ฐานข้อมูล ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) ตำบลอรพิมพ์ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา
คำนำ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราชการ 2560 มาตรา 57 (1) รัฐต้องอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น และของชาติ จัดให้มีพื้นที่สาธารณะ สำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนใน ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ใช้สิทธิและมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วยภูมิปัญญาไทย มีความสำคัญอย่างยิ่งช่วยสร้างชาติให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง สร้างความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ แก่คนไทย สามารถปรับประยุกต์หลักธรรมคำสอนทางศาสนาใช้กับชีวิตได้อย่างเหมาะสมสร้างความสมดุล ระหว่างคนกับสังคมและธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน ช่วยเปลี่ยนแปลงปรับปรุงวิถีชีวิตของคนไทย ให้เหมาะสมได้ตามยุคตามสมัย กองการศึกษา เทศบาลตำบลอรพิมพ์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น ศาสนา จึงได้ จัดท าโครงการสำรวจฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น ข้อมูลทางด้านศาสนาหรือปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อให้ข้อมูลภูมิ ปัญญาท้องถิ่น ข้อมูลทางศาสนา หรือปราชญ์ชาวบ้าน เทศบาลตำบลอรพิมพ์ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา เป็นปัจจุบัน และเพื่อสืบสานและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญและมีประโยชน์ไว้ไม่ให้สูญหายไปจากชุมชน และ หวังเป็นอย่างยงว่าฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่น ข้อมูลทางศาสนา หรือปราชญ์ชาวบ้าน เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ สาธารณชนในการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นปราชญ์ชาวบ้าน หรือ ปราชญ์ท้องถิ่น ต่อไป กองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม
สารบัญ เรื่อง หน้า ภูมิปัญญาท้องถิ่น 1 - ภูมิปัญญาด้านเกษตรกรรม 2 - ภูมิปัญญาด้านหัตกรรม 3 - ภูมิปัญญาด้านอุตสาหกรรม 10 - ภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทย 13 - ภูมิปัญญาด้านศิลปกรรม 15 - ภูมิปัญญาด้านความเชื่อ ศาสนา พิธีกรรม 17
-1- ภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเภทของภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น หมายร่วมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ชาวบ้าน คิดค้นขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขพัฒนา เป็น ทั้ง สติปัญญาและองค์ความรู้ทั้งหมดของชาวบ้าน ดังนั้น จึงมีความครอบคลุมเนื้อหาสาระและแนวทางดำเนินชีวิต ใน วงกว้าง ภูมิปัญญาท้องถิ่นประกอบไปด้วยองค์ความรู้ใน หลายวิชา ดังที่ อาจารย์ประกอบ ใจมั่น (2547 ,หน้า ๙๕ - ๙๘ ) ได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลของท้องถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่นใด้จำนวน 10 สาขา ดังนี้ ๑. สาขาเกษตรกรรม