P o l i t i c sโ พ ลิ ติ ก ส์
ฉบับประจำเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 | Monthly Magazine Period October AD 2021
ราคา 112 บาท
ISBN 0000-0000 112-. ระบอบประชาธิปไตย
0 112116 112116 อำนาจอธิปไตย
คือ อำนาจสูงสุด
พึงเป็นของราษฎร
แต่เพียงผู้เดียว
iheretoo การเมือง | Politics
ส า ร บั ญ บรรณาธิการ หน้า 3
หน้า 4-10
เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง หน้า 11-13
หน้า 14-15
หน้า 16-18
หน้า 19-23
การทำรัฐประหาร
รัฐธรรมนูญ
การเลือกตั้ง
สิทธิเสรีภาพ
i here too
จจาากกใใจจบบรรรรณณาาธธิิกกาารร
ประเทศที่สงบสุข ไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้นอีกเลย นายกรัฐมนตรีที่มาจากการ
เลือกตั้งที่ไม่มีการโกง การปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุด
เป็นของประชาชน และพระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง
และประชาชนสามารถใช้สิทธิ และเสรีภาพในการแสดงออกได้อย่างแท้จริง
นี่คือสิ่งที่ประชาชนคนไทยต้องการเป็นอย่างยิ่ง
ในปัจจุบัน สังคมไทยเกิดปัญหาเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น สถานการณ์การชุมนุม
ตามสถานที่ต่างๆ การเหยียดเพศที่สาม การให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง
เพราะการบริหารไม่มีประสิทธิภาพ หรือแม้แต่เรื่องโควิด-19 ที่ในปัจจุบัน นานเข้า ยิ่ง
ทวีความรุนแรง ยิ่งทวีคูณการกลายพันธุ์มากขึ้น
คนในสังคมไทย ไม่ต้องการให้เกิดปัญหา ไม่ต้องการให้มีเหตุการณ์ทางการเมือง
อันน่าหวาดกลัวและน่าเจ็บปวดอีกต่อไป
ถึงแม้ว่าเหล่าบรรณาธิการจะไม่เคยไปเข้าร่วมในเหตุการณ์ทางการเมืองเหล่านั้น
เลย แต่ก็เข้าใจว่า การเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปจากการที่เหล่าอำนาจเผด็จการครอง
เมืองแล้วสร้างความไม่เป็นธรรมให้แก่ประชาชนนั้น เป็นสิ่งที่เจ็บปวดและน่าสลดเป็น
อย่างยิ่ง
เราจึงควรช่วยกัน ผลักไสไล่ส่งคำว่าเผด็จการ ออกไปจากประเทศไทยเสีย
ประเทศไทย ที่ปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
ประเทศไทย ที่พระมหากษัตริย์ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง
ดั่งคำกล่าวที่ว่า...
"ระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจสูงสุด พึงเป็นของราษฎร แต่เพียง
ผู้เดียว"
ขอบคุณค่ะ
บรรณาธิการ และคณะ
เหตุการณ์
สำคัญ
ทางการเมือง เหตุการณ์ทางการเมืองที่กล่าวมานั้น เป็น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ซึ่งเหตุการณ์ทางการเมืองเหล่านี้
แต่ละเหตุการณ์นำมาซึ่งความสูญเสียชีวิตไป
หลายชีวิตมาก
เป็นการสูญเสียชีวิต อันเกิดจาก
ความต้องการของประชาชนที่จะไม่ให้มีระบอบ
เผด็จการครองเมือง
แต่ผู้ปกครองประเทศไม่เอา แล้วฆ่าประชาชน
ขอไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิตทุกท่าน
...
