เครอ่ื งมือการบริหารจดั การสถานศึกษาสมยั ใหม่
การบริหารโครงการด้วย “ PERT/CPM ”
โดย นายสมโภชน์ ไชยสิริวรากรณ์
รหสั 6419050032
หลกั สตู รการบริหารการศกึ ษามหาบณั ฑิต
คณะศกึ ษาศาสตรแ์ ละศิลปศาสตร์
เสนอ
ดร.เชาวนี แก้วมโน
คำนำ
การศกึ ษาค้นคว้าเรื่อง “ทฤษฎีกำรบรหิ ำรกำรศึกษำ
เคร่ืองมือกำรบริหำรกำรจัดสถำนศึกษำสมัยใหม่” เป็น
การศึกษาค้นคว้าเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนในรายวิชา
หลักการและทฤษฎีการบริหารการศึกษา และเป็นแนวทางใน
การศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม มีเน้ือหาเก่ียวกับการบริหารโครงการ
ด้วย PERT/CPM ซึ่งได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ
มาเปน็ รปู เลม่ ของ E – book
ผู้จัดทาหวังเป็นอย่างย่ิงว่าการศึกษาค้นคว้าเล่มนี้จะ
เปน็ ประโยชนต์ อ่ ผู้ท่ีเกยี่ วข้องในแวดวงการศึกษาและผู้ที่ต้องการ
ศกึ ษาทว่ั ไป หากมีการผิดพลาดประการใด ผ้จู ดั ทาต้องขออภัยไว้
ณ ท่นี ดี้ ้วย
นายสมโภชน์ ไชยสริ ิวรากรณ์
ผจู้ ดั ทา
2
สำรบัญ
บทนำ
หน้า 3
กำรบรหิ ำรโครงกำรด้วย PERT/CPM
ควำมหมำยของกำรบริหำรโครงกำร
หนา้ 4
ควำมหมำยของโครงกำร
หนา้ 6
ควำมหมำยของกำรบริหำร
หน้า 9
กำรดำเนนิ กำรบรหิ ำรโครงกำรด้วย PERT/CPM
หน้า 11
3
บทนำ
การบริหารสถานศึกษาในยุคโลกาภิวัตน์และยุคของการปฏิรูปการศึกษาและการ
กระจายอานาจทางการศึกษาจากส่วนกลางไปสรู่ ะดับสถานศกึ ษา ส่งผลให้ผู้บริหารสถานศึกษา
ต้องใช้ความสามารถและอานาจในการตัดสินใจ และต้องมีภาวะผู้นา มีความเป็นมืออาชีพใน
การบริหารจัดการ ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจึงจาเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และมี
เคร่ืองมือในการบริหารจัดการ นวัตกรรม เป็นเครื่องมือประเภทหน่ึงท่ีมีประสิทธิภาพในการ
บริหารสถานศึกษาไปสู่เป้าหมาย การบริหารสถานศึกษาแนวใหม่จึงจาเป็นต้องนา นวัตกรรม
มาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารจดั การ ผ้บู ริหารสถานศึกษาจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับ
ความหมายของนวัตกรรม เพื่อจะได้เห็นความสาคัญและความสัมพันธ์กับการบริหาร
สถานศกึ ษาต่อไป
Ralph Kate (การบริหารจัดการนวัตกรรม : 2550) ได้แบ่งประเภทของนวัตกรรมไว้
ดังน้ี 1) นวัตกรรมส่วนเพิ่มและนวัตกรรมท่ีสร้างความเปลี่ยนแปลงจากเดิมโดยส้ินเชิง 2)
นวัตกรรมในกระบวนการ และ 3) นวัตกรรมในบรกิ าร