หมายถึง ความสามารถในการผสมผสานองค์ความรู้ ทักษะและเทคนิคด้าน การเกษตรกับเทคโนโลยี โดยการพัฒนาบนพื้นฐานคุณค่าดั้งเดิม ซึ่งคนสามารถพึ่งพาตนเองในสภาวการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น การทำการเกษตรแบบผสมผสาน การแก้ปัญหาการเกษตรด้านการตลาด การแก้ปัญหาด้านการผลิต (เช่น การ แก้ไขโรคและแมลง) และการรู้จักปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการเกษตร เป็นต้น ๒. สาขาอุตสาหกรรมและหัตถกรรม (ด้านการผลิตและการบริโภค) หมายถึง การรู้จักประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปรรูปผลผลิต เพื่อชะลอการนำเข้าตลาด เพื่อแก้ปัญหาด้านการบริโภคอย่างปลอดภัย ประหยัด และเป็นธรรมอันเป็นขบวนการให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ ตลอดทั้งการผลิตและการ จำหน่ายผลผลิตทางหัตถกรรม เช่น การรวบรวมกลุ่มของกลุ่มโรงงานยางพารา กลุ่มโรงสี ๓. สาขาการแพทย์ไทย หมายถึง ความสามารถในการจัดการป้องกันและ รักษาสุขภาพของคนในชุมชน โดยเน้นให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองทาง ด้านสุขภาพและอนามัยได้ ๔. สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง ความสามารถเกี่ยวกับการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งอนุรักษ์ การพัฒนา และใช้ประโยชน์จากคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ และ สิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ๕. สาขากองทุนและธุรกิจชุมชน วิสาหกิจชุมชน หมายถึง ความสามารถในด้านบริหารจัด การค้า การสะสมและบริการกองทุนและธุรกิจในชุมชน ทั้งที่เป็นเงินตราและโภคทรัพย์เพื่อเสริมชีวิตความเป็นอยู่ ของสมาชิกในชุมชน ๖. สาขาศิลปกรรม หมายถึง ความสามารถในการผลิตผลงานทางด้านศิลปะสาขาต่าง ๆเช่น จิตรกรรม ประติมากรรม วรรณกรรม ทัศนศิลป์ คีตศิลป์ เป็นต้น ๗. สาขาภาษาและวรรณกรรม หมายถึง ความสามารถผลิตผลงานเกี่ยวกับด้านภาษา ทั้งภาษาถิ่น ภาษา โบราณ ภาษาไทย และการใช้ภาษา ตลอดทั้งด้านวรรณกรรมทุกประเภท ๘. สาขาศาสนาและประเพณี หมายถึง ความสามารถประยุกต์ และปรับใช้หลักธรรมคำสอนทางศาสนา ความเชื่อและประเพณีดั้งเดิมที่มีคุณค่า ให้เหมาะสมต่อการประพฤติปฏิบัติให้บังเกิดผลดีต่อบุคคลและสิ่งแวดล้อม เช่น การถ่ายทอดหลักธรรมทางศาสนา การบวชป่าการประยุกต์ประเพณีบุญประทายข้าวเป็นต้น ๙. โภชนาการ หมายถึง การรู้จักประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแปรรูปผลผลิตเพื่อชะลอการนำเข้า ตลาด เพื่อแก้ปัญหาด้านการโภชนาการอย่างปลอดภัย ประหยัดและเป็นธรรมอันเป็นขบวนการที่จะให้ชุมชน ท้องถิ่นสามารถพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้ เช่น การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ให้สามารถบริโภคได้โดยตรง
