The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ยุคเรเนซองส์ (Renaissance )
การฟื้นฟูศิลปวิทยาหรือการเกิดใหม่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Papawi Koedphom, 2024-01-21 03:03:23

ยุคเรเนซองส์ (Renaissance )

ยุคเรเนซองส์ (Renaissance )
การฟื้นฟูศิลปวิทยาหรือการเกิดใหม่

การเกิดใหม่


การฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ การฟื้นฟูศิลปะวิทยาการหมายถึง การเกิดใหม่ (rebirth) ของ ภูมิปัญญาศิลปกรรมและวรรณกรรมของกรีกและโรมัน เกิดขึ้นในสมัยกลางตอนปลายเมื่อประมาณค.ศ. 1350 และสิ้นสุดลง ในค.ศ. 1650 เป็นช่วงเวลาที่ชาวตะวันตกหลุดพ้นจากการควบคุม ของพวกขุนนางและศาสนจักร และสามารถแสวงหาสิทธิเสรีภาพและ ความคิดอันไร้ขอบเขตจำ กัดโดยระบอบการปกครองแบบฟิวดัลและ ข้อบังคับของศาสนจักร การฟื้นฟูศิลปะวิทยาการกรีก-โรมันขึ้นมาใหม่จึงเป็นที่มาของห้วง เวลาที่เรียกว่า”สมัยกลาง”ในประวัติศาสตร์ยุโรป


1.สาเหตุของการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ มีการฟื้นตัวของเมืองและสังคมเมืองในยุโรประหว่างคริสต์ศตวรรษ ที่ 11 - 12เศรษฐกิจที่ซบเซาก็เฟื่องฟูขึ้นประกอบกับการติดต่อกับ ตะวันออกในสงครามครูเสดทำ ให้ชาวตะวันตกสนใจวิทยาการต่างๆ อีกทั้ง ความมั่นคงจากการค้าทำ ให้เกิดความสนใจในด้านศิลปะวิทยาการมีการ แข่งขันกันในการสะสมงานศิลปและสร้างงานศิลปที่เรียนแบบกรีกโรมัน นอกจากนี้อิตาลียังเป็นดินแดนที่ตั้งของกรุงโรมที่ซากของอาคารที่ สวยงามยังคงหลงเหลือให้เห็นอีกมากมายทั้งชาวอิตาลีเองก็เป็นชาวเมือง ที่มีความคิดใหม่ใหม่ทันสมัยและใจกว้างที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลง และความก้าวหน้าได้ง่ายชาวอิตาลียังให้ความสำ คัญต่อลัทธิปัจเจกชน นิยมและการยึดถือคติทางโลก การฟื้นฟื้ ฟูศิลปวิทวิยาการเหล่านี้ให้กลับมานั้นนั้เปรียรีบเสมือมืนกับการเกิดใหม่ จึงจึเรียรีกชื่อชื่ ยุคนี้ว่าว่เรอเนซองส์ (Renaissance) ส์ซึ่งซึ่แปลว่าว่การเกิดใหม่ (Rebirth) ม่


2. ลักษณะของการฟื้นฟูศิลปะวิทยา ในคิดศตวรรษที่ 14 ชาวตะวันตกเริ่มให้ความสนใจต่อชีวิตในปัจจุบัน และความสวยงามของโลกโดยเห็นว่ามนุษย์สามารถแสวงหาความสุขได้แม้ จะมีบาปติดตัวมาจากอดัมและอีฟซึ่งเป็นบรรพบุรุษคู่แรกของมนุษย์ที่ ละเลยคำ สั่งของพระเจ้าและหลงเชื่อปีศาจ งานวรรณกรรมประเภทต่างๆของกรีกโรมันหรือที่เรียกว่างานคลาสสิค ที่สะท้อนจิตวิญญาณของมนุษย์นักปราชญ์คนแรกที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นบิดาแห่งมนุษย์นิยมได้แก่ ฟรันเซสโก เปตราหรือ เปตราก(Petrach) ชาวอิตาลีเค้าพยามศึกษาการใช้ภาษาละตินให้ถูกต้องตามแบบแผน ดั้งเดิมโดยศึกษาผลงานของซิเซโร จนเกิดความดื่มดำ ในภาษาละตินและ ปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ในจักกะวัดดิโรมัน ยุคเรเนซองซ์ ช่วช่งเวลาที่ชาวยุโรปหันมา ศึกษาวิทวิยาการต่างๆของกรีกรีเเละโรมันมั ฟรานเชสโก เปตรากา Francesco Petrarca


