The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุปวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nutthatida Atuntee, 2022-11-30 12:53:44

สรุปวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ 2

สรุปวิชา วิทยาศาสตร์กายภาพ 2

เซลลส์

ประสทิ ธิภาพของเซลล์สุริยะ = พล

***รา้ นท่ขี ายเซลลส์ รุ ยิ ะทว่ั ไป ประสิทธภิ าพข

••• • •• • •••

ศูศ๋ึ

สรุ ิยะ 2

ลงั งานทไ่ี ดจ้ ากเซลลส์ รุ ิยะ x 100%
พลังงานแสงทงั้ หมด

ของเซลลส์ ุรยิ ะจะมีค่าอยทู่ ่ปี ระมาณ 13%-20%

• • • • • • • •฿ • ๏

พลังงาน

> พลังงานทถ่ี ูกปลอ่ ยอ
(ธาตุทีแ่ ผ่รังสเี องได

> พลงั งานนิวเคลยี รจ์ ะ
เปลี่ยนแปลงนวิ เคลีย

••• • •• • •••

ศ่

นนวิ เคลียร์

ออกมาจากธาตุกัมมนั ตรังสี
ด้ นิวเคลยี สไม่เสถยี ร)
ะถกู ปลอ่ ยออกมา เมือ่ มีการ
ยส (รวมหรือแตกนวิ เคลยี สกไ็ ด้)

• • • • • • • • ฿๓๏

พลังงานน

การเปลี่ยนแปลงนวิ เคลียส

ปฏกิ ริ ิยาลกู โซ่ ปฏิกิริยา

ฟชิ ชนัt 1 แตกออก 1 d

มวลมาก มวลน้อย

ex. อาวธุ นิวเคลียร์ โรงไฟฟา้ นวิ เครยี ร์

••• • •• • •••

ก๋ิฒั

นวิ เคลยี ร์

จะเรยี กว่า ปฏิกริ ิยานิวเคลยี ร์

านวิ เคลยี ร์

ฟวิ ชัน 1รวม น)

Iv

มวลน้อย มวลมาก

ex. ปฏกิ ิริยาบนดวงอาทิตย์

• • • • • • • • ฿ ฒื๋

ปฏิกิรยิ าลูกโซ่ เกิด

" เ Kr

* >

ฐ[ Ba

***แตกออก ได้ 1.ธาตุใหม่ 2.นวิ ตรอน 3.พ

••• • •• • •••

ูรฺทูหฺทุงฺทฺทูหฺทฺทฺทฺทุทุงฺทฺทฺทุง

ดจากปฏิกริ ิยาฟิชชน่ั "

kr
,
235
U y
>
gz µ" 3a

5

235 kr

>µ y

, 23 5 Ba

U "
92
> kr
.

Ba

พลงั งาน(นวิ เคลียร์)

• • • • • • • •฿ • ๏

โรงไฟฟ้า

แบง่ ออกเป็น 3 สว่ น
1. สว่ นแลกเปล่ยี นความรอ้ นและผลติ ไอนา้ํ
2. สว่ นผลติ ไฟฟ้า (กังหนั +เครื่องกําเนดิ ไฟ
3. ส่วนระบายความรอ้ น (ปลอ่ งระบายความ

-

••• • •• • •••

รู

านวิ เคลยี ร์

า (เครือ่ งปฏกิ รณน์ วิ เคลียร์+เชอื้ เพลิงยเู รเนยี ม)
ฟฟ้า)
มรอ้ น)



*

M

• • • • • • • •฿ • ๏

ปฏกิ ริ ิยาฟวิ ชนั

ดวิ เทอเรียม # ร

ทรเิ ทยี ม H ฟวิ ชัน

7

***รวมตัวกัน ได้ 1.ธาตใุ หม่ 2

••• • •• • •••

วุ

น บนดวงอาทิตย์

Ite ฮีเลียม

y

> พลังงานนวิ เคลียร์

I นวิ ตรอน

2.นวิ ตรอน 3.พลังงาน(นวิ เคลยี ร์)

• • • • • • • •฿ฒู๏

เทคโนโลยดี ้านพลงั งาน

เพื่อประหยดั พลังงาน และคา่ ใชจ้ า่ ย

แบตเตอรี่
1. แบตเตอรป่ี ฐมภูมิ (ไม่สามารถ
2. แบตเตอร่ที ตุ ิยภมู ิ (ชารจ์ ได้)

เทคโนโลยีดา้ นพลังงานในอาคาร
1. เทคโนโลยวี ัสดุ เช่น การใชผ้ น
การใชว้ สั ดุท่เี ป็นฉนวนกันความ
2. เคร่ืองใช้ไฟฟา้ ประหยัดพลงั งาน