-2- แยกตามประเภทสาขาภูมิปัญญาท้องถิ่น ตำบลอรพิมพ์ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา การทำเกษตรผสมผสานหมุนเวียน ช่วยให้ชาวบ้านสามารถใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดสามารถลด รายจ่ายในการซื้อวัตถุดิบในการประกอบอาหาร มีความมั่นคงทางด้านรายได้อย่างต่อเนื่องจากการขายผลผลิตทาง การเกษตร มีความมั่นคง และมีอิสระในการใช้ชีวิต ลดการพึ่งพาจากภายนอก ใช้แรงงานในการทำเกษตรจาก ครัวเรือน อาศัยช่วยกันทำคนละไม้คนละมือ เป็นเกษตรกรใช้วิธีการแบบกสิกรรมมาใช้ในการดำเนินชีวิต (การเพาะปลูกพืช เช่น การทำนา การทำสวนผลไม้ การทำไร่ การปลูกพืชไม่ใช้ดิน เป็นต้น)มี ความรู้ในเรื่องพันธุ์ข้าวที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป ภูมิปัญญาในการคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเพาะปลูกในแต่ละสภาพพื้นที่ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศและปริมาณน้ำ อาทิ การใช้พันธุ์ข้าวที่มีลำต้นสูงมาปลูกในพื้นที่น้ำท่วม การใช้พันธุ์ข้าวที่ต้องการน้ำน้อย มาปลูกในนาไร่ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังรู้จักผสมพันธุ์ข้าวให้ได้ข้าวพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพดีขึ้น ทนทานต่อโรคและ ศัตรูพืช หรือให้ปริมาณผลผลิตสูงขึ้น ภูมิปัญญาเรื่องวิธีการปลูกข้าว ภูมิปัญญานี้ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมพื้นที่จนถึงการเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งมี ขั้นตอนและวิธีการมากมาย เช่น รู้จักการไถในหลายๆ แบบตั้งแต่การไถดะ ไถรี ไถขวาง หรือไถกลบ วิธีการหว่าน เมล็ดพืช สำหรับข้าวบางชนิดต้องทำแปลงตกกล้าก่อนแล้วจึงนำต้นกล้าไปปักดำ วิธีการรักษาดูแลเมื่อข้าวออกรวง รู้จักวิธีจัดการกับศัตรูพืชและโรคพืชชนิดต่างๆ ตลอดจนการจัดหาและผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ที่เพิ่มประสิทธิภพใน การทำนา อาทิ คันไถ เคียว เป็นต้น
-3- ภูมิปัญญาท้องถิ่นในงานฝีมือหรืองานช่างที่ทำด้วยมือ และอุปกรณ์อย่างง่าย โดยไม่ใช้เครื่องจักรเป็นองค์ประกอบ หลักในการผลิต เช่น งานจักสาน, งานทอด้วยมือ, งานถักหรือปักด้วยมือ เป็นต้น อาศัยอยูบ้านเลขที่ 239 หมู่ 2 ตำบลอรพิมพ์ อำเภอครบุรี จังหวัด นครราชสีมา ท่านเป็นผู้มีความรู้ด้านการจักรสาน เช่น สานตะกร้า ด้วย ไม้ไผ่ อุปกรณ์หาปลาต่างๆ การจักสานเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนที่สำคัญยิ่งต่อการดำรงชีวิต ตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน การจักสานเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นภูมิ ปัญญาอันเฉลียวฉลาดของคนในท้องถิ่น ที่ใช้ ภูมิปัญญาสามารถนำสิ่งที่มี อยู่ในชุมชนมาประยุกต์ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมี ประโยชน์ในการ ดำรงชีวิต การจักสานตะกร้าไม้ไผ่ ได้สืบทอดมาจาก บรรพบุรุษ ถ่ายทอดภูมิปัญญาจาก รุนสู่รุ่น เกิดจากความคิดในการนำเอาไม้ไผ่ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีอยู่ในหมูบ้าน นำมา แปรรูปเป็นตะกร้า วิธีการทำตะกร้า
