คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 83 บทที่ 5 พันธุ์ การสืบพันธุ์ และการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ 5.1 พันธุ์โคเนื้อที่สำคัญ 5.2 การปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ 5.3 การจัดการการสืบพันธุ์โคเนื้อ 5.4 การผสมพันธุ์และการจัดการการผสมพันธุ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมคิด ชัยเพชร
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 84 5.1 พันธุ์โคเนื้อที่สำคัญ การจำแนกพันธุ์โคสามารถจำแนกตามลักษณะการให้ผลผลิตได้เป็นโคเนื้อ โค นม โคกึ่งเนื้อกึ่งนม หรือจำแนกตามถิ่นกำเนิดก็ได้เช่นโคเขตร้อนและเขตหนาว ดังนั้น จะเห็นได้ว่ามีพันธุ์โคเนื้อที่เลี้ยงในปัจจุบันมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่มีอยู่ 2 ตระกูล เท่านั้น คือโคตระกูลเมืองร้อน หรือโคซีบู (Bos Indicus) และโคตระกูลเมืองหนาวหรือ โคเลือดยุโรป (Bos Taurus) ทั้งสองตระกูลมีข้อแตกต่างอย่างชัดเจน คือโคเมืองร้อนมี ตะโหนก ส่วนโคเมืองหนาวไม่มีตะโหนก สำหรับโคเนื้อที่มีการเลี้ยงค่อนข้างแพร่หลาย ในประเทศไทยและต่างประเทศมีทั้งที่เป็นพันธุ์ แท้ และพันธุ์ลูกผสมสายเลือดมากกว่าสองสาย พันธุ์ ประเทศไทยส่วนใหญ่ยังเลี้ยงโคเนื้อที่มี สายเลือดโคพื้นเมือง เพราะเหมาะสมกับ สภาพแวดล้อม และฐานะทางเศรษฐกิจของ เกษตรกร อีกทั้งยังสอดคล้องกับความต้องการ ของผู้บริโภคคนไทย จังหวัดนครศรีธรรมราชก็ เช่นเดียวกันส่วนใหญ่เลี้ยงโคพื้นเมืองสายเลือดวัว ชน เป็นไปตามวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ กีฬาชนโคเป็นกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ช่วยรักษา พันธุกรรมสัตว์เอาไว้จนถึงปัจจุบัน เมื่อสถานการณ์ทางสังคมเปลี่ยนแปลงไป ให้ เศรษฐกิจเป็นตัวนำ โดยให้ความสำคัญกับรายได้เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน เกษตรกรเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองและให้ความสำคัญกับวัวชนน้อยลง และหันมาปรับปรุง พันธุ์วัวชนให้เป็นวัวเนื้อพันธุ์ดี ให้โตเร็วผลตอบแทนที่สูง และมีความเสี่ยงน้อยกว่า จึง ทำให้เห็นว่าในจังหวัดนครศรีธรรมราชเกษตรกรมีความตื่นตัวเรื่องการเลี้ยงโคเนื้อมาก มีโคเนื้อหลากหลายสายพันธุ์ทั้งโคเมืองร้อนและเมืองหนาว มีทั้งที่เป็นพันธุ์แท้ และพันธุ์ ลูกผสมสายเลือดมากกว่าสองสายพันธุ์ 5.1.1 โคเนื้อพันธุ์เมืองร้อน โคเมืองร้อนมีข้อดีหลายประการ เหมาะสำหรับ เกษตรกรในบ้านเราที่เพิ่งจะเริ่มเลี้ยงทั้งนี้เพราะเป็นโคที่เลี้ยงง่าย ใช้งานได้ดีทนต่อ ภาพที่5.1 โคชนภาคใต้
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 85 ความร้อน โรคและแมลง อย่างไรก็ตามจะมีข้อจำกัดเกี่ยวกับมีขนาดลำตัวค่อนข้างเล็ก โตช้าและลักษณะรูปร่างไม่เป็นไปตามลักษณะโคเนื้อที่ดีตามมาตรฐานสากล 1) พันธุ์พื้นเมืองไทย มีลักษณะ รูปร่างกะทัดรัด ลำตัวเล็ก ขาเรียวเล็ก ยาว เพศผู้มีหนอกขนาดเล็ก มีเหนียงคอ แต่ไม่หย่อนยานมาก หูเล็ก หนังใต้ท้อง เรียบ มีสีไม่แน่นอน เช่น สีแดงอ่อน เหลือง อ่อน ดำ ขาวนวล และน้ำตาลอ่อน เพศผู้ โตเต็มที่หนักประมาณ 300-500 กิโลกรัม เพศเมีย 200-250 กิโลกรัม เลี้ยงง่าย หา กินเก่ง ไม่เลือกอาหาร เหมาะสำหรับการ เลี้ยงแบบไล่ต้อน สามารถปรับตัวได้ดี ให้ ลูกดก ทนทานต่อโรคและแมลง ให้เนื้อ แน่น กลิ่นหอม รสชาติดีเหมาะกับการนำ เนื้อมาใช้ประกอบอาหารแบบแกง หรือต้ม ปัจจุบันมีการปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่ม ศักยภาพในการให้เนื้อโดยการนำโคพันธุ์ที่มี ขนาดใหญ่มาผสมข้ามพันธุ์ ให้ได้โคลูกผสม มีขนาดใหญ่ และอัตราการเจริญเติบโต ดีกว่าเดิม เช่น โคบราห์มัน โคพันธุ์ตาก โคกำแพงแสน โคกบินทร์บุรีพันธุ์ชาโรเล่ส์ และพันธุ์แบรงกัส ทำให้โคพื้นเมืองมีแนวโน้ม ลดลง และโคลูกผสมเพิ่มขึ้น การผสมกับโค พันธุ์โคยุโรป หรือบราห์มันจะมีปัญหาคลอดยาก ดังนั้นต้องคัดเลือกแม่โคพื้นเมืองที่ ภาพที่ 5.2 แม่โคพื้นเมืองและลูกแรกคลอด ภาพที่ 5.3 พันธุ์บราห์มัน ก. แม่พันธุ์ ข. พ่อพันธุ์ ก ข
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 86 โครงสร้างดีมีโครงร่างใหญ่ อยากจะแนะนำให้ยกระดับโครงร่างโดยการผสมข้ามกับ พันธุ์บราห์มัน 2) พันธุ์บราห์มัน เป็นโคขนาดใหญ่ ลำตัวกว้าง ยาว และลึก ได้สัดส่วน หลังตรง ตะโหนกใหญ่ หูใหญ่ยาว จมูก ริมฝีปาก ขน ตา กีบเท้าและหนังเป็นสีดำ เหนียงที่คอและ หนังใต้ท้องหย่อนยาน โคนหางใหญ่ พู่หางสี ดำ สีจะมีสีขาวหรือ เทาอ่อน และแดงหรือ แดงเข้มถึงดำ (พันธุ์บราห์มันแดง) ได้รับรับอิทธิพลมาจากพันธุ์กีร์ แต่ที่นิยมเลี้ยงกัน มากคือสีขาวหรือเทา บราห์มันแดงมีราคาแพงสูงกว่าสีขาวมาก แต่ทั้งสองสีให้ผลผลิต ไม่ต่างกัน สีแดงดูสวยแต่เลี้ยงยากกว่า ตัวผู้และตัวเมียมีน้ำหนัก 800-1200 และ 500- 700 กิโลกรัม ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศร้อนของเมืองไทยได้ดี ทนทานต่อโรคและ แมลง และโตเร็ว ตอบสนองต่อการขุนได้ดีและเหมาะสำหรับเป็นโคพื้นฐานเพื่อผลิตโค เนื้อคุณภาพดี โดยการผสมข้ามกับโคพันธุ์ยุโรปจะให้ลักษณะที่ดีกว่า เช่น ผสมกับพันธุ์ ชาร์โรเล่ส์เพื่อผลิตโคขุน หรือผสมกับพันธุ์ซิมเมนทัลเพื่อผลิตโคกึ่งเนื้อกึ่งนม มีข้อเสีย คือ อัตราการผสมติดค่อนข้างต่ำ ให้ลูกตัวแรกช้าและห่าง 3) พันธุ์ฮินดูบราซิล เป็นโคที่มีเชื้อสายโคอินเดียเช่นเดียวกับโคบราห์มัน มีสี ตั้งแต่สีขาวจนถึงสีเทาเกือบดำ สีแดง แดงเรื่อๆ หรือแดงจุดขาว หน้าผากโหนกกว้าง ค่อนข้างยาว หูมีขนาดกว้างปานกลาง ห้อยยาวและปลายบิด หนอกมีขนาดใหญ่ ผิวหนังและเหนียงหย่อนยานมาก คล้ายกับพันธุ์บราห์มันแต่ส่วนหลังจะแคบกว่าและมี น้ำหนักมากกว่า เป็นโคขนาดสูงใหญ่ เพศผู้โตเต็มที่หนักประมาณ 900–1,200 กิโลกรัม และเพศเมีย 600–700 กิโลกรัม ทนร้อนและโรคและแมลง แต่มีข้อเสียคือ กระดูกใหญ่ ให้เนื้อน้อย สร้างกล้ามเนื้อช้าไม่เหมาะที่จะใช้เป็นโคเนื้อและโคขุน ภาพ 5.4 แม่พันธุ์บราห์มันแดง
