The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน 2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by The Science Clinic, 2023-09-09 03:19:42

วิจัยในชั้นเรียน 2565

วิจัยในชั้นเรียน 2565

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำ ดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ ACTIVE LEARNING ผ่านกระบวนการ PLC ความยั่งยืนทางการเงินของทรัพย์สินที่ดิน ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นางตวิษา พรรณสุข ตำ แหน่ง ครูชำ นาญการพิเศษ ผู้วิจัย สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา แม่ฮ่องสอน เขต 2 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำ ดิบ


บันทึกข้อความ ส่วนราชการ โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ - วันที่………31….….….เดือน …มีนาคม…………พ.ศ. …2566 เรื่อง รายงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่านกระบวนการ PLC เรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ ........................................................................................................................................................... ตามที่ข้าพเจ้านางตวิษา พรรณสุข ได้รับมอบหมายให้สอนรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 และได้จัดทำวิจัยในชั้นเรียน เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคา และจันทรุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการ เรียนรู้ Active Learning ผ่านกระบวนการ PLC บัดนี้ข้าพเจ้าได้ดำเนินกิจกรรมเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงขอรายงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่องการ พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์และ เทคโนโลยีอวกาศ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน ชุมชนบ้านน้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่านกระบวนการ PLC ปีการศึกษา 2565 จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ ลงชื่อ…………………………………. (นางตวิษา พรรณสุข ) ตำแหน่ง ครู อันดับ ชำนาญการพิเศษ ลงชื่อ…………………………………. (นางสาวนฤนาท วัฒนวงษ์) หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความเห็นจากผู้อำนวยการโรงเรียน ......................................................................................................................................................... ลงชื่อ……………………………… ( ว่าที่ร้อยตรีกิตติพงษ์ ทินแย่ง) ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ


ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและ จันทรุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ โดยใช้ เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่านกระบวนการ PLC ผู้ศึกษาวิจัย นางตวิษา พรรณสุข ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่านกระบวนการ PLC ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้าน น้ำดิบ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( X ) และหาส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ( S.D. ) สรุปผลการวิจัย พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.73 คิดเป็นร้อยละ 88.64 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.91 คิดเป็นร้อยละ 24.55 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเท่ากับ 12.82 คิดเป็น ร้อยละ 64.09 ซึ่งแสดง ให้เห็นว่า การใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning สามารถส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้น ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หลังการใช้ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning วิชาวิทยาศาสตร์พบว่า นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ มีความ พึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning วิชาวิทยาศาสตร์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.76 เมื่อพิจารณาเป็นราย ด้านเรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า ครูส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และครูเข้าสอนและออก ตรงเวลารายบุคคลและ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 5.00 ครูให้โอกาสนักเรียนซักถาม ปัญหามีความพึงพอใจน้อยที่สุด โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.50 และจากผลการเปรียบเทียบ คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน (ผลการสอบระดับชาติ O-NET ) รายวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564-2565 พบว่าปีการศึกษา 2564 มีผลสัมฤทธิ์ทางของผู้เรียนค่าเฉลี่ย 37.29 และปี การศึกษา 2565 มีค่าเฉลี่ย 44.55 พบว่าเพิ่มขึ้น +7.26 และในสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ปีการศึกษา 2564 มีค่าเฉลี่ย 30.00 ในปีการศึกษา 2565 มีค่าเฉลี่ย 61.82 ซึ่งเพิ่มขึ้น +31.82 (ก)


กิตติกรรมประกาศ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์และเทคโนโลยี อวกาศ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชน บ้านน้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่านกระบวนการ PLC ฉบับนี้สำเร็จลุล่วง โดยได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนเป็นอย่างดีจาก ว่าที่ร้อยตรีกิตติพงษ์ ทินแย่ง ผู้อำนวยการโรงเรียน ชุมชนบ้านน้ำดิบ, นางสาวนฤนาท วัฒนวงษ์ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และนางสาววารุณี ป่าคุณธรรม ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงไว้ ณ โอกาสนี้ ขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญ คือ นางสาวนฤนาท วัฒนวงษ์ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่กรุณาให้คำปรึกษาและคำแนะนำในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้จนถูกต้อง สมบูรณ์ ขอบคุณคณะครูและนักเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ ที่ให้ความร่วมมือในการดำเนิน กิจกรรมในครั้งนี้ สุดท้ายนี้ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานวิจัยชิ้นนี้คงจะมีประโยชน์ในการศึกษาต่อยอดของ ผู้ที่สนใจในด้านเดียวกันนี้ได้เป็นอย่างในในอนาคต ตวิษา พรรณสุข


สารบัญ หน้า บทคัดย่อ (ก) กิตติกรรมประกาศ (ข) สารบัญ (ค) บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 3 1.4 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5 2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5 2.2 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning 8 2.3 ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 13 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 15 บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า 17 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 17 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 17 3.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล 18 3.4 การจัดกระทำและการวิเคราะห์ข้อมูล 19 3.5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 20 บทที่ 4 ผลการศึกษา 21 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 21 4.2 การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 21 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 21 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 26 5.1 สรุปผลการศึกษา 26


5.2 การอภิปรายผล 27 5.3 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 28 บรรณานุกรม 29 ภาคผนวก แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ผลการทดสอบ ONET ป.6 ปีการศึกษา 2565


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 มาตรา 24 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องดำเนินการจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไข จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ ทำได้ คิดเป็น ทำเป็นและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง จัดการเรียนการสอนโดย ผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้โดยการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญ ฉะนั้นรูปแบบการจัดการการสอนจึงถือว่าเป็นกุญแจ สำคัญเพื่อปลดล็อคให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การจัดการเรียนการสอนใน ปัจจุบันจึงต้องปรับเปลี่ยนไปจากเดิมที่เน้น “การท่องจำมากกว่าการคิดวิเคราะห์ การเรียนการสอนที่ไม่ สอดคล้องกับสถานการณ์จริงเมื่อออกไปทำงาน ไม่ได้มีการฝึกให้ผู้เรียนเรียนรู้ตลอดชีวิต และไม่สามารถ ทำงานเป็นทีมได้” มาเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนรู้แบบ Active Learning ให้ มากขึ้น Active Learning เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ในระดับทักษะการคิดขั้นสูง อันประกอบด้วย การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า ซึ่งลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนรูปแบบนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียน มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ สามารถสร้าง องค์ความรู้ และจัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง อีกทั้ง เป็นการเสริมสร้างความรับผิดชอบ การมีวินัยในการทำงานแก่ผู้เรียน ซึ่งสอดคล้องกับการฝึกให้ผู้เรียนมี คุณลักษณะและทักษะของ 21st Century Skills สำหรับเทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning มีหลายรูปแบบ ได้แก่ การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) การเรียนโดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) การเรียนการสอนแบบกลุ่มย่อย (Small Group Teaching/Learning) การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) การใช้กระบวนการกลุ่มเพื่อ ร่วมกันวิเคราะห์ (Group Analysis/Learning) ร่วมกันแก้ไขปัญหา (Group Problem-Solving) การ เรียนเป็นที ม (Team-Based Learning) ตลอด จนการเรียนรู้จากการปฏิบั ติ (Learning by Doing/Activities) ฯลฯ


2 ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community) เป็นกระบวนการ สร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเรียนรู้จากการปฏิบัติงานของกลุ่มบุคคลที่มารวมตัวกันเพื่อทำงานร่วมกัน และสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนร่วมกัน วางเป้าหมายการ เรียนรู้ของผู้เรียน และตรวจสอบ สะท้อนผลการปฏิบัติงานทั้งในส่วนบุคคลและ ผลที่เกิดขึ้นโดยรวม ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การวิพากษ์วิจารณ์ การทำงานร่วมกัน การร่วมมือรวมพลัง โดย มุ่งเน้นและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม โดยมีการดำเนินการ อย่างน้อย 5 ประการ ดังนี้ 1) มีเป้าหมายร่วมกันในการจัดการเรียนรู้/การพัฒนาผู้เรียนให้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ 2) มีการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากหน้างาน/สถานการณ์จริงของชั้นเรียน 3) ทุกฝ่ายเกี่ยวข้องร่วมเรียนรู้และรวม พลัง/หนุนเสริมให้เกิดการสร้างความเปลี่ยนแปลงตามเป้าหมาย 4) มีการวิพากย์สะท้อนผลการทำงาน พัฒนาผู้เรียน และ 5) มีการสร้าง HOPE ให้ทีมงาน อันประกอบด้วย (1) honesty & humanity เป็น การยึดข้อมูลจริงที่เกิดขึ้นและให้การเคารพกัน อย่างจริงใจ (2) option & openness เป็นการเลือกสรร สิ่งที่ดีที่สุดให้ผู้เรียนและพร้อมเปิดเผย/ เปิดใจเรียนรู้จากผู้อื่น (3) patience & persistence เป็นการ พัฒนาความอดทนและความมุ่งมั่น ทุ่มเทพยายามจนเกิดผลชัดเจน (4) efficacy & enthusiasm เป็น การสร้างความเชื่อมั่นในผลของวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนว่าจะทำให้ผู้เรียนเรียนรู้และ กระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ (เรวดี ชัยเชาวรัตน์, 2558) การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพื่อทำให้ผู้เรียนมีองค์ความรู้และทักษะ วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ ระบบการย่อยอาหาร จำเป็นต้องมีเทคนิคในการจัดการเรียนรู้ที่แตกต่างกันและเหมาะสมกับธรรมชาติ ของเนื้อหานั้นๆ จึงจะเกิดสัมฤทธิ์ผลที่ดีต่อนักเรียน การจัดการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ประสบปัญหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่เป็นที่พึงพอใจ นักเรียนสามารถพัฒนาองค์ความรู้และทักษะให้เป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพได้จำนวนน้อยอันเนื่องมาจาก เนื้อหาสาระที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้มีมาก การเรียนรู้ส่วนใหญ่เกิดจากเอกสารและการสอนโดยการ อธิบายของครูเป็นหลัก นักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้และการแสดงความคิดเห็นหรือการมีส่วน ร่วมในห้องเรียนน้อย จึงทำให้เกิดความเบื่อหน่ายและขาดสมาธิไม่เกิดกระบวนการในการพัฒนาองค์ ความรู้แบบถาวร ในการเรียน จากปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยในจึงมีแนวคิดในการกระตุ้นให้นักเรียนมีส่วน ร่วมในการจัดการเรียนรู้และมีบทบาทในชั้นเรียนเพิ่มมากขึ้น โดยครูลดบทบาทการสอนให้เป็นการ แนะนำ เพิ่มเติมส่วนองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการเข้าถึงองค์ความรู้ ด้วยรูปแบบการจัดการ เรียนรู้แบบ Active Learning ในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องระบบการย่อยอาหาร โดยการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนผ่าน กระบวนการ PLC


3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา 2. ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning ขอบเขตการวิจัย การศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคา และจันทรุปราคา โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning ในครั้งนี้ผู้ศึกษาวิจัยได้ กำหนดขอบเขตของการศึกษาวิจัย ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 11 คน 2. ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ผลการทดสอบ ระดับชาติ ONET และความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและ จันทรุปราคา 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. Active Learning เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ สูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ในระดับทักษะการคิดขั้นสูง อันประกอบด้วย การวิเคราะห์ การ สังเคราะห์ และการประเมินค่า ซึ่งลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนรูปแบบนี้เป็นการเปิด โอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ สามารถสร้าง องค์ความรู้ และจัดระบบการเรียนรู้ด้วย ตนเอง อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างความรับผิดชอบ การมีวินัยในการทำงานแก่ผู้เรียน ประกอบด้วยเทคนิค ในการจัดการเรียนรู้ต่างๆ เช่น การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) การเรียนโดยใช้ปัญหา เป็ น ฐ า น (Problem-Based Learning) ก า ร เรี ย น ก า ร ส อ น แ บ บ ก ลุ่ ม ย่ อ ย (Small Group Teaching/Learning) การเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-Directed Learning) การใช้กระบวนการกลุ่มเพื่อ ร่วมกันวิเคราะห์ (Group Analysis/Learning) ร่วมกันแก้ไขปัญหา (Group Problem-Solving) การ


