Plant form and function โครงสร้างและ หน้าที่ของพืช
คำ นำ รายงานเล่มนี้่่จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาชีวะวิทยาชั้นม.5เพื่อให้ได้ศึกษา หาความรู้ ในเรื่่องโครงสร้างและหน้าที่ของพืชและได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการ เรียน ผู้จัดทำ หวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือนักเรียน นักศึกษา ที่กำ ลัง หาข้อมูลเรื่องนี้อยู่ หากมีข้อแนะนำ หรือข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำ ขอน้อมรับไว้ และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
เนื้อเยื่อพืช (Plant Tissue) --> เนื้อเยื่อเจริญ (Meristametic Tissue) 1 สารบัญ เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว ( simple permanent Tissue ) เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน (Complex permanent tissue) โครงสร้างภายในของปลายรากพืช โครงสร้างและหน้าที่ของลำ ต้น 3 4 5 7
เนื้อเยื่อพืช (Plant Tissue) --> เนื้อเยื่อเจริญ (Meristametic Tissue) เนื้อเยื่อพืชเป็นกลุ่มเซลล์ที่มีลักษณะคล้ายๆ กันมาอยู่รวมกันแล้วร่วมกัน ทำ งาน การจัดจำ แนกเนื้อเยื่อของพืชมีหลักเกณฑ์มากมาย เช่น รูปร่าง โครงสร้าง ตำ แหน่งที่เกิด และหน้าที่ แต่ส่วนมากจะใช้ความสามารถในการ แบ่งตัวของเนื้อเยื่อเป็นหลักเกณฑ์ ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ เนื้อเยื่อ เจริญและเนื้อเยื่อถาวร 1.เนื้อเยื่อเจริญ (Meristematic tissue หรือ Meristem) - ประกอบด้วยเซลล์ที่มีผนังบาง และแบ่งเซลล์แบบไมโตซิสอย่างรวดเร็ว - ลักษณะสำ คัญของเนื้อเยื่อเจริญ คือประกอบด้วยเซลล์เจริญขนาดเล็กมี นิวเคลียสขนาดใหญ่อยู่กลางเซลล์ผนังเซลล์บางและมีแวคคิวโอลขนาดเล็ก เซลล์รูปร่างหลายแบบ และเซลล์ชิดกันจนไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์ มีการเปลี่ยนสภาพของเซลล์ กลายเป็นเนื้อเยื่อถาวรชนิดต่างๆ -จำ แนกได้ตามตำ แหน่งที่อยู่ในส่วนต่างๆ ของพืชได้โดย 3 ชนิด คือ (1) เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย (Apical meristem) (2) เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง (Lateral meristem) พบขนานกับผิวของลำ ต้นและราก เมื่อแบ่งเซลล์ทำ ให้ลำ ต้น และรากขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆเนื้อเยื่อเจริญชนิดนี้ เรียกอีกอย่างว่า แคมเบียม (Cambium) * Lateral meristem ที่พบบริเวณกลุ่มท่อลำ เลียง เรียกVascular cambium * Lateral meristem ที่พบในชั้น cortex ของลำ ต้นและราก เรียกว่าCork cambium (3) เนื้อเยื่อเจริญเหนือข้อหรือเนื้อเยื่อเจริญระหว่างปล้อง (Intercalary meristem)พบบริเวณเหนือข้อของลำ ต้นหรือโคนของปล้อง หรือตามข้อและกาบ ใบของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวซึ่งช่วยทำ ให้ปล้องยาวขึ้น - จำ แนกตามระยะการเจริญเติบโต ดังนี้ (1) Promeristem หรือ Protomeristem พบบริเวณ ปลายยอด ปลายราก เซลล์มี ขนาดและลักษณะคล้าย ๆ กัน (2) Primary meristem ที่พบบริเวณ Apical meristem ประกอบด้วย (1.1) Protoderm เปลี่ยนไปเป็นเนื้อเยื่อถาวรที่เป็นผิวชั้นนอกสุด เรียกว่า Epidermis (1.2) Ground meristem เปลี่ยนไปเป็น พิธ (Pith) คอร์เทกซ์ (Cortex) และเอนโด เดอร์มิส (Endodermis) (1.3) Procambium ปรากฏอยู่เป็นแถบ ๆ ระหว่าง Ground meristem ซึ่งจะ เปลี่ยนไปเป็นเนื้อเยื่อลำ เลียงระยะแรก 1
2.เนื้อเยื่อถาวร - ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ที่เจริญและเปลี่ยนแปลงมากจากเนื้อเยื่อเจริญเพื่อให้ เหมาะสมกับหน้าที่ - ลักษณะสำ คัญของเนื้อเยื่อถาวร คือ ประกอบด้วยเซลล์ที่เปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยื่อเจริญที่แบ่งตัวไม่ได้ เซลล์มีรูปร่างคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง อาจมีสารประกอบอื่นๆ มาสะสมบนผนังเซลล์ หรือผนังเซลล์ที่อยู่ติดกันอาจสลายตัวกลายเป็นท่อยาว - เนื้อเยื่อถาวรแบ่งได้ 2 ประเภท คือ (1) เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว (Simple permanent tissue)คือ เนื้อเยื่อที่ประกอบ ด้วยเซลล์ชนิดเดียวกันมาทำ หน้าที่ร่วมกัน (2)เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน (Complex permanent tissue)เป็นเนื้อเยื่อที่ประกอบ ด้วยกลุ่มเซลล์หลายชนิดมาอยู่รวมกันและทำ งานร่วมกัน 2
Parenchyma มีลักษณะดังนี้ -เซลล์มีรูปร่างหลายแบบ มีแวคิวโอลขนาดใหญ่ -Parenchyma ของใบหรือลำ ต้นมักมีคลอโรพลาสต์เรียกว่า Chlorenchyma -เป็นเนื้อเยื่อส่วนใหญ่ของพืช โดยแทรกอยู่แทบทุกส่วน -หน้าที่ของ Parenchyma คือสะสมอาหาร คำ จุนลำ ต้นบางชนิดเป็นต่อมสร้างสาร Collenchyma เป็นเนื้อเยื่อที่มีกลุ่มเซลล์คล้าย Parenchyma มีลักษณะดังนี้ -เซลล์รูปร่างค่อนข้างยาว ผนังเซลล์หนาไม่เท่ากัน เซลล์อยู่ชิดกัน มีช่องว่าง ระหว่างเซลล์น้อย ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับพืช - ส่วนใหญ่ไม่มีคลอโรพลาสต์ -พบมากในก้านใบ เส้นกลางใบ และคอร์เทกซ์ ของพืชล้มลุก -มีหน้าที่ช่วยพยุ่งหรือให้ความแข็งแรงในขณะที่พืชยังอ่อนและให้ความแข็งแรงแก่ ก้านใบ เส้นกลางใบ Sclerenchyma เป็นเซลล์ที่มีผนังหนาและแข็งแรงมาก เนื่องจากมีสารลิกนิน มาสะสมที่ผนังเซลล์ ถือเป็น Plant Skeleton เซลล์ที่โตเต็มที่แล้วส่วนใหญ่เป็นเซลล์ไม่มีชีวิต มีความ ยืดหยุ่นน้อยกว่า Collenchyma แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ - Fiber เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว รูปร่างเรียวยาว หัวท้ายแหลม ผนังเซลล์หนา มีความ เหนียวและยืดหยุ่นสูง เช่น ป่าน Fiber อยู่รวมกันเป็นกระจุก - Sclereid เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว เซลล์มีรูปร่างหลายแบบ เซลล์มีผนังหนามาก อยู่ รวมกันเป็นกลุ่ม (2-100 เซลล์) พบตามส่วนต่างๆ ของพืช เช่น กะลามะพร้าว เมล็ดพุทรา เนื้อลูกสาลี่ น้อยหน่า เป็นต้น เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว ( simple permanent Tissue ) 3
เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน (Complex permanent tissue) เป็นเนื้อเยื่อที่ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์หลายชนิดมาอยู่รวมกันและทำ งานร่วมกัน * Xylem ทำ หน้าที่ลำ เลียงน้ำ และแร่ธาตุ ประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนิดคือ - เทรคีด (Tracheid) ลักษณะเซลล์หัวท้ายเรียวแหลม มีการสะสมของลิกนิน เมื่อ โตเต็มที่ นิวเคลียสและไซโตพลาสซึมสลายทำ ให้เซลล์กลายเป็นช่องกลวง มีรูพรุน (Pith) ทำ หน้าที่ลำ เลียงน้ำ และแร่ธาตุจากเซลล์สู่เซลล์ - เวสเซล (Vessel) ประกอบด้วย Vessel Member หลายๆ เซลล์เรียงต่อกัน ลักษณะคล้ายท่อน้ำ มีท่อเปิดทะลุระหว่างเซลล์เชื่อมต่อกันเป็นท่อยาวของล้ำ ต้น เมื่อโตเต็มที่นิวเคลียสและไซโตพลาสซึมจะสลายไป (Vessel ไม่พบในพืชไร้ดอก) -ไซเลมพาเรงคิมา (Xylem parenchyma) เซลล์รูปร่างกลม ผนังเซลล์บาง ทำ หน้าที่สะสมพวกแป้ง น้ำ มัน และสารต่างๆ - ไซเลมไฟเบอร์(Xylem fiber) ช่วยค้ำ จุน Vessel ทำ ให้ไซเลมแข็งแรงขึ้น * Phloem เป็นเนื้อเยื่อที่ทำ หน้าที่ลำ เลียงอาหารจากบริเวณที่มีการสังเคราะห์ ด้วยแสง ไปยังส่วนอื่นๆ ของพืช ประกอบด้วยเซลล์ 4 ชนิดคือ - ซีพทิวบ์ (Sieve tube) ประกอบด้วย Sieve tube member รูปร่างทรง กระบอกยาว หัวท้ายเรียวแหลม เมื่อโตเต็มที่ไม่มีนิวเคลียส เนื่องจากมีไซโตพลาส ซึมและแวคิวโอลขนาดใหญ่ เบียดจนนิวเคลียสสลายไป มาเรียงต่อกันเป็นสายยาว ผนังเซลล์มีรูพรุนเล็กๆ คลายแผ่นตะแกรง เรียกว่า ซีฟเพลต (Sieve Plate) - คอมพาเนียนเซลล์ (Companion cell) เป็นเซลล์ที่อยู่ติดกับ Sieve tube member เมื่อเจริญเต็มีที่ยังมีนิวเคลียส ทำ หน้าที่ควบคุมการทำ งานของ Sieve tube (Companion cell ไม่พบในพืชไร้ดอก) -โฟลเอ็มพาเรงคิมา (Phloem parenchyma) มีผนังเซลล์บาง และมีรูพรุน ทำ หน้าที่สะสมอาหารและลำ เลียงอาหาร - โฟลเอ็มไฟเบอร์ (Phloem fiber) เสริมสร้างความแข็งแรงให้ Phloem 4
โครงสร้างภายในของปลายรากพืช เป็นบริเวณที่เซลล์เปลี่ยนแปลงไปทำ หน้าที่เฉพาะ และเจริญเติบโตเต็มที่ โดยเนื้อเยื่อ Epidermis บริเวณนี้บางส่วนผนังเซลล์ยื่นยาวกลายเป็นขนราก เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวใน การดูดซึมน้ำ และแร่ธาตุ และเนื้อเยื่อมีการเปลี่ยนแปลงเป็นเนื้อเยื่อถาวร Protoderm เปลี่ยนเป็น Epidermis, Root hair /Ground meristem เปลี่ยนเป็น Cortex / Procambium เปลี่ยนเป็น Xylem, Phloem, Cambium, Pith โครงสร้างตามยาวของรากแบ่งได้ 4 บริเวณ คือ 1. บริเวณหมวกราก (Root cap) ประกอบด้วยเซลล์พาเรงคิมา (Parenchyma) เรียงตัวกันอย่างหลวมๆ ผนังค่อนข้างบาง มีแวคิวโอลนาดใหญ่ สามารถผลิตเมือกได้ ทำ ให้หมวกรากชุ่มชื้ และอ่อนตัว สะดวกค่อการชอนไช และสามารถป้องกันอันตราย ให้กับบริเวณที่อยู่เหนือขึ้นไปได้ 2.