The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Fin Land, 2022-05-25 23:23:16

จิตวิทยา 6 เฟรม

จิตวิทยา 6 เฟรม

23/03/64

จิตวทิ ยาพัฒนาการ • ปัจจุบัน Psychology จิตวิทยาได้มีการพฒั นา
จิตวทิ ยาการศกึ ษา และจติ วิทยาให้คาํ ปรึกษา เปลยี นแปลงไป
ในการวเิ คราะห์และพฒั นาผู้เรียนตามศกั ยภาพ
• ความหมายของจิตวทิ ยาได้มีการพฒั นา
ทีมบวั แสงใส เปลียนแปลงตามไปด้วย นนั คือ จติ วทิ ยาเป็ น
ศาสตร์ทีศกึ ษาเกียวกับพฤตกิ รรมของมนุษย์
และสัตว์ด้วยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

นิยาม เป้ าหมายของการศกึ ษาจติ วทิ ยา

1.จติ วิทยาพัฒนาการ 1. เพืออธบิ ายพฤตกิ รรมของบุคคล ขันตาํ
2. จติ วิทยาการศกึ ษา 2. เพือเข้าใจพฤตกิ รรมของบุคคล
3. เพือทาํ นายหรือพยากรณ์พฤตกิ รรมของ
3. จติ วิทยาให้คาํ ปรึกษาในการวเิ คราะห์
และพัฒนาผู้เรียนตามศกั ยภาพ บุคคล

4. เพือควบคุมพฤตกิ รรมของบุคคล ขันสูง

วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 5

• จติ วทิ ยา ตรงกบั ภาษาองั กฤษวา่ Psychology มีรากศพั ท์ • บดิ าแห่งจติ วทิ ยาโลก = ซกิ มนั ฟรอยด์
มาจากภาษากรีก 2 คาํ • บดิ าแห่งจิตวิทยาวิเคราะห์ = ซกิ มัน ฟรอยด์
• บดิ าแห่งจติ วิทยาแผนใหม่ = จอห์น บี วัตสัน
• Psychology • บดิ าแห่งพฤตกิ รรมนยิ ม = จอห์น บี วัตสัน
• Psyche - - - - - - - Psycho = วญิ ญาณ (Soul) • บดิ าแห่งจติ วิทยาการทดลอง = วิลเฮล์ม แมกซ์ วุ้นท์
• บดิ าแห่งสตปิ ัญญา = อัลเฟรด บเิ นต์
Logos - - - - - - - - logy = การศกึ ษา • บดิ าแห่งจติ วิทยาการศกึ ษา = ธอร์นไดด์
• Psycho + logy - - - - - - - - Psychology • บดิ าแห่งการแนะแนว = แฟรงค์ พาร์สัน

• เดมิ Psychology หมายถึง วชิ าทศี ึกษาค้นคว้าเกียวกบั
วญิ ญาณหรือจติ ใจของสงิ มชี ีวติ



1

23/03/64

Q2.จติ วิทยา มีประโยชน์ต่อครูอย่างไร • นิยามศพั ท์

ก.ช่วยให้ครูดูแลชันเรียนได้ดขี ึน • การเจริญเตบิ โต (Growth) หมายถงึ การเปลยี นแปลงด้าน
ข. ช่วยให้ครูเข้าใจวธิ ีสอน
ค. ช่วยให้ผลสัมฤทธิของผู้เรียนสูงขึน ปริมาณ มีการเพมิ ขึนของขนาดตวั ทงั หมด และขนาดของสว่ นต่าง ๆ ของ
ง. ช่วยให้ครูควบคุมพฤตกิ รรมของผู้เรียนได้ดีขึน ร่างกายซงึ สามารถวดั ได้ (สวุ ดี ศรีเลณวตั ิ, 2530 อ้างถงึ ใน กลั ยา นาคเพ็ชร์
และคณะ, 2548)
วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 7 • การเจริญเติบโต (Growth) หมายถึง การเปลยี นแปลงของร่างกายซงึ
เกดิ ขึนตงั แตป่ ฏสิ นธิจนถงึ การมีวฒุ ภิ าวะ (Sigelman & Shaffer,
1994)
• สรุปการเจริญเตบิ โต หมายถงึ การเปลยี นแปลงในด้านการเพมิ ขนาดของ
ร่างกาย หรือการเปลียนแปลงด้านปริมาณ โดยการเพิมจานวนเซลลแ์ ละ/หรือ
ขนาดของเซลล์ รวมทงั สดั สว่ นของร่างกาย ซงึ สามารถสงั เกต วดั และประเมนิ
ได้อยา่ งชดั เจน ได้แก่ สว่ นสงู น้าหนกั ฟัน การเปลียนแปลงของกระดกู และ
กล้ามเนือ

• 1.จติ วิทยาพัฒนาการ • พฒั นาการ (Development)

• พฒั นาการ หมายถงึ การเปลียนแปลงไปในทางทีดี • หมายถึง ลาํ ดบั ของการเปลยี นแปลงหรือกระบวนการ
ในทางทีพงึ ปรารถนาทําให้เกิดการเปลยี นแปลง เปลียนแปลงของมนษุ ย์ทกุ สว่ นทีต่อเนืองกนั ไปตงั แต่
ทางด้านร่างกาย อารมณ์ ทางสงั คม และทาง แรกเกิดจนตลอดชวี ิต การเปลียนแปลงนีจะก้าวหน้า
สติปัญญา ซงึ จะเกิดติดต่อกนั ไปเรือย ๆ จากระยะ ไปเรือย ๆ เป็นขนั ๆ จากระยะหนงึ ไปสอู่ ีกระยะหนงึ
หนงึ ไปสอู่ ีกระยะหนงึ เพอื ทจี ะไปสวู่ ฒุ ภิ าวะ ทาให้มีลกั ษณะและ
ความสามารถใหม่ ๆ (สชุ า จนั ทร์เอม, 2540)

• แนวคดิ หลักจติ วิทยาพฒั นาการ • วุฒภิ าวะ (Maturation) หมายถงึ การทีบคุ คลแตล่ ะ

• 1. การเจริญเติบโตเป็ นการเปลยี นแปลงของร่างกายไปส่วู ฒุ ิภาวะด้านปริมาณ โดย คนมคี วามเจริญถงึ ภาวะสงู สดุ ทีจะทาอะไรได้ (อรพรรณ ลอื บญุ ธวชั
การเพิมจานวนและ/หรือขนาดของเซลล์ รวมทงั ขนาดของร่างกาย สว่ นพฒั นาการ ชยั , 2541)
ด้านการเปลยี นแปลงไปสวู่ ฒุ ภิ าวะด้านคณุ ภาพ ทาให้เกดิ ทกั ษะ ความสามารถใหม่
ๆ และการปรบั ตวั ด้านร่างกาย อารมณ์ สงั คม และสตปิ ัญญา • วุฒภิ าวะ (Maturation) หมายถึง ความสามารถของ

• 2. การศกึ ษาพฒั นาการของมนษุ ย์มีหลายวิธี ซงึ สามารถเลอื กใช้ได้ตามความ ร่างกายทีถึงพร้อมในระยะใดระยะหนึงในการจะทาหน้าทีใด ๆ โดย
เหมาะสม การศกึ ษาพฒั นาการของมนษุ ย์จะช่วยให้พยาบาลเข้าใจตนเอง เข้าใจผ้อู ืน เกิดจากกรรมพนั ธ์เป็นตวั กาหนด (Vander Zanden,
ยอมรับในความเป็ นบคุ คล และความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล ซงึ จะเป็ นประโยชน์ใน
การให้บริการสขุ ภาพแบบองค์รวม 1993)

• 3. มนษุ ย์ทกุ ชาติ ทกุ ภาษา มีหลกั พฒั นาการเป็ นแบบฉบบั เดยี วกนั แต่อตั รา • สรุปวุฒภิ าวะ หมายถงึ การบรรลถุ งึ ขนั การเจริญเติบโตเต็มที
พฒั นาการของแต่ละบคุ คลจะแตกตา่ งกนั อนั เป็ นผลเนืองมาจากพนั ธกุ รรมและ
สงิ แวดล้อม ในระยะใดระยะหนงึ ตามขนั ของพฒั นาการ และมคี วามพร้อมทีจะ
ทากิจกรรมนนั ได้เหมาะสมกบั วยั
• 4. การเจริญเติบโตและพฒั นาการของมนษุ ย์ได้รับอทิ ธิพลจากองค์ประกอบทงั ภายใน
และ ภายนอกร่างกาย ซงึ หมายถงึ พนั ธกุ รรมและสิงแวดล้อม โดยทงั สององค์ประกอบ
จะมสี ว่ นร่วมกนั ในการกาหนดคณุ ลกั ษณะ และพฤติกรรมของมนษุ ย์แตล่ ะคน

2

23/03/64

• การเรียนรู้ (Learning) 2. วธิ ีการศกึ ษาแบบระยะยาว (Longitudinal
Method) เป็นการศกึ ษากลมุ่ ตวั อย่างเดียวตอ่ เนือง
• หมายถึง การเปลียนแปลงของพฤตกิ รรม ที ยาวนาน เพือศกึ ษาการเปลียนแปลงของกลมุ่ ตวั อย่าง
เกิดขึนค่อนข้างถาวร ซึงเป็ นผลมาจากการ ตลอดชว่ งเวลาทีเปลยี นแปลงไป
ฝึ กหดั หรือการได้รับประสบการณ์
ข้อดีของการศึกษาแบบระยะยาว คอื
สามารถบอกความเปลียนแปลงทเี กิดขนึ ในกลมุ่
ตวั อยา่ งทีทาํ การศกึ ษาได้แนน่ อน ข้อจํากดั คือ
สินเปลืองค่าใช้จา่ ย เสยี เวลาในมากในการดาเนินการ
และเสยี งต่อการสญู หายของกลมุ่ ตวั อย่าง

• ความสาํ คญั ของการศกึ ษาพฒั นาการ • เทคนิคต่าง ๆ ในการศึกษาพฒั นาการของมนุษย์
มีดงั นี
1. ทาํ ให้เกดิ ความเข้าใจเกยี วกับตนเองและผ้อู ืน
1. การสังเกต (Observation) เป็นวิธีทีชว่ ยให้ได้ข้อมลู ใกล้เคียงความ
2. ชว่ ยให้เกิดการยอมรับความเป็นปัจเจกบคุ คลของแตล่ ะคน เป็นจริง ซงึ ต้องกาหนดวตั ถปุ ระสงค์ สิงทีต้องการจะสงั เกต ช่วงเวลา และ
3. สําหรับผ้ใู ห้การพยาบาลจะช่วยให้สามารถประเมนิ และคดั กรอง เหตกุ ารณ์ หลงั จากนนั สรุปผล และบนั ทกึ ไว้เป็นหลกั ฐาน
การเจริญเติบโต และพฒั นาการทีปกติ และผิดปกติของผ้รู ับบริการได้ 2. การใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นวธิ ีทีสะดวก รวดเร็ว แต่
อาจได้ข้อมลู คลาดเคลอื นได้เนืองจากผ้ตู อบจาข้อมลู ไมไ่ ด้ทงั หมด
3. การสัมภาษณ์ (Interview) เป็นการพดู คยุ ซกั ถามจากบคุ คลโดยตรง
ซงึ จะทาให้ได้ข้อมลู ทีมคี วามเทยี งตรงกวา่ การใช้แบบสอบถาม
4. การศกึ ษาอัตตะชวี ประวัติ (Autobiography) เป็นข้อมลู ทีได้จาก
การบนั ทึกประจาวนั เกียวกบั ตนเอง และผ้เู กียวข้อง หรือการเขียนประวตั ิตนเอง

• วิธีการศึกษาพัฒนาการ 5. การทดลอง (Experimental techniques) วิธีการ
ทดลองต้องมีการกําหนดสถานการณ์ขนึ มากระทําตอ่ กลมุ่ ทดลอง
• วธิ ีการศกึ ษาพฒั นาการของมนษุ ย์มีหลายวธิ ี ซงึ อาจพจิ ารณาเลือกใช้ตาม แล้วดกู ารเปลียนแปลงทีเกิดขนึ โดยเปรียบเทียบกบั กลมุ่ ควบคมุ
ความเหมาะสม ดงั นี 6. การศึกษารายกรณี (Case study) เป็นวิธีการหาข้อมลู ต่างๆ
เกียวกบั บคุ คล เพอื ให้ทราบแบบแผนพฒั นาการของบคุ คล
• 1. วิธกี ารศกึ ษาแบบภาคตัดขวาง (Cross องค์ประกอบทีมอี ทิ ธิพลตอ่ พฒั นาการ ตลอดจนปัญหาพฒั นาการที
Sectional Method) เป็นการศึกษาชว่ งใดชว่ งหนงึ ของ เกิดขนึ
7. การทดสอบมาตรฐาน (Standardized testing) เป็น
มนษุ ย์ในระยะสนั จากกลมุ่ ตวั อยา่ งหลาย ๆ กลมุ่ เพือศกึ ษาความแตกตา่ ง การใช้แบบทดสอบในการเก็บข้อมลู รายบคุ คลหรือรายกลมุ่ เชน่
ระหวา่ งกลมุ่ คนต่าง ๆ กนั แบบทดสอบเชาว์ปัญญา แบบวดั ความสามารถของบคุ คล
• ข้อดีของการศกึ ษาแบบภาคตดั ขวาง แบบทดสอบบคุ ลิกภาพ เป็นต้น
• คือ รวดเร็วและประหยัด กลมุ่ ตวั อย่างไมเ่ สยี งตอ่ การสญู หายระหวา่ งทา
การศึกษา ข้อจากดั คือ ไม่สามารถยืนยนั ได้วา่ บคุ คลทีศึกษาในกลมุ่ ตา่ ง ๆ
นีมีความแตกตา่ งกนั เพราะสาเหตอุ ืน ๆ หรือไม

3

23/03/64

องค์ประกอบทมี อี ทิ ธพิ ลต่อการเจริญเตบิ โตและพฒั นาการ • ทงั นีเนืองมาจากแต่ละคนจะมียีน(Genes) เป็ นตวั กําหนดลกั ษณะ อีก
พนั ธุกรรมและสิงแวดล้อมต่างมีบทบาทร่วมกนั ในการพัฒนา ทงั สงิ แวดล้อมซงึ มีลกั ษณะเฉพาะของแตล่ ะบคุ คลทีเตบิ โตขนึ มาจึงทาให้
คนเราแตกตา่ งกนั โดยหลกั การทวั ไป
ลักษณะและพฤติกรรมมนุษย์
• พฒั นาการของมนษุ ย์เป็ นผลสบื เนืองมาจากวฒุ ภิ าวะ (Maturity)
• 1. พนั ธุกรรม และการเรียนรู้ (Learning) เป็ นสาํ คญั ทงั นีเพราะในช่วงระยะแรกๆ
• หมายถงึ ลกั ษณะตา่ ง ๆ ของบรรพบรุ ุษซงึ ถ่ายทอดสู่ ของชีวติ สว่ นใหญ่พฒั นาการจะเป็ นผลมาจากวฒุ ภิ าวะ ซงึ เป็ นการ
เปลยี นแปลงอนั เนืองมาจากการเจริญงอกงามโดยเฉพาะทางด้านร่างกาย
ลกู หลานด้วยวธิ ีการสืบพนั ธ์ุลกั ษณะต่าง ๆ ทถี ่ายทอดมา แต่เมือเด็กเริมเตบิ โตขึนพฒั นาการสว่ นใหญ่จะมาจากการเรียนรู้ในส่วนที
นนั มที งั ลกั ษณะทางร่างกาย สตปิ ัญญา ลกั ษณะ เกียวกบั สงิ แวดล้อมในชีวติ ดงั นนั จะเห็นวา่ พฒั นาการซงึ เป็ นเรืองของการ
บคุ ลิกภาพ และลกั ษณะแฝงต่าง ๆ โดยถา่ ยทอดทางยนี ส์ เรียนรู้นนั จะสง่ ผลให้คนเรามีพฤตกิ รรมทีแตกตา่ งกนั และพฒั นาการของ
ซงึ อยบู่ นโครโมโซม แตล่ ะบคุ คลทีแตกต่างกนั นนั กเ็ นืองมาจากแต่ละบคุ ลมีอตั ราการเจริญ
งอกงามทีแตกตา่ งกนั