4 เรียนเป็นที ม (Team-Based Learning) ตลอด จนการเรียนรู้จากการปฏิบั ติ (Learning by Doing/Activities) 2. ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หมายถึง การพัฒนาคุณภาพครูโดยใช้วิธีการให้ครู ร่วมมือกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในด้านความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาสาระวิชา ด้านประสบการณ์การจัดการ เรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประสิทธิผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยการดําเนินงานชุมชน การเรียนรู้ทางวิชาชีพ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาสมรรถนะ และเพิ่มประสิทธิภาพครูให้เป็นครูมืออาชีพ 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนความสามารถของผู้เรียนที่ได้จากแบบ ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. ความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความรู้สึกของผู้เรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างต่อกิจกรรม การเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น หลังจากที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น โดย วัดค่าเป็นคะแนนจากการทำแบบประเมินความพึงพอใจทางการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น สำหรับ งานวิจัยชิ้นนี้หมายถึง ความพึงพอใจ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้น 5. นักเรียน หมายถึง นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้น 6. ประสิทธิภาพการพัฒนา หมายถึง ประสิทธิภาพการพัฒนาครู หมายถึงคะแนนที่ได้ จากความคิดเห็นของ นักเรียนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนของครูโดยใหนักเรียนประมาณค่าจาก แบบสอบถามการจัดการเรียนการสอนของครู ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากการใช้การพัฒนาทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์โดยการจัดการ เรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นแนวทางในการ พัฒนาการเรียนรู้ ของนักเรียนให้มีคุณภาพที่สูงขึ้น 2. ครูได้มีโอกาสในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และ นักเรียนมีส่วนร่วมต่อการจัดการเรียนรู้เพิ่มขึ้น 3. นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning ใน ระดับ ดีมาก


5 บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้าน น้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่านกระบวนการ PLC ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1. ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชวาล แพรัตกุล (2514, หน้า 15-17) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ว่า เป็นความสำเร็จในด้านความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านต่างๆ ของสมอง นั่นคือ สัมฤทธิผล ทางการเรียนควรจะประกอบด้วยสิ่งสำคัญอย่างน้อยสามสิ่ง คือ ความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพสมองต่าง ๆ ภพ เลาหไพบูลย์ (2542 : 329) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความสามารถในการกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ จากที่ไม่เคยกระทำหรือ เคยกระทำได้น้อยก่อนที่จะมีการเรียนการสอน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีการวัดได้ สนทยา เขมวิรัตน์ (2542 : 6) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้หรือความสามารถของบุคคลที่ได้จากการเรียนรู้และความสามารถ โดยสามารถนำไปใช้ ในการแก้ปัญหาหรือศึกษาต่อเนื่องได้ ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสามารถวัดได้ด้วยแบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทั่วไป สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ระดับความสามารถของบุคคลที่เกิด จากการเรียนรู้การฝึกฝน และสมรรถภาพทางสมองด้านต่าง ๆ ซึ่งสามารถวัดได้จากแบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในกระบวนการเรียนรู้ การที่ผู้เรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงหรือต่ำ เพียงใดนั้นย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ ดังที่นักจิตวิทยาและนักการศึกษาได้กล่าวไว้ดังนี้ Bloom (อ้างใน เรณู จันทร์กุย, 2538, หน้า 25) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนใน โรงเรียนว่า ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนประกอบด้วย 3 ตัวแปรคือ 1. พฤติกรรมด้านความรู้ความคิด (Cognitive Entry Behaviors) หมายถึง ความรู้ ความสามารถและทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียนที่มีมาก่อน


6 2. คุณลักษณะทางจิตใจ (Affective Entry Characteristics) หมายถึง แรงจูงใจที่ ทำให้ผู้เรียนเกิดความอยากเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ ได้แก่ ความสนใจในวิชาที่เรียน เจตคติต่อ เนื้อหาวิชาที่เรียนและการยอมรับความสามารถของตนเอง เป็นต้น 3. คุณภาพการเรียนการสอน (Quality of Instruction) ประสิทธิภาพการเรียน การสอนที่นักเรียนจะได้รับ ได้แก่ คำแนะนำการปฏิบัติและแรงเสริมของผู้สอนที่มีต่อผู้เรียน เป็นต้น Klausmier (อ้างใน เรณู จันทร์กุย, 2538, หน้า 27) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่มี อิทธิพลต่อผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า นอกจากตัวนักเรียนเองและครูผู้สอนแล้วยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเช่นบ้าน สิ่งแวดล้อม และการศึกษาส่วนตัวของนักเรียน เป็นต้น คลอสไมร์ได้เสนอรูปแบบขององค์ประกอบเหล่านี้ไว้ 6 ประการ คือ 1. คุณลักษณะของผู้เรียน ได้แก่ ความพร้อมทางด้านสมอง ความพร้อมทางด้าน สติปัญญา ความพร้อมทางด้านร่างกายและความสามารถทางด้านทักษะของร่างกายคุณลักษณะทาง จิตใจ ซึ่งได้แก่ความสนใจ แรงจูงใจ เจตคติและค่านิยม สุขภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ความเข้าใจ ในสถานการณ์ อายุ เพศ เป็นต้น 2. คุณลักษณะของผู้สอนได้แก่ สติปัญญา ความรู้ในวิชาที่สอน การพัฒนา ความรู้ ทักษะทางร่างกาย คุณลักษณะของจิตใจ สุขภาพ ความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ความเข้าใจสถานการณ์ อายุและเพศ เป็นต้น 3. พฤติกรรมระหว่างผู้เรียนและผู้สอน ได้แก่ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการดำเนินการ เรียนการสอนทั้งหลาย กล่าวคือ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ความคิด วิธีการที่ครูนำมาสอนทักษะทาง ร่างกาย และการกระทำทางจิตใจและความรู้สึก เป็นต้น 4. คุณลักษณะของกลุ่ม ได้แก่ โครงสร้าง เจตคติ ความสามัคคีการเป็นผู้นำ เป็นต้น 5. คุณลักษณะของพฤติกรรมเฉพาะตัว ได้แก่การตอบสนอง เครื่องมืออุปกรณ์เป็นต้น 6. แรงผลักดันภายนอก ได้แก่ บ้าน สิ่งแวดล้อม อิทธิพลทางศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น นอกจากนี้ Presscott (อ้างใน เรณู จันทร์กุย, 2538, หน้า 28) ยังได้ทำการศึกษา เด็กติดต่อกันเป็นเวลา 30 ปี เพื่อศึกษาองค์ประกอบที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนซึ่ง ปรากฏผลดังต่อไปนี้ 1. องค์ประกอบทางด้านร่างกาย (Physical Factors) ได้แก่อัตราการเจริญเติบโต ของร่างกาย สุขภาพทางร่างกาย ข้อบกพร่องทางร่างกาย และลักษณะท่าทาง 2. องค์ประกอบทางด้านความรัก (Love Factors) ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่าง บิดา มารดา ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและลูก ความสัมพันธ์ระหว่างลูก ๆ และความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลภายในครอบครัวเดียวกัน


7 3. องค์ประกอบทางด้านวัฒนธรรมและสังคม (Cultural and Socialization Factors) ได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเป็นอยู่ของครอบครัว สภาพแวดล้อมทางบ้าน การ อบรมทางบ้านและฐานะทางครอบครัว 4. องค์ประกอบทางด้านความสัมพันธ์ในหมู่เพื่อนวัยเดียวกัน (Peer Group Factors) ได้แก่ ความสัมพันธ์ในหมู่เพื่อนวัยเดียวกัน ทั้งทางบ้านและทางโรงเรียน 5. องค์ประกอบทางด้านการพัฒนาแห่งตน (Self-Development Factors) ได้แก่ สติปัญญา ความสนใจ ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียน 6. องค์ประกอบทางด้านการปรับตัว (Self-Adjustment Factors) ได้แก่ปัญหาใน การปรับตน การแสดงออกทางอารมณ์ เรณู จันทร์กุย (2538, หน้า 28) กล่าวว่าองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนประกอบด้วย ลักษณะของตัวนักเรียนเอง ได้แก่ ความสนใจทัศนคติต่อสิ่ง ต่าง ๆ สติปัญญาและสุขภาพเป็นต้น ส่วนลักษณะที่เป็นสภาพแวดล้อมรอบตัวนักเรียน เช่น ที่อยู่อาศัย สถานที่เรียน เศรษฐกิจ ความเอาใจใส่ของครูและผู้ปกครอง ความสัมพันธ์กับพี่น้อง ความสัมพันธ์กับ เพื่อน เป็นต้น องค์ประกอบเหล่านี้ ครูหรือครูแนะแนว ตลอดจนผู้ปกครองสามารถช่วยเสริมหรือพัฒนา สภาพองค์ประกอบต่าง ๆของนักเรียนให้มีสภาพที่ดีได้ สรุป องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนประกอบด้วย องค์ประกอบทางด้านร่างกายที่เกี่ยวกับด้านตัวเด็ก พันธุกรรม องค์ประกอบทางด้านสังคม สิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่มีปฏิสัมพันธ์กับตัวเด็ก ทั้งนี้รวมไปถึงประสิทธิภาพทางการเรียนการสอนที่นักเรียนจะ ได้รับจากหลักสูตรของโรงเรียนและผู้สอน ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะรวมกันและมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของผู้เรียน 3. ความหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ( Achievement Test ) หมายถึง การวัดในด้าน การเรียนรู้ในเรื่องของความรู้ ความรู้สึกนึกคิดหรือทัศนคติและทักษะด้านต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับจาก การอบรมสั่งสอนของครู (ต่าย เซี่ยงฉี, 2523, หน้า 64) สำหรับไพศาล หวังพานิช (2526, หน้า 89) กล่าวว่า “ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน” หมายถึง ความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอน เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและ ประสบการณ์การเรียนรู้ ที่เกิดจากการฝึกฝนอบรมหรือจากการสอน สุรชัย ขวัญเมือง (2522 : 232) กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การตรวจสอบดูว่าผู้เรียน ได้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายทางการศึกษาตามที่หลักสูตรกำหนดไว้แล้วเพียงใด ทั้งนี้ ยกเว้นอารมณ์ สังคมและการปรับตัว นอกจากนี้แล้วยังหมายรวมไปถึงการประเมินผลความสำเร็จ ต่าง ๆ ทั้งที่เป็นการวัดโดยใช้แบบทดสอบ แบบให้ปฏิบัติการและ แบบที่ไม่ใช้แบบทดสอบด้วย


