มหาชาติคำ หลวง พระชาติอันยิ่งใหญ่ หรือ พระชาติที่สำ คัญ หมายถึงเรื่อง เวสสันดรชาดก
มหาชาติ แปลว่า พระชาติที่ยิ่งใหญ่หรือพระชาติที่สำ คัญ คำ หลวง หมายถึง หนังสือที่มีลักษณะดังนี้ ความหมายของคำ ว่า "มหาชาติคำ หลวง" 1. พระมหากษัตริย์ทรงพระราชนิพนธ์หรือโปรดให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิตช่วยกันแต่งขึ้น 2. แต่งด้วยคำ ประพันธ์หลายชนิดทั้งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนและร่าย เช่น มหาชาติคำ หลวง พระมาลัยคำ หลวง นันโทปนันทสูตรคำ หลวง พระนลคำ หลวง เป็นต้น 3. มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา
ประวัติความเป็นมาของมหาชาติคำ หลวง ตั้งแต่รัชสมัยของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ กรุงสุโขทัย สวดเป็นภาษาบาลีที่ เรียกกันว่า คาถาพัน รัชสมัยของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีประชุมนักปราชญ์ ราชบัณฑิตแต่งมหาชาติคำ หลวง
ผู้แต่ง สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงแปลจากมหาชาติภาษาบาลีและแต่งขึ้นเป็นคำ ประพันธ์ ประเภท โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ในพ.ศ. 2025 พ.ศ. 2310 มหาชาติคำ หลวงได้สูญหายไป 6 กัณฑ์ คือ กัณฑ์หิมพานต์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิต แต่งขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2358 กัณฑ์ทานกัณฑ์(ทานนะ) กัณฑ์จุลพน(จุนละ) กัณฑ์มัทรี กัณฑ์สักกบรรพ (สักกะบับ) และ กัณฑ์ฉกษัตริย์(ฉอ-กะสัด)
จุดมุ่งหมายในการแต่ง วรรณคดีเรื่อง มหาชาติคำ หลวง แต่งไว้ใช้สวดให้อุบาสกอุบาสิกาฟัง เวลาไปอยู่บำ เพ็ญการกุศลที่ในวัด เวลาวันนักขัตฤกษ์ เช่น วันเข้าพรรษา ออกพรรษา หรือเทศกาลอื่น ๆ
ลักษณะคำ ประพันธ์ คำ ประพันธ์ในมหาชาติคำ หลวงประกอบด้วย ร่าย โคลง กาพย์ ฉันท์ ยกเว้น กลอน โดยแยกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ดังนี้ ๑. ดำ เนินด้วยร่ายล้วนๆ มี ๗ กัณฑ์ คือ กัณฑ์ทศพร กัณฑ์หิมพานต์ กัณฑ์วนประเวศน์ กัณฑ์ชูชก กัณฑ์กุมาร กัณฑ์สักรบรรพ และนครกัณฑ์ ๒. ดำ เนินด้วยร่ายและคำ ประพันธ์ชนิดอื่นปนกัน มี ๖ กัณฑ์ คือ กัณฑ์ทานกัณฑ์(ทานนะ) กัณฑ์จุลพน(จุนละ) กัณฑ์มหาพน กัณฑ์มัทรี กัณฑ์มหาราช และกัณฑ์ฉกกษัตริย์(ฉอ-กะสัด)
วิธีการประพันธ์ ยกเอาคาถาภาษาบาลีเดิม ตั้งขึ้นหนึ่งบท แล้วแปลและแต่งเป็นภาษาไทย สลับกันไป โดยใช้คำ ประพันธ์หลากหลายประเภท การแต่งจะพยายามให้เนื้อความ ใกล้กับความต้นฉบับเดิมให้มากที่สุด
