ศาสตร์ การเรียนที่
การสอน เน้นผู้เรียน
แนวใหม่ เป็นสำคัญ
Visit us now
ศาสตร์การสอน
แนวใหม่
ประเทศไทยต้องการที่จะพัฒนาประเทศให้
เทียบเท่ากับนานาอารยประเทศภายใต้
วิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ชาติที่ว่า “ประเทศไทยมีความ
มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนา
ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”
หรือเป็นคติพจน์ประจำชาติว่า
“มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” และการที่
จะพัฒนาประเทศได้นั้นต้องอาศัย
ระบบการศึกษา เพราะการศึกษา
สร้างคนและคนสร้างชาติ
ผู้ที่จะขับเคลื่ อนการศึกษานั้นก็คือครู
จะต้องเป็นครูยุคใหม่ โดยครูยุคใหม่จะต้อง
ปรับวิธีการเรียนการสอน นำศาสตร์การสอน
แนวใหม่มาประยุกต์ใช้ ผู้เรียนจึงจะมีคุณภาพ
สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมในยุค 4.0 ได้
โดยนวัตกรรมศาสตร์การสอนแนวใหม่
ประกอบไปด้วย
นวัตกรรม
ศาสตร์การสอนแนวใหม่
1. การจัดการเรียนการสอนโดยเน้นทักษะภาษาอังกฤษ
เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ต้องการพัฒนา
ให้ผู้เรียนมีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการ
สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เป็นการบูรณาการการใช้ภาษาอังกฤษในการ
สอนแต่ละวิชา อาทิ การสอนนับเลข บวก ลบ
คูณ หารตัวเลขเป็นภาษาอังกฤษ รวมไปถึงการ
สอดแทรกคำศัพท์ภาษาอังกฤษไปในคำสำคัญ
นอกจากนี้การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน
จะมีการถาม-ตอบโดยใช้ภาษาอังกฤษ เช่น
How’s it going? เป็นอย่างไรบ้าง,
I’m alright. ฉันสบายดี เป็นต้น
นวัตกรรม
ศาสตร์การสอนแนวใหม่
2. การจัดการเรียนรู้แบบ STEM
เป็นแนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการ
ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และ
คณิตศาสตร์ โดยเน้นการนำความรู้ไปใช้ใน
การแก้ไขปัญหาในชีวิตจริง รวมทั้งการ
พัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ที่เป็น
ประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตและการทำงาน
เช่น การสอนประดิษฐ์รถของเล่นไฟฟ้า
ซึ่งการหาอัตราเร็วและการต่อวงจรไฟฟ้าเป็น
การบูรณาการทางด้านวิทยาศาสตร์
การสืบค้นหาข้อมูลเป็นการบูรณาการ
ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
นวัตกรรม
ศาสตร์การสอนแนวใหม่
3. การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning
(การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ)
เป็นการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลาง กระบวนการจัดการเรียนรู้ผู้เรียน
ได้ลงมือทำด้วยตนเอง ครูมีบทบาทน้อยลง
เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน
มากขึ้น มีทักษะการคิดขั้นสูง สามารถเรียนรู้
ได้ด้วยตนเอง การจัดการเรียนการสอนใน
รูปแบบนี้จะทำให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางทางการ
เรียนรู้ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ท้าทาย
ส่งเสริมให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างการ
ทำงานของผู้เรียน
นวัตกรรม
ศาสตร์การสอนแนวใหม่
4. Problem based learning
คือ การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน
โดยปัญหาเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและสัมพันธ์กับ
ผู้เรียน ควรเป็นปัญหาที่ผู้เรียนสนใจหรือ
สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ได้ บางครั้ง
หากปัญหามีความซับซ้อนมากเกินไปก็มักใช้
การจัดการเรียนรู้แบบ Project based
learning เข้ามาใช้ในการศึกษาร่วมด้วย
โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือ
ปฏิบัติ ฝึกการคิดการแก้ปัญหาในแต่ละ
สถานการณ์
นวัตกรรม
ศาสตร์การสอนแนวใหม่
5. Project based learning
คือ การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน โดยมี
ครูเป็นผู้กระตุ้น เพื่อนำความสนใจที่เกิดจาก
ตัวนักเรียนมาใช้ในการทำกิจกรรมค้นหา
ความรู้ด้วยตนเอง นำไปสู่การเพิ่มความรู้ที่
ได้จากการลงมือปฏิบัติ การฟัง และการ
สังเกตจากผู้เชี่ยวชาญ
ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน
1. ขั้นนำเสนอ ขั้นที่ผู้สอนให้ผู้เรียนศึกษาใบ
ความรู้ กำหนดสถานการณ์ ศึกษา
สถานการณ์ เล่นเกม ดูรูปภาพ หรือใช้
เทคนิคการตั้งคำถาม
นวัตกรรม
ศาสตร์การสอนแนวใหม่
2. ขั้นวางแผน หมายถึง ขั้นที่ผู้เรียนร่วมกัน
วางแผน โดยการระดมความคิด
(Brainstorming) เพื่อหาข้อสรุปของกลุ่ม
และนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป
3. ขั้นปฏิบัติ หมายถึง ขั้นที่ผู้เรียนปฏิบัติ
กิจกรรม และเขียนสรุปรายงานผลที่เกิดขึ้น
4. ขั้นประเมินผล หมายถึง ขั้นการวัดและ
ประเมินผลตามสภาพจริง โดยให้บรรลุจุด
ประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในแผน
การจัดการเรียนรู้
นวัตกรรม
ศาสตร์การสอนแนวใหม่
6. Cognitive Coaching & Reflective Teaching
การโค้ชเพื่อการรู้คิด Cognitive Coaching
& Reflective Teaching มีลักษณะดังนี้
1. กระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความต้องการ
แรงจูงใจ และกระบวนการคิดที่จะนำไปสู่
การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น
2. สนับสนุนผู้เรียนให้มีการกำหนดเป้า
หมายของตนเอง รวมทั้งการวางแผนและ
การประเมินผลสำเร็จ
3. สังเกตและประเมินพัฒนาทักษะทาง
ด้านต่างๆ ของผู้เรียน
นวัตกรรม
ศาสตร์การสอนแนวใหม่
4. ประยุกต์เทคนิคต่างๆ มาใช้เหมาะสม
กับความต้องการของแต่ละคน
5. ส่งเสริมผู้เรียนให้มีความมุ่งมั่น
6. ดำรงรักษาสิ่งที่ดีของผู้เรียนและให้การ
สนับสนุนโดยไม่ตัดสิน วิพากษ์ วิจารณ์ผู้เรียน
7. ประเมินผลการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่
หลากหลายตามสภาพจริง และนำสารสนเทศมา
พัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
8. ดำเนินการโค้ชบนพื้นฐานการเคารพใน
ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความแตกต่างทาง
วัฒนธรรม ความเชื่อของผู้รับการโค้ช
ศาสตร์การสอนแนวใหม่
ก า ร เ รี ย น ที่ เ น้ น
ผู้ เ รี ย น
เ ป็ น สำ คั ญ
แต่เดิมแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนเป็นการยึด
ผู้สอนเป็นศูนย์กลาง (Teacher-centered) โดยผู้สอนเป็นผู้
กำหนดเนื้อหาและวิธีการเรียนการสอนเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็น
เพียงการบรรยายหน้าชั้นเรียนเท่านั้น ต่อมานักการศึกษาเชื่อ
ว่าแนวคิดดังกล่าวไม่ได้เอื้ อต่อเกิดการพัฒนาผู้เรียนอย่าง
แท้จริง เพราะไม่ใช่วิธีการที่ตอบสนองต่อความต้องการหรือ
ลักษณะของผู้เรียน การศึกษาควรให้ความสำคัญกับ “การ
เรียน” มากกว่า “การสอน”
แนวคิดของการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น
สำคัญ (Learner-centered, Student-centered หรือ
Child-centered) จึงเป็นการปฏิรูปการศึกษาที่เปลี่ยนมายึด
ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยมีหลักการว่า กระบวนการจัด
การเรียนการสอนต้องเน้นให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้
และพัฒนาความรู้ได้ตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพของ
ตนเอง รวมทั้งสนับสนุนให้มีการฝึกและปฏิบัติในสภาพจริง
ของการทำงาน มีการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับสังคมและ
การประยุกต์ใช้ มีการจัดกิจกรรมและกระบวนการให้ผู้เรียนได้
คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ
โดยไม่เน้นไปที่การท่องจำเพียงเนื้อหา
ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
1. ACTIVE LEARNING เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้กระทำหรือ
ปฏิบัติด้วยตนเองด้วยความกระตือรือร้น เช่น ได้คิด ค้นคว้า
ทดลองรายงาน ทำโครงการ สัมภาษณ์ แก้ปัญหา ฯลฯ ได้ใช้
ประสาทสัมผัสต่างๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง
ผู้สอนทำหน้าที่เตรียมการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ จัดสื่อสิ่งเร้า
เสริมแรงให้คำปรึกษาและสรุปสาระการเรียนรู้ร่วมกัน
2. CONSTRUCT เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนได้ค้นพบสาระสำคัญ
หรือองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง อันเกิดจากการได้ศึกษาค้นคว้า
ทดลอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียน
สามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน รวมทั้งทำให้ผู้
เรียนเกิดทักษะในการแสวงหาความรู้ ซึ่งนำไปสู่การเป็นบุคคล
แห่งการเรียนรู้ (LEARNING MAN) ที่พึงประสงค์
3. RESOURCE เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จากแหล่ง
เรียนรู้ต่างๆ ที่หลากหลายทั้งบุคคลและเครื่องมือทั้งใน
ห้องเรียนและนอกห้องเรียน ผู้เรียนได้สัมผัสและสัมพันธ์กับ
สิ่งแวดล้อมทั้งที่เป็นมนุษย์ (เช่น ชุมชน ครอบครัว องค์กร)
ธรรมชาติและเทคโนโลยี ตามหลักการที่ว่า “การเรียนรู้เกิดขึ้น
ได้ทุกที่ทุกเวลาและทุกสถานการณ์”
4. THINKING เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมกระบวนการคิด ผู้เรียนได้
ฝึกวิธีคิดในหลายลักษณะ เช่น คิดคล่อง คิดหลากหลาย
คิดละเอียด คิดชัดเจน คิดถูก คิดอย่างมีเหตุผล เป็นต้น ทำให้
ผู้เรียนเป็นคนคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น คิดอย่างรอบคอบมีเหตุผล
มีวิจารณญาณในการคิด มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความ
สามารถในการคิดวิเคราะห์
5. Happiness เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเรียนอย่างมีความสุข ซึ่งเป็น
ความสุขที่เกิดจาก 1) ผู้เรียนได้เรียนในสิ่งที่ตนชอบหรือสนใจ
อยากค้นคว้า อยากแสดงความสามารถและให้ใช้ศักยภาพของตน
อย่างเต็มที่ 2) การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอนและระหว่าง
ผู้เรียนกับผู้เรียน มีลักษณะเป็นกัลยาณมิตร มีการช่วยเหลือเกื้อกูล
ซึ่งกันและกัน มีกิจกรรมร่วมด้วยช่วยกัน
ทำให้ผู้เรียนรู้สึกมีความสุขและสนุกกับการเรียน
6. Participation 7. Individualization
เป็นกิจกรรมที่เน้นการให้ผู้ เป็นกิจกรรมที่ผู้สอนให้ความสำคัญ
เรียนมีส่วนร่วม ตั้งแต่การ แก่ผู้เรียนในความเป็นเอกัตบุคคล
วางแผนกำหนดงาน ผู้สอนต้องยอมรับในความสามารถ
วางเป้าหมายร่วมกัน ความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน มุ่งให้
และมีโอกาสเลือกทำงาน ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพมีความ
หรือศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ เชื่อมั่นผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ และมีวิธี
ตรงกับความถนัดความ การเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
สามารถ ความสนใจของ 8. Good Habit เป็นกิจกรรมที่ผู้
ตนเอง ทำให้ผู้เรียนเรียน เรียนได้พัฒนาคุณลักษณะนิสัยที่ดีงาม
อย่างมีความกระตือรือร้น และ ลักษณะนิสัยในการทำงานอย่างเป็น
มองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ กระบวนการการทำงานร่วมกับผู้อื่ น
เรียนและสามารถประยุกต์ การยอมรับผู้อื่น และการเห็นคุณค่าของงาน
ความรู้นำไปใช้ประโยชน์ใน เป็นต้น
ชีวิตจริง