บุญเลิศ วรี ะพรกานต์ กลา่ ววา่ ประเภทของนวัตกรรมทีก่ ล่าวมา ในทัศนของผู้เขียนคิด
ว่าประเภทของนวัตกรรมนา่ จะแบ่งออกเป็น 5 ประเภทดังนี้
1. นวัตกรรมด้ำนกำรบริหำรจัดกำร เป็นการสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา
หรือ เพ่ือการพฒั นาองค์กรในการบริหารจัดการทีน่ าไปส่คู วามสาเรจ็ ตามเป้าหมาย
2. นวตั กรรมด้ำนกำรศึกษำ ตำมศำสตร์สำขำต่ำงๆ เป็นนวัตกรรมที่ส่งเสริม
การจดั การศึกษาในศาสตร์สาขาต่างๆเพื่อให้ผู้เรียน ผู้ศึกษาในระดับต่างๆมีความรู้ ความเข้าใจ
เกิดการเรียนรทู้ ่ถี กู ตอ้ งและเรว็ ข้นึ
3. นวตั กรรมดำ้ นกระบวนกำร เป็นการสร้างนวัตกรรมเพ่ือให้มีกระบวนการใน
การดาเนินการเร่ืองตา่ งๆใหง้ า่ ยและรวดเรว็ ขนึ้ และประสบความสาเรจ็ ในการดาเนินการ
4. นวัตกรรมด้ำนผลิตภัณฑ์ เป็นนวัตกรรมท่ีส่งเสริมการผลิตท่ีสร้างสรรค์
แปลกใหม่ เหมาะกบั บคุ คลและยคุ สมยั สะดวกในการใช้งาน
5. นวัตกรรมด้ำนกำรตลำดและกำรบริกำร เป็นนวัตกรรมในการนาเสนอการ
ขาย การจาหน่ายสนิ คา้ ผลติ ภณั ฑต์ ่างๆ และการให้บริการที่เป็นทพี่ ึงพอใจของผรู้ ับบริการ
4
ดังน้ี หลักการ แนวคดิ ทฤษฎที เ่ี ปน็ หลกั คิดหลักการบริหารที่ผู้บริหารสถานศึกษาควร
นามาใช้ในการบริหารจัดการสถานศึกษา ซ่ึงเป็นนวัตกรรมท่ีสาคัญอีกประเภทหน่ึงในการ
บริหารสถานศึกษาไปสู่ วิสัยทัศน์ และเป้าหมายที่กาหนดไว้ ซ่ึงเคร่ืองมือ หลักการ แนวคิด
ทฤษฎี ท่เี ป็น นวัตกรรม ในการบริหารดงั กล่าว เชน่
1. กำรบริหำรโดยใช้โรงเรียนเป็นฐำน (School Based Management) การ
บริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เป็นรูปแบบและแนวคิดการบริหารท่ีต้องการกระจายอานาจ
การบริหารและการจัดการศึกษาจากส่วนกลาง หรือจากเขตพ้ืนที่การศึกษาไปยังสถานศึกษา
โดยตรง ทาให้สถานศึกษามีอานาจและความรับผิดชอบในการบริหารตนเองในลักษณะเชิง
เบ็ดเสร็จ มีความคล่องตัวและอิสระมากข้ึนในการตัดสินใจส่ังการเก่ียวกับการบริหาร
สถานศึกษาในทุกด้านท่ีเก่ียวกับภารกิจทั้งในด้านวิชาการและหลักสูตร การเงินและ
การงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารท่ัวไป (อุทัย บุญประเสริฐ : 2546 อ้าง
ถึงใน เทคนิคการบริหาร สาหรับ นักบริหารการศึกษามืออาชีพ ,วีระยุทธ ชาตะกาญจน์
:2552)
2. กำรบริหำรแบบมุ่งผลสัมฤทธ์ิ (Result Based Management)ทิพาวดี เมฆ
สวรรค์( อ้างถึงใน เทคนิคการบริหาร สาหรับ นักบริหารการศึกษามืออาชีพ,วีระยุทธ ชาตะ