ตัวอย่างคำ ประพันธ์ในมหาชาติคำ หลวง “สตฺ อันว่าพระสรรเพ็ชญ์พุทธอยู่เกล้า อุปนิสฺสาย เจ้ากูธเสด็จอาศรัย กปิลวตฺถํ แก่พิชัยกบิลพัศดุ์ บุรีรัตนพิศาล วิหรนฺโต ธเสด็จสิงสำ ราญสำ ริทธิ์ นิโครธาราเม ในพิจิตรนิโคธาราม อารพฺภ พระผู้ผจญเบ็ญจกามพิษัย ตั้งหฤทัยเสด็จเฉพาะ โปกฺขรวสฺสํ อนุเคราะห์แก่โบษขรพรรษธาราอิทํ ธมฺมเทสนํ ยงง พระธรรมเทศนามาธู คาถาสหสฺสปฏิมณฺฑิตํ อันบริบูรณ์ประดับนิด้วยคาถาถึงสหัส อักษรอรรถบเอฯ”
ทศชาติและทศบารมี มหาเวสสันดรชาดกเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์มหานิบาต ประกอบด้วยชาดก 10 เรื่อง แสดงกำ เนิดของพระโพธิสัตว์ และบารมีที่บำ เพ็ญในพระชาติต่างๆ ดังนี้ 1) พระเตมีย์ บำ เพ็ญ เนกขัมมบารมี(เนกขัมมะ) การออกบวช 10) พระเวสสันดร บำ เพ็ญ ทานบารมี 2) พระมหาชนก บำ เพ็ญ วิริยบารมี 3) พระสุวรรณสาม บำ เพ็ญ เมตตาบารมี 4) พระเนมีราช บำ เพ็ญ อธิษฐานบารมี 5) พระมโหสถ บำ เพ็ญ ปัญญาบารมี 6) พระภูริทัต บำ เพ็ญ ศีลบารมี 7) พระจันทกุมาร บำ เพ็ญ ขันติบารมี ความอดทน 8) พระนารท(นาระทะ) บำ เพ็ญ อุเบกขาบารมี 9) พระวิธุร, วิธุรบัณฑิต(วิทุระ) บำ เพ็ญ สัจจบารมี
มูลเหตุแห่งการนิยมเรื่องมหาชาติคำ หลวง เหตุที่มีผู้ที่นับถือเรื่องมหาชาติ (เวสสันดรชาดก) มีผู้สันนิฐานไว้ 2 ประการ ดังนี้ จากพระศรีอริยเมตไตรโพธิสัตว์ให้แจ้งแก่มนุษย์ถึงความสุข ในสมัยที่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ด้วยการฟัง เทศน์มหาชาติให้จบในวันเดียว ก็จะมีกุศลได้เกิดในสมัยพระองค์ 1. เนื่องจากความเชื่อในการทำ นายเรื่อง “ปัญจตรธาน ” คือความสิ้นสูญ 5 ประการ เชื่อกันว่าพระพุทธศาสนา ดำ รงอยู่ได้ 5,000 ปี ก็จะเสื่อมสูญไปด้วยอาการทั้ง 5 ได้แก่ 1) ปริยัติอันตรธาน คือความสูญสิ้นพระปิฎก 2) ปฏิบัติอันตรธาน คือความสูญสิ้นการปฏิบัติธรรม 3) ปฏิเวธอันตรธาน คือความสูญสิ้นการตรัสรู้อริยมรรคอริยผล 4) สังฆอันตรธาน คือความสูญสิ้นพระภิกษุสงฆ์ 5) ธาตุอันตรธาน คือความสูญสิ้นพระธาตุ ผู้คนจึงนิยมฟังเทศน์พระเวสสันดรเพราะเป็นพระชาติที่บำ เพ็ญบารมีครบ 10 ประการ เกิดอานิสงส์สูงสุดแก่ตน 2. มาจากความเลื่อมใสในพระมาลัยสูตร เป็นคัมภีร์พุทธศาสนามหายาน มีการกล่าวถึงพระมาลัยเถระรับบัญชา
เนื้อเรื่องย่อ แบ่งเป็น 13 กัณฑ์ 1,000 พระคาถา