8 เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ และอเนกกุล กรีแสง (2522 : 22) ให้ความหมายการ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า เป็นกระบวนการวัดปริมาณของผลการศึกษาเล่าเรียนว่าเกิดขึ้นมากน้อย เพียงใดคำนึงถึงเฉพาะการทดสอบเท่านั้น จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning Active Learning เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ สูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ในระดับทักษะการคิดขั้นสูง อันประกอบด้วย การวิเคราะห์ การ สังเคราะห์ และการประเมินค่า ซึ่งลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนรูปแบบนี้เป็นการเปิด โอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ สามารถสร้าง องค์ความรู้ และจัดระบบการเรียนรู้ด้วย ตนเอง อีกทั้งเป็นการเสริมสร้างความรับผิดชอบ การมีวินัยในการทำงานแก่ผู้เรียน Active Learning คือกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทำาและ ได้ใช้กระบวนการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป (Bonwell, 1991) , เป็นการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ภายใต้สมมติฐานพื้นฐาน 2 ประการ คือ 1) การเรียนรู้เป็นความพยายามโดยธรรมชาติของ มนุษย์และ 2) แต่ละบุคคลมีแนวทางในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน (Meyers and Jones, 1993) , เป็น กระบวนการที่ผู้เรียนจะถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ (receive) ไปสู่การมีส่วนร่วมใน การสร้าง ความรู้ (co-creators) (Fedler and Brent, 1996) Active Learning หมายถึง การเรียนรู้เชิงรุก เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีส่วน ร่วมในการ เรียนหรือดำาเนินกิจกรรมต่างๆ ในการเรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย เป็นวิธีการ เรียนรู้ในระดับลึก ผู้เรียนจะสร้างความเข้าใจและค้นหาความหมายของเนื้อหาสาระโดยเชื่อมโยงกับ ประสบการณ์เดิมที่มีอยู่สามารถบูรณาการความรู้ใหม่ที่ได้รับกับความรู้เก่าที่มี สามารถประเมิน ต่อเติม และสร้างเป็นแนวคิดของตนเอง ซึ่งแตกต่างจากวิธีการเรียนรู้ในระดับผิวเผิน ซึ่งเน้นการรับข้อมูลและ จดจำข้อมูลเท่านั้น ผู้เรียนลักษณะนี้จะเป็นผู้เรียนที่เรียนรู้วิธีการเรียน (Learning How to Learn) เป็น ผู้เรียนที่กระตือรือร้นและ มีทักษะที่สามารถเลือกรับ ข้อมูล วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมี ระบบ (Suwannatthachote, 2555) Active Learning เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสร้างสรรค์ ทางปัญญา (Constructivism) ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหาวิชา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถ เชื่อมโยงความรู้หรือสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเอง ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อหรือ กิจกรรมการ เรียนรู้ที่มีผู้สอนเป็นผู้แนะนำกระตุ้นหรืออำนวยความสะดวก ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้นโดย กระบวนการคิดขั้นสูง กล่าวคือ ผู้เรียนมีการวิเคราะห์การสังเคราะห์และการประเมินค่าจากสิ่งที่ได้รับ จากกิจกรรมการเรียนรู้ทำให้การเรียนรู้เป็นไป อย่างมีความหมายและนำไปใช้ในสถานการณ์อื่นๆ ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ (สถาพร พฤฑฒิกุล, 2555) Active Learning เป็นการจัดการเรียนการสอนแบบ เน้นพัฒนากระบวนการเรียนรู้ส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ทักษะและเชื่อมโยงองค์ความรู้น าไปปฏิบัติ


9 เพื่อแก้ไขปัญหาหรือ ประกอบอาชีพในอนาคต หลักการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning คือ การนำเอา วิธีการสอน เทคนิคการสอนที่หลากหลายมาใช้ออกแบบแผนการสอนและกิจกรรม กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนและผู้เรียนกับผู้สอน Active Learning จึงถือเป็นการจัดการเรียนการสอนประเภทหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังช่วยส่งเสริม student engagement , enhance relevance, and improve motivation ของผู้เรียน (มหาวิทยาลัย ศรีปทุม, 2559) ลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active learning ได้แก่ 1. เป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด 2. ผู้เรียนเรียนรู้ความรับผิดชอบร่วมกัน การมีวินัยในการทำงาน การแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ 3. เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง คิดอย่างลุ่มลึก ผู้เรียนจะเป็นผู้ จัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง 4. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลข่าวสาร หรือสารสนเทศ และหลักการความคิดรวบยอด 5. ผู้สอนจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง 6. ความรู้เกิดจากประสบการณ์ การสร้างองค์ความรู้และการสรุปทบทวนของผู้เรียน กิจกรรมพื้นฐานที่สำหรับการเรียนการสอนแบบ Active learning ในชั้นเรียนนั้น 1. การพูดและการฟัง เมื่อผู้เรียนได้พูดในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามของผู้สอนหรือการ อธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้เพื่อนร่วมชั้นฟัง ผู้เรียนได้ฝึกเรียบเรียงและประมวลความรู้ที่ตนได้ศึกษาและ เรียนรู้ในชั้นเรียนเข้าด้วยกันเมื่อผู้เรียนฟังการบรรยาย ผู้สอนควรมั่นใจว่าเป็นการฟังที่มีความหมาย นั่น คือ ผู้สอนต้องมั่นใจว่าผู้เรียนจะสามารถเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ผู้เรียนรู้อยู่แล้วกับสิ่งที่ผู้เรียนกำลังฟัง ใน การบรรยายแต่ละครั้ง ผู้เรียนต้องการเวลาระยะหนึ่งในการทำความเข้าใจและเรียบเรียงข้อมูลที่ได้จาก การฟัง อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ผู้เรียนต้องการเหตุผลของการฟัง วิธีการง่ายๆ ที่ผู้สอนจะกระตุ้น ความสนใจของผู้เรียนได้ ผู้สอนอาจใช้วิธีตั้งคำถามที่จุดประกายความสนใจใคร่รู้ของผู้เรียนก่อนเริ่มการ บรรยาย ผู้เรียนจะเกิดความสงสัย อยากค้นหาคำตอบ เพื่อให้ได้คำตอบนั้น ผู้เรียนจะให้ความสนใจใน สิ่งที่ผู้สอนจะบรรยายต่อไป หรือผู้สอนอาจมอบหมายงานล่วงหน้า ให้ผู้เรียนอธิบายหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ที่ผู้สอนกำลังจะบรรยายแก่เพื่อนร่วมชั้นหลังจบการบรรยาย ผู้เรียนจะให้ความสนใจในเนื้อหาที่ผู้สอน จะบรรยาย ประมวลผลและเรียบเรียงเนื้อหาของการบรรยายภายในระยะเวลาที่จำกัด และสื่อสารให้ เพื่อนร่วมชั้นได้เข้าใจในสิ่งที่ตนเองเข้าใจ 2. การเขียน เช่นเดียวกับการฟังและการพูด การเขียนคือกระบวนการที่ผู้เรียนประมวลข้อมูลที่ตนเองมี อยู่และถ่ายทอดออกมาด้วยสำนวนภาษาของตนเอง การฝึกทักษะการเขียนเหมาะกับผู้เรียนที่ชอบ


10 เรียนรู้ด้วยตนเอง ทักษะการเขียนถูกใช้ได้ผลดีมากกับชั้นเรียนขนาดใหญ่ ในขณะที่การมอบหมายงาน กลุ่มย่อยหรือการจับคู่เป็นกิจกรรมที่ไม่ค่อยเหมาะสมนัก เพราะผู้เรียนทุกคนอาจไม่ได้มีส่วนร่วมในงาน เขียนของกลุ่ม 3. การอ่าน โดยปกติแล้ว ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ผ่านการอ่านได้ดี แต่ผู้เรียนมักจะขาดการได้รับ คำแนะนำเพื่อการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมเพื่อส่งเสริม Active learning เช่น การทำสรุปหรือ โน้ตตรวจสอบความเข้าใจ จะช่วยให้ผู้เรียนสรุปแนวคิดรวบยอดจากการอ่านและพัฒนาความสามารถใน การจับใจความสำคัญได้ 4. การสะท้อน ในห้องบรรยายทั่วๆ ไป ผู้สอนจะจบการพูดบรรยายที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเมื่อใกล้จะ หมดเวลาบรรยายแล้ว ขณะนั้น ผู้เรียนจะเริ่มเก็บอุปกรณ์การเรียนและเดินไปห้องบรรยายรายวิชาถัดไป ในบางครั้ง ผู้เรียนก็ไม่ได้ซึมซับความรู้จากการบรรยายที่เพิ่งจบลงเลย เพราะผู้เรียนไม่มีเวลาได้ถ่ายทอด ในสิ่งที่เพิ่งเรียนรู้โดยเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งที่รู้อยู่แล้วหรือได้นำความรู้ที่ได้ศึกษามานั้นไปใช้ ดังนั้น การให้ ผู้เรียนได้หยุดเพื่อคิดหรือถ่ายทอดความรู้ของตนผ่านการสอนหรือติวเพื่อนร่วมชั้นหรือตอบคำถามต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน กิจกรรมเพื่อส่งเสริม Active Learning ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในชั้นเรียนใดๆ ก็คือกิจกรรมที่ พัฒนาทักษะที่ผู้เรียนยังขาดความชำนาญอยู่ อย่างไรก็ดี ในบางกิจกรรม ผู้สอนสามารถช่วยพัฒนา ทักษะหลายๆ ด้านไปพร้อมๆ กันได้ ดังนั้น การที่ผู้สอนให้ความสำคัญต่อการวางแผนการจัดกิจกรรม เพื่อส่งเสริม Active Learning ในระหว่างภาคการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง กิจกรรมเพื่อส่งเสริม Active Learning 1. Active Reading เป็นวิธีที่ให้แต่ละคนอ่านบทความแล้วแลกเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ได้อ่านกับเพื่อน นำมาเขียนแผนผังมโนทัศน์ (Concept Map) ลงในกระดาษโปสเตอร์เพื่อท้ากิจกรรม Walk Gallery ต่อไป 2. Brainstorming กำหนดหัวข้อและเวลา จากนั้นแบ่งกลุ่มผู้เรียนร่วมกันอภิปรายเพื่อหาข้อสรุปของกลุ่ม แล้ว ทุกคนนำเสนอแนวคิดของตนและบันทึกทุกแนวคิดที่มีผู้นำเสนอ 3. Agree & Disagree Statement ผู้สอนตั้งคำถาม โดยมีตัวเลือกให้ผู้เรียนว่าเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร เช่น อาจใช้ไม้ปิงปองที่มี สี 2 ด้านต่างกันเป็นอุปกรณ์ช่วยตอบ แล้วเลือกผู้ตอบในแต่ละกลุ่มให้อธิบาย หลังจากนั้นจึงอภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันทั้งชั้นเรียน


11 4. Carousel กำหนดหัวเรื่อง แล้วแบ่งเป็นหัวข้อย่อยที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน แบ่งกลุ่มผู้เรียนให้ได้จำนวน กลุ่มเท่ากับจำนวนหัวข้อย่อย จากนั้นเขียนหัวข้อย่อยๆ ลงบนกระดาษโปสเตอร์แล้วติดไว้รอบๆ ห้อง แต่ละกลุ่มระดมความคิดและเขียนลงในกระดาษโปสเตอร์เมื่อครบ 2-3 นาทีเปลี่ยนไประดมความคิด หน้าโปสเตอร์ถัดไป โดยอ่านแนวคิดของกลุ่มก่อนหน้า ถ้าเห็นด้วยให้ใส่เครื่องหมายถูกและเพิ่มสิ่งที่ คิดเห็นแตกต่าง จากนั้นสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ร่วมกัน 5. Concept Map ลักษณะคล้ายการเขียน Mind Map แต่การเขียนแผนผังมโนทัศน์จะแสดงแนวคิดและใช้ คำเชื่อมโยงระหว่างแนวคิด 6. Gallery Walk กำหนดหัวข้อเรื่อง เขียนแนวคิด วิธีการ ลงบนกระดาษโปสเตอร์แล้วติดไว้รอบๆ ห้อง เพื่อให้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างการเดินชมผลงาน 7. Jigsaw ผู้สอนเลือกเนื้อหาที่แบ่งเป็นส่วนๆ 3-4 ชิ้น แบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มๆ โดยมีสมาชิกในกลุ่มเท่าๆ กันกับเนื้อหา (Home group) สมาชิกแต่ละคนเลือกเนื้อหาที่ตนสนใจแล้วไปร่วมกับสมาชิกจากกลุ่มอื่น (Expert group) เพื่อศึกษา ท้าความเข้าใจหรือหาค้าตอบร่วมกันในกลุ่ม จากนั้นกลับไปสอนที่กลุ่มเดิม ของตนจนครบถ้วน 8. Problem/Project-based Learning หรือ Case Study ใช้เรื่องจริงหรือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชุมชน บ้าน โรงเรียน หรือที่เกิดขึ้นกับบุคคลใด บุคคลหนึ่ง เพื่อให้นักเรียนคิดวิเคราะห์และหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการบูรณาการความรู้ที่ได้เรียน กับประสบการณ์ตรงหรือสืบเสาะหาความรู้เพิ่มเติม 9. Role Playing การแสดงบทบาทสมมุติเป็นวิธีการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกการแสดงออกตามสถานการณ์ที่ กำหนดให้เพื่อเป็นประสบการณ์ที่จะน้าไปแก้ไขปัญหาและสถานการณ์จริงในชีวิต ผู้เรียนได้เรียนรู้การ แสดงออก ฝึกวางแผนการท้างานร่วมกัน เข้าใจความรู้สึกและพฤติกรรมทั้งของตนเองและของผู้อื่น เช่น การทำกิจกรรม “คุ๊กกี้คาเฟ่” ผู้สอนจะกำหนดบทบาทแล้วเขียนไว้ในกระดาษ ให้ผู้เรียน 6 คน จับฉลาก เลือกว่าจะแสดงบทบาทใด โดยไม่ให้ปรึกษากัน แล้วให้แสดงบทบาทสมมติตามบทบาทที่ตนเองได้รับ หลังจากนั้นจะตั้งคำถามและให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นว่า ผู้แสดงแต่ละคนทำหน้าที่อะไร และทำ หน้าที่นั้นได้ดีหรือไม่ มีจุดใดต้องแก้ไขหรือปรับปรุง เป็นต้น 10. Think – Pair – Share ผู้สอนเป็นผู้ตั้งคำถามให้ผู้เรียนคิดหาคำตอบด้วยตนเอง หลังจากนั้นจึงอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันกับเพื่อนในชั้นเรียน


