The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by watlovemom800, 2022-03-09 04:04:45

1.2บทที่2

1.2บทที่2

6

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี ก่ียวข้อง

ในการศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทเี่ กี่ยวข้อง ในการสรา้ งบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
วิชาโลหะวิทยาการเชื่อม หลกั สตู รประกาศนียบัตรวิชาชีพชนั้ สูง สานกั งานคณะกรรมการการ
อาชวี ศึกษา พ.ศ. 2546 ซึ่งสามารถแยกกลา่ วเปน็ หัวข้อได้ดังนี้

2.1 หลักสูตรวิชาโลหะวทิ ยาการเช่อื ม
2.2 ความหมายของบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
2.3 ประโยชนข์ องบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน
2.4 ขอ้ ดีและข้อจากัดของคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
2.5 ลักษณะของบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
2.6 ประเภทของบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
2.7 หลักการออกแบบบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
2.8 การเลอื กใชโ้ ปรแกรมสร้างบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
2.9 ทฤษฎเี ก่ยี วกบั ความพึงพอใจ
2.10 งานวิจัยท่ีเก่ียวขอ้ ง

2.1 หลักสูตรวิชาโลหะวทิ ยาการเช่ือม
จากหลักสตู รประกาศนียบตั รวชิ าชพี ของสานกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สาขาวิชาโลหะ

วิทยา สังกัดสานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ได้กาหนดเน้ือหา
หลักสตู รไว้ดังน้ี

2.1.1 จุดประสงคร์ ายวิชา
2.1.1.1 เพ่ือใหม้ ีความเข้าใจหลกั การเกีย่ วกับโลหะวิทยาการเชื่อมตามมาตรฐาน
2.1.1.2 เพื่อใหส้ ามารถปฏิบัติงานด้านโลหะวทิ ยาการเช่ือมตามมาตรฐาน
2.1.1.3 เพ่อื ให้มกี ิจนิสัยการทางานด้วยความรอบคอบและปลอดภยั

2.1.2 มาตรฐานรายวิชา
2.1.2.1 ความเข้าใจหลักการเกี่ยวกับโลหะวทิ ยาการเชื่อม
2.1.2.2 จาแนกปรากฏการณท์ างโลหะวิทยาทีเ่ กิดขน้ึ ในสว่ นต่างๆ บนแนวเชอื่ ม
2.1.2.3 ตรวจสอบโครงสร้างมหัพภาคและจลุ ภาคชนิ้ งานเชอื่ มกลุ่มเหลก็ กล้าของโครงสร้าง

สะพานและภาชนะแรงดนั ตามมาตรฐาน
2.1.2.4 ทดสอบความแข็งชนิ้ งานเหล็กกล้าตามมาตรฐาน

2.1.3 คาอธิบายรายวิชา
ศึกษาและทดสอบเกย่ี วกับหลักการของโลหะวิทยาการเชื่อม รูปแบบโครงสร้างอะตอม การจับ

ยึดของอะตอม การแบ่งชนิดของโลหะหนักและเบา โครงสร้างผลึกต่างๆ การเกิดของผสมแบบแทรกตัว
และแบบแทนท่ี การวิเคราะห์กราฟการแข็งตัวจากของเหลวมาเป็นของแข็งใน Fe.-.C Diagram การเกิด
เกรน.Void. และ.Dislocation. การเปล่ียนแปลงขั้นถาวร.Stress-stain.Diagram.การเกิด
Recrystallization TTT Diagram และการปรับปรุงโครงสรา้ งของเหลก็ ต่างๆ ดว้ ยความร้อน การเกิดความ
แขง็ ของเหลก็ กล้า ลกั ษณะโครงสรา้ งของส่วนต่างๆ ของแนวเชอื่ มต่อชนตัว V การเปลยี่ นแปลงโครงสร้าง

7

เหล็กกล้า การเย็นตัวจากหลอมเหลวเป็นของแข็งในแนวเช่ือม ความแตกต่างของการกระจายความร้อน
ของกระบวนการเช่ือมต่างๆ อิทธิพลของธาตุในแนวเช่ือมท่ีมีผลต่อโครงสร้างภายในโลหะ การเกิด Hot
Crack,Cold Crack Shaffler Diagram, Weld ability ของอลูมิเนียม นิกเกิล ทองแดง ไทเทเนียม และ
เหลก็ หลอ่ การตรวจโครงสร้างมหัพภาคและจุลภาคงานเชื่อมเหล็กกล้า เหล็กกล้าคาร์บอน และโลหะนอก
กลุ่มเหลก็ ทดสอบความแข็งแนวเชอ่ื มเหล็กกลา้ คารบ์ อน

2.2 ความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
บทเรี ยนคอ มพิว เตอร์ ช่ว ย สอน (Computer.Assisted.Instruction:.CAI) จั ดว่าเ ป็นส่ื อ

อิเล็กทรอนิกส์ท่ีสามารถนาเสนอองค์ความรู้อย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอนตามหลักการเรียนรู้ และ
ตอบสนองการเรียนรู้ทางด้านสติปัญญาของแต่ละคนได้อย่างเต็มท่ี และได้มีนักวิชาการได้ให้ความหมาย
ของบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนไว้มากมาย ดังน้ี

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (2545: 108) กล่าวว่า ส่ือคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน หมายถึง ส่ือเทคโนโลยีที่ใช้
กับคอมพิวเตอรแ์ ล้วนาไปใชส้ อนแทนครูหรือสอนเสรมิ จากการสอนในช้ันเรยี นปกติ

สุปรีชา สอนสาระ (2558) ให้ความหมายวา่ คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน หมายถึง ส่ือการเรียนการสอน
ทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหน่ึง ซ่ึงใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนาเสนอสื่อประสมอันได้แก่
ข้อความ ภาพน่ิง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วีดิทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพ่ือถ่ายทอดเน้ือหาบทเรียน
หรือองค์ความรู้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับการสอนจริงในห้องเรียนมากที่สุดโดยมีเป้าหมายท่ีสาคัญก็คือ
สามารถดึงดูดความสนใจของผเู้ รยี น และกระตนุ้ ให้เกิดความต้องการที่จะเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็น
ตัวอย่างที่ดีของสื่อการศึกษาในลักษณะตัวต่อตัว ซึ่งผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ หรือการ
โต้ตอบพร้อมทั้งการได้รับผลป้อนกลับ (FEEDBACK).นอกจากนี้ยังเป็นสื่อท่ีสามารถตอบสนองความ
แตกต่างระหว่างผเู้ รียนไดเ้ ปน็ อย่างดี รวมท้ังสามารถท่ีจะประเมิน และตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้
ตลอดเวลา

ณัฐกร สงคราม (2552: 211) ได้สรุปความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนว่า หมายถึง การนา
คอมพิวเตอร์มาเปน็ เครื่องมือสร้างใหเ้ ป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อให้ผู้เรียนนาไปเรียนด้วยตนเองและเกิด
การเรียนรู้ ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประกอบด้วย เน้ือหาวิชา แบบฝึกหัด แบบทดสอบลักษณะ
ของการนาเสนอ อาจมีทั้งตัวหนังสือ ภาพกราฟิก ภาพเคล่ือนไหว สีหรือเสียงเพื่อดึงดูดให้ผู้เรียนเกิดความ
สนใจมากยิ่งขน้ึ รวมทง้ั การแสดงผลการเรียนให้ทราบทันทีดว้ ยขอ้ มลู ย้อนกลับแกผ่ ูเ้ รยี น

ทักษิณา สวนานนท์. (2533 : 206) ได้ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ ระบบการ
เรียนการสอน ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างนักเรียนกับเครื่องคอมพิวเตอร์โดยเรียกโปรแกรมสาเร็จรูปที่เตรียมไว้และ
เก็บไว้ในจานแม่เหลก็ (Diskette) แสดงผา่ นจอภาพเปน็ คาอธบิ าย บทเรยี น รปู ภาพ เสียง

ศิริชัย นามบุรี (2542: 110) ได้สรุปความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนว่า หมายถึง บทเรียน
สาเร็จรูปท่ีสร้างข้ึนในลักษณะซอฟท์แวร์สาเร็จรูป (Package Software) นาไปสอน (Instruction) เน้ือหา
ใหม่โดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอนบทเรียนหรือนาเสนอบทเรียนผู้เรียนสามารถ
เรียนรู้ด้วยตนเองได้ตามระดับความสามารถของตนเอง ในบทเรียนมีแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เ รี ย น เ พ่ื อ ท ด ส อ บ ก่ อ น เ รี ย น ห ลั ง เ รี ย น . จุ ด เ ด่ น ท่ี ส า คั ญ . คื อ .ก า ร น า เ ส น อ เ น้ื อ ห า ใ น ลั ก ษ ณ ะ ห ล า ย สื่ อ
(Multimedia) ได้แก่ ประเภทข้อความ (Text) รูปภาพ (Image) ภาพเคลื่อนไหว (Animation) ภาพวิดีโอ
(Video) และเสียง.(Audio) โดยผู้เรียนจะมีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์ (Interaction) กับบทเรียนผ่านเครื่อง
ไมโครคอมพิวเตอร์ได้ตลอดเวลา