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 87 5.1.2 โคเนื้อเมืองหนาวหรือพันธุ์ยุโรป มีการปรับปรุงจนเป็นพันธุ์แท้หลายสาย พันธุ์แต่พันธุ์ที่เป็นที่นิยมนำมาปรับปรุงพันธุ์ในประเทศไทย ได้แก่ 1) พันธุ์ชาร์โรเล่ส์ มีสีขาวครีมตลอดทั้งตัว รูปร่างมีลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขาสั้น ลำตัวกว้าง ยาว และลึก มีกล้ามเนื้อตลอดทั้งตัว นิสัยเชื่อง เป็นโคที่มีขนาดใหญ่ เพศผู้เมื่อโตเต็มที่หนักประมาณ 1,100 กิโลกรัม เพศเมีย 700-900 กิโลกรัม มีข้อดีคือ โตเร็ว ซากมีขนาดใหญ่ เนื้อนุ่ม มีไขมันแทรก เป็นที่ต้องการของตลาดเนื้อโคคุณภาพดี แม่โคให้น้ำนมดี เลี้ยงลูกเก่ง เหมาะที่จะนำมาผสมข้ามกับแม่โคพันธุ์อื่น เช่น บราห์มัน หรือลูกผสมบราห์มันเพื่อนำลูกมาเป็นโคขุน คุณภาพซากดี และสามารถปรับตัวเข้า สภาพแวดล้อมได้ดีแต่พันธุ์แท้หรือมีสายเลือดสูง ๆ ไม่ทนต่อสภาพอากาศร้อน ถึงวัย เจริญพันธุ์และเป็นสัดช้า สมรรถภาพระบบสืบพันธุ์ไม่ดีและคลอดลูกยาก และไม่ เหมาะที่จะใช้ผสมกับแม่โคขนาดเล็กหรือโคพื้นเมือง เนื่องจากลูกแรกคลอดมีขนาดใหญ่ ทำให้คลอดยาก 2) พันธุ์ซิมเมนทัล เป็นโคกึ่งเนื้อกึ่ง นม นิยมเลี้ยงกันในยุโรป ลำตัวมีสีน้ำตาลหรือ แดงเข้มไปจนถึงสีฟาง หรือเหลืองทอง และมี สีขาวกระจายแทรกทั่วไป หน้าขาว ท้องขาว และขาขาว เป็นโคขนาดใหญ่ โครงร่างเป็น สี่เหลี่ยม ลำตัวยาว ลึก บั้นท้ายใหญ่ ช่วงขา ภาพที่ 5.5 แม่ลูกโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ ภาพที่5.7 พันธุ์ซิมเมนทัล ที่มา : smartcowboy blogspot.com ภาพที่ 5.6 พ่อโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 88 สั้นและแข็งแรง ตัวผู้และตัวเมียโตเต็มที่ 1,100-1,300 และ 650-800 กิโลกรัม เจริญเติบโตเร็ว เลี้ยงลูกเก่ง ซากมีขนาดใหญ่ เนื้อคุณภาพดี เนื้อนุ่ม เนื้อสันมีไขมัน แทรก เป็นที่ต้องการของตลาด เหมาะที่จะนำมาผสมกับแม่โคบราห์มัน หรือลูกผสมบ ราห์มัน เพื่อนำมาเป็นโคขุน แต่พันธุ์แท้หรือมีสายเลือดสูงๆ จะไม่ทนต่ออากาศร้อน ไม่ ควรผสมกับแม่โคขนาดเล็กเพราะคลอดยาก และเนื้อมีสีแดงเข้มไม่น่ากินเท่ากับพันธุ์ ชาร์โรเล่ส์ 3) พันธุ์ลิมูซิน มีสีน้ำตาลแดงหรือสีทองแดงหรือเหลืองอ่อนทั้งตัว รอบจมูก ปาก ขอบตาและข้อขาทั้งสี่มีสีอ่อนกว่า ตัวผู้น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ 1000-1,300 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียหนักประมาณ 650-800 กิโลกรัม โตเร็ว ซากขนาดใหญ่ ลำตัวยาว มีเนื้อ สัน เนื้อแดงและกล้ามเนื้อสะโพกมาก คุณภาพซากปานกลาง เหมาะที่จะนำมาผสมกับ แม่โคบราห์มัน หรือลูกผสมบราห์มันเพื่อนำลูกมาเป็นโคขุน พันธุ์แท้หรือมีสายเลือด สูงๆ จะไม่ทนต่ออากาศร้อน และไม่เหมาะที่จะ ใช้ผสมกับแม่โคขนาดเล็กทำให้คลอดยาก ความสมบูรณ์พันธุ์ปานกลาง และเนื้อมีสีแดง เข้มเช่นเดียวกัน 4) พันธุ์เฮียฟอร์ด มีการเลี้ยงเป็น โคเนื้ออุตสาหกรรมในหลายประเทศ ลำตัว ใหญ่ เตี้ย สั้น หลังกว้าง เนื้อแน่นหนา มี เขายาวโค้ง ลำตัวมีสีแดง บริเวณหน้ามีสีขาว และมีสีขาวแผ่พาดไปตามแนวสันหลัง คอ ใต้คาง หน้าอกและใต้ท้อง ตัวผู้และตัวเมียโตเต็มที่น้ำหนัก 800-1,000 กิโลกรัม และ 650-850 กิโลกรัม มีนิสัยเชื่อง อารมณ์ดี หากินในทุ่งหญ้าได้ดี ความสมบูรณ์ พันธุ์ค่อนข้างดี ให้ลูกมากและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง ทนทานต่อ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ดี แต่คุณภาพเนื้อไม่ค่อยดี เกิดโรคเนื้องอกที่ตา และ มดลูกเคลื่อนได้ง่าย ขาหลังโค้ง เหนียงคอและหน้าอกใหญ่เกินไป ภาพที่5.8 พันธุ์เฮียฟอร์ด ที่มา : smartcowboy blogspot.com
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 89 5) พันธุ์แองกัส หรืออเบอร์ดีน แองกัส เป็นโคขนาดใหญ่ มีสองสีคือสีดำ และสีแดง (แองกัสแดง) แต่ส่วนใหญ่นิยมสี ดำ ปกติหนังและขนมีสีดำตลอดทั้งตัว ส่วนใหญ่ไม่มีเขา หัวเล็กและยาวปานกลาง หัวด้านบนและจมูกกว้าง ลำตัวยาวและลึก ขาค่อนข้างสั้นและกระดูกค่อนข้างเล็ก ตัวผู้ และตัวเมียที่โตเต็มที่มีน้ำหนัก 1,000-1,600 และ 700-900 กิโลกรัม มีนิสัยตื่นตัว ตลอดเวลา ผสมพันธุ์ได้เร็ว ให้นมดีและเลี้ยงลูกเก่ง มีไขมันแทรกในกล้ามเนื้อมาก เนื้อมี คุณภาพดียอดเยี่ยม สามารถผสมข้ามกับพันธุ์อื่นๆได้ดี แต่มีอัตราการเจริญเติบโตหลัง หย่านมไม่ค่อยดี ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ไม่ดี 6) พันธุ์ชอร์ทฮอร์น เป็นโคขนาดกลาง ที่มีถิ่นกำเนิดและได้รับการปรับปรุงพันธุ์ใน ประเทศอังกฤษ มีขนาดปานกลางตัวผู้และตัว เมียโตเต็มที่มีน้ำหนักประมาณ 1,000 และ 800 กิโลกรัม หน้าและคอสั้น ขนขยุกขยิก จมูกกว้าง รูปร่างเป็นสี่เหลียมผืนผ้า ลำตัวกว้างและลึก มีสี แดงขาวหรือสีแดงแกมขาวหรือขาวทั้งตัวหรือสี เปลือกข้าวโพด อาจมีสีขาวประปรายตามท้อง พู่หางขาว เขางอกคว่ำลงหน้าใบหู ตัว เมียให้นมดีมาก เลี้ยงลูกเก่งและโตเร็ว อารมณ์ดีและเชื่อง เนื้อมีคุณภาพดี กินอาหารได้ เร็ว เปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อได้ดีและเจริญเติบโตเร็ว ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี มีความสมบูรณ์พันธุ์ทุกสภาพแวดล้อม แต่เปอร์เซ็นต์ซากต่ำ ภาพที่5.10 แม่โคพันธุ์ชอร์ทฮอร์น ภาพที่5.9 แม่โคพันธุ์แองกัส
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 90 7) พันธุ์บลอนดากีแตน เป็นพันธุ์ โคที่ถูกสร้างขึ้นโดยการผสมพันธุ์ระหว่าง พันธุ์กาโฮเน่ กับพันธุ์แคกซี่ และโคพันธุ์บ ลอนด์ เด พีรานีซ์ จึงทำให้โคมีสีทองบลอนด์ ส่วนหน้าค่อนข้างใหญ่แบบโคงาน เป็นโค ขนาดใหญ่ ตัวผู้หนักประมาณ 1,200-1,500 กิโลกรัม ส่วนตัวเมียหนัก 850-1,100 กิโลกรัม จากการเก็บข้อมูลปรียบเทียบสมรรถภาพการเจริญเติบโตของโคเนื้อลูกผสม ระหว่างพันธุ์บราห์มัน (50%) และพันธุ์บลอนดากีแตน (50%) กับโคลูกผสมพันธุ์บราห์ มัน (50%) และพันธุ์ชาร์โรเล่ห์ (50%) ซึ่งปรากฏว่าไม่แตกต่างกัน จึงไม่ได้มีการ ขยายพันธุ์ต่อและเนื่องจากมีข้อจำกัดในส่วนของน้ำเชื้อด้วย นอกจากนั้นลูกผสมพันธุ์บ ลอนดากีแตน (50%) ยังมีความต้อการอาหารข้นที่ดีกว่าอีกด้วย 8) พันธุ์วากิว ปัจจุบันโควากิวมี สายพันธุ์หลักอยู่ 4 สายพันธุ์ คือ แจแปนนิซ แบลค (Japanese Black) แจแปนนิซบราวน์ ( Japanese Brown) แ จ แ ป น น ิ ซ โ พ ล (Japanese Polled) และ แจแปนนิซ ชอร์ต ฮอร์น (Japanese Shorthorn) ซึ่งกลุ่มโค สายพันธุ์เหล่านี้ มักจะมีสายเลือดของโค ยุโรปปะปนอยู่ด้วย เนื้อโคโกเบ (Kobe Beef) ซึ่งเป็นเนื้อโควากิว ที่มีชื่อเสียงในเรื่อง ของลักษณะไขมันแทรก ซึ่งเพิ่มรสชาติ และความน่ากิน เนื้อมีลักษณะนุ่ม ฉ่ำน้ำ ด้วย ลักษณะเหล่านี้ทำให้เนื้อโกเบมีราคาสูง การที่เนื้อโกเบมีลักษณะความน่ากินสูง เนื่องจากพันธุกรรมและอาหาร ประเทศญี่ปุ่นเกษตรกรใช้เบียร์และเหล้าสาเกเลี้ยงโค โกเบ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสูง นอกจากนี้เบียร์และเหล้าสาเกทำให้โคซึมเพราะ แอลกอฮอล์ โคขุนสงบ ไม่เครียด ขบวนการเผาผลาญในร่างกายเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เนื้อโคโกเบมีคอเลสเตอรอลต่ำ เพราะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวพวก ภาพที่5.11 พันธุ์บลอนดากีแตน ที่มา : smartcowboy blogspot.com ภาพที่5.12 พันธุ์เดร้าท์มาสเตอร์ ที่มา : smartcowboy blogspot.com
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 91 omega-3 และ 6 มากกว่าโคทั่วไป และมีระดับของไขมันแทรกสูงด้วย ทำให้คุณภาพ เนื้อที่ได้อยู่ในเกรดยอดเยี่ยม (Prime) 5.1.3 พันธุ์ลูกผสม โคพันธุ์ลูกผสมมีจำนวนมากทั้งที่ได้จดทะเบียนเป็นพันธุ์แท้ และไม่ได้จด สำหรับพันธุ์ที่เป็นที่นิยม และนำเข้ามาเลี้ยงหรือเลี้ยงในประเทศไทย ได้แก่ 1) พันธุ์เดร้าท์มาสเตอร์ ได้ปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ทนร้อน เติบโตได้ดีและมีคุณภาพเนื้อที่ดี มี สายเลือดพันธุ์บราห์มัน 37.5-50 % พันธุ์ชอร์ทฮอร์น 42.5-50 % และพันธุ์เฮียร์ฟอร์ดอยู่เล็กน้อย มีสี แดง มีทั้งมีเขาและไม่มีเขา มีตระ โหนกเล็กน้อยตรงหัวไหล่ มีเหนียงหย่อนเล็กน้อย ลำตัวลึกเรียบ ตัวผู้น้ำหนัก 800- 1,000 กิโลกรัม เพศเมีย 550-1,000 กิโลกรัม ทนแล้งและอากาศร้อนชื้น ทนโรคเห็บ โตเร็ว เปอร์เซ็นต์ซากและคุณภาพซากดี พันธุ์แท้หรือมีสายเลือดสูงๆ ต้องมีการจัดการ และให้อาหารคุณภาพ เนื้อมีสีเข้มอาจไม่น่ากินเท่ากับพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 2) พันธุ์แบรงกัส เป็นโคที่มีขนาดกลาง มีสีดำตลอดทั้งตัว เป็นโคลูกผสม ระหว่างพันธุ์อเมริกันบราห์มัน 37.5 % และพันธุ์แองกัส 62.5 % โดยใช้บราห์มันที่มีสี เทาอ่อนเจริญเติบโตได้เร็วและทนร้อนได้ดี แม่โคเลี้ยงลูกเก่ง คอสั้นและเหนียงคอใหญ่ มีความสมบูรณ์พันธุ์สูง คุณภาพซากดี ตัวผู้น้ำหนัก 800-900 กิโลกรัม เพศเมีย 450- ภาพที่ 5.14 พันธุ์ไทยแบล็ค (Thaiblack) ภาพที่5.15 พ่อพันธุ์ไทยแบล็ค (Thaiblack) ภาพที่5.13 พันธุ์เดร้าท์มาสเตอร์ ที่มา : smartcowboy blogspot.com
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 92 500 กิโลกรัม กรมปศุสัตว์นำมาปรับปรุงพันธุ์โคพื้นเมืองไทยโดยสร้างเป็นพันธุ์ไทย แบล็ค (Thaiblack) 3) พันธุ์ชาร์เบรย์ เป็นโคขนาดใหญ่ เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์บราห์มัน 37.5 % กับชาร์โรเลส์ 62.5 % มีสีขาวเงินจนถึงสีครีม แดงอ่อน มีเขา แต่ไม่มีตะโหนก ลำ ตัวหนายาวและลึกกว่าพันธุ์ชาร์โรเลส์ ลักษณะและระดับสายเลือดเปรียบเทียบได้กับโค พันธุ์ตากของประเทศไทย โคตัวผู้ที่โตเต็มที่มีน้ำหนักประมาณ 1,350 กิโลกรัม ส่วนตัว เมียมีน้ำหนักประมาณ 700-800 กิโลกรัม 4) พันธุ์ซิมบราห์ เป็นโคขนาดใหญ่ โตเร็ว ลำตัวมีสีแดงและมีสีขาวที่บริเวณ หน้า เป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ซิมเมนทัล และพันธุ์บราห์มัน ซิมบราห์พันธุ์แท้ต้องมี ระดับสายเลือดโคพันธุ์บราห์มัน 37.5 % และ พันธุ์ซิมเมนทัล 62.5 % 5) พันธุ์บีฟมาสเตอร์ เป็นโคสาม สายพันธุ์คือ มีสายเลือดพันธุ์บราห์มัน 50% โคพันธุ์เฮียร์ฟอร์ด 25% และโคนมพันธุ์ชอร์ ทฮอน 25% จากแนวคิดการพัฒนาพันธุ์6 ประการ ได้แก่ 1.อารมณ์ 2. ความสมบูรณ์ พันธุ์3. น้ำหนัก 4. โครงสร้าง 5. ความแข็งแกร่ง และ 6. การให้นม โดยไม่ให้ความสำคัญกับ ลักษณะที่ไม่มีผลต่อคุณภาพซาก เช่น การมี เขา-ไม่มีเขา หรือสี เป็นต้น พันธุ์บีฟมาสเตอร์ เป็น "สายพันธุ์แห่งกำไร" เป็นโคที่มีขนาด รูปร่างใหญ่ มีสีตั้งแต่น้ำตาลอ่อนไปจนถึงเข้ม มี ลักษณะรูปร่างความเป็นโคเนื้อและกล้ามเนื้อ ชัดเจน ลำตัวมีความลึกและยาวได้สัดส่วน อัตราการเจริญเติบโตดี ความสมบูรณ์พันธุ์สูง เลี้ยงดูง่าย ปรับตัวให้เข้ากับ สภาพแวดล้อมได้ดี เลี้ยงลูกเก่ง เพศผู้โตเต็มที่น้ำหนักมากกว่า 1,200 กิโลกรัม และเพศ เมียโตเต็มที่หนัก 800 กิโลกรัม มีความน่าเชื่อถือในประสิทธิภาพในการขุน ฌ. โคพันธุ์บีพมาสเตอร์ ภาพที่5.17 พันธุ์บีฟมาสเตอร์ ภาพที่ 5.16 พันธุ์ชาร์เบรย์)
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 93 6) โคพันธุ์ตาก เป็นโคลูกผสม มีระดับสายเลือดพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 62.5 % และ พันธุ์บราห์มัน 37.5 % มีสีน้ำตาล อ่อนคล้ายสีทอง คล้ายโคพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ เป็นโคขนาดกลาง ตัวผู้โตเต็มที่น้ำหนัก ประมาณ 900-1,000 กิโลกรัม ส่วนตีว เมีย น้ำหนัก 600-700 กิโลกรัม โตเร็ว กว่าพันธุ์บราห์มันดังตารางที่ 5.1 เนื้อนุ่ม เนื้อสันมีไขมันแทรก ซากมีขนาดใหญ่ เนื้อ คุณภาพดีได้ เลี้ยงง่าย หากินเก่ง ไม่เลือกกินหญ้า ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดี พอสมควร เหมาะที่จะนำมาผสมกับแม่โคพื้นเมือง โคบราห์มันและลูกผสมบราห์มันเพื่อ นำลูกมาเลี้ยงเป็นโคขุนได้ แม่พันธุ์ผสมพันธุ์ได้เร็วโดยสามารถผสมพันธุ์เมื่อแม่โคอายุ 14 เดือน น้ำหนักมากกว่า 280 กิโลกรัม แต่เนื่องจากระดับสายเลือดพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ ค่อนขางสูงต้องดูแลเอาใจใส่พอสมควร 7) โคพันธุ์กำแพงแสน เป็นโคลูกผสมสามสายเลือด คือพันธุ์พื้นเมือง 25 % พันธุ์บราห์มัน 25% และพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 50% เพศผู้โตเต็มที่น้ำหนักประมาณ 800- 1,000 กิโลกรัม เพศเมีย 500-600 กิโลกรัม มีลักษณะและคุณสมบัติต่างๆคล้ายกับ โคพันธุ์ตาก คือมีสีขาว ขาวครีมถึงสีเหลืองอ่อน เหนียงและหนังหุ้มลึงค์หย่อนยาน เล็กน้อย สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างดี ตารางที่ 5.1 การเปรียบเทียบสมรรถภาพของโคพันธุ์บราห์มันและพันธุ์ตาก คุณลักษณะ พันธุ์บราห์มัน พันธุ์ตาก น ้ำหนักแรกเกิด (กิโลกรัม) 25.40 32.38 น ้ำหนักหย่ำนม 200 วัน 150.70 194.75 อัตรำกำรเจริญเติบโตก่อนหย่ำนม (กรัม/วัน) 611.40 812 กำรเจริญเติบโตโคเพศเมีย(หย่ำนม-280กก.(กรัม/วัน) 450.40 507.90 โคเพศเมียพร้อมผสมพันธุ์ที่น ้ำหนัก 280 กก. (วัน) 580 484 กำรเติบโตโคขุน (กรัม/วัน) 900 1,250 ที่มา : กรมปศุสัตว์ (มปพ) ภาพที่ 5.18 พันธุ์บีฟมาสเตอร์
