ว23101 วทิ ยาศาสตรพ์ นื ฐาน 5 Namfon Waenngoen
หน่วยการเรยี นรู้
ชันมธั ยมศึกษาปที 3
ภาคเรยี นที 1 ปการศึกษา 2564
Timeline หนวยการเรยี นรู พันธศุ าสตร
บทท่ี 1 การถา ยทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
เรือ่ งท่ี 1 โครโมโซมและ เรือ่ งท่ี 2 โครโมโซมของมนษุ ยแ ละความ เรื่องที่ 3 ส่ิงมีชวี ติ
การคนพบของเมนเดล ผดิ ปกตทิ างพนั ธกุ รรม ดัดแปรพนั ธกุ รรม
1. อธิบายความสัมพันธร ะหวางยีน ดีเอ็นเอ และ 4. อธิบายความแตกตางของการแบงเซลลแบบไมโทซิสและไมโอซิส 7. อธบิ ายการใชประโยชนจ ากส่งิ มชี วี ติ ดัดแปร
พันธกุ รรมและผลกระทบที่อาจมตี อ มนุษยและ
โครโมโซม โดยใชแบบจาํ ลอง 5. บอกไดวาการเปลี่ยนแปลงของยนี หรือโครโมโซมอาจทาํ ใหเกิด สิ่งแวดลอม
8. ตระหนักถงึ ประโยชนและผลกระทบของสิง่ มชี วี ติ
2. อธบิ ายการถายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมจาก โรคทางพันธกุ รรม พรอ มท้ังยกตัวอยา งโรคทางพันธกุ รรม ดัดแปรพันธุกรรมท่ีอาจมตี อมนษุ ยและส่ิงแวดลอม
โดยการเผยแพรค วามรูทไ่ี ดจากการโตแยง ทาง
การผสมโดยพจิ ารณาลักษณะเดยี วทีแ่ อลลลี เดนขม 6. ตระหนกั ถึงประโยชนข องความรูเร่ืองโรคทางพนั ธุกรรม โดยรูว า วิทยาศาสตรซ งึ่ มีขอมลู สนับสนนุ
แอลลีลดอ ยอยา งสมบูรณ กอ นแตง งานควรปรึกษาแพทย เพือ่ ตรวจและวนิ ิจฉัยภาวะเส่ียงของ
3. อธบิ ายการเกิดจโี นไทป ฟโ นไทป และคํานวณ ลูกที่อาจเกิดโรคทางพันธกุ รรม
หาอัตราสวนการเกิดจโี นไทปแ ละฟโ นไทปข องรนุ ลูก
เร่อื งที่ 1 โครโมโซมและการคนพบของเมนเดล
โครงสรา งทเ่ี กย่ี วขอ งกบั การถา ยทอดทางพนั ธกุ รรม
หนวยทกี่ าํ หนดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
คํานวณการเขา คขู องแอลลลี
อัตราสว นการเกดิ จโี นไทปแ ละฟโ นไทป
ทบทวนความรกู อ นเรยี น
*เลือกขอที่ถกู ตอ งที่สุดเพยี งขอเดียว
1. ลักษณะใดไมไ ดเ ปนลักษณะทางพนั ธกุ รรม
ก. การหอ ลนิ้ ข. การมีลักย้ิม
ค. การมรี อยสัก ง. ลักษณะเชิงผมทห่ี นา ผาก
2. เด็กหญงิ ก มีหนงั ตาชน้ั เดยี วซึ่งเปน การถายทอดลกั ษณะทางพันธุกรรมมาจากบคุ คลใด
ก. ปา ข. พอ
ค. อา ง. ลงุ
3. สารพนั ธกุ รรมพบอยูในโครงสรา งใดของเซลลพชื และเซลลสัตว
ก. นวิ เคลียส ข. เยื่อหุมเซลล
ค. แวควิ โอล ง. ผนังเซลล
(ทม่ี า: หนงั สอื เรียนรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 เลม 1 ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนา 17)
เฉลยทบทวนความรกู อนเรยี น
*เลอื กขอท่ีถกู ตอ งท่ีสุดเพียงขอเดยี ว
1. ลกั ษณะใดไมไ ดเปนลักษณะทางพนั ธกุ รรม
ก. การหอลิ้น ข. การมีลักย้ิม
ค. การมรี อยสัก ง. ลกั ษณะเชิงผมทห่ี นาผาก
2. เด็กหญงิ ก มหี นังตาชนั้ เดยี วซึ่งเปน การถายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมมาจากบุคคลใด
ก. ปา ข. พอ
ค. อา ง. ลงุ
3. สารพนั ธกุ รรมพบอยูในโครงสรางใดของเซลลพชื และเซลลส ัตว
ก. นวิ เคลียส ข. เยอ่ื หมุ เซลล
ค. แวควิ โอล ง. ผนงั เซลล
(ท่มี า: หนงั สือเรียนรายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศึกษาปท ี่ 3 เลม 1 ตามหลักสตู ร
แกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนา 17)
โครงสรา งทเ่ี กย่ี วขอ งกบั การถา ยทอดทางพนั ธกุ รรม
ส่ิงมีชีวิตแตละชนิดมีลักษณะเฉพาะซ่ึงแตกตา งจากส่ิงมีชีวิตชนิดอ่ืน ๆ เชน
