8.บุคคลใดนำ� หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งไปใชใ้ น 12. ข้อใดเปน็ ลักษณะของชมุ ชนทีม่ ีกสรดำ� เนินงานตาม
การด�ำเนินชวี ติ ได้อยา่ งถูกตอ้ ง หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
ก. ละมูล ซอ้ื ของราคาถกู จากร้านสะดวกซือ้ ก. คนในชุมชนมีส่วนรว่ มในการพฒั นาและ
ข. ประกอบ ซ้อื รถยนตม์ อื สองเพือ่ นำ� มาขาย พึ่งพาตนเองได้
ทอดตลาด ข. คนในชุมชนต่างคดิ ในการแกป้ ัญหาชุมชน
ค. พมิ พา ปลูกผกั ไวบ้ ริโภคในครวั เรือน ทำ� ให้เกิดการพัฒนารูปแบบใหม่
ง. อารี ทำ� บญั ชรี ายรับรายจา่ ยทกุ เดอื นแต่ไมม่ ี ค. คนในชุมชนรว่ มกนั ใชท้ รพั ยากรทม่ี อี ยใู่ น
เหลือเก็บ ชมุ ชนใหม้ ากท่สี ดุ
9.ขอ้ ใดเป็นการจดั การความรเู้ กย่ี วกับการสร้างภมู ิคุม้ กนั ง. คนในชุมชนส่งเสรมิ ให้บคุ คลและหน่วยงาน
ในตัวทดี่ ี ภายนอกเข้ามาปรับเปลี่ยนชมุ ชนให้นา่ อยู่
ก. ผนู้ ำ� ชมุ ชนจัดโครงการตรวจสขุ ภาพใหก้ ับ 13. ขอ้ ใดอธิบายความหมายของการบรหิ ารจดั การชมุ ชน
คนในชมุ ชน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ถูกตอ้ ง
ข. ชมุ ชนรว่ มกนั จดั กจิ กรรมปลกู ปา่ ก. แนวทางการดำ� เนินงานเพอื่ อำ� นวยความ
เฉลิมพระเกียรติ สะดวกใหแ้ กช่ ุมชนในรปู แบบตา่ ง ๆ ใหบ้ รรลตุ าม
ค. กกต.ทำ� การสำ� รวจข้อมูลผ้มู ีสิทธเิ ลือกต้ังใน วัตถปุ ระสงค์ท่ีก�ำหนดไว้
ชุมชน ข. แนวทางในการดำ� เนนิ งานของบคุ คลและ
ง. การจดั กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรเู้ กย่ี วกับการ หน่วยงานเอกชนตามวัตถปุ ระสงค์
ก�ำจดั ขยะในครอบครัวและชุมชน ค. แนวทางการด�ำเนินงานเพือ่ ตอบสนองหนว่ ย
10. การจัดการความรู้ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอ งานภาครัฐเพือ่ การพฒั นา
เพียง ข้อใดถกู ต้องท่ีสดุ ง. แนวทางการด�ำเนินงานของบุคคลหรอื ชมุ ชน
ก. การน�ำความรู้มาใชใ้ นการประกอบุรกิจเพื่อให้ ตามนโยบาย
ได้ผลกำ� ไรมาก ๆ 14. ขอ้ ใดคอื ความหมายของการบรหิ ารจัดการชมุ ชน
ข. การน�ำความรู้มาใช้ในการพฒั นาประเทศให้ ก. การพัฒนาชมุ ชนโดยภาครฐั
ทดั เทยี มกับตา่ งประเทศ ข. การพฒั นาบคุ คลในชุมชนใหม้ อี าชีพมรี ายได้
ค. การนำ� ความรทู้ างเทคโนโลยสี มัยใหม่มาใช้ ค. การพัฒนาดา้ นเศรษฐกิจและสังคมใหช้ ุมชน
ประกอบอาชีพ สงบสขุ
ง. การน�ำความรแู้ ละประสบการณม์ าแบ่งปนั ให้ ง. การมสี ว่ นรว่ มในการทำ� กจิ กรรมตา่ ง ๆ ของ
เกิดประโยชนต์ อ่ ตนเองและสงั คมโดยรวม คนในชมุ ชน
11. ข้อใดถกู ตอ้ งทส่ี ดุ จากการบริหารจัดการชุมชนท่ดี ี 15. ขอ้ ใดอธิบายความสำ� คญั ล�ำดบั แรกของการบรหิ าร
ก. ทำ� ใหเ้ กดิ การจำ� หน่ายสนิ ค้าในชมุ ชนมากขึน้ จัดการชมุ ชน
ข. นำ� ไปสูค่ วามอยูเ่ ย็นเปน็ สขุ มั่งคัง่ และย่ังยนื ก. การท�ำงานตามแนวทางทกี่ �ำหนดตามแผน
ค. ทำ� ใหช้ มุ ชนไดร้ ับวฒั นธรรมใหม่ ๆ จาก เพอ่ื แก้ไขปัญหาของชุมชน
ภายนอก ข. การสังเกตการณแ์ ละวิเคราะห์ผลงานจัดทำ�
ง. ทำ� ใหเ้ กดิ ความรว่ มมอื รว่ มแรง รว่ มใจของ รายงานใหผ้ ูท้ ่เี กี่ยวขอ้ งทราบ
คนในชุมชน ค. การกำ� หนดแผนงาน วางแผนแก้ไขปัญหา
และจัดลำ� ดับความสำ� คัญของปัญหา
ง. การศกึ ษาวิเคราะห์ปญั หา แยกแยะปัญหาหา
แนวทางแกไ้ ข และรว่ มกนั ตดั สนิ ใจ
40 เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการผู้เรยี นรายบุคคล ระดับมัธยมศกึ ษาปลาย
ปีการศกึ ษา 2563
16.การบริหารจัดการชุมชนมคี วามส�ำคญั อย่างไร 19. ข้อใดไมอ่ ย่ใู นขัน้ ตอนและกระบวนการในการจัด
ก. เพ่อื ใหช้ ุมชนมีผนู้ �ำทเี่ ข้มแข็ง ระบบขอ้ มลู ส�ำหรับการส�ำรวจปญั หาของชมุ ชน
ข. เพอ่ื ให้คนในชุมชนอยู่ในกติกาทีว่ างไว้ ก. การรับฟงั ปัญหาจากนายอ�ำเภอ
ค. เพื่อความอยรู่ อดของชุมชนและมีความเข้ม ข. เกบ็ ข้อมลู จากชาวบ้าน
แขง็ ค. จัดทำ� เวทีชาวบ้าน
ง. เพ่ือใหค้ นในชมุ ชนมคี วามคดิ ไปในทาง ง. จดั ท�ำแผนชมุ ชน
เดยี วกัน 20.ข้อใดเปน็ ความหมายของการบริหารจดั การชุมชน
17. ขอ้ ใดหมายถึงการบริหารจดั การชมุ ชนตามหลัก ตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ก. แนวทางการดำ� เนนิ งานเพ่อื อ�ำนวยความ
ก. การรวมกลุ่มอาชีพเพื่อเพ่มิ ส่วนแบ่งการตลาด สะดวกใหแ้ ก่ชุมชนในรปู แบบตา่ ง ๆ
ข. การบรหิ ารทรพั ยากรในทอ้ งถ่นิ ให้เกดิ ข. แนวทางการดำ� เนนิ งานบุคคลและหนว่ ยงาน
ประโยชนส์ ูงสดุ เอกชนตามวตั ถุประสงค์
ค. การใชเ้ ทคโนโลยที นั สมยั เพอ่ื เพมิ่ ความ ค. แนวทางการดำ� เนนิ งานเพ่ือตอบสนองหน่วย
สามารถในการผลติ งานภาครัฐเพอื่ การพฒั นา
ง. การพฒั นาตอ้ งมาจากระดับลา่ งบนพนื้ ฐาน ง. แนวทางการด�ำเนนิ งานของบุคคลหรอื ชุมชน
เศรษฐกจิ เพ่อื การแขง่ ขนั ตามนโยบาย
18. ข้อใดเป็นความส�ำคญั ล�ำดบั แรกของการบริหาร
จัดการชมุ ชน
ก. การทำ� งานตามแนวทางท่ีก�ำหนดตามแผน
เพ่อื แกป้ ัญหาของชุมชน
ข. การสงั เกตการณ์และการวเิ คราะห์ผลงานจัด
ทำ� รายงานใหผ้ ู้ท่ีเก่ยี วข้องทราบ
ค. การกำ� หนดแผนงาน วางแผนแก้ไขปญั หา
และจัดล�ำดับความส�ำคญั ของปญั หา
ง. การศกึ ษาวเิ คราะห์ปัญหา แยกแยะปญั หาหา
แนวทางแก้ไข และร่วมกนั ตัดสนิ ใจ
เอกสารพัฒนาทกั ษะวชิ าการผู้เรยี นรายบคุ คล ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 41
ปีการศกึ ษา 2563
สรปุ เนือ้ หารายวิชาสุขศึกษา พลศึกษา รหัสวิชา ทช31002
จุดประสงค์การเรียนรู้
1. นักศึกษาสามารถอธบิ ายกระบวนการท�ำงานของระบบอวยั วะในรา่ งกายท่ีสำ� คญั 5ระบบไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
2. นกั ศกึ ษาบอกวิธีการดูแลปอ้ งกนั ความผิดปกติของระบบในรา่ งกาย 5 ระบบได้
3. นักศกึ ษาวางแผน และปฏิบัติตนตามแผนเพอ่ื สร้างเสริมพัฒนาการของตนเองและครอบครวั ได้
4. นักศึกษาสามารถอธบิ ายขนั้ ตอนการสอื่ สารเพอ่ื ขอ ความชว่ ยเหลอื เก่ยี วกบั ปัญหาทางเพศ
5. นักศกึ ษาสามารถอธิบายวธิ ีการจัดการกบั อารมณ์และความต้องการทางเพศไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
6. นักศกึ ษาวิเคราะห์ความเชอื่ ผิดๆ เรอื่ งเพศที่สง่ ผลต่อสุขภาพทางเพศได้
7. นกั ศกึ ษาสามารถวเิ คราะหก์ ารน�ำเสนอส่อื ทสี่ ง่ ผลใหเ้ กิดปญั หาทางเพศ
8. นักศึกษาระบุกฎหมายทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การลว่ งละเมดิ ทางเพศ และกฎหมายคุม้ ครองเด็กและสตรีได้
9. นักศึกษาอธิบายปัญหา สาเหตุ อาการ และการปอ้ งกนั โรคขาดสารอาหารได้
10. นกั ศกึ ษาสามารถอธิบายวิธีการของการออกกำ� ลังกายเพือ่ สขุ ภาพได้อย่างถูกต้อง
ขอบเขตเน้อื หา
ระบบต่างๆ ของร่างกาย ทุกระบบมีความส�ำคัญต่อการด�ำรงชีวิตของมนุษย์ จึงควรสร้างเสริมและด�ำรง
ประสิทธิภาพการท�ำงานของระบบต่างๆ ให้ท�ำงานอย่างมีประสิทธิภาพการพัฒนาการทางด้านร่างกายต้ังแต่ในวัยเด็ก
จนถงึ วัยผู้ใหญ่ การเรียนรู้ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมความเปล่ยี นแปลงต่างๆ สามารถสอนให้มนษุ ยเ์ รยี นรู้ การปรับตวั ทจี่ ะ
อยรู่ ว่ มกนั สามารถปรบั ตวั ใหอ้ ยใู่ นสงั คมได้ การพฒั นาการของชวี ติ อยา่ เหมาะสม และมพี ฤตกิ รรมถกู ตอ้ งในดา้ นตา่ งๆ
สอดแทรกไปกบั การ ส่งเสรมิ พฒั นาการดา้ นอ่นื ๆ การดำ� รงชีพให้เหมาะสม ตลอดไปถึงการดแู ลสุขภาพร่างกายให้แขง่
แรงมั่นออกก�ำลังกายอยูเ่ สมอ
บทที่ 1
1.1 การท�ำงานของระบบย่อยอาหาร
มนษุ ยเ์ ปน็ ผบู้ รโิ ภคโดยการรบั ประทานอาหารเพอ่ื ใหร้ า่ งกายเจรญิ เตบิ โต ดำ� รงอยไู่ ดแ้ ละ ซอ่ มแซมสว่ นทส่ี กึ หรอ
มนษุ ยจ์ งึ มรี ะบบการยอ่ ยอาหารเพอ่ื นำ� สารอาหารแรธ่ าตแุ ละนำ�้ ใหเ้ ปน็ พลงั งาน เพอ่ื ใชใ้ นการดำ� รงชวี ติ การยอ่ ยอาหารมี
3 ขัน้ ตอน คือการยอ่ ยอาหารในปากการยอ่ ยอาหารในกระเพาะอาหารการย่อยอาหารในล�ำไส้
1.2 การทำ� งานของระบบขับถา่ ย
การขบั ถา่ ยเปน็ กระบวนการกำ� จดั ของเสยี ทรี่ า่ งกายไมต่ อ้ งการออกมาภายนอกรา่ งกาย เรยี กวา่ การขบั ถา่ ยของ
เสยี อวยั วะทเ่ี ก่ยี วข้องกบั การก�ำจดั ของเสีย ไดแ้ ก่ ปอด ผิวหนัง กระเพาะปสั สาวะ และ ลำ� ไสใ้ หญ่ เปน็ ตน้
1.3 การท�ำงานของระบบประสาท
ระบบประสาท (Nervous System)การท�ำงานของระบบประสาทเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อนมาก และ
เปน็ ระบบทม่ี ี ความสัมพนั ธก์ บั การท�ำงานของระบบกลา้ มเน้อื เพอ่ื ใหร้ า่ งกายสามารถปรับตวั ใหเ้ ขา้ กบั สภาพแวดล้อม
ทัง้ ภายในภายนอกร่างกาย ระบบประสาทน้ีสามารถแบง่ แยกออก 3 ส่วน ดังน้ี
1. ระบบประสาทสว่ นกลางระบบสว่ นน้ี ประกอบด้วย สมอง และไขสันหลัง
2. ระบบประสาทส่วนปลาย เป็นส่วนที่แยกออกมาจากระบบประสาทส่วนกลาง คือ ส่วนท่ีแยกออกมาจาก
สมองเรยี กว่า เสน้ ประสาท สมองและส่วนที่แยกออกมาจากไขสันหลัง เรียกว่า เส้นประสาทไขสนั หลัง
42 เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการผู้เรยี นรายบคุ คล ระดบั มัธยมศกึ ษาปลาย
ปีการศึกษา 2563
3. ระบบประสาทอตั โนมตั ทิ �ำหน้าท่ีควบคุมการท�ำงานของอวัยวะภายในและท�ำงานอยู่นอกอ�ำนาจจติ ใจ
1.4 การท�ำงานของระบบสืบพนั ธ์ุ
การสบื พนั ธเ์ุ ปน็ สงิ่ ทที่ ำ� ใหม้ นษุ ยด์ ำ� รงเผา่ พนั ธอ์ุ ยไู่ ด้ ซง่ึ ตอ้ งอาศยั องคป์ ระกอบสำ� คญั เชน่ เพศชายและเพศหญงิ
แต่ละเพศจะมีโครงสรา้ งของเพศ และการสบื พันธ์ซุ ่งึ แตกตา่ งกนั
1.5 การทำ� งานของระบบตอ่ มไรท้ ่อ
1. ต่อมมที อ่ (Exocrine gland) เป็นต่อมที่สร้างสารเคมอี อกมาแล้วสง่ ไปยังต�ำแหนง่ ออกฤทธ์ิ โดยอาศัยท่อ
ลำ� เลยี งของต่อมโดยเฉพาะ
2. ตอ่ มไร้ทอ่ (Endocrine gland) เปน็ ตอ่ มท่ีสรา้ งสารเคมีขน้ึ มาแล้วสง่ ไปออกฤทธยิ์ งั อวยั วะ เป้าหมาย โดย
อาศัยระบบหมุนเวียนเลอื ด เนือ่ งจากไมม่ ที ่อล�ำเลียงของต่อมโดยเฉพาะ
บทท่ี 2
2.1 ทักษะการจัดการปัญหาทางเพศ
พฒั นาการเรอ่ื งเพศในเดก็ และวยั รนุ่ เกยี่ วขอ้ งกบั ชวี ติ ตง้ั แตเ่ ดก็ จนโต การทบี่ คุ คลไดเ้ รยี นรู้ ธรรมชาติ ความเปน็
จริงทางเพศ จะช่วยใหม้ ีความรู้ มที ัศนคติ สามารถปรบั ตวั ตามพฒั นาการของชวี ติ อย่างเหมาะสม และมพี ฤตกิ รรมถกู
ต้องในเรื่องเพศ สามารถสอนไดต้ งั้ แตเ่ ด็กยงั เล็ก สอดแทรกไปกบั การ สง่ เสริมพัฒนาการด้านอ่ืนๆ
2.2 ปัญหาทางเพศในเดก็ และวยั รุ่น
ปญั หาทางเพศในเดก็ และวยั รนุ่ แบ่งตามประเภทตา่ งๆ ไดด้ ังน้ี ความผิดปกตใิ นเอกลกั ษณ์ทางเพศ รกั ร่วมเพศ
พฤตกิ รรมกระตนุ้ ตนเองทางเพศในเดก็ และการเลน่ อวยั วะเพศตนเองพฤตกิ รรมกระตนุ้ ตนเองทางเพศในวยั รนุ่ พฤตกิ รรม
ทางเพศทว่ี ปิ ริต
2.3 กฎหมายทีเ่ กย่ี วข้องกับการละเมดิ ทางเพศ
คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ โดยเฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระท�ำช�ำเรา ถือเป็นความผิดท่ีรุนแรงและเป็นท่ี
หวาดกลวั ของผู้หญิงจ�ำนวนมาก รวมทงั้ ผูป้ กครองของเด็ก ไมว่ ่าจะเปน็ เด็กหญงิ หรอื เดก็ ชาย กฎหมายท่ีบัญญัติไว้เพ่ือ
คมุ้ ครองผู้หญงิ และผู้เสียหายจากการล่วงละเมดิ ทางเพศ มบี ญั ญัติอยูใ่ นลักษณะความผดิ เกยี่ วกับเพศ ในมาตราต่างๆ
บทท่ี 3 โรคขาดสารอาหาร
ถา้ รา่ งกายของคนเราไดร้ บั สารอาหารไมค่ รบถว้ นหรอื ปรมิ าณไมเ่ พยี งพอกบั ความตอ้ งการของรา่ งกาย จะทำ� ให้
เกดิ ความผิดปกติและเกดิ โรคขาดสารอาหารได้โรคขาดสารอาหารทีส่ �ำคญั และพบบ่อยในประเทศไทย มดี ังนี้ โรคขาด
โปรตนี และแคลอร ี โรคขาดโปรตนี และแคลอรเี ปน็ โรคทเ่ี กดิ จากรา่ งกายไดร้ บั สารอาหารประเภทโปรตนี คารโ์ บไฮเดรต
และไขมนั ทีม่ ีคณุ ภาพดไี มเ่ พียงพอ
บทที่ 4 สุขภาพ
ความหมายของคำ� วา่ สขุ ภาพ (Health) ขององคก์ ารอนามยั โลก คอื ภาวะแหง่ ความสมบรู ณข์ องรา่ งกาย จติ ใจ
และสามารถอยใู่ นสงั คมไดอ้ ยา่ งเปน็ สขุ มใิ ชเ่ พยี งความปราศจากโรคและความพกิ ารเทา่ นนั้ ทส่ี ำ� คญั คอื สภาพความสมบรู ณ์
ของร่างกายและจิตใจสุขภาพมีความส�ำคัญต่อการด�ำรงชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง เพราะความสุขหรือความทุกข์ของ
มนษุ ยข์ ้นึ อยู่กับสุขภาพเป็นส�ำคญั ความสำ� คญั ของสุขภาพสรุปได้เป็น 3 ระดบั ดงั น้คี วามส�ำคญั ตอ่ ตนเอง ความส�ำคัญ
ต่อครอบครวั ความส�ำคญั ต่อสงั คม
ลกั ษณะของผทู้ ม่ี สี ขุ ภาพจติ ทดี่ ผี ทู้ ม่ี สี ขุ ภาพทด่ี จี ะตอ้ งมที ง้ั สขุ ภาพกายและสขุ ภาพจติ ดี หมายถงึ คนทม่ี รี า่ งกาย
ท้ังอวัยวะต่าง ๆ และระบบการท�ำงานอยู่ในสภาพท่ี สมบูรณ์ แข็งแรง และสามารถท�ำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เป็นปกติ
เอกสารพัฒนาทักษะวชิ าการผู้เรียนรายบคุ คล ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 43
ปีการศกึ ษา 2563
บทที่ 5
เรอื่ งที่ 1 โรคทถี่ า่ ยทอดทางพนั ธกุ รรมความผดิ ปกตทิ ถี่ า่ ยทอดทางพนั ธกุ รรมสามารถเกดิ ขนึ้ ไดท้ งั้ สองเพศ บาง
ชนดิ ถา่ ยทอดเฉพาะเพศชาย บางชนดิ ถา่ ยทอดเฉพาะในเพศหญงิ ซงึ่ ควบคมุ โดยหนว่ ยพนั ธกุ รรมหรอื ยนี เดน่ และหนว่ ย
พันธกุ รรมหรอื ยนี ด้อยบนโครโมโซมของมนษุ ย์
เรอ่ื งท่ี 2 โรคทางพนั ธกุ รรมทส่ี ำ� คญั โรคทถ่ี า่ ยทอดทางพนั ธกุ รรมทพี่ บโดยทวั่ ไป ไดแ้ ก่ โรคธาลสั ซเี มยี โรคฮโี มเลยี
โรคตาบอดสี โรคคนเผอื ก โรคเบาหวาน รวมถงึ กลุ่มอาการดาวน์ชินโดรม (Down’s syndrome) หรือ โรคปัญญาอ่อน
บทท่ี 6
เรอ่ื งที่ 1 หลกั การและวธิ กี ารใชย้ าทถ่ี กู ตอ้ งการใชย้ าทถ่ี ูกต้องมหี ลกั การ ดงั น ี้ อ่านฉลากยาใหล้ ะเอยี ดก่อนการ
ใชท้ กุ ครง้ั ใชย้ าใหถ้ กู ชนดิ และประเภทของยาใชย้ าใหถ้ กู ขนาดใชย้ าใหถ้ กู เวลาใชย้ าใหถ้ กู วธิ ี ใชย้ าใหถ้ กู กบั บคุ คล ไมค่ วร
ใช้ยาทห่ี มดอายหุ รือเส่อื มคณุ ภาพ
เรอ่ื งที่ 2 อนั ตรายจากการใชย้ า ยาทกุ ชนดิ มที งั้ คณุ และโทษ ดงั นนั้ เพอื่ หลกี เลยี่ งอนั ตรายจากการใชย้ าจงึ ควรใช้
ยาอยา่ งระมัดระวงั และใชเ้ ทา่ ทีจ่ �ำเปน็ จริง ๆ เท่านนั้ อนั ตรายจากการใช้ยามสี าเหตทุ สี่ �ำคญั ดงั นี ้ ใช้ยาไม่ถกู ตอ้ ง ถอน
หรอื หยดุ ยาทันที ใชย้ ารวมกนั หลายขนาน
บทท่ี 7 ประเภทของสารเสพติด ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษแบง่ ได้ 5 ประเภท
ประเภท 1 ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษชนดิ รา้ ยแรง เชน่ เฮโรอนี , แอมเฟตามนี ,แมทแอมเฟตามนี , เอก็ ซต์ าซี และแอลเอสดี
ประเภท 2 ยาเสพติดใหโ้ ทษท่ัวไป เชน่ มอร์ฟนี , โคคาอีน, โคเดอนี และฝน่ิ ยา
ประเภท 3 ยาเสพติดให้โทษที่มีลักษณะเป็นต�ำรับยา และมียาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ผสมอยู่ด้วย คือ
ยารักษาโรคที่มยี าเสพติด ประเภท 2 เปน็ สว่ นประกอบอยูใ่ นสูตร เชน่ ยาแก้ไอ ยาแก้ท้องเสีย
ประเภท 4 สารเคมที ี่ใช้ในการผลิตยาเสพติดใหโ้ ทษประเภท 1 หรอื ประเภท 2 เช่น อาเซตคิ แอนไฮไดรด์ และ
อาเซติลคลอไรด์
ประเภท 5 ยาเสพติดใหโ้ ทษท่ีมไิ ด้เข้าอยู่ในประเภท 1 ถงึ ประเภท 4 เช่น กัญชา พืชกระท่อม
ผลกระทบจากสารเสพตดิ
1. ดา้ นสุขภาพอนามยั 2. ด้านเศรษฐกจิ 3. ด้านสังคม 4. ด้านความม่นั คงของชาติ
สาเหตขุ องการติดสารเสพตดิ
สาเหตุที่เกดิ จากความรู้เทา่ ไมถ่ ึงการณ์ สาเหตุท่ีเกิดจากการถูกหลอกลวง สาเหตทุ ี่เกดิ จากความเจบ็ ปว่ ย และ
สาเหตอุ ่ืนๆ
แนวทางการปอ้ งกนั
การป้องกันขั้นพื้นฐานน้ันเป็นการป้องกันมิให้มีการทดลองใช้ยา การใช้ยาในทางที่ผิดหรือมิให้มีผู้เสพติดราย
ใหม่ๆ เกิดข้นั การป้องกนั ขัน้ ทีส่ องเป็นการเร่งรีบนำ� ผู้ทต่ี ดิ ยาแลว้ ไปบำ� บัดรกั ษา และการที่จะทำ� การป้องกนั การเสพ
ติดได้อย่างมีประสิทธิภาพน้ันจ�ำเป็นต้องมีความเข้าใจในสาเหตุและองค์ประกอบของปัญหาการเสพติดเสียก่อน องค์
ประกอบทท่ี ำ� ใหเ้ กดิ การตดิ ยานน้ั ไดแ้ ก่ คน ยา และปัจจัยทีเ่ อ้ืออำ� นวยใหม้ ีการติดยา การวางแผนแกไ้ ขและป้องกัน
หมายเหตุ : ใหน้ ักศึกษา ไดศ้ ึกษาเพิม่ เติมจากหนังสือแบบเรยี นรายวชิ าสุขศกึ ษา พลศึกษา ทช31002
44 เอกสารพัฒนาทกั ษะวชิ าการผู้เรียนรายบคุ คล ระดบั มธั ยมศกึ ษาปลาย
ปีการศกึ ษา 2563
แบบทดสอบรายวชิ าสขุ ศกึ ษา พลศึกษา รหสั วชิ า ทช31002
จงเลือกค�ำตอบทีถ่ กู ที่สุดเพยี งค�ำตอบเดยี ว 6.ข้อใดเป็นสขุ นิสยั ทดี่ ีในการเตรียม-ปรุงอาหาร
ก. ใช้ตะหลิวตักอาหารชมิ ระหว่างปรุง
1. ขอ้ ใดเรียงล�ำดบั ทางเดินอาหารจากต้นทางไปปลาย ข. กยุ กนั อยา่ งสนกุ สนานในขณะปรุงอาหาร
ทางไดถ้ กู ต้อง ค. ใช้มอื ปดิ ปากเละจมกู ทุกครัง้ เม่ือไอหรอื จาม
ก. ปาก หลอดอาหาร ลำ� ไสใ้ หญ่ ล�ำไส้เล็ก ง.ปรงุ อาหารให้สกุ และเกบ็ ในภาชนะทส่ี ะอาด
ข. ปาก หลอดอาหาร ล�ำไส้เลก็ กระเพาะอาหาร 7.อาหารปลอมปนตามพระราชบญั ญัตอิ าหารไดก้ �ำหนด
ค. ปาก กระเพาะอาหาร หลอดอาหารล�ำไส้เล็ก ลักษณะอาหารปลอมปนยกเวน้ ขอ้ ใด
ง.ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหารลำ� ไส้เลก็ ก.อาหารท่มี ีคุณภาพหรอื มาตรฐานตามที่
2. ระบบประสาทท�ำหน้าท่ีอะไร ก�ำหนดไว้
ก.ควบคุมการท�ำงานของอวัยวะตา่ ง ๆ ข.อาหารที่ได้สบั เปลี่ยนวัตถุอ่ืนแทนบางสว่ น
ข. เปน็ โครงสรา้ งให้กับรา่ งกาย หรือคัดแยกวตั ถุทมี่ คี ุณคา่ ออก
ค. ห่อหุม้ และปกป้องรา่ งกาย ค.อาหารท่ผี ลติ ขนึ้ เทยี มอาหารอยา่ งหนึ่งอย่าง
ง. ผลติ ฮอรโ์ มน ใดแล้วจ�ำหน่ายเป็นอาหารแท้
3. ขอ้ ใดคอื สิ่งท่ีควรท�ำเปน็ อนั ดบั แรกเมื่อถูกล่วงละเมดิ ง.อาหารทมี่ ีฉลากเพือ่ ลวงหรอื พยามลวงผซู้ อื้
ทางเพศ 8. ขอ้ ใดเป็นการวางแผนการส่งเสรมิ สขุ ภาพของบคุ คลใน
ก. เดินหนใี ห้เร็วทส่ี ุด กรอบครวั ท่ีเหมาะสม
ข. ตอ่ ว่าด้วยถ้อยค�ำท่ีรุนแรง ก. พาลูกหลานไปว่ิงเล่นใกล้ ๆกนั
ค. ต้ังสติ และปฏิเสธอยา่ งจรงิ จัง ข. ชวนลูกเลน่ กีฬาที่ชอบดว้ ยกนั
ง. พดู ปฏเิ สธดว้ ยนำ�้ เสียงเละท่าทางทีเ่ ขง็ กร้าว ค. พาลกู ไปสมัครเขา้ ชมรมกีฬาเพือ่ ฝกึ ซอ้ ม
4. ข้อใดเป็นการปอ้ งกันปญั หาทางเพศในวัยร่นุ ที่อาจจะ ง. พาลกู ไปชมการแข่งขันกฬี าทุกประเภทเท่าที่
เกดิ ขึน้ โดยไดร้ ับอิทธพิ ลจากสื่อ จะทำ� ได้
ก. การจับกลุม่ เพือ่ นในวยั เดยี วกนั 9.ข้อใดไมเ่ หมาะสมในการรวมกลุ่มเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ
ข. การปลกู ฝงั เจตกติท่ดี เี กี่ยวกับเพศ ในชมุ ชน
ค. การให้ความเป็นอสิ ระในการดำ� เนินชีวติ ก.รวมกลุ่มผูด้ ูแลผูส้ ูงอายุ
ง. การส่งเสริมให้เท่ยี วแหลง่ บันเทงิ กับเพ่อื น ข.ทำ� บุญไหว้พระทุกวันพระ
5."ผวิ ซดี อ่อนเพลียเบ่ืออาหาร หงดุ หงดิ มึนงงปวดศรี ษะ ค.แข่งขนั กีฬาระหวา่ งชุมชน
เลบ็ บางเปราะ ถ้าไม่รักษาจะมผี ลเสียตอ่ ความจำ� " เป็น ง.ปลูกตน้ ไมใ้ นทีส่ าธารณะ
อาการของโรคใด 10.หลกั การออกกำ� ลังกายเพอื่ สุขภาพที่ดที ่ีสดุ คอื ข้อใด
ก.โรคโลหติ จาง ก. ออกกำ� ลังกายอย่างหนกั ทกุ วนั
ข. โรคกระดูกออ่ น ข. ออกกำ� ลงั กายจากหนกั ไปหาเบา
ค. โรคลกั ปิดลกั เปิด ค. ออกกำ� ลงั กายเม่ือมีเวลาว่างเท่านั้น
ง. โรคขาดโปรตีนและพลังงาน ง. ออกกำ� ลงั กายอย่างสม�ำ่ เสมอหรือ 3 วนั ตอ่
1 สัปดาห์
เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการผู้เรยี นรายบคุ คล ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 45
ปีการศกึ ษา 2563
11. ขอ้ ใดเป็นโรคทถี่ ่ายทอดทางพนั ธุกรรม ค. ท�ำให้จดั การตัดสนิ ใจเรื่องราวตา่ งๆ ในชีวติ ได้
ก. โรคงูสวสั ด ์ิ ข. โรคตาบอดสี อย่างมรี ะบบ
ค. โรคลักปิดลกั เปิด ง. โรคนำ้� ในหไู มเ่ ทา่ กนั ง.ท�ำให้รับรู้ถงึ สาเหตขุ องความเครยี ดและ
12.ปสั สาวะในเวลากลางคนื บอ่ ย กินเกง่ แต่นำ�้ หนกั ลด แนวทางในการควบคุม
แผลหายช้า เป็นอาการของโรคใด 17. บคุ คลในขอ้ ใดมที กั ษะการตระหนกั รใู้ นตนเองไดถ้ กู ตอ้ ง
ก. โรคภมู ิแพ้ ก. วิไล สามารถพูดโน้มน้าวให้เพ่ือน ๆ เชือ่
ข.โรคเบาหวาน ตนเองได้
ค. โรคธาลัสซเี มีย ข. สมชาย สามารถทำ� รว่ มกับเพ่อื นได้อย่างมี
ง. โรคขาดสารไอโอดีน ความสขุ
13. ข้อใดตอ่ ไปนีเ้ ปน็ การปฏิบัตเิ ก่ียวกบั การใช้ยาท่ี ค. สมร มกี ารวางแผนการทำ� งานอยา่ งเปน็ ระบบ
ถกู ต้อง ง. จงรัก เลือกเรยี นในวชิ าท่ตี นถนดั
ก. นอ้ งมะลิ ใชย้ าเสริมความงามจากการโฆษณา 18. ขอ้ ใดบอกถึงความหมายของการจำ� หน่ายอาหาร
ขายทางเฟซบุ๊ก ส�ำเรจ็ รูปได้อยา่ งถกู ต้อง
ข. นอ้ งจอย ใชผ้ ลติ ภัณฑ์ราคาแพงจากบริษทั ชอ่ื ก. กระบวนการการเคล่ือนย้ายผลติ ภัณฑ์จาก
ดงั รับประทานเอง ผผู้ ลิตอาหารส�ำเร็จรูปไปยังผู้บริโภคโดยคำ� นึงถงึ หลัก
ค. นอ้ งโบวช์ อ้ื ผลิตภณั ฑ์เสริมสขุ ภาพจาก สุขาภิบาล
เภสชั กรรา้ นขายยาในตลาด ข. กระบวนการผลิตอาหารสำ� เรจ็ รูประหวา่ ง
ง. นอ้ งกิ๊ก ปรกึ ษาแพทยเ์ มือ่ พบปญั หาด้าน พอ่ คา้ คนกลางกบั ผู้บรโิ ภค
สุขภาพ รับประทานยาตามแพทยส์ ่งั ค. กระบวนการผลิตอาหารส�ำเร็จรูปพร้อม
14.ข้อใดเปน็ การปอ้ งกันอนั ตรายจากการใช้ยา จ�ำหนา่ ยได้ทนั ที
ก. ถกู หลกั ถกู เวลาถกู ชนิดและถกู คน ง. กระบวนการซื้อ-ขายสินคา้ อาหารส�ำเรจ็ รูปใน
ข. ถูกหลกั ถูกวธิ กี าร และถกู ตอ้ งกบั อาการ ตลาด
ค. ถกู คน ถูกเวลา ถกู ทาง ถูกขนาดและถูกโรค 19. ขอ้ ใดเปน็ การจดั วางสนิ คา้ ตามหลักสขุ าภิบาล
ง. ถกู ขนาดถกู คนถกู สถานการณ์ และถกู ปรมิ าณ ก. วางสนิ คา้ ใหมแ่ ละเกา่ ไว้ค่กู ันและทำ� ใหด้ ู
15.บุคคลใดปฏิบัตติ นไม่ถกู ต้องเกี่ยวกับการใช้ยา สะอาดตา