••• • •• • •••

รู

ยทีเ่ กย่ี วกบั พลังงานทจ่ี ะตามมา

ถชาร์จได)้

นัง 2 ชัน้ , การใช้กระจกสเี ขียวตัดแสง,
มรอ้ น
น (เบอร์ 5)
• • • • • • • •฿ • ๏

เทคโนโลยีด้านพลงั งาน

เทคโนโลยดี ้านพลังงานในภาคอตุ สาหกรรม (ชว่
1. มอเตอร์ประสทิ ธิภาพสูง
2. หลอด LED ประหยัดพลงั งาน
3. ระบบการนาํ ความรอ้ นท้งิ
4. เปลีย่ นกา๊ ซชวี ภาพใหเ้ ปน็ เช้อื เพลิงผลติ

เซลล์เชอื้ เพลิง (เปล่ียนพลงั งานเคมี พลงั งานไ
มีการจ่ายไฮโดรเจน Hi เขา้ ทาํ ปฏิกิริยา
ผลผลิตทีจ่ ะได้ >>>>> กระแสไฟฟ้า /

••• • •• • •••

รู



วยเพิม่ ประสิทธิภาพ และลดการสญู เสียพลงั งาน)

"

ตไฟฟ้า
ไฟฟา้ )
ากับออกซิเจนldตลอดเวลา
ความร้อน / อากาศ / นา้ํ

• • • • • • • ๓•๏

ปรากฏการณ์ของคลื่นกล

"

-

..

.

สว่ นประกอบของคล่นื

-1T

* n *

A A A t ตําแหน่งสมดลุ
v
v n

A

ฒ๊าดZ

• แทน สันคล่ืน
• แทน ทอ้ งคลื่น
× แลมปด์ ้า แทน ความยาวคลน่ื

A แอมพลิจูด แทน ขนาดของการกระจดั
ต้ังแตต่ ําแหนง่ สมดลุ ถึงจุดตํ่าสุดหรอื จดุ สงู สุด

ฒ้ด๋ิ

÷iพฤตoกิ รรTม.ของคTลน่ื

การสะท้อนของคลืน่
การหกั เหของคลื่น
การเล้ยี วเบนของคลื่น
การรวมคลืน่

การสะท้อนของคลืน่

#คลืน่ ตกกระทบ คลนื่ สะท้อน
*

กฎการสะทอ้ น มี 2 ขอ้

1. คลนื่ ตกกระทบ เสน้ แนวฉาก คล่ืนสะท้อน จะอยใู่ นระนาบเดียวกัน
2. มมุ ตกกระทบ = มุมสะท้อน

= 2

1

ฐืฐู๊ฐู๊

การหกั เหของคล่ืน

¥* การเคลื่อนทผ่ี า่ นตวั กลางต่างชนิดกัน

นา้ํ ต้ืน นํา้ ลกึการหกั เห มี 2 แบบ
1น้ําลึก
1. หกั เหออก (มมุ โต) 2. หักเหเขา้ (มุมเล็กๆ)

คล่ืนตกกระทบ คล่นื ตกกระทบ

.µ µคลืน่ หักเห นํ้าต้นื

. คลืน่ หกั เห

= มุมตกกระทบ
= มมุ หักเห

2

ฐุ่ป๋ิ

****** มุมวกิ ฤติ ******

คือ มุมทคี่ ล่นื ตกกระทบ ทําให้มุมหกั เหเบนทาํ มมุ 90 องศา
T
a.

คล่ืนตกกระทบ

. คลืน่ หกั เห

ฟุ่

การเลีย้ วเบนของคลน่ื

ญื๋

?

"" ต้องมสี ิ่งกีดขวางก้ันการเคลอื่ นทขี่ องคลน่ื
nnwurunnwurunn

ห าค น L นไ หมด → เ ดการ สะ อน
เ ยวนไ บาง วน เ ดการเขน
ITFE-T_TLF.NET/ ง ดขวาง

0FIi.mn-i~โ~^ ขนาดของ อง ldt เ ยวเบน ดห อย

e. - d >> 1
=
d-~ t เห อนวงกลม นเ อย
9 การ d<X
ค ายวงกลม
คลื่นน้าํ
* าขนาดของ องแคบมาก

ค น เส อนจะแ ออก แห ง
ค น เ ดวงกลม >>>>>>>>>>>>>>>

่ืลินำก่ลืม่ผ่ืล่ช้ถ้ล่ืร้ึขืม่นิน้ีล่ช้ีลิก่ส้ดักีก่ิส้ทิก้ด้ัก่ืล้น๋ืศ

การรวมคลน่ื แบบเสรมิ กนั
แบบหักล้าง
นาง•

t การแทรกสอดของคล่นื
เกิดจากคลืน่ 2 ขบวน มารวมกัน
_

วอ างเ น

แอมป ดเค อน ค น 1การ เ า น1
ของ ตาม ขวาง

m ←m

ค นก 1อ ง ค น ก 2 เค อน เ คาหา น ก 1

กร 1 ค นตรง น 1 น+ น อง + อง 1
,

iii. ii tr
AA.iA.tn
iiwiiiiiii

สอดบ นพอ ค น1 เ ดการ รวม แบบเส ม น 1 BBB การ แทรก แบบ เส ม แอมป ดเ ม น 2 เ า า

**** ถ้าแอมพลจิ ดู เร่มิ ต้นของคลนื่ 2 ขบวนไม่เท่ากนั จะเกิดการรวมคล่นื แบบเสรมิ กนั ที่มคี ่าแอมพลจิ ดู เพิ่มขึน้ ค่าหนง่ึ