2. สิงแวดล้อม • ในการศึกษาเกียวกบั พฒั นาการในสว่ นทเี กียวกบั การเรียนการ
สอนนนั สิงสาํ คญั ทคี รูจะต้องคาํ นึงคอื ความพร้อม
หมายถงึ สิงตา่ ง ๆ ทอี ยรู่ อบตวั บคุ คล ทงั ภายในและ
ภายนอกร่างกาย ทงั ทเี ป็นรูปธรรมและนามธรรม สิงแวดล้อม (Readiness) อนั เป็ นช่วงพัฒนาการของเดก็ ซึงจะมี
มีอทิ ธิพลตอ่ การเจริญเติบโตและพฒั นาการของบคุ คล ตงั แต่
เริมปฏสิ นธิในครรภ์จนถงึ ขณะคลอดและหลงั คลอด จุดสูงสุด (Optimal Point) ทเี ดก็ จะเรียนรู้ได้ดี ละบงั
เกิดผลดี ซึงจุดทเี ราเรียกว่า “ความพร้อม” นีถ้าเด็กยงั ไปไมถ่ ึง
จดุ นีหรือผา่ นพ้นจดุ นีไปแล้ว เด็กจะเรียนไมไ่ ด้ผลดีเทา่ ทีควร กระนนั
ก็ตามความคิดเห็นเกยี วกบั พฒั นาการนีนกั จิตวทิ ยาก็ยงั มีความ
คิดเห็นแตกตา่ งกนั ออกไป อกี พวกหนึงเห็นวา่ เป็นเรืองประสบการณ์
ทีครูสามารถช่วยจดั ให้ได้ ดงั เชน่

• เมือกล่าวถงึ พัฒนาการของมนุษย์ • Arnold Gesell เหน็ วา่ ความพร้อมเป็ นเรืองของธรรมชาติทีจะต้อง
ค่อยเป็ นค่อยไป ถ้าเด็กยงั ไมพ่ ร้อมเราควรให้เดก็ รอให้พร้อม จงึ ให้เด็กเรียน
• หมายถึง การเปลียนแปลงทกุ ๆ ด้านพร้อมกนั ซงึ
เป็นการเปลยี นแปลงทงั ทางด้านร่างกาย สติปัญญา • Jerome Bruner เหน็ วา่ ความพร้อมเป็ นเรืองทีสอนกนั ได้ ไมจ่ าเป็ น
สงั คม และอารมณ์ และการเปลยี นแปลงนีจะเป็นทงั ต้องให้เดก็ รอ เด็กสามารถเรียนได้กอ่ นกําหนด ถ้าเรารู้จกั วธิ ีการจดั
ในด้านปริมาณและคณุ ภาพในเวลาเดียวกนั ประสบการณ์ทีเหมาะสมเพือสอนให้ เด็กพร้ อม
พฒั นาการของเดก็ แม้จะมีหลายสิงหลายอย่างที
เหมือนกนั แตโ่ ดยแท้ จริงแล้ว เด็กจะมีพฒั นาการ • Jean Piaget ให้ข้อคิดวา่ ครูควรจะสอนเพือเร่งเด็กหรือไม่ โดยเสนอขนั
เฉพาะตวั พฒั นาการทางสติปัญญาของมนษุ ย์ให้เป็ นข้อพิจารณา

• Erik Erikson ได้เสนอทฤษฎีพฒั นาการทางบคุ ลกิ ภาพ เพือให้ครูเหน็ วา่
ในแตล่ ะช่วงวยั นนั เดก็ มีความพร้อมทีจะพฒั นาในเรืองใด และเราควรจะจดั
การศกึ ษาอย่างไรให้สอดคล้องกบั พฒั นาการในแตล่ ะช่วง

4

23/03/64

ระยะพฒั นาการ พฒั นาการของมนุษย์แบ่งตามช่วงอายไุ ด้ ทฤษฎจี ิตวทิ ยาพฒั นาการของ อิริคสัน มี 8 ขนั ดงั นี

เป็ น 8 ระยะ ดงั นี (สชุ า จนั ทน์เอม, 2536, น. 2-3) 1. ระยะทารก 0 – 2 ขวบ = ขนั ไว้วางใจและไมไ่ ว้วางใจผ้อู นื

1. ระยะก่อนเกดิ (Prenatal stage) 2. วยั เริมต้น 2 – 3 ขวบ = ขนั มอี ิสระกบั ความละอาย ความสงสยั
คือตังแต่เริมปฏสิ นธจิ นถงึ ระยะคลอด เป็นตวั ของตวั เอง หรือเรียก ขนั พลงั จิต

2. วัยทารก เริมตังแต่เกดิ จนถงึ อายุ 2 ปี 3. ระยะก่อนไปโรงเรียน 3 – 6 ปี = ขนั มคี วามคิดริเริมกบั
ความรู้สกึ ผดิ , ขนั มีความมงุ่ ประสงค์ (วยั เด็กซุกซน)
3. วัยเดก็ เริมตังแต่อายุ 2 – 12 ปี
4. วัยย่างเข้าสู่วัยรุ่น ปกตหิ ญงิ เฉลียมอี ายุ 12 ปี ชายเฉลียมอี ายุ 14 ปี 4. ระยะเข้าโรงเรียน 6 – 12 ปี = ขนั เอาการเอางาน ขนั
สมรรถภาพ กบั ความมปี มด้อย
5. วัยรุ่น ตังแต่อายุ 14 – 21 ปี
6. วัยผ้ใู หญ่ ตังแต่อายุ 21 – 40 ปี
7. วัยกลางคน ตังแต่อายุ 40 – 60 ปี
8. วัยสูงอายุ ตังแต่อายุ 60 ปี ขึนไป

การแบ่งวยั ระยะพฒั นาการ แบ่งตามอาํ ยุได้ 8 ช่วงดงั นี 5. ระยะวัยรุ่น 12 – 20 ปี = ขนั เข้าใจอตั ลกั ษณ์ของ
ตนเอง และ ไม่เข้าใจตนเอง
1. ระยะก่อนคลอด = เริมปฏสิ นธจิ นถึงคลอด
2. ระยะหลังคลอด 6. ระยะต้นของวยั ผู้ใหญ่ 20–40 ปี =ขนั ใกล้ชิดสนทิ
สนมกบั ความรู้สกึ เปลา่ เปลียว ขนั ความรัก
2.1 แรกเกดิ , ทารก = คลอดถึง 2 ขวบ
2.2 เดก็ ตอนต้น = 2 - 6 ขวบ 7. ระยะผู้ใหญ่ 40 – 60 ปี = การอนเุ คราะห์เกือกลู กบั
2.3 เดก็ ตอนกลาง = ช (7-12) , ญ (6-10) การพะว้าพะวงตวั เอง ขนั เอาใจใส่
2.4 ย่างสู่วัยรุ่น = ช(13-15), ญ(12-13)
2.5 วัยรุ่น = ตอนต้น(14-17), ตอนปลาย(17-20) 8. ระยะสูงอายุ 60 ปี ขึนไป = มีความมนั คงทางจติ ใจกบั
2.6 วัยผู้ใหญ่ตอนต้น = 18 – 40 ปี ความสินหวงั , ขนั บรู ณาการ, วยั ชรา
2.7 วัยผู้ใหญ่ตอนกลาง = 40 – 60 ปี
2.8 วัยชรา = มากกว่า 60 ปี

• พฒั นาการทางบคุ ลิกภาพ 8 ขันตอนของอิริกสนั ซิกมนั ด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud, การพฒั นาการทาง
เพศ (Stage of Psychosexual Development)
• อริ ิกสนั (Erikson) เหน็ วา่ พัฒนาการทางบคุ ลกิ ภาพเกดิ ขึนทกุ ช่วง 5 ขัน ดงั นี
ชีวิต ดงั นันทกุ ช่วงชีวติ จึงมีความสาํ คัญเช่นกัน มใิ ช่สาคัญเฉพาะ
พฤตกิ รรมในช่วงแรกของชีวิตทอี ยู่ใน Critical Period 1. ขันปาก (Oral Stage) เริมตงั แตแ่ รกเกิด

• เท่านนั อริ ิกสนั (Erikson) ได้เน้นว่าพฤตกิ รรมในอดตี ของบคุ คล ถึง 1 ขวบ ในวยั นี Erogenous Zone จะอย่บู ริเวณปาก การได้รบั
จะมีผลสะท้อนถึงพฤตกิ รรมในอนาคตด้วย พฒั นาการของคนเราจะ การกระต้นุ หรือเร้าทีปากจะทําให้เด็กเกดิ ความพึงพอใจ ทําให้เด็กตอบสนอง
ดาเนินไปเป็ นขนั ตอน ขนั พฒั นาการแต่ละขนั จะมีการสืบเนืองตดิ ตอ่ กนั ความพึงพอใจของตนเองโดยการดดู โดยเฉพาะอยา่ งยงิ การดดู นมแม่จึงเป็ น
หลายเวลา โดยมีพฒั นาการทางร่างกายเป็ นตวั นาไปสพู่ ฒั นาการขนั ความสขุ และความพงึ พอใจของเขาในขนั นี ถ้าพ่อแมห่ รือผ้ใู กล้ชิดให้การอบรม
ต่อไป สงิ ทีมีอทิ ธิพลตอ่ พฒั นาการ ได้แก่ แรงขบั ภายใน เลียงดอู ย่างเหมาะสม มีการดแู ลเอาใจใสใ่ ห้ความรักความอบอนุ่ อย่างเตม็ ทีจะ
ทําให้เดก็ เกิดความไว้วางใจและความรู้สกึ ทีดีเกียวกบั ตนเองและ
สภาพแวดล้อม

5

23/03/64

• เนอื งจากเดก็ วยั นีเริมพฒั นาความรัตวั • กจ็ ะทําให้เดก็ ตดิ ตรึงอยกู่ บั ความต้องการของตนเอง ไมพ่ ฒั นาการ
เอง (Narcissism) แต่ถ้าเดก็ ไมไ่ ด้รับการตอบสนอง ยอมรบั จากผ้อู นื จะเหน็ ได้วา่ ปฏิกริ ิยา กฎเกณฑ์ และเจตคติของพอ่ แม่
อย่างเหมาะสม เช่น ถกู ปล่อยให้ร้องไห้เพราะหิวเป็น ในการฝึ กหดั การขบั ถา่ ยของเด็ก จึงมีความสาํ คญั ตอ่ การพฒั นา
เวลานานๆ ไม่ได้รับประทานอาหารตามเวลาและไม่ได้รับ บคุ ลกิ ภาพทีเหมาะสม ในขนั ทวารเพราะถ้าสมั พนั ธภาพระหวา่ งพอ่ แม่
การสมั ผสั ทีอบอ่นุ หรือการแสดงความรักความอบอ่นุ จากพอ่ กบั เดก็ เป็ นอย่างดีโดยเฉพาะ เกียวข้องกบั การฝึ กการขบั ถา่ ยของเด็กจึงมี
แมแ่ ละผ้ใู กล้ชิด จะทําให้เดก็ พฒั นาความไม่ ความสาํ คญั ตอ่ การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพทีเหมาะสมในขนั ทวาร เพราะถ้า
ไว้วางใจ (Distrust) มคี วามรู้สกึ ไมด่ เี กยี วกบั ตนเอง สมั พนั ธภาพระหวา่ งพ่อแม่กบั เด็กเป็ นอยา่ งดี โดยเฉพาะเกียวข้องกบั
และเกลียดชงั สภาพแวดล้อม ทาํ ให้เกดิ การยดึ การฝึ กการขบั ถ่าย จะทําให้เด็กพฒั นาอารมณ์ทีมนั คง เชือมนั ใน
ติด (Fixation) ของพฒั นาการในขนั ความสามารถของตนเอง เป็ นคนสงบเสงียมออ่ นโยนแตถ่ ้าเด็กเกดิ การ
ปาก พลงั Libido ตดิ ตรึงในขนั ตอนนี จะทําให้ไมส่ ามารถพฒั นาบคุ ลกิ ภาพตามความ
เหมาะสม เช่น ถ้าเด็กพอใจกบั การถ่ายอจุ จาระมากเกินไป

• บางสว่ นไม่ได้รับการเร้าอยา่ งเหมาะสม จะทําให้การยึดตดิ อย่บู ริเวณ • เมือโตขึนก็จะเป็ นคนสรุ ุ่นสรุ ่าย แต่ถ้าเด็กพอใจกบั การกลนั อจุ จาระไว้
ปาก และไม่สามารถเคลือนทีไปยงั สว่ นอนื ของร่างกายตามความ ไม่ยอมขบั ถา่ ย กจ็ ะเป็ นคนขีเหนียว ตระหนี หรือถ้าเดก็ รู้สกึ โกรธหรือ
เหมาะสมของการพฒั นาการในขนั ต่อไปจะก่อให้เกดิ ความผดิ ปกตทิ าง เกลยี ด พ่อแม่ทีเข้มงวดในเรืองขบั ถ่ายกจ็ ะทําให้เด็กมีนิสยั ดือรัน แต่
บคุ ลกิ ภาพในขนั ปากและเมือบคุ คลเข้าสวู่ ยั รุ่นบคุ คลก็จะแสดง ถ้าพอ่ แมค่ วบคมุ เรืองความสะอาดมากเกินไป กจ็ ะกลายเป็ นเจ้า
บคุ ลกิ ภาพทียึดติดในขนั ปากออกมาในรูปของพฤติกรรมต่างๆ เช่น ระเบียบ จ้จู ีจกุ จกิ หรือถ้าพ่อแม่ทีเน้นการขบั ถ่ายตรงเวลา ไมร่ ู้จกั
ยืดหยนุ่ กจ็ ะกลายเป็ นคนเข้มงวด ไม่ยืดหยนุ่ แตถ่ ้ายึดตดิ ในขนั นี
การตดิ สุรา ตดิ บุหรี ยาเสพตดิ ชอบขบเคียวไม่หยุดปาก ชอบ เป็ นไปอยา่ งรุนแรง อาจทําให้เกดิ เดก็ มีบคุ ลกิ ภาพแปรปรวน เช่น
กนิ ของคบเคียวกรอบๆ กินอาหารแปลกๆ เช่นกินกุ้งเต้น หรือ
ชอบทําร้ายให้ผ้อู ืนเจ็บปวด (Sadism) หรือการร่วมเพศด้วยวธิ ีการ
ชอบพูดจาเยาะเย้ยถากถาง ก้าวร้าว บ้าอํานาจ พูดจาใส่ร้าย ต่าง ๆ เป็ นต้น
ป้ ายสีได้โดยขาดความละอาย และชอบทาํ ตวั ให้เป็ นจุดเด่นใน

สังคมโดยวิธีการใช้ปากหรือเสียงดงั ๆ เป็ นต้น

• . ขันทวาร (Anal Stage) เดก็ จะมอี ายุตังแต่ 1-3 • 3. ขันอวัยวะเพศตอนต้น (Phallic Stage)

ขวบ ในวยั นี Erogenous Zone จะอย่ทู ีบริเวณทวาร โดยทเี ดก็ จะมี • เริมตังแต่ 3 – 5 ขวบ ในขนั นี Erogenous Zone จะอย่ทู ี
ความพงึ พอใจเมือมีสงิ มากระต้นุ หรือเร้าบริเวณทวารในระยะนีเดก็ เริมเป็นตวั อวยั วะเพศ โดยทีเด็กเกิดความรู้สกึ พึงพอใจกบั การจบั ต้องอวยั วะเพศ
ของตวั เอง เริมมีความพงึ พอใจกบั ความสามารถในการควบคมุ อวยั วะของ เพราะมีความพึงพอใจทางเพศอย่ทู ีตนเองในระยะแรก ทําให้เด็กชายรกั
ตนเอง โดยเฉพาะอวยั วะขบั ถ่าย กิจกรรมทีเดก็ มีความสขุ จะเกียวข้องกบั การ ใคร่ และหวงแหนแมจ่ งึ เกดิ ความรู้สกึ อจิ ฉา และเป็ นปรปักษ์กบั พ่อใน
กลนั อจุ จาระ (Anal Retention) และการถา่ ยอจุ จาระ (Anal ขณะทเี ดก็ หญงิ จะรักใคร่และหวง แหนพ่อ จึงรู้สึกอิจฉาและเป็ น
Expulsion) ความขดั แย้งทีมกั เกิดขึนในขนั นีคอื การฝึกหดั การขบั ถา่ ย ศตั รูกับแม่ ทเี รียกปรากฏการณ์นีว่า เป็ นปมออดปิ ุส
(Toilet) Training ดงั นนั ถ้าพ่อแม่เลียงดูด้วยความเอาใจใส่ และ (Oedipus Complex) ในเด็กชาย และปมอีเลคต้า (Electra
ฝึ กการขับถ่ายให้เป็ นไปอย่างเหมาะสมกับเวลา และสถานทโี ดยไม่ Complex) ในเด็กหญิง
บงั คบั หรือเข้มงวดและวางระเบียบมากเกนิ ไป เพราะไมเ่ ชน่ นนั เดก็ จะ
เกิดความรู้สกึ ไมแ่ นใ่ จในความมีอสิ ระ และความสามารถในการบงั คบั อวยั วะ •
ของตนเอง ในขณะเดียวกนั ก็ไม่ได้หมายความวา่ พอ่ แม่จะปลอ่ ยทกุ อย่างให้
เป็นไปตามความพงึ พอใจของเดก็ โดยไม่สนใจให้การดแู ล และฝึกหดั ให้เดก็
เรียนรู้การขบั ถ่ายทีเหมาะสม

