแบบ


ศาสตราจารย์พิย์เพิศษ อารี สุทสุธิพัธินพัธุ์ สรุปรุความหมายของศิลปะ คือ การถ่ายทอดความหมาย ต่างๆอันประกอบด้วด้ยจินจิตนาการอย่าย่งมีทัมี ทักษะ และความเข้าข้ใจในสุนสุทรียรีภาพตามประสบการณ์ ของ ศิลปินแต่ละคน ศิลปะ คือ สิ่งที่มนุษย์สร้าร้งสรรค์ขึ้นเพื่อแสดงออก ซึ่งความอารมณ์ความรู้สึรู้ สึก ปัญญา ความ คิด และหรือรืความงาม (ชลูด นิ่มเสมอ, 2544 : 15) ศิลปะ คือ ผลงานของมนุษย์ที่เกิดจากความคิด และการสร้าร้งสรรค์ขึ้นในรูปแบบและ ลักษณะต่างๆ โดยแสดงออกทางด้านทักษะ กระบวนการสุนทรียรีภาพ ความรู้สึรู้ สึกประทับใจ ความสะเทือนอารมณ์ และรสนิยมของแต่ละคนที่ปรากฏให้เห้ห็นห็ ในสังคม (สมภพ จงจิตต์โพธา, 2554 : 7) จากความหมายของศิลปะข้างต้นพอสรุปได้ว่า ศิลปะ คือ ผลงานที่มนุษย์สร้าร้งขึ้น เพื่อ แสดงออกถึงทักษะฝีมือ ความคิดสร้าร้งสรรค์ อารมณ์ความรู้สึรู้ สึก และความงาม ในประเด็นของความหมายของศิลปะ เพื่อสร้าร้งความเข้าใจเพิ่มเติม จึงขอกล่าวถึงแนวคิด และ นิยามทางศิลปะจากทฤษฎีศิลปะต่างๆ พอสังเขปดังนี้ ฮาโรลด์ เอ็ช ติตุส (Harold H.Titus) ได้ค้นคว้า และรวบรวมทฤษฎีศิลปะ (Theories of Art) ไว้ซึ่งซึ่พบว่ามีทั้งทั้หมด 7 ทฤษฎีด้วยกัน ซึ่งซึ่การให้คห้วามหมายของศิลปะก็แตกต่างกันไปตามแนว ความคิดิหลักของทฤษฎีดังกล่าว พอสรุปดังต่อไปนี้ (http://www.sites.google.com) 1. ศิลปะ คือ การเลียนแบบ (Art as Imitation) ทฤษฎีนี้เ นี้ป็นทฤษฎีเก่าแก่ มีมมีาตั้งตั้แต่สมัยมักรีกรี โบราณโดยมีพื้มีพื้นพื้ฐานความคิดมาจากเพลโต(Plato) และอริสริโตเติล(Aristotle) ซึ่งซึ่ถือว่าว่การเลียนแบบวัตวัถุธถุรรมชาติได้อด้ย่าย่งสมบูรณ์คณ์รบถ้วน จัดจัว่าว่ เป็นสิ่งสิ่สวยงามที่สุดสุดังดันั้นนั้ความคิดแก่นของทฤษฎีนี้ การเลียนแบบวัตวัถุธถุรรมชาติอะไรบางอย่าย่ง ที่ปรากฏออกมาก็คือ ศิลปะ นั่นนั่เอง 2. ศิลปะ คือ ความพึงพึพอใจ (Art as Pleasure) ทัศนะนี้มองว่า ศิลปินคือบุคคลซึ่งพึงพอใจในความงามและใช้เวลาของเขาสร้าร้งสิ่ง สวยงาม ศิลปินจึงพึงพอใจในงานของตัวเอง และยังหวังให้บุห้บุคคลอื่นพึงพอใจในผลงานของตน ด้วย ดังนั้นนั้ความหมายของศิลปะ ก็คือ การให้คห้วามพึงพอใจทางสุนทรียรีะ 3. ศิลปะ คือ การเล่น (Art as Play) ความคิดที่ว่าว่ศิลปะคือรูปแบบของการเล่นนี้ เริ่มริ่จากแนวคิดของ คานต์(Kant) จากนั้นนั้ ชิลชิเลอร์(ร์Schiller) นำ มาปฏิบัติบั ติและสเปนเซอร์(ร์Spencer) นำ ไปพัฒพันาต่อไปจนกลายเป็นทฤษฎี ที่ เรียรีกกันว่าว่ “Spieltrieb” หรือรืเรียรีกว่าว่ทฤษฎีแรงกระตุ้นตุ้ให้เห้ล่น ทั้งทั้นี้การเล่นนั้นนั้ถือว่าว่เป็นการ แสดงออกที่เกิดจากชีวิชีตวิจิตจิ ใจ จึงจึต่างไปจากกิจกรรมที่เป็นงาน (Work) ของมนุษย์แย์ต่ให้คห้วาม พึงพึพอใจสูงสูสเปนเซอร์ ถือว่าว่ศิลปะคือการแสดงออกของพลังงานส่วส่นเกินเช่นช่เดียวกับการเล่น ศิลปะก็คือการ แสดงออกซึ่งซึ่เกิิดขึ้นขึ้เองของพลังที่สาคัญแก่ชีวิชีตวิซึ่งซึ่มีจุมีจุดมุ่งมุ่หมายที่ไม่คม่านึงถึง ประโยชน์ 4. ศิลปะ คือ อัันอััตรเพทนาการ (Art as Empathy) อันตรเพทนาการ หมายถึง ท่าทีของประสาทที่รู้สึรู้ สึกคล้อยตามซึ่งเกิดกับผู้กำ ลังชม ศิลปวัตวัถุ ทั้งทั้นี้อัั นี้ อัันอััตรเพทนาการเป็นการสร้าร้งจินจิตนาการของผู้ชผู้ มให้เห้ป็นอันเดียดีวกันกับศิลปวัตวัถุ โดย การถ่ายทอดความรู้สึรู้กสึและการตอบสนองของผู้ชผู้ มลงไปในศิลปวัตวัถุ