คนมีลักษณะแตกตางจากแมวและนก ถาสังเกตลักษณะตาง ๆ ของคน แมวาจะมี
ลกั ษณะโดยรวมเหมือนกัน แตก็มีรายละเอียดของแตล ะลักษณะท่ีแตกตา งกัน เชน
บางคนมีหนังตาช้ันเดียว บางคนมีหนังตาสองช้ัน บางคนสูง บางคนเต้ีย ลักษณะ
ตา ง ๆ เหลานี้ สามารถถายทอดจากรุนหนึ่งไปยังรุนตอ ๆ ไปได เรียกลักษณะที่
ถายทอดไปไดน้ีวา ลกั ษณะทางพันธกุ รรม (genetic trait) การถายทอดลกั ษณะ
ทางพนั ธุกรรมของส่งิ มชี ีวิตเก่ียวของกบั โครงสรางของเซลล
โครงสรา งทเ่ี กยี่ วขอ งกบั การถา ยทอดทางพนั ธกุ รรม
โครงสรางพื้นฐานของเชลลประกอบดวย เยื่อหุมเซลล ไซโทพลาซึม และ
นิวเคลยี ส ภายในนวิ เคลียส มสี ารพันธกุ รรมทีก่ ําหนดลกั ษณะของส่ิงมีชวี ิต ซึ่งสามารถ
ถายทอดจากพอแมไปสูลูกได บางเซลลมีลักษณะเหมือนกัน บางเซลลมีลักษณะ
แตกตา งกัน บางเซลลจ ะเห็นนิวเคลียสมีลักษณะกลม เห็นขอบเขตของนิวเคลียสชัดเจน
บางเซลลไมเห็นขอบเขตของนิวเคลียสแตจะเห็นโครงสรางท่ีมีลักษณะเปนทอน
เรยี กวา โครโมโซม (chromosome)
โครงสรา งทเี่ กย่ี วขอ งกบั การถา ยทอดทางพนั ธกุ รรม
ภาพแสดง โครงสรา งภายในเซลลป ลายรากหอม ภาพแสดง แบบจาํ ลองโครงสรา งภายในเซลล
ที่มา: ผศ.ปริศนา จรยิ วทิ ยาวัฒน คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลยั เชียงใหม
โครงสรา งทเ่ี กย่ี วขอ งกบั การถา ยทอดทางพนั ธกุ รรม
ในเซลลท่ียังไมมีการแบงเซลล โครโมโซมจะอยูในสภาพคลายตัวออกเปนเสนใย
เล็ก ๆ ยาวพันกันอยูภายในนิวเคลียสของเซลล เรียกวา โครมาทิน (chromatin) ซึ่งจะ
ไมสามารถมองเห็นภายใตกลองจุลทรรศนใชแสง แตจะยอมติดสี เห็นเปนเสนใยพันกัน
เปน รางแห
ภาพแสดง โครมาทนิ ในนวิ เคลยี สของเซลล
โครงสรา งทเ่ี กย่ี วขอ งกบั การถา ยทอดทางพนั ธกุ รรม
ในเซลลที่จะมีการแบงเซลล โครมาทินจะจําลองตัวเองเปน 2 สน และ
ขดตัวสั้นลงเปนโครโมโซม โดยจะเห็นเปนสองแหงที่เชื่อมติดกันอยู ซึ่งแตละแทง
เรียกวา โครมาทดิ (chromatid)
ดงั น้นั หน่ึงโครโมโซม จึงประกอบดวย 2 โครมาทิด โครมาทิดท้ังสองมีสวน
ที่ติดกนั อยูตรงบริเวณที่เรยี กวา เซนโทรเมยี ร (centromere)
โครงสรา งทเ่ี กยี่ วขอ งกบั การถา ยทอดทางพนั ธกุ รรม
การจาํ ลองและขดตวั ของโครมาทนิ และสว นตา ง ๆ ของโครโมโซม
เซนโทรเมยี ร
centromere
โครมาทนิ โครมาทนิ โครโมโซม
chromatin chromatin chromosome
(ทม่ี า: หนงั สอื เรยี นรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปท ่ี 3 เลม 1 ตามหลักสูตร
แกนกลางการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร หนา 19)
โครงสรา งทเี่ กยี่ วขอ งกบั การถา ยทอดทางพนั ธกุ รรม
นักวิทยาศาสตรไ ดศกึ ษาและพบวา โครโมโซมประกอบดว ย
กรดดอี อกซีไรโบนิวคลอี กิ หรอื ดเี อ็นเอ (deoxyribonucleic acid : DNA)
ดีเอ็นเอ เปนสารท่ีมีโมเลกุลขนาดใหญประกอบดวยหนวยยอย
เรยี งตวั กันเปนสายจํานวน 2 สาย ซ่ึงจะจับคแู ละบิดเปนเกลียว ในหนวยยอย
แตละหนวยประกอบดวยนํ้าตาล หมูฟอสฟต และเบส ดีเอ็นเอท่ีเปนสายคูนี้
พันอยรู อบโปรตนี ท่ีมีลกั ษณะเปน กอนกลม ดูเหมือนสายลูกปด
โครงสรา งทเี่ กย่ี วขอ งกบั การถา ยทอดทางพนั ธกุ รรม
สรุปเก่ียวกับ “ดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acid : DNA)”
1. DNA เปน สารชีวโมเลกลุ ประเภทกรดนวิ คลอี กิ
2. DNA เปนสารพันธกุ รรม เก็บและถา ยทอดลักษณะทางพนั ธุกรรม
3. ยีน (gene) เปนสว นหนงึ่ ของ DNA ทําหนาทค่ี วบคมุ ลักษณะทางพนั ธุกรรม
(ควบคมุ การสรา งโปรตนี )
4. DNA มีโครงสรางหนว ยยอ ย เรียกวา นิวคลีโอไทด (nucleotide)
5. นิวคลีโอไทดข อง DNA มี 3 สวน ไดแ ก
- นาํ้ ตาลดอี อกซีไรโบส
- ไนโตรจนี สั 4 ชนดิ เขยี นแทนดวยอักษร A (อะดินีน:Adenine),
T(ไทมีน:Thymine), C (ไซโทซีน:Cytosine) และ G (กวั นนี :Guanine)
- หมฟู อสเฟต
ภาพแสดง ดีเอน็ เอ (นวิ เคลยี ส) (โครโมโซม)
(เซนโทรเมยี ร)
แผนผงั แสดงตําแหนง การอยขู อง DNA (เซลล)
(ดเี อน็ เอมกี ารจบั กนั ในสภาพเปน สายค)ู
DNA (โครมาทดิ )
โครโมโซม (เซนโทรเมยี ร)
นวิ เคลยี ส (คูเบส)
เซลล
รางกายของ
ส่ิงมชี วี ติ
หนวยทก่ี าํ หนดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม
หนวยท่ีกําหนดลักษณะทางพันธุกรรมเรียกวา ยีน (gene) ซึง่ กําหนดหรือ
ควบคมุ ลกั ษณะตา ง ๆ ของส่งิ มีชีวิต โดยจะพบยนี อยใู นบางชว งของสายดเี อ็นเอ
ภายในนิวเคลียสของเซลลมีโครโมโซม ซ่ึงประกอบดวย ดีเอ็นเอและ
โปรตีน ดีเอ็นเอบางชวงทําหนาที่เปนยีน ซึ่งควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม และ
บางชวงไมเปนยีน จึงไมไดควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม เน่ืองจากดีเอ็นเอในแต
ละโครโมโซมมคี วามยาวมาก โครโมโซมจงึ มียนี เปนจํานวนมาก
แอลลีล (allele) คือ หนวยของยีนในเซลลของทุกเซลลในรางกายของ
ส่ิงมีชีวิต เชน คน แมลงหว่ี ถ่ัวลันเตา โดยอัลลีลจะอยูกันเปนคูๆ บนตําแหนง
ของยีน หรือโลคัส (locus) ท่ีตรงกันบนโครโมโซม เรียกการอยูเปนคูนี้วา
ฮอมอโลกัสโครโมโซม (homologous)
ภาพแสดง ความสมั พนั ธร ะหวา งโครโมโซม ดีเอน็ เอ และยนี
(ทม่ี า: หนังสอื เรยี นรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท่ี 3
เลม 1 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง
พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หนา 25)
การคน พบของเมนเดล
การถายทอดลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมตามหลกั เมนเดล
โดยในปลายคริสตศตวรรษที่ 19 มีบาทหลวงชาวออสเตรียชื่อวา
เกรกอร โยฮันน เมนเดล (Gregor Johann Mendel) บิดาแหงวิชา
พันธศุ าสตร ประสบความสําเร็จจากการศึกษาทดลองผสมพันธุถ่ัวลันเตา
เพ่ือศึกษาการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมและไ ดสรุปเปนกฎ ของ
การถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมข้ึน ความสําเร็จของเขาเปนเพราะ
ถ่วั ลนั เตาน้ันมลี ักษณะทีด่ ดี งั ตารางตอไปน้ี
แผนภาพแสดง ผลการทดลองการผสมพนั ธุ
ถั่วลนั เตา 7 ลักษณะของเมนเดล
เหตผุ ลทเี่ ลือกถวั่ ลนั เตา
- เปนพชื ที่ผสมตวั เอง (self- fertilized) ซึง่ สามารถ
สรางพนั ธุแทไดงาย หรือมีการผสมขามพันธุ (cross-
fertilized) เพือ่ สรางลกู ผสมก็ทาํ ไดง า ย
- เปน พืชทป่ี ลกู งายตายเรว็ ทําใหต ดิ ตามผลการทดลอง
ไดงา ยและเร็ว
- เปนพืชทมี่ ลี ักษณะทางพนั ธุกรรมท่แี ตกตา งกันชัดเจน
ซ่งึ ในการทดลองเมนเดลไดน าํ มาใช 7 ลักษณะดวยกัน
การเขา คขู องแอลลลี
เมนเดล ทดลองผสมพันธุถ่ัวลันเตาพันธุแท โดย
ศึกษาเฉพาะลกั ษณะทแี่ ตกตางชดั เจนเพยี ง 1 ลักษณะ เชน
การศกึ ษาลักษณะสขี องดอกถว่ั เมนเดลจะผสมพันธขุ า มตน
โดยผสมถ่ัวรุนพอแมดอกสีมวงพันธุแทกับดอกสีขาวพันธุ