บริเวณเซลล์กำ ลังแบ่งตัว(Region of cell pision)อยู่ถัดจากรากขึ้นมาประมาณ 1- 2 mm เป็นบริเวณของเนื้อเยื่อเจริญ จึงมีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซีส เพื่อเพิ่มจำ นวน โดยส่วนหนึ่งเจริญเป็นหมวกราก อีกส่วนเจริญเป็นเนื้อเยื่อ ที่อยู่สูงถัดขึ้นไป 3. บริเวณเซลล์ขยายตัวตามยาว (Region of cell elongation) อยู่ถัดจากบริเวณ เซลล์มีการแบ่งตัว เป็นบริเวณที่เซลล์มีการยืดยาวขึ้น 4. บริเวณเซลล์เปลี่ยนแปลงไปทำ หน้าที่เฉพาะ (Region of cell differentiation and maturation) ประกอบด้วยเซลล์ถาวรต่างๆ ซึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมาจาก เนื้อเยื่อเจริญมีโครงสร้างเพื่อทำ หน้าที่ต่างๆ บริเวณนี้จะมีเซลล์ขนราก (Root hair cell) โครงสร้างภายในของรากพืชตัดตามขวาง โครงสร้างของรากพืชตัดตามขวาง ในการเจริญเติบโตขั้นแรก (Primary Growth) ประกอบด้วย Epidermis เรียงตัวอยู่ชั้นนอกสุด ลักษณะเซลล์ไม่มีคลอโรพลาสต์ ผนังเซลล์บาง ไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์ บางส่วนเจริญเปลี่ยนไปเป็นขนราก Cortex อยู่ระหว่างชั้น Epidermis และมัดท่อลำ เลียง ส่วนใหญ่เป็นเซลล์ Parenchyma ด้านในสุดมีเซลล์เรียงตัวเป็นแถว เรียกว่า Endodermis โดยมีบาง ส่วนถูกเคลือบด้วยสารซูเบอริน เรียกว่า Casparian strip Stele อยู่ถัดจาก Endodermis ประกอบด้วย Pericycle (สามารถเปลี่ยนเป็น เนื้อเยื่อเจริญ เพื่อแบ่งเซลล์ให้เกิดรากแขนง) Vascular bundle หรือ มัดท่อลำ เลียง ประกอบด้วย Xylem และ Phloem (ดังรายละเอียดในเรื่องเนื้อเยื่อพืช) 5
- Vascular bundle ของพืชใบเลี้ยงคู่ Xylem ขนาดใหญ่เรียงตัวเป็นแฉก ประมาณ 1-6 แฉก และ Phloem ขนาดเล็ก แทรกระหว่างแฉก - Vascular bundle ของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว Xylem ขนาดใหญ่เรียงตัวเป็นแฉก ประมาณ 4-5 แฉก และ Phloem ขนาดเล็ก แทรกระหว่างแฉก ส่วนสุดท้ายของ Stele เรียกว่า Pith เป็นเนื้อเยื่อ Parenchyma ส่วนกลางสุดของ รากพืช โดยในรากพืชใบเลี้ยงคู่ Pith จะถูกแทนที่ด้วย Xylem เมื่อมีการเจริญเติบโต ขั้นที่สอง **การเจริญเติบโตขั้นที่สอง (Secondary Growth) ของราก เกิดจาก Vascular Cambium ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง (Lateral meristem) โดยแทรกระหว่าง กลุ่มของ Xylem และ Phloem (Xylem สร้างเข้าข้างใน Phloem สร้างออกข้าง นอก) มีผลให้ขนาดของรากโตขึ้น ** หน้าที่และชนิดของราก หน้าที่ของรากพืช ดูดซึมน้ำ และแร่ธาตุเพื่อส่งไปยังส่วนต่างๆ ของพืชพยุงและค้ำ จุนลำ ต้น นำ ออกซิเจนจากอากาศไปใช้ในการหายใจสะสมอาหารช่วยขยายพันธุ์สังเคราะห์ด้วย แสง ชนิดของรากพืช แบ่งตามแหล่งกำ เนิด รากแก้ว (Primary root หรือ Tap root ) เจริญจาก Radicle ในเมล็ด โคนรากมี ขนาดใหญ่ และค่อยๆ เรียวเล็กไปจนถึงปลาย รากแขนง (Secondary root หรือ Lateral root) เกิดและเจริญเติบจากส่วนของ รากแก้ว โดยกำ เนิดจากเนื้อเยื่อ Pericycle รากพิเศษ (Adventitious root) เป็นรากที่แตกออกจากส่วนอื่นๆ ของพืช เช่น โคน ต้น ข้อ กิ่ง ใบ กิ่งตอน สามารถจำ แนกตามรูปร่างและหน้าที่ได้ดังนี้ - รากฝอย (Fibrous root) - รากค้ำ จุน (Prop root) - รากเกาะ (Climbing root) - รากสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthetic rot) - รากหายใจ (Respiratory root) - รากกาฝาก (Parasitic root) 6
ลำ ต้น (Stem)เป็นอวัยวะของพืชที่ส่วนใหญ่จะเจริญขึ้นเหนือดิน เจริญมาจาก ส่วนที่เรียกว่า Hypocotyl ของเมล็ด ประกอบด้วยส่วนสำ คัญ 2 ส่วนคือ ข้อ (Node) ส่วนใหญ่มักมีตา (Bud) ซึ่งจะเจริญไปเป็น กิ่ง ใบ หรือดอก ต่อไป และ ปล้อง (Internode) ซึ่งอยู่ระหว่างข้อ โดยในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะเห็นข้อและปล้อง ชัดเจน แต่ในพืชใบเลี้ยงคู่ เห็นข้อและปล้องชัดเจนในขณะที่เป็นต้นอ่อนหรือกิ่ง อ่อน แต่เมื่อเจริญเติบโตและมี Cork มาหุ้ม ทำ ให้เห็นข้อและปล้องไม่ชัดเจน -Leaf primodium ใบเริ่มเกิด จะพัฒนาไปเป็นใบอ่อน -Young leaf ใบที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ - Apical meristem เป็นบริเวณเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายยอกจะเกิดการแบ่งเซลล์ ตลอดเวลา - Lateral bud คือ ตาข้างที่จะเจริญต่อไป โครงสร้างภายในของลำ ต้นพืชตัดตามขวาง โครงสร้างของลำ ต้นพืช ตัดตามขวาง ในการเจริญเติบโตขั้นแรก (Primary Growth) ประกอบด้วย Epidermis อยู่ชั้นนอกสุด ไม่มี Chloroplast มีการเปลี่ยนแปลงเป็นขน หนาม และมีสารคิวติน (Cutin) เคลือบ ในพืชที่มีเนื้อไม้พบเฉพาะในปีแรก ๆ เมื่อต้นไม้ เจริญเติบโตในปีต่อๆ มา จะมีเซลล์คอร์ก (Cork) เจริญ และดันให้ Epidermis หลุด ไป (อธิบายในการเจริญเติบโตขั้นที่ 2 ของลำ ต้น) Cortex อยู่ถัดจากชั้น Epidermis ประกอบด้วยเซลล์ Collenchyma (อยู่ตามมุม ให้ความแข็งแรง) Parenchyma (สะสมอาหาร) Chlorenchyma (Parenchyma ที่มี Chloroplast) ส่วนในไม้เนื้อแข็งพบ Sclerenchyma โดย Cortex ในลำ ต้น แคบกว่าในราก และเป็นส่วนที่เกิดการแตกกิ่ง สำ หรับชั้น Endodermis ในลำ ต้น สังเกตไม่ชัดเจนหรือบางชนิดไม่มี Stele ในลำ ต้นแยกจาก Cortex ไม่ชัดเจน ประกอบด้วย Vascular bundle หรือ มัดท่อลำ เลียง - Vascular bundle ของพืชใบเลี้ยงคู่ Xylem และ Phloem จัดเรียงเป็นกลุ่ม อย่างมีระเบียบ โดย Xylem อยู่ด้านใน Phloem อยู่ด้านนอก มีเนื้อเยื่อเจริญด้าน ข้าง ทำ ให้มีการเจริญเติบโตขั้นที่ 2 โครงสร้างและหน้าที่ของลำ ต้น 7