เหตุการณ์ 14 ตุลา
ภาพเหตุการณ์ 14 ตุลา
ขอบคุณภาพจาก A Day Bulletin
เหตุการณ์ 14 ตุลา วันมหาวิปโยค
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 จากการที่รัฐบาลในช่วงระยะเวลา
นั้น คือ รัฐบาลจอมพล ถนอม กิตติขจร ปกครองในลักษณะเผด็จการ การ
ตัดสินใจขึ้นอยู่กับผู้นำแต่เพียงผู้เดียวโดยที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมเลย
นอกจากนี้ ยังมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงในหมู่ข้าราชการชั้นสูงและพรรคพวกของ
ผู้นำรัฐบาล รวมทั้งการทำรัฐประหาร และยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
ไทย พุทธศักราช 2511 เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 ได้สร้างความไม่
พอใจแก่ประชาชนเป็นอย่างมาก จึงมีการเรียกร้องรัฐธรรมนูญเป็นระยะ โดย
นิสิต นักศึกษา อาจารย์ และนักกฎหมาย สร้างความไม่พอใจให้รัฐบาล จึงได้สั่ง
ให้จับกุมผู้เรียกร้อง นิสิต นักศึกษา และประชาชนนับแสนคนจึงได้ชุมนุมเรียก
ร้องให้ปล่อยตัวบุคคลที่ถูกจับกุมและเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่ ฝ่ายรัฐบาลได้ใช้
กำลังทหารเข้าปราบปราม ทำให้เหตุการณ์ลุกลาม มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวน
มาก
เหตุการณ์ในครั้งนี้ส่งผลให้ จอมพล ถนอม กิตติขจร ลาออกจากตำแหน่งนายก
รัฐมนตรี และเดินทางออกนอกประเทศ
เหตุการณ์ 6 ตุลา
ภาพเหตุการณ์ 6 ตุลา
ขอบคุณภาพจาก twitter
เหตุการณ์ 6 ตุลา
ในช่วง พ.ศ. 2518-2519 เป็นช่วงเวลาที่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอนุรักษนิยม
กับกลุ่มก้าวหน้า จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญ คือ การประท้วงการกลับมา
ของในราชอาณาจักรไทยของจอมพล ถนอม กิตติขจร
ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 กำลังตำรวจร่วมกับกลุ่มบุคคลติดอาวุธได้บุก
เข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ใช้อาวุธสงครามยิงผู้ชุมนุมประท้วงบาดเจ็บ
ล้มตายไปหลายคน เกิดการจลาจล รัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
คณะทหารที่เรียกตนเองว่า "คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน" ได้ประกาศยึด
อำนาจเข้ามาจัดระเบียบการปกครองบ้านเมืองเสียใหม่ ทำการปราบปรามแกน
นำนิสิตนักศึกษาที่เคลื่อนไหนทางการเมืองอย่างหนัก ส่งผลให้นักวิชาการ
อาจารย์ นักการเมือง นิสิต และนักศึกษาถูกกดดัน จนบางคนต้องหลบหนีเข้าป่า
ไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือไม่ก็ต้องเดินทางออกนอก
ประเทศ หลังจากนั้น คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ตั้้ง นาย ธานินทร์ กรัย
วิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี จัดทำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2519 เพื่อให้ทรงประกาศใช้ปกครองประเทศ โดยมีหลักการสำคัญ
ที่ทำให้นายกรัฐมนตรีและคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน มีอำนาจเบ็ดเสร็จ
เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญสมัยเผด็จการทหาร
เหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ
ภาพเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ
ขอบคุณภาพจาก wikipedia
เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
ในช่วง พ.ศ. 2534 ได้มีการรัฐประหารเกิดขึ้น โดยกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า คณะรักษาความสงบเรียบร้อย
แห่งชาติ หรือ รสช. หลังจากนั้นได้จัดการปกครองประเทศ โดยตั้งรัฐบาลที่มีนาย อานันท์ ปันยาร
ชุน เป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งดำเนินการจัดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้น และประกาศใช้เป็น
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วจัด
ให้มีการเลือกตั้ง ผลปรากฏว่าพรรคการเมืองหลายพรรคได้สนับสนุนให้ พลเอก สุจินดา ครา
ประยูร เป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้น ซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนเป็นจำนวน