กาญจน์ :2552)ได้ให้ความหมายของ การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธ์ิ ว่าเป็นการบริหารโดย
มุ่งเน้นท่ีผลลัพธ์หรือความสัมฤทธ์ิผลเป็นหลัก ใช้ระบบการประเมินผลงานท่ีอาศัยตัวชี้วัดเป็น
ตวั สะท้อนผลงานใหอ้ อกมาเปน็ รปู ธรรม เพ่อื การพฒั นาปรับปรุงกระบวนการการปฏิบัติงานให้
ดียงิ่ ขน้ึ และแสดงผลงานตอ่ สาธารณะ
3. กำรประกันคุณภำพกำรศึกษำ คุณภาพการศึกษา หมายถึง คุณลักษณะของการ
จัดการศึกษาที่เป็นไปตามมาตรฐานของหลักสูตร ซ่ึงก่อให้เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานว่ามีความสอดคล้องกับที่ได้กาหนดไว้เป็นอย่างดี
ทง้ั นีต้ ้องก่อให้เกิดความพึงพอใจแก่ผู้มารับบริการ อันได้แก่ นักเรียน และผู้ปกครอง อีกท้ังยัง
เป็นการตอบสนองความต้องการของสังคมที่ต้องการผู้สาเร็จการศึกษาท่ีมีความรู้ความสามารถ
(วรี ะยทุ ธ ชาตะกาญจน์ : 2552)
5
4. กำรจัดกำรควำมรู้ เปน็ ท้งั วทิ ยาศาสตร์และศิลปะศาสตร์ท่ีผสมผสานกัน โดยยากที่
จะให้คาจากัดความท่ีชัดเจน แต่อาจสรุปให้เกิดความเข้าใจง่ายๆ คือ การจัดการความรู้จะเป็น
กระบวนการท่ีมีความสลับซับซ้อน ในการท่ีจะนาความรู้ที่มีอยู่มาสร้าง ขยายผล แบ่งปัน
จัดเก็บ และใชป้ ระโยชน์ (ภารดร จินดาวงศ์ : 2549)
นวัตกรรมในการบริหารส่วนหนึ่งเท่าน้ัน ยังคงมีอีกเป็นจานวนมาก ท้ังน้ีการนาไปใช้
เป็นนวัตกรรมในการบรหิ ารจดั การสถานศึกษา ตอ้ งขนึ้ อยู่กับความเหมาะสมกับปัญหา บริทบท
ต่างๆของสถานศึกษาน้ันๆ ซึ่ง นวัตกรรม แนวคิด หลักการต่างๆท่ีนามาใช้ในการบริหาร
จัดการ ส่ิงที่จาเป็นอย่างย่ิงคือจะต้องเหมาะสมกับสภาพปัญหา บริบทและความพร้อมของ
สถานศกึ ษานัน้ ๆ
สถานศึกษาที่จะนานวัตกรรมมาใช้เพ่ือการบริหาร ให้ได้ผลดีมีความจาเป็นท่ี
สถานศึกษานั้นจะต้องมีลักษณะขององค์กรเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมด้วย ซึ่งนักวิชาการได้ให้
แนวคิดเกี่ยวกบั องค์กรแห่งนวัตกรรม ไว้ดงั นี้
องค์กรจะใช้นวัตกรรมเพื่อการบริหารสถานศึกษาได้ประสบความสาเร็จตามเป้าหมาย
การดาเนินการให้องค์กรพร้อมท่ีจะเป็น องค์กรแห่งนวัตกรรม เป็นปัจจัยท่ีสาคัญในการนา
นวัตกรรมมาใช้เพื่อการบริหาร หากองค์กรไม่มีความพร้อมในการรองรับนวัตกรรมทั้งในด้าน
บุคลากรและบริบทต่างๆขององค์กร ก็ไม่สามารถนานวัตกรรมมาใช้เพื่อการบริหารเพ่ือนา
องคก์ รหรอื สถานศกึ ษาไปสู่ความสาเร็จ
นวัตกรรมเพื่อการบริหารสถานศึกษา เป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการซ่ึงการ