12 11. Predict – Observe – Explain จำลองสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะเรียนรู้ โดยผู้เรียนเขียนทำนายสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น สังเกตและบันทึกผล อธิบายสิ่งที่สังเกตได้อาจทำการทดลอง สำรวจหรือค้นคว้าเพิ่มเติมได้ และนำเสนอ ผลงานกลุ่มหน้าชั้นเรียน เป็นต้น 12. Clarification Pause เมื่ออธิบายถึงประเด็นที่สำคัญ ผู้สอนควรให้เวลาผู้เรียนตกผลึกความคิด และเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนซักถามหากต้องการค้าอธิบายเพิ่มเติม (ผู้สอนควรจะเดินไปรอบ ๆ ห้อง เพราะผู้เรียนมักไม่กล้า ถามหน้าชั้นเรียน) 13. Card Sorts ผู้สอนจัดเตรียมบัตรคำ/บัตรภาพไว้ให้ผู้เรียนจัดกลุ่มบัตรภาพนั้นๆ และต้องอธิบายเกณฑ์ ที่ใช้จัดกลุ่มให้เพื่อนและผู้สอนฟัง และอภิปรายร่วมกันในชั้นเรียน 14. Chain Note ผู้สอนเตรียมคำถาม/ข้อความที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ต้องการไว้ โดยอาจพิมพ์ลงบน กระดาษ A4 แล้วให้ผู้เรียนแต่ละคนตอบคำถามหรือข้อความนั้นๆ เพียง 1-2 ประโยค จากนั้นส่งต่อ กระดาษแผนนั้นให้เพื่อนที่นั่งถัดไปเพื่อช่วยกันตอบคำถามนั้นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น สามารถใช้ก่อนเรียนหรือ หลังเรียนได้และควรส่งกระดาษแผ่นนั้นกลับในทิศทางเดิม เพื่อให้ผู้ที่เขียนก่อนได้อ่านความเห็นทั้งหมด ด้วย 15. Team - pair - solo เทคนิคการทำเป็นกลุ่ม ทำเป็นคู่ และทำคนเดียว เป็นเทคนิคที่ผู้สอนกำหนดปัญหาหรือ งานให้แล้วนักเรียนทำงานร่วมกันทั้งกลุ่มจนงานสำเร็จ จากนั้นจะแยกทำงานเป็นคู่จนงาน สำเร็จ สุดท้ายผู้เรียนแต่ละคนแยกมาทำเองจนสำเร็จได้ด้วยตนเอง 16. Students’ Reflection เป็นการให้ผู้เรียนได้สะท้อนความคิด อาจจะให้ผู้เรียนสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ในคาบเรียน เสนอแนะเกี่ยวกับการเรียน ถามคำถามที่ยังสงสัย หรือให้ผู้เรียนค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่เรียน เช่น - Know – Want – Learned เมื่อเริ่มต้นบทเรียน ให้ผู้เรียนเขียนสิ่งที่รู้และสิ่งที่อยากรู้ เกี่ยวกับเนื้อหาที่จะเรียน เมื่อจบบทเรียน ให้ผู้เรียนเขียนสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ - Got – Need และ Exit Ticket เมื่อจบบทเรียน ให้ผู้เรียนเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้อาจเป็นการ สรุปร่วมกันหน้าชั้นเรียน และวางแผนกิจกรรมการเรียนจากสิ่งที่อยากรู้เพิ่มเติม - Diary/ Journal Note เขียนสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ ค้าถามที่ยังสงสัย และความรู้ ความในใจ


13 ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพมีพื้นฐานแนวคิดมาจากภาคธุรกิจเกี่ยวกับความสามารถของ องค์กรในการเรียนรู้ (Thompson, Gregg, & Niska, 2004) เป็นการนําแนวคิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ มาประยุกต์โดยอธิบายว่าการอุปมาที่เปรียบเทียบให้ “โรงเรียนเป็นองค์กร” นั่นน่าจะไม่เหมาะสม และถูกต้อง แท้จริงแล้วโรงเรียนมีความเป็น “ชุมชน” มากกว่าความเป็นองค์กรซึ่งความเป็น “องค์กร” กับ “ชุมชน” มีความแตกต่างกันที่ความเป็นชุมชนจะยึดโยงภายในต่อกันด้วยค่านิยม แนวคิด และความผูกพันร่วมกันของทุกคนที่เป็นสมาชิกซึ่งเป็นแนวคิดตรงกันข้ามกับ “ความเป็น องค์กร” ที่มีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในลักษณะที่ยึดตามระดับลดหลั่นกันลงมา มีกลไกการ ควบคุมและมีโครงสร้างแบบตึงตัวที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบและวัฒนธรรมของการใช้อํานาจเป็นหลักใน ขณะที่ “ชุมชน” จะใช้อิทธิพลที่เกิดจากการมีค่านิยมและวัตถุประสงค์ร่วมกัน เป็นความสัมพันธ์ ระหว่างสมาชิกเชิงวิชาชีพมีความเป็นกัลยาณมิตรเชิงวิชาการ และยึดหลักต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและ กัน แบบผนึกกําลังกันในการปฏิบัติงานที่มุ่งสู่พัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสําคัญ นอกจากนี้ “องค์กร” ยังทําให้เกิดคุณลักษณะบางอย่างขึ้น เช่น ลดความเป็นกันเองต่อกันลง มีความเป็นราชการ มากขึ้น และถูกควบคุมจากภายนอกให้ต้องรักษาสถานภาพเดิมของหน่วยงานไว้ จึงเห็นว่าถ้ามอง โรงเรียนในฐานแบบองค์กรดังกล่าวแล้วก็จะทําให้โรงเรียนมีความเป็นแบบทางการที่สร้างความรู้สึก ห่างระหว่างบุคคลมากยิ่งขึ้น มีกลไกที่บังคับควบคุมมากมาย และมักมีจุดเน้นใน เรื่องที่เป็นงานด้าน เทคนิคเป็นหลัก ในทางตรงข้ามถ้ายอมรับว่าโรงเรียนมีฐานะแบบที่เป็นชุมชนแล้ว บรรยากาศที่ ตามมาก็คือสมาชิกมีความผูกพันต่อกันด้วยวัตถุประสงค์ร่วม มีการสร้างสัมพันธภาพที่ ใกล้ชิดสนิท สนมและเกิดการร่วมสร้างบรรยากาศที่ทุกคนแสดงออกถึงความห่วงหาอาทรต่อกันและช่วยดูแลสวัสดิ ภาพร่วมกัน (Sergiovanni, 1994) โดยที่ใส่ใจร่วมกันถึงการเรียนรู้และความรับผิดชอบหลักร่วมกัน ของชุมชนนั่นคือพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียนชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพหรือ PLC มีวรรณกรรม ทางการศึกษาจากการวิจัยหรือโครงการศึกษาต่างๆ สามารถเรียบเรียงสรุปเป็นความหมายของชุมชน การเรียนรู้ทางวิชาชีพ คือ การรวมตัวรวมใจ รวมพลัง ร่วมมือกันของครู ผู้บริหาร และนักการศึกษาใน โรงเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสําคัญดังที่ Sergiovanni (1994) ได้กล่าวว่า ชุมชนการ เรียนรู้ทางวิชาชีพเป็นสถานที่สําหรับ “ปฏิสัมพันธ์” ลด “ความโดดเดี่ยว” ของมวลสมาชิกวิชาชีพครู ของโรงเรียนในการทํางานเพื่อปรับปรุงผลการเรียนของนักเรียน หรืองานวิชาการโรงเรียน ซึ่ง Hord (1997) มองในมุมมองเดียวกันโดยมองการรวมตัวกันดังกล่าว มีนัยยะแสดงถึงการเป็นผู้นําร่วมกันของ ครู หรือเปิดโอกาสให้ครูเป็น“ประธาน” ในการเปลี่ยนแปลง (วิจารณ์ พานิช, 2555) การมีคุณค่าร่วม และวิสัยทัศน์ร่วมกัน ไปถึงการเรียนรู้ร่วมกันและการนําสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน การรวมตัวในรูปแบบนี้เป็นเหมือน แรงผลักดัน โดยอาศัยความต้องการและความสนใจของสมาชิกใน ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพสู่มาตรฐานการเรียนรู้ของนักเรียนเป็น หลัก (Senge, 1990)การพัฒนาวิชาชีพให้เป็น “ครูเพื่อศิษย์” (วิจารณ์ พานิช, 2555) โดยมองว่าเป็น


14 “ศิษย์ของเรา”มากกว่ามองว่า “ศิษย์ของฉัน”และการ เปลี่ยนแปลงคุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เริ่มจาก “การเรียนรู้ของครู” เป็นตัวตั้งต้นเรียนรู้ที่จะมองเห็นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง พัฒนาการจัดการเรียนรู้ ของตนเองเพื่อผู้เรียนเป็นสําคัญชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community) กําลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากที่สุดในวงการทํางานการศึกษาขณะนี้ ด้วยเหตุที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ(นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์) ประกาศนโยบายให้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เป็นเครื่องมือสําคัญในการพัฒนาครูทั้งระบบ ตั้งแต่วิธีการฝึกอบรมครู การส่งเสริมให้ครูแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกันระหว่างทํางาน และการกําหนดเกณฑ์ประเมินการเลื่อนวิทยฐานะของครูให้สอดคล้องกับ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ส่งผลให้เกิดกิจกรรมและความเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาครูในยุคปัจจุบัน ชุม ชน การเรียน รู้ท างวิชาชี พ (Professional Learning Community ซึ่งใน ภ าษ าไท ยมี ชื่ อ เรียกอยู่หลายคํา เช่น ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ชุมชนเชิงวิชาการ ชุมชนครูเพื่อศิษย์ ชุมชน กัลยาณมิตรเพื่อศิษย์ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันชื่อที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ “ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิ ช า ชี พ ” นั ก วิ ช า ก า ร ได้ ให้ ค ว า ม ห ม า ย ข อ งชุ ม ช น ก า ร เรี ย น รู้ ท า งวิ ช า ชี พ ไว้ ดั งนี้ ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ คือ การที่กลุ่มของครูและผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาซึ่งมีวิสัยทัศน์ ค่านิยม และเปูาหมายเดียวกัน ทําการเรียนรู้ร่วมกัน โดยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันอย่าง ต่ อเนื่ อง เพื่ อพั ฒ น าสม รรถน ะต น เองใน การจัด การเรียน การสอน (Hord, S.M., 2003) ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ คือ การพัฒ นาคุณ ภาพ ครูโดยใช้วิธีการให้ครูร่วมมือกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในด้านความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาสาระวิชา ด้านประสบการณ์การจัดการเรียนการ สอนที่มีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประสิทธิผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยการดําเนินงานชุมชนการ เรียนรู้ทางวิชาชีพ มีเปูาหมายเพื่อพัฒนาสมรรถนะ และเพิ่มประสิทธิภาพครูให้เป็นครูมืออาชีพ (Southwest Educational Development Laboratory, 1997)ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ คือ การ รวมตัว รวมใจ รวมพลัง ร่วมมือกันของครู ผู้บริหารและนักการศึกษาในโรงเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ของผู้เรียนเป็นสําคัญ (สถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์มศว., 2558)ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เป็น สถานที่สาหรับ “ปฏิสัมพันธ์” ลด “ความโดดเดี่ยว”ของมวลสมาชิกวิชาชีพครูของโรงเรียนในการ ทํางานเพื่อปรับปรุงผลการเรียนของนักเรียนหรืองานโรงเรียน (Sergiovanni, 1994 )ชุมชนการเรียนรู้ ทางวิชาชีพ คือ การพัฒนาวิชาชีพให้เป็น “ครูเพื่อศิษย์” (วิจารณ์ พานิช,2554) Deborah and Wright (2002) กล่าวว่า คําว่าชุมชนในที่นี้หมายถึงบริบททางสังคมและ สิ่งแวดล้อมของนักเรียนนักศึกษา ชุมชนคือกลุ่มของบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน และตกลงใจที่จะให้บรรลุเปูาหมายเดียวกัน มีพลังแห่งคุณภาพที่แสดงออกถึงการเรียนรู้ชุมชนมีพลัง ในการกระตุ้นให้มวลสมาชิกกล้าแสดงออกอย่างไม่จํากัด สร้างพันธกิจร่วมกันในการสื่อสารกับคน อื่นๆ ในระดับลึกซึ้งสนิทจริงใจ ซึ่งก็เป็นมาตรฐานที่คาดได้ว่าสมาชิกแต่ละคนจะมีบรรยากาศที่ยอด เยี่ยมในการทํางานเป็นกลุ่ม อันเป็นเงื่อนไขสําคัญที่จะทําให้นักศึกษาประสบความสําเร็จในการศึกษา ระดับมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะในสถาบันอุดมศึกษาที่เพียบพร้อมไปด้วยชุมชนต่างๆ เป็นต้นว่า