่ท้ึข่ิพูจิลิรักิร่ืลิกีดักัท้ท้ทัสัสัก่ืล่ีทีณ่ีทูล่ืล้ข่ีท่ืล่ีทูล่ืล่ินู่ย่ีทูล่ืลัก่ทูจิล่ืล่ีท่ืล่ช่ยัต๋ึฏ๋ึณ็ศ

กร 2 ค น าน นไป แ ว เ น + อง 1 n n

mA ค นเ นเ นตรง

ค นไบ น พอ 1 เ ดการ รวม แบบ ก าง * BBB การ แทรก สอดแบบ ก าง i แอมป ดเ น เงา

**** ถา้ แอมพลจิ ูดเริ่มตน้ ของคลน่ื 2 ขบวนไมเ่ ท่ากัน จะเกดิ การรวมกันแบบหักล้าง ทม่ี ีแอพพลจิ ูดลดลงค่าหนง่ึ

ความถ่ธี รรมชาติ

เมื่อทาํ ใหว้ ตั ถแุ กวง่ หรือสน่ั อยา่ งอสิ ระ โดยไม่มีแรงภายนอกมากระทาํ
วตั ถุจะแกวง่ หรอื สน่ั ด้วยความถคี่ า่ หน่ึง เรียกความถี่นัน้ วา่ ความถธ่ี รรมชาติ

เช่น - การแกวง่ ชงิ ชา้ แลว้ ปล่อยใหแ้ กว่งอย่างอสิ ระ

- การดดี กีตาร์ให้สน่ั
- การแกว่งของลูกต้มุ ให้กลบั ไปกลบั มา โดยท่ไี ม่ออกแรงผลกั หรือ

ดงึ อะไรท้ังส้นิ

้ีต๊ืจ็ฏ๋ืณู๋ณ็ปูจิล้ลัห้ลัห่ืลิกีด่มักัท้ส็ป่ืล้ท้ส้ลัก่ผ่ืล่ีทีณ

"

A๏

B

๏ ลูกตุ้มแกว่งจากจุด A B> ะC แลว้ แกว่งกลบั มาที่จดุ เร่ิมต้น A

ครบ 1 รอบ เรียกว่า คาบของการแกวง่ หนว่ ย วินาที (s)

๏ จํานวนรอบทลี่ กู ตุม้ แกว่งได้ใน 1 วินาที เรียกวา่ ความถขี่ องการแกวง่

หน่วย เฮิรตซ์ (Hz) หรือ รอบ/วนิ าที

ดู

CIl-TOI.itการสนั่ พอ้ ง Resonance *การสัน่ สะเทือนอย่างรุนแรง

E. การทวี่ ตั ถุส่ันดว้ ยความถ่ธี รรมชาติ

โดยท่ีแอมพลจิ ดู ของการสั่นมากขึน้ เรือ่ ยๆ

ตัวอย่างเชน่
ฒึ่ เวลาเราไปงานคอนเสริ ์ต หัวใจเราอยใู่ กล้ๆ กับลาํ โพง
ใจเราจะเต้นตามจงั หวะเพลงท่อี อกมาจากลาํ โพง
นกั รอ้ งโอเปรา่ รอ้ งจนทําแกว้ แตกได้

-/ / /1/ / // /-/ 1 B แกวง่ ด้วยความถธี่ รรมชาติ
เกดิ การถา่ ยโอนพลังงาน ใหก้ ับลกู ตุ้ม D
•- ① ⑤
:ลูกตุ้ม D จะส่นั พ้องกบั ลกู ตมุ้ B
••
เน่อื งจากความถี่ธรรมชาติของ D = B
(เพราะความยาวเชือกเท่ากนั )

ศ๊ื

4เสยี ง

ส่ป๋ื

เสียง By ค เจ ญื๋

1

ใช้เกณฑ์ : การอาศัยตวั กลาง >>>> คลน่ื กล

ใชเ้ กณฑ์ : ทศิ ทางการคท.ของคลนื่ และทิศทางการคท.ของ
1 อนภุ าคตวั กลาง(โมเลกุลของอาก) >>>> คลน่ื ตามยาว

ญื๋

ค11 ล่นื เสียง

[ ค.ดนั อากาศมคี า่ เพิ่มข้ึน เรยี กวา่ ชว่ งอัด
ค.ดนั อากาศมคี ่าลดลง เรียกวา่ ชn่วงขmยาย
nnnnrhx
ช่วงอดั หรอื ส่วนอดั

{ D)i. iii. '' ÷. ;÷. . ..
.
. : .
า~ช่วงขยาย หรือ ส่วนขยาย
n {%i÷. ÷. i. iii. ' i
. .
. .