- Vascular bundle ของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว Xylem และ Phloem อยู่กันเป็นกลุ่ม มี Parenchyma หรือ Sclerenchyma ล้อมรอบ มัดท่อลำ เลียงกระจายอยู่ทั่วไป ในชั้น Cortex และ Stele ไม่มีเนื้อเยื่อเจริญในมัดท่อลำ เลียง ยกเว้นบางชนิดเช่น หมาก ตาล มะพร้าว ปาล์ม เป็นต้น - ส่วนสุดท้ายของ Stele เรียกว่า Pith เป็นเนื้อเยื่อ Parenchyma ส่วนกลางสุด ของลำ ต้น โดยในลำ ต้นพืชใบเลี้ยงคู่ Pith จะถูกแทนที่ด้วย Xylem เมื่อมีการเจริญ เติบโตขั้นที่สอง ส่วนในพืชในใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิดเช่น ไผ่ หญ้าขน ข้าวสาลี เมื่อ เจริญเติบโตเต็มที่ Pith จะสลายไป กลายเป็นช่องกลวงเรียกว่า Pith cavity แต่ บริเวณข้อมี Pith การเจริญเติบโตขั้นที่สอง (Secondary Growth) ของลำ ต้นพืชใบเลี้ยงคู่ที่มีเนื้อไม้ เกิดจาก Vascular Cambium ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง (Lateral meristem) โดยแทรกระหว่างกลุ่มของ Xylem และ Phloem (Xylem สร้างเข้าข้างใน Phloem สร้างออกข้างนอก ) มีผลให้ขนาดของลำ ต้นโตขึ้น ซึ่งในแต่ละปีการสร้าง Xylem และ Phloem ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ และแร่ธาตุ โดยในฤดูฝน Xylem ว้าง สีจาง ฤดูแล้ง Xylem เห็นเป็นแถบแคบๆ สีเข้ม ทำ ให้เนื้อไม้มีสีที่ต่างกัน เป็นวง ชัดเจน เรียกว่า วงปี (Annual ring) 8
หน้าที่หลักของลำ ต้น คือ นำ น้ำ แร่ธาตุ และอาหารส่งผ่านไปยังส่วนต่างๆ ของลำ ต้น ช่วยพยุงกิ่งก้านสาขา ชูใบให้กางออกรับแสงแดดให้มากที่สุด หน้าที่พิเศษของลำ ต้น คือ สะสมอาหาร โดยลำ ต้นสะสมอาหารแบ่งเป็น 4 ชนิด คือ - แง่ง หรือเหง้า (Rhizome) เช่น ขิง ขมิ้น ว่าน กล้วย เป็นต้น - หัวเทียม (Tuber) เช่น มันฝรั่ง หญ้าแห้วหมู เป็นต้น - หัวแท้ (Corm) เป็นลำ ต้นตั้งตรง มีข้อปล้องชัดเจน เช่น เผือก เป็นต้น -หัวกลีบ (Bulb) ลำ ต้นตั้งตรง มีใบเกล็ดซ้อนกันหลายชั้น สะสมอาหารในใบเกล็ด เช่น หัวหอม กระเทียม เป็นต้น 2. สังเคราะห์ด้วยแสง เป็นลำ ต้นที่มีคลอโรพลาสต์ เช่น กระบองเพชร พยาไร้ใบ 3.ใช้ในการขยายพันธุ์ เช่น การตอนกิ่ง การปักชำ และไหล (Runner/Stolon) ซึ่ง พบใน บัวบก สตรอเบอรี่ เป็นต้น 4.ช่วยในการคายน้ำ โดยส่วนของลำ ต้นที่เป็นช่องเปิด เรียกว่า Lenticel 5.ลำ ต้นเปลี่ยนแปลงไปทำ หน้าที่พิเศษ เช่น - มือเกาะ (Tendril) เพื่อพยุงลำ ต้นและชูใบ เช่น ตำ ลึง องุ่น เป็นต้น - ลำ ต้นทอดไปตามผิวดินหรือเหนือน้ำ (Climbing) เช่นผักบุ้ง ผักกระเฉด เป็นต้น - ลำ ต้นเลื้อยพันหลัก (Twining) เช่น เถาวัลย์ อัญชัน เป็นต้น - ลำ ต้นเปลี่ยนเป็นหนาม (Thorn) เป็นต้น เช่น เฟื่องฟ้า มะกรูด เป็นต้น 9
อ้างอิง https://www.scimath.org/lesson-biology/item/7031-plant-form-andfunction
จัดทำ โดย นาย อิทธิรัฐ อินทรพาณิชย์ ม.5/1 เลขที่ 4