5. ศิลปะ คือ การสื่อสื่สาร (Art as Communication) นักนั ปราชญ์จำญ์จำนวนมากคิดว่าว่การสื่อสื่สารเป็นสิ่งสิ่ที่ขาดไม่ไม่ด้ แท้จริงริแล้วเป็นหัวหัใจของศิลปะ ซึ่งซึ่เลโอตอลสตอย (Leo Tolstoy) กล่าวไว้ว่ว้าว่ “...ศิลปะ คือ การสื่อสารของอารมณ์ที่เกิดขึ้นแก่บุคคลหนึ่งให้แห้ก่บุคคลอื่นๆที่มีอมีารมณ์ อย่าย่งเดียดีวกัน โดยการใช้เช้ส้นส้สี เสียสีง การเคลื่อนไหว หรือรืคำ พูด อารมณ์ยิ่ณ์งยิ่รุนรุแรงเพียพีงใด ศิลปะก็ยิ่งยิ่ดีเดีพียพีงนั้นนั้ ...” 6. ศิลปะ คือ การแสดงออก (Art as Expression) ทฤษฎีนี้ถือว่าว่วัตวัถุปถุระสงค์ของศิลปะอยู่ที่ยู่ ที่ การแสดงอารมณ์ภายในของมนุษย์อย์อกมาให้ ปรากฏ แม้ว่ม้าว่ศิลปะเป็นการแสดงออกซึ่งซึ่อารมณ์ก็ตาม แต่การแสดงอารมณ์ทุกทุอย่าย่งก็มิไมิด้เป็น ศิลปะ ไปเสียสีหมด 7. ศิลปะ คือ คุณคุลักษณะของประสบการณ์ (Art as a Quality of Experience) จอห์นห์ดิวดิอี้ (John Dewey) กล่าวว่าว่ศิลปะคือคุณคุลักษณะซึ่งซึ่แทรกอยู่กัยู่ กับประสบการณ์ ซึ่งซึ่พบได้ใด้นประสบการณ์ทั่ณ์ ทั่วทั่ ไปของเรานี่เ นี่ อง ลักษณะทางสุนสุทรีย์รีมีย์อมียู่ใยู่นประสบการณ์ทั่ณ์ ทั่วทั่ ไปทั้งทั้หมด จากการรวบรวมความหมายของศิลปะตามแนวคิดหลักของทฤษฎีดังดักล่าว ซึ่งซึ่ในแต่ละยุค สมัยมั ก็เน้นน้ทัศนะเกี่ยวกับความหมายของศิลปะที่แตกต่างกันไป และเมื่อมื่พิจพิารณาโดยรวมพบว่าว่ศิลปะ เป็นไปได้ใด้นความหมายเกือบทุกทุสิ่งสิ่ตามที่ทุกทุทฤษฎีได้กด้ล่าวถึง เพราะศิลปะเป็นสิ่งสิ่ที่มนุษนุย์สย์ร้าร้งขึ้นขึ้ บน พื้นพื้ฐานความคิด อารมณ์แณ์ละความรู้สึรู้กสึภายใน ที่แสดงออกมาเป็นผลงานในรูปรูแบบต่างๆโดย เกี่ยวข้อข้ง และสัมสัพันพัธ์กัธ์ กับการรับรัรู้ขรู้องมนุษนุย์ ซึ่งซึ่เป็นเรื่อรื่งปกติที่จะเกิดมุมมองทางความคิด การ สรุปรุคุณคุค่าและการนิยนิามความหมายที่แตกต่างกันในแต่ละยุคสมัยมัซึ่งซึ่ถือได้ว่ด้าว่เป็นป็การมองสิ่งสิ่ เดียดีวในแง่มุม ที่แตกต่างกัน จากนิยนิามความหมายของศิลปะที่ผ่าผ่นมา ถือว่าว่เป็นมุมมองในภาพรวมที่กว้าว้งยังยัคงมีมุมีมุมอง ความหมายของศิลปะที่มีลัมี ลักษณะเฉพาะตามการรับรัรู้ โดยพื้นพื้ฐานซึ่งซึ่ศาสตราจารย์ ชลูดลูนิ่มนิ่เสมอ (2544 : 2) ได้แด้สดงทัศนะไว้ดัว้งดันี้ ในปัจจุบันบัเมื่อมื่เราพูดถึงศิลปะคำ เดียดีวจะหมายถึงเฉพาะศิลปะที่เป็นวิจิวิตจิรศิลป์เป์ท่านั้นนั้ส่วส่นงาน ศิลปะที่ทำ ขึ้นขึ้เพื่อพื่จุดประสงค์อย่าย่งอื่นจะเรียรีกว่าว่ ประยุกต์ศิลป์ หรือรืเรียรีกจำ แนกออกไปตามสาขา เช่นช่อุตสาหกรรมศิลป์ (Industrial art) นิเนิทศศิลป์ (Communication art) มัณมัฑนศิลป์ (Decorative art) เป็นต้น ซึ่งซึ่หมายความว่าว่ ได้ปด้ระยุกต์ศิลปะ หรือรืสุนสุทรียรีภาพเข้าข้ไปในงาน อุตสาหกรรม งานสื่อสื่สารมวลชนหรือรืงานตกแต่งบ้าบ้นเรือรืนแล้ว นอกจากนี้ คำ ว่าว่ศิลปะยังยัมีคมีวามหมายในวงที่แคบเข้าข้มาอีก 2 ความหมาย คือ 1. ศิลปะ หมายถึง เฉพาะงานทัศนศิลป์ ซึ่งซึ่ประกอบ ด้วด้ยจิตจิรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพิพ์ และงานสร้าร้งสรรค์อื่นซึ่งซึ่ใช้กช้ารเห็นห็เป็นป็ ปัจจัยจั ในการรับรัรู้ เท่านั้นนั้ ค าว่าว่ศิลปิน (Artist) ที่นิยนิมใช้กัช้ กันทั่วทั่ ไปทุกทุวันวันี้ ส่วส่นมากหมายถึงผู้สผู้ ร้าร้งงานทัศนศิลป์ ได้แด้ก่ จิตจิรกร ประติมากรรม และศิลปินภาพพิมพิพ์สพ์าหรับรัผู้ทำผู้ ทำงานศิลปะสาขาอื่นไม่นิม่ยนิมเรียรีกว่าว่ ศิลปิน แต่ จะมีคำมี คำเฉพาะตามสาขาอาชีพชีเช่นช่สถาปนิกนินักนั ประพันพัธ์ นักนัดนตรี นักนัแสดง มัณมัฑนา กร นักนัออกแบบ เป็นต้น 2. ศิลปะ หมายถึง ความมีคุมีณคุภาพหรือรืคุณคุค่าทางศิลปะของผลงาน ดังดันั้นนั้หากผลงานที่ ออกมา ไม่มีม่คุมีณคุค่าทางสุนสุทรียรีะหรือรืไม่มีม่คมีวามงามที่เพียพีงพอ ก็ไม่อม่าจจัดจั ให้ผห้ลงานชิ้นชิ้นั้นนั้เป็นป็งานศิลปะ ได้