แท แลวพิจารณาสีดอกของถั่วรุนลูก โดยไมพิจารณา
ลักษณะอื่น เรียกการผสมลักษณะนี้วา การผสมโดย
พจิ ารณาลกั ษณะเดียว (monohybrid cross)
ภาพแสดง การผสมพนั ธุตน ถวั่ ดอกสมี ว งพนั ธแุ ท การผสมพันธดุ อกสีมวงพนั ธแุ ทก บั ดอกสขี าวพนั ธุแท
กบั ดอกสขี าวพนั ธุแท เริ่มจากการตัดอับเรณูของดอกถ่ัวสีมวงทิ้งไปในขณะที่ดอก
ยงั ตมู อยู แลวใชถ ุงคลุมดอกตูมนัน้ ไวเพอ่ื ไมใหมีเรณูใดเขา
ไปผสม เมื่อดอกเจริญเต็มท่ีจึงเขี่ยเรณูจากดอกถ่ัวพันธุสี
ขาวมาแตะทย่ี อดเกสรเพศเมียของดอกสีมวงที่คลุมไว และ
ใชถุงคลุมดอกไวดังเดิม รอจนกวาจะติดผลซึ่งมีเมล็ดอยู
ภายใน เมือ่ เมล็ดแกจ ึงนําเมล็ดแกไปเพาะ สังเกตลักษณะ
สดี อกของตน ลกู ท่ีเกิดข้ึนดงั ภาพ
การเขา คขู องแอลลลี
จากการทดลองของเมนเดล
เมนเดล ทดลองซํ้าในลักษณะอืน่ ๆ อีก 6 ลกั ษณะ จากนนั้ ใหลูกผสมรนุ ที่ 1 (F1) ผสมพันธภุ ายในดอก
เดียวกัน ทําใหลูกผสมในรนุ ท่ี 2 (F2) ซง่ึ ผลการผสมพนั ธพุ บวา ลกู รุนที่ 1 (F1) มลี กั ษณะรนุ พอแม (P)
ปรากฏเพยี งลกั ษณะเดียว และลกู ในรนุ ท่ี 2 (F2) มีลักษณะรุนพอ แม ปรากฏทัง้ สองลกั ษณะใน
อตั ราสว นทีไ่ มเทากัน เมนเดล เรยี กลักษณะทปี่ รากฏในลกู รนุ ท่ี 1 วา ลักษณะเดน (dominant trait)
และลักษณะทีไ่ มปรากฏในรุนที่ 1 แตปรากฏในรนุ ที่ 2 วา ลกั ษณะดอ ย (recessive trait)
ลักษณะดอ ยจะไมปรากฏในลูกรุนที่ 1 แตก ลบั มาปรากฏในลกู รนุ ท่ี 2 พบวามอี ตั ราสวนระหวา ง
ลกั ษณะเดน และลกั ษณะดอยคอื 3 ตอ 1 เมนเดลต้งั สมมตฐิ านวา ลักษณะแตล ะลักษณะของพืชถกู
ควบคมุ ดวยหนว ยควบคมุ ลกั ษณะ ซ่งึ เรียกวา แฟกเตอร (factor) ท่ีมอี ยเู ปนคูในเชลลของรา งกาย
โดยแฟกเตอรห น่ึงมาจากพอ และอกี แฟกเตอรหนงึ่ มาจากแม เมอ่ื ถึงเวลาที่มกี ารสรางเชลลส บื พนั ธุ
แฟกเตอรที่อยเู ปน คูจ ะแยกจากกันอยูเปน แฟกเตอรเ ดย่ี วในเซลลสบื พันธุแตละเซลล สมมติฐานของ
เมนเดลเรยี กวาวา กฎการแยก (law of segregation) และเม่ือเซลลสบื พนั ธมุ าปฏิสนธิ จะทาํ ให
ไดไ ชโกต ซง่ึ เปนรนุ ลูกมีแฟกเตอรทอ่ี ยเู ปน คูเ ชนเดมิ อกี
การเขา คขู องแอลลลี
ยีน (gene) ที่ควบคุมแตละลักษณะมีรูปแบบที่แตกตา งกนั จงึ ปรากฏเปน ลกั ษณะท่ี
ตางกัน เรียกรปู แบบท่ีแตกตางกันของยีนวา แอลลลี (allele)
ยนื ท่คี วบคุมลักษณะเดียวกันในตันถ่ัว อาจมแี อลลีลทเ่ี หมือนกนั หรอื แตกตางกันกไ็ ด
ขน้ึ อยูกบั แอลลีลทไี่ ดรับมาจากพอและแม เชน
- ถา พอและแมมีแอลลีลท่ีเหมือนกัน ลกู จะมแี อลลีลทอี่ ยบู นฮอมอโลกสั โครโมโซม
เหมือนกนั
- ถา พอและแมมีแอลลลี ตา งกนั ลกู กจ็ ะมแี อลลีลบนฮอมอโลกัสโครโมโซมตางกนั
การเขา คขู องแอลลลี
แอลลีลท่ีควบคมุ ลกั ษณะเดน เรยี กวา แอลลลี เดน (dominant allele) สว น
แอลลีลทคี่ วบคุมลักษณะดอยเรียกวา แอลลลี ดอ ย (recessive allele) เม่อื มาเขา คู
แอลลีลเดน จะสามารถขมแอลลลี ดอยไมใหปรากฏลกั ษณะดอยออกมา เรยี ก
แอลลลี เดนที่ขมแอลลลี ดอ ยแบบนี้วา การขมอยา งสมบรู ณ (complete dominant)
* ดังน้ันแมมีแอลลีลเดน เพียงแอลลลี เดียว สิง่ มีชีวติ ก็จะแสดงลักษณะเดนออก
มาได สวนสิง่ มีชวี ติ ที่แสดงลักษณะดอ ยจะตองมแี อลลลี ดอยทง้ั สองแอลลีล
อัตราสว นการเกดิ จโี นไทปแ ละฟโ นไทป
นักพันธุศาสตรนิยมใชตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวพมิ พใหญ ตัวเอียง แทน