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 94 8) โคพันธุ์กบินทร์บุรีเป็นโคลูกผสมพันธุ์ซิมเมนทัล 50 % กับพันธุ์บราห์มัน 50% เป็นโคกึ่งเนื้อกึ่งนม ใช้ลูกโคเพศผู้เป็นโคขุนและตัวเมียใช้เป็นโคนม มีสีแดงคล้าย โคพันธุ์ซิมเมนทัล เป็นโคขนาดกลาง เพศผู้โตเต็มที่น้ำหนักประมาณ 900-1,000 กิโลกรัม และเพศเมีย 600-700 กิโลกรัม หากเลี้ยงแบบโคเนื้อมีการเติบโตเร็ว ซากมี ขนาดใหญ่ คุณภาพดี ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีเหมาะที่จะนำมาผสมกับพันธุ์ พื้นเมือง พันธุ์บราห์มัน และลูกผสมบราห์มันเพื่อนำลูกเพศผู้มาเลี้ยงเป็นโคขุน แต่การ เลี้ยงต้องดูแลเอาใจใส่พอสมควร และเนื้อมีสีแดงเข้มตลาดเนื้อโคคุณภาพดีไม่ต้องการ 9) โคพันธุ์ไทยวากิวโคพันธุ์ไทยวากิว หรือ “ไทยแบล็ก-วากิว” เกิดจากการนำแม่ พันธุ์พื้นเมืองไทยผสมกับพันธุ์แองกัส เพราะเป็นพันธุ์ที่โตเร็ว เนื้อมีคุณภาพดี นุ่มมีไขมัน แทรก และเป็นพันธุ์โคขุนชั้นเยี่ยมได้รับการยอมรับในระดับโลก ที่สำคัญตัวเป็นสีดำ เหมือนวัววากิวญี่ปุ่น คัดแม่พื้นเมือง-แองกัสที่มีไขมันแทรกสูง โดยใช้วิธีตรวจสอบไขมัน ด้วยอัลตราซาวนด์ และตรวจ DNA มาเป็นแม่พันธุ์เพื่อผสมกับวัววากิว 2 ครั้ง ได้เป็น พันธุ์ไทยแบล็ก-วากิว ที่มีสายเลือดพันธุ์วากิว 75% แองกัส 12.5% พื้นเมืองไทย 12.5% 5.2 การปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ สมรรถภาพการเจริญเติบโตของพันธุ์โคกับการปรับปรุงพันธุ์มีความสำคัญ อย่างมาก และมีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงต่อการให้ผลผลิตของโค ดังนั้นจึงต้องระวัง ไม่ให้เกิดปัญหาที่มีผลกระทบ ความสามารถที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับพันธุ์หรือพันธุกรรม การปรับปรุงพันธุ์อย่างมีแบบแผนสามารถช่วยยกระดับความสามารถในการให้ผลผลิต ได้ ดังนั้นในการจะเลือกเลี้ยงโคพันธุ์ใด โคนั้นต้องมีความสามารถในการให้ผลผลิตสูง และเลี้ยงง่าย ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีทั้งนี้เนื่องจากสมรรถภาพการ เจริญเติบโตดีสำหรับในปัจจุบันพันธุ์ที่น่าสนใจมากก็คือ พันธุ์กำแพงแสน ลูกผสมชาร์ โรเล่ห์ บีฟมาสเตอร์และ พันธุ์บราห์มัน เป็นต้น การปรับปรุงพันธุ์มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้โคเนื้อที่มีลักษณะดีเด่นในทุกๆด้านใน รุ่นลูกหลาน โดยเฉพาะคุณภาพซาก การให้ผลผลิต การเจริญเติบโต สำหรับใน แนวทางปฏิบัติคือ การคัดเลือกโคที่มีลักษณะดีเด่นไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ การคัดทิ้งโค
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 95 ลักษณะเลวออกจากฝูง และการเพิ่มระดับสายเลือดของโคโดยการผสมข้ามพันธุ์กับสัตว์ พันธุ์ดี หรือการจัดระบบการผสมพันธุ์ของโคในฝูง ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการคัดเลือก ลักษณะที่ดี ดังนั้นในการปรับปรุงพันธุ์จึงทำได้ 2 วิธี คือ 5.2.1. การคัดเลือกและการคัดทิ้ง กระบวนการคัดเลือกเกิดขึ้นได้ทั้งโดย ธรรมชาติและมนุษย์ก็ได้ เพราะโค กระบือที่อ่อนแอจะถูกทำลายหรือตายตั้งแต่อยู่ใน ท้องหรือหลังคลอด ซึ่งเป็นคัดเลือกโดยธรรมชาติ ส่วนตัวที่มีชีวิตรอดจนโตเต็มวัยถูก คัดเลือกต่อโดยมนุษย์ และมีโอกาสได้ผสมพันธุ์และการขยายพันธุ์ สำหรับการคัดเลือก โดยมนุษย์เป็นการคัดเลือกโคที่มีลักษณะดีเด่นและต้องการให้แพร่ขยายพันธุ์ต่อไปยังรุ่น ลูก ส่วนโคตัวอื่นที่ลักษณะไม่ดีไม่ต้องการให้ขยายพันธุ์ก็คัดทิ้งไปทำเป็นโคขุนต่อไป การคัดเลือกทำได้โดยการคัดเลือกหาสายพันธุ์หรือสายเลือดที่เหมาะสมและการ คัดเลือกเพื่อหาตัวที่เด่นที่สุดในฝูงเพื่อนำไปขยายพันธุ์สำหรับการคัดเลือกโดยมนุษย์จะ พิจารณาจากลักษณะทางเศรษฐกิจประกอบการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อ เช่น 1) ลักษณะทางการสืบพันธุ์ ได้แก่ อัตราการผสมติด อัตราการตกลูก อัตราการหย่านม ช่วงห่างของการให้ลูก อายุให้ลูกตัวแรก ระยะเวลาในการอุ้มท้อง และขนาดของลูกอัณฑะ 2) การเติบโตก่อนหย่านม ได้แก่ น้ำหนักแรกเกิด น้ำหนักหย่านม และ อัตราการเจริญเติบโต 3) ความสามารถในการเลี้ยงดูลูกและการให้นมของแม่ และการเติบโตหลัง หย่านมของลูก 4) การกินอาหารและประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหาร 5) ลักษณะรูปร่างภายนอก หรือคะแนนร่างกาย 6) น้ำหนักส่งตลาด และซากและคุณภาพซาก 7) อายุและขนาดเมื่อโตเต็มวัย 8) ความต้านทานต่อสภาพแวดล้อมและโรคพยาธิ และการปรับตัวให้เข้า กับสภาพอากาศ