ภาพที่ 1.1 ผลงานจิตจิรกรรม ในประเภทศิลปะแบบวิจิวิตจิรศิลป์ จิตจิรกรรมประเพณีจณีากวรรณคดีไดีทย ของ อาจารย์ จักจัรพันพัธุ์ โปษยกฤต ศิลปินปิแห่งห่ชาติ พ.ศ. 2543 ที่มา (http://www.clipmass.com) กล่าวโดยสรุป การทำ ความเข้าใจในเบื้องต้นทางศิลปะ ในเรื่อรื่งของนิยามความหมาย และ จาก ทฤษฎีศิลปะต่างๆ ทั้งทั้ ในภาพกว้างและตามลักษณะที่เฉพาะเจาะจงนั้นนั้ทำ ให้เห้กิดความเข้าใจใน พื้นฐานของการรับรัรู้ถึรู้ ถึงศิลปะว่ามีคุณลักษณะที่เป็นตัวร่วร่มที่สำ คัญที่สุดก็คือ การแสดงออกซึ่งซึ่ อารมณ์ ความรู้สึรู้ สึก และความงาม โดยผ่านทางรูปทรงที่มนุษย์ได้สร้าร้งสรรค์ขึ้น ซึ่งซึ่ผลงาน ศิลปะที่เกิดขึ้น ดังกล่าวย่อมมีความหลากหลายตามวัตถุประสงค์ของศิลปินผู้สร้าร้ง ดังนั้นนั้การ จัดแบ่งประเภทของ ศิลปะจึงเป็นการทำ ความเข้าใจในธรรมชาติของรูปแบบ และจุดมุ่งหมายใน การสร้าร้งสรรค์ของศิลปะให้เห้ป็นระบบและแยกเป็นส่วนต่างๆ ซึ่งซึ่จะกล่าวถึงเนื้อหาในหัวหัข้อต่อไป ประเภทของศิลปะ การแบ่งประเภทของศิลปะนั้นนั้มีผู้แบ่งไว้หลายแนวทาง ซึ่งซึ่ชลูด นิ่มเสมอ (2544 : 3-4) ได้ จาแนกแนวทางการแบ่งบ่ ไว้ ดังดันี้ 1. ศิลปะแบ่งบ่ตามจุดมุ่งมุ่หมายของการสร้าร้ง 2. ศิลปะแบ่งบ่ตามลักษณะของสื่อสื่ ในการแสดงออก 3. ศิลปะแบ่งบ่ตามลักษณะของการรับรัสัมสัผัสผั 1. ศิลปะแบ่งบ่ตามจุดมุ่งมุ่หมายของการสร้าร้ง การแบ่งบ่ ประเภทของศิลปะตามจุดมุ่งมุ่หมายของการสร้าร้งอาจแบ่งบ่ ได้ดัด้งดันี้ 1.1 วิิจิวิิตจิรศิลป์ (Fine art) ได้แด้ก่ งานจิตจิรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพิพ์์ สถาปัตยกรรม เป็นศิลปะที่สร้าร้งขึ้นขึ้เพื่อพื่ ให้คห้วาม รู้สึรู้กสึทางสุนสุทรียรีภาพ ให้อห้ารมณ์สณ์ะเทือนใจ ปลุกลุความเห็นห็แจ้งจ้ ให้ปห้ระสบการณ์ใณ์หม่หม่รือรืให้คห้วาม ประเทืองปัญญาแก่่ผู้ดูผู้ ดู


ภาพที่ 1.2 ผลงานประติมากรรม ในประเภทศิลปะแบบวิจิวิตจิรศิลป์ "เสียสีงขลุ่ยลุ่ทิพย์"ย์พ.ศ. 2494 ศิลปิน เขียขีน ยิ้มยิ้ศิริ เทคนิคนิบรอนซ์ ขนาด 36 x 56 ซม. ที่มา (http://www.thaiartproject.org)


ภาพที่ 1.3 ผลงานภาพพิมพิพ์์ ในประเภทศิลปะแบบวิจิวิตจิรศิลป์ ผลงานภาพพิิมพิิพ์์แพ์์กะไม้ “ Around the Fire” ของ ประพันพัธ์ ศรีสุรีตสุา ขนาด 32.5 x 50 cm. พ.ศ. 2505 ที่มา (https://www.finearts99.files.wordpress.com) ภาพที่ 1.4 ผลงานสถาปัตยกรรม ในประเภทศิลปะแบบวิจิวิตจิรศิลป์ พระอุโบสถวัดวัเบญจมบพิตพิร สถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แณ์บบของศิลปะไทย ที่มา (http://www.manager.co.th) 1.2 ประยุกต์ศิลป์ (Applied art) เป็นศิลปะที่สร้าร้งขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่น นอกเหนือจากความชื่นชื่ชมในคุณคุค่าของศิลปะโดยตรง เช่นช่ภาพหรือรืลวดลายที่ใช้ตช้กแต่งอาคาร หรือรืเครื่อรื่งเรือรืน รูปทรง สีสัสีนสัของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ออกแบบให้เห้ป็นที่พอใจของผู้บริโริภค หรือรืเครื่อรื่งใช้ไช้ม้สม้อยที่ทำ ขึ้นขึ้ด้วยฝีมือมื ประณีต ศิลปะที่ประยุกต์เข้าข้ไปในสิ่งสิ่ที่ใช้ปช้ระโยชน์เหล่านี้ จะให้คห้วามพอใจอันเกิดจากความประณีต สวยงาม ความกลมกลืนแก่ประสาทสัมสัผัส ควบคู่ไคู่ปกับ ประโยชน์ใช้สช้อย


ภาพที่1.5 ผลงานออกแบบเก้อี้นั่งนั่ ในประเภทศิลปะแบบประยุกต์ศิลป์ ที่มา (https://www.kathariyave.files.wordpress.com) ภาพที่ 1.6 ผลงานออกแบบแจกัน ในประเภทศิลปะแบบประยุกต์ศิิลป์ ที่มา (http://www.partage-plus.eu)