ก. ดำ� รง อา่ นฉลากยาก่อนกินยาทกุ ครงั้ ข. วางสินค้าใหมไ่ ว้แถวหนา้ สนิ คา้ เกา่ และท�ำให้
ข. สุกจิ กินยาตามขนาดทีร่ ะบุไวท้ ่ซี อง ดูสะอาดตา
ค. ฟา้ ใส เกบ็ ยาท่ีใช้ภายในเละภายนอกแยก ค. วางสินค้าเก่าและใหมป่ นกันไป และทำ� ให้ดู
จากกัน สะอาดเหมอื นสินคา้ ใหม่
ง.กนก ลืมรบั ประทานยาจึงนำ� ยาไปรับประทาน ง. วางสนิ คา้ เกา่ ไว้แถวหนา้ สินค้าใหม่และทำ� ให้
รวมกับมอื้ ตอ่ ไป สะอาดเหมอื นสินคา้ ใหม่
16. ขอ้ ใดบอกถึงความส�ำคญั ของทักษะการจัดการ 20.ข้อใดเป็นความหมายของทกั ษะชีวติ
อารมณไ์ ด้ ก. การฝกึ ฝนทุกอย่างให้ชำ� นาญ
ก. ทำ� ให้รวู้ ธิ ีจดั การความโกรธ ความโศกเศร้า ข. การใชช้ วี ติ อย่ใู นสงั คมไดอ้ ยา่ งมีสขุ
และตัง้ สตริ ูตวั ตนอยูเ่ สมอ ค. การยอมทำ� ตามผู้อ่ืน เพ่อื ใหไ้ ดร้ ับการยอมรบั
ข. ทำ� ให้จัดการปัญหาท่ีเกิดขน้ึ ในชีวิตไดอ้ ย่าง ง. การเขา้ ใจความต้องการของมนุษยต์ ามหลกั
เป็นระบบแบบแผนท้งั กายและจิต พระพุทธศาสนา
46 เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการผู้เรียนรายบคุ คล ระดบั มธั ยมศกึ ษาปลาย
ปีการศกึ ษา 2563
สรปุ เนอ้ื หารายวิชาศิลปศึกษา รหัสวชิ า ทช31003
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นกั ศกึ ษาสามารถบอกความหมายและความส�ำคญั ของทัศนศลิ ป์ได้
2. นกั ศกึ ษาสามารถบอก จุด เสน้ สี แสง – เงา รูปร่างและรปู ทรง ท่ีมีตอ่ ความรสู้ ึกและทศั นคตขิ องงาน
ทัศนศิลป์ได้
3. นกั ศกึ ษาสามารถเปรยี บเทยี บ วเิ คราะห ์ วพิ ากษ ์ วจิ ารณ์ เกยี่ วกบั ความคดิ สรา้ งสรรคใ์ นการประดบั ตกแตง่
ในงานทัศนศิลป์สากลได้
4. นักศึกษาสามารถบอกและอธบิ ายความดีงาม คณุ คา่ ของงานทศั นศิลป์ทมี่ ตี อ่ ประเพณี วฒั นธรรมของ
สังคมไทยได้
ขอบเขตเนอื้ หา
ความหมาย ความสำ� คัญ และความเปน็ มาของทัศนศลิ ปส์ ากลในดา้ นจิตรกรรม ประตมิ ากรรมสถาปตั ยกรรม
ภาพพิมพ์ องประกอบจุด เสน้ ส ี แสง – เงา รูปรา่ งและรปู ทรง การวพิ ากษ์วิจารณ์ งานทศั นศลิ ปแ์ ละงานทศั นศิลป์ที
มคี ุณคา่ ต่อประเพณี วฒั นธรรมของสังคมไทยการพฒั นาความเป็นมา ววิ ัฒนาการ รปู แบบเทคนคิ วธิ กี าร คณุ ค่า ความ
งามของนาฏศลิ ปส์ ากล การวิเคราะห์ วพิ ากษ์ วิจารณ์ การอนุรักษภ์ มู ิปญั ญา วฒั นธรรม ประเพณขี องนาฏศิลปส์ ากล
บทที่ 1 ทศั นศิลป์
จดุ คอื องคป์ ระกอบทเี่ ลก็ ทส่ี ดุ จดุ เปน็ สง่ิ ทส่ี ามารถบอกตำ� แหนง่ และทศิ ทางโดยการนำ� จดุ มาเรยี งตอ่ กนั ใหเ้ ปน็
เส้นการรวมกนั ของจุดจะเกดิ น�้ำหนกั ทีใ่ ห้ปริมาตรแกร่ ูปทรงเปน็ ตน้
เส้น หมายถึง จดุ หลายๆจุดทีเ่ รียงชดิ ตดิ กันเปน็ แนวยาวโดยการลากเสน้ จากจุดหนึง่ ไปยังอีกจุดหน่งึ ในทิศทาง
ทแ่ี ตกตา่ งกนั โดยจำ� แนกออกไดเ้ ป็นลกั ษณะใหญๆ่ คือ เสน้ ตัง้ เสน้ นอน เสน้ เฉียง เสน้ โคง้ เสน้ หยกั เส้นซกิ แซก
สี หมายถึง หลักวิชาในเรือ่ งของสที ่ีสามารถมองเห็นได้ดว้ ยตาและเมอื่ สามร้อยกว่าปีที่ผ่านมาไอแซก แสงสีขาว
จะกระจายออกเปน็ สีรงุ้ เรียกว่า สเปคตรมั มี 7 สี ได้แก่ ม่วง คราม น้�ำเงนิ เขยี ว เหลือง ส้ม แดง และไดก้ �ำหนด
ใหเ้ ป็นทฤษฎีสขี องแสง
แสงและเงา หมายถงึ แสงท่ีส่องมากระทบพ้นื ผวิ ท่มี สี อี อ่ นแก่และพน้ื ผวิ สูง ตำ�่ โค้ง นูน เรยี บ หรือขรขุ ระทำ� ให้
ปรากฏแสงและเงาแตกต่างกัน
ศิลปะ หมายถึง ผลแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ท่ีแสดงออกมาในรูปลักษณ์ต่างๆให้ปรากฏซ่ึงความ
สนุ ทรียภาพ ความประทับใจ หรือความสะเทอื นอารมณ์ ตามประสบการณ์ รสนิยม และทกั ษะของบุคคลแต่ละคน
ประเภทของงานทศั นศลิ ปส์ ามารถแบง่ ออกเปน็ 4ประเภท คอื 1. งานจติ รกรรม 2. งานประตมิ ากรรม 3. สถาปตั ยกรรมAr-
chitecture) 4. ศิลปะภาพพมิ พ์
การวิเคราะห์งานศิลปะ หมายถึง การพิจารณาแยกแยะศึกษาองค์ประกอบของผลงานศิลปะออกเป็นส่วนๆ
ทีละประเด็นท้ังในด้านทัศนธาตุองค์ประกอบศิลป์และความสัมพันธ์ต่างๆในด้านเทคนิคกรรมวิธีการสร้างสรรค์ผลงาน
แต่ละชิ้นว่ามีคุณค่าทางดา้ นความงามทางดา้ นสาระและทางด้านอารมณ์ และความรู้สกึ อย่างไร
เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการผู้เรียนรายบคุ คล ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 47
ปีการศกึ ษา 2563
บทท่ี 2 ดนตรสี ากล
ประวัติความเปน็ มาของดนตรสี ากล ดนตรสี ากลเปน็ มรดกทางวฒั นธรรมของชาตติ ะวันตก ในระยะเริ่มแรกมี
การนำ� ดนตรสี ากลมาใชใ้ นกจิ กรรมทางศาสนาเพอ่ื สรา้ งศรทั ธาเชอื่ ในพระผเู้ ปน็ เจา้ ตอ่ มาดนตรถี กู นำ� มาใชใ้ นชวี ติ ประจำ�
วนั มากข้ึน มกี ารขับรอ้ งและนำ� เครอื่ งดนตรมี าเล่นเพ่ือปลุกปลอบความรู้สกึ และเพ่ือความบนั เทงิ
ดนตรีสากลประเภทต่างๆเทคนิคและวิธีการเล่นการเทียบเสียงในวงดนตรีประเภทต่างๆนิยมใช้เครื่องมือที่มี
เสียงหลักอยู่บนบันไดเสยี ง c เป็นหลกั ในการตัง้ เสยี ง ทำ� ใหเ้ ครื่องดนตรชี นิดอื่นๆเทยี บเสยี งตามหรอื เทยี บเสียงให้เข้า
กบั เครื่องท่ใี ชเ้ ป็นหลักประเภทของเคร่อื งดนตรี มีดังนี้
- เคร่อื งดนตรสี ากลประเภทเคร่อื งสาย ไวโอลนี กีตาร์
- เครือ่ งดนตรสี ากลประเภทเคร่ืองลมไม้ คลารเิ นต แซก็ โซโฟน ฟลทุ ปิคโคโล
- เครือ่ งดนตรีสากลประเภทลมทองเหลือง ทรัมเปท็ ทูบา ยูโฟเนียม ทรอมโบน
- เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครื่องตกี ระทบ กลองใหญ กลองเลก็ กลองทมิ ปาน ี กลองบองโก แทมบรู นี ฉาบ
โซโลโฟน
- เครื่องดนตรสี ากลประเภทเคร่ืองลม่ิ นิว้ เปยี โน ออรแ์ กน
บทท่ี 3 นาฎศลิ ป์
นาฏยนยิ ม หมายถึง คําอธบิ าย คาํ จาํ กัดความ ขอบเขต บทบาท และรปู ลกั ษณ ของนาฏศิลป์ซง่ึ แสดงความ
หมายของนาฏยศิลป์ ท่หี ลากหลาย อันเป็นเคร่อื งบง่ ช้ีวา่ นาฏยศลิ ป์ มคี วามสาํ คัญ เกย่ี วขอ้ งกับชีวติ และสังคมมาต้ังแต่
อดตี กาล
สุนทรียะทางนาฏศลิ ปส์ ากล หมายถึง ความวจิ ติ รงดงามของการแสดงนาฏศิลปส์ ากล ซึ่งประกอบ ไปด้วย
ระบํา ราํ ฟ้อน ละครอันมลี ีลาทา่ ราํ และการเคลอื่ นไหวท่ปี ระกอบดนตรี บทร้องตามลักษณะและชนิด ของการแสดง
แตล่ ะประเภท
ละครทไี่ ดร้ ับอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวนั ตก
การละครมมี าตง้ั แตส่ มยั ดึกด�ำบรรพ์คูก่ บั มนุษยชาต ิ ทุกชาต ิ ทุกภาษา จัดการแสดงเพอ่ื เปน็ การสรรเสรญิ
พระผู้เปน็ เจา้ และยอพระเกยี รติพระมหากษัตรยิ ์ ชาตทิ ีม่ ีอารยธรรมทเ่ี ก่าแกจ่ ะมตี ำ� นานแสดงถึงก�ำเนดิ แห่งการละคร
ประจำ� ชาติ ท้งั นใ้ี หเ้ ยาวชนไดศ้ กึ ษาค้นคว้าซ่งึ อาจจะเป็นภาพเขยี น ศลิ าจารกึ คมั ภรี ์ ต�ำรา ตลอดจนเอกสารสง่ิ พมิ พ์
หรือภาพถ่ายตา่ งๆ
ประเภทของละคร
การแบ่งประเภทของละคร นักทฤษฎีจัดแบ่งประเภทของละครข้ึนเพื่อประโยชน์ในการศึกษาเพ่ือให้ผู้ศึกษา
ทฤษฎีการละครมีความเข้าใจพื้นฐานของวิชาการละครซึ่งจะช่วยให้ผู้ศึกษาได้รู้คุณค่าของศิลปะการละครเพ่ือน�ำความ
รู้มาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงานการแสดงละครให้พัฒนา ละครแบ่งออกเป็นประเภทโศกนาฏกรรม และ
สขุ นาฏกรรม โดยเฉพาะละครนาฏกรรมแบบรกั โศก จะเปน็ ความบนั เทงิ อยา่ งหนง่ึ ซงึ่ เปน็ ทนี่ ยิ มชมชอบของผดู้ เู ปน็ อยา่ ง
มาก เนอื่ งจากเปน็ ความบนั เทงิ ราคาถกู หาชมไดง้ า่ ย ซงึ่ ผชู้ มกจ็ ะตอ้ งมวี จิ ารณญาณในการเลอื กชมจงึ จะไดร้ บั ประโยชน์
คุม้ ค่าจากการชมละคร
48 เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการผู้เรียนรายบุคคล ระดบั มัธยมศกึ ษาปลาย
ปีการศกึ ษา 2563
ละครกบั ภมู ปิ ญั ญาสากล
จากหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรพ์ บวา่ ชาตทิ มี่ อี ารยธรรมเกา่ แกจ่ ะมตี ำ� นานแสดงถงึ ผลงานการสรา้ งสรรคล์ ะคร
โดยมีจดุ มุ่งหมายเพอื่ ใชป้ ระกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเพื่อรับใช้สังคม ใหค้ วามร ู้ ใหบ้ ทเรียน กระต้นุ จิตส�ำนกึ ของ
ผู้ชมละคร ใหต้ ระหนกั ในภารกิจหน้าท่ีของตน ปจั จบุ ันมกี ารน�ำละครมาเปน็ ส่ือรับใชส้ งั คมมากขน้ึ ดงั นั้น ละครจึงมี
อทิ ธิพลทีจ่ ะเปล่ียนแปลงแนวคิดและพฤติกรรมมนุษยไ์ ด้เปน็ อย่างดี
บทที่ 4 การออกแบบกับแนวทางการประกอบอาชพี
มนษุ ยม์ คี วามคดิ สรา้ งสรรคอ์ ยตู่ ลอดเวลาตามแตป่ ระสบการณม์ ากนอ้ ยของแตล่ ะบคุ คล การออกแบบเปน็ สว่ น
หนงึ่ ของความคดิ สรา้ งสรรคท์ างศลิ ปะของมนษุ ย์ การออกแบบทางศลิ ปะสามารถนำ� ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ นการประกอบอาชพี
ไดห้ ลายสาขา
หมายเหตุ : ให้นกั ศกึ ษา ได้ศกึ ษาเพ่มิ เติมจากหนังสอื แบบเรยี นรายวชิ าศลิ ปศึกษา ทช31003
เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการผู้เรยี นรายบคุ คล ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 49
ปีการศึกษา 2563
แบบทดสอบรายวชิ าศิลปศึกษา รหสั วิชา ทช31003
จงเลือกค�ำตอบท่ีถูกตอ้ งท่สี ดุ เพยี งค�ำตอบเดียว ข้อท่ี 7. เสน้ โค้ง เม่อื เรามองจะใหค้ วามร้ใู ด
ก. มั่นคง สงบ เที่ยงตรง
ข้อท่ ี 1. ศลิ ปะข้อใดจดั อย่ใู นสาขาทศั นศลิ ปท์ ั้งหมด ข. นมุ่ นวล ออ่ นหวาน ออ่ นไหว
ก. การละคร ภาพพมิ พ์ ภาพถา่ ย ค. เคล่ือนไหว สนกุ สนาน สบั สน วนุ่ วาย
ข. ภาพพมิ พ์ นาฏศิลป์ จติ รกรรม ง. ไมม่ ั่นคง
ค. ภาพถา่ ย ส่ือประสม ประติมากรรม ข้อที่ 8. คนท่ีมีรปู รา่ งผอมสูงควรเลอื กใส่เสอ้ื ผ้าตามข้อใด
ง. จิตรกรรม ประตมิ ากรรม สถาปตั ยกรรม ท่จี ะท�ำให้ดสู มสว่ นมากขน้ึ
ขอ้ ท ่ี 2. ข้อใดไม่ใช่คอื ประเภทของศลิ ปะ ก. ลายจุด
ก. ทศั นศลิ ป์ ข. ลายแนวต้งั
ข. ดนตรี ค. ลายแนวนอน
ค. นาฏศิลป์ ง. ลายดอกสดใส
ง. ศลิ ปิน ข้อท่ี 9. การตกแต่งห้องจดั กจิ กรรมสำ� หรบั เด็กควรใช้
ขอ้ ท่ี 3. สีในข้อใดของแขนงจติ รกรรม โดยสีลกั ษณะใด
ก. สนี �ำ้ มนั ก. สเี รียบๆ
ข. สโี ปสเตอร์ ข. สีสดใส
ค. สีฝนุ่ ค. สีทึบแน่น
ง. สนี ้�ำ ง. ลายดอกสดใส
ขอ้ ท่ี 4. ประติมากรรม (Sculpture) หมายถงึ ขอ้ ใด ขอ้ ที่ 10. ขอ้ ใดไมใ่ ช่เปน็ สิง่ ก่อสรา้ งทีส่ นองความเชอื่ ถอื
ก. การนำ� วสั ดุมาสรา้ งสรรค์ผลงาน ศรทั ธาเคารพบูชาของมนษุ ย์
ข. การแสดงออกด้วยวธิ ีการใช้เสน้ สี แสง เงา ก. สถูป
ค. การแสดงออกด้วยวิธกี ารปัน้ แกะสลัก หลอ่ ข. สสุ าน
เป็นต้น ค. อพาร์ทเมนท์
ง. ไม่มขี อ้ ใดถูก ง. อนุสาวรยี ์พอ่ ขุนรามคำ� แหงมหาราช
ขอ้ ท่ี 5. องคป์ ระกอบของทศั นศิลปค์ อื จุด เสน้ สี รูปทรง ข้อที่ 11. ขอ้ ใดมีความบกพร่องและขาดความน่าเชือ่ ถอื
พ้ืนผวิ แสง เงา เรยี กโดยรวมวา่ อยา่ งไร ส�ำหรับการวิจารณง์ านศลิ ปกรรม
ก. ทศั นศึกษา ก. วิจารณโ์ ดยปราศจากอคติ
ข. ทัศนคติ ข. วิจารณ์โดยใช้ความรสู้ ึกของตนเองเป็นหลัก