15 ชุมชนด้านการวิจัย ชุมชนการเรียนรู้ ชุมชนปฏิบัติการที่จริงแล้วชุมชนต่างๆ เหล่านี้ต่างก็ถูกมองว่า เป็นชุมชนที่ดําเนินกิจกรรมแบบเดียวกัน ถึงกระนั้นจะเป็นชุมชนที่แท้จริงก็ต่อเมื่อมวลสมาชิกมี ปฏิสัมพันธ์กันอย่างเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แน่นอนและนําไปสู่การเรียนรู้ที่ลึกต่อไปในชุมชนหนึ่งๆ จะก่อให้เกิดการแสวงความรู้ ความจริง และทักษะการเรียนรู้อย่างเท่าเทียมทั้งแก่นักศึกษา ครู อาจารย์ ต่างก็จะอิ่มเอมเบิกบานใจเพราะได้ทําในสิ่งที่มีความหมาย มีประโยชน์ มีความเป็นพี่เลี้ยง มีส่วนได้เป็นผู้กระตุ้น ได้เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือ และเป็นผู้มีความเข้าใจในมุมมองที่เป็นหนึ่งด้าน คุณภาพอันเกิดจากสมาชิกที่หลากหลายAbbott (2014) ได้นําเสนอเนื้อหาว่า ชุมชนการเรียนรู้ทาง วิชาชีพหรือ PLC เป็นกลุ่มของนักการศึกษาที่มาประชุมปรึกษาหารือกันอย่างสม่ําเสมอ แบ่งปันความ เชี่ยวชาญกัน ทํางานอย่างร่วมแรงร่วมใจกันเพื่อพัฒนาทักษะการสอนและความสามารถทางวิชาการ ให้แก่นักเรียนนักศึกษาคําว่า“ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพนี้” ยังนํามาประยุกต์ใช้กับโรงเรียนหรือ คณาจารย์ผู้ทําการสอนโดยร่วมแรงร่วมใจกันเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อเป็นทีมพัฒนาวิชาชีพ ซึ่ง Hord (1997) ผู้เชี่ยวชาญในการเป็นผู้นําของโรงเรียนให้คําจํากัดความที่อาจจะเป็นคําอธิบายที่มีประสิทธิภาพมาก ที่สุดของกลยุทธ์ PLC ว่า“สามคําอธิบายแนวคิด PLC: ความเป็นมืออาชีพทางวิชาชีพมาพร้อมกับความ เป็นกลุ่มความเป็นชุมชน เพื่อที่จะเรียนรู้ร่วมกัน” สรุป ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ คือ การรวมมือ รวมใจ รวมพลัง ของผู้บริหารสถานศึกษา และครูในการพัฒนาความเป็นมืออาชีพในการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนการสอน จากสภาพปัญหา ที่พบเจอในห้องเรียนเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา พัฒนาสื่อนวัตกรรมการเรียนการสอนเพื่อใช้ในห้องเรียน และจัดการกับผู้เรียนให้เกิดประสิทธิภาพ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รองศาสตราจารย์นิลมณีพิทักษ์และคณะ พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้น ทักษะการคิด โดยใช้โครงงาน กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มเป้าหมาย คือ ครู โรงเรียนจำนวน 10 คน จากโรงเรียน 4 โรงเรียน ในเขตพื้นที่การศึกษา 1 จังหวัดขอนแก่น การวิจัย ครั้งนี้เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนาโดยใช้วงจรการพัฒนาคุณภาพงานแบบ วงจร Deming ประกอบด้วย P D C A พบว่า การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตามกระบวนการ เรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิด โดยใช้โครงงาน ผู้วิจัยต้องดำเนินการให้ความรู้เชิงหลักการแนวคิดเกี่ยวกับทักษะการคิด การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญโดยใช้โครงงาน การผลิตสื่ออุปกรณ์ประกอบการสอน จากนั้นจึงพัฒนาความรู้จาก ที่อบรมมาจัดเตรียมเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดโดยโครงงาน เมื่อกลุ่มเป้าหมาย สามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แล้วจัดกิจกรรมให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคคลโดยมีผู้วิจัย ให้คำปรึกษาแก้ไข พร้อมที่จะนำไปปฏิบัติการในชั้นเรียน เดชดนัย จุ้ยชุมและคณะการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทักษะการคิด ของนักศึกษาในรายวิชาทักษะการคิด (Thinking Skills) รหัสวิชา 11-024-112 ภาคเรียนที่ 1 ปี


16 การศึกษา 2558 ด้วยการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Active Learning) วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษา พฤติกรรมทางการเรียน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของ นักศึกษาในรายวิชาทักษะการคิด รหัสวิชา 11-024-112 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 ด้วยการ เรียนรู้แบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่าง ใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยใช้นักศึกษาสาขาวิชา ภาษาอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ในรายวิชาทักษะการคิด รหัสวิชา 11-024-112 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2558 จำานวน 83 คน เครื่องมือวิจัยที่ใช้ในการทดลอง คือ 1) แผนการสอนแบบมีส่วนร่วม 2) แบบบันทึกพฤติกรรมทางการเรียน 3) แบบทดสอบทักษะการคิด ได้ค่าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบ เท่ากับ 0.941 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ ได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค เท่ากับ 0.823 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมทางการเรียนของนักศึกษา หลังการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ดีขึ้นทั้งในด้าน การทำางาน เป็นกลุ่ม การแสดงความคิดเห็น และการแสดงออกเพื่อสะท้อนความคิดเห็นร่วมกัน 2) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง เรียนของนักศึกษา สูงกว่าก่อนเรียน และ 3) นักศึกษามีความพึง พอใจต่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยรวมอยู่ระดับมาก ( =4.17, S.D.=0.476)


17 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้าน น้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่านกระบวนการ PLC ศึกษาผู้วิจัยได้เสนอ ตามลำดับ ดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน ชุมชนบ้านน้ำดิบ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ประเภทของเครื่องมือ 1.1 แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1.2 แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน 1.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน 2. วิธีการสร้างเครื่องมือ 2.1 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning 2.1.1 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2.1.2 นำแผนการจัดการเรียนรู้ผ่านการวิเคราะห์แผนด้วยกระบวนการ PLC 2.1.3 ปรับแผนการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการ PLC


18 2.2 แบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคา และจันทรุปราคาซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน (คะแนนเต็ม 20 คะแนน) คะแนน หาค่าโดยใช้สถิติค่าร้อยละ ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบทดสอบก่อนเรียน และ หลังเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา เป็นแบบทดสอบชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ซึ่งมีขั้นตอนการสร้างดังนี้ 2.2.1 กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบทดสอบ 2.2.2 ศึกษาจุดมุ่งหมาย เนื้อหา วิชาตามหลักสูตร 2.2.3 ศึกษาการสร้างแบบทดสอบ จากเอกสารเกี่ยวกับการวัดและประเมินผล 2.2.4 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.2.5 กำหนดจำนวนข้อสอบที่ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา 2.2.6 พิจารณาแบบทดสอบที่วัดครอบคลุมกับเนื้อหาตามชื่อเรื่องและข้อสอบข้อ นั้นวัดได้ตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ จำนวน 20 ข้อ 2.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน ผู้ศึกษาวิจัยได้ดำเนินการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 2.3.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาความรู้และ ทักษะกระกวนการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนและศึกษาค้นคว้าจากงานวิจัยที่คล้ายคลึงกัน 2.3.2 ศึกษาวิธีสร้างแบบสอบถาม และศึกษาจากแบบสอบถามของคนอื่นๆ ที่วิจัย คล้ายคลึงกัน 2.3.3 สร้างแบบสอบถาม ตามโครงสร้างและกรอบเนื้อหาวิชา 2.3.4 นำแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง ความเที่ยงตรงตาม กรอบเนื้อหาของแต่ละข้อและครอบคลุมเนื้อหาที่กำหนด ผู้เชี่ยวชาญเป็นครูผู้มีประสบการณ์ด้านการสอน 2.3.5 นำแบบสอบถาม ไปปรับปรุงแก้ไขตามผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ การเก็บรวมรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้เก็บรวมรวมข้อมูลการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเกิดสุริยุปราคา และจันทรุปราคาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการ จัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่านกระบวนการ PLC ดังนี้ 1. ชี้แจงเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรมที่จะใช้ในการจัดการ เรียนรู้พร้อมแจ้งวัตถุประสงค์ 2. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน


19 3. สอนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning ระบบย่อย อาหาร 4. ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นและเพิ่มเติมส่วนที่เป็นประเด็นสำคัญพร้อม ร่วมกันสรุปสาระสำคัญในการเรียนรู้ร่วมกัน 4. นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน 5. ให้นักเรียนาตอบแบบสอบถามความพึงพอใจจากการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning ในการจัดการเรียนการสอน เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 การจัดกระทำและการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้จัดกระทำและวิเคราะห์ข้อมูล ที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. การจัดกระทำข้อมูล 1.1 นำแบบแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมารวบรวมเพื่อสรุปผล 1.2 นำแบบสอบถามที่คืนมาทั้งหมด มาแยกกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน 1.3 นำแบบสอบถามตรวจสอบความสมบูรณ์ของการตอบ หากปรากฏว่าข้อมูลส่วน หนึ่งส่วนใดไม่ครบ จงใจตอบข้อหนึ่งข้อใด หรือตอบอย่างไม่ตั้งใจ ถือว่าข้อมูลนั้นไม่สมบูรณ์ ให้คัดออก 2. การวิเคราะห์ข้อมูล 2.1 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน นำมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยนำแบบทดสอบมาตรวจนับคะแนนหาค่าร้อยละ (%) และค่าเฉลี่ย ( X ) 2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน นำมาใช้โปรแกรมสำเร็จรูปวิเคราะห์ ข้อมูลหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต ( X ) หาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D. ) มาแปลความหมาย (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 103) ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถึง ระดับความคิดเห็นมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 - 4.50 หมายถึง ระดับความคิดเห็นมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายถึง ระดับความคิดเห็นปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถึง ระดับความคิดเห็นน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.50 หมายถึง ระดับความคิดเห็นน้อยที่สุด