6

23/03/64

• 4. ขันแฝง (Latency Stage) 2. ในปัจจุบนั ความหมายของ จติ วทิ ยา หมายถงึ ข้อใด
ก. การศกึ ษาทีเกยี วกบั เรืองวญิ ญาณ
• เริมตังแต่ อายุ 6 – 11 ปี ในขนั นี Erogenous ข. วิชาทศี กึ ษาพฤตกิ รรมของมนษุ ย์ และสตั ว์ด้วย
Zone จะไมป่ รากฏอย่สู ว่ นใดสว่ นหนึงของร่างกายโดยเฉพาะ
เสมือนขนั แฝงของพลงั Libido เป็นระยะพกั ในเรืองเพศ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
และจินตนาการทางเพศ เด็กจะเริมมชี ีวิตสงั คมภายนอกบ้าน
มากขนึ ทีจะเรียนรู้และปรับตวั ให้เข้า กบั เพือนๆ ใน ค. การศกึ ษาทีเกยี วความคดิ ของคนยคุ โบราณ
โรงเรียนโดยเฉพาะอยา่ งยิงในวยั ดงั กลา่ ว เด็กหากเด็กมี
พฒั นาการในวยั ต้นๆ อยา่ งเหมาะสมในขนั นีเดก็ จะมี ง. วชิ าทีศกึ ษาพฤตกิ รรมของมนษุ ย์ต่างดาว

ความสามารถในการปรับตวั ให้เข้ากบั เพือนกลมุ่ เดียวกนั

• 5. ขันอวัยวะเพศตอนปลาย (Genital Stage) 25. จติ วทิ ยา คามความหมายใหม่ เป็ นศาสตร์ทวี ่า
• เริมจาก 12 ขวบเป็ นต้นไป ในระยะนีเดก็ จะเข้าสวู่ ยั รุ่น ไปจนถึงวยั ด้วยเรืองใด

ผ้ใู หญ่และวยั ชรา โดยมี Erogenous Zone จะมาอย่ทู ีอวยั วะเพศ ก. พฤติกรรม
(Genital Area) เมือเดก็ ย่างเข้าสวู่ ยั รุ่นจะมีการเปลียนแปลงทาง
ร่างกายทงั หญิงและชาย ตา่ งๆ กนั และมีพฒั นาการทางร่างกายตนมี ข. วิญญาณ
ความสามารถในการสบื พนั ธ์ุ นอกจากนียงั มีการเปลยี นแปลงทางอารมณ์ มี ค. การเรียนรู้
ความต้องการตามสญั ชาตญาณทางเพศอย่างรุนแรง ต้องการเป็นตวั ของ
ตวั เอง ต้องการเป็นอสิ ระในขณะเดียวกบั ก็ต้องการได้รับความอบอนุ่ และ ง. ถกู ทกุ ข้อ
การดแู ลเอาใจใสท่ างจติ ใจจากพอ่ แม่ เมือบคุ คลมีวฒุ ิภาวะทางเพศอยา่ ง
สมบรู ณ์แล้ว จะเกิดความพงึ พอใจทางด้านเพศ มีการแสวงความสขุ ทางเพศ
ระหวา่ งชายหญิง บคุ คลทมี ีการพฒั นาการทางบคุ ลกิ ภาพอยา่ งปกติ ไม่มี
การตดิ ตรึง ก็จะสามารถมีชีวิตทางสงั คมทีถกู ต้องเหมาะสมคือมีครอบครัว
และสามารถแสดงบทบาททางเพศ และบทบาทของพอ่ แมไ่ ด้อยา่ งเหมาะสม

1. Psychology มีรากศัพท์มาจากภาษาใด 21. องค์ประกอบของพฒั นาการทีว่า “ความ
ก. ภาษากรีก (Psyche + Logos) เจริญเตบิ โตทังทางด้านร่างกายและจติ ใจ พร้อม
ข. ภาษาสเปน (Psycho + Logy) ทีจะทาํ งานตามหน้าที” หมายถงึ ข้อใด
ค. ภาษารัสเซยี (Psyche + Logos)
ง. ภาษาบาลี (Psycho + Logy) ก. ความเข้าใจ

ข. การเรียนรู้
ค. วฒุ ภิ าวะ

ง. อารมณ์

7

23/03/64

22. ความแตกต่างของบุคคลเกิดจาก 2 สิง คอื 60. ขันการพฒั นาบุคลิกภาพของเดก็ หญงิ หวงพ่อ
หรือเดก็ ชายหวงแม่ อยู่ทีข้อใด
ก. การเรียนรู้, วฒุ ิภาวะ
ก. Oral staqe
ข. พนั ธุกรรม, สิงแวดล้อม ข. Anal staqe

ค. อารมณ์, สติปัญญา ค. Plalic staqe
ง. หวั ใจ, สมอง ง. Lantency staqe

58. วุฒภิ าวะ หมายถงึ อะไร 66. ความรู้สกึ พงึ พอใจของวัยรุ่น จดั อยู่ในขันใด
ก. กระบวนการเปลียนแปลงพฤติกรรมทเี กิดขนึ ตาม ของขันพฒั นาบุคลิกภาพของฟรอยด์

ธรรมชาติ ก. ขนั ทวาร
ข. กระบวนการเปลยี นแปลงพฤตกิ รรมทเี กดิ ขนึ จากการ
ข. ขนั อวยั วะเพศตอนต้น
เรียนรู้ ค. ขนั แฝง
ค. กระบวนการเปลยี นแปลงพฤตกิ รรมความเคร่งครัด
ง. ขนั อวยั วะเพศตอนปลาย
ระหวา่ งบคุ คลจากสงิ แวดล้อม
ง. กระบวนการเปลียนแปลงพฤติกรรมความเคร่งครัด

ระหว่างบคุ คลจากพฤตกิ รรม

35. ขันการพฒั นาบุคลกิ ภาพของคนมีความสุข 71. ขันแฝง ของขันพฒั นาบุคลิกภาพของ
อยู่ทีทวารหนักคอื ข้อใด
ฟรอยด์จดั อยู่ในช่วงวยั ใดต่อไปนี
ก. Oral staqe ก. แรกเกิด
ข. Anal staqe ข. อนบุ าล
ค. ประถมศกึ ษา
ค. Plalic staqe ง. มธั ยมตอนต้น
ง. Lantency staqe

8

23/03/64

• พัฒนาการของผู้เรียนวัยต่างๆ • 4) พฒั นาการทางสตปิ ัญญา เด็กวยั นีจะมพี ฒั นาการทาง

• การจดั การเรียนการสอนทเี อือให้ผ้เู รียนเกิดการเรียนรู้ได้ ภาษาอย่างต่อเนือง คือ สามารถใช้ภาษาในรูปแบบของประโยค
อย่างมปี ระสทิ ธิภาพนนั ผ้สู อนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจ ได้ จะชอบเลียนแบบภาษาพดู และลกั ษณะทา่ ทางจากผ้ใู หญ่
เกียวกบั พฒั นาการของผ้เู รียนวยั ต่างๆ ดงั นี ลกั ษณะเดน่ ของเด็กวยั นีคอื อยากรู้อยากเห็น ชา่ งสงสยั ชอบ
จินตนาการ จงึ มกั แสดงออกด้วยการซกั ถาม เช่น ทาไม อะไร
อยา่ งไร เป็นต้น สาหรับด้านความจา เด็กยงั มีอย่ใู นวงจากดั เชน่
จาเลขได้แค่ 1-2 หลกั จาสีได้เพียงแมส่ ี เป็นต้น

• 1. วัยเดก็ ตอนต้น หรือวยั เด็กเลก็ หรือเดก็ อนุบาล (ช่วง • 2. วัยเดก็ ตอนกลาง หรือเดก็ ระดับประถมศกึ ษา
อายุ 3 - 5 ปี ) เป็นวยั ทีมคี วามก้าวหน้าทางพฒั นาการในทกุ
ด้าน อยากเป็นอสิ ระ เริมพงึ ตนเองจงึ อยากเป็นตวั ของตวั เองชอบ ตอนต้น (ช่วงอายุ 6 – 9 ปี ) 10
ปฏิเสธ ดือ ความคิดสร้างสรรค์เจริญสงู สดุ
• พฒั นาการของเด็กในวยั นีเปลียนแปลงไปจากเดิมไมม่ ากนกั มีพฒั นาการ
• 1) พฒั นาการทางร่างกาย เป็นวยั ทีเด็กสามารถควบคมุ อย่างช้าๆ ได้แก่
ร่างกายและอวยั วะตา่ งๆ ได้ตามความต้องการของตน จึง
สามารถทากิจกรรมหลายๆ อย่างได้ด้วยตนเอง จงึ ชอบทีจะ • 1) พฒั นาการทางร่างกาย เด็กจะมีความคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไวในการ
กระโดดโลดเต้น ปีนป่ าย เพอื ฝึกการควบคมุ ร่างกายให้เกิดความ เคลือนไหวมากขึนกวา่ เดิม สามารถบงั คบั กล้ามเนือทงั ใหญ่และย่อยได้ดีขึน
ชํานาญมากขนึ ซงึ ผ้ใู หญ่เรียกวยั นีวา่ เป็น วยั ซน เด็กชายโตกวา่ และประสานงานกนั ได้ดี เด็กชอบเลน่ ไม่คอ่ ยจะอยนู่ ิง ร่างกายโตช้ากวา่ วยั
เด็กหญิง อนบุ าล เด็กชายและเดก็ หญิงจะมีขนาดสว่ นสงู และน้าหนกั ใกล้เคียงกนั

• 2) พัฒนาการทางอารมณ์ เด็กในวยั นีจะเริมเรียนรู้การแสดง • 2) พัฒนาการทางอารมณ์ เด็กจะเริมมีการควบคมุ ทางอารมณ์ได้บ้าง
พฤติกรรมตอบสนองอารมณ์จากคนใกล้ชิดรอบข้าง มกั จะมี แล้ว ลกั ษณะอารมณ์ของเดก็ วยั นีจะเตม็ ไปด้วยความสนกุ สนาน มี
ธรรมชาติของอารมณ์เหมือนวยั เด็กตอนต้น คือแสดงออกอย่าง ความสขุ กบั การได้ทํากิจกรรมตา่ ง ๆ ร่วมกบั เพือน จนบางครังขาดความ
เปิดเผย ไมซ่ บั ซ้อน แปรปรวนได้ง่าย รบั ผดิ ชอบทีได้รบั มอบหมาย ผ้ใู หญ่จงึ มกั เรียกเดก็ ในวยั นีวา่ วยั สนกุ สนาน

• 3) พัฒนาการทางสงั คม เป็นวยั ทีต้องมกี ารปรับตวั และเรียนรู้ • 3) พัฒนาการทางสังคม เดก็ จะยงั ไม่มีการแบง่ กลมุ่ ทางเพศในการทา
วธิ ีการสร้างความสมั พนั ธ์กบั เพือนใหม่ และบคุ คลแวดล้อมใน กิจกรรมอย่างชดั เจน แต่จะเริมลดการยดึ ตวั เองเป็ นศนู ย์กลางแหง่
สถานศกึ ษา เด็กจะเรียนรู้ในการแสดงพฤติกรรมทีทาให้คนอนื ความคิดและการกระทาลง และเริมให้ความสําคญั กบั กลมุ่ เพือน รักพวก
ยอมรับและปฏิบตั ิตามกฎ ระเบียบ ข้อบงั คบั ของสงั คมใหม่ แต่ พ้อง แตท่ งั นีเพือนในวยั เดียวจะเริมมีบทบาทตอ่ ทศั นคตแิ ละความคิดของ
อยา่ งไรเด็กวยั นียงั ยึดตนเป็นศนู ย์กลางอยู่ เชน่ อยากคยุ ในสิงทีตน เด็กมากขึนมากเดิม
ต้องการ โดยไมค่ ํานงึ วา่ คนอนื ๆจะพดู เรืองใดอยู่

9

23/03/64

• 4) พัฒนาการทางสตปิ ัญญา เดก็ จะเริมเรียนรู้ • 3) พฒั นาการทางสงั คม เด็กจะเริมมีการแบง่ กล่มุ
ระหว่างเพศหญิงและเพศชายอย่างเด่นชดั และจะเลือก
และมีประสบการณ์เพิมขนึ รู้จกั ใช้เหตผุ ลในการตดั สนิ ใจ ทากิจกรรมทเี หมาะสมของเพศของตน เพือนวยั เดยี วกนั
เลือกทาในสงิ ทีตนสนใจ มีความรับผิดชอบมากขนึ
สามารถจดจาสงิ ทีเรียนรู้ไปแล้วได้อย่างแมน่ ยา สามารถ จะมอี ทิ ธิพลตอ่ ความคดิ และการกระทามากขนึ ผ้ใู กล้ชิด
เรียงลาดบั ตวั เลขไมม่ ากนกั ได้ รู้จกั แยกแยะสไี ด้มากกวา่ จงึ ควรให้คาแนะนาเกียวกบั การคบหาเพอื นของเดก็
วยั เดก็ ตอนต้น

• 3. วัยเดก็ ตอนปลาย หรือเดก็ ระดับประถมศึกษา • 4) พฒั นาการทางสตปิ ัญญา เดก็ ในวยั นีมีระดบั
ตอนปลาย (ช่วงอายุ 10 –12 ปี ) ทางสติปัญญาทีเพิมขนึ ในอีกระดบั หนงึ โดยเริมมี
จนิ ตนาการกว้างไกลขนึ สามารถเปรียบเทียบได้
• ถือว่าเป็ นช่วงเวลาทสี ําคัญของวัยเดก็ เนืองจากว่าเป็ นวัยทมี ีการ เข้าใจความสมั พนั ธ์และความแตกตา่ งของสิงรอบตวั
เปลียนแปลงทชี ัดเจนในทกุ ด้านหลายประการ ดงั นี เข้าใจในความสมั พนั ธ์ของตวั เลขมากขนึ และมี
ความจาทแี ม่นยาขนึ กวา่ เดิมมาก
• 1) พัฒนาการทางร่างกาย ร่างกายของเดก็ วยั นีจะมีการเปลยี นแปลง
อยา่ งรวดเร็วอกี ครังหนึง โดยเฉพาะผ้หู ญิงจะมีการเปลียนแปลงทีรวดเร็ว
กวา่ ผ้ชู ายเมืออายปุ ระมาณ 10 ปี ครึง ในขณะทีเด็กชายจะเริมการ
เปลียนแปลงเมืออายุ 12 ปี ครึง บางครังเรียกวยั นีอีกอย่างวา่ วยั เตรียมเข้า
สวู่ ยั รุ่น

• 2) พฒั นาการทางอารมณ์ เด็กวยั นีจะสามารถควบคมุ • 4. วยั รุ่นตอนต้น หรือระดบั มัธยมศึกษา
และเรียนรู้การแสดงออกทางอารมณ์ทีสงั คมยอมรับ เริม
มีความวิลกกงั วลและความเครียดเนอื งจากปัญญาใน ตอนต้น (ช่วงอายุ 13-15 ปี )

กลมุ่ เพอื นและการได้รับการยอมรับในกล่มุ หรือ • เป็นวยั ซงึ อย่ใู นระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น ลกั ษณะโดยทวั ๆ ไป
แม้กระทงั การแขง่ ขนั ในด้านการเรียนกบั เพอื นร่วมชนั จน เด็กผ้หู ญิงจะเข้าสวู่ ยั รุ่นกอ่ นเด็กผ้ชู าย คือ จะยา่ งเข้าสวู่ ยั รุ่นเมอื
ดเู หมือนกบั ว่าเด็กในวยั นีหงดุ หงิดได้ง่าย อายปุ ระมาณ 12-13 ปี สว่ นเด็กผ้ชู ายเตรียมเข้าสวู่ ยั รุ่น เมอื อายุ
ประมาณ 13-15 ปี วยั นีบางทีเรียกวา่ “วยั กอ่ นวยั รุ่น” (puberty)
คือ ระยะกอ่ นวยั หนมุ่ สาว ลกั ษณะทางเพศจะปรากฏขนึ ให้เห็น เด็ก
วยั นีจะดเู ก้งก้างทาอะไรขดั เขินไมเ่ รียบร้อย ร่างกายต้องการอาหาร
ทีมปี ระโยชน์เพอื ชว่ ยในการเจริญเติบโต