-๔- อาศัยอยู่บ้านเลขที่ ๗๗ หมู่ 2 ตำบลอรพิมพ์ อำเภอครบุรี จังหวัด นครราชสีมา ท่านเป็นผู้มีความรู้ด้านหัตถกรรม งานฝีมือหรืองานช่างที่ทำด้วยมือ เช่น ถักเปลด้วยผ้า เมื่อครั้งก่อนสมัยปู่ยาตายายได้ใช้ผ้าขาวม้าเป็นวัสดุในการผูกเปลให้ลูก นอนในบ้านและตามต้นไม้หรือขณะไปทำงานการเกษตรทำนาเพื่อเป็นการพักผ่อน เนื่องจากผ้าที่แขวนเปลไม่คงทนและไม่ถาวร อีกทั้งไม่มีอากาศถ่ายเทได้ไม่สะดวกจึง ทำให้เกิดภูมิปัญญาท้องถิ่นประกอบกับมีเศษผ้าที่ผ่านการคัดเลือกนำเฉพาะผ้าที่ ทนทานไม่ขาดง่ายจากหนุ่มสาววัยแรงงานที่ไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯได้นำเศษวัสดุผ้าที่สวยงามมายังในหมู่บ้าน ที่ไม่ สามารถนำมาใช้ได้อีกจึงเกิดนวัตกรรมการแปรรูปสินค้าวัสดุเศษผ้าที่เหมาะสม จนเกิดการแปรสภาพสินค้าเป็นเปล จากเศษผ้าขึ้น 1. นำเศษผ้ามาแยกเป็นสี ๆ จากนั้นเศษผ้าที่แยกไว้เป็นสี ๆ แยกม้วนไว้เป็นแต่ละสี ๆ ตามความหนาของผ้า 3. เตรียมไม้ยาวประมาณ 1 เมตร มาตีตะปู โดยมีความกว้างของตะปู 2 ศอก ห่างกัน 30 ฟุต 4. น้ำเศษผ้าที่เตรียมไว้สำหรับทำหูเปลมาพันกับตะปูทั้งหมด 7 รอบ 5. นำเศษผ้ามาสานเป็นบ่วงไขว้กันลักษณะคล้ายเปียให้มีความยาว 10 นิ้ว จึงนำปลายทั้งสองข้าง ผูกเข้ากันให้เป็นห่วงวงรี จึงได้หูเปลจำนวน 14 หู โดยทำตอนที่ 5 อีก 1 รอบ จึงจะได้หูเปลสองข้าง 6. นำหูเปลที่เตรียมไว้ทำตามขั้นตอนที่ 5 มาสานขึ้นต้นด้วยเศษวัสดุที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 2 โดยเก็บหูไว้ 2 อันจะเหลือหู 12 อัน เริ่มถักหูแรกโดยขึ้นต้นสอดผ้าลักษณะเงื่อนพิรอด ถักต่อไปเรื่อย ๆ จนครบ 12 หู (ครบ 1 แถว) 7. นำเศษผ้าอีกหนึ่งสี ที่เตรียมไว้โดยผูกกับหูแรก แถวที่ 1 แล้วนำมาถักเป็นเงื่อนพิรอดกับแถวที่ 1 ถักไปเรื่อย ๆ จนครบ 12 ช่อง จะได้แถวที่ 2 8. ทำตามวิธีขั้นตอนที่ 6 และขั้นตอนที่ 7 สลับกันไปมาทั้งสองสีเรื่อย ๆ จนครบ 14 แถว 9. นำหูทีเหลืออีกข้างมาผูกกับต้นเสาเพื่อทำการต่อเปลที่ถักเสร็จแล้ว 14 แถว นำปลายวัสดุเศษผ้าจากแถวที่ 14 มาถักต่อหูที่ เตรียมไว้โดยถักสลับฟันปลากันไปมาเหมือนถักเปลตามขั้นตอนที 5 และขั้นตอนที่ 7 จนไปสุดแถว (แถวที่ 15)
-5- อาศัยอยู่บ้านเลขที่ ๗ หมู่ ๘ บ้านใหม่หนองเสือบอง ตำบลอรพิมพ์ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ท่านเป็นผู้มี ความรู้ด้านการจักรสานและงานประดิษฐ์จากธรรมชาติ เช่น ทำไม้กวาดทางมะพร้าว
-6- ที่อยู่ 155 ม.4 บ้านหนองเสือบอง ต.อรพิมพ์ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา โทร 062-9982-339 บายศรี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้คำจำกัดความไว้ว่า หมายถึง เครื่องเชิญขวัญ หรือรับขวัญทำด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทงเป็นชั้นๆ มีขนาดเล็กใหญ่สอบขึ้นไปตามลำดับ เป็น ๓ ชั้น ๕ ชั้น ๗ ชั้น หรือ ๙ ชั้น มีเสาปักตรงกลางเป็นแกนมีเครื่องสังเวยวางอยู่ในบายศรีและมีไข่ขวัญเสียบอยู่กลางยอดบายศรี รายละเอียดองค์ความรู้ / ภูมิปัญญา การเลือกใบตอง ใบตองที่นำมาใช้สำหรับทำบายศรี มักนิยมใช้ใบตองจากกล้วยตานีเนื่องจากเป็นใบตองที่มี ลักษณะเป็นเงา มันวาว เมื่อโดนน้ำจะยิ่งเกิดประกายสีเขียวเข้มสวยงามยิ่งขึ้น และที่สำคัญ ใบตองจากกล้วยตานี มีความ คงทน ไม่แตกง่าย ไม่เหี่ยวง่าย สามารถนำมาพับม้วนเป็นรูปลักษณะต่างๆได้ง่าย เมื่อได้ใบตองมาแล้ว จะต้องนำมาทำความสะอาดก่อน ด้วยการเช็ดฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกต่างๆ โดยการเช็ด จะต้องใช้ผ้าเช็ดตามรอยของเส้นใบไปในทางเดียว อย่าเช็ดกลับไปกลับมา หรืออย่าเช็ดขวางเส้นใบเป็นอันขาด เพราะจะทำ มีรอยแตก และช้ำ ทำให้ไม่สามารถนำใบตองมาใช้งานได้เต็มที่ เพื่อรอนำมาใช้งานในขั้นตอนต่อไปนี้