มาก เพราะเห็นว่าเป็นการสืบทอดอำนาจของ รสช. จึงได้ระดมมวลชนจัดการชุมนุมขึ้นที่มณฑลพิธี
ท้องสนามหลวง ได้มีการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก และแก้ไขรัฐธรรมนูญบางประการ โดย
เฉพาะการให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง
แต่นายกรัฐมนตรีไม่ยอมลาออก และได้ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บและ
เสียชีวิตจำนวนมาก
และนี่คือเหตุการณ์ของ "พฤษภาทมิฬ 2535" ซึ่งเหตุการณ์นี้ เรียกได้หลายชื่อ
" พฤษภาทมิฬ "
" พฤษภา 35 "
"พฤษภาเลือด"
เหตุการณ์ 19 กันยา 49
ภาพเหตุการณ์ 19 กันยา 49
ขอบคุณภาพจาก MThai
เหตุการณ์ 19 กันยา 49
รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 เกิดในคืนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ซึ่งมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้าคณะ โค่นรักษาการนายกรัฐมนตรี ดร. ทักษิณ ชินวัตร นับเป็น
รัฐประหารในรอบ 15 ปี รัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในเดือนต่อมา หลังจากการเลือกตั้ง
ทั่วไปที่มีกำหนดจัดในเดือนเมษายนถูกสั่งให้เป็นโมฆะ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ดำเนิน
มานับแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2548 คณะรัฐประหารยกเลิกการเลือกตั้งซึ่งกำหนดจัดในเดือนตุลาคม ยกเลิกรัฐ
ธรรมนูญ สั่งยุบรัฐสภา สั่งห้ามการประท้วงและกิจกรรมทางการเมือง ยับยั้งและตรวจพิจารณาสื่อ ประกาศใช้กฎ
อัยการศึก และจับกุมสมาชิกคณะรัฐมนตรีหลายคน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน แถลงสาเหตุเมื่อวันที่ 21 กันยายน
และให้คำมั่นว่าจะฟื้ นฟูรัฐบาลระบอบประชาธิปไตยภายในหนึ่งปี อย่างไรก็ตาม คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขประกาศว่า หลังจากการเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย
แล้ว คณะปฏิรูปการปกครองจะเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งยังไม่มีการอธิบาย
บทบาทที่มีต่อการเมืองไทยในอนาคต
หลังรัฐประหาร ได้มีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว โดยตั้งพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 1
ตุลาคม พ.ศ. 2549 ต่อมาวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2550 ประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกใน 41 จังหวัด แต่ยังคงไว้
35 จังหวัด รัฐประหารดังกล่าวไม่มีการเสียเลือดเนื้อและไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์ใน
หลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย การแสดงความความเป็นกลางจากจีน ไปจนการแสดงความผิดหวังอย่าง
สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าประเทศไทยเป็นพันธมิตรนอกนาโตว่า รัฐประหาร "ไม่มีเหตุผลยอมรับได้" การรัฐประหารใน
ครั้งนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเนื่องจากการที่คณะรัฐประหารได้เข้าเฝ้าในคืน วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.
2549 โดย ประธานองคมนตรี ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการ
ทหารสูงสุด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จ
พระนางเจ้าสิริกิติ์ ในการนี้ได้ถ่ายทอดสดออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคย
เกิดขึ้นมาก่อน ภายหลังทรงพระราชกระแสรับสั่งกับ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ว่าห้ามทำอีก โดยมีผู้นำลงยูทูป
ในปี พ.ศ. 2551
เหตุการณ์ พฤษภา 53
ภาพเหตุการณ์ พฤษภา 53
ขอบคุณภาพจาก ข่าวสด
เหตุการณ์ พฤษภา 53
เป็นเหตุการณ์สลายชุมนุมคนเสื้อแดงที่ออกมาเรียกร้องให้ยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในปี 2553 โดย
รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ เปิดยุทธการกระชับวงล้อมพื้นที่ราชประสงค์ โดยมีทหารยิงเข้าใส่กลุ่มประชาชนใน
หลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่วัดปทุมวนาราม ทำให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก การชุมนุมมี
สาเหตุจากการขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เมื่อ ธ.ค. 2551 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญ
พิพากษาสั่งยุบพรรคพลัง ประชาชน ซึ่งมีเสียงข้างมากและเป็นผู้นำรัฐบาลอยู่ในเวลานั้น ทำให้ นายสมชาย วงศ์
สวัสดิ์ หัวหน้าพรรคพลังประชาชนพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ขณะนั้นพื้นที่แยกราชประสงค์ถูกล้อมด้วยรถหุ้มเกราะ
และพลแม่นปืนเป็นเวลาหลายวัน ก่อนหน้าวันที่ 13 พฤษภาคม เย็นวันที่ 13 พฤษภาคม พล.ต. ขัตติยะ สวัสดิผล
(เสธ.แดง) ผู้สนับสนุนการรักษาความปลอดภัยแก่กลุ่มผู้ชุมนุม ถูกพลแม่นปืนยิงที่ศีรษะระหว่างให้สัมภาษณ์แก่
สำนักข่าวต่างประเทศ รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มอีก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ฝ่ายกองทัพอ้างว่า
พลเรือนที่ถูกฆ่าทั้งหมดเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายหรือไม่ก็เป็นผู้ก่อการร้ายติดอาวุธ และเน้นว่าบางคนถูกฆ่าโดย
ผู้ก่อการร้ายที่แต่งกายในชุดทหาร ทางกองทัพได้ประกาศ "เขตยิงกระสุนจริง" และศูนย์การแพทย์ฉุกเฉินก็ห้าม
เจ้าหน้าที่แพทย์มิให้เข้าไปในเขตดังกล่าว
วันที่ 16 พฤษภาคม แกนนำ นปช. กล่าวว่า พวกตนพร้อมที่จะเจรจากับรัฐบาลทันที่ที่ทหารถูกถอนกลับไป แต่
รัฐบาลเกรงว่าการถอนทหารจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการนำคนเติมเข้าไปในที่ชุมนุม จึงได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้
รถหุ้มเกราะนำการสลายการชุมนุมครั้งสุดท้ายในตอนเช้าของวันที่ 19 พฤษภาคม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่าง
น้อย 5 ศพ มีรายงานว่าทหารได้ยิงเจ้าหน้าที่แพทย์ซึ่งเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกยิง แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมมอบตัวกับ
ตำรวจและประกาศสลายการชุมนุม ในวันเดียวกัน ได้เกิดเหตุการเผาอาคารหลายแห่งทั่วประเทศ รัฐบาลจึง
ประกาศห้ามออกนอกเคหสถาน และทหารได้รับคำสั่งให้ยิงทุกคนที่ก่อความไม่สงบ และผลกระทบจากการ
สลายการชุมนุมพบว่ามีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 94 ราย
ทิ้งท้าย
เหตุการณ์ทางการเมือง
จำไว้ว่า...
เหตุการณ์ทางการเมือง
ถึงแม่เราไม่สามารถที่จะย้อนกลับ
ไปได้
แต่เราสามารถเปลี่ยนแปลงมัน
ทำให้มันไม่เกิดขึ้นอีกได้
การรำลึกถึงผู้สูญเสีย
มิใช่การรำลึกอดีตเพียงอย่างเดียว
แต่ให้รำลึกไว้เสมอว่า...
มัน...ไม่ควรเกิดขึ้นอีก
รัฐประหาร
เกือบ 9 ทศวรรษ
หลังปฏิวัติ 2475
มีรัฐประหารสำเร็จ
13 ครั้ง หรือทุกหก
ปีครึ่งมีรัฐประหาร
หนึ่งครั้ง
มีรัฐประหารล้ม
เหลวที่ใช้กำลังอีก
6 ครั้ง มีการกวาด
จับบุคคลโดยฝ่าย
รัฐบาลที่อ้างว่าได้
เตรียมการทำ
รัฐประหารอีก 5
ครั้ง รวมทั้งสิ้นมี
รัฐประหารใน
การเมืองไทยรวม
24 ครั้ง ใน 1 ปี
หลังการปฏิวัติ
2475
การทำรัฐประหารในประวัติศาสตร์ไทย
ได้มีการต่อสู้เพื่อเป้าหมายสำคัญ
ทางการเมืองของระบอบเก่าและ
ระบอบใหม่ถึง 3 ครั้ง ได้แก่
รัฐประหารครั้งแรกโดยพระยามโนฯ
1 เมษายน 2476 ใช้ข้ออ้างเรื่อง
คอมมิวนิสต์และพระมหากษัตริย์ โดย
มีเป้าหมายเพื่อกำจัดคณะราษฎร
ออกจากเวทีทางการเมือง
รัฐประหารครั้งที่ 2 โดยคณะราษฎร
เมื่อ 20 มิถุนายน 2476 เพื่อฟื้ น
รัฐธรรมนูญและสภาผู้แทนราษฎร
ตามแนวทางของคณะราษฎร และ
รัฐประหารครั้งที่ 3 กลางเดือน
ตุลาคม 2476 เพื่อล้มรัฐบาลคณะ
ราษฎรที่มีนายพันเอก พระยาพหล
พลพยุหเสนา เป็นนายกฯ โดยคณะกู้
บ้านกู้เมือง ที่กลายเป็นกบฏบวรเดช
เหตุการณ์การรัฐประหารที่สำคัญ
วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นำโดย วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นการทำรัฐประหาร
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจรัฐบาล ครั้งล่าสุด โดย คสช. โดยมี
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ
ประกาศใช้ พ.ร.ก สถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐประหารโค่นรัฐบาลรักษาการนิวัฒน์ธำรง บุญ
เฉพาะพื้นที่กรุงเทพ ต่อมาเมื่อมีการยึด