10

23/03/64

1) พฒั นาการทางกาย 4) พฒั นาการทางสตปิ ัญญา

• ร่างกายของเด็กวยั นีจะสงู ขนึ และมีน้าหนกั เพิมขนึ • เด็กวยั นีมเี หตผุ ลและควบคมุ ตนเองได้ดีขนึ รู้จกั อดทนใน
แขนยาว มือใหญ่ขนึ เด็กผ้หู ญิง จะมีตะโพกผาย การคบเพอื น ชว่ งความสนใจนานขนึ สามารถปรับตวั ให้
หน้าอกขยายใหญ่ขนึ มีขนขนึ ทีอวยั วะเพศ มีประจา เข้ากบั สถานการณ์ใหมๆ่ ได้กว้างขวางขนึ เพราะเดก็ เข้าใจ
เดือน สว่ นเด็กผ้ชู ายมีกล้ามเนือใหญ่กว้างและ สงิ ทีเป็นนามธรรมมากขนึ โดยเฉพาะคาพดู เข้าใจและ
แข็งแรงขนึ มีขนตามแขน หน้าแข้ง เสียงจะห้าวแตก รู้จกั พดู ถ้อยคาทีลกึ ซงึ ถ้อยคาเปรียบเทียบต่างๆดขี นึ
จะมีน้าอสจุ ิ และจะมีการสําเร็จความใคร่ด้วยตนเอง เฉลยี วฉลาดมากขนึ กว่าเดิม แต่บางครังก็นงั ฝันกลางวนั
ทงั เดก็ ผ้ชู ายและเด็กผ้หู ญิงมีภาวะพร้อมทีจะเป็นพอ่ เพือเป็นการชดเชยสงิ ทขี าด
คนและแมค่ นได้

2) พัฒนาการทางอารมณ์ 5. วยั รุ่นตอนกลาง หรือระดับมัธยมศึกษาปลาย
(ช่วงอายุ 15-18 ปี )
• เด็กวัยนีมักจะเป็ นคนเจ้าอารมณ์ อารมณ์ไม่คงที ปันป่ วน
เปลียนแปลงง่าย หงุดหงดิ ง่าย เครียดง่าย โกรธง่าย อาจเกิด • เดก็ จะเข้าสวู่ ยั รุ่นเมืออายุ 15 -18 ปี เป็นระยะทเี ดก็ กาลงั เรียนในชนั มธั ยมศกึ ษา
อารมณ์ซมึ เศร้าโดยไมม่ สี าเหตไุ ด้งา่ ย อารมณ์ทีไมด่ ีเหลา่ นีอาจทา ตอนปลาย
ให้เกิดพฤติกรรมเกเร ก้าวร้าว มีผลต่อการเรียนและการดาเนิน
ชีวิต ในวยั รุ่นตอนต้น การควบคมุ อารมณ์ยงั ไมค่ อ่ ยดนี กั บางครัง • เป็นระยะทเี ดก็ วยั รุ่นค้นหาลกั ษณะประจาํ ตนและบทบาททีแท้จริงของตนทงั ทาง
ยงั ทาอะไรตามอารมณ์ตวั เองอยบู่ ้าง แต่จะค่อยๆดขี นึ เมอื อายมุ าก บ้านและทางโรงเรียน เชน่ เดียวกบั วยั 12-15 ปี เหตนุ ีวยั รุ่นจงึ เปลียนแบบแผน
ขนึ อารมณ์เพศวยั นีจะมีมาก ทาให้มคี วามสนใจเรืองทางเพศ หรือ พฤติกรรมของตนสวู่ ยั ผ้ใู หญ่ แตถ่ ้าวยั นีหาลกั ษณะประจําตนไม่ได้ และไม่ทราบ
มพี ฤติกรรมทางเพศ เชน่ การสาํ เร็จความใคร่ด้วยตนเอง ซงึ ถือวา่ วา่ บทบาททีแท้จริงของตนคอื อยา่ งไร จะเกิดความสบั สนในบทบาทและจะ
เป็นเรืองปกติในวยั นี ปรับตวั ไมไ่ ด้ โดยเฉพาะอย่างยิงเกียวกบั เพศ และอาชพี ในบางกรณีทเี ดก็
ปรับตวั ไม่ได้ สบั สนในบทบาทเพศและอาชพี เดก็ จะรับเอาบทบาททีไม่พงึ
ประสงค์ และเป็นอนั ตรายจากสงั คมมาเป็นของตน เชน่ ตดิ ยาเสพติด ซงึ เดก็ รู้สกึ
วา่ เป็นหนทางทีจะแสวงหาความหมายให้กบั ชวี ติ ได้

3) พฒั นาการทางสังคม 1) พฒั นาการทางกาย

• เดก็ ผู้ชายและเด็กผู้หญงิ มกั จะแยกกนั เล่น แต่ก็เริมสนใจซงึ กนั • ร่างกายของเด็กวยั นีจะเติบโตเป็นผ้ใู หญ่เตม็ ที มีนําหนกั
และกนั โดยไมก่ ล้าเปิดเผย สนใจการเลน่ รวมเป็นกลมุ่ จะปฏิบตั ิ และส่วนสงู มากทีสดุ กระดกู แข็งแรง ผิวพรรณผ่องใส ต่อม
ตามกฎของกลมุ่ และจะเลยี นแบบสมาชิกในกลมุ่ ไมว่ า่ จะเป็นด้าน ต่างๆ ทาํ หน้าทีมากขนึ วยั นีเริมพิถีพิถนั ในเรืองความงาม
การ แต่งกาย การพดู จา หรือกิริยาทา่ ทาง เนืองจากเด็กวยั นีมกั จะ เดก็ จะสนใจรูปร่างหน้าตาและการแตง่ กายมาก
ขาดความมนั ใจและต้องการให้เป็นทียอมรับของกลมุ่ การกระทา
และความต้องการจงึ มกั จะขดั แย้งกบั ความต้องการให้เป็นที
ยอมรับของกลมุ่ การกระทาและความต้องการจึงมกั จะขดั แย้งกบั
ความต้องการของพอ่ แมแ่ ละผ้ใู หญ่เสมอ

11

23/03/64

2) พฒั นาการทางอารมณ์ 1. ทฤษฎงี านพฒั นาการของ Havighurst
(Devolopment Talks)
• วยั นีต้องการอิสรภาพมากขนึ มกั จะแสดงอาการ
แขง็ กร้าว เมือถกู จํากดั เสรีภาพ มกั มีอารมณ์เพ้อฝัน ซงึ ฮาวกิ เฮริ ์ส ได้แบ่งพฒั นาการของมนุษย์ไว้เป็ น 6 ช่วงอายุ คือ
เกียวกบั อนาคต เชน่ อาชพี การแตง่ งาน เด็กวยั นี 1) วยั เดก็ เลก็ -วยั เดก็ ตอนต้น
ปรับตวั ได้ดีขนึ อารมณ์สขุ มุ เยือกเย็น กล้าเผชิญ 2) วยั เดก็ ตอนกลาง
ความจริงมากขนึ 3) วยั รุ่น
4) วยั ผ้ใู หญ่ตอนต้น
5) วยั กลางคน
6) วยั ชรา

3) พฒั นาการทางสังคม 1) วยั เดก็ เล็ก – วยั เดก็ ตอนต้น (แรกเกดิ – อายุ 6 ปี )
-เรียนรู้ทีจะเดิน
• เดก็ วยั นีพอใจทจี ะอย่ใู นกลมุ่ เพศเดียวกนั และมกั จะ -เรียนรู้ทจี ะรับประทานอาหาร
ทาํ ตามกลมุ่ นิยมและคลงั ไคล้อะไรทีเหมือนๆกนั -เรียนรู้ทจี ะพดู
มกั จะนิยมของแปลกๆและวิตถาร ไม่คอ่ ยสนิทสนม -เรียนรู้ทีจะควบคมุ การขบั ถ่าย
คลกุ คลกี บั พอ่ แม่พีน้องเหมือนเดิม แต่จะสนใจ -เรียนรู้ทีจะมองเหน็ ความแตกต่างระหวา่ งเพศ
เพือนมากกวา่ จะใช้เวลากบั เพือนนานๆมีกิจกรรม
นอกบ้านมาก

4) พฒั นาการทางสตปิ ัญญา -รู้จกั การทรงตวั เคลอื นไหวได้สะดวก

• พฒั นาการทางสมองเกอื บเท่าผ้ใู หญ่เป็นวยั ทเี ริมมี -เริมมีความคิดรวบยอดง่ายๆ เกียวกบั ความจริงทางสงั คม
แนวทางชวี ิตสาหรับตวั เอง มกั จะสนใจเกยี วกบั ศลี ธรรม และทางกายภาพ
จรรยาและด้านการเมอื ง แต่ก็ยงั ไม่สามารถตดั สินอะไรได้
เนืองจากขาดประสบการณ์เป็นวยั ทแี สวงหาลกั ษณะประ -เรียนรู้ทีจะสร้างความผกู พนั ตนเองกบั พอ่ แม่พีน้องตลอดจน
จาตนเพอื เลือกและเตรียมตวั สาหรับอาชพี คนอืนๆ

-เรียนรู้ทีจะมองเห็นความแตกตา่ งระหวา่ งสิงทผี ดิ -ถกู และ
เริมพฒั นาการทางจริยธรรม

12

2) วัยเดก็ ตอนกลาง (6 – 12 ปี ) 23/03/64

- เรียนรู้ทีจะใช้ทกั ษะด้านร่างกายในการเลน่ เกมต่างๆ 4) วยั ผ้ใู หญ่ตอนต้น (18 – 35 ปี )
- สร้างเจตคตติ ่อตนเองในฐานะทีเป็ นสงิ ทีมีชีวติ
- เรียนรู้ทีจะปรบั ตนเองให้เข้ากนั ได้กบั เพือนรุ่นเดียวกนั -มกี ารเลอื กค่คู รอง
- เรียนรู้บทบาททางสงั คมทีเหมาะสมของเพศหญิงและเพศชาย -เรียนรู้ทีจะมีชีวติ ค่รู ่วมกบั ค่แู ตง่ งาน
- พฒั นาความคิดรวบยอดทีจาเป็ นสําหรบั ชีวติ ประจาวนั -เริมต้ นสร้ างครอบครัว
- พฒั นาเกียวกบั เรืองศีลธรรมจรรยาและค่านิยม -รู้จกั การอบรมเลียงลกู
- สามารถชว่ ยเหลือตนเองได้ -รู้จดั การจดั การภารกิจในครอบครัว
- พฒั นาเจตคตติ อ่ กลมุ่ สงั คมและตอ่ สถาบนั ต่างๆ -เริมต้นประกอบอาชีพ
- พฒั นาทกั ษะพืนฐานในการ อา่ น เขียน และคํานวณ -รู้จกั หน้าทีของพลเมืองดี
-สามารถหากลมุ่ สงั คมทีเป็นพวกเดียวกนั ได

3) วยั รุ่นตอนต้นและตอนปลาย (12 – 18 ปี ) 5) วยั กลางคน (35 – 60 ปี )

-สามารถสร้างความสมั พนั ธ์อนั ดีและเหมาะสมกบั เพอื นรุ่นราว -บรรลวุ ยั ผ้ใู หญ่ การเป็ นพลเมืองดี ตลอดจนการมีความรบั ผดิ ชอบ
คราวเดียวกนั ได้ ทงั ทีเป็นเพือนเพศเดียวกนั หรือตา่ งๆเพศ ต่อสงั คม
-สร้างหลกั ฐาน ฐานะเศรษฐกจิ เพือความเป็ นปึ กแผน่ ของครอบครัว
-สามารถแสดงบทบาททางสงั คมได้เหมาะสมกบั เพศตนเอง -การช่วยเหลอื วยั รุ่นให้มีความรับผดิ ชอบ เพือจะได้เป็ นผ้ใู หญ่ทีมีความสขุ
-รู้จกั การใช้เวลาวา่ งให้เป็ นประโยชน์
-ยอมรับสภาพร่างกายของตนเอง สามารถปรับตวั ให้เข้ากบั ความ -สามารถทีจะปรับตวั และทาความเข้าใจคู้ชีวติ ของตนเองได้
เปลยี นแปลงทงั หลายได้เป็นอยา่ งดี -เรียนรู้ทีจะยอมรับและปรับตวั ให้เข้ากบั สภาพการเปลยี นแปลงของร่างกาย
-รู้จกั ปรับตวั ให้เข้ากนั ได้กบั พอ่ แม่ทีสงู อายุ
-รู้จกั ควบคมุ อารมณ์ของตนเองได้

-มีความมนั ใจเกียวกบั เรืองการใช้จา่ ย รู้จกั การรับผดิ ชอบตอ่ การเงนิ การใช้จ่าย 6) วัยชรา (60 ปี ขึนไป )
ของตนเองได้เป็ นอยา่ งดี
-สามารถปรับตวั ได้กบั สภาพทีเสือมถอยลง
-มีการคบเพือนต่างเพศ
-ปรับตวั ได้กบั การทีจะต้องเกษียณอายุ ตลอดจน
-มีการเลอื กและเตรียมตวั เพืออาชีพ เงนิ เดอื นทีลดลง

-มีการเตรียมตวั เพือการแตง่ งานและการมีครอบครัว -ปรับตวั ได้กบั การตายของค่คู รอง

-เริมเตรียมตวั ทีจะเป็ นพลเมืองดี หาทกั ษะในการใช้ภาษา การสอื ความหมาย -สามารถสร้างสมั พนั ธภาพกบั คนในวยั เดียวกนั ได้
การหาความรู้ ความเข้าใจเกียวกบั เรืองตา่ งๆ เช่น กฎหมาย รฐั บาล เศรษฐกิจ
สงั คม

-มีความต้องการและรู้จกั พฒั นาตนเองให้มีความรบั ผดิ ชอบทงั ต่อตนเองและผ้อู ืน

-มีความรู้สกึ และความเข้าใจในเรืองคา่ นิยม ตลอดจนรู้จกั ตดั สนิ เลอื กเอาคา่ นิยม
และ มาตรฐานทีตน ควรยดึ ถือเป็ นหลกั เป็ นแนวทางชีวติ

13

23/03/64

จติ วทิ ยาการศกึ ษา • ความสาํ คัญของจติ วทิ ยาการศึกษาต่ออาชีพครู

• จิตวิทยาการศกึ ษามีบทบาทสาํ คญั ในการจดั การศกึ ษา การเป็นครูทีดีนนั จะต้องเป็นด้วยจิตวิญาณมคี วามเข้าใจหลกั การ
ครูจงึ จําเป็นต้องมีความรู้พืนฐานทางจติ วทิ ยาการศกึ ษา สอนกระบวนการสอนตามหลกั วิชาการแล้วยงั ไมพ่ อ ครูจะต้องรู้
เกียวกบั จิตวิทยา เพราะครูทกุ คนมีวถิ ีชีวติ อยกู่ บั คนแทบจะ
ตลอดเวลาจงึ จําเป็นจะต้องรู้ชีวติ จิตใจของมนษุ ย์วา่ เขาเหลา่ นนั มี
ความต้องการอะไร ดงั มกี ลา่ ววา่ คนเป็นครูจะต้องรู้จิตวิทยาเพราะวา่
จิตวิทยาชว่ ยครูได้ดงั ที

สรุ างค์ โค้วตระกลู (2553 : 4 - 5) กลา่ วไว้ดงั ตอ่ ไปน

•จติ วทิ ยาการศึกษา 1. ช่วยครูให้รู้จกั ลักษณะนิสัย (Characteristics)
ของนกั เรียนทีครูต้องสอนโดยทราบหลกั พฒั นาการทงั ทาง
• คอื การศึกษาพฤติกรรมต่างๆ มนุษยท์ ีเกียวขอ้ ง ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สงั คม และบคุ ลิกภาพเป็น
กบั สถานการณก์ ารเรียนการสอน โดยเนน้ ทาํ สว่ นรวม
ความเขา้ ใจพฤติกรรมการเรียนรู้ และการพฒั นา
ความสามารถของผเู้ รียน แต่ละคน แต่ละช่วงวยั 2. ช่วยให้ครูมีความเข้าใจพฒั นาการทางบคุ ลกิ ภาพบาง
ทีแตกต่างกนั ประการของนกั เรียน เช่น อตั มโนทศั น์ (Self concept)
วา่ เกดิ ขนึ ได้อยา่ งไร และเรียนรู้ถงึ บทบาทของครูในการทีจะ
ชว่ ยนกั เรียนให้มอี ตั มโนทศั น์ทีดแี ละถกู ต้องได้อยา่ งไร

วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 80

Q1.ข้อใดกล่าวถูกต้องทสี ุดเกียวกับหลกั จติ วทิ ยา 3. ชว่ ยครูให้มคี วามเข้าใจในความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล เพอื จะได้
การศึกษา ช่วยนกั เรียนเป็นรายบคุ คลให้พฒั นาตามศกั ยภาพของแตล่ ะบคุ คล