2. ศิลปะแบ่งบ่ตามลักษณะของสื่อสื่ ในการแสดงออก สื่อสื่ ในการแสดงออกหรือรืเรียรีกอีกนัยนัหนึ่งนึ่ว่าว่สื่อสื่สุนสุทรียรีภาพของงานศิลปะแต่ละสาขาย่อย่ม แตกต่างไปตามธรรมชาติของการแสดงออก ซึ่งซึ่อาจแบ่งบ่ ได้เด้ป็น 5 สาขาคือ 2.1 จิตจิรกรรม (Painting) เป็นศิลปะที่แสดงออกด้วด้ยการใช้สีช้ สีแสง เงาและแผ่นผ่ภาพที่ แบน ราบ เป็นงาน 2 มิติมิ ติซึ่งซึ่บางครั้งรั้อาจใช้หช้ลักทัศนียนีภาพลวงตาให้เห้กิดภาพ 3 มิติมิ ติ 2.2 ประติมากรรม (Sculpture) เป็นศิลปะที่แสดงออกเป็น 3 มิติมิ ติด้วด้ยการใช้วัช้สวัดุ และ ปริมริาตรของรูปรูทรง ภาพที่1.7 งานจิตจิรกรรม แสดงออกด้วด้ยการใช้ สีแสีสงเงาและแผนภาพที่ แบนราบ เป็นป็งาน 2 มิติมิอติาจใช้ หลกทัศทันียนีภาพลวงตาให้ เกิดกิเป็นป็ภาพ 3 มิติมิติ ที่มที่า : มนญู ไชยสมบรณู . 2546. ภาพที่ 1.8 งานประติมติากรรม แสดงออกเป็นป็ 3 มิติมิด้ติวด้ยการใช้ วัสวัดุ และปริมริาตรของรูปรูทรง ที่มที่า : มนญู ไชยสมบรณู . 2546.


2.3 สถาปัตปัยกรรม (Architecture) เป็นป็ศิลปะที่แที่สดงออกเป็นป็ 3 มิติมิด้ติวด้ยการใช้วัช้สวัดุ โครงสร้าร้ง และปริมริาตรของที่ว่ที่าว่งกับกัรูปรูทรง ภาพที่1.9 งานสถาปัตปัยกรรม แสดงออกเป็นป็ 3 มิติมิด้ติวด้ยการใช้ วัสวัดุโดุครงสร้าร้ง และปริมริาตรของที่ วางกับักั บั รูปรูทรง ที่มที่า : มนญู ไชยสมบรณู . 2546. 2.4 วรรณกรรม (Literature) เป็นป็ศิลปะที่แที่สดงออกด้วด้ยการใช้ภช้าษา ภาพที่ 1.10 วรรณกรรม แสดงออกด้วด้ยการใช้ ภาษา อาจมีข้มีอข้จำ กัดกัตรงที่ เจ้าจ้ของภาษาหรือรืผู้ชำผู้ ชำนาญด้าด้น้ ภาษานั้นนั้ทสามารถตีคตีวามให้ เข้าข้ใจจึงจึเกิดกิความซาบซึ้งซึ้ได้ ที่มที่า : มนญู ไชยสมบรณู . 2546.


2.5 ดนตรีแรีละนาฏกรรม (Music and Drama) เป็นป็ศิลปะที่แที่สดงออกด้วด้ยการใช้เช้สียสีง (หรือรืภาษา) และความ เคลื่อลื่นไหวของร่าร่งกาย ภาพที่ 1.11 ดนตรีแรีละนาฏกรรมแสดงออกด้วด้ยการใช้ เสียสีง (หรือรืภาษา) และความเคลื่อลื่นไหวของร่าร่งกาย การรับรัรชู้ เช่นช่เดียดีวกับกัความงามทางทัศทันศิลป์ คือคืเป็นป็สากลสามารถตีคตีวามและซาบซึ้งซึ้ได้ เร็วร็กว่าว่วรรณกรรม ที่มที่า : มนญู ไชยสมบรณู . 2546.


ภาพที่ 1.12 การแสดงโขน นาฏกรรม ในประเภทศิลปะโสตทัศนศิลป์ ที่มา (https://www.lh4.googleusercontent.com) 3.1 ทัศนศิลป์ (Visual art) เป็นศิลปะที่รับรัสัมผัสด้วยการเห็นห็ ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์และสถาปัตยกรรม 3.2 โสตศิลป์ (Audio art) เป็นศิลปะที่รับรัสัมผัสได้ด้วยการฟังฟั ได้แก่ ดนตรีแรีละ วรรณกรรม (ผ่านการอ่านหรือรืร้อร้ง) 3.3 โสตทัศนศิลป์ (Audio visual art) เป็นศิลปะที่รับรัสัมผัสด้วยการฟังฟัและการมองเห็นห็ พร้อร้มกัน ได้แก่ นาฏกรรม การแสดง ภาพยนตร์ ซึ่งซึ่เป็นการผสมกันของวรรณกรรม ดนตรี และ ทัศนศิลป์ บางแห่งห่เรียรีกศิลปะสาขานี้ว่าศิลปะผสม (Mixed art) 3. ศิลปะแบ่งตามลักษณะของการรับสัมผัส ประสาทรับรัสัมผัสของมนุษย์ประกอบด้วยประสาททางตา หู จมูก ลิ้นและกาย แต่การรับรั สัมผัสที่ให้คห้วามพอใจในสุนทรียรีภาพในระดับสูงมี 2 ทาง คือ ทางตา และทางหู ดังนั้นนั้จึงมี การแบ่ง ศิลปะตามลักษณะของการรับรัสัมผัสออกได้เป็น 3 สาขา คือ


ภาพที่ 1.13 ผลงานศิลปะที่ทที่ดลองผสมสื่อสื่ต่าต่งๆเข้าข้ด้วด้ยกันกั ในประเภทของศิลปะสื่อสื่ผสม ที่มที่า (https://adaymagazine.com/wishulada/)