-7-
-8- ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับไม้กวาดดอกหญ้า “ไม้กวาด” เป็นวัสดุ เครื่องมือเครื่องใช้ ในครัวเรือน ใช้ ทำความสะอาดบ้าน บริเวณบ้าน อาคารสถานที่ต่าง ๆ ในสมัย โบราณ คนในครอบครัว จัดทำขึ้นใช้เฉพาะในครัวเรือนของ ตนเองแลกเปลี่ยนกับเพื่อนบ้าน ในปัจจุบันผลิตขึ้นเพื่อ จำหน่ายเป็นอาชีพหลัก / อาชีพรองของท้องถิ่น ในระยะแรกๆ ด้ามไม้กวาดทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่นไม้เหียง, ไม้จุมปี จุมปา ไม้ ไผ่ ปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการด้ามทำจากพลาสติก ที่ให้ความสวยงาม และคงทนกว่า “ดอกหญ้า” (ก๋ง เป็นชื่อเรียกดอกหญ้าของท้องถิ่นภาคเหนือเรียก) เป็นส่วนที่ใช้กวาด นอกจาก จะท าเป็นไม้กวาดสำหรับกวาดพื้นแล้ว ยังมีไม้กวาดขนาดเล็ก สำหรับกวาดบนโต๊ะ ตู้ และขนาดเล็กๆ สำหรับเป็นของชำร่วย ประดับตกแต่ง อุปกรณ์การทำไม้กวาดดอกหญ้า
-9- วิธีทำไม้กวาดดอกหญ้า
-10- คือ ภูมิปัญญาท้องถิ่นในงานที่ใช้ทุน แรงงาน และเครื่องจักรเป็นองค์ประกอบหลักในการผลิต โดยมีเป้าหมายการผลิตสิ่งของเป็นจำนวนมากเพื่อการค้า และรวมถึงงานด้านการบริการ เช่น การทำเครื่อง เรือนจากไม้แปรรูป (โต๊ะ/เตียง/ตู้) การแปรรูปสิ่งต่าง ๆ จากยางพารา เป็นต้น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านดอนสำโรง (แปรรูปพริก) อำเภอครบุรีตั้งอยู่ 109 หมู่ 7 ต.อรพิมพ์ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เบอร์โทรศัพท์ 072597090 พริกแห้ง และพริกป่น เป็นการแปรรูปพริกสดให้ สามารถเก็บได้นานขึ้น และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ใน หลากหลายรูปแบบเพื่อเพิ่มรสเผ็ดแก่ผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ อาศัยความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่นิยมใช้ กระบวนการย่างพริก เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมของพริกก่อนนำไปใช้ ปรุงอาหาร หรือบดให้เป็นพริกป่น ซึ่งเป็นกระบวนการที่ สามารถช่วยลดการปนเปื้อนจุลินทรีย์ และลดความชื้นไปพร้อมกันด้วย จึงทำการทดสอบกระบวนการย่าง (roasting process) ที่อุณหภูมิและเวลาระดับต่างๆ ศึกษาผลต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติกายภาพ เคมี การต้านออกซิเดชั่น ปริมาณ จุลินทรีย์ และการยอมรับของผู้บริโภค เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์พริกแห้งพริกป่นที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัย นำมาซึ่งองค์ ความรู้ และสร้างความเข้าใจกระบวนการที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นได้นำมาใช้ เพื่อผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องนำไปใช้พัฒนาให้ได้ ผลิตภัณฑ์พริกป่นที่มีคุณภาพมาตรฐานและปลอดภัยต่อการบริโภค