พื้นที่ได้ทำให้ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ได้ ทรงไพศาล เป็นรัฐประหารครั้งที่ 13 ใน
ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของ ประวัติศาสตร์ไทย เกิดขึ้นหลังวิกฤตการณ์การเมือง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รักษาการนายก ซึ่งเริ่มเมื่อเดือนตุลาคม 2556 เพื่อคัดค้านร่างพระ
รัฐมนตรี แล้วประกาศกฎอัยการศึกทั่วราช ราชบัญญัตินิรโทษกรรมฯ และอิทธิพลของทักษิณ
อาณาจักร รัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้นก่อน
การเลือกตั้งทั่วไปซึ่งมีกำหนดในเดือน ชินวัตร ในการเมืองไทย ผลของรัฐประหารทำให้
ตุลาคม หลังจากที่การเลือกตั้งเดือน สิทธิพลเมืองและสิทธิการเมืองถูกระงับ กองทัพมี
เมษายนถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ และการ อำนาจในการเมืองไทยมากขึ้น ความเหลื่อมล้ำและ
ประกาศยุบสภาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวิกฤตการณ์ การผูกขาดเศรษฐกิจโดยกลุ่มธุรกิจใหญ่
ทางการเมืองที่ดำเนินมายาวนานนับตั้งแต่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2560 ซึ่งกำเนิดขึ้นในช่วงนี้ ซึ่งมีการวางระบบ
เดือนกันยายน พ.ศ. 2548 อย่างจงใจทำให้พรรคการเมืองครองเสียงข้างมาก
ได้ยาก และมีการวางแผนยุทธศาสตร์ 20 ปีซึ่ง
เท่ากับทำให้ประเทศเข้าสู่ยุคที่กองทัพชี้นำ
รัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ ความหมาย ที่มา
รัฐธรรมนูญ(Constitution) คือ
บทกฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการ
ปกครองประเทศ กำหนดรูปแบบและ
ระบอบการปกครองของประเทศ
สิทธิ เสรีภาพ และหน้าที่ของ
ประชาชน อำนาจหน้าที่ขององค์กร
และความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร
รัฐธรรมนูญฉบับแรกในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อ
27 มิถุนายน 2475 โดยการที่คณะราษฎรยึด
อำนาจ แล้วให้พระมหากษัตริย์ปกครองและอยู่
ภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงนำมาสู่การปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตย โดยอำนาจอธิปไตยหรือ
อำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชนแต่เพียงผู้เดียว
(ก่อนหน้านี้ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งอำนาจสูงสุดตกเป็น
ของพระมหากษัตริย์)
รัฐธรรมนูญของไทยฉบับแรกที่เป็นฉบับถาวร เกิดขึ้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2475 โดย
การลงพระปรมาภิไธยเพื่อประกาศใช้ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การ
ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรครั้งนี้เอง จึงทำให้เกิดวันที่มีชื่อว่า “วัน
รัฐธรรมนูญ” ขึ้นมา ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อระลึกถึงการมีรัฐธรรมนูญหรือแม่บท
กฎหมายสูงสุดมาใช้เพื่อความสงบสุขของราษฎร และจนปัจจุบันประเทศไทยมี
รัฐธรรมนูญรวมทั้งสิ้น 20 ฉบับ และในปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
การเลือกตั้ง
การเลือกตั้ง
ความหมาย
ความสำคัญ
การเลือกตั้ง คือ การที่ราษฎรใช้สิทธิของตนเองลงคะแนนเสียงเลือกตัวแทน
เพื่อทํา หน้าที่แทนตนในการปกครองแต่ละระดับของประเทศ เช่น การเลือก
ตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด เป็นต้น
ความสําคัญของการเลือกตั้ง
ประชาชนเป็นผู้มีอํานาจใน
การปกครองประเทศแต่ใน
สภาพสังคมปัจจุบันยอมเป็น
ไปไม่ได้ที่ประชาชนทุกคน
จะทําหน้าที่ปกครองประเท
ศพร้อมๆกัน จึงมีความจํา
เป็นต้องเลือกผู้แทนของตน
เข้าไปทําหน้าที่แทนตน และ
ประชาชน
ขั้นตอนในการเลือกตั้ง
1.ตรวจสอบรายชื่อหน้าหน่วยเลือกตั้ง หรือจากหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน
2.แสดงตนเพื่อใช้สิทธิ
3.รับบัตรเลือกตั้ง พร้อมลงลายมือชื่อหรือ พิมพ์ลายนิ้วมือ ที่ต้นขั้วบัตร
4.เข้าคูหาทำเครื่องหมายกากบาท X เพียงเครื่องหมายเดียว
5.พับบัตรและหย่อนบัตรใส่หีบัตรด้วยตนเอง
***หากประชาชนไม่ไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งจะเสียสิทธิดังต่อไปนี้***
- สิทธิยื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.