นาไปใช้จะประสบความสาเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยและบริบทต่างๆอีกหลายประการ
ผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากร ทีมงานต้องมีองค์ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมในการบริหารท่ี
นามาใช้ สามารถปฏิบัติได้ ถ่ายทอดเป็น และองค์กรหรือสถานศึกษาต้องมีความพร้อมในการ
เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพ่ือนาไปสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ในการรองรับนวัตกรรม
เพ่ือการบริหารสถานศกึ ษาต่อไป
6
การบริหารโครงการด้วย PERT/CPM
การพัฒนาระบบสารสนเทศเพ่ือให้ได้ระบบสารสนเทศที่มีคุณสมบัติตรงกับความ
ต้องการของผู้ใช้และเจ้าของระบบ และสามารถช่วยอ านวยความสะดวกในการท างานของ
องค์กรทาให้การทางานโดยรวมขององค์กรมีประสทิ ธิภาพมากขึ้น ทาให้องค์กรลดต้นทุนในการ
ทางานลงไม่ว่าจะเป็นเร่ืองของการว่าจ้างกาลังคนนั้น ถือเป็นการลงทุนท่ีไม่สามารถคาดการณ์
ได้ว่าระบบสารสนเทศที่กาลังจะพัฒนานั้นมีคุณสมบัติตรงตามข้อกาหนดท่ีวางไว้ตั้งแต่ก่อน
เร่ิมต้นโครงการหรือไม่ ดังนั้นในการดาเนินงานโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศ จึงต้องมีการ
วางแผนการดาเนนิ งาน การวางแผนในการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรที่จะต้องใช้ในการ
ดาเนินงาน ซ่ึงต้องสอดคล้องกับขั้นตอนการปฏิบัติงานตามวงจรการพัฒนาระบบ และต้อง
อาศยั การบรหิ ารงานโครงการที่มปี ระสิทธิภาพของผ้บู ริหารโครงการ
1. ควำมหมำยของ โครงกำรและกำรบรหิ ำรโครงกำร
ในการดาเนินงานโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศน้ัน จะเก่ียวข้องกับการจัดสรร
ทรัพยากรต่างๆ ท่ีมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทางด้านต้นทุน เวลา เคร่ืองมือเคร่ืองใช้ที่
จาเป็นตอ้ งใชใ้ นการดาเนนิ งาน รวมถึงทรพั ยากรทางดา้ นบคุ คลใหเ้ ข้ากับงานที่จะต้องดาเนินไป
ในแต่ละกิจกรรมของวงจรการพัฒนาระบบ ดังน้ันเพ่ือให้การดาเนินงานสาเร็จลุล่วงตามท่ีได้
ต้ังเป้าหมายไว้จงึ จาเปน็ ต้องเขา้ ใจความหมายของโครงการ (Project) และการบริหารโครงการ
(Project management)
7
1.1 ควำมหมำยโครงกำร
มีนกั วิชาการหลายทา่ นได้ให้ความหมายคาวา่ โครงการ ไว้หลากหลายดังน้ี
ประชุม รอดประเสรฐิ (2529:5) กลา่ วว่า โครงการ หมายถึง แผนงานที่จัดทาขึ้นอย่างมี
ระบบ โดยประกอบด้วย กิจกรรมย่อยหลายกิจกรรมที่ต้องใช้ทรัพยากรในการดาเนินงาน และ