ค. ทศั นธาตุ ค. วจิ ารณ์ทตี่ วั ผลงานเปน็ หลกั ไมส่ นใจศิลปนิ
ง. ทัศนาจร ง. วจิ ารณ์ตามลักษณะของเนื้อหาและเข้าใจถงึ
ขอ้ ท่ี 6. เสน้ (Line) มคี วามหมายในข้อใด การแสดงออก
ก. การเคลอ่ื นไหวของจดุ ที่ตอ่ กันไปในทิศทาง
ต่างๆ
ข. โครงสรา้ งท่ีอยู่รอบนอกของมติ ิ
ค. องคป์ ระกอบทเ่ี ลก็ ที่สดุ ไมม่ ีมติ ิ
ง. ลกั ษณะผิวนอกของวัตถุ
50 เอกสารพัฒนาทกั ษะวชิ าการผู้เรียนรายบคุ คล ระดบั มธั ยมศกึ ษาปลาย
ปีการศกึ ษา 2563
ขอ้ ที่ 12. ข้อใดไม่ใช่คณุ สมบัติของผูว้ จิ ารณ์ผลงานทศั น์ ขอ้ ท ่ี 16. ถา้ บรเิ วณหอ้ งผเู้ รยี นคบั แคบเราควรใชส้ แี บบใด
ศิลป์ ก. สีเขม้
ก. ตอ้ งมีความรเู้ รือ่ งราวงานศิลปะอยา่ งกวา้ ง ข. สอี ่อน
ขวาง ค. สีรอ้ น
ข. ต้องมปี ฏิภาณไหวพริบดีมคี วามคดิ สร้างสรรค์ ง. สีสว่าง
ค. ตอ้ งมปี ระสบการณ์เกีย่ วกับงานศิลป์ ขอ้ ที่ 17. อะไรทีเ่ ปน็ ตัวบง่ ชีค้ วามเจริญของคนในแต่ละ
ง. ต้องมีความรู้สกึ เปน็ ของตนเอง ยุคท่มี ีคุณคาและน่าหวงแหน
ข้อท ่ี 13. นำ�้ ตก คอื รูปแบบในงานศิลปะตามข้อใด ก. โบราณสถาน โบราณวตั ถุ
ก. รปู แบบเรขาคณติ ข. ดอกไม้ ตน้ ไม้
ข. รูปแบบธรรมชาติ ค. ล�ำธาร คลอง แม่น้ำ�
ค. รูปแบบนามธรรม ง. ถูกทกุ ขอ้
ง. ไมม่ รี ูปแบบ ข้อท่ี 18. อนสุ าวรีย์พ่อขนุ รามค�ำแหงมหาราชคือทัศน
ขอ้ ท่ี 14. จากภาพคอื ลักษณะรปู ร่างแบบใด ศิลปแ์ ขนงใด
ก. รูปรา่ งธรรมชาติ ก. จติ รกรรม
ข. รปู ร่างเรขาคณติ ข. ปติมากรรม
ค. รปู รา่ งอิสระ ค. สถาปตั ยกรรม
ง. รปู ร่างทำ� เอง ง. ภาพพมิ พ์
ข้อท่ี 15. รูปร่างทเี่ กิดข้ึนจากการดัดแปลงตัดทอนโดย ข้อท ี่ 19. ผลงานทโี่ ดดเดน่ ของ “กอธิค” คอื อะไร
ไม่มโี ครงสร้างท่แี นน่ อนคือขอ้ ใด ก. เทพเจา้
ก. รปู ร่างอิสระ ข. วญิ ญาณ
ข. รูปรา่ งท�ำเอง ค. ศาสนา
ค. รูปรา่ งธรรมชาติ ง. ธรรมชาติ
ง. รูปรา่ งเรขาคณติ ขอ้ ท่ี 20. ศิลปะ “กอธคิ ” เปน็ เรอ่ื งราวเกี่ยวกับอะไร
ก. การเขียนภาพฝาผนัง
ข. การประดบั กระจกสี
ค. การประดบั หนิ สี
ง. การเขียนภาพแบบปูนเปยี ก
เอกสารพัฒนาทักษะวชิ าการผู้เรียนรายบคุ คล ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 51
ปีการศึกษา 2563
สรุปเน้ือหารายวชิ าสงั คมศึกษา รหสั วิชา สค31001
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. นักศกึ ษามคี วามรู้ ความเข้าใจ เก่ยี วกับสภาพทางภูมิศาสตร์กายภาพของประเทศไทยกับทวีปต่าง ๆ ได้
2. นกั ศกึ ษาสามารถเปรียบเทยี บสภาพภมู ิศาสตรก์ ายภาพของประเทศไทยกบั ทวีปต่าง ๆ ได้
3. นักศกึ ษาสามารถอธิบายถงึ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติท่เี กิดข้ึนในโลกได้
4. นักศึกษาสามารถใช้เคร่อื งมือทางภมู ศิ าสตรท์ สี่ ำ� คญั ๆได้
5. นักศกึ ษาสามารถบอกวิธปี อ้ งกนั ตนเองใหป้ ลอดภัยเมอ่ื เกดิ ภัยจากปรากฏการณ์ธรรมชาตไิ ด้
6. นกั ศกึ ษาสามารถวเิ คราะห์ แนวโน้ม และวกิ ฤตสิ่งแวดลอ้ มท่ีเกดิ จากการกระทำ� ของมนุษยไ์ ด้
7. นกั ศกึ ษามคี วามรู้ ความเขา้ ใจในการใชน้ วตั กรรม และเทคโนโลยดี า้ นสงิ่ แวดลอ้ มเพอื่ พฒั นาทรพั ยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดลอ้ มทยี่ ง่ั ยืน
ขอบเขตเนือ้ หา
สภาพภูมิศาสตรก์ ายภาพ ของประเทศทอ่ี ยู่ในทวปี ตา่ ง ๆ และปรากฏการณ์ทางธรรมชาตทิ ส่ี �ำคญั ๆ การแบง่
ยคุ สมยั ทางประวตั ศิ าสตร์ แหลง่ อารยะธรรมโลก บคุ คลสำ� คญั ของโลก เหตกุ ารณส์ ำ� คญั ของโลกที่ มผี ลตอ่ ปจั จบุ นั ระบบ
เศรษฐกิจ สถาบันการเงิน และการเงนิ การคลังของประเทศไทย ระบบเศรษฐกจิ ระหวา่ งประเทศ และการรวมกลุ่มทาง
เศรษฐกจิ ของประเทศตา่ ง ๆ การพฒั นาการ การเมอื ง การปกครอง ของประเทศไทย และเหตกุ ารณส์ ำ� คญั ทางการเมอื ง
การปกครองของโลกทีส่ ง่ ผลกระทบต่อประเทศไทย
บทที่ 1 ภมู ศิ าสตรกายภาพ
สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพของประเทศไทย ประเทศไทยตงั้ อยใู่ นภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใตแ้ ละมที ตี่ งั้ อยู่
บรเิ วณตอนกลางของคาบสมทุ รอนิ โดจนี จากการทป่ี ระเทศไทยมที ต่ี ง้ั เปน็ คาบสมทุ รจงึ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากทะเลอนั ดามนั
และทะเลจีนใต้ ภายในแผ่นดินมลี ักษณะภมู ิประเทศแตกต่างกนั ไปตามภาค เช่น ทร่ี าบ ภเู ขา ชายทะเล และจากการ
มีทีต่ ั้งในเขตภมู ิอากาศแบบร้อนช้ืน มลี มมรสมุ พดั ผ่าน จึงทำ� ใหม้ พี ืชพรรณธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มหลากหลายเออ้ื ตอ่
การตั้งถิ่นฐานและการด�ำรงชีวิตของ มนุษย์ประเทศไทยมีลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศและพืชพรรณธรรมชาติตาม
ลกั ษณะของภูมิภาคหรือทอ้ งถ่ินสามารถจ�ำแนกลกั ษณะภูมปิ ระเทศออกเปน็ 6 เขต คือ 1. ทิวเขาและหบุ เขาภาคเหนอื
2. ท่ีราบลมุ่ น้�ำภาคกลาง 3. ที่ราบสงู ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ 4. ทิวเขาภาคตะวนั ตก 5. ชายฝัง่ ภาคตะวนั ออก 6.
คาบสมุทรภาคใต้
สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพของทวปี เอเชยี ทวปี เอเชยี เปน็ ดนิ แดนทอ่ี ยทู่ างซกี โลกตะวนั ออกและไดช้ อื่ วา่ เปน็
ทวปี ที่มสี ่งิ ตรงกนั ข้ามและสิง่ ที่เปน็ ทสี่ ดุ ของโลกอยหู่ ลาย ๆ อย่าง เชน่ เป็นทวปี ทมี่ ขี นาดใหญ่ที่สดุ คอื มเี น้ือทปี่ ระมาณ
44,648,953 ตารางกโิ ลเมตร และมพี ืน้ ทสี่ งู ทสี่ ุดในโลก คือ ยอดเขาเอเวอเรสต์ ซง่ึ มีความสูงประมาณ 8,850 เมตรหรือ
29,028 ฟุต มีท้องทะเลทีล่ ึกทีส่ ุดอยูใ่ นมหาสมุทรแปซฟิ ิก และยงั เป็นทวีปท่ีมปี ระชากรมากท่สี ุดในโลกอีกด้วย
ปรากฏการณธ์ รรมชาติ คอื การเปลีย่ นแปลงของธรรมชาติ ทงั้ ในระยะยาวและระยะสัน้ สภาพแวดลอ้ มของ
โลกเปล่ียนแปลงไปตามเวลา ทั้งเป็นระบบและไม่เป็นระบบเป็นส่ิงที่อยู่รอบตัวเรา มักส่งผลกระทบต่อเราในธรรมชาติ
การเปลยี่ นแปลงบางอยา่ งมีผลกระทบต่อเรารุนแรงมาก
พายุ คอื สภาพบรรยากาศท่ีถูกรบกวนแบบใด ๆ กต็ าม โดยเฉพาะทีม่ ผี ลกระทบตอ่ พ้นื ผิวโลก และบง่ บอกถึง
สภาพอากาศท่รี นุ แรง เวลากล่าวถงึ ความรุนแรงของพายุ จะมเี นอ้ื หาสำ� คัญอย่บู างประการคอื ความเร็วท่ศี ูนยก์ ลาง ซ่ึง
อาจสงู ถึง 400 กิโลเมตร/ช่วั โมง
52 เอกสารพัฒนาทักษะวชิ าการผู้เรียนรายบคุ คล ระดบั มัธยมศกึ ษาปลาย
ปีการศึกษา 2563
นำ�้ ทว่ ม สาเหตสุ �ำคัญขึ้นอยกู่ บั สภาพทอ้ งท่ี และความวิปริตผนั แปรของธรรมชาตแิ ตใ่ นบางทอ้ งที่ การกระทำ�
ของมนุษยก์ ม็ ีส่วนสำ� คญั และ เกิดจากมนี ำ้� เปน็ สาเหตุ อาจจะเป็นน�ำ้ ทว่ ม น้ำ� ปา่ หรืออ่นื ๆ โดยปกตอิ ทุ กภยั เกิด
จากฝนตกหนักตอ่ เน่อื งกันเปน็ เวลานาน
บทท่ี 2 ประวตั ศิ าสตร
เรอื่ งท่ี 1 การแบงชว งเวลาและยคุ สมัยทางประวตั ศิ าสตร์
ยุคสมัยประวัติศาสตรมีความสําคัญตอการศึกษาประวัติศาสตรเนื่องจากเปนการแบงชวงเวลา ในอดีต
อยา งเปน ระบบ โดยพจิ ารณาจากหลกั ฐานทเี่ หลอื อยใู นปจ จบุ นั ซง่ึ จะนาํ ไปสกู ารวเิ คราะหเ หตกุ ารณ์ ตา งๆ อยา งมเี หตผุ ล
โดยตระหนกั ถึงความสาํ คญั ของความตอ เนอื่ งของชว งเวลา จะทาํ ใหการลาํ ดบั เปรยี บเทยี บเรอ่ื งราวทางประวตั ศิ าสตรม ี
ความชดั เจนขน้ึ ตามเกณฑด งั ตอไปนี้
2.1 ยคุ กอนประวัตศิ าสตร
2.1.1. ยุคหิน 2.1.2 . ยคุ โลหะ
2.2 ยคุ ประวัตศิ าสตร
2.2.1. สมัยโบราณ มนุษยเ ลกิ ใชช ีวิตแบบเรรอนมาตง้ั ถิน่ ฐานบานเรือนอยรู วมกนั สรางระเบยี บวนิ ยั
ในการอยรู วมกันข้ึนจนเปนสังคมท่มี คี วามซบั ซอน
2.2.2. สมัยกลาง เม่อื จักรวรรดโิ รมันลม สลาย โดยการรุกรานของพวกเตอรก ศลิ ปะวิทยาการตา งๆจึง
หยดุ ชะงกั ไปดว ย ยคุ สมยั นีจ้ ึงเรยี กอกี ชือ่ หนึง่ วา ยคุ มืด
2.2.3. สมัยใหมหรือยุคฟนฟูศิลปะวิทยาการ นับวายุคนี้เปนรากฐานของความเจริญทุกๆ ดานในยุค
ตอ มา ชว งเวลาของยคุ นี้เร่มิ ตัง้ แตการออกสํารวจดนิ แดนไปจนถงึ สงครามโลกคร้ังที่ 1
2.2.4. สมยั ปจจบุ นั คอื ชว งเวลาตงั้ แตยตุ ิสงครามโลกครัง้ ที่ 1 เร่ือยมาจนถึงปจ จุบัน
บทท่ี 3 เศรษฐศาสตร
ความหมายของเศรษฐศาสตร
เศรษฐศาสตร หมายถึง สาขาวิชาหน่ึงในสังคมศาสตร ที่ศึกษาพฤติกรรมของมนุษยในการใชทรัพยากรท่ีมี
อยอู ยางจํากัด โดยการจดั สรรทรพั ยากรไดอ ยา งเสมอภาคและเปนธรรมและเปน ท่ีพึงพอใจ
ความสาํ คญั ของเศรษฐศาสตร
เศรษฐศาสตร เปนเรื่องเก่ียวเนื่องสัมพันธกับพฤติกรรมของคนในสังคมกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งประกอบ
ดว ยการผลติ การกระจายผลติ และผบู รโิ ภค เศรษฐศาสตรจ งึ มบี ทบาทสาํ คญั ตอ การดาํ เนนิ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ทกุ ชนดิ
ระบบเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจ หมายถึง สถาบันทางเศรษฐกจิ ทป่ี ระกอบดวยหนวยเศรษฐกิจหลาย ๆ หนวย มารวมกนั มี
กฎเกณฑ ระเบยี บแบบแผนและแนวปฏบิ ตั อิ ยา งเดยี วกนั มรี ปู แบบการจดั ระบบสงั คม เพอื่ นาํ ทรพั ยากรมาใชใ นการผลติ
สินคา และบริการ รวมถึงการจําแนกแจกจายสนิ คาและบรกิ ารน้นั ใหก บั คน ในสังคมระบบเศรษฐกิจยงั รวมถึงการ
จัดระบบการครอบครองปจจัยการผลติ การควบคุมราคาและคา จางหรอื ระบบตลาด
กระบวนการทางเศรษฐกิจ
การผลิต (Production) หมายถึง การสรางเศรษฐทรัพยเพื่อบําบัดความตองการของมนุษย หรือการนําเอา
ปจจัยการผลิตตางๆไดแก ทดี่ ิน แรงงาน ทนุ ผปู ระกอบการไปผานกระบวนการผลิต หรอื กรรมวิธีตาง ๆ จนเกดิ เปน สนิ
คาและการบริการเพ่ือบําบัดความตอ งการของมนุษยในลกั ษณะที่เนนการ สร้างประโยชนทางเศรษฐกจิ ขน้ึ มาใหม่
เอกสารพัฒนาทกั ษะวชิ าการผู้เรยี นรายบคุ คล ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 53
ปีการศึกษา 2563
บทที่ 4 การเมอื งการปกครอง
ระบอบประชาธปิ ไตย คาํ วา “ประชาธปิ ไตย” เปน คาํ ไทยทบ่ี ญั ญตั ขิ นึ้ ใหม คี วามหมายตรงกบั คาํ ภาษาองั กฤษ
วา Democracy หมายถงึ อาํ นาจของประชาชน คาํ วา “ประชา” แปลวา ประชาชน คาํ วา “อธปิ ไตย” แปลวา ความเปน็
ใหญ สรปุ วา คําวา “ประชาธปิ ไตย” หมายถึง การปกครองทป่ี ระชาชน มีอํานาจสงู สุดในการปกครองประเทศ
หลักการของระบอบประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยจะมนั่ คงหรอื ไมนนั้ ขึน้ อยูกบั รฐั บาลและประชาชนวาจะยดึ มั่น
ในหลกั การของระบอบประชาธปิ ไตยมากนอยเพียงใด ซงึ่ หลกั การของระบอบประชาธปิ ไตยมดี ังน้ี
หลักความเสมอภาค หมายถึง ทุกคนไมวาฐานะจะเปนอยางไร มีสติปญญาหรือความสามารถมากนอย
แตกตา งกนั หรอื แมม ผี วิ พรรณแตกตา งกนั แตท กุ คนมคี วามเปน มนษุ ยอ ยา งเทา เทยี มกนั ซงึ่ หลกั ความเสมอภาคแบง เปน
4 ลักษณะ ดงั นี้
1) ความเสมอภาคทางกฎหมาย หมายความวา ทกุ คนมีความเทาเทยี มกันทางกฎหมาย