8

ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2541:.3) ได้ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้ว่า บทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ บทเรียนและกจิ กรรมการเรยี นการสอนที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระบบและมีแบบแผน
โดยใช้คอมพิวเตอรน์ าเสนอและจัดการเพ่ือให้ผ้เู รยี นไดม้ ปี ฏิสมั พันธ์โดยตรงกับบทเรียนนน้ั ๆ ตามความ
สามารถของตนเอง โดยผู้เรียนไม่จาเป็นต้องมีทักษะและประสบการณ์ด้านการใช้คอมพิวเตอร์มาก่อนก็
สามารถเรยี นรู้ได้

จากความหมายของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนดังกล่าวสรุปได้ว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ
การนาคอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องมือช่วยครูในการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการเขียนโปรแกรม
ประกอบด้วย บทเรียน แบบฝึกหัด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน มีรูปแบบตัวหนังสือ สีและ
ภาพกราฟิกสวยงาม ผู้เรยี นสามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตามคาแนะนาในการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน นักเรียนสามารถโต้ตอบกันระหว่างนักเรียนกับคอมพิวเตอร์และทราบผลการเรียนของนักเรียน
วา่ บรรลุถึงเกณฑท์ ่ีต้ังหรอื ไม่ รวมทงั้ มกี ารเสรมิ แรงจูงใจในการเรียนให้กบั ผู้เรยี น

2.3 ประโยชน์ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนเปน็ ส่ือทจ่ี ะช่วยให้ครจู ัดการเรียนรู้ได้บรรลจุ ดุ หมายของหลกั สูตร โดยมีผู้

กล่าวถงึ ประโยชน์ของคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน ดงั นี้
เกียรติพงษ์ ยอดเยยี่ มแกร (ม.ป.ป.) กล่าวถงึ ประโยชน์ของบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนดงั นี้
1) เสนอส่ิงเร้าใหก้ ับผู้เรยี น ไดแ้ ก่ เนื้อหา ภาพน่ิง คาถาม ภาพเคล่ือนไหว
2) ประเมนิ การตอบสนองของผเู้ รยี น ไดแ้ ก่ การตดั สนิ คาตอบ เป็นต้น
3) ใหข้ ้อมูลยอ้ นกลบั เพื่อการเสริมแรง ได้แก่ การใหร้ างวลั หรอื คะแนน
4) ใหผ้ ู้เรยี นเลอื กสิ่งเรา้ ในลาดบั ต่อไป
5) ใชใ้ นงานเพ่ือการสอน
6) การทบทวนบทเรยี นเพ่ือฝึกหดั
7) การวัดผลหรือสอบเล่ือนช้ัน
8) ช่วยใหร้ ับรขู้ า่ วสารมากข้ึน
อรพันธ์ุ ประสิทธิรัตน์ (2552: 65) ได้กล่าวถงึ ประโยชนข์ องบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน ดังน้ี
1) ผู้เรยี นได้เรยี นตามความสามารถของตนเอง และสามารถเรยี นตามลาพังด้วยตนเอง
2) ด้านภาพ เสยี ง และสีสัน เป็นสิ่งดงึ ดดู ความสนใจของผู้เรยี นให้สนใจในบทเรยี น
3) เป็นการเสรมิ แรงแก่ผูเ้ รยี นไดร้ วดเร็วในระหว่างที่เรยี น ทาให้ผเู้ รียนเกิดความต่ืนเตน้

ไม่เบ่ือหน่ายและเม่ือทาผดิ พลาดกส็ ามารถแก้ไขได้ทนั ที
4) ผู้เรียนได้เรียนตามลาดบั ขั้นตอนจากง่ายไปยาก หรือเลอื กทจ่ี ะเรียนในหวั ข้อท่ีตนเองสนใจ

กอ่ นได้
5) ผเู้ รียนสามารถทบทวนเน้ือหาหรอื บทเรียนท่ีเคยเรยี นไปแล้วซา้ ได้อีกตามความต้องการ
6) ผสู้ อนใชเ้ วลาในการสอนนอ้ ยลง และมีเวลาในการเตรียมบทเรยี นอ่ืนๆ ได้มากขึ้น
7) ผ้สู อนมเี วลาในการสร้างสรรคแ์ ละพฒั นานวัตกรรมใหม่ๆ
8) ชว่ ยแกป้ ัญหาการขาดแคลนบุคลากร
9) ช่วยฝึกให้ผ้เู รียนคิดอยา่ งมเี หตุผลเพราะต้องแกป้ ัญหาตลอดเวลา
รจุ โรจน์ แกว้ อไุ ร (2558: 77) ไดก้ ล่าวถงึ ประโยชนข์ องบทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน ดังน้ี
1) สามารถตอบสนองการเรียนรู้ส่วนบคุ คลได้ ซึ่งผเู้ รยี นสามารถเรยี นรตู้ ามระดับ

ความสามารถและอัตราความเร็วตามทีต่ อ้ งการ

9

2) สามารถสร้างแรงจูงใจในการเรยี นโดยการใชส้ ี เสียงและภาพ รวมทั้งการออกแบบ
โปรแกรมท่นี ่าสนใจ

3) สามารถคิดคานวณได้รวดเรว็ และแมน่ ยา ช่วยให้ผู้เรยี นเรยี นวิชาคณติ ศาสตร์ได้
อย่างมีประสิทธิภาพ

4) ชว่ ยสอนความคิดรวบยอด (Concept) และทาให้ผเู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้ไดเ้ ป็นอยา่ งดี
5) สามารถเรยี นได้อย่างไม่จากัดเวลา และทบทวนได้ตามที่ ต้องการ
6) สามารถจดั แผนการสอนได้ดี ด้วยการทผ่ี ูส้ อนสร้างโปรแกรมท่ีมขี น้ั ตอนและระบบท่ีดี เช่น
มีจดุ ม่งุ หมาย สอนเนอ้ื หา ทดสอบและใหผ้ ลย้อนกลับ และยังสามารถเก็บข้อมลู ผ้เู รยี น วิเคราะหแ์ ละเสนอ
ผลการประเมินได้
ตามที่นักการศึกษากล่าวมาสรุปได้ว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีประโยชน์ทั้งในและนอก
เวลาเรียนและในและนอกสถานศกึ ษาผู้เรียนมคี วามสนุกสนาน และสามารถทบทวนบทเรียนได้ตลอดเวลา

2.4 ข้อดแี ละข้อจากัดของคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน
2.4.1 ข้อดีของคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนมีขอ้ ดีหลายประการเพือ่ ใหผ้ ูใ้ ชส้ ามารถมปี ฏิสมั พนั ธ์กับบทเรยี นได้โดยตรงซ่ึง

จะทาใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเรยี นรู้ ซ่ึงมีข้อดีดงั นี้ (มนตช์ ยั , 2544 : 7-8)
1) ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นของผู้เรียนสงู ข้ึน เมื่อเรยี นด้วยบทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
2) เวลาเรยี นของผ้เู รียนลดลง เมื่อเทียบกับการเรียนการสอนปกติ
3) บทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนระบบมัลตมิ เี ดียสามารถจงู ใจใหผ้ ู้เรียนมคี วามสนใจมากขน้ึ
4) ผเู้ รยี นมีการโตต้ อบกับบทเรียนทาให้เกิดการเรยี นรู้อย่างลึกซึ้ง
5) ผ้เู รียนเป็นผู้ควบคมุ บทเรยี นดว้ ยตนเอง ทาใหส้ ามารถตอบสนองความตอ้ งการเปน็

รายบุคคลไดเ้ ป็นอย่างดี
6) บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน สามารถสบั เปล่ยี นโปรแกรมหรือนาเสนอเนื้อหาได้รวดเร็ว
7) สามารถนาเสนอเน้ือหาในลกั ษณะทเี่ ป็นองคป์ ระกอบของมัลตมิ เี ดียไมว่ ่าจะเปน็ ข้อความ

ภาพน่งิ ภาพเคลื่อนไหว เสยี ง และวดี ิทศั น์
8) ไม่มขี ้อจากดั ด้านเวลาและสถานท่ี สามารถเรียนได้สะดวกตามความต้องการ
9) บทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถบันทึกและตรวจสอบความกา้ วหน้าของผู้เรียนรวมท้ัง

การประเมนิ ผลของผเู้ รียนได้ตลอดเวลา
เบญจมาศ ชยั วรรณคุปต์ และคณะ (2547) ไดส้ รปุ ขอ้ จากัดของคอมพิวเตอร์ ชว่ ยสอน ดังน้ี
1) การออกแบบโปรแกรมเป็นงานท่ีใช้เวลา และความสามารถ ครผู ู้สอนรเู้ นื้อหาวิชาแต่ไม่

สามารถสร้างบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนได้ด้วยตนเอง
2) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ไมส่ ามารถสอนเนื้อหาในลาดบั ข้ันสูง ๆ ของ Cognitive Domain

ได้ ทง้ั น้ียังไมร่ วมถึง Affective Domain และ Psychomotor Domain ซ่ึงมขี ้อจากดั อยู่มาก
3) เมอื่ เวลาผา่ นไปผเู้ รยี นจะเร่ิมเคยชนิ กับคอมพวิ เตอร์ซ่ึงเกิดขน้ึ แลว้ ในบางสงั คม ทาให้

ความกระตอื รอื รน้ และแรงจงู ใจท่ีจะเรียนด้วยคอมพิวเตอรล์ ดลง บางครั้งใหผ้ ลตรงขา้ ม ผ้เู รียนไม่ชอบท่ี
จะเรยี นคอมพวิ เตอร์