กล่าวถึงความเป็นมาของฝนโบกขรพรรษ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรด พระบิดาและพระประยูรญาติ ได้เกิดฝนโบกขรพรรษพระสงฆ์สาวกทูลอาราธนา ให้แสดงเรื่องมหาเวสสันดรชาดก เริ่มจากพระนางผุสดี พระชายาของพระอินทร์ รับพร 10 ประการ จากพระอินทร์ก่อนจุติจากสวรรค์ลงมาเป็นพระมารดา ของพระเวสสันดร ศาสนธรรมที่ปรากฏ : กฏแห่งกรรม และความไม่ประมาท อานิสงส์ : รู้จักเป้าหมายในการอธิษฐาน ทำ บุญหวังว่าจะให้ตนประสบสุข กัณฑ์ที่ 1 กัณฑ์ทศพร 19 พระคาถา ทศ 10 หมายถึง พร 10 ประการ
กล่าวถึงนางมัทรีทูลพรรณนาป่าหิมพานต์ถวายพระเวสสันดร ตอนที่พระองค์ถูกขับจากเมือง เมื่อพระราชทานช้างปัจจัยนาคนาเคนทร์ แก่พราหมณ์ ศาสนธรรมที่ปรากฏ : การให้ทาน ฆราวาสธรรม 4 และอธิปไตย 3 อานิสงส์ : ในชีวิตจะไม่พลัดพรากจากของรักของหวง และยศศักดิ์ที่ตนมี ศาสนพิธี : พระราชพิธีอภิเษกสมรส กัณฑ์ที่2 กัณฑ์หิมพานต์134 พระคาถา มาจาก หิมวนฺต หิม-น้ำ ค้าง, วันต-มี หมายถึง ป่าหิมพานต์และความรื่นรมย์ของป่านั้น
พระเวสสันดรทรงบำ เพ็ญสัตตสดกมหาทาน คือบริจาคของเจ็ดสิ่ง สิ่งละเจ็ด ร้อย ได้แก่ ช้าง ม้า โค รถ ทาส หญิง ทาสชาย และ นางสนม ศาสนธรรมที่ปรากฏ : พรหมวิหาร 4 และสังคหวัตถุ 4 อานิสงส์ : ความมีชีตสมบูรณ์และมีทรัพย์มั่งคั่ง เพราะถูกจัดสรร ด้วยทานบารมี กัณฑ์ที่ 3 ทานกัณฑ์ 209 พระคาถา หมายถึง การให้ทานของพระเวสสันดร
กล่าวถึงพระเวสสันดรเสด็จจากพระนครไปสู่ป่าใหญ่ ที่เขาวงกต เพื่อบำ เพ็ญพรต โดยมีพรานเจตบุตรเฝ้าทางเข้าป่าไว้ ศาสนธรรมที่ปรากฏ : สันโดษ และมิตรแท้ มิตรเทียม อานิสงส์ : ชีวิตจะได้รับการคุ้มครองให้ปลอดภัยทุกสถาน กัณฑ์ที่ 4 กัณฑ์วนปเวสน์ 54 พระคาถา วน ป่า ปเวสน์ การเข้าไป วนปเวสน์ การเข้าป่า หมายถึง การเสด็จเข้าป่าเพื่อเดินทางไปยังเขาวงกต
กล่าวถึงชูชกได้นางอมิตตาเป็นภรรยา แล้วออกเดินทางไปทูลขอ สองกุมาร พบพรานเจตบุตรแล้วบอกว่าจะมาอัญเชิญพระเวสสันดร กลับไปครองเมือง ศาสนธรรมที่ปรากฏ : ศีล 5 และกรรม อานิสงส์ : มีไหวพริบในการเจรจาเป็นที่มาแห่งความสำ เร็จ อยู่ใน สังคมที่ดีมีกัลยาณมิตรรอบด้าน กัณฑ์ที่ 5 กัณฑ์ชูชก 79 พระคาถา หมายถึง ชูชกเป็นผู้ที่ทำ ให้พระเวสสันดรได้บำ เพ็ญ บุตรทานบารมี
กล่าวถึงพรานเจตบุตรเชื่อคำ ลวงของชูชก จึงชี้ทางไปสู่เขาวงกต ศาสนธรรมที่ปรากฏ : ความไม่ประมาท และกาลามสูตร อานิสงส์ : เป็นคนไม่หลงใหลในอบายมุข กัณฑ์ที่ 6 กัณฑ์จุลพน 35 พระคาถา จุล(จุนละ) เล็ก พน(พะนะ, พน) ป่า หมายถึง ป่าที่ชูชกเดินทางเพื่อไปพบพระอัจจุตฤๅษี แต่เจอพรานเจตบุตรก่อน