2) ความเสมอภาคทางการเมอื ง หมายความวา ทกุ คนมีความเทา เทียมกันในทางการเมืองการปกครอง
ประเภทของประชาธปิ ไตย
การปกครองระบอบประชาธิปไตย แบงออกเปน 2 ประเภท คอื
3.1 ประชาธิปไตยโดยทางตรง เปน วิธีการทปี่ ระชาชนทุกคนมสี วนรวมในการปกครองโดยตรงเหมาะกบั รัฐทม่ี ี
ประชากรไมมาก
3.2 ประชาธิปไตยโดยทางออม เนื่องจากจํานวนประชากรของแตละประเทศมีจํานวนมหาศาล ดังนั้นการ
ใหป ระชาธปิ ไตยทางตรง จงึ ไมส ามารถกระทาํ ไดป ระเทศตา ง ๆ ทว่ั โลกไดใ ชว ธิ ปี ระชาธปิ ไตยทางออ ม ซงึ่ กค็ อื การเลอื ก
ตัวแทนเขาไปทําหนาที่แทนประชาชน การใชอํานาจอธิปไตยของประชาชนจะใชผานตัวแทน ซึ่งไดแก อํานาจนิติกับ
บัญญัติคือรฐั สภา อํานาจบริหารคอื รัฐบาล อํานาจตุลาการคือศาล
การปกครองระบอบเผด็จการ
2.1 ความหมายของการปกครองระบอบเผดจ็ การ
การปกครองระบอบเผด็จการ หมายถึง การปกครองท่ีใหความสําคัญแกอํานาจรัฐและผูปกครองอํานาจรัฐ
จะอยูเหนือเสรีภาพของบุคคล คณะบุคคลเด่ียวหรือพรรคการเมืองเด่ียว โดยจะถือประโยชนของรัฐมากกวาของ
ประชาชนการปกครองระบอบเผด็จการมีลักษณะแตกตางจากประชาธิปไตย เพราะระบอบเผด็จการ มุงใหประชาชน
มีสวนรวม“นอยที่สุด” หรือ “ไมมี” เลย อีกท้ังยังไมตองการใหมีฝายคานแต่ตองการให้มีการปฏิบัติตามอยางเต็มที่
เพราะถอื วา ฝา ยคา นเปน ศตั รหู รอื อปุ สรรคของชาติ ระบอบเผดจ็ การเปน ระบอบการเมอื งการปกครองทมี่ มี าชา นานแลว
และไดวิวัฒนาการไปตามกาลเวลา ซ่ึงผูนําประเทศตาง ๆ มีการนําระบอบเผด็จการมาปรับปรุงเพื่อใหสอดคลองกับ
สถานการณท นั สมัยและนาเล่ือมใส เพื่อใหเปนท่ียอมรับของประชาชน
หมายเหตุ : ให้นกั ศึกษา ไดศ้ ึกษาเพมิ่ เตมิ จากหนังสือแบบเรียนรายวชิ าสังคมศกึ ษา สค31001
54 เอกสารพัฒนาทักษะวชิ าการผู้เรยี นรายบคุ คล ระดบั มัธยมศกึ ษาปลาย
ปีการศกึ ษา 2563
แบบทดสอบรายวิชาสังคมศกึ ษา รหสั วชิ า สค31001
จงเลือกค�ำตอบทถี่ กู ต้องทส่ี ุดเพยี งคำ� ตอบเดียว
1. แม่น้ำ� ดานบู มีตน้ ก�ำเนิดจากเทือกเขาในประเทศอะไร 6. เขตภูมิอากาศของทวีปอเมริกาเหนือข้อใด มีลักษณะ
ก. ออสเตรเลีย อากาศแบบร้อนมีฝนตกคล้ายกับประเทศไทย มีช่วงเวลา
ข. เยอรมัน
ค. สวเี ดน ระหว่างฤดูฝนกบั ฤดแู ลง้ สลับกันปีละ 6 เดือน
ก. ภูมอิ ากาศแบบปา่ ดิบช้นื (Af)
ง. กรซี ข. ภูมิอากาศแบบป่ามรสุม (Am)
2. ลมประจำ� ทพี่ ัดผา่ นทวปี ยุโรปคือขอ้ ใด
ก. ลมตะวนั ออก ค. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญา้ สะวนั นา (Aw)
ง. ภูมิอากาศแบบเมดเิ ตอร์เรเนียน (Cs)
ข. ลมตะวันตก 7. สาเหตหุ ลักการเกิดแผ่นดินไหวของประเทศเนปาลคอื
ค. ลมเหนือ
ง. ลมใต้ ข้อใด
ก. การสนั่ สะเทือนของพืน้ ผวิ โลก
3. ขอ้ ใดเปน็ ชอื่ แม่น้ำ� ท่ีสำ� คญั ในทวปี อเมรกิ าเหนือ ข.น�ำ้ แขง็ ขว้ั โลกเหนอื ละลาย
ก. มิสซิสซปิ ปี
ข. แอมะซอน ค.ภาวะเรือนกระจก
ง.พายเุ ฮอร์ริเคน
ค. ปารากวัย 8. สนึ ามิเป็นภัยธรรมชาติท่ีมกั เกดิ เม่ือใด
ง. ปารานา
4. ประเทศชลิ ีมีภมู ิอากาศแบบใด ก.แผน่ ดนิ ไหวรุนแรงใต้ท้องทะเล
ข.แผน่ เปลือกโลกเลอ่ื นออกจากกัน
ก. ทุ่งหญ้ากงึ่ ทะเลทราย ค.แผน่ ดินไหวพร้อมกบั ภูเขาไฟระเบิด
ข. เมดิเตอรเ์ รเนยี น
ค. ภาคพืน้ สมุทร ง.พายหุ มุนอยา่ งฉับพลันบรเิ วณกลางมหาสมทุ ร
9. “สนี ำ�้ เงิน” ในแผนทหี่ มายถึงลกั ษณะภมู ิประเทศแบบ
ง. ปา่ ดบิ ชื้น ใด
5. ข้อใดคือความแตกต่างภูมิอากาศในประเทศไทยกับ ก.แม่น้�ำ
ทวีปยุโรป ข.ปา่ ไม้
ก.อากาศประเทศไทยร้อนชื้น อากาศทวีปยุโรป ค.ท่รี าบสงู
หนาวจดั ง.ถนนสายหลกั
ข.อากาศประเทศไทยร้อนจัด อากาศทวีปยุโรป 10. การศึกษาท่ีตั้งของสภาพภูมิประเทศนมลูกควรใช้
อบอุ่นหนาวจดั เครอ่ื งมอื ใดจงึ เหมาะสมทส่ี ุด
ค.อากาศประเทศไทยร้อนจัด อากาศทวีปยุโรป ก. ลูกโลก
ฝนตกตลอดทงั้ ปี ข.เข็มทิศ
ง.อากาศประเทศไทยร้อนชื้น อากาศทวีปยุโรป ค.แผนท่ี
อบอุ่นชื้นและหนาวเยน็ ง.เวบ็ ไซค์
เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการผู้เรียนรายบคุ คล ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 55
ปีการศกึ ษา 2563
11. เมื่อเกดิ ฝนตกฟ้าคะนอง ควรปฏบิ ตั ิอยา่ งไร 16. ประโยชน์สงู สุดท่มี นุษย์ได้รบั จากป่าไม้คือข้อใด
ก. หลบอยใู่ นบา้ น ก.เป็นแหลง่ ต้นน้�ำล�ำธาร
ข. อยูใ่ ตต้ ้นไม้ใหญ่ ข.ใหร้ ่มเงาจากแสงอาทติ ย์
ค. อยูใ่ นที่โล่งแจง้ ค.ใชเ้ ป็นวตั ถดุ ิบในการสร้างบ้านเรอื น
ง. อย่ใู กลเ้ สาสูง ง.อุปกรณ์ไฟฟ้าและอเิ ลก็ ทรอนิกส์
12. ข้อใดเป็นข้อควรปฏิบัติเพ่ือเตรียมความพร้อมก่อน 1 7 . ข ้ อ ใ ด คื อ ส า เ ห ตุ ส� ำ คั ญ ที่ ม นุ ษ ย ์ ทํ า ล า ย
เกดิ แผ่นดินไหว ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม
ก. เตรียมเครอ่ื งอปุ โภคบรโิ ภคทีจ่ ำ� เป็น ก.ความโลภของมนุษย์
ข. อยใู่ นบ้านใหห้ า่ งประตู หน้าตา่ ง หรือระเบยี ง ข.ความรเู้ ท่าไม่ถึงการณ์
ค. ไม่ควรถอื เคร่ืองมือเครือ่ งใช้ที่เป็นสอื่ ไฟฟ้า ค. พฤติกรรมการบริโภค
ง. แจ้งขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ ง. การเพิ่มของประชากร
13. ขอ้ ใดเปน็ สงิ่ ทต่ี อ้ งปฏบิ ตั เิ มอ่ื เกดิ คลน่ื สนึ ามขิ ณะทท่ี า่ น 18. ข้อใดคือปัจจัยท่ีท�ำให้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง
ก�ำลังอยูบ่ รเิ วณชายทะเล ทะเลในปจั จบุ นั มคี วามรุนแรงมากขน้ึ
ก. เดนิ ส�ำรวจระดับน้�ำทีล่ ดลง ก. ภาวะโลกรอ้ น
ข. หาสงิ่ ท่ีลอยน้ำ� ไดแ้ ละเกาะไว้ให้แนน่ ข.การเกิดพายหุ มุนเขตร้อน
ค. ออกจากชายฝัง่ ใหเ้ ร็วที่สดุ และหนขี ้ึนทส่ี งู ค.ปรากฏการณอ์ ณุ หภมู ผิ กผัน
ง. โทรศพั ท์ขอความชว่ ยเหลอื จากหนว่ ยงาน ง.ปลูกตน้ โกงกางตามชายฝั่งทะเล
ภาครฐั 19. ข้อใดกล่าวถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้ถูก
14. ขอ้ ใดเปน็ ข้อควรปฏิบตั เิ มอ่ื เกิดภัยธรรมชาตทิ กุ ชนิด ตอ้ งท่สี ดุ
ก. รบี ออกนอกอาคาร ก.การมีมาตรการป้องกันและคมุ้ ครอง
ข. อยูห่ ่างฝง่ั ทะเลการณ์ ข.การควบคุมมใิ ห้มีการทำ� ลาย
ค. อยใู่ นทส่ี งู ทรพั ยากรธรรมชาติ
ง. เปิดวทิ ยุฟงั สถานการณ์ ค.การใชท้ รพั ยากรการใช้ทรัพยากรให้
15. ขอ้ ใดคือผลกระทบจากการเรง่ เครอ่ื งยนต์ในเขตพื้นท่ี เกดิ ประโยชน์สงู สุด
ชมุ ชน ง.ให้เหมาะสมโดยใหเ้ กดิ สภาพสมดลุ
ก.มลพษิ ทางน�ำ้ 20. ข้อใดสามารถน�ำมาใช้ในการแก้ปัญหาส่ิงแวดล้อมได้
ข.มลพษิ ทางแสง ดีและย่งั ยืนทีส่ ุด
ค. มลพษิ ทางเสียง ก.การป้องกนั กำ� จดั สารพิษ
ง. มลพษิ ทางอากาศ ข.การประหยัดการใช้ทรัพยากร
ค.การพัฒนาเทคโนโลยีท่ีเหมาะสม
ง.การสรา้ งจิตสำ� นึกทดี่ ีด้านการอนุรกั ษ์
56 เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการผู้เรยี นรายบคุ คล ระดบั มธั ยมศกึ ษาปลาย
ปีการศกึ ษา 2563
สรปุ เนอื้ หารายวชิ าศาสนาและหนา้ ทพี่ ลเมอื ง รหสั วิชา สค31002
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักศึกษาสามารถบอกประวตั ิความเปน็ มาของศาสตรท์ ีส่ �ำคัญต่าง ๆ ในโลกได้
2. นกั ศกึ ษาสามารถอธิบายถงึ หลกั ธรรมค�ำสอนท่สี �ำคญั ของศาสนาต่าง ๆ ได้
3. นกั ศึกษาบอกวิธีการในการอย่รู ่วมกันกับบคุ คลในศาสนาอ่นื ๆ ได้
4. นกั ศึกษาสามารถบอกประเพณี วัฒนธรรมท่สี �ำคญั ของไทยและท่ีส�ำคัญในโลกได้
5. นกั ศกึ ษาสามารถบอกวธิ ีการประพฤติปฏบิ ัติตามค่านิยมท่พี ึงประสงค์ของสังคมโลกได้
ขอบเขตเน้ือหา
ประวัติความเป็นมา หลักธรรม ค�ำสอน ของศาสนาต่าง ๆ ในโลก การฝึกปฏิบัติพัฒนาจิตใจ และประเพณี
วัฒนธรรมส�ำคัญต่าง ๆ ในโลก และค่านิยมที่พึงประสงค์ของสังคมโลกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
และกฎหมายท่ีเก่ียวข้อง บทบาทหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ และการตรวจสอบอ�ำนาจรัฐ หลักสิทธิมนุษยชน
และการปฏิบตั ติ ามหลกั สิทธมิ นุษยชน
บทที่ 1 ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี
1. ศาสนาพุทธ
พระพทุ ธเจา้ ตรสั รอู้ ะไร พระสทิ ธตั ถะ ทรงใชว้ ธิ บี ำ� เพญ็ เพยี รทางจติ เพอ่ื แสวงหาหนทางดบั ทกุ ข์ และประสบผล
สำ� เร็จด้วย “อริยสัจ 4” ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ทุกข์ สมทุ ัย นิโรธ มรรค คมั ภีร์ในพระพทุ ธศาสนา คือ การ
รวบรวมหลกั ค�ำสอนของพระศาสดาไวเ้ ป็นหมวดหมู่ และบนั ทกึ ไวเ้ ป็นลายลักษณอ์ ักษร เรยี กว่า “พระไตรปิฎก” คัมภีร์
นิกายสำ� คัญในพระพุทธศาสนา นิกายใหญ่ ๆ 2 นกิ าย ดังนี้
1. นิกายเถรวาท (หรอื หินยาน) เปน็ นิกายทม่ี ีมาแต่เดิม ในหลักค�ำสอนของพระองคพ์ ระศาสดา โดยเครง่ ครัด
ในปจั จุบนั นิกายเถรวาทเจรญิ รงุ่ เรืองในประเทศศรลี งั กา ไทย พมา่ กมั พูชา และลาว
2. นิกายอาจรยิ วาท (หรอื มหายาน) ในปจั จบุ ัน ประเทศทนี่ บั ถอื นกิ ายมหายาน ไดแ้ ก่ จนี เกาหลี ญ่ีปุ่น และ
ธเิ บต
2. ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู
ศาสนาพราหมณ์- ฮนิ ดู เปน็ ศาสนาทเี่ ก่าแก่ทีส่ ุด ในชมพูทวีป หรอื ปจั จบุ ันคืออนิ เดยี เมือ่ ประมาณ 1,000 ปี
กอ่ นพุทธศักราช ศาสนาพราหมณเ์ ป็นศาสนาของพวกอรยิ กะหรอื อารยนั พวกอารยนั เปน็ เหตใุ ห้เกิดระบบวรรณะขน้ึ
ในอนิ เดีย โดยแบง่ เป็น 4 วรรณะ คือ
1. วรรณะพราหมณ์ ได้แก่ กลุ่มบุคคลผู้ท�ำหน้าท่ีประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและถือว่าเป็นผู้ท่ีอยู่ในวรรณะ
สงู สดุ
2. วรรณะกษัตริย์ ไดแ้ ก่ ทำ� หน้าทปี่ กครองบา้ นเมือง
3. วรรณะแพทย์หรือไวศยะ ได้แก่ บุคคลสว่ นใหญ่ของสงั คม ซ่งึ มีอาชพี ทางการคา้ ขาย
4. วรรณะศูทร ไดแ้ ก่ บุคคลท่ีเปน็ กรรมกรผู้ใช้แรงงาน
นอกจากนย้ี งั มกี ลุ่มนอกวรรณะ คือ ผทู้ เี่ กิดจากบิดา มารดา ต่างวรรณะกนั เรยี กวา่ “จัณฑาล” นิกายส�ำคัญ
ของศาสนาพราหมณ์- ฮินดู
เอกสารพัฒนาทักษะวชิ าการผู้เรียนรายบคุ คล ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 57
ปีการศกึ ษา 2563
1. นกิ ายพรหม เป็นนิกายท่ีมีมาตัง้ แตเ่ ดมิ และเก่าแกท่ ส่ี ุด นบั ถือพระพรหมเปน็ เทพเจา้ สูงสุด ในฐานะผู้สร้าง
ทกุ สรรพส่งิ ในโลก
2. นกิ ายไศวะ นบั ถอื พระศวิ ะ (หรอื อศิ วร) เปน็ เทพเจา้ สงู สดุ โดยมคี วามเชอื่ วา่ เปน็ ผสู้ รา้ งโลก (อวยั วะเพศชาย)
ซึง่ เป็นเคร่อื งหมายของ “ผู้สร้าง”
3.ศาสนาคริสต์
ศาสนาครสิ ต์ หรอื ครสิ ตศ์ าสนา ไดว้ ฒั นาการมาจากศาสนายวิ หรอื ยดู า มพี ระเยซเู ปน็ ศาสดาของศาสนาครสิ ต์
พระเยซู ประกาศเผยแพรศ่ าสนาได้ 3 ปี สามารถประสบความสำ� เรจ็ อยา่ งดี จนกระทง่ั พระเยซถู กู ทหารจบั และถกู ตดั สนิ
ประหารชวี ติ โดยทที่ หารโรมนั ไดใ้ หพ้ ระเยซแู บกไมก้ างเขน ตะปตู อกตรงึ พระเยซไู วก้ บั ไมก้ างเขนนน้ั พระเยซสู นิ้ ชพี ขณะ