คล่นื เสยี ง ไม่สามารถเดนิ ทางในอวกาศได้ เนื่องจากเป็นบริเวณท่ีมสี ภาวะสญุ ญากาศ จึงไม่มีตวั กลางในการถ่ายโอนพลงั งาน

ร้ฟ๋ิฅู

คลื่นเสยี ง คท.ไปกระทบสง่ิ กีดขวาง ปรากฏการณ์ฟ้าแลบ แตไ่ ม่ได้ยินเสยี งฟ้ารอ้ ง
แลว้ เกดิ การสะทอ้ นกลับ เรียกว่า เนื่องจากตําแหนง่ ทีฟ่ ้าแลบ เดนิ ทางผา่ นอากาศที่ T
เสยี งสะทอ้ น ตา่ งกัน ทาํ ให้อากาศเกดิ การหกั เหเปลี่ยนทศิ ทลี ะนอ้ ย

ะการสะท้อนของเสยี ง ?จนเกดิ การสะทอ้ นกลบั หมด
* การหักเหของเสียง

๓ อัตราเรว็ ของเสียงในตวั กลางต่างๆ
ของแข็ง ของเหลว gas
พฤติกรรมของเสียง

การเล้ียวเบนของเสียง ฒึ๊

คล่ืนเสยี ง เดินทางอ้อมสงิ่ กดี ขวาง การรวมกนั ของคลน่ื เสยี ง
หรือเล้ยี วเบนผ่านช่องว่างมาได้
แหล่งกาํ เนดิ เสยี งตั้งแต่ 2 แหล่งขน้ึ ไป
ร .p ฑํ๋ เกดิ การรวมกนั ทาํ ใหเ้ สียง ดังขน้ึ กวา่ เดมิ
หรอื เบาลงกวา่ เดมิ กไ็ ด้

#๏¥ะ: :#ฒ##ุ๋

โพง โพง

By ค เจ

๋ืศูรำลำลู่ญู้สู่ยู่ยุ๊ฏ่ฝ๋ืฏ่ฏุ่ณู่ฮ่ืฏิร๋ึณ่ืศู๊ญุ๋ญ๋ืฮ

ptt[ P= = กาํ ลังของเสยี งทต่ี กตง้ั ฉาก ระดบั เสียง มหี นว่ ยเปน็ เดซิเบล (dB)
กบั พ้นื ท่ีหนึ่งตารางหน่วย
|
A 41T ./ .
น พืน้ ท่ีรับเสียง
. ' . .
. .
-
", .

***ความเข้มเสยี งทม่ี นษุ ย์ทนฟังได้
โดยไม่มีอนั ตรายตอ่ หมู ากท่ีสุด 1 w
' . .
ึ .
และความเข้มเสียงทีเ่ บาทีส่ ุดท่ีมนุษยไ์ ด้ยนิ "
w . s
10 ็

ฺ ๒ง

ความเขม้ เสียง l II ระดบั เสียง

ะr

การไดย้ ินเสยี ง

£ t

ความถ่เี สียง ผลของความถ่ีและระดบั เสยี ง
ที่มผี ลต่อการไดย้ ิน
ความถ่ีในชว่ งที่มนษุ ยไ์ ด้ยิน 20-20,000 Hz " '"
/ ' ' , ,
เสยี งทม่ี คี วามถ่ีต่าํ กว่า 20 Hz ,,
เรยี กว่า อนิ ฟราโซนกิ หรอื คล่นื ใต้เสียง _

เสยี งทมี่ คี วามถใ่ี นช่วง 20-20,000 Hz _/
เรยี กวา่ โซนกิ หรือ คลื่นทีไ่ ดย้ นิ
1
เสียงที่มคี วามถส่ี งู กวา่ 20,000 Hz \
เรียกวา่ อัลตราโซนิก หรอื คลน่ื ใตเ้ สียง
',

- l
\ -

t _
.

. . '
. .
By ค.
.
.



๋ืศ้ท้ท้ข

มนษุ ย์จะได้ยนิ เสียงตดิ อยใู่ นประสาทหนู าน 0.1 s การไดย้ ินเสยี งดัง-คอ่ ย
เปน็ จงั หวะคงท่ี
แหลง่ กําเนิดเสียง 2 แหล่ง
เสียงที่ไดย้ นิ ซ้ําอีกครั้งหลงั จากทีเ่ ราตะโกนออกไปกระทบสิง่ กีดขวาง
ทม่ี ีความถใี่ กล้เคยี งกนั
เรียกวา่ เสียงสะทอ้ น หรือ เอคโค่
*** หูคนเราสามารถจําแนกเสยี งบีตท่ีได้ยนิ ความถี่ไม่เกิน 7 Hz
การได้ยินเสยี งสะท้อนกลับ
บตี ของเสยี ง