4) บทเรยี นคอมพิวเตอร์ไม่สง่ เสริมพัฒนาการทางสังคม เพราะผเู้ รียนจะใชเ้ วลาและทักษะของ
การโตต้ อบกับเครื่องคอมพิวเตอร์มากกวา่ ผ้สู อน หรอื เพื่อนร่วมชั้นเดียวกัน

10

5) ผเู้ รียนบางประเภท โดยเฉพาะบางกลุม่ สว่ นใหญ่ไมช่ อบท่ีจะเรียนตามลาดับข้ันหรือเรยี น
ไปตามขน้ั ตอนของโปรแกรม ซ่งึ โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนสว่ นมากจะมีหลกั ในการออกแบบให้
เรียนเป็นขั้นตอน ซ่งึ เป็นการบังคบั แบบแผนของการเรียนกับผู้อื่น

6) คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนถึงแม้ว่าราคาเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณจ์ ะถกู ลงแตส่ ิ่งแวดล้อม
ในการเรยี นกับเครอื่ งคอมพวิ เตอร์ เชน่ ห้องเรยี น หรือสถานทแ่ี ละฐานข้อมูลต่างๆ ยงั มีราคาแพง และ
จากดั อยู่ในเขตตวั เมืองทมี่ สี ภาพเศรษฐกจิ ทเ่ี จรญิ แลว้

7) ในประเทศไทยความรทู้ างดา้ นคอมพวิ เตอรข์ องบุคลากรทางดา้ นการศกึ ษาตลอดจน
โปรแกรมท่ีจะสรา้ งงานคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนยังขาดแคลนการพัฒนาโปรแกรมตา่ งๆ มุ่งไปทธี่ ุรกจิ
มากกวา่ การศกึ ษา สังเกตได้จากตลาดท่ีวางขาย Software จะมีคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนนอ้ ยมาก

8) ผเู้ รยี นและผ้สู อนบางกลุ่มมคี วามคาดหวงั วา่ คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนจะให้ประสทิ ธภิ าพ
การเรยี นการสอนสูง โดยคาดหวงั ไว้มากจากคอมพวิ เตอร์ท่ีลงทุนไป แต่ผลกลับคืนที่ไดร้ บั อาจนอ้ ยกว่า
ทค่ี าดหวัง และธรรมชาติของการนาคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนมาใช้ประกอบดว้ ยปจั จยั อื่นๆ ในการลงทุนร่วม
ด้วยอกี มาก ถา้ คดิ คานวณการลงทุนเร่ิมตน้ กจ็ ะทาใหส้ ดั ส่วนของการลงทุนกับผลท่ีได้รบั ไม่เป็นท่ีพอใจ
ของผทู้ ่ีต้องจ่ายเงินลงทนุ ใหก้ บั คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน

9) โปรแกรมที่ออกแบบเพื่อใชค้ อมพวิ เตอรช์ ่วยสอน ส่วนมากไมส่ ่งเสรมิ ความคดิ สร้างสรรค์
นอ้ ยมากท่ีโปรแกรมจะสามารถทาให้บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน สง่ เสริมความคิดสรา้ งสรรคส์ ่วนมาก
จะถกู จากัดความคิดอย่ใู นกรอบ ทผี่ สู้ รา้ งโปรแกรมกาหนดไว้

10) ปัญหาทางดา้ นเทคนคิ ของเครื่องคอมพวิ เตอร์ และอุปกรณป์ ระกอบการเรียนคอมพวิ เตอร์
ชว่ ยสอนคณุ ภาพของสนิ ค้าที่ผลิตออกมาจากแหลง่ ตา่ ง ๆ มคี ุณภาพไมเ่ ท่าเทียมกนั และความรู้ของผู้ใชย้ ัง
ไม่เท่าทันกบั การเปล่ียนแปลงกลไกทางตลาดทาใหผ้ ู้ใช้ไดส้ ินค้าดอ้ ยคณุ ภาพ

ตามท่ีนักการศึกษากล่าวมาสรุปข้อดีได้ว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเกิดจากความพยายามในการท่ี
จะช่วยให้ผู้เรียนท่ีเรียนอ่อนสามารถใช้เวลาในการฝึกฝนทักษะและเพ่ิมเติมความรู้ที่จะปรับปรุงการเรียน
ของตนใหท้ ันผอู้ ื่นได้ ดังน้ันผู้สอนจึงใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในการสอนเสริมหรือทบทวนการสอนปกติใน
ชน้ั เรยี นได้ผเู้ รยี นสามารถนาคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนไปใช้ในการเรียนด้วยตนเองในเวลาและสถานท่ีท่ีสะดวก
คอมพวิ เตอร์ช่วยสอนสามารถสรา้ งแรงจงู ใจให้ผเู้ รียนสนุกสนานไปกบั การเรยี น

2.4.2 ข้อจากดั ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
1) ข้อจากดั ทางดา้ นการเงนิ เน่ืองจากต้องเสยี ค่าใช้จ่ายสูงในการพัฒนาบทเรยี นคอมพิวเตอร์

ชว่ ยสอน
2) ข้อจากัดทางด้านผู้สอน กลา่ วคอื ผสู้ อนบางคนไม่ยอมรับเทคโนโลยีที่นามาใช้สอนแทนครู

และไม่มคี วามสามารถทจี่ ะสร้างบทเรียนขึ้นดว้ ยตนเอง
3) ขอ้ จากดั ด้านผเู้ รียน ผูเ้ รียนจะไม่มวี ินัยในตนเอง ลดความสัมพันธ์ระหว่างนักเรยี นด้วยกัน

จะไม่คอ่ ยประสบความสาเร็จในการเรียนที่ไมม่ ีผู้ควบคุม
4) ข้อจากัดทางด้านซอฟแวร์หรือตัวบทเรียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเอง เช่น ต้องใช้

ระยะเวลายาวนานในการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน ไม่ได้มกี ารหาประสิทธิภาพก่อนนาไปใช้
จากการศึกษาดังกล่าวสรปุ ข้อจากดั ไดว้ า่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่สามารถจดั ทาได้ทุกรายวิชา ทุก

ระบบปฏิบัติการของเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องใช้ระยะเวลาในการจัดทามาก เสียค่าใช้จ่ายสูงในการพัฒนา
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผู้สอนไม่ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่มีความรู้ความสามารถที่จะสร้าง
บทเรียนขึน้ ด้วยตนเอง รวมถงึ ทาใหผ้ ูเ้ รยี นไมม่ ีวินัยในตนเองเนอ่ื งจากเปน็ การเรียนทีไ่ ม่ผู้ควบคมุ

11

2.5 ลกั ษณะของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ลักษณะของบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนแบง่ ออกไปเปน็ 4 แบบ ดงั ตอ่ ไปน้ี (มนตช์ ยั , 2544 :

24-27)
2.5.1 แบบเชงิ เส้น (Linear Type)
โครงสร้างของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบเชิงเส้น จะแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยๆ ท่ี

ต่อเน่ืองกันไปเรอื่ ยๆ โดยไม่มีการกระโดดข้ามไปยังส่วนอ่ืนๆ ที่ไม่เก่ียวข้องได้ การเรียนลักษณะน้ีเป็นการ
เรียนแบบต่อเน่ืองจากสิ่งที่ง่ายไปหาส่ิงที่ยาก โดยท่ีเนื้อหาแต่ละเฟรมจะเรียงลาดับกันไปตั้งแต่ต้นจนจบ
บทเรยี นจงึ เปน็ รปู แบบท่ีงา่ ยต่อการสร้างและพฒั นา ดังภาพท่ี 2-1

ภาพท่ี 2-1 ลักษณะของบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนแบบเชงิ เสน้
2.5.2 แบบแตกก่งิ หรือแบบสาขา (Branching Type)

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบสาขา คือ วิธีการเขียนบทเรียนแบบสับลาดับ ซึ่งแตกต่างไป
จากวิธีการเขียนบทเรียนแบบเชิงเส้น โดยโครงสร้างแบบน้ีผู้เรียนจะมีอิสระในการเลือกทางเดินของ
บทเรียนด้วยตนเองได้ เพ่ือสนองตอบต่อความแตกต่างของบุคคลเป็นหลัก ถ้าผู้เรียนอยากจะเปล่ียน
เสน้ ทางของบทเรยี นกจ็ ะขนึ้ อยกู่ ับผลของการปฏิสัมพันธ์ท่ีผู้เรียนมีต่อบทเรียนโดยอาศัยคาตอบของผู้เรียน
เป็นเกณฑ์ถ้าผู้เรียนตอบถูกจะได้รับเนื้อหาแตกต่างจากผู้เรียนท่ีตอบไม่ถูก โดยท่ีลักษณะของบทเรียน
ลกั ษณะน้จี ะแบ่งบทเรียนเปน็ หนว่ ยย่อยและหน่วยท่เี ป็นกรอบหลัก โดยที่กรอบหลักจะบรรจุเน้ือหาส่วนที่
สาคัญและกรอบย่อยจะบรรจเุ นื้อหาส่วนขยายทีเ่ กย่ี วข้อง ดังภาพที่ 2-2

ภาพที่ 2-2 ลักษณะของบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนแบบสาขา
2.5.3 แบบลาดบั ชั้น (Hierarchical Type)