3. มรดกทางวัฒนธรรม งานประพันธ์แรกที่แหวกแนวจากวรรณกรรม สมัยกลาง โดยเน้น เรื่อง “ทางโลก”ได้แก่บทเพลงรักหรือ sonnet หรือบทเพลงรักของเปต ราก Decameron ของโจวานนี บ็อกกัซซิโอ(Giovanni Boccacioค.ศ.1313-1375)ซึ่งเป็นเรื่องเล่าชวนหัวเสียดสีสังคมจำ นวน 100 เรื่องโดยสมมุติว่าเป็นเรื่องเล่าของบรรพบุรุษสามคนและสตรีเจ็ดคน ถ่ายทอดประสบการณ์ของกันและกัน เจ้า(the price ) ของนิโคโล มาคีอาเวลลี ที่บรรยายถึงลักษณะ ของผู้ ปกครองว่าต้องใช้ทั้งอำ นาจและกลโกงและยูโทเปีย(Utopia)ของเซอร์ทอมั ส มอร์(Sir Thomas More)ที่กล่าวถึงเมืองในอุดมคติที่มนุษย์สามารถ หาความสุขได้ วิลเลียม เชกสเปียร์ (william Shakespeare ค.ศ.1564-1616) เป็น นักแต่งบทละครที่มีชื่อเสียงผลงานประพันธ์ของเค้าได้รับอิทธิพลของบท ละครกรีกและมาปรับให้เข้ากับสถานการณ์ในขนาดนั้นบทละครของเค้าที่ เป็นที่รู้จักกันดีได้แก่ โรมีโอและจูเลียต(Romeo and juliet) ภาพแม่พม่ระอุ้มพระเยซู (Sistine Madonna) โรเมโอและจูเลียต ( Romeo and Juliet ) เป็นป็ละคร โศกนาฏกรรม ประพันพัธ์โธ์ดย วิลวิเลียม เชกสเปียปีร์


ในสมัยกลาง งานศิลปะส่วนใหญ่มักมีลักษณะแข็งกระด้างและค่ะชีวิต ชีวาเช่นรูปภาพและรูปปั้นของพระแม่มารีพระเยซูก็ดูผิดสัดส่วนเพราะพระ เยซูดูเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเป็นผู้ใหญ่เกินไปที่จะอยู่ในอ้อมกอดของ พระมารดา มัสซักซีโอ (massacio ค.ศ.1401-1428) เป็นจิตรกรอิตาลีคนแรกที่นำ เทคนิคการวาดภาพสามมิติมาใช้จนเกิดแนวคิดใหม่ที่ว่าลักษณะที่สมจริง เป็นอย่างไรต่อมามีการแยกงานภาพเขียนและงานแกะสลักออกจากงาน สถาปัตยกรรมช่างเขียนเริ่มนิยมสร้างภาพเขียนด้วยเทคนิคสีเฟรส โก(fresco) หรือสีปูนเปียกตามผนังวิหารโบสถ์และบ้านของขุนนางและ คหบดี ภาพวาดพระแม่มม่ารีย์รีแย์ละพระกุมกุารใน ศตวรรษที่ 16 จิตจิรกรรมฝาผนังนัภายในโบสถ์น้อน้ยซิสซิทีน


ในคิดศตวรรษที่ 15 ถึง 16 ศิลปะกรรมของอิตาลีได้พัฒนา จนถึง-สูงสุดและเป็นแม่แบบให้แก่ศิลปินของชาติอื่นๆในยุโรป ศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่ เลโอนาร์โด ดา วินชี(Leonardo da vinci ค.ศ.1452-1519) ซึ่งถือเป็น “มาหาศิลปินแห่งศิลปะ ทั้งปวง”เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นทั้ง จิตรกร กวี นักดนตรี วิศวะกร นักวิทยาศาสตร์และอื่นๆ ผลงานศิลปะที่รู้จักกันดีก็คือ ภาพวาดโมนาลิซา(mona lisa) และอาหารมื้อสุดท้าย (the last supper) ต่อมาในคิดศตวรรษที่ 17 รูปแบบของศิลปกรรม ในยุค ฟื้นฟูศิลปะวิทยาการก็ได้มีการพัฒนาจนมีรูปแบบอลังการ หรูหรา ฟุ้งเฟ้อและแวบวับด้วยสีทองเกิดเป็นศิลปะบา โรก(baroque) ในฝรั่งเศสศิลปะบาโรกถูกนำ ไปใช้เพื่อสร้าง ความสุขและความหรูหราแก่ชนชั้นสูง เข้ามาในคิดถ้าศตวรรษที่ 18 เมืองหลวงของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในดินแดนเยอรมันก็เกิดการพัฒนารูปแบบงาน ศิลปะที่ให้อิสระแก่จินตนาการและการใช้แสงโดยเน้นความ สว่างมากขึ้นจึงมีผู้เรียกศิลปะบาโรกในเวลาต่อมาว่า”ศิลปะโร โกโก”(rococo)ซึ่งรูปแบบของศิลปะกรรมทั้งหมดยังคงเป็นที่ นิยมในการสร้างโบสถ์วิหารและพระฤหัสทั้งในและนอกยุโรปใน ปัจจุบัน ภาพวาดโมนาลิซ่าซ่งานจิตจิรกรรมของ เลโอนาร์โร์ด ดา วินวิชี ศิลปะโรโกโก”(rococo)


Click to View FlipBook Version