การส่ันพ้องของเสยี ง ปรากฏการณ์ดอปเพลอร์

เคร่ืองดนตรีประเภทเปา่ มี 3 กรณี
อากาศภายในท่อจะถูกกระตนุ้ ด้วยคลนื่ เสยี งที่มี 1. แหล่งกาํ เนดิ เสยี งเคลอ่ื นท่ี ผ้สู ังเกตหยุดนิ่ง
2. แหลง่ กาํ เนิดเสียงหยุดนิ่ง ผู้สังเกตเคลอื่ นท่ี
ความถี่ = ความถธี่ รรมชาติ 3. แหล่งกาํ เนดิ เสยี งและผสู้ ังเกตเคล่ือนที่ท้งั คู่
ทําให้เสียงดังข้นึ ในระนาบเดยี วกนั

By ค เจ ญื๋

ฝูร๋ื

ปรากฏการณด์ อปเพลอร์

มี 3 กรณี
1. แหล่งกาํ เนดิ เสยี งเคลอื่ นท่ี ผสู้ งั เกตหยุดนิง่
2. แหล่งกําเนิดเสยี งหยุดนง่ิ ผสู้ ังเกตเคล่ือนท่ี
3. แหล่งกาํ เนิดเสยี งและผู้สงั เกตเคลือ่ นทีท่ ัง้ คู่
ในระนาบเดยี วกัน

1. แหล่งกําเนิดเสยี งเคลือ่ นท่ี ผสู้ งั เกตอยนู่ ่ิง

แหล่งกาํ เนดิ เสียงคท.ออกจากนอ้ งแดงทอ่ี ยูน่ ิ่ง แหล่งกาํ เนดิ เสยี งคท.เขา้ หาน้องมว่ งทอ่ี ยนู่ ิ่ง

> >

อง เค อน อ ง
เสียงเบาลง
(เสียงทุ้ม) f นอ้ ย เสียงดังขนึ้ > f มาก
> , มาก (เสียงแหลม) า น้อย

By ค เจ ญื๋

ูร่ินู่ย่ีท่ืล่ินู่ยุ๊ฏุ๊ฏ

2. แหล่งกาํ เนดิ เสียงอยู่นิ่ง ผสู้ งั เกตเคลือ่ นที่

นอ้ งสม้ คท.เขา้ หา แหลง่ กาํ เนดิ เสยี งทอ่ี ยู่นิ่ง น้องเขยี ว คท.ออกจาก แหลง่ กําเนดิ เสียงท่อี ย่นู ิ่ง

> >

A #/ \ A
โพง
เค อน
เค อน อย่นู ิ่ง

เสยี งดงั ขน้ึ > f มาก เสยี งเบาลง f นอ้ ย
(เสียงแหลม) า นอ้ ย (เสยี งท้มุ ) ำ มาก

*** ยง่ิ ใกลแ้ หลง่ กาํ เนดิ เสียง ความถ่ียิ่งมาก (เสียงดัง)

By ค เจ ญื๋

ูร่ีท่ืล่ีท่ืลำล็ส็ส

3. แหล่งกาํ เนิดเสยี งและผ้สู ังเกตเคล่อื นทที่ ้ังคูใ่ นระนาบเดยี ว

: แหลง่ กําเนดิ เสยี งคท.ตามผสู้ ังเกต
รถไซเรนตาํ รวจขบั ตามโจร

ผ้สู ังเกต คท.ตามแหลง่ กาํ เนดิ เสยี ง
เราวิง่ ตามรถขายไอติม

แหล่งกาํ เนิดเสียงและผู้สงั เกต
คท.เข้าหากนั (เสียงดงั ข้นึ เร่อื ยๆ)

• แหลง่ กําเนดิ เสียงและผู้สงั เกต
คท.ออกจากกนั (เสยี งเบาลงเรอ่ื ยๆ)

By ค เจ

๋ืฅูรุ๊ฏ๋ืฐุ๊ฏ

แสงสี

?. ; t

:. •
••


.. .

ณูศู่ณ็

การมองเหน็ สขี องวัตถุ

๏ การมองเหน็ สีของวัตถุอาศยั แสงจากดวงอาทิตยห์ รอื แสงขาว
คน สเปกตรัมของแสงขาว n฿ ม่วง คราม น้ําเงนิ เขยี ว เหลือง

แสด แดง

\I

_

วตั ถุจะดูดกลืนแสงสบี างสเี อาไว้ อ•
และสะท้อนแสงสีบางสีออกมาเข้าสตู่ าเรา

แสงขาว ☒"
=
วัตถดุ ดู กลืนทุกแสงสเี อาไวย้ กเว้นแสงสเี ดียว
a กับตวั มนั เอง จงึ สะท้อนแสงสแี ดงออกมา