คาดหวังท่ีจะได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า แผนงานนี้จะต้องมีจุดเร่ิมต้นและจุดส้ินสุดในการ
ดาเนินงาน มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีพ้ืนท่ีในการดาเนินงานเพื่อให้บริการและสนองความ
ตอ้ งการของกลมุ่ บคุ คลในพืน้ ท่ีนั้น และมีบุคคลหรือหนว่ ยงานรับผดิ ชอบในการดาเนินงาน
ประสิทธ์ิ ตงย่ิงศิริ (2545:17) กล่าวว่า โครงการ คือ กิจกรรมหรืองานที่เก่ียวข้องกับ
การลงทุนเพ่ือผลิตสินค้าหรือบริการ หรือเพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทน กิจกรรมหรืองาน
โครงการมีลักษณะเป็นหน่วยอิสระหน่วยหนึ่ง ที่สามารถทาการวิเคราะห์ วางแผน และ
บริหารงานได้ พร้อมทั้งมีลักษณะแจ้งชัดถึงจุดเริ่มต้นและจุดส้ินสุด เมื่อวัตถุประสงค์ที่มุ่งหวัง
สาเร็จเสร็จสิ้นลงโครงการจึงเก่ียวข้องกับการวางแผน การจัดสรรทรัพยากร และแผนปฏิบัติ
การอยา่ งมรี ะเบียบ ซ่งึ แสดงใหเ้ ห็นถงึ แหล่งท่ีตง้ั ของโครงการ ช่วงระยะเวลาของโครงการ การ
ผลิต การลงทนุ ผลตอบแทน และรวมตลอดถงึ การจดั รูปองค์กรและการบรหิ ารโครงการ เป็นตน้
รัตนา สายคณิต (2546:27) กล่าวว่า โครงการ หมายถึง กิจกรรมหรืองานชุดหน่ึงที่มี
ลักษณะพิเศษต่างจากงานปกติและต้องทาให้สาเร็จภายใต้ข้อจากัดของเวลา งบประมาณและ
ได้ผลงานท่ีตรงตามที่กาหนดโอภาส เอี่ยมสิริวงค์ (2548:110) กล่าวว่า โครงการ หมายถึง
กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกัน มีข้ันตอนที่ยุ่งยาก แต่จะมีเป้าหมายหรือจุดประสงค์ท่ีชัดเจน โครงการ
จะมีการกาหนดเวลาเร่ิมต้นและเวลาส้ินสุด รวมถึงการดาเนินการโครงการจะต้องอยู่ภายใต้
ข้อจากดั ไมว่ า่ จะเป็นด้านของเวลางบประมาณ และทรัพยากร ดังนนั้ ความสมบรู ณข์ องโครงการ
จะบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้ด้วยการบริหารโครงการ โดยการบริหารโครงการจัดเป็นการ
จัดการทรพั ยากรต่างๆที่มีอยู่อย่างเหมาะสมให้สามารถดาเนินการต่อไปเพ่ือบรรลุสู่เป้าหมายที่
ไดว้ างไว้
8
สพุ จน์ โกสิยะจนิ ดา (2550 :24) กลา่ วว่าโครงการคอื
1. สญั ญาเพ่ือทางานรว่ มกันท้ัง 2ฝ่าย คือเจา้ หนา้ ทีฝ่ า่ ยงานเทคโนโลยแี ละเจ้าของ
ระบบงาน
2. ภายใต้วตั ถปุ ระสงค์และขอบข่ายงานที่ได้กาหนดไว้
3. การใชท้ รพั ยากรอย่างมีประสิทธภิ าพ
4. ประกอบดว้ ยกิจกรรมต่าง ๆ
5. แตล่ ะกิจกรรมมวี ันเริ่มตน้ และวันส้ินสดุ
กติ ติ ภักดีวัฒนะกลุ และพนดิ า พานชิ ุกล (2551,422) กลา่ วว่า โครงการหมายถงึ การ