กล่าวถึงชูชกไปถึงอาศรมของอจุตฤๅษี อจุตฤๅษีบอกทางให้ไปสู่อาศรม ของพระเวสสันดร ศาสนธรรมที่ปรากฏ : มุสาวาท และศีล 5 อานิสงส์ : มีลาภ ยศ สุข สรรเสริญที่เหนือกว่าใครๆ กัณฑ์ที่ 7 กัณฑ์มหาพน 80 พระคาถา มหา(มะหา) ใหญ่ พน(พะนะ, พน) ป่า หมายถึง ป่าที่พระอัจจุตฤๅษีพรรนณาการชี้ทาง ให้ชูชกไปพบพระเวสสันดร
กล่าวถึงชูชกเข้าเฝ้าพระเวสันดร แล้วได้ทูลขอสองกุมาร จึงพาจากไป ศาสนธรรมที่ปรากฏ : กตัญญูกตเวที และพรหมวิหาร 4 อานิสงส์ : มีชัยชนะทุกกรณี มีปัญญาบารมี กัณฑ์ที่ 8 กัณฑ์กุมาร หรือ กัณฑ์กุมารบรรพ 101 พระคาถา บรรพ(บับ) ตอน กุมารบรรพ ตอนที่เกี่ยวกับกุมาร หมายถึง การบำ เพ็ญบุตรทานบารมีของพระเวสสันดร แก่ชูชก
กล่าวถึงนางมัทรีกลับมาไม่พบสองกุมาร จึงเศร้าโศกสลบไป พระเวสสันดรได้เล่าความทั้งหมดให้นางมัทรีฟัง แล้วจึงขออนุโมทนา ศาสนธรรมที่ปรากฏ : โกศล 3 คือทักษะทางปัญญา และสังเวคปริกิตตนปาฐะ อานิสงส์ : ได้บุตรมีโฉมงาม กตัญญูรู้คุณ ประพฤติแต่ประโยชน์ กัณฑ์ที่ 9 กัณฑ์มัทรี 90 พระคาถา หมายถึง นางมัทรีพลัดพรากจาก 2 กุมาร
กล่าวถึงพระอินทร์แปลงกายเป็นพราหมณ์มาทูลขอพระนางมัทรี พระเวสสันดรได้ทรงบำ เพ็ญทานบริจาค ศาสนธรรมที่ปรากฏ : ฆราวาสธรรม 4 และอธิษฐานธรรม 4 อานิสงส์ : มีชีวิตราบรื่น ทำ การน้อยใหญ่จะได้รับการสนันสนุนจากมหาชน กัณฑ์ที่ 10 กัณฑ์สักกบรรพ 43 พระคาถา สักก(สักกะ) พระอินทร์ บรรพ(บับ) ตอน หมายถึง เรื่องราวเกี่ยวกับพระอินทร์
กล่าวถึง พระเจ้ากรุงสญชัยทรงไถ่สองกุมารจากชูชก แล้วเลี้ยงอาหารชูชก ท้องแตกตาย และทรงยกพหสพลโยธาออกไปเชิญพระเวสสันดร และนางมัทรีกลับพระนคร ศาสนธรรมที่ปรากฏ : อกุศลมูล 3 รากเหง้าของความชั่ว และโภชเน มัตตัญญุตา คือ ความพอประมาณในการกิน อานิสงส์ : ผู้มีบุญเทวดารักษาคุ้มครอง กัณฑ์ที่ 11 กัณฑ์มหาราช 69 พระคาถา หมายถึง การกล่าวถึงการกระทำ ของเจ้ากรุงสญชัย(สนไช)
กล่าวถึง 6 กษัตริย์ได้พบกันก็ดีใจจนสลบไป ฝนโบกขรพรรษตกลงมา ประพรมจึงฟื้นขึ้น ศาสนธรรมที่ปรากฏ : อภัยทาน อานิสงส์ : ชีวิตและครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข กัณฑ์ที่ 12 กัณฑ์ฉกษัตริย์ 36 พระคาถา ฉ(ฉอ) หก ฉกษัตริย์(ฉอ-กะสัด) 6 กษัตริย์ ได้แก่ เจ้ากรุงสญชัย พระผุสดี พระเวสสันดร พระมัทรี กัณหาและชาลี หมายถึง การกล่าวถึง 6 กษัตริย์พบกันที่อาศรมเขาวงกต