20 ( 1) ( ) . . 2 2 − − = N N N fX fX S D สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ค่าร้อยละ (%) 2. ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ( X ) (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 98, 105) สูตร N X X = หรือ N fX X = เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ยเลขคณิต X แทน คะแนนแต่ละตัว f แทน ความถี่ N แทน จำนวนคนหรือจำนวนความถี่ทั้งหมด แทน ผลรวม 3. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D. ) (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 98, 103 ) สูตร ( 1) ( ) . . 2 2 − − = N N N X X S D หรือ เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนแต่ละตัว f แทน ความถี่ N แทน จำนวนคนหรือจำนวนความถี่ทั้งหมด แทน ผลรวม


21 S.D. บทที่ 4 ผลการการศึกษา การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่าน กระบวนการ PLC ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล % แทน ค่าร้อยละ X แทน ค่าเฉลี่ย แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ ด้วยกระบวนการ Active Learning 2. วิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หลังการใช้รูปแบบการ จัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่านกระบวนการ PLC ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูล ได้ดังนี้ 1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังการเรียน ของนักเรียนที่ เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา


22 ตารางที่ 4.1 แสดงผลคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน ชุมชนบ้านน้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่านกิจกรรม PLC ลำดับ การประเมินผล (เต็ม 20 คะแนน) การพัฒนาผลการเรียน ก่อนเรียน ร้อยละ(%) หลังเรียน ร้อยละ(%) คะแนน ร้อยละ(%) 1 8 40 18 90.00 10 50.00 2 6 30 19 95.00 13 65.00 3 2 10 16 80.00 14 70.00 4 5 25 17 85.00 12 60.00 5 4 20 18 90.00 14 70.00 6 3 15 18 90.00 15 75.00 7 5 25 18 90.00 13 65.00 8 8 40 19 95.00 11 55.00 9 5 25 16 80.00 11 55.00 10 4 20 18 90.00 14 70.00 11 4 20 18 90.00 14 70.00 X 4.91 24.55 17.73 88.64 12.82 64.09 จากตารางที่ 4.1 พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.73 คิดเป็นร้อยละ 88.64 ผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.91 คิดเป็นร้อยละ 24.55 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเท่ากับ 12.82 คิดเป็นร้อยละ 64.09 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning สามารถ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้น


23 2. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หลังการใช้รูปแบบการ จัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning วิชาวิทยาศาสตร์ตามตารางที่ 4.2 ตารางที่ 4.2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วย กระบวนการ Active Learning วิชาวิทยาศาสตร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 รายการประเมิน ระดับความพึงพอใจ X S.D. ระดับ 1. ครูมีการเตรียมการสอน 4.80 0.71 มากที่สุด 2. การจัดบรรยากาศห้องเรียนเอื้อต่อการเรียนการสอน 4.65 0.70 มากที่สุด 3. เนื้อหาที่สอนทันสมัยนำไปใช้ได้จริง 4.78 0.71 มากที่สุด 4. ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ชัดเจน 4.90 0.32 มากที่สุด 5. กิจกรรมการเรียนการสอนสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนการสอน 4.60 1.23 มากที่สุด 6. ครูส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และรายบุคคล 5.00 0.85 มากที่สุด 7. ครูส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และร่วมกันอภิปราย 4.92 0.82 มากที่สุด 8. กิจกรรมการเรียนสนุกและน่าสนใจ 4.89 1.29 มากที่สุด 9. ครูให้โอกาสนักเรียนซักถามปัญหา 4.50 0.71 มากที่สุด 10. ครูใช้วิธีการสอนและใช้สื่ออย่างหลากหลาย 4.70 0.48 มากที่สุด 11. ครูยอมรับความคิดเห็นของนักเรียน 4.80 0.42 มากที่สุด 12. ครูให้ความสนใจแก่นักเรียนอย่างทั่วถึงขณะสอน 4.60 0.70 มากที่สุด 13. ครูส่งเสริมให้นักเรียนค้นคว้าหาความรู้จากห้องสมุด อินเทอร์เน็ตหรือ แหล่งเรียนรู้อื่นๆ 4.89 0.70 มากที่สุด 14. ครูตั้งใจสอน ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกแก่นักเรียน ในการทำกิจกรรม 4.86 0.42 มากที่สุด 15. ครูมีบุคลิกภาพ การแต่งกายและการพูดจาเหมาะสม 4.60 0.70 มากที่สุด 16. ครูเข้าสอนและออกตรงเวลา 5.00 0.82 มากที่สุด 17. นักเรียนทราบเกณฑ์การประเมินผลล่วงหน้า 4.56 1.29 มากที่สุด 18. นักเรียนมีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียน 4.58 0.63 มากที่สุด 19. ครูประเมินผลอย่างยุติธรรม 4.80 0.70 มากที่สุด 20. นักเรียนเรียนอย่างมีความสุข 4.80 0.97 มากที่สุด เฉลี่ยรวม 4.76 0.48 มากที่สุด จากตารางที่ 4.2 พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ มีความ พึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning วิชาวิทยาศาสตร์โดยภาพรวมอยู่ใน


24 ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.76 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า ครูส่งเสริมให้ นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และครูเข้าสอนและออกตรงเวลารายบุคคลและ โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 5.00 ครูให้โอกาสนักเรียนซักถามปัญหามีความพึงพอใจน้อยที่สุด โดย ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.50 3. ผลการเปรียบเทียบผลการทดสอบระดับชาติ(ONET)ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2565 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน (ผลการสอบระดับชาติ O-NET ) ปีการศึกษา 2564-2565 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ปีการศึกษา 2564 ปีการศึกษา 2565 ผลต่างปี 64-65 ภาษาไทย 45.63 57.82 12.19 คณิตศาสตร์ 30.47 24.93 -5.54 วิทยาศาสตร์ 37.29 44.55 7.26 ภาษาอังกฤษ 35.42 29.55 -5.87 รวม 148.81 156.85 8.04 เฉลี่ย 37.20 39.21 2.01 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน (ผลการสอบระดับชาติ O-NET ) ปีการศึกษา 2564-2565 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6


25 เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน (ผลการสอบระดับชาติ O-NET ) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2564-2565 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาระการเรียนรู้ ปีการศึกษา 2564 ปีการศึกษา 2565 ผลต่างปี 64-65 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ 53.13 40.91 -12.22 วิทยาสาสตร์กายภาพ 36.11 43.43 7.32 วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ 30.00 61.82 31.82 เทคโนโลยี 29.17 13.64 -15.53 แผนภูมิแท่งเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน (ผลการสอบระดับชาติ O-NET ) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2564-2565 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 0.00 10.00 20.00 30.00 40.00 50.00 60.00 70.00 วิทยาศาสตร์ ชีวภาพ วิทยาสาสตร์ กายภาพ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เทคโนโลยี ปีการศึกษา 2564 53.13 36.11 30.00 29.17 ปีการศึกษา 2565 40.91 43.43 61.82 13.64 จากผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน (ผลการสอบระดับชาติ O-NET ) รายวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564-2565 พบว่าปีการศึกษา 2564 มี ผลสัมฤทธิ์ทางของผู้เรียนค่าเฉลี่ย 37.29 และปีการศึกษา 2565 มีค่าเฉลี่ย 44.55 พบว่าเพิ่มขึ้น +7.26 และในสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ปีการศึกษา2564 มีค่าเฉลี่ย 30.00 ในปีการศึกษา 2565 มีค่าเฉลี่ย 61.82 ซึ่งเพิ่มขึ้น +31.82


26 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้าน น้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่านกระบวนการ PLC ผู้วิจัยได้สรุปผล ดังนี้ 1. สรุปผล 2. อภิปรายผล 3. ข้อเสนอแนะ สรุปผลการศึกษา การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่านกระบวนการ PLC สรุปผลการวิจัย พบว่า 1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังการเรียน ของนักเรียนที่ เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning วิชาวิทยาศาสตร์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.73 คิดเป็นร้อยละ 88.64 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.91 คิดเป็นร้อยละ 24.55 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเท่ากับ 12.82 คิดเป็นร้อยละ 64.09 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning สามารถส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของผู้เรียนสูงขึ้น 2. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หลังการใช้รูปแบบการ จัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning วิชาวิทยศาสตร์ พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ มีความพึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning วิชาวิทยาศาสตร์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.76 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า ครูส่งเสริมให้นักเรียน ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และครูเข้าสอนและออกตรงเวลารายบุคคลและ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ที่สุด มีค่าเฉลี่ย 5.00 ครูให้โอกาสนักเรียนซักถามปัญหามีความพึงพอใจน้อยที่สุด โดยภาพรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุดมีค่าเฉลี่ย 4.50


27 3. จากผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน (ผลการสอบระดับชาติ O-NET ) รายวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564-2565 พบว่าปีการศึกษา 2564 มีผลสัมฤทธิ์ทางของผู้เรียนค่าเฉลี่ย 37.29 และปีการศึกษา 2565 มีค่าเฉลี่ย 44.55 พบว่าเพิ่มขึ้น +7.26 และในสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ปีการศึกษา2564 มีค่าเฉลี่ย 30.00 ใน ปีการศึกษา 2565 มีค่าเฉลี่ย 61.82 ซึ่งเพิ่มขึ้น +31.82 การอภิปรายผล จากการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่านกระบวนการ PLC สรุปผลการวิจัย พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน ชุมชนบ้านน้ำดิบ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.73 คิดเป็นร้อยละ 88.64 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.91 คิดเป็นร้อยละ 24.55 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าเท่ากับ 12.82 คิดเป็น ร้อยละ 64.09 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning สามารถส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้น ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจที่มีต่อการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้หลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning วิชา วิทยศาสตร์พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ มีความพึงพอใจต่อการ จัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning วิชาวิทยาศาสตร์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.76 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า ครูส่งเสริมให้นักเรียนทำงาน ร่วมกันเป็นกลุ่ม และครูเข้าสอนและออกตรงเวลารายบุคคลและ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 5.00 ครูให้โอกาสนักเรียนซักถามปัญหามีความพึงพอใจน้อยที่สุด โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.50 และจากผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน (ผลการสอบ ระดับชาติ O-NET ) รายวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2564-2565 พบว่า ปีการศึกษา 2564 มีผลสัมฤทธิ์ทางของผู้เรียนค่าเฉลี่ย 37.29 และปีการศึกษา 2565 มีค่าเฉลี่ย 44.55 พบว่าเพิ่มขึ้น +7.26 และในสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ปีการศึกษา2564 มีค่าเฉลี่ย 30.00 ในปีการศึกษา 2565 มีค่าเฉลี่ย 61.82 ซึ่งเพิ่มขึ้น +31.82 ซึ่งสอดคล้องกับการวิจัยของเดชดนัย จุ้ยชุมและคณะ (2558) ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องทักษะการคิด ด้วยการเรียนรู้ แบบมีส่วนร่วม ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการทำงาน ทำงานเป็นกลุ่ม การแสดง ความคิดเห็น การแสดงออกเพื่อสะท้อนความคิดเห็นร่วมกัน คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน


28 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรทำวิจัยเพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning ในวิชา อื่นๆ เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้และตรวจสอบความเที่ยงของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 2. ในการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ Active Learning ครูควรจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ให้ และสื่อต่างๆให้เพียงพอต่อการจัดกิจกรรมกลุ่ม เพื่อให้การดำเนินการจัดกิจกรรมไม่ติดขัด 3. ในวิชาต่างๆ ควรใช้กิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลายและใช้เทคนิคการสอนที่ แตกต่างกัน สื่อที่มีความทันสมัยและมีความหลากหลายเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้และเป็น การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและมีความพึงพอใจของผู้เรียนด้วย


29 บรรณานุกรม สุนีย์ สหัสโพธิ์, จักรกฤษณ์ ทองคำ. โภชนาการพื้นฐาน. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2560 บุญชม ศรีสะอาด. การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพ : สุวีริยาสาส์น, 2545 เดชดนัย จุ้ยชุมและคณะ.การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทักษะการคิดของนักศึกษาใน รายวิชาทักษะการคิด (Thinking Skills) รหัสวิชา 11-024-112 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา ด้วยการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Active Learning): 2558 ณัฏฐวุฒิ ทรัพย์อุปถัมภ์. การจัดการเรียนแบบใฝ่รู้ (Activc Learning) ที่มีผลต่อพฤติกรรมการ เรียนรู้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจในการเรียนรายวิชาภูมิปัญญาไทย เพื่อ การพัฒนาคุณภาพชีวิต (0021311) ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราช ภัฏรําาไพพรรณี. รายงานวิจัย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพ พรรณี,2553 ญาณัญฎา ศิรภัทร์ธาดา. การพัฒนาพฤติกรรมการเรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาใน การเรียนวิชาหลักการตลาดโดยการสอบแบบมีส่วนร่วม (Active Learning). รายงานวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.2553 สุพันธ์วดี ไวยรูป. การพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิชาสุนทรียภาพทางศิลปะ สาหรับเด็กปฐมวัย ระดับ ปริญญาตรีโดยใช้การสอนด้วยกระบวนการคิดสร้างสรรค์และการอภิปรายกลุ่ม. กรุงเทพ : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, 2553 สุวิมล ติรกานันท์. ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์ : แนวทางสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2557 อำนวย เดชชัยศรี, ชัยพฤกษ์เสรีรักษ์, พันธ์ทิพา เลิศหลาบบุญ, สุจิตรา ศรีนวล และจำเริญ โห้ทัย. คู่มือการพัฒนาโรงเรียนสู่มาตรฐานการศึกษา : การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2543.