แอลลลี เดน และอกั ษรตัวพมิ พเลก็ ตัวเอยี งแทนแอลลืล เชน ใชตวั อกั ษร T แทน
แอลลีลเดนท่ีควบคุมลกั ษณะตน สูง และแทน t แอลลลี ดอ ยทคี่ วบคุมลกั ษณะตันเต้ีย
เม่อื มกี ารจบั คูข องแอลลีลเปน Tt เรียกรปู แบบคูของแอลลลี เชนน้วี า จโี นไทป
(genotype)
จีโนไทป(genotype) คือ รูปแบบคขู องแอลลลี ทม่ี อี ยใู นเซลล ซึง่ เขยี น
แทนโดยใชต วั ภาษาองั กฤษ เชน TT Tt และ tt
แผนผงั การผสมพนั ธรุ ะหวา งถว่ั รนุ พอ แม (P)
อตั ราสว นการเกดิ จโี นไทปแ ละฟโ นไทป
เม่อื นําถวั่ รุนพอแม (P) ซ่ึงเปน ถวั่ ตน สงู พันธแุ ทท่ีมจี โี นไทป TT ผสมพันธุก บั ถ่ัวตน
เตี้ยพันธแุ ทที่มีจโี นไทป tt เม่ือมีการสรางเซลลสืบพันธุ แอลลลี T กบั T และ แอลลีล t กับ
t จะแยกออกจากกันไปอยูในเชลลสืบพันธุ ทําใหเ ชลลส บื พนั ธแุ ตละเซลลม ีแอลลลี เดยี ว
และเมอ่ื เซลลส ืบพันธุมาปฏสิ นธิกัน ทําใหไดไซโกต ซึ่งจะเจริญเปน ลกู รนุ ท่ี 1 (F1)
ที่มแี อลลีลมารวมกันเปนคใู หม ผลจากการเขาคูกันของแอลลลี T ท่ีเปน แอลลีลเดน ควบคมุ
ลกั ษณะตันสงู กบั แอลลลี t ที่เปน แอลลีลดอ ย ซง่ึ ควบคุมลักษณะตนเตี้ย ทําใหล ูกรนุ ที่ 1
ทุกตน มจี ีโนไทปเ ปน Tt และมีลกั ษณะทป่ี รากฏหรอื ลักษณะที่แสดงออกทเี่ รียกวา พโี นไทป
(phenotype) เปน ตนสูงทกุ ตน
ฟโ นไทป( genotype) คือ ลกั ษณะทแี่ ตล ะจโี นไทปแสดงออกมา
แผนผงั การผสมพนั ธรุ ะหวา งลกู รนุ ท่ี 1 (F1)
อตั ราสว นการเกดิ จโี นไทปแ ละฟโ นไทป
ลกู รุนที่ 2 (F2) เกิดจากการผสมพนั ธกุ ันระหวางลูกรุนท่ี 1 ท่ีมีจีโนไทป Tt
เม่ือมีการสรางเซลลสืบพันธุและมีการปฏิสนธิของเซลลสืบพันธุจะมีการเขาคูกัน
ของแอลลีลได 3 รูปแบบ คอื TT Tt และ tt เรียกจีโนไทปที่ประกอบดวยคูของ
แอลลีลท่ีเหมือนกัน เชน TT หรือ tt วา ฮอมอไซกัส (homozygous) และ
แอลลลี ทีแ่ ตกตางกนั เชน Tt วา เฮเทอโรไซกัส (heterozygous)
กําหนด>> ตัวอยา งการผสมพนั ธตุ น ถว่ั ลนั เตา
โจทย> >
ถัว่ ลันเตาท่มี แี อลลีลควบคุมลักษณะเมลด็ กลม (R) เปน แอลลีลเดน และ
แอลลีลควบคมุ เมล็ดขรุขระ (r) เปน แอลลลี ดอย
ถา นาํ ถ่ัวลันเตาเมล็ดกลมทม่ี จี โี นไทป RR ผสมพนั ธุกบั ถวั่ ลันเตาเมลด็ กลมทม่ี จี โี นไทป Rr
ใหนกั เรยี นเขยี นแผนภาพเพื่อคํานวณหาอัตราสว นของจีโนไทปและฟโ นไทปในรุน ลกู
วเิ คราะหจ ากโจทย> > ถัว่ ลนั เตาเมลด็ กลมท่มี จี โี นไทป RR คือ ถั่วลันเตาเมด็ กลมพันธแุ ท
ถ่วั ลนั เตาเมล็ดกลมทีม่ จี โี นไทป Rr คือ ถวั่ ลันเตาเม็ดกลมพันธทุ าง
ตวั อยา งการผสมพนั ธตุ น ถว่ั ลนั เตา
แนวคาํ ตอบ แผนภาพการผสมพันธุถว่ั ลันเตา เปน ดงั น้ี RR Rr
จโี นไทปข องพอ แม
เซลลส บื พนั ธุ RR Rr
จโี นไทปข องลกู (F1) RR Rr RR Rr
ฟโ นไทปข องลกู (F1) ฟโ นไทปข องรนุ ลกู เมลด็ กลม
*ในรุนลูกจะมีอัตราสวนจโี นไทป RR : Rr เทากบั 1 : 1 สวนฟโ นไทปจ ะมีเมลด็ กลมทกุ ตน
ทบทวนคาํ ศพั ท โครโมโซมและการคน พบของเมนเดล
-ลักษณะทางพนั ธกุ รรม (genetic trait)
-โครโมโซม (chromosome)
-โครมาทนิ (chromatin)
-โครมาทดิ (chromatid)
-เซนโทรเมยี ร (centromere)
-กรดดอี อกซไี รโบนวิ คลอี กิ หรอื ดเี อน็ เอ (deoxyribonucleic acid : DNA)
-ยนี (gene)
-แอลลลี (allele)
-โลคสั (locus)
-ฮอมอโลกสั โครโมโซม (homologous chromosome)
-เกรกอร โยฮันน เมนเดล (Gregor Johann Mendel)