กล่าวถึงพระเวสสันดรกลับคืนสู่นครสีพี แล้วเป็นกษัตริย์ ครองกรุงสีพี จากนั้นเกิดห่าฝนแก้ว 7 ปรอยตกลงมา ศาสนธรรมที่ปรากฏ : สาราณียธรรม 6 อานิสงส์ : ชีวิตอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อถึงคราวสิ้นใจไปก็ไป เกิดบนสวรรค์ และมีพระนิพพานเป็นเบื้องหน้า ศาสนพิธี : ลาผนวช (สึก) กัณฑ์ที่ 13 นครกัณฑ์ 48 พระคาถา หมายถึง การเสด็จนิวัตนครของพระเวสสันดร
มหาชาติคำ หลวงนี้เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงการบำ เพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์เวสสันดรชาดก ว่าทรงบำ เพ็ญบารมีได้ครบทั้ง ๑๐ ประการ และทรงบำ เพ็ญได้ถึงขั้นสูงสุด เป็นศาสนธรรม ที่เรียกว่า "ปรมัตถบารมี" กล่าวโดยสรุปคือ ๑. ทานบารมี ๒. ศีลบารมี ๓. เนกขัมมบารมี ๔. ปัญญาบารมี ๕. วิริยาบารมี ๖. สัจจบารมี ๗. ขันติบารมี ๘. เมตตาบารมี ๙. อุเบกขาบารมี ๑๐. อธิษฐานบารมี ศาสนธรรม
ศาสนธรรมที่โดดเด่นในเรื่อง “มหาชาติคำ หลวง” คือ ศาสนธรรม “ทานบารมี”
ศาสนประวัติ สันนิษฐานว่าน่าจะเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในจารึกวัดนครชุม กล่าวเกี่ยวกับมหาชาติไว้ว่า ในสมัยอยุธยาปรากฏหลักฐานลายลักษณ์อักษรเรื่องมหาชาติหลายสำ นวน ได้แก่ “ ...อันว่าพระไตรปิฎกนี้จักหายและหาคนรู้จักแท้แลมิได้เลย ยังมีคนรู้กัน สเล็กละน้อยไซร้ธรรมเทศนา อันเป็นต้นว่าพระมหาชาติ หาคนสวดแลมิได้เลย ” - มหาชาติคำ หลวง ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ - กาพย์มหาชาติ ในสมัยพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งแต่งขึ้นเพื่อเทศน์อันจัดเป็นพระราชพิธีสำ คัญของราชสำ นัก อย่างไรก็ดี กาพย์มหาชาตินี้เทศน์ให้จบในวันเดียวไม่ได้ จึงมีผู้แต่งขึ้นใหม่ - มหาชาติกลอนเทศน์ มีเนื้อหากระชับเพื่อให้เทศน์จบภายในวันเดียว ซึ่งปรากฏว่ามีผู้แต่งมากมาย หลายสำ นวน คำ ประพันธ์ที่ใช้นิยมคือร่ายยาว
สมัยรัตนโกสินทร์ มีการจัดเทศน์มหาชาติเป็นงานใหญ่ คือ - สมัยรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้จัด 2 ครั้ง ทรงให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชบริพารทำ กระจาดบูชากัณฑ์เทศน์ - สมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งทรงผนวชก็ทรงหัดเทศน์กัณฑ์มัทรี จนกลายเป็นธรรมเนียมให้พระราชโอรสถวายเทศน์มหาชาติในวังหลวง และเป็นพระราชประเพณีที่สืบทอดใน รัชกาลต่อมา - สมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำ รัสเกี่ยวกับการเทศน์มหาชาติว่า “ การพระราชกุศลเทศนามหาชาติถือว่าเป็นเทศนาสําหรับแผ่นดิน... ”