ทมี่ อี ายุได้ 32 พรรษา คมั ภรี ข์ องศาสนา :ศาสนาครสิ ต์รวบรวมหลกั คำ� สอนไว้ในคมั ภรี ์ “ไบเบลิ ” (Bible)
นิกายสำ� คัญของศาสนาครสิ ต์
1. นกิ ายโรมนั คาทอลกิ เปน็ นกิ ายทย่ี ดึ มนั่ ในหลกั คำ� สอนของพระเยซู โดยเครง่ ครดั มศี นู ยก์ ลางอยทู่ น่ี ครวาตกิ นั
(ใจกลางกรงุ โรม ประเทศอติ าล)ี มพี ระสันตะปาปาหรอื โป๊ป (Pope) เปน็ ประมุข
2. นิกายออรโ์ ธดอ็ กซ์ มีหลกั คำ� สอนทเ่ี หมือนกบั นิกายโรมันคาทอลกิ แทบทุกประการ แตม่ คี วามแตกตา่ งใน
ด้านรูปแบบของพิธกี รรมของพธิ ีกรรมและระเบียบปฏบิ ัติของนักบวช
3. นกิ ายโปรเตสแตนต์ เปน็ นกิ ายทแ่ี ยกออกจากนกิ ายโรมนั คาทอลกิ เนอ่ื งจากมคี วามเหน็ เกย่ี วกบั หลกั คำ� สอน
ในคัมภรี ์ไบเบิลทีแ่ ตกตา่ งกนั และการปฏบิ ตั ใิ นพิธกี รรมกไ็ ม่เหมือนกัน
4. ศาสนาอิสสาม
ศาสนาอสิ ลาม เกดิ ขนึ้ ทน่ี ครเมกกะในประเทศซาอดุ อิ าระเบยี ปจั จบุ นั หลงั พทุ ธศกั ราช 1,113 ปี หรอื หลงั ครสิ ต์
ศกั ราช 570 ปี ชาวมสุ ลมิ นบั ถือพระผูเ้ ป็นเจา้ ทีย่ ่งิ ใหญแ่ ตเ่ พียงองค์เดียว ทรงพระนามวา่ “อลั เลาะห์” หลักศาสนาท่ี
ส�ำคัญ ผ้นู บั ถอื ศาสนาอิสลามถือวา่ “คมั ภีร์อัล – กรุ อาน” (โกหร่าน) เปน็ คมั ภีร์ที่ส�ำคญั ทสี่ ดุ เพราะเปน็ ทง้ั บทบญั ญตั ิ
ทางศาสนาและเป็นกฎหมายไปดว้ ย
นิกายสำ� คัญของศาสนาอสิ ลาม
1. นิกายซะนนะห์หรือซุนนี (คนไทยเรียกว่า สุหนี่) เน้นการปฏิบัติตามคัมภีร์อัล – กุรอาน และค�ำสอนของ
ศาสดา มสุ ลิมส่วนใหญ่ในโลก รวมทัง้ ในไทยนบั ถอื นิกายน้ี
2. นกิ ายชอี ะห์ มคี วามเช่อื ว่าผ้ดู �ำรงต�ำแหนง่ ประมขุ ตอ่ จากท่านศาสดาจะต้องเปน็ ทายาท
หรอื ผสู้ บื เชอ้ื สายจากทา่ นศาสดาเทา่ นน้ั ในปจั จบุ นั นกิ ายชอี ะหส์ ว่ นใหญจ่ ะพบในประเทศอหิ รา่ น อริ กั เยเมน และอนิ เดยี
3. นกิ ายคอวารจิ ญ์ มีความเหน็ วา่ ผู้ที่จะทำ� หนา้ ท่ีเปน็ ผูน้ ำ� ของโลกมุสลมิ ต่อจากท่านศาสดาจะตอ้ งมาจากการ
เลอื กต้งั จะพบในประเทศอัลจิเรยี และโอมาน
4. นิกายวาฮาบี ถือวา่ คัมภรี ์อลั –กุรอาน มคี วามสำ� คัญ บริสทุ ธิ์ และมคี วามศกั ดิ์สทิ ธ์ิสงู สดุ ผู้นับถือนิกายนีม้ ี
ไมม่ ากนัก สว่ นใหญจ่ ะอยใู่ นอนิ เดยี ตะวันออกกลาง และแอฟรกิ าตะวันออก
บทท่ี 2 หน้าทีพ่ ลเมอื ง
วิธีปฏบิ ัตติ นตามรฐั ธรรมนูญและกฎหมาย
รฐั ธรรมนญู และกฎหมายอน่ื ๆ กฎหมายรฐั ธรรมนญู นบั เปน็ กฎหมายสงู สดุ ของรฐั มฐี านะเหนอื บรรดากฎหมาย
และกฎเกณฑ์ทั้งปวงภายในประเทศ ดังนั้นบทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
บทบญั ญัตนิ น้ั เปน็ อันใชบ้ ังคับ
58 เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการผู้เรยี นรายบุคคล ระดับมัธยมศกึ ษาปลาย
ปีการศกึ ษา 2563
การมีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครอง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การมีส่วนร่วมทางการเมืองแบบเป็น
ทางการและการมีสว่ นรว่ มทางการเมอื งแบบไมเ่ ปน็ ทางการ ดงั น้ี
1. การมีส่วนรว่ มทางการเมอื งแบบเปน็ ทางการ
1.1 การออกเสยี งเลอื กต้ัง
1.2 การแสดงความคิดเหน็ ทางการเมือง
1.3 การออกเสยี งประชามติ
1.4 การใช้สิทธเิ สนอรา่ งกฎหมาย สิทธแิ กผ่ ูม้ สี ิทธิเ์ ลือกตงั้ จ�ำนวนไมน่ อ้ ยกวา่ 10,000 คน ในการเข้า
ชอ่ื รอ้ ง
1.5 การมสี ทิ ธใิ นการถอดถอน
1.6 การทำ� ประชาพิจารณ์
การเลือกตงั้ แบง่ ได้ดงั นี้
1. การเลอื กตง้ั ระดับประเทศ : สภาผแู้ ทนราษฎรและวุฒสิ ภา
2.การเลือกตั้งระดบั ทอ้ งถน่ิ : การปกครองแบบกระจายอ�ำนาจใหป้ ระชาชนในทอ้ งถิ่นปกครองตนเอง องคก์ าร
บรหิ ารส่วนจังหวดั เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำ� บล กรงุ เทพมหานคร และเมอื งพทั ยา
บทบาทตวั แทนปวงชนในระดับประเทศ
1. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีหน้าท่ีในการรวบรวมปัญหาของประชาชนมาเสนอ รัฐสภารับทราบ เสนอให้
รฐั สภารับทราบ เสนอร่างกฎหมาย ร่างพระราชบญั ญตั ิ ร่วมแปรญตั ติ เพอ่ื ขอแก้ไขกฎหมายควบคุมการบรหิ ารราชการ
แผน่ ดิน โดยมีการตรวจสอบฝ่ายบริหาร
2. สมาชกิ วุฒิสภา มหี น้าทใี่ นการพิจารณากล่ันกรองรา่ งกฎหมาย ควบคมุ การบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ
หลกั สทิ ธมิ นุษยชนและบทบาทหน้าที่ ความรบั ผิดชอบของคณะกรรมการสิทธิ์
สิทธิมนุษยชน : การปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีหลักการท่ีส�ำคัญอย่างหนึ่งว่าจะต้องให้ประชาชน
ทกุ คนมีสิทธิ เสรภี าพ ความเสมอภาค และศกั ดศิ์ รีความเป็นมนุษย์ แตต่ ้องไมล่ ะเมิดสทิ ธิ เสรีภาพ ของบุคคลอ่นื และ
สว่ นรวม
หมายเหตุ : ใหน้ กั ศกึ ษา ได้ศกึ ษาเพิม่ เตมิ จากหนงั สือแบบเรยี นรายวชิ าศาสนาและหนา้ ที่พลเมอื ง สค31002
เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการผู้เรยี นรายบคุ คล ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 59
ปีการศึกษา 2563
แบบทดสอบรายวชิ าศาสนาและหนา้ ทพ่ี ลเมอื ง รหสั วิชา สค31002
จงเลอื กคำ� ตอบที่ถกู ทส่ี ุดเพียงค�ำตอบเดียว 6. สมชายใชช้ วี ิตอยา่ งพอเพยี ง สมชายปฏิบตั ิตรงกับหลกั
ธรรมทางพทุ ธศาสนาใด (ร-ู้ จ�ำ)
1. ขอ้ ใดเรียงล�ำดับการเกดิ ศาสนาไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง (รู้-จ�ำ) ก. ธมั มัญญุตา
ก. พุทธ ครสิ ต์ อิสลาม พราหมณ์ – ฮนิ ดู ข. อัตตญั ญตุ า
ข. พราหมณ์ – ฮินดู พทุ ธ ครสิ ต์ อิสลาม ค. มัตตัญญุตา
ค. ครสิ ต์ พราหมณ์ – ฮินดู พุทธ อสิ ลาม ง. กาลญั ญตุ า
ง. อสิ ลาม พราหมณ์ – ฮนิ ดู พุทธ ครสิ ต์ 7. ขอ้ ใดไม่ใช่วิธกี ารเผยแพร่หลักคำ� สอนศาสนาครสิ ต์
2. คำ� สอนทว่ี า่ มนษุ ย์มีฐานะสูงสุด เพราะมโี อกาสบ�ำเพญ็ ของพระเยซู (รู้-จำ� )
ธรรม เป็นการฟอกวญิ ญาณใหส้ ะอาดเป็นคำ� สอนของ ก. การเผยแพร่คำ� สอนตามบา้ น
ศาสนาใด (รู-้ จำ� ) ข. การรักษาบุคคลที่เจบ็ ป่วยให้หาย
ก. ฮินดู ค. การแสดงความฉลาดในการแก้ปญั หา
ข. ซิกข์ ง. การประกาศหลักความรัก ความเมตตา
ค. พทุ ธ์ กรุณา
ง. ครสิ ต์ 8. พิธีการเขา้ เปน็ พุทธมามกะของศาสนาพทุ ธ เปรียบได้
3. ศาสดาพระองค์ใดทไ่ี มใ่ หเ้ ชื่อเพียงเพราะเป็นคำ� สอน กับพิธใี ดในศาสนาคริสต์ (รู-้ จำ� )
ของศาสดา แต่ต้องเช่ือเพราะผา่ นการพสิ ูจนด์ ้วยตัวเอง ก. พิธีรับศลี ก�ำลงั
แล้วเท่านัน้ (ร้-ู จ�ำ) ข. พิธีรบั ศลี แก้บาป
ก. พระเยซู ค. พิธรี บั ศีลลา้ งบาป
ข. พระพุทธเจ้า ง. พิธีรับศีลมหาสนิท
ค. พระอลั เลาห์ 9. ค�ำสอนของศาสนาอิสลามและศาสนาครสิ ตส์ อดคลอ้ ง
ง. คุรุนานักเทพ กนั มากในเรอ่ื งใด (รู้-จำ� )
4. “บุคคลใดมใี จบริสุทธกิ์ เ็ ป็นสขุ เพราะว่าเขาจะไดเ้ หน็ ก. เชื่อวา่ ตายแลว้ เกดิ ใหม่อีก
พระเจา้ ” เปน็ พระธรรมเทศนาของศาสดาองคใ์ ด ข. มพี ระเจา้ เพียงองคเ์ ดยี วในจติ ใจ
ก. โมเสส ค. ทกุ คนต้องบวชจงึ จะเขา้ ใกล้พระผู้เปน็ เจ้า
ข. พระเยซ ู ตามต้องการ
ค. มหาวรี ะ ง. รูปเคารพเปน็ ตวั แทนอนั ศกั ด์ิสทิ ธิค์ วรมไี ว้เป็น
ง. มูฮัมมัด ทพี่ ่งึ ทางใจ
5. พระพุทธเจ้าก่อนเสด็จดบั ขนั ธปรินพิ พานได้ตรัสปจั ฉมิ 10. หลักปฏิบัติ 5 ประการของศาสนาอสิ ลามข้อใดอาจ
โอวาทมใี จความอยา่ งไร (รู้-จำ� ) เลอื กปฏบิ ตั ใิ นลำ� ดบั สุดท้าย (ร้-ู จ�ำ)
ก. ไม่ประมาท ก. การละหมาด
ข. เดินสายกลาง ข. การถอื ศลี อด
ค. ทำ� ดไี ด้ดี ทำ� ชว่ั ไดช้ ่ัว ค. การบรจิ าคซะกาต
ง. ความสามัคคีทำ� ให้เกดิ สุข ง. การประกอบพธิ ีฮจั ญ์
60 เอกสารพัฒนาทกั ษะวชิ าการผู้เรยี นรายบคุ คล ระดับมธั ยมศกึ ษาปลาย
ปีการศึกษา 2563
11. คัมภรี ์พระเวทของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เก่าแก่ท่สี ุด 16. สงคราครเู สด สงครามปาเลสไตน์ สาเหตุมาจาก
คอื (ร-ู้ จ�ำ) ปญั หาจากความขดั แย้งทางศาสนา นักศกึ ษามีแนวทาง
ก. ฤคเวท ในการแกไ้ ขปัญหาความขดั แย้งทางศาสนาอย่างไร
ข. ยชุรเวท (วิเคราะห์)
ค. สามเวท ก. ตัดขาดความสัมพันธก์ ับผู้ที่นบั ถอื ศาสนาอ่ืน
ง. อถรรพเวท ข. ใหผ้ ลประโยชนก์ บั ทกุ ศาสนาอยา่ งเทา่ เทยี มกนั
12. ศาสนาพราหณ์ชว่ งทเี่ ปล่ียนเป็นเอกเทวนยิ มนับถือ ค. ให้มนษุ ยน์ ับถือศาสนาทุกศาสนา เพราะ
สงิ่ ใดเปน็ สิ่งศกั ด์สิ ิทธ์สิ ูงสดุ ศาสนาทำ� ใหค้ นเป็นคนดี
ก. โมกษะ ง. ศกึ ษาหลกั คสอนของศาสนาตา่ ง ๆ ให้เขา้ ใจ
ข. พระเวท และมคี วามเปน็ กลาง
ค. พรหมนั 17. นกั ศึกษาต้องการฝกึ ตนใหม้ ีความเสยี สละและกระทำ�
ง. ตรีมูรติ กิจการงานไดส้ �ำเร็จตอ้ งน�ำหลกั ธรรมค่ใู ดมาปฏิบตั ิตน(นำ�
13. ข้อใดกล่าวถงึ หลกั ธรรมท่ีสำ� คญั และจดุ หมายปลาย ไปใช้)
ทางของศาสนาพทุ ธ ฮนิ ดู คริสต์ และอิสลาม ไม่ถูกต้อง ก. สังคหวตั ถุ 4 – อิทธบิ าท 4
(นำ� ไปใช)้ ข. สงั คหวัตถุ 4 – พรหมวิหาร 4
ก. อริยสจั 4 – นพิ พาน ค. อิทธิบาท 4 – พรหมวหิ าร 4
ข. หลักปรุ ุสารถะและอาศรม 4 – ไวษณพ ง. อทิ ธบิ าท 4 – กลุ จิรัฎฐติ ธิ รรม 4
ค. บัญญัติ 10 ประการและหลักความรัก 18. การสอนเรอ่ื งอรยิ สัจ 4 คือ ทุกข์ ในทางพุทธศาสนา
– อาณาจกั รพระเจา้ มีจดุ ประสงคอ์ ย่างไร
ง. หลักศรัทธาและหลักปฏิบตั ิ – พระอัลเลาะห์ ก. ให้รู้ว่าชวี ิตคือความทุกข์
14. ศาสนาอิสลามมลี ักษณะแตกต่างจากศาสนาอ่ืนใน ข. ใหร้ ู้วา่ ความทุกขเ์ ปน็ กรรม
เรอ่ื งใด ค. ใหเ้ ขา้ ใจว่าทกุ ขม์ าจากกเิ ลสในใจเรา
ก. ความเช่ือมน่ั ในพระเจ้าองค์เดียว ง. ให้ด�ำเนินตามเส้นทางสคู่ วามดบั ทกุ ข์
ข. ความศรทั ธาในศาสนทตู ของพระผูเ้ ปน็ เจา้ 19. นักศึกษาตั้งใจอา่ นหนงั สือจนเข้าใจไมค่ ดิ ถงึ เรือ่ งอนื่
ค. การปฏิบัตศิ าสนกจิ กบั การดำ� เนนิ ชวี ิตส่วนตัว เป็นสมาธทิ ่ีเรยี กวา่ (เขา้ ใจ)
ไม่แยกจากกัน ก. ขณกิ สมาธิ
ง. การกำ� หนดขอ้ ห้ามบางอยา่ ง เชน่ หา้ มบริโภค ข. อนัตตาสมาธิ
เนอ้ื สัตว์บางชนิด ค. อปั ปนาสมาธ ิ
15. สาเหตุส�ำคญั ทสี่ ดุ ซ่ึงทำ� ใหค้ วามสัมพนั ธ์ระหว่าง ง. อปุ จารสมาธิ
อนิ เดียกับปากสี ถานไม่ราบร่ืนคือข้อใด (วเิ คราะห์) 20. ผลของการเจรญิ สมาธชิ ว่ ยพฒั นาบคุ ลกิ ของผปู้ ฏบิ ัติ
ก.ความขดั แย้งทางศาสนา อยา่ งไร (เขา้ ใจ)
ข.ปญั หาดินแดนแคชเมียร์ ก. ลกั ษณะสภุ าพ ออ่ นโยน แชม่ ชนื่
ค.ตา่ งฝ่ายตา่ งมมี หาอำ� นาจสนับสนุน ข. ลกั ษณะเออื้ เฟ้อื เผ่ือแผ่ มีเมตตา
ง.การแขง่ ขนั กันพฒั นาอาวุธนวิ เคลียร์ ค. ลักษณะเขม้ แข็ง มั่นคง ไมอ่ ่อนแอ
ง. ลกั ษณะรา่ งกายมีกำ� ลัง จิตมกี ำ� ลงั เปน็ บอ่ เกิด
แหง่ ปัญญา
เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการผู้เรยี นรายบุคคล ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 61