โครงสร้างแบบน้ีลักษณะคล้ายกับรายการเมนูทางเลือกที่แบ่งออกเป็นรายการหลัก และรายการ
ย่อย ลักษณะเป็นลาดับชั้นเหมือนรูปทรงปิรามิดใช้กับเน้ือหาท่ีแบ่งเป็นหมวดหมู่ และมีอิสระต่อกัน
ความสัมพันธข์ องเนอื้ หาแต่ละส่วนมคี ่อนข้างน้อย สามารถเลือกเรยี นส่วนใดส่วนหนง่ึ ก่อนก็ไดโ้ ดยไม่มผี ล

12

ถงึ ส่วนอ่นื ๆ ท่เี หลอื จัดวา่ เป็นโครงสรา้ งทง่ี ่ายกวา่ แบบสาขา สามารถตอบสนองต่อความต้องการผู้เรียนได้ดี
ผูเ้ รียนจะเลอื กเรยี นสว่ นใดสว่ นหนง่ึ กอ่ นก็ไดห้ รอื จะเลือกทากจิ กรรมใดๆ ก่อนก็ได้ โดยไม่มีผลตอ่ บทเรียน

บทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนท่ีใชใ้ นการนาเสนอเนื้อหาท่ัวๆ ไป โดยไมร่ ะบุกลุ่มเปา้ หมายจงึ มักจะ
ยดึ โครงสร้างแบบลาดบั ชัน้ เป็นหลักในการนาเสนอ อยา่ งไรกต็ ามโครงสร้างแบบน้กี ส็ ามารถใชไ้ ดก้ บั เน้ือหา
ตามหลกั สูตรทมี่ ่ีมีความสัมพันธ์กนั มากนัก เพ่ือให้ผู้เรยี นมีอสิ ระในการเลือกเรียน ดงั ภาพท่ี 2-3

ภาพท่ี 2-3 ลกั ษณะของบทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนแบบลาดับช้นั
2.5.4 แบบผสม (Composite Type)

โครงสร้างของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบผสม มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างโครงสร้าง
ทั้ง 3 แบบ คือ แบบเชิงเส้น แบบสาขา แบบลาดับช้ัน เป็นเพราะบทเรียนบางส่วนอาจนาเสนอใน
ลักษณะเชิงเส้น บางส่วนต้องนาเสนอแบบสาขา และบางส่วนอาจนาเสนอในแบบลาดับชั้นกรณีที่เป็น
รายการเลอื ก ทงั้ นี้เพ่ือประยกุ ตใ์ ช้จดุ เดน่ ของโครงสร้างแต่ละรปู แบบ โครงสร้างแบบผสมนี้จึงไม่มีรูปแบบ
ท่ีตายตัว ดงั ภาพท่ี 2-4

ภาพท่ี 2-4 ลักษณะของบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนแบบผสม
เกณฑ์การพิจารณาเลือกแบบของโครงสร้างบทเรียนเพ่ือให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์จึงอยู่ ท่ี
ลักษณะเนอื้ หา และกลุ่มเป้าหมายท่ใี ช้บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนเป็นสาคัญมากกวา่ ประเดน็ อื่นๆ

13

1) ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นของผู้เรยี นสงู ข้นึ เม่อื เรียนดว้ ยบทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน ซงึ่
เปน็ ผลสรุปจากการวิจัยเก่ยี วกับการใช้บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอนเปรยี บเทียบกบั การเรียนการสอน
แบบปกติ หรอื เปรียบเทียบกับการเรยี นการสอนแบบอนื่ ๆ

2) เวลาเรียนของผู้เรียนลดลง เม่ือเปรยี บเทยี บกบั การเรียนการสอนปกตใิ นชั้นเรยี น โดย
เฉพาะผู้เรยี นที่เก่ง จะไมเ่ สียเวลาคอยเพ่ือนรว่ มช้นั เรียน

3) ความสนใจของผูเ้ รยี นสงู ข้ึน เม่ือเรยี นบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน โดยเฉพาะผู้เรยี นที่
คอ่ นข้างชา้ จะมผี ลสมั ฤทธมิ์ ากกว่าผลสมั ฤทธ์ิจากวธิ ีการเรียนแบบปกติ

4) สง่ เสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นมีปฏสิ ัมพันธ์กับบทเรยี นอย่างแท้จรงิ โดยมีการโต้ตอบระหวา่ งผเู้ รยี นกบั
บทเรียน ทาให้เกดิ การเรยี นรู้อย่างลกึ ซ้งึ นอกจากน้บี ทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนยังเปดิ โอกาสให้ผูเ้ รียน
มปี ฏสิ ัมพนั ธ์มากกว่าส่ือการเรยี นการสอนประเภทอน่ื ๆ

5) ผู้เรยี นเป็นผู้ควบคมุ บทเรียนด้วยตนเอง นบั ตงั้ แต่การจัดการบทเรียน เลอื กกจิ กรรมท่ีตนเอง
ถนดั จนถึงการประเมินผลการเรียนดว้ ยตนเอง ทาใหส้ ามารถตอบสนองความต้องการของผูเ้ รียนได้อยา่ ง
แท้จริง

6) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนาเสนอหาไดร้ วดเรว็ ฉบั ไว การย้อนกลับ หรอื ขา้ มบทเรยี นไปยัง
เน้ือหาถัดไปทาได้ง่ายและสะดวก นอกจากนี้สื่อท่ีใช้เก็บบันทึกบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีความจุสูง
เช่น ซีดรี อมแผ่นหนง่ึ สามารถเก็บบันทกึ ขอ้ มูลได้มากกวา่ หนงั สือหลายเทา่

7) สามารถนาเสนอกราฟกิ ภาพเคล่ือนไหว ภาพ 3 มิติ และภาพโครงร่างซบั ซ้อนประกอบ
บทเรียนได้ นอกจากน้ี ยังใช้เสียงประกอบบทเรียนในลักษณะของส่ือประสมได้ ทั้งเสียงบรรยาย
เสยี งดนตรี และเสยี งพิเศษ (Sound Effect)

8) ไม่มีข้อจากัดดา้ นเวลา และสถานที่ สามารถนาติดตัวไปเรียนในสถานที่ต่างๆ ไดส้ ะดวก
ตามความต้องการ อีกท้งั ยงั สามารถเรียนผ่านเครือขา่ ยอนิ เตอร์เนต็ ได้ เชน่ บทเรยี น WEI/WBT

สาหรับงานวิจัยน้ีผู้วิจัยเลือกใช้ผังโครงสร้างแบบลาดับชั้นมีรายการเมนูทางเลือก ที่แบ่งออกเป็น
รายการหลัก และรายการย่อย ใช้กบั เนอ้ื หาทแี่ บ่งเป็นหมวดหมู่ และมีอสิ ระต่อกัน ความสัมพันธ์ของเนื้อหา
แต่ละส่วนมีค่อนข้างน้อย สามารถเลือกเรียนส่วนใดส่วนหนึ่งก่อนก็ได้โดยไม่มีผลถึงส่วนอ่ืนๆ ท่ีเหลือ
สามารถตอบสนองตอ่ ความต้องการผเู้ รยี นไดด้ ี ผเู้ รียนจะเลือกเรยี นส่วนใดส่วนหน่ึงก่อนก็ได้หรือจะเลือกทา
กิจกรรมใดๆ กอ่ นก็ได้ โดยไม่มผี ลต่อบทเรยี น

2.6 ประเภทของบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน
ประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอนแบ่งออกได้ 5 ประเภท ไดแ้ ก่ (ถนอมพร, 2541 :

11-12)
2.6.1 บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนแบบศึกษาเน้ือหาใหม่ (Tutorial)
บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนประเภทนจี้ ะเป็นการนาเสนอเนอ้ื หาใหม่ใหแ้ กผ่ เู้ รียนสามารถใช้สอน

แทนผูส้ อน สอนเสรมิ หรอื ทบทวนเนอื้ หาเดิม คอมพิวเตอร์จะเหมือนครูสอนผู้เรียนเป็นรายบุคคล จะมี
การดาเนินการสอนตามขั้นตอนเหมือนกับการสอนในช้ันเรียนปกติ บทเรียนคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะใช้
ลกั ษณะน้เี พราะจะใช้กบั วชิ าใดก็ได้จะสอนอะไรก็ไดเ้ ช่นกนั

2.6.2 บทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนแบบฝกึ ทบทวน (Drill and Practice)
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทน้ีออกแบบมาเพ่ือใช้ฝึกทบทวนความรู้ที่ได้เรียนไปแล้ว

โดยมงุ่ เนน้ ใหผ้ เู้ รยี นทาแบบฝกึ หดั จนสามารถเขา้ ใจเนื้อหาในบทเรียนนัน้ ๆ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ประเภทน้ีอาจให้ผู้เรียนเรียนจากเอกสาร หนังสือ หรือส่ิงอื่นๆ ก็ได้ เพ่ือให้นาความรู้ท่ีมีอยู่แล้วให้สามารถ
นามาใชไ้ ดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคลว่ รวดเรว็ การฝึกหดั และปฏบิ ัตนิ ใี้ ชไ้ ดเ้ กอื บทุกวชิ า

14

2.6.3 บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนแบบจาลองสถานการณ์ (Simulation)
บทเรียนทางคอมพิวเตอร์ท่ีมีการนาเสนอบทเรียนในรูปแบบของสถานการณ์จาลอง หรือ

เลียนแบบขบวนการที่เกิดข้ึนตามความเป็นจริงหรือตามธรรมชาติโดยทั่วไป เพ่ือทดแทนสภาพจริงหรือ
ปรากฏการณจ์ รงิ ทเี่ ปน็ อยู่ โดยที่ไม่สามารถเรียนรู้กับสภาพจริงเหล่านั้นได้ เนื่องจากสาเหตุต่างๆ บทเรียน
ทางคอมพิวเตอร์ที่นาเสนอการจาลองสถานการณ์ท่ีเหมือนจริงนี้เป็นการให้ผู้เรียนได้ตัดสินใจแก้ปัญหาใน
การเรียนการสอนทางบทเรียนคอมพิวเตอร์ ข้อดีของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบจาลองสถานการณ์
คอื การลดค่าใชจ้ า่ ยและการลดอนั ตรายอันเกิดขน้ึ ได้จากการเรยี นรูท้ ี่เกดิ ขึน้ ในสถานการณ์จริง

2.6.4 บทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนแบบเกมการสอน (Instructional Game)
บทเรยี นประเภทน้เี ปน็ การใช้คอมพิวเตอรใ์ นการสรา้ งแบบทดสอบ การจัดการสอบ การตรวจให้

คะแนน การคานวณผลสอบ การสอบดังกล่าวอาจเป็นการสอบก่อนเรียน (Pretest) ระหว่างเรียน หรือ
หลังการเรียน (Posttest) หากเป็นโครงสร้างที่ใหญ่ ข้อสอบต่างๆ อาจถูกเก็บในรูปแบบของคลังข้อสอบ
(Item Bank) เพื่อสะดวกต่อการสมุ่ มาใช้งานก็ได้ ข้อดีของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทน้ี คือ การ
ท่ีผู้เรียนได้รับผลป้อนกลับทันทีสามารถจัดสอบในเวลาแตกต่างกันได้ ผู้เรียนแต่ละคนได้รับข้อสอบที่ไม่
เหมือนกัน นอกจากนกี้ ารใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์ในการคานวณผลสอบก็ยังมีความแม่นยาและรวดเร็วอีก
ด้วย

สาหรับงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบศึกษาเน้ือหาใหม่
(Tutorial) เพราะสามารถใช้สอนแทนผู้สอนใช้สอนเสริม และสอนทบทวนได้ โดยบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนแบบนี้เป็นการนาเสนอองค์ความรู้ใหม่ๆ เพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และใช้แบบทดสอบเพื่อ
ประเมินผลสัมฤทธิท์ างการเรียน

2.7 หลักการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน
ขัน้ ตอนการสอนประกอบไปด้วยการสอน 9 ขน้ั ตอน เพื่อกระตุน้ และสนบั สนุนกระบวนการ

เรียนร้ภู ายในของผู้เรียน ซงึ่ หลกั การนาเสนอเนื้อหาและจัดกจิ กรรมการเรยี นร้ใู หก้ ับผ้เู รียนนน้ั มขี ัน้ ตอน
อยู่ 9 ขั้นตอน โดยได้ประยุกตม์ าจากหลักการสอนของ Robert Gagne (ถนอมพร, 2541 : 41-48)
รายละเอยี ดแต่ละขั้นตอน มีดงั น้ี

2.7.1 ดงึ ดดู ความสนใจ
ก่อนทจี่ ะเริ่มมกี ารนาเสนอเน้อื หาน้ัน ควรมีการดึงดูดความสนใจจากผู้เรียนเพื่อกระตุ้นและจูงใจ

ใหผ้ ูเ้ รียนมคี วามต้องการท่อี ยากจะเรียน ถ้าผเู้ รียนทม่ี แี รงจูงใจที่สูงแล้วจะทาให้การเรียนของผู้เรียนย่อมที่
จะทาได้ดีกว่าผู้ท่ีมีแรงจูงใจน้อย ซึ่งกระบวนการที่นาไปสู่พฤติกรรมท่ีมีเป้าหมาย ( Motivationed
Behavior) ดังน้ันบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงควรเริ่มด้วยการใช้มัลติมีเดียเข้าช่วยเพ่ือดึงดูดความ
สนใจจากผู้เรียน คือการใช้ภาพ สี หรือภาพเคล่ือนไหวต่างๆ ประกอบกัน โดยส่ือท่ีสร้างขึ้นมานั้นต้อง
เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและน่าสนใจ ซ่ึงจะมีผลโดยตรงต่อความสนใจของผู้เรียน แต่หากมัลติมีเดียที่ใช้น้ันมี
มากจนเกินไปอาจก่อให้เกิดผลในทางตรงกันข้ามได้ (More Doesn’t Always Better) นอกจากนี้การใช้
กราฟิกหรือภาพเคล่ือนไหว เสียง ทคี่ ่อนขา้ งนานหรือสลบั ซับซอ้ นจะทาใหผ้ เู้ รียนเกดิ ความราคาญได้

2.7.2 บอกวัตถุประสงค์
วัตถุประสงค์บทเรียนนับว่าเป็นส่วนสาคัญยิ่งต่อกระบวนการเรียนรู้ ที่ผู้เรียนจะทราบถึง

เป้าหมายในการเรียน ที่ผู้เรียนจะสามารถทาได้หลังจากท่ีเรียนจนจบบทเรียนแล้ว การท่ีผู้เรียนทราบถึง
ขอบเขตของเนื้อหาอย่างคร่าว ๆ จะช่วยให้ผู้เรียนผสมผสานแนวความคิด ซ่ึงมีผลทาให้การเรียนรู้มี
ประสิทธิภาพย่งิ ขนึ้ ตามทฤษฎี ARCS ของ Keller and Suzuki วา่ การทีผ่ ู้เรยี นได้ทราบถึงเปา้ หมายของ

15

การเรียนของตนนับว่าเปน็ การสร้างแรงจงู ใจในการเรยี นเพื่อให้ผเู้ รียนได้ตระหนักถึงเป้าหมายของตนและ
พยายามไปให้ถึงเป้าหมายนั่นเอง การบอกวัตถุประสงค์ในบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรท่ีจะเขียนให้
สั้น กระชับ ไดใ้ จความและใช้ข้อความซ่ึงใหเ้ หมาะสมกบั ระดับของกลุ่มเปา้ หมาย

2.7.3 ทวนความรเู้ ดมิ
การทบทวนความรู้เดิมของผ้เู รียนก่อนทจ่ี ะนาเสนอความรใู้ หมใ่ ห้แก่ผู้เรียนมีความจาเป็นอย่างยิ่งท่ี

จะต้องหาวิธีการประเมินความรู้ที่จาเป็นสาหรับบทเรียนใหม่เพื่อไม่ให้ผู้เรียนเกิดปัญหาในการ เรียนรู้ตาม
ทฤษฎีโครงสร้างความรู้ (Schema Theory) การรับรู้ (Perception) เป็นส่ิงสาคัญท่ีทาให้เกิดการเรียนรู้
เนอ่ื งจากไม่มีการเรียนรู้ใดเกดิ ขึ้นโดยปราศจากการรับรู้ เพื่อให้มีการเช่ือมโยงความรู้ใหม่เข้ากับความรู้เดิม
ดังนั้นการปูความรู้พ้ืนฐานท่ีจาเป็นในการรับความรู้ใหม่ให้แก่ผู้เรียนจึงเป็นส่ิงจาเป็น วิธีปฏิบัติโดยท่ัวไป
สาหรับบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน คอื การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) ซ่ึงเป็นการประเมินความรู้ของ
ผ้เู รยี นเพือ่ ทบทวนเนอ้ื หาเดิมที่เคยศึกษาผ่านมาแล้วเพื่อเตรียมความพร้อมกับการรับเน้ือหาใหม่ หากการ
ประเมินแล้วพบว่าผู้เรียนมีความรู้ในส่วนของเนื้อหาใหม่แล้ว ก็อาจให้ผู้เรียนข้ามไปเรียนบทเรียนอ่ืนๆ
ต่อไปได้ ดังน้ันการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรที่จะออกแบบให้มีการทดสอบก่อนเรียน
เพื่อทดสอบความรพู้ น้ื ฐานของผู้เรยี นก่อนทจ่ี ะรับความรู้ใหม่

2.7.4 การเสนอเน้อื หาใหม่
การนาเสนอเนอื้ หาใหม่โดยใช้ตัวกระตุ้น (Stimuli) ท่ีเหมาะสมจะทาให้ผู้เรียนเข้าใจเน้ือหาง่ายข้ึน

และมีความคงทนในการจาดีกว่าการใช้คาอธิบายเพียงอย่างเดียว ท้ังน้ีเพ่ือช่วยให้การรับรู้เป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ รูปแบบการนาเสนอเน้ือหาน้ันมีด้วยกันหลายลักษณะ อย่างเช่น การใช้ข้อความ ภาพ
ตาราง กราฟ และภาพเคล่ือนไหว เป็นต้น ส่ิงเหล่านี้เมื่อนามาประกอบกันจะเรียกว่ามัลติมีเดีย เพราะ
มัลติมีเดียนับเป็นการนาเสนอท่ีมีประสิทธิภาพสามารถเร้าความสนใจของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ทาให้การ
เรียนรู้ของผู้เรียนดีขึ้น ดังนั้นการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรท่ีจะเลือกใช้ภาพหรือ
ภาพเคลื่อนไหวประกอบกบั การนาเสนอเนื้อหาซ่งึ จะชว่ ยให้ผู้เรยี นเข้าใจในเนือ้ หามากย่ิงข้นึ