ฒ วดณ วัตถุดดู กลนื ทกุ แสงสเี อาไว้
จงึ ไม่มีแสงสีใดสะทอ้ นออกมาเลย
แสงขาว
วัตถไุ มด่ ูดกลืนแสงสใี ดเอาไว้เลย
V จงึ สะทอ้ นทุกแสงสอี อกมา

นดดดมi By ค เจ ญื๋

แสงขาว ☒"
=

a

ฒนฒi

ดูรืศ้

ตากับการเหน็ สี

อวัยวะในการมองเห็นคือ “ ตา ”
ภายในตาจะมี จอตา หรอื เรตนิ ่า ทที่ าํ หนา้ ท่ีในการรับแสง

เรตินา่ มี 2 เซลล์

1) เซลล์รูปแท่ง (rod cells) ทาํ หน้าที่ รบั รู้ความมดื และความสวา่ ง
ของแสง **ทํางานได้ดใี นท่ที ีม่ แี สงนอ้ ยหรอื แสงสลัวๆ

2) เซลลร์ ูปกรวย (cone cells) ทาํ หนา้ ที่ในการมองเห็นวัตถุเป็นสี
ต่างๆ **ทาํ งานไดด้ ีในท่ีท่มี ีแสงสวา่ งเพยี งพอ

เซลลร์ ูปกรวย มี 3 ชนิด
1) ชนดิ ท่ไี วต่อแสงสแี ดง (R)
2) ชนดิ ทไี่ วต่อแสงสีเขียว (G)
3) ชนดิ ทีไ่ วต่อแสงสีน้ําเงิน (B)

'

=.
.



แดง เหลอื ง เขยี ว 2atETD-STOB N_e-snoBETz.ltเซลลร์ ปู กรวยทไ่ีวตอ่ แสงสแี ตล่ ะชนดิ สามารถทํางานรว่ มกัน
ขาว จนเรามองเหน็ วตั ถุเปน็ แสงสอี น่ื ๆ นอกเหนอื RGB ได้
มว่ งแดง นง.เขยี ว 3y ค เจ ญื๋
นา้ํ เงิน

ณูร๊ิดึ

ตาบอดสี

เกดิ จากเซลลร์ ูปกรวยทท่ี ําหนา้ ทใี่ นการมองเห็นสีผิดปกติ
๏ ถา้ เซลลร์ ปู กรวยทไ่ี วต่อแสงสีไหนเกดิ ขอ้ บกพร่อง เราจะมองเหน็ สีนนั้ เป็นสเี ทา

. รวมถงึ แสงสที ่ีมีสนี ้นั ๆเปน็ เขา้ ไปผสม กจ็ ะมองสีเพ้ียนจากความเป็นจรงิ

**** ถ้าตาบอดสีทุกสี จะมองเห็นทุกสเี ป็นสีเทา

แสงสีปฐมภมู ิ แดง เขียว น้ําเงนิ

ะแสงสี
แสงสที ตุ ยิ ภูมิ เหลอื ง นํา้ เงนิ เขียว มว่ งแดง
By ครเจ ญื๋


่ิฬ๋ืสูฝ๋ืฝ๋ืณ

แผ่นกรองแสงสี

เปน็ อปุ กรณโ์ ปรง่ แสง
โปร่งแสง คอื ยอมให้แสงผ่านไปได้แคบ่ างสว่ น แสงสีส่วนทผี่ ่านไปไดต้ ้องเป็น
แสงสีเดยี วกบั แผ่นกรองแสงสเี ทา่ นน้ั หรอื เปน็ แสงสที ี่มคี วามใกล้เคียงกับสี
ของแผน่ กรองแสงสี


แผน่ กรองแสงสี

แผน่ กรองแสงสแี ดง
ยอมให้แสงสแี ดงผา่ นไปได้
แตด่ ูดกลนื แสงสอี ่นื เอาไว้

By ค เจ ญื๋

ณูร๊ื

การผสมแสงสี

แสงสี มี 2 ประเภท

iแสงสีปฐมภมู ิ แดง เขยี ว นํ้าเงิน

แสงสี
แสงสที ตุ ยิ ภมู ิ เหลือง นาํ้ เงินเขียว มว่ งแดง

### ถ้านาํ แสงสปี ฐมภูมทิ ง้ั 3 แสงสี มาผสมกนั (RGB)
จะเห็นวตั ถุเปน็ สขี าว

แสงสีท่ซี ้อนทบั แสงสีทมี่ องเห็น
แดง+เขยี ว
เหลอื ง
นํา้ เงนิ +เขียว ฟ้า หรือ นาํ้ เงินเขียว
แดง+นา้ํ เงิน
แดง+เขยี ว+น้ําเงิน มว่ งแดง
ขาว

By ครเจ ญื๋


การผสมสารสี

สารสี มี 2 ประเภท

iสารสีปฐมภูมิ เหลอื ง นํา้ เงนิ เขยี ว มว่ งแดง

สารสี (ถา้ นาํ สารสีปฐมภูมิ 3 สี มาผสมกนั จะได้เป็น สารสีดํา)
สารสีทุตยิ ภูมิ แดง เขยี ว นํ้าเงิน