เนื้อนื้หา เนื้อนื้หาคือคืความหมายของงานศิลปะที่แ ที่ สดงออกผ่าผ่นรูปรูทรงทางศิลปะ (artistic form) เนื้อนื้หาประกอบด้วด้ย 2 ส่วส่นคือคื เรื่อรื่ง (subject) หมายถึงถึจุดเริ่มริ่ต้นต้ของการสร้าร้งงานศิลปะแบบรูปรูธรรม เช่นช่คน พืชพืสัตสัว์ สิ่งสิ่ของ ทิวทิทัศทัน์ ศาสนา สงคราม ฯลฯ หรือรืหมายถึงถึ “ภาพนี้เ นี้ กี่ย กี่ วกับกัอะไร” หรือรืต้อต้งการสื่อสื่ถึงถึอะไร เป็นป็ต้นต้ส่วส่นงานศิลปะ แบบนามธรรมนั้นนั้จะไม่มีม่เมีรื่อรื่ง เพราะศิลปินปิต้อต้งการแสดงออกโดยใช้กช้าร ประสานกันกัของรูปรูทรงเป็นป็สาระส าคัญคัที่ไที่ ม่ ต้อต้งอ้างอิงความจริงริเนื้อนื้หาผ่าผ่นเรื่อรื่งราวใดๆ แนวเรื่อรื่ง (theme) หมายถึงถึส่วส่นหนึ่งนึ่ในองค์ปค์ระกอบของเนื้อนื้หาที่เ ที่ น้นน้แนวความคิดคิ (concept) ของ ศิลปินปิที่มี ที่ ต่มีอต่เรื่อรื่งหรือรืรูปรูทรงที่เ ที่ ป็นป็สาระหรือรืแนวทางการสร้าร้งสรรค์มค์ากกว่าว่เรื่อรื่ง ซึ่งซึ่เป็นป็ส่วส่นที่ส ที่ าคัญคัที่สุ ที่ ดสุของงาน ศิลปะเมื่อมื่มองจากด้าด้นการสร้าร้งสรรค์หค์รือรืผู้ที่ผู้ส ที่ ร้าร้งสรรค์เค์พราะเป็นป็แนวคิดคิที่เ ที่ ป็นป็ โครงสร้าร้งเบื้อบื้งต้นต้ของการสร้าร้งงาน เนื้อนื้หาแบ่งบ่ออกได้เด้ป็นป็ 2 ประเภท คือคืเนื้อนื้หาภายใน หรือรืเนื้อนื้หาทางรูปรูทรงกับกัเนื้อนื้หา ภายนอก หรือรืเนื้อนื้หา ทางเรื่อรื่งราวหรือรืทางสัญสัลักลัษณ์ เนื้อนื้หาภายใน เป็นป็เนื้อนื้หาที่เ ที่ กิดกิจากการประสานกันกัอย่าย่งมีเมีอกภาพของทัศทันธาตุใตุนรูปรู ทรง เป็นป็เนื้อนื้หาของรูปรูทรงโดยตรง เนื้อนื้หาประเภทนี้จ นี้ ะให้อห้ารมณ์ทณ์างสุนสุทรียรีภาพแก่ผู้ก่ดูผู้ดูเป็นป็อารมณ์ทณ์าง ศิลปะที่ บริสุริทสุธิ์ที่ธิ์แ ที่ สดงพลังลัความรู้สึรู้กสึส่วส่นตัวตัในการแสดงออกของศิลปินปิ เนื้อนื้หาภายนอก จะมีอมียู่ใยู่นเฉพาะในศิลปะแบบรูปรูธรรมที่มี ที่ เมีรื่อรื่ง เช่นช่คน สัตสัว์ วัตวัถุ สิ่งสิ่ของ หรือรืเหตุกตุารณ์ นั้นนั้ๆเป็นป็ความหมายของเรื่อรื่งและแนวเรื่อรื่งที่สื่ ที่ สื่อสื่ความหมายได้จด้ากรูปรูทรง ดังดันั้นนั้ ในงานแบบรูปรูธรรมจะมีเมีนื้อนื้หาทั้งทั้ภายในและภายนอก ซึ่งซึ่ ให้อห้ารมณ์ทั้ณ์งทั้ทางศิลปะและ อารมณ์อื่ณ์อื่นๆ ควบคู่กัคู่นกั ไป แต่ใต่นงานแบบนามธรรมจะมีเมีนื้อนื้หาภายในเพียพีงอย่าย่งเดียดีว โดยให้อห้ารมณ์ ทางศิลปะที่บ ที่ ริสุริทสุธิ์ ซึ่งซึ่ ในงาน ศิลปะที่ดี ที่ ทั้ดีงทั้เรื่อรื่ง แนวเรื่อรื่ง และรูปรูทรงจะต้อต้งประกอบเข้าข้ด้วด้ยกันกัอย่าย่ง มีเมีอกภาพเสมอ องค์ประกอบของศิลปะ จากการพิิจารณาความหมายของศิลปะโดยสรุปที่ว่า ศิลปะคือสิ่งที่มนุษย์สร้าร้งขึ้นเพื่อแสดงออกซึ่งซึ่อารมณ์ ความรู้สึรู้ สึก ความคิด หรือรืความงามนั้นนั้ ชลูดลูนิ่มเสมอ (2544 : 18-23) ได้กล่าวถึง ศิลปะนั้นนั้มีอมีงค์ประกอบที่ส าคัญอยู่ 2 ส่วส่น คือ ส่วส่นที่มนุษย์ สร้าร้งขึ้นขึ้ ได้แก่ โครงสร้าร้งทางวัตวัถุที่ถุที่ มองเห็นห็ ได้ ซึ่งซึ่เราเรียรีกว่าว่รูปทรง (form) กับอีกส่วส่น หนึ่งนึ่ที่เป็นป็การแสดงออกอัันอััเป็นป็ผลที่เกิดจากโครงสร้าร้งทางวัตวัถุนั้ถุนนั้ซึ่งซึ่เราเรียรีกส่วส่นหลังนี้ว่ นี้ าว่เนื้อนื้หา (content) ซึ่งซึ่จะกล่าล่วถึงถึในรายละเอีียดดังดันี้ รูปทรง รูปรูทรงคือคืสิ่งสิ่ที่ม ที่ องเห็นห็ ได้ใด้นทัศทันศิลป์ เป็นป็ส่วส่นที่ศิ ที่ ศิลปินปิสร้าร้งขึ้นขึ้ด้วด้ยการประสานกันกัอย่าย่งมีเมีอกภาพของ ทัศทันธาตุ (visual elements) ได้แด้ก่ เส้นส้น้าน้หนักนัอ่่อนแก่ ที่ว่ ที่ าว่ง สี และลักลัษณะพื้นพื้ผิวผิรูปรูทรงมีอมีงค์ปค์ระกอบ สำ คัญคั 2 ส่วส่น คือคืส่วส่นที่เ ที่ ป็นป็ โครงสร้าร้งทางรูปรูได้แด้ก่ ทัศทันธาตุที่ตุร ที่ วมตัวตักันกัอย่าย่ง มีเมีอกภาพกับกัส่วส่นที่เ ที่ ป็นป็ โครงสร้าร้งทางวัตวัถุ ได้แด้ก่ วัสวัดุที่ดุใที่ ช้ใช้นการสร้าร้งรูปรูเช่นช่สี ดินดิเหนียนีว ไม้ กระดาษ ผ้าผ้ โลหะ ฯลฯ และเทคนิคนิที่ใที่ ช้กัช้บกัวัสวัดุเดุหล่าล่นั้นนั้เช่นช่การระบาย การปั้นปั้การแกะสลักลัการปะ การทอ การเชื่อชื่มต่อต่ฯลฯ องค์ประกอบที่เป็นโครงสร้าร้งของรูปทรง ซึ่งซึ่ได้แก่ การประสานกันอย่างมีเอกภาพของ ทัศนธาตุนี้เป็นส่วน สำ คัญที่สุด เพราะถ้าศิลปินสร้าร้งรูปทรงให้มีเอกภาพไม่ได้หรือรืไม่สมบูรณ์ รูปทรง นั้นนั้ก็ขาดชีวิต ขาดเนื้อหา ไม่สามารถจะแปลหรือรืสื่อความหมายใดๆได้