ทบทวนคาํ ศพั ท โครโมโซมและการคน พบของเมนเดล
-การผสมโดยพจิ ารณาลกั ษณะเดยี ว (monohybrid cross)
-ลักษณะเดน (dominant trait)
-ลกั ษณะดอ ย (recessive trait)
-แฟกเตอร (factor)
-กฎการแยก (law of segregation)
-แอลลลี เดน (dominant allele)
-แอลลลี ดอ ย (recessive allele)
-การขมอยา งสมบรู ณ (complete dominant)
-จโี นไทป( genotype)
-ฟโนไทป( genotype)
-ฮอมอไซกสั (homozygous)
-เฮเทอโรไซกสั (heterozygous)
เร่อื งท่ี 2 โครโมโซมของมนษุ ยและ
ความผดิ ปกตทิ างพนั ธกุ รรม
โครโมโซมในเซลลร า งกายของมนษุ ย
ความแตกตา งของการแบง เซลลข องสง่ิ มชี วี ติ
การเปลยี่ นแปลงทมี่ ผี ลใหเ กดิ โรคทางพนั ธกุ รรม
โอกาสในการเกดิ โรคทางพนั ธกุ รรม
โครโมโซมในเซลลร า งกายของมนษุ ย
ส่งิ มีชีวิตตา งชนิดกนั จะมลี ักษณะแตกตางกนั ลักษณะเหลานถ้ี กู ควบคมุ โดยยนี ที่อยบู นโครโมโซม
ทําใหสิ่งมชี ีวิตตา งชนดิ กนั จะมีจาํ นวนโครโมโซมแตกตางกนั สิง่ มชี วี ิตชนิดเดียวกนั จะมีจํานวนโครโมโซม
เทากนั และมจี ํานวนคงท่ีเสมอในแตล ะรุน
สง่ิ มชี วี ติ จาํ นวนโครโมโซม
ถัว่ ลันเตา 14
หอมหวั ใหญ 16
มะเขอื เทศ 24
ขา วสาลี 42
แมลงวนั ผลไม 8
ไสเ ดอื นดนิ 36
ลิงชิมแพนซี 48
มนุษย 46
โครโมโซมในเซลลร า งกายของมนษุ ย
จํานวนโครโมโซมของมนษุ ยเ ทากบั 46 แทงหรอื 23 คู เปนโครโมโซมทไ่ี มเ กย่ี วขอ งกบั การกาํ หนดเพศ เรียกวา ออโตโซม
(autosome) จํานวน 22 คู และเปน โครโมโซมทก่ี าํ หนดเพศ เรยี กวา โครโมโซมเพศ (sex chromosome) จํานวน 1 คู
ออโตโซม โครโมโซมเพศ(XX) ออโตโซม โครโมโซมเพศ(XY)
ภาพแสดง โครโมโซมของมนษุ ยเ พศหญงิ โครโมโซมของมนษุ ยเ พศชาย
ความแตกตา งของการแบง เซลลข องสง่ิ มชี วี ติ
การทจ่ี ะเกดิ ส่ิงมีชวี ติ ข้นึ มา โดยทว่ั ไปเกดิ จากการการแบงเซลลท ่ีทําใหไดเ ซลล
ใหมท ี่มจี าํ นวนโครโมโซมเทาเดมิ แบง ออกเปน 2 รูปแบบ
การแบง เซลลแ บบไมโทซิส การแบง เซลลแ บบไมโอซิส
(mitotic cell division) (meiotic cell division)
- ทาํ ใหเ กิดเซลลใหม 2 เซลล - ทําใหเ กิดเซลลใหมท่ีมี
ทีม่ ีลกั ษณะและจาํ นวน จาํ นวนโครโมโซมลดลง
โครโมโซมเหมอื นเซลลต้ัง ครง่ึ หน่งึ
ตน ทกุ ประการ - จะพบไดใ นการแบงเซลล
- จะพบไดในการแบงเซลล เพือ่ สรางเซลลสืบพันธุ
เพ่อื สรางเซลลร างกาย
ระหวางการเจรญิ เตบิ โต
และทดแทนเซลลทเ่ี สียหาย
ความแตกตา งของการแบง เซลลข องสง่ิ มชี วี ติ
ขอ แตกตางของขน้ั ตอนการแบง เซลลแ บบไมโทซสิ และแบบไมโอซสิ
ไมโทซสิ ไมโอซสิ
1. เปนการแบง เซลลข องรา งกาย เพือ่ เพมิ่ จาํ นวนเซลล 1. เปน การแบง เซลลท จี่ ะทาํ หนา ทใี่ หก าํ เนดิ เซลลส บื พนั ธุ
เพอ่ื การเจรญิ เตบิ โต หรือการสบื พนั ธใุ นสงิ่ มชี วี ติ เซลลเ ดยี ว จึงเปน การแบง เซลล เพ่ือสรา งเซลลส บื พนั ธุ
2. เร่ิมจาก 1 เซลล แบง ครงั้ เดยี ว ไดเปน 2 เซลลใ หม 2. เรม่ิ จาก 1 เซลล แบง 2 คร้งั ไดเปน 4 เซลลใ หม
3. เซลลใ หมท เ่ี กดิ ขน้ึ 2 เซลล สามารถแบง ตวั แบบไมโทซสิ ไดอ กี 3. เซลลใ หมท เี่ กดิ ขนึ้ 4 เซลล ไมส ามารถแบง ตวั แบบไมโอซสิ
ไดอกี แตอ าจแบง ตัวแบบไมโทซสิ ได
4. เริ่มเกดิ ขนึ้ ตงั้ แตร ะยะไซโกต และสบื เนอื่ งกนั ไปตลอดชวี ติ 4. เร่ิมเกดิ ขนึ้ เมอ่ื อวยั วะสบื พนั ธเุ จรญิ เตม็ ทแี่ ลว หรือเกดิ ใน
ไซโกต ของสาหรา ย และราบางชนดิ