-11- หมู่ ๘ บ้านใหม่หนองเสือบอง ตำบลอรพิมพ์ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ขั้นตอนการทำขนมจีน 1. การทำความสะอาด และแช่ข้าวเป็นขั้นตอนแรก ด้วยการนำ ข้าวมาแช่น้ำ และล้างทำความสะอาด หลังล้างเสร็จให้แช่ข้าว สักพัก ก่อนนำเข้าขั้นตอนการหมัก 2. การหมักข้าวการหมักข้าวเป็นกระบวนการที่ใช้จุลินทรีย์เข้าช่วยย่อยแป้ง และทำให้เกิดกลิ่น แต่ทั่วไปนิยมหมักแห้ง ซึ่ง มักจะหมักนาน 2-3 วัน การหมักข้าวไม่ควรหมักนานเกิน 3-4 วัน 3. การบดข้าว นำข้าวมาบดผ่านเครื่องบด เพื่อให้เมล็ดข้าวแตกเป็นผงขนาดเล็ก โดยมักบดขณะที่ข้าวอิ่มน้ำ ร่วมกับเติมน้ำ ขณะบด ซึ่งในขั้นตอนนี้อาจเติมเกลือประมาณ 4 ส่วน สำหรับป้องกันการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ 4.การนอนแป้ง เป็นขั้นตอนที่ใช้ในระดับครัวเรือน ด้วยการแช่น้ำแป้งให้ตกตะกอน ในขั้นตอนนี้จะทำการล้างน้ำแป้ง ด้วย การให้น้ำ และปล่อยให้ตกตะกอน ซึ่งจะทำให้แป้งขาวสะอาด และมีกลิ่นน้อยลง 5. การทับน้ำ เป็นวิธีการกำจัดน้ำออกจากน้ำแป้ง ด้วยการนำน้ำแป้งใส่ผ้าขาวที่มัดห่อให้ ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 วัน 6. การต้มเป็นขั้นตอนที่ทำให้แป้งสุกประมาณ 25-35 เปอร์เซ็นต์ โดยให้แป้งสุกเข้าด้านในประมาณ 1-3 ซม. เท่านั้น 7. การนวดแป้ง เป็นขั้นตอนการนำแป้งสุก และแป้งดิบผสมกัน ก้อนแป้งที่เหมาะสำหรับโรยเส้นนั้น มีลักษณะเป็นก้องแป้ง อ่อนออกเหลวเล็กน้อย 8. การกรองเม็ดแป้ง ในบางครั้งแป้งสุกอาจจับเป็นก้อนในขั้นตอนการนวดแป้ง จึงจำเป็นต้องกรองแป้งหลังนวดด้วยผ้าขาว เสียก่อนเพื่อกำจัดก้อนแป้งสุกออกไปให้หมด 9. การโรยเส้น ด้วยการบีบดันก้อนแป้งเหลวให้ไหลผ่านรูขนาดลงในน้ำเดือดเพื่อทำให้เส้นสุก โดยยังคงรูปเส้นเหมือนเดิม 10. การทำให้เย็น และจัดเรียงเส้น เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการทำขนมจีน ภายหลังจากต้มเส้นให้สุกลอยขึ้นด้านบนหม้อแล้ว ต่อมาจะใช้ตะแกรงหรือกระชุตักเส้นขนมจีนขึ้นมา แล้วจุ่มลงน้ำเย็นทันที รอจนเส้นเย็นพร้อมสามารถใช้มือจับได้
-12- บ้านเลขที่ 5 หมู่ 8 ตำบลอรพิมพ์ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ในสถานการณ์ปัจจุบัน ยังมีการสืบสานภูมิปัญญาด้านการทำผลิตภัณฑ์จากรากไม้ให้กับลูกหลานเยาวชนเรื่อยมา และยังรักษาภูมิปัญญาด้านการทำผลิตภัณฑ์จากรากไม้ไว้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีเด็กเยาวชนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ในชุมชนก็จะให้ ความสนใจและมีแนวความคิดที่จะสืบสานภูมิปัญญาด้านการทำผลิตภัณฑ์จากำไม้ไว้ในท้องถิ่นนั้นต่อไป ภูมิปัญญาด้านงานช่างฝีมือด้านการผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ ได้สืบทอดกันมายาวนานโดยการดัดแปลงนำเอาวัตถุดิบ จากไม้มาประดิษฐ์เป็นของใช้ในครัวเรือน โดยใช้ภูมิปัญญาด้านงานช่างไม้ นำมาดัดแปลงใช้แผ่นไม้ ตอไม้ ที่ไม่มีประโยชน์ แล้ว แต่เป็นวัตถุดิบที่มีอยู่มาผลิตเป็นของใช้ในครัวเรือน เช่น โต๊ะ เก้าอี้ชั้นวางของ ซึ่งเป็นของใช้ที่มีความจำเป็นในครัวเรือน เพราะฉะนั้นงานช่างฝีมือ ด้านงานไม้ การประดิษฐ์ของใช้สอยในครัวเรือน ก็ยังคงต้องมีอยู่คู่กับวิถีการดำเนินชีวิตของชุมชน ต่อไป