ก.เป็ นการศึกษาเกยี วกบั การเรียนรู้และพัฒนาการของ 4. ชว่ ยให้ครูรู้วธิ ีจดั สภาพแวดล้อมของห้องเรียนให้เหมาะสมแก่วยั
และขนั พฒั นาการของนกั เรียน เพือจงู ใจให้นกั เรียนมคี วามสนใจและ
ผู้เรียนในสภาพการเรียนการสอนในชันเรียน อยากจะเรียนรู้
ข. เป็ นการศึกษาเกียวกับการเปลียนแปลงพฤตกิ รรมอนั
5. ชว่ ยให้ครูทราบถงึ ตวั แปรตา่ งๆทีมอี ิทธิพลต่อการเรียนรู้ของ
เนืองมาจากประสบการณ์และการฝึ กหดั นกั เรียน เชน่ แรงจงู ใจ อตั มโนทศั น์ และการตงั ความคาดหวงั ของครูที
ค. ศึกษาเกียวกบั พฤตกิ รรมหรือกริ ิยาอาการของมนุษย์ มีต่อนกั เรียน

และสัตว์โดยอาศัยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 6. ช่วยครูในการเตรียมการสอนวางแผนการเรียน เพอื ทาให้การสอนมี
ง. ความรู้สกึ ของบุคคลทมี ตี ่อสิงใดๆซึงแสดงออกมา ประสทิ ธิภาพสามารถช่วยให้นกั เรียนทกุ คนเรียนรู้ตามศกั ยภาพของ
แต่ละบคุ คล โดยคํานงึ หวั ข้อตอ่ ไปนี
วทิ ยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 81

14

23/03/64

7. ช่วยครูให้ทราบหลกั การและทฤษฎีของการเรียนรู้ทีนกั จติ วทิ ยา ได้พิสจู น์ เพยี เจต์ (Piaget)
แล้ววา่ ได้ผลดี เชน่ การเรียนรู้จากการสงั เกตหรือการเลยี นแบบ
(Observational learning หรือ Modeling) พัฒนาการทางเชาวน์ปัญญา ทงั สิน 4 ลาํ ดบั ขัน

8. ชว่ ยครูให้ทราบถึงหลกั การสอนและวธิ ีสอนทีมีประสทิ ธิภาพ รวมทงั ระยะที 1ขันของการใช้ประสาทสัมผสั และกล้ามเนือ (Sensory
พฤตกิ รรมของครูทีมีการสอนอยา่ งมีประสทิ ธิภาพวา่ มีอะไรบ้าง เชน่ การใช้ – Motor Operation or Reflexive)อยู่ ในช่วงอายุแรกเกดิ ถึง 2 ปี
คําถาม การให้แรงเสริม และการทําตนเป็ นต้นแบบ เดก็ จะพฒั นาการแกป้ ัญหาโดยไม่ตอ้ งใชภ้ าษาเป็นสือ เป็นช่วง
เริมตน้ ทีจะเรียนรู้ในการปรบั ตวั เขา้ กบั สิงแวดลอ้ ม ถา้ มีการใช้
9. ชว่ ยครูให้ทราบวา่ นกั เรียนทีมีผลการเรียนดีไมไ่ ด้เป็นเพราะ ระดบั เชาวน์ ประสาทสัมผสั มากเท่าไรก็จะช่วยพฒั นาเชาวน์ปัญญาไดม้ าก
ปัญญาเพียงอย่างเดียว แตม่ ีองค์ประกอบอนื ๆ เช่น แรงจงู ใจ ขึนด้วย โดยทัวไปเด็กจะรับรู้สิงทีเป็ นรูปธรรมได้เท่านัน
(Motivation) ทศั นคตหิ รือ อตั มโนทศั น์ของนกั เรียนและความ
คาดหวงั ของครูทีมีตอ่ ตวั นกั เรียน

วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 88

10. ชว่ ยครูในการปกครองชนั และการสร้างบรรยากาศของ • ระยะที 2 ขนั เตรียมความคดิ ทมี ีเหตุผล หรือการคดิ
ห้องเรียน ให้เอือต่อการเรียนรู้และเสริมสร้างบคุ ลิกภาพของ ก่อนปฏิบตั กิ าร (Preoperation or Preconceptural
นกั เรียน ครูและนกั เรียนมคี วามรัก และไว้วางใจซงึ กนั และ Stage or Concret Thinking Operations) อยใู่ นช่วง
กนั นกั เรียน ตา่ งก็ชว่ ยเหลือซงึ กนั และกนั ทาให้ห้องเรียน อายุ 2-7 ปี พฒั นาการเชาวป์ ัญญาของเด็กวยั นีเนน้ ไป
เป็นสถานทที ีทกุ คนมคี วามสขุ และนกั เรียนรักโรงเรียน ทีการเรียนรู้ และเริมมีพฒั นาการทางภาษาดีขึนดว้ ย
อยากมาโรงเรียน
โดยสามารถพดู ไดเ้ ป็นประโยค มีการสร้างคาํ ไดม้ าก
ขึน แต่เดก็ ยงั ไม่สามารถใชส้ ติปัญญาคิดไดอ้ ยา่ ง

เตม็ ที

วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 89

Q3. ครูทมี ีความรู้ทางจติ วิทยา ควรมี • ระยะที 3 ขนั คดิ อย่างมเี หตุผลและเป็ นรูปธรรม
คุณสมบตั ติ ามข้อใด (Concrete Operation Stage or Period of Concrete
Operation) หรือขนั ปฏิบตั ิการด้วยรูปธรรม
ก. รู้นิสัยของนักเรียน อยู่ในช่วงอายุ 7-11 ปี เดก็ ในวยั นีจะสามารถใชเ้ หตุผล
ข. รู้วิธีก่อนสอน ในการตดั สินใจปัญหา ต่าง ๆ ไดด้ ีขึน โดยลกั ษณะเด่น
ค. เข้าใจผู้เรียน ของเด็กวยั นีคือ
ง. สอนสนุก
• >>สามารถคดิ ย้อนกลับไปมาได้ (Reversibility)

วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 87 วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 90

15

23/03/64

ระยะที 4 ขันของการคดิ อย่างมีเหตุผลและอย่าง แนวคิด ทฤษฎี ทางการศึกษา
เป็ นนามธรรม (Formal Operation Stage
จอนห์น ดวิ อี (John Dewey) เปิ ดโอกาสให้ผู้เรียนได้ตดั สินใจ
or Period of Formal Operation) หรือขนั
ด้วยตนเอง ผู้สอน มีหนา้ ทีช่วยเหลือ ใหค้ าํ ปรึกษา
การปฏิบตั ิการด้วยนามธรรม อยใู่ นช่วงอายุตังแต่ 12 “การเรียนรู้เกดิ จากการกระทาํ (Learning by doing)”
ปี ขึนไป เดก็ จะเริมคิดแบบผ้ใู หญ่ได้ เข้าใจในสิงทเี ป็น
นามธรรม เป็นตวั ของตวั เอง ต้องการอิสระ ไม่ยดึ ตน สกนิ เนอร์ (B.F. Skinner) การเรียนรู้แบบการกระทาํ และ
การเสริมแรง ทงั บวก ลบ และลงโทษ บวก ลบ
เป็นศนู ย์กลาง รู้จกั การใช้เหตผุ ลได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ

“ เพียเจท์เชือว่าพัฒนาการของเชาวน์ปัญญามนุษย์จะดาเนินไปเป็ นลาํ ดับขัน

”เปลียนแปลงหรือข้ามขันไม่ได้

วทิ ยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 91 วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 94

1. พฒั นาการทางเชาวน์ปัญญา ของเพยี เจต์ (Piaget) ช่วง ธอร์นไดค์ (Edward L. Thorndike ) ทฤษฎีสมั พนั ธ์
วัยใดทคี ดิ อย่างมีเหตุผลและเป็ นรูปธรรม เชือมโยง (Connectionism Theory) เน้นสิงเร้า
(Stimulus)กบั การตอบสนอง(Response)
ก.ช่วงอายุแรกเกดิ ถึง 2 ปี ข. ช่วงอายุ 2-7 ปี
ค. ช่วงอายุ 7-11 ปี ง. ตังแต่ 12 ปี ขึนไป

14. พฒั นาการเชาวน์ปัญญาของเพยี เจต์ ขันคิดอย่างมี กฎแห่งการเรียนรู้ 3 กฎ
1. กฎแห่งการฝึ กหดั หรือการกระทาํ ซํา
เหตุผล สามารถคิดย้อนกลับได้ อยู่ในช่วงอายุ เท่าใด (The Law of Exercise or Repetition)
2. กฎแห่งผล (The Law of Effect)
ก. 0-2 ปี ข. 2 - 7 ปี 3. กฎแห่งความพร้อม (The Law of Readiness)

ค. 7 - 11 ปี ง. 12 ปีขนึ ไป วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547

วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 92 95

Q. พฒั นาการทางเชาว์ปัญญาขันสูงสุดของเพยี ต์ 1."เน้นยาํ ทาํ ซาํ ทบทวน" น่าจะเกียวข้องกับ
เจท์ คอื ทฤษฎีและแนวคดิ ของใคร
ก. สกินเนอร์ ข. ดิวอี
ก. Sensorimotor ค. ฟาฟลอฟ ง. ธอร์นไดค์
ข. Preoperational
ค. Concrete 2. ข้อใดไม่ใช่ทฤษฎกี ารเรียนรู้ของธอร์นไดร์
ง. Formal
ก. กฎแหง่ การฝึกหดั
ข. กฎแหง่ ผล
ค. กฎแหง่ ความพร้อม
ง. กฎแหง่ การกระทาํ

วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 93 วทิ ยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 96

16

23/03/64

68. การนําหนังสอื เเละเเบบทดสอบกลบั มาทาํ อกี ครัง Bloom ได้แบ่งการเรียนรู้เป็ น 6 ระดับ
ตรงกบั ทฤษฎใี ดของธอร์นไดร์ พุทธพสิ ยั (Cognitive Domain)

ก. เเบบเข้าใจ ข. เเบบฝึกหดั 1. ความจาํ (knowledge)

ค. นําไปใช้ ง. แบบสนใจ >> สามารถจาํ ความรู้ตา่ งๆทไี ด้เรียนมา

69. การอ่านหนังสือและทบทวนบทเรียนของนักเรียน 2.ความเข้าใจ (Comprehend)
อย่ ูในกฎข้ อใดของธอร์ นไดร์
>> สามารถแปลความขยายความในสงิ ทไี ด้เรียนรู้
ก. กฎการใช้ ข. กฎแห่งการฝึกหดั
3.การประยุกต์ใช้ (Application)
ค. กฎแห่งความพอใจ ง. กฎแหง่ ผล
>> สามารถนําสิงทไี ด้เรียนรู้มาใชป้ ระโยชน์อย่างเหมาะสม

วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 97 วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 100

87. น้องตุ๊กได้คะแนนวิชาภาษาไทยสูงเพราะน้องตุ๊ 4.การวเิ คราะห์ ( Analysis)
กชอบคุณครูวิชาภาษาไทย น้องตุ๊กจดั อยู่ในกฎข้อใด
ของธอร์ นไดค์ >> สามารถแยกความรู้ออกเป็นส่วนทาํ ความเข้าใจในแต่
ละส่วนว่าสมั พนั ธ์ หรือแตกตา่ งกนั อย่างไร
ก. กฎการฝึกหดั
ข. กฎความพอใจ 5.การสังเคราะห์ ( Synthesis)

ค. กฎความพร้อม >> สามารถในการรวมความรู้หรือประสบการณ์ตา่ งๆให้
ง. กฎการได้ใช้ เกิดเป็นสงิ ใหม่

6.การประเมินค่า ( Evaluation)

>> สามารถตดั สินคณุ คา่ อย่างมเี หตผุ ล

วทิ ยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 101

8 . เบนจามนิ เอส บลูม Benjamin จิตพสิ ัย (Affective Domain)(พฤตกิ รรมด้านจิตใจ)

S.Bloom ได้จําแนกพฤตกิ รรมการเรียนรู้ออกเป็ น ค่านยิ ม ความรู้สกึ ความซาบซ้ึง ทัศนคติ ความเชื่อ ความสนใจและ
หมวดหมตู่ ามความ ยากงา่ ย เรียกวา่ Taxonomy คุณธรรม พฤติกรรมดา้ นน้ีอาจไมเ่ กดิ ขนึ้ ทันที ดังน้ัน การจดั กิจกรรมการเรยี นการ
of Edutional objectivers สอนโดยจัดสภาพแวดลอ้ มที่เหมาะสม และสอดแทรกส่งิ ท่ีดงี ามอยตู่ ลอดเวลา จะ
ทาํ ใหพ้ ฤติกรรมของผู้เรียนเปลีย่ นไปในแนวทางทพี่ ึงประสงคไ์ ด้
พุทธพิสัย (Cognitive Domain)
จิตพิสัย (Affective Domain) 1.การรับรู้ ... เปน็ ความรูส้ กึ ทเ่ี กิดขน้ึ ต่อปรากฎการณ์ หรือสิ่งเร้าอย่างใดอยา่ งหน่งึ
ทกั ษะพสิ ัย (Psychomotor Domain)
2. การตอบสนอง ...เปน็ การกระทาํ ที่แสดงออกมาในรูปของความเต็มใจ ยนิ ยอม
และพอใจตอ่ สง่ิ เรา้ นน้ั

3. การเกิดค่านยิ ม ... การเลือกปฏิบตั ิในส่ิงท่เี ป็นที่ยอมรบั กนั ในสงั คม การยอมรบั
นบั ถือในคณุ ค่าน้ัน ๆ

4. การจดั ระบบ ... การสร้างแนวคดิ จัดระบบของคา่ นิยมทเ่ี กิดข้นึ โดยอาศัย
ความสัมพันธ์

วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 99 5. บคุ ลิกภาพ ... การนําคา่ นิยมทย่ี ึดถอื มาแสดงพฤตกิ รรมทีเป็ นนิสัยประจาํ ตวั
วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 102

17

23/03/64

ทกั ษะพสิ ัย (Psychomotor Domain) (พฤตกิ รรมดา้ นกล้ามเน้ือประสาท) Q. ข้อใดคอื การคดิ วิเคราะห์
ก. ท่องสูตรคูณได้
พฤติกรรมที่บง่ ถึงความสามารถในการปฏิบตั งิ านไดอ้ ยา่ งคล่องแคล่วชาํ นิ ข. เข้าใจวิธีแก้สมการ
ชํานาญ ซึ่งแสดงออกมาได้โดยตรงโดยมีเวลาและคณุ ภาพของงานเป็นตัวชี้ระดบั ค. จาํ แนกองค์ประกอบของต้นไม้ได้
ของทกั ษะ ง. นําวธิ ีการบวกลบไปใช้ในชีวติ ประจาํ วนั

พฤตกิ รรมดา้ นทกั ษะพสิ ัย ประกอบดว้ ย พฤติกรรมย่อย ๆ 5 ขน้ั ดังนี้

1. การรบั รู้ เป็นการให้ผ้เู รยี นไดร้ บั รหู้ ลักการปฏบิ ตั ิท่ีถกู ตอ้ ง หรือ เป็นการเลอื ก
หาตวั แบบท่ีสนใจ

2. กระทําตามแบบ หรือ เครื่องชีแ้ นะ ... เป็นพฤติกรรมทผี่ ู้เรยี นพยายามฝึกตาม
แบบทต่ี นสนใจและพยายามทําซํา้ เพือ่ ที่จะใหเ้ กดิ ทักษะตามแบบท่ีตนสนใจใหไ้ ด้
หรอื สามารถปฏบิ ัตงิ านได้ตามขอ้ แนะนาํ

3. การหาความถกู ต้อง พฤตกิ รรมสามารถปฏบิ ัติไดด้ ว้ ยตนเอง โดยไม่ตอ้ งอาศัย

เคร่อื งชีแ้ นะ เมอ่ื ได้กระทําซํา้ แลว้ ก็พยายามหาความถูกตอ้ งในการปฏิบตั ิ 103
วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 106

4. การกระทาํ อย่างต่อเนืองหลงั จากตดั สินใจเลือกรูปแบบทีเป็น Q.พฤตกิ รรมพทุ ธิพสิ ัยข้อใดทีเป็ นการคดิ วิเคราะห์
ของตวั เองจะกระทาํ ตามรูปแบบนนั อยา่ งตอ่ เนอื ง จนปฏิบตั ิงานที ก. เก็บรักษาประสบการณ์ทีได้จากการรับรู้
ย่งุ ยากซบั ซ้อนได้อย่างรวดเร็ว ถกู ต้อง คลอ่ งแคลว่ การทีผ้เู รียนเกดิ ข. การแยกแยะมองเห็นความสมั พนั ธ์
ทกั ษะได้ ต้องอาศยั การฝึกฝนและกระทําอยา่ งสมาํ เสมอ ค. จบั ใจความสําคญั แสดงออกแบบคาดคะเน
ง. การแก้ปัญหาในสถานการณ์ตา่ งๆโดยอาศยั ความรู้
5. การกระทาํ ได้อย่างเป็ นธรรมชาติ พฤติกรรมทีได้จากการฝึก
อยา่ งตอ่ เนืองจนสามารถปฏิบตั ิ ได้คลอ่ งแคลว่ วอ่ งไวโดยอตั โนมตั ิ 4.นําแบบทดสอบทเี คยทาํ มาทาํ เป็ นข้อสอบ เป็ นขันใด
เป็นไปอย่างธรรมชาติ เป็ นการทาํ ให้เกิดความชาํ นาญ และ ก. ความรู้ความจํา
สาํ เร็จในเวลาทรี วดเร็ว ซงึ ถือเป็นความสามารถของการปฏิบตั ิใน ข. การวิเคราะห์
ระดบั สงู ค. การนําไปใช้
ง. ความเข้าใจ

วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 104 วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 107

Q1. ข้อใดคือคุณลักษณะทางด้านสตปิ ัญญา 5. การเขียน mind map คือสมรรถนะข้อใด

ก. พุทธพิสัย ข. จติ พสิ ยั ก. วิเคราะห์ ข. สงั เคราะห์
ค. ทกั ษะพิสัย ง. สมาธิพสิ ยั
ค. ประเมิณค่า ง. สรุป

Q2. ข้อใดไม่ใช่การเรียนรู้เกียวกบั ประสาทสัมผสั ทงั 5 8. ความคดิ รวบยอด หมายถงึ ข้อใด
ก. รวบรวมคณุ สมบตั ิตา่ งๆไว้ด้วยกนั
ก. ตา ข. หู
ค. จมูก ง. สมอง ข. สามารถตดั สินคณุ คา่ อยา่ งมีเหตผุ ล

ค. สามารถจําความรู้ตา่ งๆทีได้เรียนมา

ง. สามารถแยกความรู้ออกเป็ นสว่ นแล้วทําความเข้าใจ

วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 105 วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 108

18

23/03/64

Q1.เดก็ หญิง ก. เล่าวิชาประวัติศาสตร์ผ่าน จัดว่าอย่ใู นระดบั ใด 4. กลุ่มจิตวเิ คราะห์ (Psychoanalysis)
ก. จิตพสิ ยั
ข. พทุ ธิพิสยั ซิกมนั ด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)
ค. ทกั ษะพสิ ยั
ง. ลกั ษณะนิสยั 5. กลุ่มสตปิ ัญญา (Gestalt Psychology)

Q2.ข้อใด ไม่ใช่ พฤตกิ รรมด้านทกั ษะพิสัยของบลูม แมกซ์ เวอร์ไธเมอร์ (Max Wertheimer)
ก. ขนั เตรียมการ
ข. ขนั ทําได้ 6. กลุ่มมนุษย์นยิ ม (Humanism)
ค. ขนั ชํานาญ
ง. ขนั การให้คา่ นิยม มาสโลว์ (Abrahaham H. Maslow)

วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 109 วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 112

ตวั อย่างการใช้กลไกการป้ องกันตวั เองจนเป็ นนสิ ัยและอาจเกิดปัญหา 1.การเรียนแบบเน้นส่วนรวมมากกว่าส่วนย่อย
คือแนวคดิ ของกลุ่มใด
1.Repression เกบ็ กด…ใช้บ่อยๆจะกลายเป็ นคนขลี มื และไม่
รู้จักการแก้ไขปัญหา : ลมื เรืองราวความเจบ็ ปวด ก. สัมพนั ธ์เชือมโยง.
ข. เกสตัลท์.
2. Fantasy เพ้อฝัน…ใช้บ่อยๆจะทาํ ให้เป็ นคนเฉือยชา ไม่ขวนขวาย ค. การวางเงอื นไข.
3. Rationalization …องุ่นเปรียว มะนาวหวาน อ้างเหตุผล ง. พฤตกิ รรมนิยม

4. Projection… โทษผู้อนื ใช้บ่อยๆจะก้าวร้าว ไม่รู้จกั แก้ไขปัญหา ขาด

ความรับผดิ ชอบ สุกเอาเผากนิ :รําไม่ดโี ทษปี โทษกลอง

5. Compensation : การชดเชย >> เรียนไม่ดไี ปเล่นกฬี า 110 วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 113

• วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547

แนวคิดของนักจิตวทิ ยากลุ่มต่าง ๆ 2. นักจติ วทิ ยากล่มุ ทเี ชือว่า “พฤติกรรมทุกอย่างต้องมี
แบ่งออกเป็ น 6 กลุ่มใหญ่ ๆ สาเหตุ ซึงสาเหตุมาจากจากสิงเร้า (Stimulus)”
ก. กล่มุ โครงสร้างจิต (Structuralism
1. กล่มุ โครงสร้างจติ (Structuralism) ข. กล่มุ หน้าทจี ิต (Functionalism)
>> วุ้นด์ (Wilhelm max Wundt) ค. กล่มุ พฤตกิ รรมนิยม ( Behavior )
ง. กล่มุ จิตวเิ คราะห์ (Psychoanalysis)
2. กล่มุ หน้าทีจิต (Functionalism)
จอน์ ดวิ อี (John Dewey 111 วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 114

3. กล่มุ พฤตกิ รรมนิยม ( Behavior)
จอห์น บี . วัตสัน (John B.Watson)

วทิ ยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547

19

23/03/64

การปรับพฤตกิ รรม (Behavior

Modification) ของ B.F. Skinner

• เสริมแรง = เพิมการเกดิ พฤตกิ รรม
• ลงโทษ = ลดการเกดิ พฤตกิ รรม

วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 115 ภาพจาก https://mioptu.wordpress.com/2011/11/19/reinforcement-for-hr-01/ 118

1. การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) 1. การเสริมแรงทางบวก
คือ เป็นการให้สงิ เสริมแรงทบี คุ คลพงึ พอใจ มีผลทาํ ให้ 2. การเสริมแรงทางลบ
บคุ คลแสดงพฤติกรรมถีขนึ เชน่ เพมิ สงิ ทชี อบเข้าไปให้ 3. การลงโทษทางบวก
(การให้รางวลั เลน่ เกมส์) 4. การลงโทษทางลบ
2.การเสริมแรงทางลบ (Negative
Reinforcement) คอื เป็ นการนําเอาสงิ ทบี คุ คลไมพ่ งึ 8. ครูยึดโทรศัพท์นักเรียนเพราะเล่นเกมส์ในเวลาเรียน (4)
พอใจออกไป มีผลทําให้บคุ คลแสดงพฤติกรรมถีขึน เชน่
เสยี งดงั อากาศร้อน คําตําหนิ กลนิ 9. นักเรียนตังใจทาํ งานส่ง ครูเลยบวกเพมิ ให้ 10 คะแนน (1)

10. ครูให้เขียนคาํ ศัพท์ภาษาจีน 20 คํา เพราะนักเรียนไม่ทาํ
การบ้านมาส่ง (3)

11. ครูให้เขียนคาํ ศพั ท์ 10 หน้า ถ้านักเรียนตังใจเรียน ไม่คุยกัน
จะลดเหลือ 5 หน้า (2)

วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 116

3. การลงโทษทางบวก (Positive Punishment) 17. ถ้าต้องการให้นักเรียนเกิดพฤตกิ รรมทีดี ควร
คอื เป็นการให้สิงเร้าทบี คุ คลทไี มพ่ งึ พอใจ มผี ลทาํ ให้บคุ คล เสริมแรงแบบใด
แสดงพฤติกรรมลดลง เชน่ เพิมสิงทไี ม่ชอบเข้าไปให้
(การลงโทษ คดั ไทย) ก. เสริมแรงทกุ ครัง

4. การลงโทษทางลบ (Negative Punishment) ข. เสริมแรงบางครัง
คือ เป็นการนําสงิ เร้าทีบคุ คลพงึ พอใจ หรือสงิ เสริมแรง ค. เสริมแรงเป็นชว่ งเวลา
ออกไป มผี ลทําให้บคุ คลแสดงพฤติกรรมลดลง เช่น เอาสิง
ชอบออกมา(ครูยดึ โทรศพั ท์) ง. เสริมแรงตามชว่ งวยั

วทิ ยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 117 วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 120

20

23/03/64

1.นักเรียนไม่ทาํ การบ้านส่งครูสังให้คัดไทย10จบ 4. เดก็ ทานข้าวหมดจานเพราะกลวั ครูดุด่า ตรงกบั ข้อใด
ก. เสริมแรง ทางบวก
ตรงกับข้อใด ข. เสริมแรงทางลบ
ก. เสริมแรง ทางบวก ค. ลงโทษ ทางบวก
ข. เสริมแรงทางลบ ง. ลงโทษ ทางลบ
ค. ลงโทษ ทางบวก
ง. ลงโทษ ทางลบ 4.1 ครูเลกิ บ่นเมอื นกั เรียนหยุดเสียงดงั ตรงกบั ข้อใด
ก. เสริมแรง ทางบวก
ข. เสริมแรงทางลบ
ค. ลงโทษ ทางบวก
ง. ลงโทษ ทางลบ

วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 121 วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 124

2.ครูนําเกมส์มาประกอบการเรียนการสอบเพอื ลด 5. ครูดุด่าเดก็ ชายแดงเนืองจากมาโรงเรียน

ความเครียดให้กับนักเรียน ตรงกับข้อใด สาย ตรงกบั ข้อใด
ก. เสริมแรง ทางบวก ก. เสริมแรง ทางบวก
ข. เสริมแรงทางลบ ข. เสริมแรงทางลบ
ค. ลงโทษ ทางบวก ค. ลงโทษ ทางบวก
ง. ลงโทษ ทางลบ ง. ลงโทษ ทางลบ

วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 122 วทิ ยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 125

3. ครูยดึ โทรศัพท์นักเรียนทีเล่นในเวลาเรียนและ Q.การประชาสัมพนั ธ์นักเรียนทีทาํ ความดี
สอดคล้องกับข้อใด
คืนให้เมือหมดเวลาสอน ตรงกับข้อใด
ก. เสริมแรง ทางบวก ก. เสริมแรงทางบวก
ข. เสริมแรงทางลบ ข. เสริมแรงทางลบ
ค. ลงโทษ ทางบวก ค. ลงโทษทางบวก
ง. ลงโทษ ทางลบ ง. ลงโทษทางลบ

วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 123 วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 126

21

23/03/64

สัตว์กับการทดลอง....ทางจติ วิทยา... 2.“เรยี นรูเ้ กดิ จากการเสริมแรง” เปน็ ทฤษฎีของใคร

วัตสัน , สกนิ เนอร์ >> หนู ก. พลาฟลอฟ ข. วตั สนั
ฟาฟลอฟ >> สุนัข
ธอร์นได >> แมว ค. สกินเนอร์ ง. ธอรน์ ไดต์
โคลเลอร์ >> ลงิ
3.การเรยี นรู้เกดิ จากการหย่ังเห็น เป็นแนวคิดของใคร

ก. สกินเนอร์ ข. โคเลอร์

ค. เพยี เจท์ ง. ฟรอยด์

วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 127 วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 130

• เสริมแรง.......(สกินเนอร์) บิดาแห่งจติ วทิ ยาการทดลอง = วลิ เฮล์ม แมกซ์ วุ้นท์
เลียนแบบ......(อลั เบิร์ต แบนดูรา)
บดิ าแห่งจติ วทิ ยาโลก = ซิกมันด์ ฟรอยด์
ลองผดิ ลองถกู .......(ธอร์นไดค)์ เชือมโยง
บิดาแห่งจิตวทิ ยาวเิ คราะห์ = ซิกมนั ด์ ฟรอยด์
กฎของธอนไดค.์ ......(กฎแห่งผลตอบสนอง)
บิดาแห่งพฤติกรรม = วตั ต์สัน

บิดาแห่งจิตวทิ ยาการศึกษา = ธอร์นไดค์

บดิ าแห่งการแนะแนว = แฟรงค์ พาร์สัน

บิดาแห่งสติปัญญา = อลั เฟรด บเิ นต์

วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 128 วทิ ยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 131

1. Leaning by doing เป็ นการจดั การ 4. ผู้คดิ ค้นวิธกี ารสอนแบบแก้ปัญหาคอื
เรียนรู้นักจติ วทิ ยากลุ่มใด ก. เพียร์เจท์ ข. บลมู

ก.กลุ่มโครงสร้างทางจติ (Structuralism) ค. ธอร์นไดค์ ง. ดวิ อี
ข.กลุ่มหน้าทีของจติ (Functionalism)
ค.กลุ่มจติ วเิ คราะห์ (Psychoanalysis) 5. “การเรียนรเู้ กดิ จากการกระทาํ (Learning by doing)”
ง. กลุ่มพฤตกิ รรมนิยม (Behaviorism) ก. Rogers

ข. Maslow
ค. John Dewey

ง. Freud

วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 129 วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 132

22

23/03/64

8. การเรียนรู้เกดิ จากการกระทาํ ซํา ๆ (The Law of 12.เดก็ จะมีอารมณ์อ่อนไหวง่ายต่อการตเิ ตียน
และเยาะเย้ยถากถางชอบชมเชยและยอมรับ
Exercise or Repetition)เป็ นแนวคดิ ของ เป็ นลักษณะของผู้เรียนวยั ใด
นักจติ วทิ ยาท่านใด ก.อนุบาล
ข.ประถม
ก. Thorndike ค.มัธยมต้น
ง.มัธยมปลาย
ข. Maslow
ค. John Dewey

ง. Freud

วทิ ยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 133 วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 136

10. การเรียนรู้ “ต้องอาศัยประสบการณ์เดิมทีมี 13. แนวคดิ เกียวกบั การสอนแบบเน้นผู้เรียน
มาอยู่ก่อน นํามาแก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่” เป็ นสาํ คญั เป็ นแนวคดิ ของใคร
เป็ นแนวคิดของนักจิตวทิ ยาท่านใด
ก. Thorndike ก. Thorndike
ข. Maslow
ค. Kohler ข. Maslow
ง. Freud ค. John Dewey

ง. Freud

วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 134 วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 137

11.แนวความคดิ ทีว่าให้เดก็ เรียนรู้จาก • จติ วทิ ยาให้คาํ ปรึกษา
ประสบการณ์และการปฏบิ ัตจิ ริงนันเป็ นของ ในการวเิ คราะห์และพฒั นาผู้เรียนตามศักยภาพ
ใคร
ก. ชอง ชาครุสโซ • สมาคมจิตวทิ ยาแห่งอเมริกา (The American Association,

ข. เฟรอเบล Divisionof Counseling Psychology, Committee on
ค. ธอร์นไดท์ Definition, 1956, Cited in Thompson, Rudolph and

ง. จอห์นดวิ อี • Henderson, 2004) กําหนดความหมายของการปรึกษาเชิง
จิตวทิ ยาวา่ เป็นกระบวนการช่วยเหลือบคุ คลให้เอาชนะ
อปุ สรรค เพือการเจริญเติบโตสว่ นบคุ คล ด้วยการเผชิญกบั
อปุ สรรคและพฒั นาศกั ยภาพในตวั บคุ คล

วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 135

23

23/03/64

• ความหมายของการให้การปรึกษา กระบวนการให้คาํ ปรึกษาจะเกียวข้องกับสิงสําคัญ 3

กรมวิชาการ (2545) กาํ หนดความหมายของการปรึกษา 1.ผู้ให้คาํ ปรึกษา (Counselor) หรือ Co
เชงิ จติ วทิ ยาว่า เป็ นกระบวนการช่วยเหลอื บุคคลให้ 2.ผู้มาขอรับคาํ ปรึกษา (Counselee) หรือ Cl
สามารถรู้จกั เข้าใจและยอมรับตนเอง จนเกิดความ 3.ปฏสิ ัมพนั ธ์ระหว่าง Counselor และ Counselee
กระจ่างในปัญหาของตนเองสามารถวางแผนและหา
แนวทางตดั สินใจแก้ปัญหาด้วยตนเองได้

• บริการให้คาํ ปรึกษานับว่าเป็ น “หวั ใจของ คุณลกั ษณะของครูผู้ให้คาํ ปรึกษา
ครูผ้ทู ีจะทําหน้าทีให้คําปรึกษาได้อย่างมีประสทิ ธิภาพควรมีลกั ษณะ
บริการแนะแนว” ซงึ ถือวา่ เป็นบริการทีสําคญั ทีสดุ ใน สว่ นตวั ดงั ตอ่ ไปนี