ปีการศึกษา 2563
สรปุ เนอื้ หารายวชิ าการพฒั นาตนเองชุมชน สังคม รหัสวชิ า สค31003
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นักศึกษามีความรู้ ความเข้าใจ หลักการพัฒนาตนเอง ชุมชน สงั คม
2. นกั ศึกษาสามารถวิเคราะห์และอธิบายข้อมลู ของตนเอง ครอบครวั ชมุ ชนสงั คมดา้ นตา่ ง ๆ ได้
3. นักศกึ ษาเห็นความสำ� คัญ เกดิ ความตระหนกั และมีสว่ นร่วมในการจัดทำ� แผนพฒั นาชมุ ชน สงั คม
4. นักศกึ ษาสามารถอธิบายและกำ� หนดแนวทางการพัฒนาตนเองครอบครวั ชมุ ชน สังคมได้
5. นักศึกษาสามารถอธบิ าย บทบาท หน้าท่ีของผู้นำ� ชมุ ชน และผ้ตู ามท่ดี ีในชุมชนได้
6. นกั ศกึ ษาสามารถบอกวธิ กี ารขบั เคลอื่ นแผนพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชมุ ชนสงั คม ไดอ้ ย่างเหมาะสมกับ
ทอ้ งถนิ่ และสงั คม
ขอบเขตเน้อื หา
การพัฒนาเป็นการท�ำให้ดีขึ้นเป็นการเพิ่มคุณค่าของสิ่งต่างๆเพ่ือพัฒนาจากเดิมหรือสร้างส่ิงใหม่ข้ึนมาการ
พัฒนาจำ� เปน็ ตอ้ งพฒั นาตนเอง ชมุ ชน การพฒั นาสงั คมจงึ ตอ้ งรู้ หลกั การ แนวคดิ วธิ กี ารพฒั นาความหมาย ความสำ� คญั
ของขอ้ มลู ประโยชนข์ องขอ้ มูลตนเอง ชุมชน สงั คม เทคนคิ และวิธีการจัดเก็บข้อมูล เช่น การจัดเวทีประชาคม การ
ส�ำรวจข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การสบื ค้นขอ้ มลู จากแหลง่ ตา่ ง ๆ การวเิ คราะหข์ อ้ มูลเพอื่ การจัดท�ำแผนพฒั นาตนเอง
ชมุ ชน สงั คม และการนำ� ไปใช้บทบาทหนา้ ทข่ี องผูน้ �ำ ผตู้ าม ด้านการจดั ท�ำแผนพัฒนาตนเอง ชมุ ชน สงั คม และการขับ
เคลือ่ นแผนพฒั นาตนอง ชมุ ชน สงั คม สู่การปฏบิ ตั กิ ารรู้หลักและแนวทางการพฒั นาตนเองเป็นการพฒั นาคุณสมบตั ทิ ี่
อย่ใู นตวั บุคคล เป็นการจัดการตนเองใหม เี ป้าหมายชวี ติ ที่ดี ทง้ั ในปจ จบุ นั และอนาคต
บทที่ 1 การพฒั นาตนเอง
1.1 ความหมายของ “การพัฒนา”(Development)การพัฒนา(Development ) หมายถึง การท�ำใหดีขึ้น
ใหเจริญข้นึ เปน็ การเพ่ิมคุณคาของสิ่งตา ง ๆ การพฒั นาอาจพฒั นาจากสง่ิ ท่ีมอี ยู่เดมิ หรือสรา้ งสรรค์งใหมข่ ึน้ มาก็ได้
1.2 ความหมายของ“การพฒั นาตนเอง”การพัฒนาตนเอง (Self Development) หมายถงึ ความ ตอ งการ
ของบคุ คลในการทจ่ี ะพฒั นาความรู ความสามารถของตนจากทเี่ ปน็ อยใู หม คี วามรคู วามสามารถเพมิ่ ขนึ้ เกดิ ประโยชนต อ
ตนและหนว ยงานอกี ทง้ั ยงั เปน็ การพฒั นาตนเองตามศกั ยภาพของตนใหด ขี นึ้ ทง้ั ทางรา่ งกาย จติ ใจ อารมณ สงั คมและสติ
ปัญญา เพื่อเปน็ สมาชกิ ที่มปี ระสิทธิภาพของสงั คม เปน็ ประโยชนต์ ่อผอู้ ่ืนตลอดจนเพอ่ื การด�ำเนนิ ชีวติ อยา่ งมีความสุข
1.3 หลักการพัฒนาตนเองการพัฒนาตนเองเป็นการพัฒนาคุณสมบัติท่ีอยู่ในตัวบุคคล เป็นการจัดการตนเอง
ใหม เี ป้าหมายชวี ติ ทดี่ ี ทง้ั ในปจ จบุ นั และอนาคต
1.4 แนวทางการพฒั นาตนเองนอกจากหลกั การพฒั นาตนเองทกี่ ลา วมาแลว ยงั มแี นวทางการพฒั นาตนเอง ดงั น้ี
1.4.1 การพฒั นาดา นจติ ใจหมายถึง การพฒั นาสภาพของจิตท่มี คี วามรูสกึ ทด่ี ีตอตนเองและ
สงิ่ แวดลอม
1.4.2 การพฒั นาดา นรา งกายหมายถงึ การพฒั นารปู รา งหนา ตากรยิ าทา ทาง การแสดงออก นำ้� เสยี ง
วาจา
1.4.3 การพฒั นาดา นอารมณห มายถงึ การพฒั นาความสามารถในการควบคมุ ความรสู กึ นกึ คดิ และการ
แสดงออก ควบคุมอารมณท ี่เปน โทษตอตนเองและผูอ่ืน
62 เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการผู้เรียนรายบุคคล ระดบั มัธยมศกึ ษาปลาย
ปีการศึกษา 2563
1.4.4 การพัฒนาดานสติปญญา และความเฉลียวฉลาดทางอารมณหมายถึง การพัฒนาความรอบรู
ความฉลาด
1.4.5 การพฒั นาดานสงั คมหมายถึง การพัฒนาปฏิบัตติ น ทา ทตี อ ส่ิงแวดลอ มประพฤตติ นตาม
ปทัสฐานทางสังคม
1.4.6 การพฒั นาดา นความรู ความสามารถหมายถงึ การพฒั นาความรคู วามสามารถทมี่ อี ยใู หก้ า วหนา
ยิ่งขน้ึ
บทที่ 2 การพฒั นาชุมชนการพัฒนาชมุ ชน
เปน การนำ� คำ� สองคำ� มารวมกนั คอื คาํ วา “การพฒั นา” กบั คาํ วา “ชมุ ชน” ซงึ่ ความหมายของคาํ วา “การพฒั นา”
ไดกลาวถงึ แลวในเร่ืองของ การพฒั นาตนเองในทีน่ ีจ้ ะกลาวถึงความหมายของชมุ ชน
2.1 ความหมายของ“ชมุ ชน”( Community)ชมุ ชน (Community) หมายถงึ กลมุ คนทอี่ าศยั อยู ในอาณาเขต
เดยี วกัน มคี วามรูสึกเปน พวกเดยี วกัน มคี วามศรัทธา ความเชอื่ เช้ือชาติ การงาน มีความสนใจ
2.2 ความหมายของ“การพัฒนาชุมชน”การพัฒนาชุมชน (Community Development) หมายถึง การ
ทําใหช ุมชนมีการเปล่ียนแปลงไปในทางทดี่ ีขึ้นหรือเจริญขึ้น ทัง้ ในดานการเมอื ง เศรษฐกิจ สงั คม และวฒั นธรรมตลอด
จนการยกระดบั คุณภาพชวี ิตของประชาชนในชมุ ชนใหดีขน้ึ
ดงั นน้ั เมอื่ นําคาํ วา “การพัฒนา” รวมกับ “ชุมชน” แลวก็จะไดความหมายวา การพฒั นาชมุ ชน กค็ ือการเปลี่ยนแปลง
ชมุ ชนใหด ีข้ึนหรอื ใหเ จรญิ ขน้ึ ในทกุ ๆ ดานนนั่ เอง นน่ั คอื จะตอ งพัฒนาคน กลมุ ชน สงิ่ แวดลอมทางวตั ถหุ รือสาธารณ
สมบตั ิ และพฒั นาทางดา นเศรษฐกิจและสังคม เพื่อใหบงั เกิดผลดแี กประเทศชาตโิ ดยสวนรวม
2.3 ปรัชญาขัน้ มูลฐานของงานพัฒนาชุมชนปรัชญาขน้ั มูลฐานของงานพัฒนาชมุ ชน สรปุ ไดด ังน้ี
2.3 .1 บุคคลแตล ะคนยอ มมีความสําคญั และมีความเปน เอกลกั ษณทีไ่ มเหมือนกนั จงึ มีสิทธิอันพงึ
ไดรับการปฏิบัติดว ยความยุตธิ รรม และอยา งบุคคลมีเกียรติในฐานะท่เี ปนมนุษยป ุถชุ นผูหน่งึ
2.3.2 บุคคลแตละคนยอมมีสิทธิ และสามารถที่จะกําหนดวิธีการดํารงชีวิตของตนไปในทิศทางที่
ตนตองการ
2.3.3 บคุ คลแตล ะคนถา หากมโี อกาสแลว ยอ มมคี วามสามารถทจี่ ะเรยี นรเู ปลยี่ นแปลงทศั นะประพฤติ
ปฏิบตั ิและพัฒนาขดี ความสามารถใหมคี วามรับผิดชอบตอ สงั คมสงู ข้ึนได
2.3.4 มนษุ ยทกุ คนมีพลังในเรือ่ งความคิดรเิ ริม่ ความเปน็ ผู้น�ำ และความคดิ ใหม ๆ ซ่ึงซอ่ นเร้นอยแู่ ละ
พลงั ความสามารถเหลาน้ีสามารถเจรญิ เตบิ โตและนาํ ออกมาใชไ ด ถาพลงั ที่ซอนเรน เหลานี้ไดร ับการพฒั นา
2.3.5 การพฒั นาพลงั และขีดความสามารถของชมุ ชนในทุกดา นเปน ส่ิงทีพ่ ึงปรารถนาและมี
ความส�ำคญั ยิง่ ตอ่ ชีวิตของบคุ คล ชุมชน และรฐั
บทท่ี 3 การพฒั นาสังคม
3.1 ความหมายของการพัฒนาสังคมการพัฒนาสังคม (Social Development) หมายถึง กระบวนการ
เปลย่ี นแปลงทีด่ ที ั้งในดานเศรษฐกจิ สงั คม การเมอื ง การปกครองและวัฒนธรรมเพอื่ ประชาชนจะไดมชี ีวติ ความเปนอ
ยูทด่ี ีขนึ้ ทง้ั ทางดา นที่ อยูอาศยั อาหาร เครื่องนงุ หม สุขภาพอนามยั การศกึ ษาการ มงี านทาํ มรี ายไดเ พยี งพอในการ
ครองชีพ
3.2 ความส�ำคัญของการพฒั นาสังคมเมอ่ื บคุ คลมาอยรู วมกันเปน สงั คม ปญหาตางๆ กย็ อ มจะเกิดตามมาเสมอ
ย่งิ สังคมมีขนาดใหญป ญ หาก็ยง่ิ จะมีมากและสลับซับซอ นเปนเงาตามตวั ดังนัน้ ความสําคัญของการพฒั นาสงั คม อาจ
กลา่ วเป็นขอ ๆ ได้ดังน้ี
เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการผู้เรียนรายบคุ คล ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 63
ปีการศกึ ษา 2563
1. ทำ� ใหปญ หาของสังคมลดนอ ยและหมดไปในที่สุด
2. ปองกนั ไมใ่ หปญ หานน้ั หรอื ปญ หาในลกั ษณะเดียวกนั เกิดขน้ึ แกสังคมอีก
3. ท�ำใหเ กิดความเจริญก้าวหนา ขึน้ มาแทน
4. ท�ำใหป ระชาชนในสังคมสมานสามัคคแี ละอยู่ร่วมกนั อยา่ งมคี วามสุขตามฐานะของแตล่ ะบคุ คล
5. ทำ� ใหเ กิดความเป็นปกึ แผ่นมนั่ คงของสงั คม
3.3 แนวคิดในการพัฒนาสังคมการพัฒนาสังคมมีขอบเขตกว้างขวาง เพราะปญหาของสังคมมีมาก และสลับ
ซบั ซ้อนการแกปญหาสังคมจงึ ตองท�ำอย่างรอบคอบ และตองอาศยั ตวามรว่ มมอื กนั ของบุคคลจากหลายๆ ฝ่ายและโดย
เฉพาะอยา่ งยงิ่ ประชาชนในสงั คมนนั้ ๆจะตอ งรบั รพู รอ มทจ่ี ะใหข อ้ มลู ทถ่ี กู ตอ งและเขา มามสี ว นรว มดว้ ยเสมอ การพฒั นา
สังคมจงึ ตองเปน็ ทัง้ กระบวนการ วธิ ีการ กรรมวธิ ีเปล่ยี นแปลงและแผนการดำ� เนินงานซึ่งมีรายละเอียดคือ
1. กระบวนการ (Process) การแกป ญ หาสงั คมตอ งกระทาํ ตอ เนอ่ื งกนั อยา งมรี ะบบเพอ่ื ใหเ กดิ การเปลย่ี นแปลง
จากลกั ษณะหนง่ึ ไปสอู ีกลกั ษณะหนึ่ง ซงึ่ จะตองเปน ลกั ษณะท่ีดีกวา เดิม
2. วิธกี าร (Method) การกําหนดวิธกี ารในการดาํ เนินงาน โดยเฉพาะเนนความรวมมือของประชาชนในสังคม
น้นั กับเจา หนาท่ีของรฐั บาลท่จี ะทาํ งานรวมกนั และวิธกี ารนี้ตองเปน ที่ยอมรบั วา สามารถนําการเปล่ยี นแปลงมาสูสงั คม
ไดอ ยางถาวรและมีประโยชนตอ สังคม
หมายเหตุ : ให้นกั ศกึ ษา ไดศ้ กึ ษาเพิม่ เติมจากหนังสอื แบบเรยี นรายวชิ าการพฒั นาตนเอง ชุมชน สังคม สค31003
64 เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการผู้เรยี นรายบคุ คล ระดบั มธั ยมศกึ ษาปลาย
ปีการศกึ ษา 2563
แบบทดสอบรายวิชาการพัฒนาตนเอง ชมุ ชน สงั คม รหัสวิชา สค31003
จงเลือกคำ� ตอบทีถ่ กู ตอ้ งท่สี ดุ เพียงค�ำตอบเดียว
1. “การพฒั นาชมุ ชน” หมายถึง 5. ข้อใดเป็นบทบาทท่ีส�ำคัญท่ีสุดของประชาชนในการ
ก. การกระท�ำท่มี งุ่ ปรับปรุง ส่งเสรมิ ให้กลมุ่ คนท่ี ดูแลชมุ ชน
อยู่รวมกันมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีข้ึนใน ทุกๆ ก. เขา้ ร่วมประชุมทกุ ครั้ง
ดา้ น ข. แสดงความเห็นในการประชุม
ข. การกระท�ำทมี่ ุ่งปรบั ปรุง ใหก้ ลุ่มคนทีอ่ ยู่ รวม ค. เห็นคลอ้ ยตามผ้นู �ำทกุ เรือ่ ง
กันมีการเปลยี่ นแปลงไปในทศิ ทางทีด่ ี ง. ทำ� กจิ กรรมพฒั นาชมุ ชนร่วมกนั ทกุ ครง้ั
ค. การกระท�ำที่ส่งเสริมให้กลุ่มคนมีการ 6. สถาบนั ใดทมี่ สี ว่ นสำ� คญั เปน็ ลำ� ดบั แรกปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ กดิ
เปลีย่ นแปลงไปในทศิ ทางท่ดี ี ปัญหาสงั คม
ง. ถกู ทุกขอ้ ก. สถาบันการเงิน
2. ขอ้ ใดให้ความหมายของการพฒั นาตนเอง ชุมชน สังคม ข. สถาบันศาสนา
ได้ถกู ต้องทส่ี ดุ ค. สถาบันครอบครัว
ก. การพฒั นาในทกุ ๆ ด้านของตนเอง ง. สถาบนั การศึกษา
ข. การปรับปรุงเปล่ยี นแปลงให้สง่ิ ท่เี ป็นอยู่ มอี ยู่ 7. คนทม่ี ีการพัฒนาได้ดีมีคุณลักษณะอยา่ งไร
ดขี ้ึน และกา้ วหนา้ ไปจากท่เี คยเปน็ ก. คดิ ในแง่ลบอยตู่ ลอดเวลา
ข. คดิ ดีเฉพาะคนท่มี ผี ลประโยชนด์ ว้ ย
ค. การพฒั นาในดา้ นคณุ คา่ ของตนเอง ในทกุ เรอื่ ง ค. คดิ บวกทจ่ี ะชว่ ยพัฒนาตนเองและผ้อู น่ื
ง. การพฒั นาดา้ นความคิด ความรสู้ กึ และการก ง. มคี วามคดิ สตปิ ัญญาทเี่ ฉียบแหลม
ระท�ำ 8. ข้อใดคือประโยชน์ของการท�ำข้อมูลการพัฒนาตนเอง
3. แนวทางในการพฒั นาตนเองอนั ดบั แรกคืออะไร ชุมชน สังคม
ก. ปลกุ ใจตนเอง ก. เพ่อื เปน็ แนวทางในการพฒั นาดา้ นตา่ งๆ
ข. สำ� รวจตนเอง ข. เพอื่ ให้ชมุ ชนยกย่อง
ค. ลงมอื พัฒนาตนเอง ค. เพอ่ื ใช้ในการตดั สินใจ
ง. ปลูกคุณสมบตั ทิ ดี่ งี าม ง. ถกู ท้งั ขอ้ ก. และ ขอ้ ค.