ดาเนินกิจกรรมตามแผนงานที่ได้จัดทาขึ้น โดยแต่ละกิจกรรมจะมีวันเร่ิมต้นและสิ้นสุด เพื่อ
บรรลเุ ป้าหมาย หรือวัตถปุ ระสงค์ท่ีกาหนดไว้
มยุรี อนุมานราชธน (2551 :6) กล่าวว่า โครงการหมายถึง กลุ่มของกิจกรรมที่สัมพันธ์
กันซ่ึงเป็นความพยายามจัดกิจกรรมที่มีลักษณะพิเศษอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถใช้
ทรพั ยากรอยา่ งฉลาดทส่ี ดุ ในการดาเนินงานให้บรรลุวตั ถุประสงคท์ ี่ได้กาหนดไว้
วรภรณ์ จิรชีพพัฒนา (2551 :1-2) กล่าวว่า โครงการหมายถึง ความพยายาม (การ
กระทา) ชัว่ คราวทใี่ ชเ้ พอื่ สรา้ งผลิตผล บริการหรือผู้ลลัพธ์ท่ีมีลักษณะพิเศษ ไม่เหมือนใคร คือมี
วัตถุประสงค์ท่ีชัดเจน มีเอกลักษณ์ของตนเอง มีระยะเวลาเร่ิมต้นและส้ินสุด พัฒนาโดยวิธีการ
ค่อยเป็นค่อยไป มีเจ้าของ ผู้ให้การสนับสนุน หรือมีผู้เก่ียวข้องหลายกลุ่ม ใช้ทรัพยากรร่วมกัน
กับหลายหนว่ ยงาน และมีความไมแ่ นน่ อน
สูตร จิระดาเกิง (2552 :2) กล่าวว่า โครงการหมายถึงกิจการใดๆ ที่มีคุณสมบัติ คือ มี
วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีกาหนดเวลาเร่ิมและส้ินสุด มีการดาเนินงานอยู่ภายใต้ข้อจากัดของ
งบประมาณ การกาหนดเวลาของงานตา่ ง ๆ และคณุ ภาพของงานตามกาหนด
9
พนิดา พานชิ ุกล (2553 :300) กลา่ วว่าโครงการหมายถงึ การดาเนินกิจกรรมตามแผนท่ี
ไดจ้ ัดทาขึ้น โดยแต่ละกิจกรรมจะมีวันเริ่มต้นและสิ้นสุด เพ่ือบรรลุเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์
ท่ีกาหนดไว้ ภายใต้ระยะเวลา ทรัพยากร และงบประมาณท่ีกาหนดไว้จากความหมายข้างต้น
สามารถสรุปได้ว่า โครงการ(Project) หมายถึง กลุ่มของกิจกรรมหรืองานที่สัมพันธ์กัน จัด
กระทาขึ้นโดยมเป้าหมายและวัตถุประสงค์ท่ีชัดเจน มีการวางแผนในการใช้งบประมาณและ
ทรัพยากรที่กาหนดไว้ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่า โดยโครงการจะต้องมีจุดเริ่มต้นและ
จุดส้ินสุดในการดาเนินงานที่ชัดเจน และในการดาเนินงานโครงการจะมีบุคคลหรือหน่วยงาน
รบั ผิดชอบ มีภาระหน้าท่ีในการทาให้โครงการดาเนนิ ไปเพ่ือบรรลุเป้าหมายท่ีได้วางไว้
1.2 ควำมหมำย กำรบริหำรโครงกำร
โครงการพัฒนาระบบใด ๆ ก็ตามจะต้องอาศัยการบริหารโครงการท่ีมีประสิทธิภาพ
เพื่อให้โครงการนั้น สามารถดาเนินการได้ตามระยะเวลาและงบประมาณที่กาหนดไว้ มี
นักวชิ าการหลายทา่ นไดใ้ ห้ความหมายคาว่าการบรหิ ารโครงการไวห้ ลากหลายดังนี้