พระราชดำ รัสสะท้อนให้เห็นความสำ คัญของการเทศน์มหาชาติอย่างยิ่ง ในช่วงรัชกาลที่ 5 นี้เอง ปรากฏร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งจากการคัดเลือกเอามหาชาติกลอนเทศน์ สำ นวนที่ดีมารวมไว้เป็นเล่มเดียว โดยเริ่มจัดทำ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2449 และเสร็จบริบูรณ์ใน พ.ศ. 2452 ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดกนี้ใช้เป็นแบบเรียนสืบเนื่องกันมาจนกระทั่งปัจจุบันด้วย
ศาสนพิธี การเทศน์มหาชาตินิยมกันอย่างยิ่งในทุกภูมิภาคของไทย มีการแปลงภาษาภาษาบาลีเป็นภาษาไทยหรือภาษาถิ่น ดังนี้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า งานบุญผะเหวด ภาคกลาง เรียกว่า เทศน์มหาชาติ ภาคเหนือ เรียกว่า ตั้งธรรมหลวง
ชาวอีสาน จะจัดทำ บุญผะเหวด ปีละหนึ่งครั้ง ระหว่างเดือน 3 เดือน 4 ไปจนถึงกลางเดือน 5 โดยจะมีวันรวม ตามภาษาอีสาน เรียกว่า วันโฮมบุญ นอกจากการฟังเทศน์มหาชาติแล้ว ประเพณีนี้ยังได้แฝงความเชื่อหลายประการ ไว้ด้วย คือ ความเชื่อในเรื่อง พระอุปคุต เป็นปูชนียวัตถุ อันเป็นพระผู้รักษาพิธีต่างๆ ให้ดำ เนินไปอย่างราบ รื่นตั้งแต่ต้นจนจบ ปูชนียวัตถุ
มื้อโฮม (วันรวม) เป็นวันที่ทุกคนรวมตัวกันเพื่อจัดเตรียมสถานที่ให้พร้อมก่อนวันเริ่มงาน มีการนิมนต์พระอุปคุต มื้องัน (วันเทศน์) มีการแห่ข้าวพันก้อน และเทศน์ 1. 2. การเตรียมพิธีบุญผะเหวด การเทศน์มี 2 ลักษณะ คือ เทศน์แบบอ่านหนังสือหรือเทศน์ธรรมดา เทศน์เล่นเสียงยาวๆ หรือเรียกว่า เทศน์แหล่ มีการใส่ลูกคอเสียงสูงต่ำ เพื่อให้เกิด 1. 2. ความไพเราะ
วันแรก เริ่มงานด้วยพิธีทำ บุญตักบาตรพระทั้งวัด หรือเลี้ยงพระตามจำ นวนที่เห็นสมควร แล้วเริ่มเทศน์เวสสันดรชาดก ตามแบบเทศน์ต่อกันไปจนสุด 13 กัณฑ์ ถึงเวลากลางคืน บางแห่งจัดปี่พาทย์ประโคมระหว่างกัณฑ์หนึ่งๆ ตลอดทั้ง 13 กัณฑ์ด้วย วันรุ่งขึ้น ทำ บุญเลี้ยงพระอีกแล้วมีเทศน์ จตุราริยสัจจกถาในระหว่างเพลจบแล้ว เลี้ยงพระเพลเป็นอันเสร็จพิธี การเตรียมศาสนสถานโดยทั่วไป เพื่อประกอบศาสนพีธี
องค์ประกอบในศาสนพิธี พระสงฆ์ นั่งบนธรรมาสน์ อุบาสกอุบาสิกา เครื่องบูชา เช่น ธูป เทียน ดอกไม้สด สำ หรับถวายบูชากัณฑ์เทศน์ และให้ผู้เข้าร่วมพิธี จุดบูชาถวาย สถานที่ นิยมนำ ธง ฉัตร สายสิญจน์ ผลไม้ และกิ่งไม้มงคลมาประดับ วงดนตรี 1. 2. 3. 4. 5.