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 96 ลักษณะโคเนื้อที่ดีต้องมีลักษณะการให้เนื้อที่เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สูง สังเกตจากลักษณะดังต่อไปนี้คือ ลำตัวกว้าง ยาว ลึก ทึบแน่นเนื้อเต็ม หลังแบน กว้างตรงขนานกับเส้นล่างของลำตัว ท้องกว้าง หน้าอกเต็ม คอสั้นหนา ทรงต่ำหรือขา สั้น แนวพื้นท้องตรง สะดือไม่หย่อนยาน ผิวหนังบางนุ่มและตึงเล็กน้อย ขนสั้นนุ่ม และแน่น เต้านมครบทั้ง 4 เต้า ไม่ใหญ่หรือเล็กและไม่บอด มีไขมันแทรก โครงสร้าง ของร่างกายแข็งแรง มีกระดูกปานกลางไม่โผล่โปนออกมา ขาหลังได้สมดุลดี ข้อเท้าสั้น และแข็งแรง ลักษณะโดยรวมมองดูเป็นรูปสี่เหลี่ยม ผืนผ้าที่มีปริมาตรมากและดู สัดส่วนภายนอกมีความกลมกลืน 5.2.2. การใช้แผนการผสมพันธุ์ เป็นการจับคู่โค กระบือที่ผ่านกระบวนการ คัดเลือกพันธุ์มาแล้วให้ได้ผสมพันธุ์กัน ทำให้พันธุกรรมที่ดีของพ่อแม่ได้มารวมกันและ แสดงออกในรุ่นลูก ทำให้รุ่นลูกมีความสามารถในการให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นหรือมีลักษณะดี เหนือกว่าพ่อแม่ สำหรับแผนการผสมพันธุ์โคมี 2 ระบบคือ การผสมพันธุ์โคที่มี พันธุกรรมเหมือนกัน หรือการผสมในเครือญาติหรือระหว่างญาติ และการผสมพันธุ์ ระหว่างโคที่มีพันธุกรรมแตกต่างกันหรือการผสมข้าม (outbreeding) ระบบการผสม พันธุ์มีจุดประสงค์ของการผสมพันธุ์ในโคเนื้อคือเพื่อผลิตพันธุ์แท้ และการผลิตลูกผสม เพื่อขุน 1) การผสมพันธุ์ในเครือญาติมี 2 แบบ ก. การผสมพันธุ์ในสายสัมพันธ์หรือแบบเลือดชิด เป็นการผสมพันธุ์ ระหว่างพ่อ แม่ และลูก เพื่อให้รักษาลักษณะดีเด่นของพันธุ์แท้ให้อยู่ในฝูง และมีความ สม่ำเสมอในการถ่ายทอด แต่มีข้อเสียคือมีโอกาสเกิดลักษณะเสื่อมและตายสูง เนื่องจากมีการเข้าคู่กันของยีนผิดปกติ ข. การผสมแบบในสายเลือดหรือสายตระกูล เป็นวิธีการผสมเพื่อ หลีกเลี่ยงการเกิดเลือดชิด โดยให้มีความใกล้ชิดกับบรรพบุรุษตัวใดตัวหนึ่งที่มีลักษณะ ดีเด่นเป็นพิเศษ และมักจะเป็นเพศผู้เพราะสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกได้เร็วกว่า เนื่องจากมีโอกาสได้ผสมพันธุ์มากกว่า 2) การผสมข้าม มีวิธี 2 วิธี ดังนี้
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 97 ก. การผสมนอกสายสัมพันธ์ หรือการผสมข้ามภายในพันธุ์ เป็น การผสมพันธุ์โดยใช้กับโคพันธ์เดียวกันแต่ไม่เป็นญาติกัน จุดประสงค์เพื่อผลิตพันธุ์แท้ที่ ดีที่สุด ในทางปฏิบัติจะเลือกโคพ่อพันธุ์ที่ดีที่สุดมาคุมฝูงแม่โคที่ไม่มีความสัมพันธ์ทาง เครือญาติ ข. การผสมข้ามพันธุ์หรือการผสมพันธุ์เพื่อยกระดับสายเลือด เป็น วิธีการผสมพันธุ์ต่างสายพันธุ์ เพื่อให้ได้พันธุ์ลูกผสมที่มีลักษณะดีเด่นเหนือพ่อแม่ สามารถใช้ได้กับโคตั้งแต่ 2 พันธุ์ขึ้นไป เช่น การผสมพันธุ์เพื่อยกระดับสายเลือดของโค พื้นเมือง 5.2.3 การผสมแบบต่อยอดหรือเพิ่มระดับสายเลือด เป็นการผสมเพื่อเพิ่ม ระดับสายเลือดของโคลูกผสมที่มีอยู่ให้มีระดับสายเลือดใกล้เคียงกับพันธุ์แท้ให้มากที่สุด โดยการใช้พ่อสายพันธุ์เดิมผสมในรุ่นลูกสาว โดยไม่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดหรือ เครือญาติ และลูกตัวผู้ให้นำไปขุน 5.3 การจัดการการสืบพันธุ์โคเนื้อ โคเนื้อในแต่ละช่วงวัยจะมีการปฏิบัติการหรือจัดการต่อตัวสัตว์แตกต่างกัน ออกไป ระบบสืบพันธุ์เป็นอีกระบบหนึ่งของร่างกายที่สำคัญที่ซับซ้อนในสิ่งมีชีวิตชั้นสูง จะเริมมีการพัฒนาตั้งแต่หลังการปฏิสนธิ แต่จะมาสมบูรณ์เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์หรือวัย หนุ่มสาว เมื่อโคสมบูรณ์พันธุ์จึงเกิดกระบวนการสืบพันธุ์ที่มีความสลับซับซ้อนเนื่องจาก ระบบสืบพันธุ์มีความเกี่ยวข้องกับระบบอื่นๆของร่างกายอีกมากมายโดยเฉพาะที่ เกี่ยวกับฮอร์โมน กระบวนการสืบพันธุ์ของโคมีขั้นตอนที่สำคัญเริ่มตั้งแต่การเป็นหนุ่ม สาว การผลิตของเซลล์สืบพันธุ์ การเป็นสัด การตกไข่ การผสมพันธุ์ การปฏิสนธิ การพัฒนาของตัวอ่อนและการตั้งท้อง และการคลอด ขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าวจะถูก ควบคุมโดยระบบฮอร์โมนและระบบประสาท ขบวนการเมตาโบลิซึมของอาหารใน ร่างกายและระบบสนับสนุนอื่นๆ นอกจากนั้นอาจจะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก ร่วมด้วย เช่น สภาพแวดล้อมได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้นของอากาศ แสงแดด กระแสลม โรงเรือน การจัดการดูแลเลี้ยงดู ความสมบูรณ์ของอาหาร การจัดการด้านสุขภาพ และ
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 98 การจัดการเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ ขั้นตอนที่เกี่ยวข้องและมีความสำคัญกับกระบวนการ สืบพันธุ์และสมรรถภาพของระบบสืบพันธุ์ 5.3.1 การเป็นหนุ่มสาว การเป็นหนุ่มสาวช่วงเวลาที่ระบบสืบพันธุ์จะเริ่ม ทำงาน ในตัวเมียจะเริ่มการสร้างไข่ และแสดงอาการเป็นสัดครั้งแรก และเกิดการตกไข่ ในที่สุด จะเกิดเป็นลักษณะของวงรอบการเป็นสัด ส่วนในตัวผู้มีการผลิตอสุจิขึ้นปีนทับ ตัวเมียและหลั่งน้ำเชื้อของตัวผู้เป็นการบอกถึงความพร้อมของการทำหน้าที่ของรังไข่ และอัณฑะของโคตัวผู้และตัวเมีย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเจริญเติบโตที่เป็นไปตามวัย และถูก ควบคุมโดยฮอร์โมนจากไฮโปธาลามัสและต่อมใต้สมองส่วนหน้า สำหรับอายุการเป็น หนุ่มสาวมีความแตกต่างกันไปตามพันธุ์ ชนิดสัตว์และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสภาพ ภูมิอากาศและอาหารที่ได้รับ การทำหน้าที่ของระบบสืบพันธุ์ถูกควบคุมโดยพันธุกรรม และสภาพแวดล้อมด้วย ปกติอายุการเป็นหนุ่มสาวในตัวโคผู้เฉลี่ยประมาณ 8 เดือน ส่วนในโคตัวเมียเฉลี่ยประมาณ 12 เดือน โคที่มีขนาดใหญ่จะเป็นสัดช้ากว่าโคที่เป็น พันธุ์ขนาดเล็ก มีน้ำหนักระหว่าง 300-355 กิโลกรัม การผสมพันธุ์จะดำเนินการหลัง เข้าสู่วัยหนุ่มสาวและสมบูรณ์พันธุ์ ดังนั้นในโคสาวทดแทนจะผสมพันธุ์ได้ต้องคำนึงถึง ทั้งอายุและน้ำหนัก โดยทั่วไปต้องอายุมากว่า 15 เดือน และมีน้ำหนักคิดเป็น 65% ของน้ำหนักตัวเมื่อโตเต็มที่สำหรับปัจจัยภายนอกที่มีผลต่ออายุการเป็นหนุ่มสาวมีดังนี้ ก. อาหาร การให้อาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและมากเพียงพอจะ ช่วยให้ได้เจริญเติบโตดีและเป็นหนุ่มสาวเร็วขึ้น ดังนั้นในช่วงอายุประมาณ 8 เดือน สามารถกระตุ้นให้โคเป็นหนุ่มสาวได้โดยการเพิ่มอาหารทั้งปริมาณและคุณภาพ ในทางกลับกันถ้าโคขาดสารอาหารหรือการขาดแร่ธาตุและวิตามินที่สำคัญก็จะทำให้ การเจริญเติบโตชะงักและเป็นหนุ่มสาวช้ากว่ากำหนด ข. พันธุ์และการผสมพันธุ์แบบเลือดชิด โคสายพันธุ์ยุโรปมีอายุเมื่อถึง วัยเจริญพันธุ์ที่เร็วกว่าโคสายพันธุ์อินเดีย ในโคยุโรปมีอายุเข้าสู่วัยหนุ่มสาวช่วงระหว่าง 11-15 เดือน การผสมพันธุ์แบบเลือดชิดอาจทำให้โคอ่อนแอ โตช้าและส่งผลให้การ เป็นหนุ่มสาวล่าช้าออกไปและมีผลต่อความสมบูรณ์พันธุ์