-13- คือ ภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการดูแลและรักษาสุขภาพแบบพื้นบ้าน เช่น การหัตถเวชกรรมไทย (การนวด ไทย/ การนวดประคบสมุนไพร), การใช้สมุนไพรในการรักษาโรค, การผดุงครรภ์พื้นบ้านโดยหมอตำแยของ ชาวไทยมุสลิม (โต๊ะบิแด) เป็นต้น อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 89 หมู่ ๔ บ้านหนองเสือบอง ตำบลอรพิมพ์ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน เป็นภูมิปัญญาที่มีควบคู่กับ สังคมไทย ผูกพันและเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ทั้งความเชื่อ พิธีกรรม วัฒนธรรม ประเพณี และการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรและสืบทอดเป็นการแพทย์ประสบการณ์ท้องถิ่นที่อิง กับบริบทของสังคมวัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติที่แตกต่าง ทำให้เป็นการแพทย์ที่มี เอกลักษณ์และมีความหลากหลายเฉพาะถิ่น ดังนั้น การแพทย์ พื้นบ้านจึงเป็นการดูแลสุขภาพตามคติความเชื่อและการดำเนิน ชีวิต อาจแบ่งเป็นการแพทย์ประสบการณ์ การแพทย์ โหราศาสตร์ การแพทย์ไสยศาสตร์ หรือการแพทย์แบบอำนาจ เหนือธรรมชาติ เป็นต้น แต่ทั้งนี้การแพทย์พื้นบ้านจะแตกต่าง กันในแต่ละท้องถิ่น
-14- การนวดไทย มีทั้งองค์ความรู้และศิลปะในการดูแลร่างกายและรักษาอาการเจ็บป่วยที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญา ทางวัฒนธรรมของคนไทย ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นส่วนหนึ่งของแบบแผนการใช้ชีวิตที่มีคุณค่ามาแต่เดิมของสังคมไทย ที่มีการสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จนสร้างชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ในปัจจุบันมีการนำนวดไทยไปใช้ ประโยชน์กันอย่างกว้างขวางในระบบบริการสุขภาพของประเทศ สามารถบำบัดอาการปวดและฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยโรค เรื้อรัง รวมถึงเยียวยาอาการพิการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่น้อยและประชาชนทั่วไปสามารถ ฝึกฝนเพื่อช่วยเหลือกันเองได้ การนวดประคบสมุนไพร คือ การนำลูกประคบสมุนไพรสดหรือ สมุนไพรแห้ง นึ่งให้ร้อน และนำมาประคบตามส่วนต่างๆของ ร่างกาย ส่วนใหญ่มักนิยมประคบหลังจากการนวด การประคบสมุนไพร ประโยชน์ช่วยกระตุ้นการไหลเวียน ของเลือด ช่วยลดอาการบวม บรรเทาการอักเสบของ กล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ส่วน สมุนไพรที่เลือกมาใช้ก็ให้ผลตามสรรพคุณแต่ละชนิดที่ เลือกสรรมา เช่น แก้อาการปวด เมื่อย เคล็ด ขัด ยอก เกร็ง ตึง ฟกช้ำ ยิ่งหากเป็นสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย ตัวยาจะ ออกมากับไอน้ำและความชื้นซึมเข้าผิวหนังได้ดี ส่วนกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยจะช่วยให้สดชื่น ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นอีก ด้วย