เหลือง
เขยี ว แดง

ดาํ
นง.เขยี ว นา้ํ เงนิ ม่วงแดง

By ครเจ ญื๋


การมองเหน็ สขี องวตั ถภุ ายใตแ้ สงสีตา่ งๆ

ตัวอย่าง เขียงหมูในตลาดสด อยู่ภายใต้ร่มท่ีมแี สงสีแดง
ทาํ ให้เดก็ ๆมองเหน็ เนื้อหมสู ีชมพู มสี ีท่ีเข้มขน้ึ
ตามสขี องรม่ น่ันเอง

fฑ๊อ-ฑึ==๊อ . กอ่ นมีรม่ เนื้อหมเู ปน็ สีชมพู

mนดดดดฒBอaEน

๏อ หลังมรี ่ม เน้อื หมูสเี ข้มข้นึ
ตามสรี ่ม
|
By ค เจ ละ

๋ืฅูร๋ัยืศ๋ิฉ๋ิฮ๊ิฮ๊ืฏืณืฐ๋ถ

บบททที่ จ7
คคลนืน่ แแมเ่เหหลกก็ ไไฟฟฟา้า

฿*

ืฅ่ืฏ้ฟ็ล่ม่ืล่ีท

คลืน่ แม่เหลก็ ไฟฟ้า By ค เจญื๋

)> เปน็ คล่นื ทีไ่ ม่อาศยั ตัวกลางในการเคลือ่ นที่ / เปน็ คล่ืนตามขวาง
)) เกดิ จากการรบกวนอนุภาคท่ีมปี ระจุ เชน่ ทาํ ให้ e้ คท.กลับไปกลับมา

" ประกอบดว้ ย B: (สนามแม่เหลก็ ) } ทเ่ี ปลย่ี นแปลงตามเวลา ในระนาบทตี่ ้งั ฉากกัน

E (สนามไฟฟ้า)

>> คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้าสามารถคท.ผา่ นสญุ ญากาศได้

แ คล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้ ทุกชนิด มีอตั ราเร็วในสุญญากาศ = 3x108 m/s หรือ 300,000 km/s

%

สเปกตรัมของคลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟา้ ประกอบไปดว้ ย
1) คลืน่ วิทยุ
2) คลืน่ ไมโครเวฟ
3) อินฟราเรด หรอื รังสใี ตแ้ ดง
ฐึ:ญ๋ ื ำา4) แสงทต่ี าเรามองเหน็
a 5) อลั ตราไวโอเลต *_..
6) รงั สเี อกซ์
7) รังสีแกมมา

ู๊ศ๋ิษ่ืฐ่ิฐ๋ืฐ๊ืฅ๊ืสุ๋ส๋ืสูร

สเปกตรัมของคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า By ครเจ ญื๋



คBsลBื่นtวBิทRยงุ ล คลางน่ื ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสง อัลตราไวโอเลต รงั สเี อกซ์ รงั สแี กมมา

ความยาวคล่ืน Radio Microwave Infrared Visible UHraviolet ✗-Ray Gamma Ray
(เมตร) 103 10 2- Light
1 ๐-8 10-10 10-12
10-5 10-6

BBTEB

ความถี่ (Hz) 1 04 10 8 10 12 1015 1016 1 ๐ 18 10 20

t มาก > 1 อย
f อย
> f มาก

ส่วนประกอบของคลน่ื แม่เหล็กไฟฟ้า

ค นล ความยาว ☒

๒ สนามไฟ า

☒ ศทางการเค อน คของ น

สนามแ เห ก

็ล่ม่ืล่ีท่ืลิท้ฟ่ืล้น้นำอ

• รโี มทคอนโทรลเลอร์ หรอื รีโมท TV • เครอ่ื ง CT Scan By ค เจ
ฒึ๋ เป็นอุปกรณท์ ี่ใชค้ ล่ืนแม่เหล็กไฟฟา้ ในชว่ ง
ใช้สรา้ งภาพอวยั วะภายในรา่ งกาย
“รงั สีอินฟราเรด หรือ รงั สใี ต้แดง” ฒื๋ อาศยั คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟ้าในช่วง
ฒึ๊ รีโมท มีส่วนประกอบหลกั 3 สว่ น
“ รังสีเอกซ”์
1) ปมุ่ คําสั่ง ฒึ ภาพทไี่ ดเ้ ป็นรปู 3 มิติ
2) แผงวงจรอิเลก็ ทรอนิกส์
3) สว่ นส่งสัญญาณ

เคiรือ่ งค\วฐบํ่คมุ ฐํร๋ะยะำไกลY เครือ่ งถา่ ยภาพเอกซเรย์
\ \* คอมพิวเตอร์

&ะญื ๏ะ8โ๏
หลกั การทํางานของอปุ กรณท์ ี่ใช้คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้