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 99 ค. การจัดการเลี้ยงดูและโรงเรือน การจัดระบบสภาพแวดล้อมไม่ เหมาะสม มีปัญหาเรื่องสุขภาพ โดยมีผลต่อความเครียดของสัตว์รบกวนการสร้าง และสมดุลยของฮอร์โมนเพศรวมถึงฮอร์โมนอื่นที่เกี่ยวข้องและการทำงานของระบบ ประสาท ส่งผลต่อการเป็นหนุ่มสาวเช่นกัน 5.3.2 การเป็นสัดและวงรอบการเป็นสัด เมื่อโคเป็นหนุ่มสาวระบบสืบพันธุ์ ของตัวเมียจะเริ่มทำงาน ที่รังไข่จะมีขบวนการสร้างเซลล์ไข่เป็นวงรอบอย่างต่อเนื่อง สัมพันธ์กับการแสดงพฤติกรรมการเป็นสัดจึงเกิดเป็นวงรอบการเป็นสัดในตัวเมีย อยู่ ในช่วงระหว่าง 18–24 วัน มีระยะเวลาที่แสดงอาการเป็นสัด อยู่ในช่วงระหว่าง 15–18 ชั่วโมง มีระยะเวลาที่เกิดการตกไข่อยู่ในช่วงระหว่าง 10–11 ชั่วโมง หลังหมดสัด และมี ระยะเวลาในการผสมเทียมอยู่ในช่วงระหว่าง 12–18 ชั่วโมง หลังเป็นสัด ระยะที่ โคเป็น สัดอาการเป็นสัด (estrus) เป็นระยะที่มีการผลิตฮอร์โมนเพศเมีย (ฮอร์โมนเอสโตรเจน) สูงสุด ทำให้โคเพศเมียแสดงพฤติกรรมยอมรับการสืบพันธุ์คือ เมื่อโคเพศเมียเป็นสัด เต็มที่ จะยืนนิ่ง ยอมให้ตัวอื่นขึ้นทับ มีเมือกที่มีลักษณะใสไหลจากช่องคลอด อวัยวะ เพศบวมแดง 5.4 การผสมพันธุ์และการจัดการการผสมพันธุ์ 5.4.1 การผสมพันธุ์ การผสมพันธุ์การทำให้น้ำเชื้ออสุจิเข้าไปในท่อระบบ สืบพันธุ์และเกิดการปฏิสนธิกันภายหลังของโคเพศเมีย การผสมพันธุ์จะมี 2 วิธีคือการ ผสมแบบธรรมชาติโดยใช้พ่อพันธุ์และการผสมเทียม การผสมเทียมเป็นการใช้ฉีด น้ำเชื้ออสุจิผ่านทางช่องคลอดและคอมดลูก ซึ่งเป็นที่นิยมเพราะสะดวก ประหยัด และ รวดเร็ว สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการผสมพันธุ์นับได้ว่ามีความสำคัญอย่าง ยิ่งต่อการตั้งท้องในกรณีผสมเทียมหรือจูงผสมพันธุ์ ควรจะผสมพันธุ์ในช่วงประมาณ 18-24 ชั่วโมง หรือเฉลี่ย 16 ชั่วโมง หลังจากที่เป็นสัดเต็มที่หรือยืนนิ่ง หากผสมที่ระยะ 0-6 ชั่วโมง เป็นช่วงระยะเวลาที่เร็วเกินไป และระยะ 12-18 ชั่วโมง หลังเป็นสัดเต็มที่ เป็นระยะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการผสมพันธุ์แต่ระยะเวลามากกว่า 24 ชั่วโมง เป็น ระยะที่ไม่เหมาะสมเนื่องจากช้าเกินไป สำหรับการผสมพันธุ์ด้วยวิธีผสมพันธุ์โดยใช้พ่อ
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 100 พันธุ์ระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุด คือ 3-18 ชั่วโมง หลังเป็นสัดเต็มที่การใช้พ่อพันธุ์คุมฝูง พ่อพันธุ์สามารถตรวจสอบเวลาที่เหมาะสมเองได้ นอกจากนั้นอาจจะใช้วิธีการผสม พันธุ์ภายนอกตัวโคก็ได้ เรียกว่าการปฏิสนธินอกร่างกายหรือผสมในหลอดแก้ว ซึ่ง ค่าใช้จ่ายสูงอัตราการตั้งท้องต่ำกว่า และต้องใช้คู่กับเทคนิคการเหนี่ยวนำการเป็นสัด และการใช้ย้ายฝากตัวอ่อน ซึ่งมีความซับซ้อนมาก 5.4.2 การผสมพันธุ์ครั้งแรก สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการผสมพันธุ์เพศเมียครั้ง แรก คือ ขนาดของตัวสัตว์ เพราะมีผลต่อปัญหาการคลอดยาก เป็นปัญหาสำคัญในโค เพศเมียที่ตัวเล็กกว่าปกติ อย่างไรก็ตามทั้งขนาดและอายุไม่มีผลต่ออัตราการผสมติดถ้า การจัดการที่ดีพอ ดังนั้นการจัดการที่ดีควรจะทำให้สัตว์มีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมเมื่อมี อายุพร้อมที่จะผสมครั้งแรก โดยปกติควรมีน้ำหนักตัวเมื่อผสมพันธุ์ครั้งแรกเฉลี่ยตอน อายุ 15 เดือน เพื่อที่จะคลอดลูกตอนอายุ 24 เดือน วัวสาวที่ให้ลูกตอนอายุมากกว่า จนถึง 36 เดือนจะผลิตนมมากกว่าเล็กน้อยในการให้นมครั้งแรกหรือครั้งที่สอง แต่วัว สาวที่ให้ลูกตอนอายุ 24 เดือนมักมีอายุการให้ผลผลิตนานกว่าพวกที่ให้ลูกช้ากว่า การผสมพันธุ์ในโคเนื้อมี 2 วิธีคือ การผสมแบบธรรมชาติและการผสมเทียม ซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ในทางปฏิบัติปกติจะเลือกใช้ทั้งสองแบบ โดยจะเลือกใช้ วิธีการผสมเทียมก่อนถ้าไม่ได้ผลจึงจะใช้วิธีการผสมจริงหรือใช้พ่อพันธุ์เป็นผู้ผสม ซึ่งจะ ใช้วิธีการจูงผสมพันธุ์หรือการให้พ่อพันธุ์คุมฝูงก็ได้ ความสำเร็จในการผสมพันธุ์จะขึ้นอยู่ กับความสมบูรณ์พันธุ์ของแม่โคและความสมบูรณ์ของน้ำเชื้อ และความแม่นยำในการ ตรวจเช็คการเป็นสัด โดยถ้าสังเกตเห็นโคเป็นสัดในตอนเช้าก็จะผสมในตอนเย็นและ ถ้าสังเกตเห็นในตอนเย็นก็จะผสมในตอนเช้า เพื่อให้อสุจิเข้าไปรอเตรียมพร้อมที่ปีก มดลูกก่อนที่ไข่จะตกลงมาจากรังไข่ ซึ่งอสุจิมีชีวิตอยู่ได้12-24 ชั่วโมง ยาวนานกว่าไข่ที่ ตกลงมาแล้วมีชีวิตอยู่ได้ 4-10 ชั่วโมง เท่านั้น ควรหลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์ในฤดูร้อน เนื่องจากมีอัตราการผสมติดต่ำกว่าในฤดูอื่น การเป็นสัดของโคจะพบมากในตอนเช้าตรู่ ตอนเย็นและตอนกลางคืนมากกว่าตอนกลางวัน
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 101 1) การผสมพันธุ์แบบธรรมชาติ โดยใช้พ่อพันธุ์ผสมกับแม่พันธุ์มี2 แบบ คือ ก. การผสมแบบจูงผสมพันธุ์โดยจะเลี้ยงพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ แยกกัน ถ้าหากมีตัวเมียเป็นสัดพร้อมที่จะผสมพันธุ์ก็นำพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์มาผสม วิธี นี้เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงโคจำนวนไม่มากนัก โดยทั่วไปผสมพันธุ์ได้เฉลี่ยไม่ เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ถ้ามีอายุมากกว่า 4 ปีและมีสุขภาพสมบูรณ์เลี้ยงดูอย่างดี สามารถใช้ผสมพันธุ์ได้ทุกวัน โดยใช้เวลาในการผสมประมาณ 1-2 นาที ข. การผสมแบบปล่อยคุมฝูงในแปลงหญ้า เป็นวิธีที่สะดวกโดย ปล่อยพ่อพันธุ์รวมอยู่กับฝูง เมื่อเจอแม่พันธุ์ที่เป็นสัดพร้อมที่จะผสมพันธุ์พ่อพันธุ์ก็จะ ทำการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ โดยที่ผู้เลี้ยงไม่จำเป็นต้องคอยตรวจหาช่วงเวลาที่ เหมาะสมสำหรับการผสมพันธุ์เพราะโดยธรรมชาติสัตว์จะทราบถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับการผสมพันธุ์กันเองดีที่สุด โดยทั่วไปใช้อัตราส่วนดังนี้คือ พ่อพันธุ์ที่สมบูรณ์อายุ 2-8 ปีใช้คุมฝูงแม่พันธุ์ได้20-50 แม่ นิยมใช้คุมฝูง 20-30 แม่ โดยใช้คุมฝูงครั้งละไม่ เกิน 60 วัน หรือถ้าเปลี่ยนได้ทุก 3 สัปดาห์จะดีมากเพราะช่วยให้มีความกระตือรือร้นใน