2.7.5 ชแี้ นวทางการเรยี นรู้
ในการเรียนการสอนปกติน้ันผู้สอนมักไม่ค่อยบอกคาตอบหรือเน้ือหาโดยตรงแก่ผู้เรียน มักจะใช้

การสอนแบบค้นพบซึ่งถือว่าเป็นการช้ีแนวทางการเรียนรู้ ซึ่งการชี้แนวทางการเรียนรู้น้ีจะสามารถทาให้
ผเู้ รยี นจาเนอื้ หาไดด้ ี เช่น ถ้าผเู้ รียนมีประสิทธภิ าพทางการอ่านตา่ การทผ่ี ู้สอนใชภ้ าพและเสยี งจะเป็นการ
ชี้แนวทางการเรียนรูท้ ี่เหมาะสมกว่าการใช้ขอ้ ความเพียงอย่างเดียวและการชี้แนวทางการเรียนรู้ยังเป็นการ
ให้ผู้เรียนได้ใช้ประสบการณ์เดิมรวมกันเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ได้อีกด้วย ดังนั้นในการออกแบบบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่ควรท่ีจะนาเสนอเน้ือหาโดยตรงแก่ผู้เรียน แต่ควรใช้เทคนิคเพ่ือกระตุ้นให้ผู้เรียน
ค้นหาคาตอบด้วยตนเองและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาใช้กับบทเรียน
ผู้พัฒนาบทเรียนจึงควรจัดให้มีคาแนะนาในการใช้บทเรียนเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียกดูข้อมูลได้สะดวก
เพอ่ื ใชเ้ ป็นแนวทางในการเรียนรู้

2.7.6 กระตนุ้ การตอบสนอง
การกระตุ้นให้เกดิ การตอบสนองจากผ้เู รียนนนั้ เปน็ ขนั้ ตอนทตี่ ่อจากข้ันตอนการชีแ้ นวทางการเรียนรู้

การเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากย่ิงข้ึนหากผู้เรียนได้มีโอกาสร่วมคิดร่วมกิจกรรมในส่วนท่ีเกี่ยวกับเนื้อหา
และร่วมตอบคาถามจะส่งผลให้มีความจาดีกว่าผู้เรียนที่มีการอ่านเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการออกแบบ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนได้มีการตอบสนองหรือมีส่วนร่วมในการคิดและ
โตต้ อบโดยที่ผู้เรียนสามารถแสดงถึงความเข้าใจในสิ่งที่กาลังเรียน ผู้ออกแบบจึงควรที่จะจัดให้มีกิจกรรมที่
สรา้ งสรรค์ซ่งึ มีความเกย่ี วขอ้ งกบั เน้ือหาเพื่อใหเ้ กดิ การกระตนุ้ ใหเ้ กดิ การตอบสนองจากผู้เรียน

16

2.7.7 ใหผ้ ลป้อนกลบั
หลงั จากที่ผเู้ รียนมกี ารทดสอบความเข้าใจของเน้ือหาท่ีได้เรียนผ่านไปแล้วน้ัน ซ่ึงเป็นข้ันตอนของ

การตอบสนอง ข้ันตอนที่เจ็ด คือ การป้อนกลับจะช่วยกระตุ้นความสนใจจากผู้เรียนได้มากขึ้นและยังเป็น
การเสริมแรงอย่างหนึ่งซึ่งทาให้เกิดการเรียนรู้ในตัวผู้เรียน การให้ผลป้อนกลับถ้านาเสนอด้วยภาพจะช่วย
เร่งความสนใจได้ดียง่ิ ขนึ้ ถ้าภาพน้นั เก่ียวขอ้ งกับเน้ือหาทีเ่ รยี น การใหผ้ ลป้อนกลบั นอกจากจะทาให้ผู้เรยี น
ทราบว่าสิ่งที่ตนเข้าใจนั้นถูกต้องมากน้อยเพียงใด และยังทาให้เกิดแรงจูงใจในการเรียนได้อีกด้วย ดังน้ัน
การออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การให้ผลป้อนกลับท่ีสร้างสรรค์และเหมาะสมกับลักษณะและ
ความสามารถทางการเรียนของผ้เู รียน เช่น การใหผ้ ลปอ้ นกลบั ทนั ทหี ลังจากท่ีผเู้ รยี นโต้ตอบกับบทเรียน

2.7.8 ทดสอบความรู้
การทดสอบความรู้ (Posttest) เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดสอบความรู้ของตนเองหลังจากท่ี

ผเู้ รียนได้เรยี นจบวตั ถปุ ระสงคห์ นึ่ง หรืออาจเป็นการทดสอบหลังจากผู้เรยี นไดเ้ รยี นจบท้ังบทแล้วก็ได้ เพื่อ
เป็นการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนว่าผ่านเกณฑ์ที่กาหนดหรือไม่ เพื่อท่ีจะไปศึกษาในบทเรียนต่อไปหรือ
ต้องกลบั ไปศกึ ษาเนือ้ หาใหม่ การทดสอบความร้จู งึ เป็นสิ่งจาเป็นและขาดไม่ได้เลยในบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน ดังนั้นการออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรออกแบบถามเรียงตามวัตถุประสงค์ของ
บทเรียน ถา้ มีหลายหวั เรอื่ งย่อยอาจแยกทดสอบเป็นส่วนๆ และมีแบบทดสอบหลังบทเรียนอีกชุดหน่ึงก็ได้
แตข่ ้อสอบตอ้ งมีคณุ ภาพเช่อื ถือได้

2.7.9 การจาและนาไปใช้
การจาและนาไปใช้ สิ่งสาคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีความคงทนในการจาความรู้นั้นก็คือ การทาให้

ผู้เรียนตระหนักว่าข้อมูลความรู้ใหม่ที่ได้เรียนรู้ไปแล้วน้ัน มีส่วนสัมพันธ์กับข้อมูลความ รู้เดิมหรือ
ประสบการณ์ที่ผู้เรียนมีความคุ้นเคยอย่างไร ในขณะเดียวกันบทเรียนต้องช้ีแนะเน้ือหาที่เกี่ยวข้องหรือ
ข้อมลู อา้ งอิงเพิ่มเตมิ เพือ่ ใหผ้ เู้ รยี นได้ประยุกตใ์ ชก้ ับงานอ่นื ต่อไป ดังนัน้ การออกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์
ชว่ ยสอนจงึ ควรสรุปแนวคดิ และเชอื่ มโยงข้อมูลความรูใ้ หม่กบั ความรเู้ ดิมรวมท้งั การยกตัวอยา่ งต่างๆ

2.8 การเลือกใชโ้ ปรแกรมสรา้ งบทเรยี นคอมพวิ เตอร์
โปรแกรมช่วยสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI.Authoring.System) มีความหมาย

เดียวกันกับคาวา่ โปรแกรมสร้างโปรแกรมบทเรียน (Authoring Program) คือ โปรแกรมประเภทหน่ึงที่ใช้
ในการสรา้ ง CAI โดยผู้สร้างจะต้องทาการจัดเตรียม และออกแบบเนื้อหาไว้ก่อน เน้ือหาท่ีออกแบบนั้นมิได้
จากัดเฉพาะในรูปแบบของตัวอักษรและภาพนิ่ง เหมือนกับส่ือส่ิงพิมพ์เท่าน้ัน แต่ยังประกอบไปด้วยส่ือ
ประสมตา่ งๆ ไม่วา่ จะเปน็ ข้อความ ภาพนง่ิ กราฟกิ ตาราง กราฟ ข้อมูลเสียง ภาพเคล่ือนไหว ภาพวีดิทัศน์
หรือภาพสามมติ ิ โดยผ้สู รา้ งสามารถทจี่ ะเปลี่ยนแปลงขอ้ มูลสอื่ ประสมเหล่านีใ้ ห้ทันสมัย (Update) ได้อย่าง
ง่ายดาย นอกจากนโ้ี ปรแกรมช่วยสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ยังสามารถช่วยผู้สร้างในการจัดเรียง
เน้ือหาในลาดับต่างๆ รวมท้ังสามารถช่วยในการสร้างแบบฝึกหัด และแบบทดสอบ เพื่อตรวจสอบความ
เขา้ ใจ รวมท้งั ประเมินผลการเรยี นของผูเ้ รียนไดอ้ ีกด้วย.(สมเกียรติ เพ็ชรมาก)

โปรแกรมช่วยสร้างบทเรียน CAI มีอยู่ด้วยกันหลายโปรแกรม ท่ีได้รับความนิยมแพร่หลายที่สุดใน
ขณะนีไ้ ด้แก่ 4 โปรแกรมหลกั คอื

2.8.1..Macromedia Authorware โปรแกรม.Authorware จะมีข้อเด่นที่ความสามารถในการ
นาเสนอบทเรียนในลักษณะสาขา (Branching) และเป็นโปรแกรมที่ใช้ไอคอน (Icon) ในการสร้างบทเรียน
สามารถออกแบบบทเรียนให้ผู้เรียนมีการโต้ตอบ หรือมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ในรูปแบบต่างๆ เช่น
การเลอื กตอบ การจับคู่ หรอื การเตมิ ข้อความ เป็นต้น