-15- คือ ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสาขาต่าง ๆ เช่น จิตรกรรม, ประติมากรรม, นาฏศิลป์, ดนตรี,ทัศนศิลป์, คีตศิลป์, การละเล่นพื้นบ้านและการนันทนาการ เช่น การขับร้องเพลงอีแซว, ลำตัด, ลิเก, หมอลำ, โนรา เป็นต้น อาศัยอยู่บ้านเลขที่ ๖๗ หมู่ ๗ ตำบลอรพิมพ์ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา
-16- ผู้ประกอบพิธี พิธีสงฆ์พระสงฆ์ประกอบพิธี ใช้พระสงฆ์จำนวน ๕ รูป ๗ รูป หรือ ๙ รูป ก็ได้ ตามความเหมาะสมแต่ที่นิยมใช้ ๙ รูป พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ ทำน้ำพุทธมนต์มนต์เพื่อเป็นสิริมงคลจะทำก่อนพิธีทำขวัญนาค พิธีทำขวัญนาค หมอขวัญ (หมอขวัญนาค) เป็นผู้ประกอบพิธี เรียกสั้น ๆ ว่า หมอขวัญ หมอขวัญจะเริ่มพิธีต่อจาก พระสงฆ์ หลังจากพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เรียบร้อยและกลับวัดแล้ว ช่วงเวลาที่จัด การทำพิธีทำขวัญนาค จะทำในช่วงก่อนที่นาคจะทำพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุไม่จำกัด ช่วงเวลา ทำเมื่อใดขึ้นอยู่กับ ความพร้อมของเจ้าภาพและผู้บวช ความสำคัญ พิธีทำขวัญนาค ทำขึ้นเพื่อสอนนาค หรือเตรียมตัวนาคก่อน ที่จะสละเพศฆราวาสเป็นเพศบรรพชิต ให้ประพฤติปฏิบัติ ตนให้เป็นคนดี และอยู่ในพระวินัยของสงฆ์อย่างเคร่งครัด เพื่อทดแทนบุญคุณของพ่อแม่
-17- คือ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวกับความเชื่อและศาสนา ภูมิปัญญาประเภทนี้จะมีลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ ละท้องถิ่น เนื่องจากมีพื้นฐานทางความเชื่อในศาสนาที่แตกต่างกัน สำหรับภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยซึ่งเกี่ยวกับความเชื่อใน พระพุทธศาสนาเป็นหลักนั้น ได้มีส่วนสร้างสรรค์สังคม โดยการผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิมจนกลายเป็นลักษณะเฉพาะของ แต่ละท้องถิ่น อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 103 หมู่ 2 ตำบลอรพิมพ์ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา ความเชื่อเรื่องการตั้งศาลพระภูมิ คนไทยชาวสยามแต่อดีตกาล มีความเชื่อว่าตามฟ้า ดิน น้ำ ภูเขา ต้นไม้ และ อาคารบ้านเรือน มีผีเจ้าที่เจ้าทาง ปกปักรักษาอยู่ ผนวกกับความเชื่อทางศาสนาพุทธ และ พราหมณ์ฮินดู ทำให้เกิดการพัฒนาพิธีการอัญเชิญผีเจ้าที่เจ้าทาง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์มา ประทับในศาล (ศาลพระภูมิ,ศาลเจ้าที่) เพื่อปกป้องคุ้มครองดูแล รักษาสถานที่บ้านเรือนที่ อยู่อาศัย ให้มีความเป็นสิริมงคล เจริญก้าวหน้าในทุกสถาน นิยมตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ ในวันที่ปลูกสร้างบ้านเรือนใหม่ เจ้าพิธีผู้ทำพิธีกรรม ตั้งศาลพระภูมินั้นเป็นได้ทั้งพระ ,พราหมณ์,ฆราวาสผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม ตามคติความเชื่อจาก พิธีกรรมพื้นบ้านแต่เดิม ความเชื่อทางพุทธศาสนา และพราหมณ์ฮินดู นำมาพัฒนาพิธีกรรมพื้นบ้าน เพื่อให้เกิดความขลัง และศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เปลี่ยนคำนำหน้าใหม่ให้ดูดีมีมงคลขึ้นจากคำว่า “ผี” ที่ดีมีคุณธรรม ให้ เป็นพระ เช่น พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง หรือพระภูมิ เพราะนับถือว่า เป็น ผี ชั้นสูง