- สิทธิสมัครรับเลือกตั้งและสิทธิได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็น ส.ส. ส.ว. สมาชิกสภาท้องถิ่น
และผู้บริหารท้องถิ่น
- สิทธิสมัครรับเลือกเป็นกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน สิทธิทั้ง 3 ประการ จะได้กลับคืนมาก็ต่อเมื่อไปใช้สิทธิ
การเลือกตั้งอย่างใดอย่างหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับชาติหรือท้องถิ่น
สิทธิ
เสรีภาพ
สิทธิเสรีภาพของประชาชน
สิทธิ คือ ประโยชน์หรืออำนาจของ ปัญหา
บุคคลที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองมิ
ให้มีการละเมิด รวมทั้งบังคับการให้เป็น ปัจจุบันแม้เป็นรัฐภาคีประเทศไทยในกติการะหว่าง
ไปตามสิทธิในกรณีที่มีการละเมิดด้วย ประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
เช่น สิทธิในครอบครัว สิทธิความเป็นอยู่
ส่วนตัว สิทธิในเกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิ (ICCPR) แต่มาตรฐานเสรีภาพการชุมนุมใน
ในการเลือกอาชีพ ถิ่นที่อยู่ การเดินทาง ประเทศยังคงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ และมีเพียง
สิทธิในทรัพย์สิน เป็นต้น
น้อยคนเท่านั้นที่ทราบว่าแท้จริงแล้วสิทธิใน
ภาพรวม เสรีภาพการออกมาชุมนุมอย่างสงบของประชาชน
“เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคม ไม่ใช่ นั้น มีอย่างล้นเหลือ และบ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่ใช้
เรื่องเฉพาะของบางวัฒนธรรมหรือเฉพาะของบาง มาตรการจำกัดควบคุมเสรีภาพในการชุมนุมอย่าง
สถานที่หรือบางเวลา หากแต่เป็นมรดกร่วมกันของ
มนุษยชาติ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ และ เกินตัว
เป็นความจำเป็นของมนุษย์ที่บุคคลสามารถรวมตัว แอมเนสตี้เรียกร้องอะไร?
กันเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตนได้” รัฐควรมีความรับผิดชอบโดยต้องประกันให้มีการ
ทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบเป็นสิทธิมนุษยชน คุ้มครองสิทธิในเสรีภาพการชุมนุม โดยเฉพาะเมื่อ
ขั้นพื้นฐาน อีกทั้งเป็นสิทธิที่พึงได้รับและสามารถ เป็นการรวมตัวกันของบุคลเพื่อประท้วงต่อต้าน
ใช้ได้โดยบุคคลและกลุ่ม การคุ้มครองเสรีภาพที่จะ นโยบายของรัฐ และท้าทายรัฐ โดยสิทธิในเสรีภาพ
ชุมนุมโดยสงบ เช่น การอำนวยความสะดวกให้ การชุมนุมนั้นครอบคลุมถึงสิทธิที่จะเลือกที่ชุมนุม
บุคคลเข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบ ประกันให้บุคคลใน และเวลาการชุมนุมได้อย่างเสรี โดยอาจเป็นถนน
สังคมมีโอกาสแสดงความเห็นที่สอดคล้องกับบุคคล หลวง ถนนอื่นใดและพื้นที่สาธารณะ รวมทั้งสิทธิ
อื่น ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบพื้นฐานของระบอบ ในการชุมนุมทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งจำต้องได้รับ
ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง มีความสำคัญทั้งในเชิง การคุ้มครองอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน
สัญลักษณ์และในเชิงกระบวนการ ซึ่งนำไปสู่การสาน
เสวนาในภาคประชาสังคม และระหว่างภาคประชา
สังคมกับผู้นำทางการ
ปัจจุบันสังคมไทยเริ่มจะคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย
ทางเพศ (เกย์ กะเทย เลสเบี้ยน ทอม ดี้ คนรักสองเพศ) ในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิของพวก
เขามากขึ้น โดยการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่จะยกเหตุผลว่า เป็นการแสดงออกภายใต้สิทธิ