4. “การพฒั นาตนเอง” หมายถงึ 9. ขอ้ ใดเป็นขอ้ มลู ท่เี กี่ยวขอ้ งกบั การพัฒนาชมุ ชน
ก. การปรบั ปรงุ ดว้ ยตนเองใหด้ ขี น้ึ กวา่ เดมิ ทงั้ ดา้ น ก. ขอ้ มลู ด้านครอบครัว
รา่ งกาย จติ ใจ ข. ขอ้ มูลดา้ นสงั คม
ข. การส่งเสริมตนเองให้ดีทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ค. ขอ้ มลู ดา้ นเศรษฐกจิ
ใหส้ ามารถทำ� กจิ กรรมท่พี ึงประสงคต์ ามเปา้ หมายทต่ี ้ังไว้ ง. ถกู ทุกขอ้
ค. การพัฒนาตนเองให้ดีข้ึนกว่าเดิม ท้ังด้าน 10. “สังเกตตามหัวข้อ ขอบข่าย ประเด็นท่ีต้องการ”
รา่ งกาย จิตใจ อารมณแ์ ละสังคม เปน็ การสังเกตแบบใด
ก. การสงั เกตรอบดา้ น
ง. การปรับปรุงด้วยตนเองให้ดีข้ึนกว่าเดิม ท้ัง ข. การสงั เกตแบบไมม่ ีโครงสรา้ ง
ด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม เพื่อให้สามารถท�ำ ค. การสงั เกตแบบมโี ครงสรา้ ง
กจิ กรรมทพี่ งึ ประสงคต์ ามเปา้ หมายทีต่ นตง้ั ไว้ ง. การสังเกตแบบไม่มีโครงสร้างและแบบมี
โครงสร้าง
เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการผู้เรยี นรายบคุ คล ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 65
ปีการศกึ ษา 2563
11. ข้อใดต่อไปนี้เป็นวิธีการเก็บข้อมูลท่ีประกอบด้วยค�ำ ค. กลมุ่ งานสร้างสรรค์เพอ่ื ประโยชนใ์ ช้สอย
ช้แี จง วัตถปุ ระสงค์ รายการขอ้ มูลทต่ี ้องการถาม จำ� แนก ง. กลุ่มสอื่
เปน็ รายข้อ 16 “เครอ่ื งประดบั สถาปตั ยกรรม ”คณะกรรมการพฒั นา
ก. การสมั ภาษณ ์ เศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาตจิ ัดไว้ในกลุ่มใด
ข. การใชแ้ บบสอบถาม ก. กล่มุ วฒั นธรรมและประวัตศิ าสตร์
ค. การสำ� รวจ ข. กลุม่ ศลิ ปะ
ง. การจดั เวทีประชาคม ค. กล่มุ งานสรา้ งสรรค์เพ่อื ประโยชน์ใชส้ อย
12. ขอ้ ใดตอ่ ไปนใ่ี หค้ วามหมายของการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ได้ ง. กลมุ่ สือ่
ถกู ตอ้ งที่สุด 17. ขอ้ ใดไมถ่ อื วา่ เปน็ จดุ เดน่ ของประเทศไทย ในการผลกั
ก. การนำ� ขอ้ มลู ทเ่ี กบ็ รวบรวมมาจดั กลมุ่ คำ� นวณ ดนั เศรษฐกิจ
ค่าตวั เลข (เชิงปริมาณ) ตคี วาม สรปุ และนำ� เสนอใน ก. ผลติ ภัณฑ์ผ้าในงานหตั ถกรรมพื้นบ้าน
รปู แบบตา่ งๆ ให้สามารถสื่อความหมายได้ ข. สถานทที่ ่องเที่ยว
ข. การน�ำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้ มาน�ำเสนอ ค. จิตสำ� นึกในการใหบ้ ริการ
และเผยแพร่ให้กับสารณะชนไดท้ ราบ ง. ทกุ ขอ้ ถอื วา่ เปน็ จดุ เดน่ ของประเทศไทย ในการ
ค. การน�ำข้อมลู ท่ีได้มาจดั หมวดหมู่ สรุป และน�ำ ผลักดันเศรษฐกจิ
เสนอในรปู แบบต่างๆ ใหส้ ามารถสือ่ ความหมายได้ 18. “สภาพพื้นท่ีอยู่บนท่ีราบสูง มีแม่น�้ำโขงเป็นแม่น้�ำ
ง. การน�ำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้ มาจ�ำแนก สายหลัก” สภาพทางกายภาพดังกล่าวอยู่ในภาคใดของ
จัดกล่มุ จัดระบบ หมวดหมู่ เรียงลำ� ดบั คำ� นวณค่าตัวเลข ประเทศไทย
(เชงิ ปรมิ าณ) ตคี วาม สรปุ และนำ� เสนอในรปู แบบตา่ งๆ ให้ ก. ภาคเหนอื
สามารถสอ่ื ความหมายได้ ข. ภาคกลาง
13. ข้อใดตอ่ ไปนีเ้ ป็นข้อมูล ค. ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ก. อ�ำเภอหว้ ยทับทนั มี 6 ตำ� บล 82 หม่บู ้าน ง. ภาคใต้
ข. นายบำ� เพญ็ ประกอบอาชีพทำ� นา 19. “มลี กั ษณะภมู ปิ ระเทศแบบภเู ขาสงู สลบั กบั หบุ เขาและ
ค. ต�ำบลจานแสนไชยมจี ำ� นวนครวั เรอื น 300 พ้ืนท่ีสูงซึ่งติดต่อกับเขตที่ราบลุ่มตอนกลางของประเทศ”
ครวั เรือน สภาพทางกายภาพดังกล่าวอยใู่ นภาคใดของประเทศไทย
ง. ถกู ทุกข้อ ก. ภาคเหนือ
14. ข้อใดต่อไปนี้เปน็ ขอ้ มลู ท่ีเป็นตวั เลข ข. ภาคกลาง
ก. นายบ�ำเพ็ญประกอบอาชีพทำ� นา ค. ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ
ข. อ�ำเภอห้วยทบั ทนั ชาวบา้ นมีอาชีพเกษตรกร ง. ภาคใต้
ค. ต�ำบลจานแสนไชยมจี ำ� นวนครัวเรอื น 300 20. “อาชพี ทผี่ ปู้ ระกอบการดำ� เนนิ การดว้ ยตนเอง แตเ่ พยี ง
ครวั เรือน ผเู้ ดยี ว” เปน็ ความหมายของการประกอบอาชพี ลกั ษณะใด
ง. นางสมประกอบอาชีพเสรมิ สวย ก. อาชีพอิสระ
15. “การทอ่ งเทยี่ วเชงิ ศลิ ปะวฒั นธรรมและประวตั ศิ าสตร”์ ข. อาชพี รบั จา้ ง
คณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คม ค. อาชพี อตุ สาหกรรม
ก. กลมุ่ วัฒนธรรมและประวตั ศิ าสตร ์ ง. อาชีพเกษตรกรรม
ข. กล่มุ ศลิ ปะ
66 เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการผู้เรียนรายบุคคล ระดบั มัธยมศกึ ษาปลาย
ปีการศกึ ษา 2563
เฉลยแบบทดสอบรายวชิ า ทักษะการเรียนรู้ ทร31001
1.ง 2.ค 3.ง 4.ง 5.ข 6.ง 7.ค 8.ก 9.ง 10.ก
11.ก 12.ง 13.ก 14.ข 15.ค 16.ค 17.ข 18.ง 19.ข 20.ง
เฉลยแบบทดสอบรายวิชา ภาษาไทย พท31001
1.ก 2.ค 3.ก 4.ข 5.ก 6.ค 7.ข 8.ข 9.ค 10.ข
11.ข 12.ง 13.ง 14.ง 15.ง 16.ค 17.ข 18.ง 19.ค 20.ข
เฉลยแบบทดสอบรายวชิ า ภาษาอังกฤษเพือ่ ชีวิตและสังคม พต31001
1.c 2.a 3.b 4.d 5.d 6.d 7.c 8.c 9.b 10.a
11.c 12.c 13.d 14.d 15.d 16.d 17.d 18.d 19.c 20.c
เฉลยแบบทดสอบรายวิชา คณติ ศาสตร์ พค31001
1.ก 2.ค 3.ข 4.ข 5.ข 6.ข 7.ข 8.ค 9.ก 10.ง
11.ก 12.ง 13.ก 14.ก 15.ก 16.ก 17.ก 18.ค 19.ง 20.ข
เฉลยแบบทดสอบรายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ พว31001
1.ข 2.ข 3.ข 4.ค 5.ข 6.ค 7.ค 8.ก 9.ง 10.ค
11.ข 12.ก 13.ข 14.ข 15.ง 16.ข 17.ก 18.ค 19.ข 20.ก
เฉลยแบบทดสอบรายวชิ า ชอ่ งทางการขยายอาชีพ อช31001
1.ค 2.ก 3.ข 4.ค 5.ข 6.ค 7.ง 8.ง 9.ข 10.ค
11.ง 12.ก 13.ข 14.ง 15.ก 16.ก 17.ค 18.ค 19.ง 20.ข
เฉลยแบบทดสอบรายวิชา ทกั ษะการขยายอาชีพ อช31002
1.ข 2.ข 3.ก 4.ง 5.ง 6.ข 7.ข 8.ค 9.ค 10.ก
11.ง 12.ค 13.ก 14.ค 15.ค 16.ข 17.ข 18.ง 19.ค 20.ก
เฉลยแบบทดสอบรายวิชา พัฒนาอาชพี ใหม้ คี วามมัน่ คง อช31003
1.ข 2.ง 3.ก 4.ค 5.ข 6.ง 7.ข 8.ค 9.ง 10.ข
11.ก 12.ข 13.ก 14.ง 15.ง 16.ง 17.ข 18.ก 19.ค 20.ง
เอกสารพฒั นาทกั ษะวชิ าการผู้เรียนรายบคุ คล ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 67
ปีการศึกษา 2563
เฉลยแบบทดสอบรายวิชา เศรษฐกจิ พอเพยี ง ทช31001
1.ข 2.ก 3.ก 4.ค 5.ก 6.ง 7.ข 8.ค 9.ง 10.ง
11.ง 12.ก 13.ก 14.ค 15.ข 16.ค 17.ข 18.ง 19.ก 20.ก
เฉลยแบบทดสอบรายวิชา สขุ ศึกษา พลศึกษา ทช31002
1.ง 2.ก 3.ค 4.ง 5.ก 6.ง 7.ก 8.ข 9.ก 10.ง
11.ข 12.ข 13.ง 14.ค 15.ง 16.ข 17.ง 18.ก 19.ง 20.ข
เฉลยแบบทดสอบรายวชิ า ศิลปศึกษา ทช31003
1.ง 2.ง 3.ก 4.ค 5.ค 6.ก 7.ข 8.ก 9.ข 10.ค
11.ข 12.ค 13.ข 14.ก 15.ก 16.ง 17.ก 18.ค 19.ค 20.ค
เฉลยแบบทดสอบรายวชิ า สังคมศกึ ษา สค31001
1.ข 2.ข 3.ก 4.ก 5.ก 6.ค 7.ก 8.ก 9.ก 10.ค
11.ก 12.ก 13.ค 14.ง 15.ง 16.ค 17.ง 18.ข 19.ค 20.ง
เฉลยแบบทดสอบรายวิชา ศาสนาและหนา้ ท่พี ลเมอื ง สค31002
1.ข 2.ข 3.ข 4.ข 5.ก 6.ค 7.ก 8.ก 9.ข 10.ง
11.ก 12.ค 13.ข 14.ค 15.ก 16.ง 17.ก 18.ง 19.ก 20.ง
เฉลยแบบทดสอบรายวิชา การพัฒนาตนเอง ชมุ ชน สังคม สค31003
1.ง 2.ข 3. ข 4. ง 5. ง 6. ค 7. ค 8. ง 9. ง 10.ค
11. ข 12. ง 13. ง 14. ค 15. ก 16. ง 17. ง 18. ค 19. ข 20. ก
68 เอกสารพัฒนาทักษะวชิ าการผู้เรียนรายบคุ คล ระดับมัธยมศกึ ษาปลาย
ปีการศึกษา 2563
แบบบนั ทกึ การพฒั นาการเรียนรู้ รายวิชาบงั คบั
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
***********************
ช่ือ - สกลุ ................................................................ รหสั นักศกึ ษา...........................................................
กศน.ต�ำบล............................................................. กศน.อำ� เภอ......................................... จังหวัดสุโขทยั
จากการทผ่ี เู้ รยี นไดศ้ กึ ษาเรยี นรจู้ ากแบบเรยี น และสรปุ เนอื้ หาจากบทเรยี นในรายวชิ าตา่ ง ๆ ตามเอกสารเลม่ นี้
แลว้ ผเู้ รยี นสามารถทราบไดว้ า่ ทำ� แบบทดสอบในรายวิชาต่าง ๆ ถูกตอ้ งจ�ำนวนกีข่ ้อโดยการบนั ทกึ ในแบบบันทึกการ
พฒั นาการเรียนรู้ รายวชิ าบังคับ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น ดังน้ี
ท่ี วชิ า คะแนนเตม็ คะแนนทีไ่ ด้ หมายเหตุ
1 ทกั ษะการเรียนร ู้ ทร31001 20 1 ขอ้ = 1 คะแนน
2 ภาษาไทย พท31001 20
3 ภาษาองั กฤษเพอ่ื ชวี ิตและสงั คม พต31001 20
4 คณิตศาสตร ์ พค31001 20
5 วทิ ยาศาสตร ์ พว31001 20
6 ชอ่ งทางการขยายอาชีพ อช31001 20
7 ทกั ษะการขยายอาชีพ อช31002 20
8 พัฒนาอาชีพใหม้ คี วามม่นั คง อช31003 20
9 เศรษฐกจิ พอเพียง ทช31001 20
10 สขุ ศึกษา พลศึกษา ทช31002 20
11 ศิลปศึกษา ทช31003 20
12 สงั คมศึกษา สค31001 20
13 ศาสนา และหนา้ ที่พลเมอื ง สค31002 20
14 การพัฒนาตนเอง ชมุ ชน สังคม สค31003 20
เอกสารพฒั นาทักษะวชิ าการผู้เรยี นรายบุคคล ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย 69
ปีการศึกษา 2563
เกณฑ์การประเมินผลการพัฒนาทกั ษะวชิ าการผ้เู รยี นรายบคุ คล
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
******************
เมือ่ ท�ำแบบทดสอบในแต่ละรายวชิ าบังคับระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้นแล้ว ซ่ึงมีแบบทดสอบรายวิชาละ 20 ข้อ
ผู้เรยี นสามารถทราบได้วา่ มคี วามรอู้ ยใู่ นระดับใด ดังน้ี
จำ� นวนขอ้ สอบท่ผี ูเ้ รียนท�ำถกู ต้อง อยใู่ นระดับ หมายเหตุ
18 - 20 ขอ้ ดีมาก
16 - 17 ข้อ ดี
14 -15 ขอ้
10 - 13 ขอ้ ปานกลาง
ตำ�่ กว่า 10 ข้อ พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
หมายเหต:ุ ผลจากการประเมิน ผเู้ รยี นสามารถนำ� ไปปรับปรุงตนเองเพ่ือใหเ้ กดิ การพัฒนาตอ่ ไป
70 เอกสารพัฒนาทกั ษะวชิ าการผู้เรยี นรายบุคคล ระดบั มัธยมศกึ ษาปลาย
ปีการศกึ ษา 2563
บรรณานุกรม
จรรยา จริ ชีวะ. (2561). หนังสือเรยี นสาระทักษะการเรยี นรู้ รายวชิ าทกั ษะการเรยี นรู้ (ทร31001)
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : บริษทั เจ.ด.ี แอสโซซิเอท จ�ำกดั .
ถนัด มว่ งมณ.ี (2562). หนงั สอื เรยี นสาระทกั ษะการด�ำเนินชีวิต รายวิชาสุขศึกษา พลศึกษา
(ทข31002) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : บรษิ ทั เอกพิมพไ์ ท จ�ำกัด.
หนังสือเรยี นสาระความร้พู ื้นฐาน รายวิชาภาษาไทย (พท31001) ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย.
สืบคน้ เม่อื 18 เมษายน 2563,/จาก/https://online.pubhtml5.com/hpzd/cnlb/index.html#p=2
หนงั สอื เรียนสาระความร้พู ืน้ ฐาน รายวิชาภาษาองั กฤษเพือ่ ชีวิตและสังคม (พต31001) ระดบั มธั ยมศกึ ษา
ตอนปลาย. สบื ค้นเมอ่ื 18 เมษายน 2563,/จาก/https://online.pubhtml5.com/hpzd/vtkn/index .
html
หนังสอื เรียนสาระการประกอบอาชีพ รายวชิ าการพัฒาอาชีพใหม้ ีความมั่นคง (อช31003) ระดบั
มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย. สบื คน้ เมื่อ 18 เมษายน 2563,/จาก
/https://online.pubhtml5.com/hpzd/texz/index.html#p=2
หนงั สือเรยี นสาระการประกอบอาชพี รายวชิ าช่องทางการขยายอาชีพ (อช31001) ระดบั มธั ยมศึกษา
ตอนปลาย. สืบคน้ เมอื่ 18 เมษายน 2563,/จาก/https://online.pubhtml5.com/hpzd/maoh/index.
html#p=1
หนังสือเรยี นสาระการประกอบอาชพี รายวิชาทกั ษะการขยายอาชีพ (อช31002) ระดับมัธยมศกึ ษา
ตอนปลาย. สืบค้นเม่อื 18 เมษายน 2563,/จาก/https://online.pubhtml5.com/hpzd/jwrk/index.
html#p=1
หนังสอื เรียนสาระพัฒนาสงั คม รายวชิ าศาสนาและหนา้ ท่ีพลเมือง (สค31002) ระดับมัธยมศกึ ษา
ตอนปลาย. สบื ค้นเม่อื 18 เมษายน 2563,/จาก/https://online.pubhtml5.com/hpzd/nuay/index.
html
หนงั สอื เรียนสาระพัฒนาสงั คม รายวิชาสังคมศึกษา (สค31001) ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย. สืบค้นเม่อื
18 เมษายน 2563,/จาก/ https://online.pubhtml5.com/hpzd/tjqc/index.html
นติ ยา ศริ ภานุ. (2559). หนังสือเรยี นสาระความรู้พืน้ ฐาน รายวชิ าคณติ ศาสตร์ (พค31001) ระดบั
มัธยมศึกษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : บรษิ ัท เอกพิมพไ์ ท จ�ำกัด.
แน่งนอ้ ย ค้มุ ทรพั ย.์ (2561). หนงั สือเรยี นสาระความรูพ้ น้ื ฐาน รายวชิ าวิทยาศาสตร์ (พว31001)
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย. กรงุ เทพฯ : บรษิ ัท เจ.ด.ี แอสโซซิเอท จ�ำกดั .
โสภณ เสอื พันธ์ และ สชุ าดา วราพันธ์. (2562). หนังสอื เรยี นสาระทักษะการพฒั นาสังคม รายวชิ าการ
พฒั นาตนเอง ชุมชน สังคม (สค31003) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย. กรุงเทพฯ : ส�ำนกั งานเอมพนั ธ์
จำ� กดั .
อติวิชญ์ อนันตสทิ ธ์ิ. (2562). หนังสอื เรยี นสาระทกั ษะการดำ� เนนิ ชวี ิต รายวิชาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
(ทช31001) ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย. กรงุ เทพฯ : บรษิ ัท เอกพิมพไ์ ท จำ� กัด.
อุดม อนุกูล. (2561). หนงั สอื เรยี นสาระทักษะการด�ำเนินชีวติ รายวิชาศิลปศึกษา (ทช31003)
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย. กรงุ เทพฯ : บริษทั เจ.ด.ี แอสโซซเิ อท จำ� กัด.
เอกสารพัฒนาทักษะวชิ าการผู้เรยี นรายบุคคล ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย 71
ปีการศกึ ษา 2563