บริการแนะแนว การบริการแนะแนวทีจดั ขนึ ในสถานศกึ ษา จะ 1. รู้จักและยอมรับตนเอง
ขาดบริการให้คําปรึกษาเสยี มิได้ บริการให้คําปรึกษา จงึ เป็น 2. อดทน ใจเยน็
บริการทีทกุ คนรู้จกั ดี บางครังมีผ้สู บั สนวา่ บริการแนะแนวก็คือ 3. จริงใจ และตงั ใจชว่ ยเหลือผ้อู ืน
บริการให้คําปรึกษานนั เอง ทงั นีเพราะบริการแนะแนวจะ 4. มีทา่ ทที ีเป็นมิตร และมองโลกในแง่ดี
จดั บริการให้คําปรึกษาอยา่ งเป็นทางการ ซงึ สามารถมองเห็นได้ 5. ไวตอ่ ความรู้สกึ ของผ้อู นื และชา่ งสงั เกต
ชดั เจนกวา่ บริการอนื ๆ ความจริงแล้วการบริการให้คําปรึกษานนั 6. ใช้คําพดู ได้เหมาะสม
เป็ นบริการหนึงของบริการแนะแนว 7. เป็นผ้รู ับฟังทดี ี
8. นอกจากนียงั ควรมีคณุ ลกั ษะทีสําคญั คอื

มบี คุ ลิกภาพทีดี และการรักษาความลับ

• ดงั นัน จงึ อาจสรุปได้ว่า การปรึกษาเชิงจิตวทิ ยาเป็ น • ประเภทของการให้คาํ ปรึกษา

กระบวนการให้ความช่วยเหลือบคุ คลด้วยการสนทนาหรือ การให้คําปรึกษาสามารถแบง่ ออกได้เป็น 2 ประเภทดงั นี
การพูดคุยกันอย่างมเี ป้ าหมาย โดยผ้ใู ห้การปรึกษาจะเป็น
ผ้ชู ่วยสร้างบรรยากาศของสมั พนั ธภาพทีดี ตลอดจนใช้ทกั ษะ 1. การให้คาํ ปรึกษาเป็ นรายบุคคล (Individual Counseling)
ขนั ตอน และทฤษฎีของการปรึกษาเชิงจติ วิทยา เพือให้ผ้มู ปี ัญหา การให้คาํ ปรึกษาประเภทนี เป็นแบบทีได้รับความนิยม และถกู นํามาใช้
หรือผ้รู ับการปรึกษามีความรู้สกึ อบอนุ่ ใจวา่ ได้รับการยอมรับ
และเกิดความรู้สกึ ไว้วางใจ พร้อมทีจะเปิดเผยความรู้สกึ หรือ ในหนว่ ยงานตา่ ง ๆ การให้คาํ ปรึกษาจะเป็นการพบกนั ระหวา่ งผ้ใู ห้คาํ ปรึกษา 1
ปัญหาของตน เกิดการเรียนรู้สาเหตขุ องปัญหาทีกําลงั เผชิญอยู่ คน กบั ผ้ขู อคาํ ปรึกษา 1 คน โดยร่วมมือกนั การให้คาํ ปรึกษาแบบนีมีจดุ มงุ่ หมาย
จนสามารถตดั สินใจและแก้ไขปัญหาในเรืองตา่ ง ๆ ได้ด้วยตนเอง ทีจะชว่ ยให้ผ้ขู อรับคําปรึกษาให้สามารถเข้าใจตนเอง เข้าใจปัญหา และสามารถ
อยา่ งเหมาะสม แก้ไขปัญหาตา่ ง ๆ ได้ด้วยตนเอง หรือเพอื ให้สมาชกิ ในองค์กร เพมิ ประสทิ ธิภาพ
การปฏบิ ตั งิ านให้สงู ขึน ทาํ ให้คนในองค์กรได้ตระหนกั ถงึ ความรู้สกึ เกียวกบั
ปฏิกิริยาและการแสดงออกของอารมณ์ของตนและผ้อู ืน เข้าใจความสาํ คญั ของ
ทศั นคติ ความเชือ คา่ นยิ ม แรงจงู ใจ พฤติกรรมตา่ ง ๆของบคุ คล เข้าใจ
ความสําคญั ของการเสริมแรงและการตอ่ ต้านการเปลียนแปลง คนสามารถ
กําหนดเป้ าหมายและการประพฤติปฏบิ ตั ิ

24

23/03/64

กระบวนการให้คาํ ปรึกษา • 1. ความสาํ คัญของการให้คาํ ปรึกษาเชิงจิตวทิ ยา

กระบวนการให้คําปรึกษา อาจสรุปได้ 5 ขนั ตอนดงั นีคือ • การปรึกษาเชิงจติ วิทยาเป็ นแนวทางช่วยเหลอื บคุ คลทมี ี
ขันตอนที 1 การสร้างสัมพันธภาพ ผ้ใู ห้คําปรึกษาต้องทาํ ให้ ประสิทธิภาพ ชว่ ยให้ผ้ทู ีเผชิญกบั ปัญหาหรืออปุ สรรคเกิดแรงจงู ใจที
ผ้รู ับคําปรึกษาเกิด ความอบอนุ่ สบายใจ และไว้วางใจ จะแสวงหาแนวทางแก้ไขด้วยการทีได้พดู คยุ กนั จนทาํ ให้เขาเข้าใจ
***ขนั การสร้างสมั พนั ธภาพนี ถอื เป็ นขนั ตอนทสี าํ คญั มาก หรือ และเหน็ ปัญหาของตนเอง มองเหน็ แนวทางแก้ไขและดาํ เนินการ
ได้วา่ “ประตสู กู่ ารให้คําปรึกษา” เพราะหาก ผ้ใู ห้คําปรึกษา สามารถใช้ แก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเองเอือให้ผ้รู ับการปรึกษา วเิ คราะห์ ทาํ ความ
ขนั ตอนนีได้ดี จะทาํ ให้ผ้มู าขอรับคําปรึกษา กล้าเลา่ เรืองราว ปัญหา กระจา่ งในปัญหาและตรวจสอบแนวคดิ การแก้ปัญหาของเขาเอง มี
ทงั หมดให้ฟัง ทําให้การให้คําปรึกษาดาํ เนินไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ อิสระในการเลือกและ สามารถปฏิเสธความชว่ ยเหลอื ของผ้ใู ห้การ
ขันตอนที 2 สาํ รวจปัญหา ผ้ใู ห้คาํ ปรึกษาช่วยให้ผ้รู ับ ปรึกษาได้ ผลของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาทสี ําคญั คอื ผ้รู ับการ
คาํ ปรึกษาได้สํารวจปัญหา และปัจจยั ต่าง ๆ ทที าํ ให้เกิดปัญหาด้วยตวั ปรึกษาเจริญงอกงามและได้พฒั นาตน
ของเขาเอง

ขันตอนที 3 เข้าใจปัญหา สาเหตุ ความต้องการ ผ้ใู ห้ 2.วัตถุประสงค์
คําปรึกษาช่วยให้ผ้รู ับ คําปรึกษาเข้าใจปัญหา สาเหตุ และความ
ต้องการของตนเอง การปรึกษาเชิงจติ วทิ ยามีวัตถุประสงค์เพือให้ผู้รับการ
ปรึกษา
ขันตอนที 4 วางแผน แก้ปัญหา ผ้ใู ห้คําปรึกษาช่วยให้ผ้รู ับ
คําปรึกษาพจิ ารณาวธิ ี แก้ปัญหาและตดั สินใจเลือกสิงทีจะปฏิบตั ิ 1. สํารวจตนเอง และสิงแวดล้อม เพือให้เกดิ การเรียนรู้และเข้าใจ
ด้วยตนเอง 2. ลดระดบั ความเครียดและความไมส่ บายใจทีเกดิ จากการมีปฏิสมั พนั ธ์กบั

ขันตอนที 5 ยุตกิ ารให้คาํ ปรึกษา ผ้ใู ห้คําปรึกษายําความ สงิ แวดล้อม
เข้าใจทีเกิดขนึ ระหวา่ ง ทีให้คําปรึกษา และชว่ ยให้ผ้รู ับคําปรึกษา มี
แรงจงู ใจและกําลงั ใจ ทีจะแก้ปัญหาและพฒั นาตนเอง 3. พฒั นาทกั ษะทางด้านสงั คม ทกั ษะการตดั สนิ ใจ และการจดั การกบั ปัญหา
ให้มีประสทิ ธิภาพมากยิงขึน

4. เปลียนแปลงพฤตกิ รรมไปในทศิ ทางทีพึงประสงค์ เช่น มีความรบั ผดิ ชอบใน
หน้าทีตา่ ง ๆ มากขึน มีพฤตกิ รรมการเรียนทีดี และสมั พนั ธภาพกบั ผ้อู ืนได้ดีขึน

2. การให้คาํ ปรึกษาแบบกลุ่ม (Group Counseling) 3.การปรึกษาเชิงจติ วทิ ยา มลี ักษณะดงั นี คอื

หลักพืนฐานของการให้คาํ ปรึกษากลุ่ม (จีน, 2538; กรมสขุ ภาพจติ , 2540; Gladding, 1996)
1. สมาชกิ กลุ่มทกุ คนมีสทิ ธิในความรู้สกึ ของตน คือรู้สกึ อย่างทตี นรู้สกึ ไม่
1. การปรึกษาเชิงจิตวิทยาประกอบด้วยผู้ให้การปรึกษาและผู้ที
ต้องปกปิ ดซอ่ นเร้น ผ้ใู ห้คําปรึกษาจะสนบั สนนุ ให้สมาชกิ แสดงความรู้สกึ ของตน ต้องการความช่วยเหลือหรือผู้รับการปรึกษา เป็ นการตอบสนอง
ออกมา และให้เคารพในอารมณ์และความรู้สกึ ของผ้อู ืนด้วย ในทนั ทที ผี ู้ขอรับการปรึกษาได้เล่าระบายเรืองราวหรือปัญหา
ของตนจบลง
2.สมาชกิ กลมุ่ แตล่ ะคนต้องตดั สนิ ใจวา่ ตนต้องการจะพฒั นาอะไรเกียวกบั 2. การปรึกษาเชิงจิตวิทยาเป็นกระบวนการให้ความช่วยเหลือแก่คน
ตนเองด้วยตนเอง ปกติทีต้องการความชว่ ยเหลือเรืองสว่ นตวั สงั คม อาชีพการงานและ
3. การปรึกษาเชิงจิตวิทยาใช้การสนทนาหรือการสอื สารสองทาง
3. สมาชกิ กลมุ่ แตล่ ะคน ต้องมุ่งแก้ปัญหาให้ตนเองไม่ใช่มงุ่ แก้ปัญหาให้คน ระหวา่ งผ้ใู ห้การปรึกษากบั ผ้รู ับการปรึกษาเป็นเครืองมือสําคญั ของ
อนื การปรึกษา
4. การปรึกษาเชิงจิตวทิ ยาเน้นคณุ ค่าของความเป็นมนษุ ย์
4.ในการให้คําปรึกษาแบบกลมุ่ ความรู้สกึ ของสมาชิกกลมุ่ ทีมีตอ่ สถานการณ์
เป็นจดุ ทสี ําคญั ยิงกวา่ สถานการณ์ เพราะความรู้สกึ ทเี กิดขึนนนั อาจจะเป็นสิงทีทาํ ให้
เกิดปัญหาได้

5.การเปิ ดเผยตนเองของสมาชิกช่วยให้การให้คาํ ปรึกษามีประสิทธภิ าพ

25

23/03/64

นอกจากนี Burnard (1992) ได้เสนอความคดิ เห็นเกียวกบั George and Cristiani (1995) เสนอแนะระยะเวลาใน
ลกั ษณะเฉพาะของการปรึกษาเชิงจิตวทิ ยาไว้วา่ ในกระบวนการปรึกษา การให้บริการปรึกษาเชิงจิตวทิ ยาไว้ ดงั นี

จะต้องมีการพบกันของบุคคลอย่างน้อยสองคนคือ ผู้ให้และผู้รับการ • เดก็ อายุ 5-7 ปี ควรใช้เวลา ประมาณ 20 นาที
ปรึกษามีการติดตอ่ สือสารกนั ด้วยวาจาและกริ ิยาท่าทาง โดยสองฝ่ ายรบั รู้ถงึ
สถานการณ์ของการปรึกษาและมีความตงั ใจทีจะติดตอ่ กนั สมั พนั ธภาพนีไมใ่ ช่ • เดก็ อายุ 8-12 ปี ควรใช้เวลา ประมาณ 30 นาที
เรืองของการพบปะสงั สรรค์ทางสงั คม แต่เป็ นการติดตอ่ เพือช่วยเหลอื กนั โดย
วชิ าชีพ รวมทงั จะต้องมีสถานทีให้การปรึกษาทีเหมาะสมผ้ทู ีสนใจจะนําการ • ผู้ทมี ีอายตุ ังแต่ 12 ปี ขนึ ไป ควรใช้เวลา ประมาณ 1 ชัวโมง
ปรึกษาเชงิ จติ วทิ ยาไปใช้ควรตระหนกั วา่ การปรึกษาเชิงจิตวทิ ยา • สําหรบั การปรึกษาในโรงเรียน ควรใช้เวลา ประมาณ 1 คาบเรียน
• ไม่ใช่การให้คําแนะนําโดยผ้ใู ห้การปรึกษา นอกจากนียงั ได้แสดงความเหน็ วา่ การให้การปรึกษาแตล่ ะราย ควร
• ไมใ่ ช่การบําบดั รกั ษา ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน แตไ่ มค่ วรเกิน 1 ปี
• ไม่ใชเ่ ครืองมือในการเยียวยาคนไข้ทีเจ็บป่ วยด้านสขุ ภาพจิตรุนแรง
• ไมใ่ ช่การทีคน 2 คน มาพบกนั แล้วก็พดู และพดู

4. การให้คําปรึกษา Meier and Davis (1993)

การให้คาํ แนะนํา ไมม่ ีหลกั การ ขนั ตอนและจดุ ม่งุ หมายทีจะช่วยให้ผ้ทู ีมีความ เสนอแนะว่าควรใช้เวลาในการให้การปรึกษารายบคุ คลครังละ
ทกุ ข์หรือไม่สบายใจนําศกั ยภาพทีมีอย่ใู นตวั เองมาใช้แก้ไขปัญหา แต่เป็ น ประมาณ 45-50 นาที สาํ หรับการปรึกษาเชงิ จิตวิทยาแบบกลมุ่
นนั ควรใช้เวลาครังละ 60-90 นาที และการให้การปรึกษาแตล่ ะ
• การพูดปลอบใจ รายหรือกลมุ่ ควรอย่ใู นช่วงระยะเวลาไมเ่ กิน 3 เดือน

• การให้คําแนะนํา ให้ข่าวสารข้อมูล

• การสอนสิงทดี งี าม หรือสิงทผี ู้แนะนําคิดว่าถูกต้อง
• การแนะนําวิธีการแก้ไขปัญหาทีผ้แู นะนําเคยใช้กบั ผ้อู นื หรือทีตนเองใช้
แล้วได้ผลดีจากประสบการณ์ทีเกิดขึน

• การแนะนําทีผ้ใู ห้ความช่วยเหลอื มกั จะเสนอความชว่ ยเหลือ ก่อนได้รับการ
ร้องขอ การแนะนําอาจทําให้ผ้ทู ีมีความทกุ ข์หรือไมส่ บายใจต้องพึงพาผ้อู ืนมาก
ขึน

5. ระยะเวลาทใี ช้ในการให้คาํ ปรึกษา จะเห็นได้วา่ นกั จิตวิทยาการปรึกษาได้เสนอแนะ
ระยะเวลาในการให้การปรึกษาเชิงจิตวทิ ยา ทงั แบบ
• การปรึกษาเชิงจิตวทิ ยารายบคุ คลแกผ่ ้ใู หญ่ควรใช้เวลา 50 นาที รายบคุ คล แบบกล่มุ และแบบครอบครัวในแตล่ ะครัง และแต่
ถึง 1 ชวั โมง ละรายไว้ไม่แตกต่างกนั มากนกั ดงั นนั ครูผ้ใู ห้การปรึกษา ควร
ใช้ดลุ ยพินิจวา่ ควรใช้ระยะเวลาเท่าใดจงึ เหมาะสมกบั
• การปรึกษาเชิงจิตวิทยารายบคุ คลแกเ่ ดก็ ควรใช้เวลา 20-30 นาที นกั เรียนแต่ละวยั ทงั นีให้พจิ ารณาถงึ ลกั ษณะของปัญหาด้วย
ว่ามคี วามย่งุ ยากซบั ซ้อนมากน้อยเพยี งใด
• การปรึกษาเชิงจิตยาแบบกลมุ่ และการปรึกษาเชงิ จิตวิทยาแบบ
ครอบครัวอย่รู ะหวา่ ง 90 นาที ถึง 2 ชวั โมง