5. จาํ นวนโครโมโซม หลงั การแบง จะเทา เดมิ (2n) เพราะไมม ี 5. จํานวนโครโมโซม จะลดลงครง่ึ หนงึ่ เนอ่ื งจากการแยกคขู อง
การแยกคขู องโฮโมโลกสั โครโมโซม โฮโมโลกสั โครโมโซม
6. ลกั ษณะของสารพนั ธกุ รรม (DNA) และโครโมโซมในเซลล 6. ลักษณะของสารพนั ธกุ รรม และโครโมโซมในเซลลใ หม
ใหม ทงั้ สองจะเหมอื นกนั ทกุ ประการ อาจเปลย่ี นแปลงและแตกตา งกนั
ภาพแสดงขน้ั ตอนการแบง เซลลแ บบไมโทซิสและแบบไมโอซสิ
ไมโทซสิ ไมโทซสิ
การเปลยี่ นแปลงทม่ี ผี ลใหเ กดิ โรคทางพนั ธกุ รรม
สิ่งมชี วี ิตมกี ารถา ยทอดลกั ษณะจากรุนหน่ึงไปยงั อกี รนุ หนงึ่ โดยมียีนทอ่ี ยูบนโครโมโซมควบคมุ
ถาโครโมโซมแทงใดแทงหนง่ึ ของคนเกิดขาดหายไป มเี พิม่ ขึ้น ไปจากเดมิ ตงั้ แตเ กิด มีผล
ทาํ ใหค นแสดงลกั ษณะผดิ ปกตอิ อกมา ซึ่งจดั เปน ความผดิ ปกตทิ างพนั ธุกรรมหรือโรคทางพนั ธกุ รรม
โรคทางพนั ธกุ รรม (genetic disorder) ที่มีสาเหตจุ ากการเปล่ียนแปลงของ
จํานวนโครโมโซม เชน กลุมอาการดาวน (Down syndrome) จะมโี ครโมโซมของเซลล
รา งกายจาํ นวน 47 แทง โดยมโี ครโมโชมคทู ี่ 21 เกนิ มาหน่ึงแทงซึง่ แตกตางจากคนปกติ
ก. ชายปกติ ข. ชายท่ีเปนกลมุ อาการดาวน
ภาพแสดง แผนภาพโครโมโซมของคนปกตแิ ละคนทเี่ ปน กลมุ อาการดาวน
การเปลย่ี นแปลงทม่ี ผี ลใหเ กิดโรคทางพนั ธกุ รรม
ความผดิ ปกตทิ างพนั ธกุ รรม สามารถแบง ไดเ ปน 2 ลักษณะ คือ
1. ความผดิ ปกตขิ องโครโมโซม
- ความผดิ ปกตขิ องออโตโซม (โครโมโซมรา งกาย)
- ความผดิ ปกตขิ องโครโมโซมเพศ
เชน กลมุ อาการดาวน, กลมุ อาการเอด็ เวริ ด , กลมุ อาการพาเทา,
กลมุ อาการครดิ ชู าต
2. ความผดิ ปกตขิ องยนี หรือ การมิวเทชน่ั (mutation) หรือ
การกลายพนั ธุ
เชน โรคทา วแสนปม, โรคแคระ, ผวิ เผอื ก, ธาลัสซเี มยี ,
ซกิ เคลิ เซลล, โรคฮโี มฟเ ลยี , โรคตาบอดสี
การเปลยี่ นแปลงทม่ี ผี ลใหเ กิดโรคทางพนั ธกุ รรม
ตัวอยา งความผดิ ปกตทิ จี่ าํ นวนของโครโมโซม
เปนความผดิ ปกตทิ จ่ี าํ นวนออโตโซมในบางคทู เ่ี กนิ มา 1 โครโมโซม จึงทาํ ใหโ ครโมโซมในเซลลร า งกายทัง้ หมดเปน 47 โครโมโซม
ตัวอยา งเชน กลุม อาการดาวน กลุมอาการเอด็ เวริ ด และ กลมุ อาการพาเทา
>> กลมุ อาการดาวน (Down's syndrome)<<
เกิดจากความผิดปกติของออโตโซมโดยคูที่ 21 เกินมา 1 โครโมโซม เปน 47 โครโมโซม มีลักษณะที่ผิดปกติ คือ รูปรางเต้ีย ตาหาง
หางตาช้ขี ึ้น ลนิ้ โตคบั ปาก คอส้ันกวาง นิ้วมอื นว้ิ เทา ส้ัน ลายน้ิวมือผิดปกติ ดั้งจมูกแบน อาจมีหัวใจพิการแตกําเนิด และปญญาออน อายุส้ัน
พอ แมทีม่ อี ายุมากมโี อกาสเสยี่ งที่ลกู จะเปนกลุมอาการดาวน
การเปลยี่ นแปลงทม่ี ผี ลใหเ กิดโรคทางพนั ธกุ รรม
ตวั อยา งความผดิ ปกตทิ จ่ี าํ นวนของโครโมโซม
>> กลมุ อาการเอด็ เวริ ด (Edward's syndrome)<<
เกิดจากความผดิ ปกตขิ องออโตโซมโดยคทู ่ี 18 เกินมา 1 โครโมโซม ลกั ษณะทป่ี รากฏจะมลี กั ษณะหวั เลก็ หนา ผากแบน
คางเวา หูผิดปกติ ตาเลก็ นิว้ มือบดิ งอ และกาํ เขา หากนั แนน หัวใจพกิ าร ปอดและระบบยอ ยอาหารผดิ ปกติ มีลกั ษณะปญ ญาออ น
รว มอยดู วย ผูท่ีปว ยเปน โรคนม้ี กั จะเสยี ชวี ติ กอ นอายุ 1 ขวบ
การเปลย่ี นแปลงทมี่ ผี ลใหเ กดิ โรคทางพนั ธกุ รรม
ตวั อยา งความผดิ ปกติทจ่ี าํ นวนของโครโมโซม
>> กลมุ อาการพาเทา ( Patau syndrome)<<
เกดิ จากความผดิ ปกตขิ องออโตโซมคูที่ 13 เกนิ มา 1 โครโมโซม ลักษณะทป่ี รากฏจะพบวา มอี าการปญ ญาออ น ปากแหวง