ภาพที่ 1.14 ผลงานศิลปะที่แที่สดงโครงสร้าร้งด้าด้นรูปรูทรงและเนื้อนื้หา ซึ่งซึ่ให้อห้ารมณ์ที่ณ์คที่วบคู่กัคู่นกั ไป “นักนัเรียรีน” โดย อัมอัรินริทร์ บุพศิิริ ที่มที่า (https://www.parentschool.files.wordpress.com)


รูปทรง เนื้อนื้หา เพื่อสร้าร้งความเข้าใจในส่วส่นของโครงสร้าร้งในองค์ประกอบของศิลปะ จึงสรุปเป็นแผนผัง แสดงองค์ประกอบของ ศิลปะ (ชลูด นิ่มเสมอ, 2544 : 26) ที่มีโครงสร้าร้งดังนี้ แผนผังผัแสดงองค์ประกอบของศิลปะ เนื้อนื้หาเน้นน้เรื่อรื่ง เนื้อนื้หาผสมเรื่อรื่ง เนื้อนื้หาเป็นป็อิสอิระจากเรื่อรื่ง เนื้อนื้หาปราศจากเรื่อรื่ง ศิลปะ เนื้อหา สุนสุทรียรีภาพ ศิลปะ เนื้อนื้หา ภายใน แนวเรื่อรื่ง ความเศร้าร้ ความโหดเหี้ยหี้ม ความรุ่งรุ่เรื่อรื่ง ความไม่สิ้ม่นสิ้สุดสุ ความศรัทรัธา การต่อต่สู้ พลังลัอำ นาจ ฯลฯ เรื่อรื่ง หุ่นหุ่นิ่งนิ่ สงคราม การศึกษา ทิวทิทัศทัน์ ศาสนา คน สัตสัว์ ฯลฯ เนื้อนื้หา ภายใน อารมณ์ ความรู้สึรู้กสึที่ เป็นป็ ไปตาม แนวเรื่อรื่ง ส่วส่นประกอบ ทางวัสวัดุ ส่วส่นประกอบ ทางรูป ทัศนธาตุ วัสวัดุ วิธีวิกธีาร เส้นส้ น้ำ หนักนั ที่ว่ที่าว่ง สี ลักลัษณะ พื้นพื้ผิวผิ สี ดินดิเหนียนีว หินหิ ไม้ กระดาษ โลหะ ฯลฯ ระบาย ปั้นปั้ สลักลั แกะ พิมพิพ์ เชื่อชื่ม ฯลฯ


เป็นที่เข้าข้ใจร่วร่มกันว่าว่เมื่อมื่เราพููดถึงศิลปะความเข้าข้ใจจะหมายถึง งานศิลปะประเภทวิจิวิตจิร ศิลป์เป์ท่านั้น เพราะเป็นงาน ศิลปะที่สร้าร้งขึ้นขึ้เพื่อพื่ ประเทืองปัญญาและแสดงออกทางความงาม อารมณ์ และความรู้สึรู้กสึซึ่งซึ่เป็นความงามทางศิลปะ แบบบริสุริทสุธิ์ ส่วส่นงานศิลปะที่ทำ ขึ้นขึ้เพื่อพื่จุดประสงค์อย่าย่งอื่น จะเรียรีกว่าว่ ประยุกต์ศิลป์ เพราะเป็นการประยุกต์ศิลปะหรือรื ความงามหรือรืสุนสุทรียรีภาพเข้าข้กับการ มุ่งมุ่เน้นด้านประโยชน์ใช้สช้อยตามแต่สาขาในด้านต่างๆ เช่นช่นิเทศศิลป์ (Communication art) ที่เป็น งานศิลปะที่เกี่ยวกับงานสื่อสื่สารมวลชน หรือรืมัณมัฑนศิลป์ (Decorative art) ที่เป็นงานศิลปะที่ เกี่ยวกับการตกแต่งบ้าบ้นเรือรืน เป็นต้น งานทัศนศิลป์ เป็นส่วส่นหนึ่งในงานศิลปะประเภทวิจิวิตจิรศิลป์ ซึ่งซึ่ประกอบด้วยงานจิตจิรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพิพ์ สถาปัตยกรรม และงานประเภทศิลปะสื่อสื่ผสม ใช้กช้ารรับรัรู้ครู้วามงามจากการ มองเห็นห็ทางประสาทตาและประสาทสัมสัผัส เช่นช่เดียวกับงานศิลปะประเภทประยุกต์ศิลป์หป์รือรืงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับ การออกแบบที่มุ่งมุ่เน้นด้านประโยชน์ใช้สช้อย และมีคุุณค่่าทางความงามแบบศิลปะผสมผสานอยู่ ซึ่งซึ่การสร้าร้งสรรค์งาน ศิลปะและงานออกแบบ จึงเป็นกิจกรรมที่มนุษย์สร้าร้งสรรค์ขึ้นเพื่อแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึรู้กสึและการจัดการทาง ความคิดเพื่อแก้ปัญหาเช่นช่เดียวกัน อาจกล่าวได้ว่าว่งานศิลปะกับการออกแบบมีความสัมสัพันธ์ทั้ธ์ ทั้งส่วส่นที่มีความเหมือมืน และส่วส่นที่แตกต่างกััน โดยจะอธิบธิายให้เห้ห็นห็เป็นแนวทางในการคิดได้ (มณแทน ตันบุญต่อ, 2540 : 16-20) ดังนี้ ข้อข้เหมือมืนระหว่่าว่่งานศิลปะกับงานออกแบบ 2. วิธีวิสธีร้าร้งสรรค์ที่ค์ต้ที่อต้งใช้ทัช้กทัษะความชำ นาญและความคิดคิสร้าร้งสรรค์เค์ฉพาะตัวตัที่ช่ที่วช่ยสร้าร้งผลงานให้เห้กิดกิเอกลักลัษณ์ ซึ่งซึ่ ทำ ให้เห้กิดกิผลงานที่มีที่ลัมีกลัษณะเฉพาะตัวตัที่แที่ตกต่าต่งจากผลงานประเภทเดียดีวกันกั 3. มีจุมีจุดหมายในการสร้าร้งผลงานที่จที่ะสะท้อท้นความคิดคิของผู้สผู้ ร้าร้งที่มีที่ต่มีอต่สภาพแวดล้อล้มอยู่เยู่สมอทุกทุยุคทุกทุสมัยมั ในงานศิลปะ ภาพเขียขีนที่ปที่รากฏของแต่ลต่ะยุคสมัยมัจึงจึมีลัมีกลัษณะร่วร่มสมัยมักันกัเช่นช่เดียดีวกับกังานออกแบบแม้จม้ะมีเมีนื้อนื้หาในการถ่าถ่ยทอดแตก ต่าต่งกันกัแต่ก็ต่เก็ป็นป็ผลงานที่ใที่ช้บช้อกสภาพของปัญปัหาตลอดจนความต้อต้งการของสังสัคมในช่วช่งระยะนั้นนั้ๆได้อด้ย่าย่งชัดชัเจน ข้อข้แตกต่างระหว่่าว่่งานศิลปะกับงานออกแบบ 1. วิิธีวิิกธีารทางาน ในงานศิลปะ ศิลปินปิจะทำ งานตามลำ พังพัคนเดียดีวโดยใช้ตช้นเองเป็นป็ศูนย์กย์ลางของความคิดคิเมื่อมื่ได้รัด้บรัแรงบันบัดาลใจจากสิ่งสิ่ ที่มากระทบความรู้สึรู้กสึ ในงานออกแบบ นักนัออกแบบจะทำ งานร่วร่มกันกัเป็นป็กลุ่มลุ่ระหว่าว่งผู้เผู้กี่ยกี่วข้อข้งกับกั ฝ่ายต่าต่งๆ เช่นช่ ฝ่าย การตลาด และฝ่ายผู้ผผู้ ลิตลิซึ่งซึ่มีข้มีอข้มูลในด้าด้นต่าต่งๆ ศิลปะกับงานออกแบบ 1. ค านึงนึถึงถึความงามในทัศทันธาตุขตุองผลงานจากรูปรูทรงและเนื้อนื้หาอย่าย่งมีเมีอกภาพในการจัดจัองค์ปค์ระกอบทางศิลปะ