26

23/03/64

6. ผลทีเกดิ ขึนจากการให้คาํ ปรึกษา สาํ หรับประเทศไทยคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั (2553)
ได้กาํ หนดจรรยาบรรณวิชาชีพจติ วทิ ยาการแนะแนวไว้ ดงั นี
- ผ้รู ับการปรึกษาสามารถยอมรับความเป็นจริง
ได้วา่ ปัญหาทเี กิดขนึ นนั ตนเองมีสว่ นทีทําให้เกิดขนึ ซงึ 1. ให้บริการด้วยความเตม็ ใจ โดยคาํ นึงถงึ ความแตกต่างระหว่างบุคคล
จะชว่ ยให้การแก้ปัญหาเป็นไปได้ง่ายขนึ 2. ยอมรับและศรัทธาในวชิ าชพี จติ วิทยาการแนะแนวและเป็นสมาชกิ ทดี ขี ององคก์ ร
3. เอาใจใส่ ชว่ ยเหลือ สง่ เสริม ให้กําลงั ใจแกผ่ ้รู ับบริการด้วยความบริสทุ ธิใจ
โดยเสมอหน้า
4. มีวิสยั ทศั นแ์ ละพฒั นาตนเองด้านวชิ าชพี ให้ทนั ตอ่ การเปลียนแปลงของโลก
5. ปฏบิ ตั งิ านตามหลกั วิชาชีพจติ วิทยาการแนะแนว
6. รักษามาตรฐานและรับผิดชอบตอ่ การประกอบวิชาชีพจิตวทิ ยาการแนะแนว
7. ยตุ ิการให้บริการทีนอกเหนือความสามารถของตนเองและสง่ ตอ่ ไปยงั บคุ คล
ทเี หมาะสม
8. รักษาความลบั ของผ้รู ับบริการและผ้เู กียวข้อง
9. เคารพสทิ ธิและไมแ่ สวงหาผลประโยชนจ์ ากผ้รู ับบริการ

7. หลักการให้คาํ ปรึกษา • ทกั ษะการปรึกษาเชิงจิตวทิ ยา

การปรึกษาเชงิ จิตวทิ ยาเป็ นทงั ศาสตร์และศลิ ป์ ดงั นนั ผ้ใู ห้การปรึกษา คือ ความสามารถหรือความชํานาญในการสอื สารทงั การใช้ภาษาท่าทางและ
ควรจะได้ทําความเข้าใจกบั หลกั ของการปรึกษาเชิงจิตวทิ ยา และยึดถือเป็ น ภาษาพดู ซงึ เป็ นเครืองมือสาํ คญั ของผ้ใู ห้การปรึกษาในการชว่ ยเหลือบคุ คลทีมี
แนวทางในการช่วยเหลอื บคุ คล ความทกุ ข์หรือผ้รู ับการปรึกษาให้ไว้วางใจและมีทศั นคติทีดีต่อผ้ใู ห้การปรึกษา
และการปรึกษาเชงิ จิตวทิ ยาเข้าใจปัญหา สาเหตขุ องปัญหา และความ
หลักสาํ คัญของการปรึกษาเชงิ จติ วทิ ยา โดยสรุปมีดงั นี ต้องการของตวั เองแสวงหาแนวทางการปรบั เปลยี นการคดิ การรู้สกึ และการ
ปฏบิ ตั ติ นเพือให้มีชีวติ ทีดีขึนทกั ษะการปรึกษาทีเป็ นทกั ษะพืนฐานเบืองต้นใน
1. ยึดผู้รับการปรึกษาเป็ นหลัก การปรึกษาเชิงจติ วทิ ยา ประกอบด้วย ทกั ษะต่อไปนี

2. เน้นอารมณ์ความรู้สกึ ของผ้รู บั การปรึกษา
3. เข้าใจและยอมรบั ในอารมณ์ความรู้สกึ นึกคิดของผ้รู บั การปรึกษา
4. ไม่ด่วนสรุปหรือตดั สนิ ผ้รู ับการปรึกษา
5. เน้นทีความเป็ นจริงตามเหตกุ ารณ์และสถานการณ์
6. มีการโต้ตอบทีเหมาะสมและเป็ นจริงตามเหตกุ ารณ์และสถานการณ์

8. จรรยาบรรณของผู้ให้การปรึกษา • 1. การใสใ่ จ เป็นพฤตกิ รรมของผ้ใู ห้การปรึกษาที

สมาคมแนะแนวแหง่ สหรัฐอเมริกาได้กําหนดจรรยาบรรณของผ้ใู ห้การปรึกษา แสดงออกด้วยภาษาพดู หรือภาษาท่าทางทีบง่ บอกถงึ
ไว้ ดงั นี(Ivery, 1980 อ้างถึงใน วชั รี, 2533) ความกระตือรือร้นทีจะช่วยเหลอื ผ้รู ับการปรึกษาโดยการ
แสดงความสนใจ การเหน็ ความสําคญั และการให้เกียรติ
1. ให้เกียรตแิ ละความเมตตาช่วยเหลือผู้ขอรับคําปรึกษาอย่างเตม็ เพอื ช่วยให้ผ้รู ับการปรึกษาเกดิ ความอบอนุ่ ใจและไม่รู้สกึ
ความสามารถ ห่างเหนิ

2. รักษาความลบั ของผ้รู บั การปรึกษา
3. ไม่ให้คําปรึกษาซ้อนกบั ผ้ใู ห้การปรึกษาอนื
4. ไมร่ ะบชุ ือ รายละเอียดทีอาจทําให้ผ้รู ับการปรึกษาเสียหาย ใน
ข้อเขียน บทความหรือการสอน
5. ชีแจงวตั ถปุ ระสงค์ กระบวนการ กลวธิ ี และข้อจํากดั ของการปรึกษา
แก่ผ้รู บั การปรึกษา

27

23/03/64

• 2.การนํา เป็นการทีผ้ใู ห้การปรึกษาพดู นําผ้รู บั การปรึกษาไปใน ประโยคด้วย “ไหม” “เหรอ” “หรือไม่” “หรือยัง” “รึเปล่า”

ทิศทางทีผ้ใู ห้การปรึกษาคิดวา่ จะทําให้ผ้รู บั การปรึกษาได้ประโยชน์สงู สดุ การถามมวี ัตถุประสงค์ เพือ
ในการมาขอรับการปรึกษา โดยมี
1. ให้โอกาสผ้รู บั การปรึกษาได้บอกถึงความรู้สกึ และเรืองราวต่าง ๆ ทีต้องการจะ
วัตถุประสงค์ เพือ ปรึกษา

1. กระตุ้นให้ผู้รับการปรึกษากล้าทจี ะพูดคุยมากขึน 2. ให้ผ้รู ับการปรึกษาได้สํารวจและคดิ ถงึ เรืองราวของตนเอง เพือเข้าใจตนเอง
2. เปิ ดประเด็นปัญหาของผ้รู ับการปรึกษา มากขึน

3. ให้ผ้รู บั การปรึกษาเลือกประเด็นปัญหาทีต้องการปรึกษา 3. ให้ได้ข้อมลู แนวทางแก้ไขปัญหา และแผนการแก้ไขปัญหา

4. กระต้นุ ให้ผ้รู บั การปรึกษาสาํ รวจปัญหาและนําเสนอความรู้สกึ ของตวั เอง 4. หลีกเลียงการถามด้วยคาํ ถาม “ทาํ ไม” เพราะมกั จะทําให้ผ้รู บั การปรึกษา
มากขึน รู้สกึ วา่ ตนเองผดิ และคิดหาคําตอบทีเหมือนเป็ นการแก้ตวั

3.การฟัง เป็นการรับรู้ความรู้สกึ ความคิดและเรืองราวของ • 5. การเงยี บ เป็นชว่ งระยะเวลาระหวา่ งการปรึกษาทีไม่มี
ผ้รู ับการปรึกษาด้วยความสนใจใสใ่ จ โดยแสดงออกด้วย
ภาษาท่าทางหรือคาํ พดู มวี ตั ถปุ ระสงค์ เพอื การสือสารด้วยวาจา ระหว่างผ้ใู ห้กบั ผ้รู ับการปรึกษา แตย่ งั คง
มีการสือสารทางอารมณ์และความรู้สกึ อยู่
1. ทาํ ความเข้าใจความรู้สึก ความคิดและเรืองราวของ
ผู้รับการปรึกษา โดยมวี ัตถุประสงค์ เพือ

2. รวบรวมข้อมลู ของผ้รู ับการปรึกษาเพอื สะท้อนให้เขา 1. ให้ผ้รู บั การปรึกษาได้คิดทบทวนเรืองราวของตวั เองและทําความ
เข้าใจตนเองและหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม เข้าใจในสงิ ทีเขาพดู หรือรู้สกึ
ด้วยตนเอง
2. ให้ผ้รู บั การปรึกษาได้หยดุ พกั หลงั จากแสดงอารมณ์โกรธ เสยี ใจ เช่น
ร้องไห้ ฯลฯ

3. แสดงความใสใ่ จ ร่วมรบั รู้ และเข้าใจในอารมณ์และความรู้สกึ ของ
ผ้รู ับการปรึกษาทีเกิดขึนในขณะนนั

• 4. การถาม เป็นการให้ผ้รู ับการปรึกษาได้เลา่ เรืองราวที 6.การสะท้อนกลับ

ต้องการปรึกษา รวมทงั ความรู้สกึ นกึ คิดตลอดจนความเชือ การ • เป็นการบอกความเข้าใจของผ้ใู ห้การปรึกษาทมี ีต่อสงิ ที
ถามแบง่ เป็น การถามเปิด และถามปิด โดยถามเปิดเมือต้องการ
ให้ผ้รู ับการปรึกษาได้พดู เลา่ ความรู้สกึ หรือเรืองราวของเขาอยา่ ง ผ้รู ับการปรึกษา รู้สกึ รับรู้หรือสนใจทีเป็นปัจจบุ นั ขณะให้
อสิ ระมกั จะลงท้าย การปรึกษา การสะท้อนกลบั จะรวมความรู้สกึ

ประโยคด้วย “อะไร อยา่ งไร” และถามปิด เมือต้องการคําตอบสนั และ • และเนือหาทีผ้รู ับการปรึกษาพดู ถงึ หรือสิงทผี ้ใู ห้การปรึกษา
เฉพาะเจาะจงมกั จะลงท้าย สงั เกตเห็นจากกิริยาท่าทางของผ้รู ับการปรึกษาโดยใช้
คาํ พดู ทีชดั เจนเข้าใจได้งา่ ย โดยมวี ตั ถปุ ระสงค์ เพอื
- ปลายเปิ ด เพือให้ผู้มาขอรับคาํ ปรึกษาได้เล่าข้อมูล

- ปลายปิ ด เมือต้องการคาํ ตอบสัน เจาะจง ยาํ ความมันใจ

28

23/03/64

7.การทวนซาํ เป็นการทีผ้ใู ห้การปรึกษาพดู ซําใน 6. ครูทีปรึกษาจะใช้กิจกรรมใดแก้ไขปัญหาเรือง
การเรียนของนักเรียน
เรืองทผี ้รู ับการปรึกษาบอกอีกครังหนงึ โดยคง
สาระสําคญั ของเนือหาหรือความรู้สกึ ไว้ตามเดิมและใช้ ก.กิจกรรมเยียมบ้าน
คําพดู น้อยลง แต่ไม่ใช้การทวนซําตลอดเวลา
ข.กิจกรรมซอ่ มเสริม
ค.กิจกรรมเสริมหลกั สตู ร

ง.กิจกรรมสอื สารกบั ผ้ปู กครอง

8. การให้กาํ ลังใจ เป็นการแสดงความสนใจเข้าใจใน ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มี 5 ขัน
สิงทีผ้รู ับการปรึกษาพดู และสนบั สนนุ ให้เขาพดู ตอ่ ไป 1.ขันแรก..รู้จักนักเรียนเป็ นรายบุคคล ดที สี ุด คอื
โดยใช้คําพดู หรือทา่ ทาง
เยียมบ้านนักเรียน (ระเบยี นสะสม ปพ.8)

การประเมนิ พฤติกรรมนักเรียน (SDQ. The Strengths

and Difficulties Questionnaire)

2. คัดกรองนักเรียน กลุ่มปกติ กลุ่มพเิ ศษ

กลุ่มเสียง กลุ่มมปี ัญหา

วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 173

9. การสรุปความ เป็ นการรวบรวมใจความสําคัญทงั หมดของ ระบบการดแู ลช่วยเหลอื นักเรียน มี 5 ขัน

ความคิด อารมณ์ความรู้สกึ ของผู้รับการปรึกษาทเี กิดขึนในระหว่าง 3. การส่งเสริมนักเรียน
การปรึกษา ก่อนจบหรือเริมการปรึกษาแต่ละครัง
4. ป้ องกนั และแก้ไข >>ให้คาํ ปรึกษา
โดยใช้คําพูดสัน ๆ ให้ได้ใจความสําคัญทงั หมด มีวัตถุประสงค์ เพือ
1. ยําประเด็นสําคญั ให้มีความชดั เจนในกรณีทีมีการพดู คยุ กนั หลายประเด็น 5. ขันสุดท้าย..ส่งต่อ** กรณียากต่อ

2. ให้ผ้รู ับการปรึกษาเข้าใจเรืองราวและความรู้สกึ ของตวั เอง การแก้ไข ส่งต่อภายใน (ครูปกครอง ครู
แนะแนว) ส่งต่อภายนอก (นักจิตวทิ ยา นัก
3. ชว่ ยให้การปรึกษาแตล่ ะครังมีความต่อเนืองกนั สังคมสงเคราะห์ จิตแพทย์)

4. ช่วยให้ผ้รู บั และผ้ใู ห้การปรึกษาเข้าใจเรืองราวทีกําลงั สนทนาได้อย่าง
ถกู ต้องตรงกนั และได้ใจความทีชดั เจน

วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 174

29

23/03/64

1. ขันตอนสุดท้ายในระบบการดูแลช่วยเหลือ 5. บุคลากรหลักในการดาํ เนินงานระบบดูแล
นักเรียน คอื ข้อใด ช่วยเหลือนักเรียน คือ
ก.การรู้จกั นักเรียนเป็ นรายบุคคล
ข.การคดั กรองนักเรียน ก. ผู้บริหาร ข. ครูแนะแนว
ค.การป้ องกันและแก้ไขปัญหา
ง.การส่งต่อ ค. ครูทีปรึกษา ง. ครูทุกคน

21. การรู้จกั ผู้เรียนเป็ นรายบคุ คลเครืองมือใดสอดคล้อง
น้อยทสี ุด

ก. การสงั เกต ข. สมั ภาษณ์

ค. การเยียมบ้าน ง. การทดสอบ

วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 175 วทิ ยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 178

2. สิงใดทีจะทาํ ให้ครูทราบถงึ พฤตกิ รรม และ 6. ขันตอนในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน
ปัญหาของผู้เรียนได้ดที ีสุด ก. รู้จกั คดั กรอง สง่ เสริม ป้ องกนั สง่ ตอ่
ก. การเยียมบ้าน ข. รู้จกั ป้ องกนั คดั กรอง สง่ เสริม สง่ ตอ่
ข. กิจกรรมโฮสรูม ค. คดั กรอง รู้จกั สง่ เสริม ป้ องกนั สง่ ตอ่
ค. การสังเกตพฤตกิ รรมในชันเรียน ง. คดั กรอง ป้ องกนั รู้จกั สง่ เสริม สง่ ตอ่
ง. การประชุมผู้ปกครอง

วทิ ยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 176 วิทยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 179

3. ข้อใดไม่ใช่ขันตอนในระบบดูแลช่วยเหลอื นักเรียน 7. ระบบดูและช่วยเหลือนักเรียนแบ่งผู้เรียน
ก. คดั กรอง ออกเป็ นกีกลุ่ม
ข. รู้จกั นกั เรียนรายบคุ คล ก. 2 กลุ่ม คอื กลุ่มปกติ และกลุ่มเสียง/มีปัญหา
ค. พฒั นาและส่งเสริม ข. 2 กลุ่ม คือ กลุ่มปกติ และกลุ่มพเิ ศษ
ง. ประเมินพฤติกรรม
ค. 3 กลุ่ม คือ กลุ่มปกติ กลุ่มเสียง/มีปัญหา และกลุ่มพเิ ศษ
4. ทมี ประสานในระบบดูแลช่วยเหลอื ผ้เู รียน คอื ง. 4 กลุ่มคือ กลุ่มปกติ กลุ่มพิเศษ กลุ่มเสียง และกลุ่มมปี ัญหา
ก. ผ้อู าํ นวยการสถานศกึ ษา
ข. ครูประจําชนั ,ครูทีปรึกษา >>> กลุ่มปกติ + กลุ่มพิเศษ (ส่งเสริมและพัฒนา)
ค. หวั หน้างานดแู ลชว่ ยเหลอื ผ้เู รียน
ง. ทกุ ฝ่ ายร่วมกนั กลุ่มเสียง + กลุ่มมีปัญหา (ป้ องกันและแก้ไข)

วทิ ยากร บัวแสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 177 วิทยากร บวั แสงใส #รวมพลฯ 085 766 1547 180

30


Click to View FlipBook Version