มนุษยชนที่เท่าเทียมกัน
ข้อ 1 มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในเกียรติศักดิ์และสิทธิ ต่างมีเหตุผล
และมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยเจตนารมณ์แห่งภราดรภาพ
ข้อ 2 (1) ทุกคนย่อมมีสิทธิและอิสรภาพบรรดาที่กำหนดไว้ในปฏิญญานี้ โดย
ปราศจากความแตกต่างไม่ว่าชนิดใดๆดังเช่น เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็น
ทางการเมืองหรือทางอื่นเผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน ชาติกำเนิด หรือสถานะอื่นๆ
มาตรา 30 วรรคสาม ได้วางหลักว่า "การเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะ
เหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทาง
กายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคลฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การ
ศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะ
กระทำมิได้"
มีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่ยอมรับให้กลุ่มคนรักเพศเดียวกัน สามารถทำการสมรส
ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ในไทยยังไม่ได้ให้การรับรองว่าการสมรสของคนรักเพศ
เดียวกันมีผลผูกพันทางกฎหมายแต่อย่างใด
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ได้วางหลักเอาไว้ว่า "การ
สมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร
ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้" จะเห็นได้ว่ากฎหมายกำหนดไว้แค่ชายและหญิง
เท่านั้น หากแม้กลุ่มคนรักเพศเดียวกันจะได้มีการจัดงานมงคลสมรสขึ้นมาดังที่เป็นข่าวตาม
หน้าหนังสือพิมพ์มาตลอดแต่ก็เป็นเพียงการสมรสตามแบบพิธีเท่านั้น ยังไม่ถือว่าการสมรส
นั้นถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายไทยกำหนดให้การสมรสจะมีผลก็ต่อเมื่อได้จด
ทะเบียนสมรสกันแล้วเท่านั้น
ภาพรวม
“เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและการสมาคม ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของบางวัฒนธรรมหรือเฉพาะของบางสถานที่หรือบาง
เวลา หากแต่เป็นมรดกร่วมกันของมนุษยชาติ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ และเป็นความจำเป็นของมนุษย์ที่บุคคล
สามารถรวมตัวกันเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของตนได้”
ทธิในเสรีภาพการชุมนุมโดยสงบเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน อีกทั้งเป็นสิทธิที่พึงได้รับและสามารถใช้ได้โดยบุคคลและ
กลุ่ม การคุ้มครองเสรีภาพที่จะชุมนุมโดยสงบ เช่น การอำนวยความสะดวกให้บุคคลเข้าร่วมการชุมนุมโดยสงบ ประกัน
ให้บุคคลในสังคมมีโอกาสแสดงความเห็นที่สอดคล้องกับบุคคลอื่น ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบพื้นฐานของระบอบ
ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง มีความสำคัญทั้งในเชิงสัญลักษณ์และในเชิงกระบวนการ ซึ่งนำไปสู่การสานเสวนาในภาคประชา
สังคม และระหว่างภาคประชาสังคมกับผู้นำทางการ
เมืองและรัฐบาล
นอกจากนั้นเสรีภาพในการชุมนุมยังเป็นสิทธิที่ได้รับการหนุนเสริมจากสิทธิและเสรีภาพอื่น ๆ เช่น เสรีภาพ
ในการสมาคม เสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิด้านความคิด มโนธรรมสำนึก และศาสนา ด้วยเหตุดัง
กล่าว เสรีภาพในการชุมนุมจึงมีความสำคัญขั้นพื้นฐานต่อพัฒนาการของบุคคล ศักดิ์ศรี และการบรรลุเป้า