30 แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ Active Learning ผ่านกระบวนการ PLC -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- ชื่อครูผู้สอน นางตวิษา พรรณสุข กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว16101 ชั้น ป.6 ปีการศึกษา 2565 คำชี้แจง ให้ทำเครื่องหมาย ✓ลงในช่องที่ตรงกับระดับความพึงพอใจดังนี้ 5 : มากที่สุด 4 : มาก 3 : ปานกลาง 2 : น้อย 1 : น้อยที่สุด กิจกรรม ความพึงพอใจ 5 4 3 2 1 1. ครูมีการเตรียมการสอน 2. การจัดบรรยากาศห้องเรียนเอื้อต่อการเรียนการสอน 3. เนื้อหาที่สอนทันสมัยนำไปใช้ได้จริง 4. ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ชัดเจน 5. กิจกรรมการเรียนการสอนสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนการสอน 6. ครูส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม และรายบุคคล 7. ครูส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และร่วมกันอภิปราย 8. กิจกรรมการเรียนสนุกและน่าสนใจ 9. ครูให้โอกาสนักเรียนซักถามปัญหา 10. ครูใช้วิธีการสอนและใช้สื่ออย่างหลากหลาย 11. ครูยอมรับความคิดเห็นของนักเรียน 12. ครูให้ความสนใจแก่นักเรียนอย่างทั่วถึงขณะสอน 13. ครูส่งเสริมให้นักเรียนค้นคว้าหาความรู้จากห้องสมุด อินเทอร์เน็ตหรือแหล่งเรียนรู้อื่นๆ 14. ครูตั้งใจสอน ให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกแก่นักเรียนในการทำกิจกรรม 15. ครูมีบุคลิกภาพ การแต่งกายและการพูดจาเหมาะสม 16. ครูเข้าสอนและออกตรงเวลา 17. นักเรียนทราบเกณฑ์การประเมินผลล่วงหน้า 18. นักเรียนมีส่วนร่วมในการประเมินผลการเรียน 19. ครูประเมินผลอย่างยุติธรรม 20. นักเรียนเรียนอย่างมีความสุข รวมคะแนน รวมทั้งหมด สรุปผลการประเมิน 80- 100 ระดับความพึงพอใจมากที่สุด 70-79 ระดับความพึงพอใจมาก 60 -69 ระดับความพึงพอใจปานกลาง 50-59 ระดับความพึงพอใจน้อย น้อยกว่า 50 ระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด


แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………….. คำชี้แจง ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย ล้อมรอบเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1. ข้อใดเกี่ยวข้องกับการเกิดอุปราคาน้อยที่สุด ก. การหมุนรอบตัวเองของโลก ข. การโคจรรอบโลกของดวงจันทร์ ค. การโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลก ง. การหมุนรอบตัวเองของดวงอาทิตย์ 2. ออฟต้องการสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายการเกิดสุริยุปราคา โดยเขาเตรียม ไฟฉาย ลูกปิงปอง และลูกเทนนิส ข้อใดแสดงตำแหน่งของอุปกรณ์ในการทดลองได้ถูกต้อง ก. ข. ค. ง. 3. ข้อใดไม่มีโอกาสเกิดขึ้น ก. เกิดจันทรุปราคาในวันแรม 15 ค่ำ ข. เกิดสุริยุปราคาในวันแรม 15 ค่ำ ค. เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในช่วงเวลากลางวัน ง. เกิดจันทรุปราคาเต็มดวงในช่วงเวลากลางคืน 4. พื้นที่บนโลกที่อยู่ในบริเวณเงามืดของดวงจันทร์ ผู้คนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวจะสามารถสังเกตเห็น ปรากฏการณ์อุปราคาในข้อใด ก. จันทรุปราคาเต็มดวง ข. จันทรุปราคาบางส่วน ค. สุริยุปราคาเต็มดวง ง. สุริยุปราคาบางส่วน


5. พิจารณาข้อความต่อไปนี้ 1. สหรัฐอเมริกาและองค์กรการอวกาศยุโรปร่วมกันส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลขึ้นไปโคจรรอบโลก 2. ยานอะพอลโล 11 นำนักบินอวกาศ 3 คนลงสำรวจบนดวงจันทร์ 3. ยูริ กาการิน ขึ้นไปโคจรรอบโลกกับยานวอสต็อก 1 4. สหภาพโซเวียตส่งยานสปุตนิก 1 โคจรรอบโลก ข้อใดเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ถูกต้อง ก. 1, 3, 4, 2 ข. 1, 4, 3, 2 ค. 4, 2, 3, 1 ง. 4, 3, 2, 1 6. กิจกรรมใดเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศน้อยที่สุด ก. การส่งโทรเลข ข. การพยากรณ์อากาศ ค. การใช้ GPS นำทาง ง. การถ่ายทอดสัญญาณภาพผ่านดาวเทียม 7. เพราะเหตุใดปรากฏการณ์อุปราคาจึงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ก. เพราะระนาบการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ต่างจากระนาบการโคจรของดวงจันทร์รอบโลก ข. เพราะแกนโลกเอียงทำให้ระนาบการหมุนรอบตัวเองของโลกต่างจากระนาบการโคจรของโลก รอบดวงอาทิตย์ ค. เพราะระยะเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ต่างจากระยะเวลาที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ง. เพราะระยะเวลาที่ดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองต่างจากระยะเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเอง 8. ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ โลก ข้อใดกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพได้ถูกต้อง ก. เป็นการเกิดจันทรุปราคา ข. ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลากลางวัน ค. ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ ง. ทุกพื้นที่บนโลกสามารถเห็นปรากฏการณ์นี้ได้พร้อมกัน 9. เพราะเหตุใดปรากฏการณ์จันทรุปราคาจึงไม่มีโอกาสเกิดในวันขึ้น 8 ค่ำ ก. เพราะเงาของโลกบังดวงจันทร์ครึ่งดวง ข. เพราะแสงจากดวงอาทิตย์ส่องถึงดวงจันทร์ครึ่งดวง ค. เพราะดวงจันทร์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าในเวลากลางวัน ง. เพราะดวงจันทร์ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งภายในเงาของโลก


10. เมื่อดวงจันทร์ทั้งดวงเคลื่อนที่เข้าไปในบริเวณเงามืดของโลก คนบนโลกจะสังเกตเห็นปรากฏการณ์ อุปราคาในข้อใด ก. จันทรุปราคาเต็มดวง ข. จันทรุปราคาบางส่วน ค. สุริยุปราคาเต็มดวง ง. สุริยุปราคาบางส่วน 11. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง ก. ยูริ กาการิน เป็นนักบินอวกาศชาวอเมริกันคนแรกที่ขึ้นไปโคจรรอบโลก ข. สปุตนิก 1 คือยานอวกาศที่เดินทางออกไปถ่ายภาพดวงจันทร์ได้เป็นยานแรกของโลก ค. กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลมีประสิทธิภาพในการศึกษาปรากฏการณ์ต่าง ๆในอวกาศมากกว่า กล้องโทรทรรศน์ที่อยู่บนพื้นโลก ง. ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่สามารถส่งยานอวกาศขึ้นไปสำรวจสิ่งต่าง ๆ นอกโลก 12. ดาวเทียมไทยคม เป็นดาวเทียมที่ให้บริการสื่อสารผ่านช่องสัญญาณดาวเทียมดวงแรกของประเทศไทย ข้อใดเป็นประโยชน์ที่ได้จากดาวเทียมไทยคม ก. การถ่ายทอดโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ข. การสำรวจดาวและวัตถุต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลจากโลก ค. การสังเกตการณ์ก่อตัวของพายุในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก ง. ใช้ในการสำรวจแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาคเอเชีย 13. จากภาพ เป็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่ดวงจันทร์โคจรเข้ามาบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมา บนพื้นโลก ทำให้พื้นที่บนโลกบริเวณใต้เงาดวงจันทร์มืดลง นอกจากนี้ในพื้นที่เขตยุโรปเหนือ ตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติกและเขตขั้วโลกเหนือยังสามารถมองเห็นชั้นโคโรนา ซึ่งเป็นบรรยากาศ ชั้นนอกของดวงอาทิตย์ด้วย จากข้อความ ข้อใดเป็นสิ่งที่สามารถทราบได้จากข้อมูลดังกล่าว ก. ดวงอาทิตย์มีชั้นบรรยากาศ ข. ดวงจันทร์มีอากาศและชั้นบรรยากาศห่อหุ้มอยู่ ค. ทุกบริเวณทั่วโลกสามารถมองเห็นสุริยุปราคาได้พร้อมกัน ง. ปรากฏการณ์สุริยุปราคาจะสังเกตได้เฉพาะบริเวณขั้วโลกเหนือ


14. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคา ก. สุริยุปราคาสามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะในเวลากลางวันส่วนจันทรุปราคาเกิดขึ้นในตอนกลางคืน ข. สุริยุปราคาและจันทรุปราคาเกิดขึ้นเมื่อโลกดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งทำมุมตั้งฉากกัน ค. เราไม่ควรสังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคาด้วยตาเปล่าโดยตรง แต่เราสามารถมองปรากฏการณ์ จันทรุปราคาโดยตรงได้ ง. เมื่อเกิดจันทรุปราคาเรายังคงมองเห็นพื้นผิวของดวงจันทร์ แต่มืดลงหรือเป็นสีแดงเนื่องจากเงาของ โลกทอดลงบนดวงจันทร์ พิจารณาภาพจำลองตำแหน่งของดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในระนาบเดียวกันต่อไปนี้ ตอบคำถามข้อ 15-16 15. ข้อใดกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพได้ถูกต้อง ก. จันทรุปราคาบางส่วน ข. จันทรุปราคาเงามัว ค. สุริยุปราคาบางส่วน ง. สุริยุปราคาวงแหวน 16. ข้อใดกล่าวถึงสิ่งที่คนที่อยู่บนพื้นโลกในตำแหน่ง A และตำแหน่ง B สังเกตเห็นในเวลานั้นได้ถูกต้อง ก. คนที่อยู่ในตำแหน่ง A จะไม่เห็นปรากฏการณ์ดังกล่าว คนที่อยู่ในตำแหน่ง B จะมองเห็นดวงจันทร์มี ความสว่างลดลงบางส่วน ข. คนที่อยู่ในตำแหน่ง A จะไม่เห็นปรากฏการณ์ดังกล่าว คนที่อยู่ในตำแหน่ง B จะมองไม่เห็นแสงจาก ดวงจันทร์ ค. คนที่อยู่ในตำแหน่ง A จะมองเห็นดวงอาทิตย์มืดลงบางส่วน คนที่อยู่ในตำแหน่ง B จะมองเห็นดวง จันทร์มีความสว่างลดลงบางส่วน ง. คนที่อยู่ในตำแหน่ง A จะมองเห็นดวงอาทิตย์มืดลงเต็มดวง คนที่อยู่ในตำแหน่ง B จะมองไม่เห็นแสง จากดวงจันทร์ A B