9. Self Evaluation เป็นกิจกรรมที่
เน้นการประเมินตนเอง เดิมผู้สอนเป็นผู้ประเมิน
ฝ่ายเดียว แต่การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมิน
ตนเองอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จะช่วยให้
ผู้เรียนเข้าใจตนเองได้ชัดเจนขึ้น รู้จุดเด่นจุดด้อย
และพร้อมที่จะปรับปรุงหรือพัฒนาตนเองให้
เหมาะสมยิ่งขึ้น
บทบาทของครูผู้สอน
บทบาทของครูผู้สอน
บทบาทของครูผู้สอนในการเรียน
การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญจะไม่
เป็นผู้ชี้นำหรือผู้ออกคำสั่งแต่จะเปลี่ยน
เป็นผู้กระตุ้น ผู้อำนวยความสะดวกและ
ให้คำแนะนำช่วยเหลือเมื่ อจำเป็น
ติดตามตรวจสอบ รวมทั้งให้การ
สนับสนุนด้านอุปกรณ์การเรียนรู้ เช่น
แหล่งข้อมูล เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์
อุ ปกรณ์ที่เป็นสื่ อการเรียนรู้
รูปแบบต่างๆ เว็บไซด์ อีเมล์ ฯลฯ
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ของครูสมัยใหม่กับครูสมัยเก่าก็จะเห็นความแตกต่าง ดังนี้
ครูสมัยเก่า ครูสมัยใหม่
1. สอนแยกเนื้อหาวิชา 1. สอนนักเรียนโดยวิธีบูรณาการเนื้อหาวิชา
2. มีบทบาทในฐานะตัวแทนของเนื้อหาวิชา 2. แสดงบทบาทในฐานะผู้แนะนำ (Guide)
3. ละเลยเต่อบทบาทนักเรียน 3. กระตือรือร้นในบทบาท ความรู้สึกของนักเรียน
4. นักเรียนไม่มีส่วนร่วมแม้แต่จะพูดเกี่ยวกับ 4. ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการวางแผนของ
หลักสูตร หลักสูตร
6. มุ่งเน้นการให้รางวัลภายนอก เช่น เกรด 6. เสริมแรงหรือให้รางวัลมากกว่าการลงโทษ โดยใช้
แรงจูงใจภายนอก แรงจูงใจภายใน
7. เคร่งครัดกับมาตรฐานทางวิชาการมาก 7. ไม่เคร่งครัดกับมาตรฐานทางวิชาการจนเกินไป
8. มีการทดสอบสม่ำเสมอเป็นระยะๆ 8. มีการทดสอบเล็กน้อย
9. มุ่งเน้นการแข่งขัน 9. มุ่งเน้นการทำงานแบบร่วมใจ
10. สอนในขอบเขตของห้องเรียน 10. สอนโดยไม่ยึดติดกับห้องเรียน
11. เน้นย้ำประสบการณ์ใหม่เพียงเล็กน้อย 11. มุ่งสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ให้นักเรียน
12. มุ่งเน้นความรู้ทางวิชาการเป็นสำคัญ 12. มุ่งเน้นความรู้ทางวิชาการและทักษะด้านจิต
ละเลยความรู้สึกหรือทักษะทางด้านจิตพิสัย พิสัยเท่าเทียมกัน
13. ประเมินกระบวนการเล็กน้อย 13. มุ่งเน้นการประเมินกระบวนการเป็นสำคัญ
ตัวอย่างของรูปแบบหรือเทคนิค
การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
การเรียนที่ใช้ปั ญหาเป็นฐาน
(Problem-based Learning)
การเรียนที่ใช้การวิจัยเป็นฐาน
(Research–based Learning)
การเรียนแบบโครงงาน
(Project-based Learning)
การจัดการเรียนการสอนแบบสืบค้น
(Inquiry Instruction)
การเรียนแบบร่วมมือ
(Cooperative/Collaborative
Learning)
การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
(CAI) หรือสื่อเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ตัวอย่างของรูปแบบหรือเทคนิค
การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
การใช้เครื่องมือทางปั ญญา
(Cognitive Tools)
เทคนิคการใช้ Concept Mapping
เทคนิคการใช้ Learning Contracts
เทคนิคบทบาทสมมติ
(Role Playing Model)
เทคนิคหมวก 6 ใบ
เทคนิคการเรียนการสอนแบบจิ๊กซอว์
(Jigsaw) ฯลฯ
อ้างอิง
kanjana ninnun. (2559). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ. สืบค้น 8
กุมภาพันธ์ 2565, จาก https://www.gotoknow.org/posts/602149%
20%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B9%89%E
0%B8%99fbclid=IwAR1bf1NXrgFwOQ5iTp8VrtqGZiSqbWXWS9CndYWq
pGsabINY9GFHHr69NLU
Monnapat Manokarn. (2561). ศาสตร์การสอนแนวใหม่. สืบค้น 8 กุมภาพันธ์
2565, จาก https://www.youtube.com/watch?v=vvWCFHxI1HE