เกี่ยกี่วกับกั ปัญปัหาเบื้อบื้งต้นต้ซึ่งซึ่งานออกแบบที่ดีที่จึดีงจึเป็นป็ผลงานที่เที่กิดกิจากการทางานร่วร่มกันกัอย่าย่งเป็นป็ระบบ ของคนในกลุ่มลุ่ โดย ใช้คช้วามรู้ครู้วามสามารถเฉพาะของแต่ลต่ะฝ่าฝ่ยร่วร่มกันกั 2. ลักษณะรูปแบบ งานศิลปะเป็นงานที่แสดงรูปแบบหรือรืสไตล์ (style) เฉพาะตัวที่ศิลปินผู้นั้นนั้ ได้พััฒพัันาขึ้นขึ้มาและผู้ที่ซื้อซื้ผลงานก็มักมั เป็นผู้ที่ชื่นชื่ชมยินยิดีในรูปแบบของผลงานนั้นนั้ๆ แต่สฎหรับรังานออกแบบนักออกแบบโดยทั่วไปจะเป็นผู้ที่ไม่มีม่รูมีรูปแบบเฉพาะ ตัว เพราะนักออกแบบเป็นผู้สร้าร้งสรรค์และเสนอรูปแบบผลงานของตนตามความเหมาะสมและสอดคล้อล้งกับสภาวะความ เป็นไปตามสมัยมันิยมตลอดจนความต้องการของผู้ใช้หช้รือรืผู้ว่าว่จ้าจ้ง นักออกแบบแต่ละคนสามารถผลิตผลงานที่มีรูมีรูปแบบได้หลากหลายตามความเหมาะสม โดยมีผมีลการวิเวิคราะห์ ข้อข้มูลช่วช่ยเสนอแนะออกมา จึงจึทฎให้งห้านออกแบบที่ผลิตออกมามีจมีฎนวนมากตามความต้องการของคนท่ัั่วๆไป ปัจจุบันบั มีนัมีนักออกแบบที่มีชื่มีชื่อชื่เสียสีงเด่นดังบางคนมีวิมีธีวิกธีารทางานที่เป็นแบบศิลปินคือ พัฒนารูปแบบที่มีเมีอกลักษณ์เฉพาะตัว และ ได้นารูปแบบนั้นๆมาใช้ใช้นงานออกแบบของตนอยู่เยู่สมอ จนกลายเป็นรูปแบบนิยมในวงการออกแบบ และได้รับรัการ ยอมรับรัอย่าย่งกว้าว้งขวาง ลูกลูค้าหรือรืผู้ที่ซื้อซื้ผลงานก็มัักมััเป็นผู้ที่มีคมีวามนิยมยกย่อย่งและเห็นห็คุณคุค่าในงานออกแบบของนัก ออกแบบนั้นๆ ซึ่งซึ่ในลักลัษณะนี้งนี้านออกแบบอาจเป็นป็เสมือมืนหนึ่งนึ่งานศิลปะอย่าย่งหนึ่งนึ่เช่นช่กันกั 3. คุณคุค่าของผลงาน งานศิลปะจะเป็นที่ยอมรับรัก็ต่อเมื่อมีคุณค่าในด้านความงาม มีรูปทรงและเนื้อหาที่สามารถถ่ายทอดหรือรืแสดงให้ เห็นถึงแนวคิดและจินตนาการที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ของศิลปิน ซึ่งคุณค่าในงานศิลปะบางครั้งรั้ก็ต้องใช้เวลา นานกว่าที่จะเป็นที่ยอมรับรั แต่สต่ฎหรับรังานออกแบบคุณคุค่าค่ของงานจะอยู่ที่ยู่ ปัที่จปัจัยจัสามประการคือคืความสามารถในการสนองประโยชน์ใน์ช้สช้อยตาม หน้าน้ที่อที่ย่าย่งครบถ้วถ้น ความงดงามของรูปรูและสัดสัส่วส่น และความถูกถูต้อต้ง เหมาะสมในการใช้วัช้สวัดุแดุละกรรมวิธีวิกธีารผลิตลิ โดยสรุปรุคุณคุค่าค่ของงานออกแบบที่ดีที่คดีวรมีลัมีกลัษณะรูปรูแบบและสัดสัส่วส่นที่ถููที่ถููกต้อต้ง สอดคล้อล้งกับกัหน้าน้ที่ใที่ช้สช้อยและเป็นป็รูปรู ทรงที่มีที่คมีวามเป็นป็ ไปได้จด้ริงริในการผลิตลิขณะที่งที่านศิลปะจะสนองด้าด้นอารมณ์แณ์ละจิตจิใจโดยไม่่คม่่านึงนึถึึงความเป็นป็จริงริทางการ ผลิตลิและการใช้งช้านแต่อต่ย่าย่งใด 4. ความคาดหวัังวัั ศิลปินปิผู้สผู้ ร้าร้งงานศิลปะมีคมีวามปรารถนาให้ผห้ลงานของตนได้รัด้บรัการยกย่อย่ง โดยถูกถูประมูลซื้อซื้ไปเพื่อพื่เก็บก็รักรัษาไว้ใว้นพิพิพิธพิ ภัณภัฑ์แฑ์ละเปิดปิแสดงให้ปห้ระชาชนชื่นชื่ชมร่วร่มกับกัผลงานของศิลปินปิผู้มีผู้ ชื่มีชื่อชื่เสียสีงอื่นอื่ๆ ในขณะที่นักออกแบบมีความต้องการที่อยากให้ผห้ลงานของตนนั้นได้มีการผลิตและถูกนำ ไปใช้งช้านอย่างกว้าว้งขวาง ในสาธารณชนตามที่ต่างๆ ซึ่งซึ่ความแตกต่างในด้านความคาดหวังวัเกิดขึ้นเนื่องจากงานออกแบบเป็นผลงานที่มีหน้าที่ ใช้สช้อย ความสาเร็จร็จึงอยู่ที่การถูกเลือกในการนำ ไปใช้งช้านได้จริงริมากกว่าว่จะเป็นของที่ถูกนำ ไปเก็บรักรัษาไว้อว้ย่าง หวงแหน และเมื่อผู้ใช้งช้านได้รับรั ประโยชน์ครบถ้วนทั้งทางกายและทางจิตใจ นั่นจึงเป็นความพึงพอใจอย่างสูงของนัก ออกแบบ