การจับสัดและผสมพันธุ์ 2) การผสมเทียมในโคเนื้อ เป็นวิธีการผสมพันธุ์ที่สามารถถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมที่ดีเลิศจากพ่อพันธุ์ไปยังลูกได้อย่างรวดเร็ว และจำนวนมากกว่าการผสม แบบธรรมชาติหลายร้อยเท่า เนื่องจากพ่อพันธุ์ที่นำมารีดน้ำเชื้อสำหรับการผสมเทียม มาจากพันธุ์ที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าดี ในการหลั่งน้ำเชื้อของพ่อพันธุ์ต่อครั้งจะหลั่ง น้ำเชื้อออกมา 3-9 มิลลิลิตร มีอสุจิที่สมบูรณ์ประมาณ 3,500-10,000 ล้านตัว ถ้าหาก นำมาเจือจางผ่านกรรมวิธีการผลิตเพื่อผสมเทียมนั้น ในแต่ละครั้งของการผสมเทียมจะ ใช้อสุจิประมาณ 10-30 ล้านตัว การหลั่งน้ำเชื้อหนึ่งครั้งสามารถใช้ผสมแม่โคด้วยการ ผสมเทียมได้มากกว่า 500 ตัว ในช่วงชีวิตของพ่อพันธุ์ตัวหนึ่งสามารถผลิตน้ำเชื้อ สำหรับใช้ผสมพันธุ์ได้เป็นแสนหลอดจึงสามารถผลิตลูกโคได้เป็นหมื่นตัว นอกจากจะได้ ลูกโคที่มีลักษณะดีแล้วยังไม่ต้องเลี้ยงพ่อพันธุ์ให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ในบางครั้งพ่อพันธุ์ ที่มีชื่อเสียงได้ตายไปแล้วแต่ก็ยังมีน้ำเชื้อสำหรับใช้ผสมเทียมอยู่อีกเพราะสามารถเก็บไว้ ได้หลายปีในถังเก็บน้ำชื้อที่มีไนโตรเจนเหลว ช่วยลดปัญหาการแพร่ระบาดของ
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 102 โรคติดต่อทางระบบสืบพันธุ์สามารถใช้เทคนิคการผสมเทียมร่วมกับการควบคุมการ เป็นสัด และการย้ายฝากตัวอ่อนได้ซึ่งจะช่วยในการแพร่ขยายพันธุ์โคเนื้อพันธุ์ที่ดีได้ อย่างรวดเร็ว สามารถนำน้ำเชื้อไปผสมในสถานที่ไกลๆได้และลดการบาดเจ็บของแม่ พันธุ์โคเนื้อที่มีขนาดเล็กเมื่อผสมพันธุ์โดยใช้พ่อพันธุ์ขนาดใหญ่ นอกจากนั้นปัจจุบันใน การผลิตโคเนื้อพันธุ์ดีเพื่อใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ ได้นำเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงมาใช้ในการ สืบพันธุ์หรือขยายพันธุ์มากขึ้นด้วยแม้จะมีต้นทุนสูงก็ตาม เพราะจะทำให้สามารถ ปรับปรุงพันธุ์ได้เร็วและสะดวกในการขนส่ง ได้แก่ การคัดแยกเพศอสุจิ และการย้าย ฝากตัวอ่อน 5.4.3 ปัจจัยที่มีผลต่อการผสมติด 1) แม่โคที่มีอายุน้อยมีอัตราการผสมติดดีกว่าโคที่มีอายุมากกว่า 8 ปีการเป็น โรคพยาธิการติดเชื้อ bovine herpes virus จากการสัมผัส น้ำมูก เมือกจากช่องคลอด และน้ำเชื้อจากพ่อพันธุ์รวมถึงละอองจากในอากาศ แสดงอาการทั้งที่หลอดลมและช่อง คลอด บวมและมีเมือกปนหนองจากช่องคลอดที่ผนังช่องมีการอักเสบมีตุ่มเนื้อตายเป็น วงขาวๆ โคที่ไม่ตั้งท้องมีอาการมดลูกอักเสบร่วมด้วย แสดงอาการเป็นสัดแบบสั้นๆ โค ตั้งท้องจะแท้งในระยะ 6-8 เดือน นอกจากนี้มีโรคอื่นๆอีกมากที่เกี่ยวข้องกับระบบ สืบพันธุ์จึงควรสร้างภูมิคุ้มกันให้กับแม่พันธุ์ 2) พ่อพันธุ์และคุณภาพน้ำเชื้อ สุขภาพพ่อพันธุ์มีความสัมพันธ์กับความสามารถ ในการผสมพันธุ์และการควบคุม จึงควรให้ความสำคัญกับอาหารและดูแลความสมบูรณ์ พันธุ์ การทำวัคซีน และเสริมแร่ธาตุและวิตามิน นอกจากนั้นมีการตรวจคุณภาพน้ำเชื้อ เพราะหากมีความผิดปกติของอสุจิมากเกินไปก็มีผลต่อการผสมติด ปกติในน้ำเชื้อสด อสุจิปกติมีความสามารถวิ่งไปข้างหน้าควรมีมากกว่า 70% หรือมากกว่า 40% ใน น้ำเชื้อแช่แข็ง เพราะจะเกี่ยวข้องความสามารถในการเข้าปฏิสนธิกับไข่ตอนที่ผสมพันธุ์ 3) ผู้ผสมเทียมหรือเจ้าหน้าที่ผสมเทียม เป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จใน การผสมเทียมแต่ละครั้ง ต้องให้ความสำคัญกับความสะอาด นุ่มนวล ถูกต้อง รวดเร็ว และตรงตามเวลา นักผสมเทียมเป็นผู้จัดการกับน้ำเชื้อแช่แข็ง ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการ
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 103 ปฏิบัติ ถ้าอุ่นที่อุณหภูมิไม่เหมาะสม หรือใช้เวลามากกว่า 10 นาที ก็จะมีผลให้อสุจิ อ่อนแอ และที่สำคัญจะต้องผสมให้ตรงกับช่วงเวลานาทีทองของการเป็นสัด 4) สภาพแวดล้อม มี 2 ปัจจัยหลักที่มีผลต่อความสมบูรณ์พันธุ์ คือ อาหาร และ สภาพภูมิอากาศ สำหรับอาหารหรือโภชนะต่างๆจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสมบูรณ์ ของร่างกาย ซึ่งสัมพันธ์กับความสมบูรณ์พันธุ์ของแม่โค ถ้าโคได้รับอาหารที่มีพลังงาน และโปรตีนผ่าทางอาหารหยาบและอาหารข้นอย่างเพียงพอ โคจะมีร่างกายกายที่ สมบูรณ์และมีความสมบูรณ์พันธุ์ด้วย อย่างไรก็ตามวิตามินและแร่ธาตุมีความสำคัญต่อ ระบบสืบพันธุ์ต้องมีการเสริมให้เพราะถ้าไม่ขาดอย่างรุนแรงจะไม่มีอาการบ่งชี้ แต่ กระทบต่อความสมบูรณ์พันธุ์ ได้แก่ วิตามิน A D3 และ E และแร่ธาตุปลีกย่อยพวกซีลิ เนียม และทองแดง เป็นต้น ส่วนสภาพภูมิอากาศนั้นที่มีอิทธิพลมากคือความร้อนและ ความชื้นที่ทำให้ความเป็นอยู่ของโคไม่สบาย โดยเฉพาะความร้อนที่มาจาก 2 ทาง คือ จากตัวสัตว์ที่มาจากขบวนการเผาผลาญหรือหมักอาหารในร่างกาย และความร้อนจาก สภาพแวดล้อม แต่ที่สำคัญความร้อนมีผลต่อความเครียดของโค ถ้าสัตว์ระบายความ ร้อนได้น้อยก็จะลดการกินอาหาร ซึ่งก็จะกระทบต่อความสมบูรณ์ของร่างกาย นอกจากนั้นมีผลต่อระบบไหลเวียนของเลือด เลือดจะไปบริเวณผิวหนังเพื่อระบายความ ร้อนมากขึ้น ทำให้กระทบต่อการหน้าที่ของระบบสืบพันธุ์ โคไม่เป็นสัดและไม่ตกไข่ เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับระบบฮอร์โมนที่มาควบคุม ทำให้เสียโอกาสในการผสมและ เพิ่มระยะห่างของการให้ลูก ถ้าเป็นสัดแล้วผสมก็อาจจะไม่ติด ถ้าผสมติดก็อาจจะแท้ง ในช่วงแรกเพราะตัวอ่อนพัฒนาไม่ได้ ดังนั้นอิทธิพลจากความเครียดจากความร้อนจึงมี ความสำคัญมาก ควรระมัดระวังให้มากช่วงก่อนเป็นสัดและหลังผสม 2 สัปดาห์ เพราะ มีผลโดยตรงและทำให้เกษตรกรเสียโอกาส ค่าใช้จ่ายในการจัดผสมพันธุ์ และสามารถ ผลิตลูกโคได้ตามเป้าหมาย 5.4.4 การจัดฤดูการผสมพันธุ์ในโคเนื้อ การเลี้ยงโคพ่อแม่พันธุ์เป็นฝูงหรือมี จำนวนตั้งแต่ 10 ตัวขึ้นไป ควรมีการกำหนดฤดูการผสมพันธุ์ปีละ 1-2 ฤดู เพื่อให้ สะดวกในการจัดการดูแลฝูงโคและลูกโคในแต่ละปี โดยกำหนดช่วงเวลาการผสมพันธุ์ ช่วงละ 1-3 เดือน เพื่อให้โคอุ้มท้อง คลอดลูกและหย่านมได้ในเวลาใกล้เคียงกัน การ