หมายในชีวิตของบุคคลทุกคน และเพื่อความก้าวหน้า และสวัสดิการของสังคม อีกทั้งเอื้อให้กลุ่มที่มีความ
เชื่อ การปฏิบัติ หรือนโยบายที่หลากหลาย อยู่ร่วมกันโดยสันติได้ โดยหน่วยงานของรัฐไม่ได้มีบทบาทใน
การขจัดสาเหตุของความตึงเครียดโดยการลดทอนความเป็นพหุนิยม หากต้องประกันว่ากลุ่มต่างๆต้องเปิด
กว้างต่อความคิดและความเห็นซึ่งกันและกัน และอำนวยให้เกิดการคุ้มครองการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานด้วยวิธี
ประการต่าง ๆ รวมทั้งกำหนดกรอบกฎหมายที่เกื้อหนุน
ปํญหา
ปัจจุบันแม้เป็นรัฐภาคีประเทศไทยในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
(ICCPR) แต่มาตรฐานเสรีภาพการชุมนุมในประเทศยังคงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ และมีเพียงน้อยคน
เท่านั้นที่ทราบว่าแท้จริงแล้วสิทธิในเสรีภาพการออกมาชุมนุมอย่างสงบของประชาชนนั้น มีอย่างล้นเหลือ
และบ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่ใช้มาตรการจำกัดควบคุมเสรีภาพในการชุมนุมอย่างเกินตัว
แอมเนสตี้เรียกร้องอะไร
รัฐควรมีความรับผิดชอบโดยต้องประกันให้มีการคุ้มครองสิทธิในเสรีภาพการชุมนุม โดยเฉพาะเมื่อ
เป็นการรวมตัวกันของบุคลเพื่อประท้วงต่อต้านนโยบายของรัฐ และท้าทายรัฐ โดยสิทธิในเสรีภาพการ
ชุมนุมนั้นครอบคลุมถึงสิทธิที่จะเลือกที่ชุมนุมและเวลาการชุมนุมได้อย่างเสรี โดยอาจเป็นถนนหลวง ถนน
อื่นใดและพื้นที่สาธารณะ รวมทั้งสิทธิในการชุมนุมทางอินเตอร์เน็ตซึ่งจำต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเต็ม
ที่เช่นเดียวกัน
สิทธิ คือ ประโยชน์
หรืออำนาจของ
บุคคลที่กฎหมาย
รับรองและคุ้มครอง
มิให้มีการละเมิด รวม
ทั้งบังคับการให้เป็น
ไปตามสิทธิในกรณีที่
มีการละเมิดด้วย เช่น
สิทธิในครอบครัว
สิทธิความเป็นอยู่
ส่วนตัว สิทธิใน
เกียรติยศ ชื่อเสียง
สิทธิในการเลือก
อาชีพ ถิ่นที่อยู่ การ
เดินทาง สิทธิใน
ทรัพย์สิน เป็นต้น
ความหมายของสิทธิและเสรีภาพ
เสรีภาพ เป็นคำที่ถูกใช้เคียงคู่กับคำว่า “สิทธิ” เสมอว่า
“สิทธิเสรีภาพ” จนเข้าใจว่ามีความหมายอย่างเดียวกัน
แท้จริงแล้ว คำว่า “เสรีภาพ” หมายถึง อำนาจตัดสินใจ
ด้วยตนเองของมนุษย์ที่จะเลือกดำเนินพฤติกรรมของ
ตนเอง โดยไม่มีบุคคลอื่นใดอ้างหรือใช้อำนาจแทรกแซง
เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจนั้น และเป็นการตัดสินใจด้วย
ตนเองที่จะกระทำหรือไม่กระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันไม่
เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่การที่ มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่
ในสังคมแล้วแต่ละคนจะตัดสินใจกระทำการหรือไม่กระทำ
การสิ่งใดนอกเหนือ นอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
แล้ว ย่อมต้องคำนึงถึงกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของสังคม
ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรม ดังเช่น ศิลาจารึกหลักที่
1 สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช บ่งบอกถึงเรื่องเสรีภาพ
ในการประกอบอาชีพไว้อย่างน่าสนใจว่า “เจ้าเมืองบ่เอา
จกอบในไพร่ลูท่าง เพื่อนจูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย ใครจัก
ใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า ใครจะใคร่ค้าเงือนค้า
ทอง ค้า"
หากมีข้อผิดพลาดประการใด
ก็ขออภัย
มา ณ ที่นี้