ฒ•ึ๋•
"

•เคร่ือ• งถา่ ยภจาพ.การสัน่ พ้อ.งแม่เหลก็ •
•a

## ¥

เคร่อื ง MRI
อปุ กรณ์ทใ่ี ช้ สนามแมเ่ หล็ก + คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟา้ ในช่วง “ คลน่ื วิทยุ ”

มีสว่ นประกอบสาํ คัญ 3 สว่ น "
1) แม่เหล็ก
2) เคร่อื งกําเนิดวิทยุ *
3) สแกนเนอร์
๘ม"☒
ภาพท่ไี ดเ้ ป็นภาพ 3 มติ ิ
ฒึ๊ญื๊ ฐํ๊

ู๊ฏึฬ๋ืย่ัฒึณิญฺง่ืฐ่ืศ๊ึส๋ึฏ๋ึรุ๊ญ๋ึญ็ณ่ีฐ็ณ๋ืศูร

\I

_

อ• การสื่อสารโดยอาศัยคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้

ฒื การส่อื สาร การสื่อสาร
โดยอาศัยคลืน่ ไมโครเวฟ โดยอาศัยแสง
การสอ่ื สาร
โดยอาศัยคลน่ื วทิ ยุ ใช้ในระบบเครือข่ายโทรศพั ทเ์ คล่ือนท่ี แสงไม่สามารถคท.
และระบบสญั ญาณดาวเทยี ม ผ่านวตั ถุทท่ี ึบแสงได้
แบง่ ออกเป็น 3 แบบ
1) การกระจายสัญญาณเสียง

ของสถานีวทิ ยุ

2) การสง่ และรบั สญั ญาณ คล่ืนไมโครเวฟมีข้อจํากดั มเี สน้ ใยนําแสง
โทรศัพท์เคล่ือนท่ี (ไมส่ ามารถเคลือ่ นทผ่ี ่านสง่ิ กีดขวางได)้ เป็นอปุ กรณ์ชว่ ย
ในการเชื่อมต่อระบบ
สง่ และรับสัญญาณ
3) การส่งและรับสัญญาณ นยิ มใหส้ ่งและรับสัญญาณท่ีที่ไม่มีอาคาร โดยตรง
อนิ เตอร์เนต็ แบบไร้สาย ภเู ขา หรือบรเิ วณท่ีมีการบดบังการคท. เสน้ ใยนําแสง มีเส้นใย
(Wifi) ของสัญญาณ

lญnืiญ๋/้//fืtใ๊โ ขนาดเล็ก โคง้ งอได้



สง่ ข้อมลู ไดจ้ าํ นวนมาก
ในระยะเวลาส้ันๆ

• • • • • • • • • • ฒ็ฒื๋

ุฑ⃝?ูขูข้ขูขูขูขูขูขูข

เพมิ่ เติม

การผสมสญั ญาณไฟฟ้า+คลื่นวทิ ยุ มี 2 แบบ

# • A ของคลื่นวิทยุ ปรบั เปล่ียนตาม
สญั ญาณไฟฟา้ ทเี่ ข้ามาผสม
"
• f คงท่ี (ความถีไ่ มเ่ ปล่ียน)
Eu
.. • mmmm สญั ญาณรวม

๑ f ของคลน่ื วิทยุ ปรบั เปลีย่ นตาม
สัญญาณไฟฟา้ ท่ีเข้ามาผสม

• A คงท่ี (แอมพลิจดู ไมเ่ ปลยี่ น)

• NWMNWWM สญั ญาณรวม

By ค เจ

๋ืฅูรืฅ๋ืฏู๋ย็ศ๋ิฅ

สญั ญาณแอนะลอ็ กและสัญญาณดิจทิ ัล

แบบสญั ญาณทีใ่ ชใ้ นการสอ่ื สารมี 2 ชนิด สัญญาณแอนะล็อก
สัญญาณดจิ ิทลั



msw ตามสญั ญาณแอนะลอ็ ก
สัญญาณดิจิทัล

สัญญาณแอนะล็อกจะเปน็ สัญญาณ สัญญาณดจิ ิทลั จะเป็นสญั ญาณ
ทมี่ ีค่าต่างๆ เปลี่ยนแปลงอย่างตอ่ เนื่อง ทีม่ คี ่าของสัญญาณ เพียง 2 สถานะ
ตามเวลา เชน่ มี/ไม่มี เปดิ /ปดิ

v 1/0 (ใช้ในคอมพิวเตอร)์

v

VW t I. i.it

By ค เจ ญื๋ ข้อดขี องสญั ญาณดิจทิ ลั >> สามารถจดั เก็บข้อมลู ได้งา่ ย
/สะดวกตอ่ การเขา้ ถึง /ปรบั ปรงุ แก้ไขไดง้ ่าย

รู


Click to View FlipBook Version