17

2.8.2..MS.Power.point โปรแกรม มีข้อเด่นทางด้านการ นาเสนอหรืองานพรีเซนเตชัน
(Presentation).ท่ีมีประสิทธิภาพและได้รับความนิยมอย่างมาก จุดเด่นของโปรแกรม Microsoft
PowerPoint 2013 ก็คือสามารถสร้างงานท่ีจะนาเสนอได้อย่างง่ายดาย โดยสามารถนาเสนอข้อมูลได้ท้ัง
ขอ้ ความ รปู ภาพ เสียง วีดโิ อ ตาราง กราฟ ผังองค์กร การใส่ Effect เพมิ่ ความน่าสนใจให้กับสไลด์
และสรา้ งงานนาเสนอได้ตรงตามทอี่ อกแบบไว้ เนอ่ื งจากความครบครันของตัวโปรแกรม Microsoft Power
Point จึงถกู นามาใช้ในงานนาเสนออย่างกว้างขวาง

2.8.3 Multimedia Tool Book ข้อเด่นที่โปรแกรมมีความยืดหยุ่น สามารถดาเนินเรื่องราวได้ตามท่ี
นักออกแบบการเรียนการสอนต้องการได้เป็นอย่างดี โดยการพิมพ์คาส่ัง (Script) ลงในแต่ละวัตถุ หน้า
แสดงผล (Page) หรอื พนื้ หลงั นอกจากนยี้ งั มตี วั อยา่ งพรอ้ มใช้ (Widgets) เพ่ือช่วยในการสร้างงาน และ
แบบฝึกหัดในรูปแบบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันโปรแกรมได้พัฒนาให้สามารถบันทึกไฟล์ใน
รูปแบบ HTML เพ่ือแสดงผลทางอนิ เตอรเ์ นต็ ได้เป็นอย่างดี

2.8.4 Adobe Captivate ข้อดีของโปรแกรม Adobe Captivate ผู้ใช้สามารถออกแบบชิ้นงานใน
โปรแกรม Microsoft Power Point แล้วนามาใส่ในโปรแกรม Adobe Captivate เพื่อสร้างเป็น CAI ได้
เลย ง่าย รวดเร็วแลว้ ก็สะดวก โปรแกรม Adobe Captivate ยังสามารถทางานร่วมกับโปรแกรม Adobe
Photoshop ได้อีกด้วยในการออกแบบส่ือบทเรียน โดยท่ีนักเรียนไม่จาแบบจะต้อง Export ภาพออกมา
เป็น.JPEG.โปรแกรม Adobe.Captivate สามารถที่จะอ่านค่า Layer ของชิ้นงานในโปรแกรม
Photoshop ได้โดยอัตโนมัติ โปรแกรม Adobe Captivate ยังมีเคร่ืองมือที่ใช้สร้างสรรค์งานได้ง่ายและ
สะดวกอกี ด้วย

โปรแกรมท่ีใช้สร้างส่ือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนยังมีอีกหลายโปรแกรมท่ีมีประสิทธิภาพ
ขึ้นอยู่กับว่าผู้สร้างบทเรียนตัดสินใจจะใช้โปรแกรมใด สาหรับผู้วิจัยได้เลือกใช้โปรแกรม.Adobe
Captivate มาจัดทาบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน ซ่ึงได้ทาการศกึ ษาอบรมการใชง้ านมาแลว้

2.9 ทฤษฎีเก่ยี วกบั ความพึงพอใจ
2.9.1 ความหมายของความพึงพอใจ
ความพึงพอใจเป็นทัศนคติที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถเห็นเป็นรูปร่างได้ การท่ีเราทราบว่าบุคคลมี

ความพึงพอใจหรือไม่ สามารถสังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน จึงเป็นการยากท่ีจะวัดความ
พึงพอใจโดยตรงแต่สามารถวัดได้โดยทางอ้อม โดยการวัดความคิดเห็นของบุคคลเหล่านั้น และการแสดง
ความคิดเห็นนั้นจะต้องตรงกับความรู้สึกที่แท้จริงจึงสามารถวัดความพึงพอใจได้ มีนักการศึกษาหลายท่าน
ไดใ้ ห้ความหมายของความพึงพอใจซึ่งนามาเปน็ แนวทางได้ ดงั นี้

พัชรนิ ทร์ เอยี่ มเอกสุวรรณ (2549 : 36) ไดใ้ หค้ วามหมายของความพงึ พอใจว่าเป็นความรู้สึกท่ีดีต่อ
ส่ิงหนึง่ ส่งิ ใด เม่ือบุคคลน้ันได้รับการตอบสนองตามความต้องการของตนเองและจะแสดงพฤติกรรมออกมา
โดยการพอใจหรอื เลือกปฏิบตั ิในกจิ กรรมนน้ั ๆ

วิรุฬ พรรณเทวี (2542 : 111) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า หมายถึง ความรู้สึกภายใน
จิตใจของมนุษยท์ ี่ไม่เหมือนกนั ขนึ้ อย่กู ับแต่ละบุคคลวา่ จะคาดหมายกับสิ่งใด อย่างไรก็ตามถ้าคาดหวังหรือ
มีความตั้งใจมากและได้รับการตอบสนองด้วยดีจะมีความพึงพอใจมาก แต่ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวัง
หรอื ไม่พงึ พอใจเปน็ อย่างย่ิงเม่ือไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับส่ิงที่ต้ังไว้ว่าจะมีมาก
หรอื น้อย

ศักดา จริ ไพโรจน์ (2546 : 21) ได้ใหค้ วามหมายของความพึงพอใจว่า หมายถึง ความรู้สึกของคน
ทม่ี ีต่อส่ิงหนึ่งสิ่งใด ความรู้สกึ พึงพอใจจะเกิดขึน้ ก็ต่อเม่อื บุคคลไดร้ ับในสิง่ ที่ตนเองต้องการ หรอื เปน็ ไปตาม

18

เป้าหมายทีต่ ้ังไว้ และระดบั ความพงึ พอใจดังกล่าวจะลดลงหรือไมเ่ กิดขน้ึ หากความตอ้ งการหรือเป้าหมาย
น้ันไม่ได้รับการตอบสนอง ซ่ึงระดับความพึงพอใจจะแตกต่างกันข้ึนอยู่กับปัจจัยองค์ประกอบของการ
ทางาน

จากแนวคิดของนักการศึกษา สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่เป็นสุขความชอบ
ความพอใจ ความรู้สึกยินดีในสิ่งที่ปฏิบัติ และเป็นทัศนคติในเชิงบวก ความรู้สึกพึงพอใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ
ไดร้ ับการตอบสนองในส่ิงท่ตี นเองต้องการหรือตงั้ เป้าหมายไว้

2.9.2 การวัดความพึงพอใจ
เน่ืองจากความพึงพอใจเป็นทัศนคติในทางบวกของบุคคลที่มีต่อส่ิงใดสิ่งหน่ึงการที่จะวัดว่าบุคคลมี

ความรู้สึกพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ..จึงมีความจาเป็นที่จะต้องสร้างเคร่ืองมือท่ีช่วยในการวัดความพึงพอใจ
นนั้ ซ่งึ นกั วิชาการหลายคนได้กล่าวถงึ การวดั ความพงึ พอใจไวส้ รุปได้ ดังนี้

ปุณยาพร ปฐมพัฒนา (2550 : 33) ได้กล่าวสรุปไว้ว่า การวัดความพึงพอใจเป็นการตรวจสอบ
ทัศนคตขิ องบคุ คลทมี่ ตี อ่ สงิ่ หนึ่งสิ่งใด ซ่ึงสามารถใช้เครื่องมอื วัดไดห้ ลายแบบ เชน่ การสังเกต การสัมภาษณ์
และการใชแ้ บบ สอบถาม เปน็ ตน้

สมนึก ภัททิยธนี (2555.:.36-42) ได้กล่าวถึงการวัดความพึงพอใจไว้ว่า การวัดความรู้สึกจะวัด
ออกมาในลักษณะของทิศทาง มีอยู่ 2 ทิศทาง คือ ทางบวกหรือทางลบ ทางบวกหมายถึง การประเมินค่า
ความรสู้ ึกไปใน ทางท่ดี ี ชอบหรอื พอใจ สว่ นทางลบจะเป็นการประเมินค่าความรู้สึกไปในทางที่ไม่ดี ไม่ชอบ
หรอื ไมพ่ อใจและการวดั ในลักษณะปรมิ าณ เปน็ ความเขม้ ข้น ความรุนแรง หรือระดับทัศนคติไปในทิศทางท่ี
พึงประสงค์หรือไม่พึงประสงค์น่ันเอง วิธีการวัดมีอยู่หลายวิธี เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การใช้
แบบทดสอบ และใชแ้ บบสอบถาม โดยมรี าย ละเอยี ดดงั นี้

1)..วิธีการสังเกต เปน็ วิธีการใชต้ รวจสอบบุคคลอื่นโดยการเฝา้ มอง และจดบนั ทกึ อยา่ งมีแบบแผน
วิธีน้ีเป็นวิธีการศึกษาท่ีเก่าแก่ และยังเป็นท่ีนิยมใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน.แต่ก็เหมาะสมกับ
การศกึ ษาเปน็ รายกรณเี ท่านั้น