ภาพที่ 1.15 ผลงานศิลปะแนวป๊อป๊ ปอาร์ตร์ โดย Roy Lichtenstein ที่มที่า (http://www.aaronartprints.org)


ภาพที่ 1.16 ผลงานการออกแบบ ที่ไที่ด้รัด้บรัอิทอิธิพธิลมาจากงานศิลปะแนวป๊ อบอาร์ตร์ที่มที่า (http://www.d1qv53vvfy0ptp.cloudfront.net)


ศิลปะ หมายถึง สิ่งสิ่ที่มนุษนุย์สย์ร้าร้งขึ้นขึ้เพื่อพื่แสดงออกซึ่งซึ่ความคิด ทักษะฝีมือมือารมณ์ ความรู้สึรู้กสึ และความงาม การสรุปรุคุณคุค่าและนิยนิามความหมายของศิลปะที่แตกต่างกันในแต่ละยุค สมัยมัจึงจึ เป็นเรื่อรื่งปกติ เพราะศิลปะเป็นสิ่งสิ่ที่ถูกถูแสดงออกมาจากความรู้สึรู้กสึภายในตามการรับรัรู้ขรู้อง มนุษนุย์ ซึ่งซึ่เป็น เรื่อรื่งธรรมชาติที่จะเกิดมุมมองทางความคิดที่แตกต่างกัน ตามแต่ความเชื่อชื่และรสนิยนิม ของแต่บุคคลใน ยุคสมัยมันั้นนั้ๆ ซึ่งซึ่ถือได้ว่ด้าว่เป็นการมองสิ่งสิ่เดียดีวในมุมมองที่แตกต่างกัน ศิลปะมีความหลากหลายตามแต่วัตถุประสงค์ของศิลปินผู้สร้าร้ง โดยความเข้าใจร่วร่มกัน สามารถจัดแบ่งเป็นประเภทของศิลปะได้สองประเภท ตามจุดมุ่งหมายของการสร้าร้ง คือวิจิตร ศิลป์ ซึ่งซึ่เป็นศิลปะที่สร้าร้งขึ้นเพือความรู้สึรู้ สึกทางความงาม และประยุกต์ศิลป์ ซึ่งซึ่เป็นศิลปะที่ สร้าร้งขึ้นเพื่อใช้ ประโยชน์และมีคุุณค่าทางความงาม องค์ประกอบของศิลปะนั้นนั้มีสมีองส่วส่นที่สำ คัญ ได้แด้ก่ รูปรูทรง คือโครงสร้าร้งทางวัตวัถุที่ถุที่ มองเห็นห็ ได้ กับอีกส่วส่นหนึ่งได้แก่ เนื้อหา ก็คือการแสดงออกที่เกิดจากรูปทรงนั้นนั้ซึ่งซึ่ทั้งทั้สองส่วส่นต้อง ประกอบ เข้าข้ด้วยกันอย่าย่งมีเมีอกภาพจึงจึจะเป็นงานศิลปะที่ดีและสมบูรณ์ งานศิลปะกับงานออกแบบ มีคมีวามสัมสัพันธ์ทั้ธ์ ทั้งทั้ ในส่วส่นที่เหมือมืนและแตกต่างกัน โดยในส่วส่นที่ เหมือมืนกันคือ คานึงถึงผลแห่งห่ความงามและการใช้คช้วามคิดสร้าร้งสรรค์ และในส่วส่นที่แตกต่างกัน ก็อยู่ที่ยู่ ที่ คุณคุค่าของงานศิลปะจะสนองทางด้านอารมณ์ความรู้สึรู้กสึมากกว่าว่ความเป็นจริงริและ ประโยชน์ในการใช้งช้านเหมือมืนกับงานออกแบบ คำ ถามท้ายบท 1. จงสรุปรุความหมายของศิลปะที่สื่อสื่สารได้คด้รอบคลุมลุมีคมีวามชัดชัเจน และเหมาะสมที่สุดสุตาม ความเข้าข้ใจของตนเอง 2. ลักษณะที่เป็นตัวร่วร่มที่สาคัญในการแสดงออกทางศิลปะคืออะไร จงอธิบธิาย 3. จงอธิบธิายและยกตัวอย่าย่งการแบ่งบ่ ประเภทของศิลปะมาให้ชัห้ดชัเจน 4. จงบอกรูปแบบของงานศิลปะในยุคปัจจุบันว่ามีลักษณะอย่างไร และอธิบธิายเหตุผลของ การเกิดรูปรูแบบนั้นนั้ 5. จงอธิบธิายองค์ประกอบโครงสร้าร้งหลักของศิลปะ 6. รูปรูทรงและเนื้อนื้หาในองค์ประกอบของศิลปะมีคมีวามสัมสัพันพัธ์ที่ธ์ ที่ เป็นความเหมือมืนและความ แตกต่างอย่าย่งไร จงอธิบธิาย 7. จงเขียขีนแผนผังผัแสดงองค์ประกอบของศิลปะให้ถูห้กถูต้องและชัดชัเจน 8. ศิลปะและงานออกแบบมีคมีวามเหมือมืนและแตกต่างกันอย่าย่งไร จงอธิบธิาย สรุป


Click to View FlipBook Version