17.ในเวลาเที่ยงวันของวันหนึ่ง ปรมีรู้สึกว่าบรรยากาศมืดลงผิดปกติ เมื่อมองไปที่ดวงอาทิตย์พบเงามืดบน ดวงอาทิตย์บางส่วน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุข้อใด ก. เงาของดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ ข. เงาของดวงอาทิตย์บังดวงจันทร์ ค. เงาของโลกบังดวงจันทร์ ง. เงาของโลกบังดวงอาทิตย์ 18. การเกิดอุปราคาขึ้นอยู่กับสิ่งใด ก. ตำแหน่งของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ข. ความแปรปรวนของกลุ่มแก๊สในอวกาศ ค. ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ ง. ความแรงของลมสุริยะและแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ 19. ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้เกิดฤดูกาลต่างๆ บนโลก ก. แกนของโลกเอียงทำมุมคงที่ ข. โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ค. ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ง. โลกหมุนรอบตัวเอง 20.ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเกิดจันทรุปราคา ก. เกิดในช่วงเวลากลางคืนของวันขึ้น 15 ค่ำ ข. เงาของโลกบังดวงจันทร์ ทำให้คนบนโลกมองเห็นดวงจันทร์มืดไปชั่วขณะ ค. โลกโคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกันกับดวงอาทิตย์ โดยดวงจันทร์อยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก ง. ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดจันทรุปราคา


แบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 ดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ เรื่อง การเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำดิบ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………….. คำชี้แจง ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย ล้อมรอบเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว 1.การเกิดอุปราคาขึ้นอยู่กับสิ่งใด ก. ตำแหน่งของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ข. ความแปรปรวนของกลุ่มแก๊สในอวกาศ ค. ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ ง. ความแรงของลมสุริยะและแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ 2. ข้อใดเกี่ยวข้องกับการเกิดอุปราคาน้อยที่สุด ก. การหมุนรอบตัวเองของโลก ข. การโคจรรอบโลกของดวงจันทร์ ค. การโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลก ง. การหมุนรอบตัวเองของดวงอาทิตย์ 3. ข้อใดไม่มีโอกาสเกิดขึ้น ก. เกิดจันทรุปราคาในวันแรม 15 ค่ำ ข. เกิดสุริยุปราคาในวันแรม 15 ค่ำ ค. เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในช่วงเวลากลางวัน ง. เกิดจันทรุปราคาเต็มดวงในช่วงเวลากลางคืน 4.ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้เกิดฤดูกาลต่างๆ บนโลก ก. แกนของโลกเอียงทำมุมคงที่ ข.โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ค. ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ง.โลกหมุนรอบตัวเอง 5.ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเกิดจันทรุปราคา ก. เกิดในช่วงเวลากลางคืนของวันขึ้น 15 ค่ำ ข. เงาของโลกบังดวงจันทร์ ทำให้คนบนโลกมองเห็นดวงจันทร์มืดไปชั่วขณะ ค. โลกโคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกันกับดวงอาทิตย์ โดยดวงจันทร์อยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก ง. ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดจันทรุปราคา 6. พื้นที่บนโลกที่อยู่ในบริเวณเงามืดของดวงจันทร์ ผู้คนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวจะสามารถสังเกตเห็น ปรากฏการณ์อุปราคาในข้อใด ก. จันทรุปราคาเต็มดวง ข. จันทรุปราคาบางส่วน ค. สุริยุปราคาเต็มดวง ง. สุริยุปราคาบางส่วน 7. กิจกรรมใดเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศน้อยที่สุด ก. การส่งโทรเลข ข. การพยากรณ์อากาศ ค. การใช้ GPS นำทาง ง. การถ่ายทอดสัญญาณภาพผ่านดาวเทียม


8. พิจารณาข้อความต่อไปนี้ 1. สหรัฐอเมริกาและองค์กรการอวกาศยุโรปร่วมกันส่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลขึ้นไปโคจรรอบโลก 2. ยานอะพอลโล 11 นำนักบินอวกาศ 3 คนลงสำรวจบนดวงจันทร์ 3. ยูริ กาการิน ขึ้นไปโคจรรอบโลกกับยานวอสต็อก 1 4. สหภาพโซเวียตส่งยานสปุตนิก 1 โคจรรอบโลก ข้อใดเรียงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ถูกต้อง ก. 1, 3, 4, 2 ข. 1, 4, 3, 2 ค. 4, 2, 3, 1 ง. 4, 3, 2, 1 9. เพราะเหตุใดปรากฏการณ์อุปราคาจึงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ก. เพราะระนาบการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ต่างจากระนาบการโคจรของดวงจันทร์รอบโลก ข. เพราะแกนโลกเอียงทำให้ระนาบการหมุนรอบตัวเองของโลกต่างจากระนาบการโคจรของโลก รอบดวงอาทิตย์ ค. เพราะระยะเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ต่างจากระยะเวลาที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ง. เพราะระยะเวลาที่ดวงจันทร์หมุนรอบตัวเองต่างจากระยะเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเอง 10. ออฟต้องการสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายการเกิดสุริยุปราคา โดยเขาเตรียม ไฟฉาย ลูกปิงปอง และลูกเทนนิส ข้อใดแสดงตำแหน่งของอุปกรณ์ในการทดลองได้ถูกต้อง ก. ข. ค. ง.


11. ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ โลก ข้อใดกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพได้ถูกต้อง ก. เป็นการเกิดจันทรุปราคา ข. ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลากลางวัน ค. ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ ง. ทุกพื้นที่บนโลกสามารถเห็นปรากฏการณ์นี้ได้พร้อมกัน 12. เมื่อดวงจันทร์ทั้งดวงเคลื่อนที่เข้าไปในบริเวณเงามืดของโลก คนบนโลกจะสังเกตเห็นปรากฏการณ์ อุปราคาในข้อใด ก. จันทรุปราคาเต็มดวง ข. จันทรุปราคาบางส่วน ค. สุริยุปราคาเต็มดวง ง. สุริยุปราคาบางส่วน 13. เพราะเหตุใดปรากฏการณ์จันทรุปราคาจึงไม่มีโอกาสเกิดในวันขึ้น 8 ค่ำ ก. เพราะเงาของโลกบังดวงจันทร์ครึ่งดวง ข. เพราะแสงจากดวงอาทิตย์ส่องถึงดวงจันทร์ครึ่งดวง ค. เพราะดวงจันทร์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าในเวลากลางวัน ง. เพราะดวงจันทร์ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งภายในเงาของโลก 14. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้อง ก. ยูริ กาการิน เป็นนักบินอวกาศชาวอเมริกันคนแรกที่ขึ้นไปโคจรรอบโลก ข. สปุตนิก 1 คือยานอวกาศที่เดินทางออกไปถ่ายภาพดวงจันทร์ได้เป็นยานแรกของโลก ค. กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลมีประสิทธิภาพในการศึกษาปรากฏการณ์ต่าง ๆในอวกาศมากกว่า กล้องโทรทรรศน์ที่อยู่บนพื้นโลก ง. ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่สามารถส่งยานอวกาศขึ้นไปสำรวจสิ่งต่าง ๆ นอกโลก 15. ดาวเทียมไทยคม เป็นดาวเทียมที่ให้บริการสื่อสารผ่านช่องสัญญาณดาวเทียมดวงแรกของประเทศไทย ข้อใดเป็นประโยชน์ที่ได้จากดาวเทียมไทยคม ก. การถ่ายทอดโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ข. การสำรวจดาวและวัตถุต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลจากโลก ค. การสังเกตการณ์ก่อตัวของพายุในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก ง. ใช้ในการสำรวจแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาคเอเชีย


16. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับปรากฏการณ์สุริยุปราคาและจันทรุปราคา ก. สุริยุปราคาสามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะในเวลากลางวันส่วนจันทรุปราคาเกิดขึ้นในตอนกลางคืน ข. สุริยุปราคาและจันทรุปราคาเกิดขึ้นเมื่อโลกดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งทำมุมตั้งฉากกัน ค. เราไม่ควรสังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคาด้วยตาเปล่าโดยตรง แต่เราสามารถมองปรากฏการณ์ จันทรุปราคาโดยตรงได้ ง. เมื่อเกิดจันทรุปราคาเรายังคงมองเห็นพื้นผิวของดวงจันทร์ แต่มืดลงหรือเป็นสีแดงเนื่องจากเงาของ โลกทอดลงบนดวงจันทร์ 17. จากภาพ เป็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงที่ดวงจันทร์โคจรเข้ามาบังแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมา บนพื้นโลก ทำให้พื้นที่บนโลกบริเวณใต้เงาดวงจันทร์มืดลง นอกจากนี้ในพื้นที่เขตยุโรปเหนือ ตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติกและเขตขั้วโลกเหนือยังสามารถมองเห็นชั้นโคโรนา ซึ่งเป็นบรรยากาศ ชั้นนอกของดวงอาทิตย์ด้วย จากข้อความ ข้อใดเป็นสิ่งที่สามารถทราบได้จากข้อมูลดังกล่าว ก. ดวงอาทิตย์มีชั้นบรรยากาศ ข. ดวงจันทร์มีอากาศและชั้นบรรยากาศห่อหุ้มอยู่ ค. ทุกบริเวณทั่วโลกสามารถมองเห็นสุริยุปราคาได้พร้อมกัน ง. ปรากฏการณ์สุริยุปราคาจะสังเกตได้เฉพาะบริเวณขั้วโลกเหนือ พิจารณาภาพจำลองตำแหน่งของดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในระนาบเดียวกันต่อไปนี้ ตอบคำถามข้อ 18-19 A B


18. ข้อใดกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในภาพได้ถูกต้อง ก. จันทรุปราคาบางส่วน ข. จันทรุปราคาเงามัว ค. สุริยุปราคาบางส่วน ง. สุริยุปราคาวงแหวน 19. ข้อใดกล่าวถึงสิ่งที่คนที่อยู่บนพื้นโลกในตำแหน่ง A และตำแหน่ง B สังเกตเห็นในเวลานั้นได้ถูกต้อง ก. คนที่อยู่ในตำแหน่ง A จะไม่เห็นปรากฏการณ์ดังกล่าว คนที่อยู่ในตำแหน่ง B จะมองเห็นดวงจันทร์มี ความสว่างลดลงบางส่วน ข. คนที่อยู่ในตำแหน่ง A จะไม่เห็นปรากฏการณ์ดังกล่าว คนที่อยู่ในตำแหน่ง B จะมองไม่เห็นแสงจาก ดวงจันทร์ ค. คนที่อยู่ในตำแหน่ง A จะมองเห็นดวงอาทิตย์มืดลงบางส่วน คนที่อยู่ในตำแหน่ง B จะมองเห็นดวง จันทร์มีความสว่างลดลงบางส่วน ง. คนที่อยู่ในตำแหน่ง A จะมองเห็นดวงอาทิตย์มืดลงเต็มดวง คนที่อยู่ในตำแหน่ง B จะมองไม่เห็นแสง จากดวงจันทร์ 20.ในเวลาเที่ยงวันของวันหนึ่ง ปรมีรู้สึกว่าบรรยากาศมืดลงผิดปกติ เมื่อมองไปที่ดวงอาทิตย์พบเงามืดบน ดวงอาทิตย์บางส่วน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุข้อใด ก. เงาของดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ ข. เงาของดวงอาทิตย์บังดวงจันทร์ ค. เงาของโลกบังดวงจันทร์ ง. เงาของโลกบังดวงอาทิตย์


สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา แม่ฮ่องสอน เขต 2 โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำ ดิบ


Click to View FlipBook Version