2)..วธิ กี ารสมั ภาษณ์ เปน็ วิธกี ารทผี่ ้วู จิ ัยจะตอ้ งออกไปสอบถามโดยการพูดคุยกับบคุ คลนั้นๆ โดยมี
การเตรียมแผนงานลว่ งหนา้ เพ่อื ให้ไดข้ ้อมลู ทเ่ี ปน็ จริงมากทีส่ ดุ

3)..วิธีการใชแ้ บบสอบถาม วิธกี ารนี้จะเป็นการใช้แบบสอบถามท่ีมีข้อคาอธิบายไว้อย่างเรียบร้อย
เพื่อให้ผู้ตอบทุกคนตอบมาเป็นแบบแผนเดียวกัน มักใช้ในกรณีที่ต้องการข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจานวน
มาก วิธีนี้นับเป็นวิธีท่ีนิยมใช้กันมากท่ีสุดในการวัดทัศนคติ รูปแบบของแบบสอบถามจะใช้มาตราวัด
ทศั นคติ ซ่งึ ท่นี ิยมใชใ้ นปัจจุบันวิธีหน่ึง คือ มาตราส่วนแบบลิเคิร์ท (Likert Scales) ประกอบด้วย ข้อความ
ทีแ่ สดงถึงทศั นคตขิ องบุคคลมากท่สี ดุ มาก ปานกลาง น้อย และน้อยทส่ี ดุ จากทก่ี ล่าวมาขา้ งต้น

สรุปได้ว่าการวัดความพึงพอใจเป็นการตรวจสอบความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อส่ิงหน่ึงสิ่งใด ซ่ึงมีอยู่
2 ทิศทาง คือ ทางบวกหรือทางลบ ถ้าเป็นทางบวกจะแสดงออกมาว่าชอบพอใจ ถ้าเป็นทางลบจะ
แสดงออกไม่ดี ไม่ชอบ ไม่พอใจ เคร่ืองมือที่ใช้วัดมีหลายวิธี เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การใช้
แบบทดสอบและการใช้แบบสอบถาม เปน็ ต้น

2.10 งานวจิ ยั ท่เี ก่ียวข้อง
ผูว้ ิจัยไดศ้ ึกษางานวิจยั ท่เี กยี่ วข้องกบั การสรา้ งและหาประสิทธภิ าพของบทเรยี นคอมพิวเตอร์

ชว่ ยสอน เพอ่ื นามาเปน็ แนวทางในการสร้างบทเรียนคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน วชิ าโลหะวทิ ยาการเชือ่ ม
ดงั มรี ายละเอียดดังนี้

19

ชาญชัย (2550) ทาการวิจัยเร่ือง การสร้างและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
วิชาตรวจสอบงานเชอ่ื มเรื่องการตรวจสอบตรวจสอบแบบไมท่ าลายสภาพ กล่มุ ตวั อย่างเป็นนักศึกษา ระดับ
ประกาศนียบตั รวชิ าชพี ชั้นสูง (ปวส.) ชน้ั ปีท่ี 2 สาขาวิชาเทคนคิ โลหะ วทิ ยาลยั เทคนิคสรุ าษฎรธ์ านี จานวน
25 คน โดยการส่มุ แบบเจาะจง ผลการวจิ ัยพบว่า บทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอนวิชาตรวจสอบงานเชื่อม
เรื่องการตรวจสอบตรวจสอบแบบไมท่ าลายสภาพที่สรา้ งขึน้ มปี ระสทิ ธภิ าพ 81.27/86.48 สงู กวา่ เกณฑ์
กาหนดไวท้ ี่ 80/80 ผ้เู รยี นมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนเพ่มิ ขนึ้ อยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิที่ระดับ .01 และมี
เจตคตขิ องผเู้ รยี นที่มตี อ่ บทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนอย่ใู นระดับดี

สุรพงศ์ (2546) ได้ทาการศึกษาวิจัยเรื่อง การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชางานปรับ
อากาศรถยนต์ เพือ่ หาประสิทธิภาพของบทเรียน ประสิทธิภาพทางการเรียนของผู้เรียน และความพึงพอใจ
ของผู้เรยี นที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนน้ี เครือ่ งมือทใ่ี ช้ประกอบด้วย 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์การ
สอนวิชางานปรบั อากาศรถยนต์ 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ และ 3) แบบสอบถามความ
พึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับ ปวช. ปีที่ 3 แผนกวิชาช่างยนต์
วทิ ยาลัยเทคนคิ นครราชสีมา วทิ ยาลัยเทคนคิ สรุ นารี และวทิ ยาลัยสารพดั ช่างนครราชสีมา จานวน 60 คน
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนท่ีสร้างข้ึนมีประสิทธิภาพ 78.06/77.78 สูงกว่าเกณฑ์ท่ีตั้งไว้คือ 75/75 มี
ประสิทธิผลทางการเรียนเท่ากับ 60.29 และความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่าง มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.24 อยู่ใน
ระดับพงึ พอใจมาก สรุปได้ว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างข้ึนสามารถท่ีจะนาไปใช้ในการเรียนการ
สอนเรือ่ งวิชางานปรบั อากาศรถยนต์ได้

กรกนก (2551) ทาการวิจัยเร่ืองการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เร่ือง สมบัติของวัสดุ
การทดสอบวัสดุ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ช้ันปีท่ี 1 แผนกวิชาช่างไฟฟ้า
วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น จานวน 30 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอนท่ีสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.67/85.68 สูงกว่าเกณฑ์กาหนดไว้ที่ 80/80 ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนเพิ่มข้ึนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 และมีเจตคติของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียน
คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนอยู่ในระดบั ดี

ชนฏั ตา (2552) ทาการวิจยั เร่ืองการสร้างและหาประสิทธภิ าพของบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอน
แบบมัลติมีเดีย เร่ืองภาพตัด (section view) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษา ชั้นปีท่ี 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยรังสติ ปกี ารศกึ ษา 2552 ภาคเรียนที่ 1 จานวน 36 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง ผลการวิจัย
พบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สร้างข้ึนมีประสิทธิภาพ 82.67/84.78 ซ่ึงเป็นไปตามสมมุติฐานของ
การวิจัย และผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่าก่อนเรียน
อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดับ 0.01

จาลอง (2546: บทคัดยอ่ ) ไดท้ าการวิจยั เรื่องการพัฒนาและหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน เร่อื งทฤษฎลี อจกิ เกทวชิ าดิจิตอลเบื้องต้น เพื่อพัฒนาหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอน กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีท่ี 1 โปรแกรมคอมพิวเตอร์ คณะ
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันราชภัฎพระนครศรีอยุธยา จานวน 30 คน ผลวิจัยปรากฏว่า บทเรียน
ที่สร้างข้ึนมีประสิทธิภาพ 83.00/82.39 สูงกว่าเกณฑ์กาหนด 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนของนกั ศกึ ษาที่เรียนดว้ ยบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนสูงกว่าอย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ิทรี่ ะดับ .05

เจษฎาพร (2548) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การสร้างและหาประสทิ ธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
วิชา นวิ แมตกิ ส์ ตามหลกั สูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยี
พระจอมเกล้าพระนครเหนือ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 วิทยาลัย
เทคโนโลยอี ตุ สาหกรรม สถาบนั เทคโนโลยีพระจอมเกลา้ พระนครเหนือ จานวน 21 คน ผลการวิจัยปรากฏ

20

วา่ บทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วชิ า นิวแมติกส์ ทสี่ รา้ งข้นึ มีประสทิ ธภิ าพ 85.40/82.50 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ์
80/80 ท่ีตงั้ ไว้ และผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นมีคะแนนหลงั เรยี นสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถิติทีร่ ะดับ .01

จากการศึกษาเอกสารและผลการวิจัยทีเ่ ก่ียวข้องกับการวิจยั ในครัง้ น้ี จะสงั เกตเห็นได้ว่าการศึกษา
ในระดับอาชีวศึกษาน้ันจะต้องให้การศึกษาที่สอดคล้องกับการพัฒนาของตลาดแรงงาน จึงมีความจาเป็น
จะต้องฝึกอบรมผู้ท่ีเรียนในสายอาชีวศึกษาให้เป็นผู้ท่ีมีฝีมือและตอบสนองกับคว ามต้องการของ
ตลาดแรงงานไดเ้ ป็นอยา่ งดี จงึ ตอ้ งมกี ารพฒั นาคณุ ภาพการศึกษาเปน็ อยา่ งมาก และจากงานวิจัยดังกล่าว
มาแล้วขา้ งตน้ จะเป็นงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับระดับสายอาชีวศึกษาหรือเป็นวิชาที่มีการจัดการเรียนการสอน
อยูใ่ นระดบั อาชีวศึกษาได้มีการพัฒนาระบบการเรียนการสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นอย่าง
มาก เพราะเม่ือเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแล้ว ผู้เรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากกว่า
การเรียนแบบปกติ รวมทั้งการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้นสามารถทาให้ผู้เรียนมีความ
เข้าใจในการเรียนมากกว่า เพราะผู้เรียนสามารถรับรู้เน้ือหาผ่านสื่อระบบมัลติมีเดียท่ีได้มีการจัดทาไว้ได้
เป็นอย่างดี


Click to View FlipBook Version