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 104 กำหนดฤดูกาลผสมพันธุ์เป็นการกำหนดฤดูการคลอดของโค มักจะให้โคคลอดลูกก่อนที่ จะมีหญ้าหรือฤดูที่มีหญ้าประมาณ 1.5-3 เดือน ถ้าหากให้ผสมพันธุ์ในเดือนธันวาคมถึง เดือนมีนาคม โคที่คลอดจะมีอัตราการเลี้ยงรอดสูง เนื่องจากลูกได้รับความอบอุ่น พอเพียงและการเกิดโรคมีน้อยกว่าช่วงอื่นๆ การกำหนดวันคลอดลูกสามารถกำหนดได้ โดยการกำหนดวันที่ผสมพันธุ์ วันคลอดของโคสามารถดูได้จากตารางกำหนดวันคลอด ความเหมาะสมนั้นขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของอาหาร เพื่อให้โคมีสุขภาพสมบูรณ์ตลอด ปีซึ่งในทางปฏิบัติแล้วกระทำได้ยาก เพราะสภาพภูมิอากาศมีผลต่อตัวสัตว์และแปลง หญ้า โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนถ้าหากไม่มีการจัดการดูแลแปลงหญ้าให้ดีก็จะทำให้ได้รับ อาหารไม่พอเพียง ส่งผลถึงสุขภาพและความสมบูรณ์ของโคได้ ดังนั้นในการพิจารณา กำหนดฤดูกาลผสมพันธุ์จึงขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงว่าจะให้ความสำคัญในระยะไหนของโค เช่น ระยะการผสมพันธุ์ ระยะอุ้มท้อง ระยะแม่เลี้ยงลูก และระยะหลังหย่านม หลักสำคัญ ต้องให้แม่โคมีความสมบูรณ์ในช่วงก่อนฤดูผสมพันธุ์เพื่อให้แม่โคมีความพร้อมในฤดู ผสมพันธุ์ลูกโคในท้องเจริญเติบโตปกติดีแม่โคมีน้ำนมให้ลูกหลังคลอดอย่างพอเพียง และมีหญ้าพอเพียงสำหรับลูกโคหย่านม 5.4.5 การจัดการให้โคเนื้อให้ลูกทุกปีมีความสำคัญมากเพราะแม่โคจะต้องให้ ลูกปีละตัว ไม่เช่นนั้นจะจะให้การผลิตลูกโคมีต้นทุนที่สูงขึ้น ต้องทำให้ช่วงห่างการให้ลูก ไม่เกิน 372 วัน ตามหลักวิชาการสามารถทำได้แต่ในทางปฏิบัติค่อนข้างทำยากเพราะมี ปัจจัยต่างๆมากมายที่มีอิทธิพลต่อแม่โค หลักการจัดการที่ดีก็พอช่วยได้ ปกติโคเนื้อมี ระยะเวลาตั้งท้องเฉลี่ย 285 วัน ช้าหรือเร็วกว่านี้อาจขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะตัวและ ขนาดลูกในท้อง หรือการเหนี่ยวนำการคลอด จึงคงไม่สามารถจัดการเวลาในส่วนนี้ได้ จะสามารถจัดการช่วงเวลาหลังคลอดถึงการผสมติดได้เท่านั้น คือมีเวลา 87 วัน ดัง แสดงในภาพที่ 5.19 ดังนั้นการทำให้ผสมติดได้ภายใน 87 วัน ช่วงห่างการให้ลูกจึงไม่ เกิน 372 วัน แต่เนื่องจากมดลูกโคจะเข้าอู่หลังคลอดประมาณ 45-60 วัน จะช้าหรือเร็ว ขึ้นอยู่กับการติดเชื้อและปัญหาระหว่างคลอด หลังคลอดที่มดลูกจะมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อขับสิ่งแปลกปลอมและผนังมดลูกเริ่มเปื่อยและขับออกใช้เวลา10-12 วัน หลังคลอด และสร้างผนังมดลูกใหม่ประมาณ 25-30 วัน และในที่สุดมดลูกจะเข้าอู่สู่ตำแหน่งเดิมใช้
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 105 เวลา 35-45 วัน หลังคลอด ดังนั้นการผสมพันธุ์ช่วงก่อน 45 วัน หลังคลอด มักผสมไม่ ติดแม้โคจะแสดงอาการเป็นสัดหรือตกไข่ตั้งแต่ประมาณ 10 วัน หลังคลอด จากภาพถ้า โคพร้อมผสมพันธุ์ประมาณ 45 วัน หลังคลอด จะมีเวลาเหลือประมาณ 42 วัน สำหรับ การจัดการผสมพันธุ์ ซึ่งสามารถผสมพันธุ์ได้ 2 ครั้ง หรือ 2 วงรอบการเป็นสัด ถ้าผสม ติดตั้งแต่การผสมครั้งแรกและตั้งท้องจนถึงคลอดครั้งต่อไปก็จะลดช่วงห่างการให้ลูกได้ อีก 21 วัน ก็จะไม่เกิน 1 ปี แม่โคจึงสามารถให้ลูกได้ปีละตัวตามที่เกษตรกรต้องการ 5.4.6 การตั้งท้องและคลอด การตั้งท้องจะเกิดขึ้นเมื่ออสุจิเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ หลังจากการผสมพันธุ์บริเวณท่อนำไข่ ถ้าไม่มีปัญหาใดๆ น้ำเชื้อมีสภาพปกติสมบูรณ์ และมีชีวิตแข็งแรง และโคตัวเมียมีการตกไข่ตามปกติ อวัยวะสืบพันธุ์แข็งแรงและ สมบูรณ์พอที่จะรับการตั้งท้องได้ โคมีการผสมติดหรือไข่ได้รับการปฏิสนธิซึ่งถือเป็น จุดเริ่มต้นของการตั้งท้อง จากนั้นไข่ที่ปฏิสนธิแล้วก็จะเคลื่อนตัวเข้ามาอยู่ที่ผนังของ ปีกมดลูกข้างใดข้างหนึ่ง มีการแบ่งเซลล์เจริญเติบโตต่อไปเป็นตัวอ่อนของโค แม่โคที่ อยู่ในระยะที่ตั้งท้องก็จะไม่เป็นสัดอีกจนกว่าจะคลอดลูก มีการแบ่งเซลล์และฝังตัวของ ตัวอ่อนที่มดลูก การเจริญของตัวอ่อนภายในปีกมดลูกและการคลอด โดยทั่วไปจะทราบ ว่าโคตั้งท้องหรือไม่สังเกตได้จากการกลับเป็นสัดหลังการผสมประมาณ 21 วัน แต่เพื่อ ความมั่นใจจะต้องเฝ้าสังเกตการณ์เป็นสัดอีก 1-2 ครั้ง ในวงรอบการเป็นสัดถัดมาเพราะ ภาพที่ 5.19 แสดงเหตุการณ์ที่เกิดระหว่างช่วงห่างการให้ลูกของโคแต่ละครั้ง
คู่มือ:การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 106 ในช่วง 1-2 เดือนแรกของการตั้งท้องโคมีโอกาสแท้งได้ เนื่องจากภายในมดลูกไม่ แข็งแรงหรือแม่โคเครียดและอาจได้รับการกระทบกระเทือนจากการจัดการเลี้ยงดู ถ้า แท้งและมีการกลับสัดก็ควรจะผสมซ้ำเพื่อไม่ให้เสียเวลาท้องว่าง ระยะเวลาตั้งท้องนับ จากวันที่มีการผสมพันธุ์จนถึงวันคลอด ระยะเวลาในการอุ้มท้องในสัตว์ชนิดต่างๆ แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ส่วนหนึ่งคงสืบเนื่องมาจากการพัฒนาของตัวอ่อนระยะต่างๆที่ อยู่ในท้องแม่ใช้เวลาไม่เท่ากัน คือ 282 -287 วัน การตรวจการตั้งท้องโคเนื้อ เป็น สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผสมพันธุ์ ทั้งนี้เพราะจะทำให้เรา สามารถจัดการฝูงผสมพันธุ์ได้ทันทีทันใด สามารถทำการคัดทิ้งโคที่มีปัญหาเกี่ยวกับ ระบบสืบพันธุ์ หรือปัญหาผสมไม่ติดได้ทันเวลา หรือสามารถลดช่วงเวลาท้องว่างของโค ให้สั้นลงได้ นอกจากนั้นจัดการเปลี่ยนพ่อพันธุ์ได้ทันท่วงทีกรณีที่ไม่มีสมรรถภาพ ทางการสืบพันธุ์ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลงไปได้อีกมาก การตรวจการตั้ง ท้องจึงมีความสำคัญมากสำหรับเจ้าของฟาร์ม ถ้าตรวจการตั้งท้องได้เร็วมากเท่าไหร่จะ เป็นผลดีที่สุด วิธีการที่รู้ผลเร็วมักจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจสูง สำหรับวิธีการ ตรวจท้องในโคมีหลายวิธีที่นิยมใช้กันโดยทั่วไปเช่นการสังเกตพฤติกรรมและลักษณะ ภายนอก การล้วงตรวจผ่านทางทวารหนัก การใช้เครื่องอัลตร้า-ซาวด์และการตรวจใน ห้องปฏิบัติการ
คู่มือ :การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพโคเนื้อ หน้า 107 ตารางที่ 5.2 ก ำหนดกำรคลอดของโคเนื้อค ำนวณที่กำรตั้งท้อง 280 วัน