เพดานโหว หหู นวก น้วิ เกนิ ตาอาจพกิ าร หรอื ตาบอด สว นใหญอ ายสุ น้ั มาก
การเปลย่ี นแปลงทม่ี ผี ลใหเ กิดโรคทางพนั ธกุ รรม
ตวั อยา งความผดิ ปกตขิ องยนี ทคี่ วบคมุ โครโมโซมรา งกาย
>>โรคทา วแสนปม<< >>โรคแคระ<<
การเปลย่ี นแปลงทม่ี ผี ลใหเ กดิ โรคทางพนั ธกุ รรม
ตวั อยา งความผดิ ปกตขิ องยนี ทคี่ วบคมุ โครโมโซมรา งกาย
>>โรคผวิ เผอื ก<< >>โรคซกิ เกลิ เซลล< <
เซลลไ มป กต(ิ รปู เสย้ี ว) เซลลป กติ
เกดิ จากจีนในออโตโซมผดิ ปกติ ทําใหเ ม็ดเลอื ดแดงเปลยี่ นรปู จาก
กลมเปนรปู เคยี ว แตกงาย และมปี ริมาณฮีโมโกลบินไมส มดลุ
การเปลย่ี นแปลงทมี่ ผี ลใหเ กดิ โรคทางพนั ธกุ รรม
ตัวอยา งความผดิ ปกตขิ องยนี ทค่ี วบคมุ โครโมโซมรา งกาย
>>โรคธาลสั ซเี มยี <<
- เกิดจากยนี ในออโตโซมผดิ ปกติ โรคนม้ี ปี รมิ าณฮโี มโกลบนิ นอ ย ผปู วยจะมตี บั มา มโต เพราะตอ งสรา งเมด็ เลอื ด
ทดแทน มากกวา ปกติ และมคี วามตา นทานเชอื้ มาเลเรยี ไดด ี
การเปลย่ี นแปลงทม่ี ผี ลใหเ กิดโรคทางพนั ธกุ รรม
ตวั อยา งความผดิ ปกตขิ องยนี ทคี่ วบคมุ โครโมโซมเพศ >>ภาวะพรอ งเอนไซม จี- 6- พีดี<<
>>โรคฮโี มฟเ ลยี << - -เมด็ เลอื ดแดงแตกไดงา ยเมื่อไดรับสงิ่ กระตนุ ผปู ว ยมี
อาการซดี เปนครั้งคราว เนอ่ื งจากเมด็ เลือดแดงแตกอยา ง
- เกิดจากยนี บนโครโมโซม X ผดิ ปกติ ทาํ ใหแผลมีเลอื ด ฉบั พลนั หามทานถ่ัวปากอา หรอื ถั่วทกุ ชนดิ
ไหลออกงาย และแขง็ ตวั ชา
การเปลย่ี นแปลงทมี่ ผี ลใหเ กิดโรคทางพนั ธกุ รรม
ตัวอยา งความผดิ ปกตขิ องยนี ทค่ี วบคมุ โครโมโซมเพศ
>>โรคตาบอดส<ี <
- เปนภาวะการมองเหน็ ผดิ ปกติ โดยมากเปน การตาบอดสตี ง้ั แตกาํ เนดิ และมกั พบในเพศชายมากกวา เพราะเปน การถายทอดทาง
พันธกุ รรมแบบลกั ษณะดอยบนโครโมโซม ผูทเี่ ปน ตาบอดสสี วนใหญจ ะไมสามารถแยกสเี ขยี วและสีแดงได จึงมปี ญ หาในการดู
สญั ญาณไฟจราจร หรืออาจเห็นแตภาพขาวดาํ และความผดิ ปกตินจี้ ะเกิดขึ้นกบั ตาทั้งสองขา ง ไมสามารถรักษาได
การเปลยี่ นแปลงทมี่ ผี ลใหเ กดิ โรคทางพนั ธกุ รรม
ลกั ษณะการแสดงอาการของโรคทางพนั ธกุ รรม แบง ได 2 ระดบั
1. โรค (disease) เปน ภาวะที่ทาํ ใหเกดิ การเปลีย่ นแปลง หรือขัดขวางการทํางาน
ตามปกตขิ องสวนใดสว นหนึ่งของรางกาย จนปรากฏอาการและอาการแสดง
จะแสดงแอลลีลดอยท้งั คู หรือ ลักษณะเดนทง้ั คู เชน โรคธาลสั ซเี มยี เปน
โรคทางพันธุกรรมท่เี ปน ลักษณะดอ ย ผปู ว ยจะมีแอลลีลดอยทั้งคู
(แสดงอาการ100%)
2. พาหะของโรค (carrier) เปน ภาวะทีไ่ มแ สดงอาการของโรค หรอื แสดงนอย
ผูปวยจะแสดงแอลลีลดอ ยเพียงหนึง่ แอลลีลเทาน้ัน ซ่ึงสามารถถา ยทอดสู
รุนลกู ไดเ หมอื นกัน (แสดงอาการเพยี ง50%)
โอกาสในการเกดิ โรคทางพนั ธกุ รรม
ตารางจโี นไทปข องชายหญงิ คทู ่ี 1 – 5
คูท่ี จีโนไทป
ชาย หญงิ
1 BB BB *กําหนด
2 BB Bb BB แสดงลักษณะปกติ
3 Bb Bb Bb แสดงลกั ษณะปกตแิ ละเปน
4 bb Bb พาหะของโรคธาลัสซีเมยี (50%)
5 BB bb bb แสดงลักษณะของโรคธาลสั ซีเมีย(100%)
โอกาสในการเกดิ โรคทางพนั ธกุ รรม
โจทยก าํ หนด: พิจารณาหาความเสีย่ งของการเกิดโรคธาลสั ซีเมยี ของคแู ตงงานคูท ่ี 3
นํามาเขยี นแผนภาพเพ่อื หาความเสย่ี งของการเกดิ โรคธาลัสซีเมยี ไดดังนี้
จีโนไทปข องพอ แม Bb Bb
เซลลส บื พนั ธุ Bb Bb
จีโนไทปข องลกู (F1) BB Bb Bb bb