การจัดเตรียมสถานที่ 1) ตกแต่งบริเวณพิธีให้มีบรรยากาศคล้ายอยู่ในบริเวณป่า ตามท้องเรื่องเวสสันดรชาดก โดยนำ เอา ต้นกล้วย ต้นอ้อย และกิ่งไม้มาผูกตามเสา และบริเวณรอบๆ ธรรมาสน์ ประดับธงทิว และ ราชวัติ ฉัตร ตามสมควร ศาสนสถาน
2) ตั้งขันสาครใหญ่ หรือจะใช้อ่างใหญ่ที่สมควรก็ได้ใส่น้ำ สะอาดให้เต็ม สำ หรับปักเทียนบูชาประจำ กัณฑ์ ใน ระหว่างที่พระเทศน์ น้ำ ในภาชนะที่ตั้งนี้เสร็จพิธีแล้ว ถือว่าเป็นน้ำ พระพุทธมนต์ที่สำ คัญ ภาชนะใส่น้ำ นี้ตั้งหน้า ธรรมาสน์ กลางบริเวณพิธี
เท่าจำ นวนคาถา 3) เตรียมเทียนเล็กๆ จำ นวน 1,000 เล่ม แล้วนับแยกจำ นวนเป็นมัด มัดหนึ่งมีจำ นวนเท่าคาถาของกัณฑ์หนึ่ง แล้วทำ เครื่องหมายไว้ให้ทราบว่ามัดไหนสำ หรับบูชาคาถากัณฑ์ใด เมื่อถึงคราวเทศน์กัณฑ์นั้นก็จะเอาเทียนมัดนั้น ออกจุดบูชาติดรอบๆ ภาชนะน้ำ ต่อกันไปจนจบกัณฑ์ให้หมดมัดพอดี ครบ 13 กัณฑ์ถ้วน จำ นวน 1,000 เล่ม
ข้อคิด ข้อดี ทำ ให้ผู้ฟังสนใจติดตามฟังไม่เบื่อ ไม่ง่วง ถ้าพระที่เทศน์พยายามแทรกธรรม หรือสาระได้เหมาะสม ทำ ให้คนทั่วไปนิยมฟังเทศน์มหาชาติมากขึ้น ได้สาระประโยชน์ทางธรรม เพราะเรื่องเวสสันดรชาดก มีคุณค่า หลายประการด้านคุณธรรม เช่น ความกตัญญู ความเสียสละ ด้านการปกครองระบอบประชาธิปไตย เหล่านี้ เป็นการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้แก่สาธุชน ข้อด้อย ถ้าพระผู้เทศน์มุ่งให้ผู้ฟังสนุกสนานเป็นสำ คัญ อาจลืมแทรกสาระหรือคติธรรมให้ผู้ฟังรับทราบ หรือ บางแห่งมีการแหล่ แล้วมีการเรี่ยไรเงิน หรือติดกัณฑ์เทศน์เพิ่ม เป็นต้น อาจเป็นการนำ ไปสู่การเพิ่มโลภะ แทนที่จะเป็นการบุญ อาจกลายเป็นบาปแทนก็ได้ นับว่าเป็นการไม่เหมาะสม วารสาร พุทธปัญญาปริทรรศน์ ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม 2559)
อิทธิพลของมหาชาติคำ หลวง เกิดวรรณคดีที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น มหาชาติคำ หลวง กาพย์มหาชาติ มหาชาติกลอนเทศน์ เกิดงานพุทธศิลป์ไทย เช่น จิตรกรรมฝาผนัง
การแสดงละคร ภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ และการแสดงหมอลำ เรื่องต่อกลอน
การสร้างในรูปแบบการ์ตูน ทั้งอนิเมชั่น และสิ่งพิมพ์
การนำ เสนอในรูปแบบบทเพลง
จัดทำ โดย ๑.นางสาวพรรพัสสา สุขใจ รหัสนักศึกษา ๖๓๑๐๐๑๐๑๑๐๒ ๒.นายวุฒิชัย คำนวนดีรหัสนักศึกษา ๖๓๑๐๐๑๐๑๒๐๖ ๓.นางสาวศศิวรรณ พานสมัน รหัสนักศึกษา ๖๓๑๐๐๑๐๑๒๒๐ ๔.นางสาวนริศรา พลสุวรรณ รหัสนักศึกษา ๖๓๑๐๐๑๐๑๒๒๗ นักศึกษาคณะครุศาสตร์สาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่4 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
จบการนำเสนอ