รตั นา สายคณติ (2546 :34) กล่าวว่า การบริหารโครงการหมายถึง การทาหน้าท่ีตา่ ง ๆ
ทางดานบุรีหาร ไดแ้ ก่ การวางแผน การจดั องค์การการบังคบั บัญชา การประสานงาน และการ
ควบคุมการใช้ทรัพยากรของโครงการเพื่อให้โครงการดาเนินไปได้ และบรรลุผลสาเร็จตาม
วตั ถุประสงคท์ ร่ี ะบไุ ว้
โอภาส เอยี่ มสริ วิ งค์ (2548 :110) กลา่ ววา่ การบริหารโครงการหรอื การจดั การโครงการ
หมายถึงการบรหิ าร จดั การใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างเหมาะสม และสมบูรณ์ที่สุด เพ่ือให้
การดาเนินการบรรลุวัตถุประสงค์ท่ีตั้งใจไว้ ซ่ึงทรัพยากรในท่ีนี้ หมายถึงบุคลากร รวมถึงความ
เชีย่ วชาญ และความสามารถที่มีอยู่ ความร่วมมือของทีมงาน เคร่ืองมือเครื่องใช้ และส่ิงอานวย
ความสะดวกตา่ ง ๆ ตลอดจนขอ้ มูล ระบบงาน เทคนคิ และเวลา
สุพจน์ โกสิยะจินดา (2550 :23) กล่าววา่ การบริหารโครงการ คอื
1. การวางแผนโครงการการจัดองคกร การช้ีแนะและควบคุมการใช้ทรัพยากรของ
องค์กรอย่างมปี ระสิทธิภาพ เพอ่ื ให้เป็นไปตามเปา้ หมายและวัตถุประสงค์ทกี่ าหนดไว้
10
2. การวางแผนทเี่ หมาะสมและควบคุมโครงการ
3. การทาใหง้ านท่ไี ม่สามารถดาเนนิ การให้ผลดโี ดยวิธปี กตไิ ด้ ทาใหส้ าเรจ็ ได้ดว้ ยดี
โดยใชว้ ธิ กี ารบริหารโครงการ
4. เป็นกระบวนการแก้ปัญหา
กิตติ ภกั ดีวฒั นะกุล และพนดิ า พานิชุกล (2551,422) กล่าวว่า การบรหิ ารโครงการ
หมายถงึ กระบวนการในการกาหนด วางแผน ชแ้ี นะ ติดตาม และควบคมุ โครงการพัฒนาระบบ
ให้สามารถดาเนนิ การได้ตามระยะเวลาและงบประมาณทีก่ าหนดไว้ได้
มยุรี อนุมานราชธน (2551 :6) กล่าวว่าการบริหารโครงการหมายถึง กระบวนการใน
การดาเนินกิจกรรมด้วยวิธีการใหม่ ๆ ท่ีแตกต่างกันจากการบริหารงานประจาและการบริหาร
ทวั่ ไปเพอื่ ให้บรรลุเป้าหมายทก่ี าหนดไว้ภายใตก้ รอบด้านงบประมาณและเวลา
วสิ ตู ร จิระดาเกิง (2552 :6) กลา่ ววา่ การบรหิ ารโครงการคือการจดั การการใช้ทรัพยากร
ต่าง ๆ ท่ีมีอยู่อย่างเหมาะสมและสมบูรณ์ท่ีสุด เพื่อให้การดาเนินโครงการบรรลุวัตถุประสงค์
ที่ต้ังไวโ้ ดยทรัพยากร หมายถึง บุคลากร รวมถงึ ความเช่ียวชาญ และความสามารถท่ีมีอยู่ ความ
ร่วมมือของทีมงาน เคร่ืองมือเครื่องใช้ และส่ิงอานวยความสะดวกต่าง ๆ ตลอดจนข้อมูล
ระบบงานเทคนิคเงินทุนและเวลา
พนิดา พานิชุกล (2553 :300) กล่าวว่าการบริหารโครงการหมายถึง การประยุกต์ใช่
องค์ ความรู้ ทักษะ เครื่องมือและเทคนิคเพื่อดาเนินการตามความต้องการของโครงการให้
บรรลุวัตถุประสงคท์ ีก่ าหนดไว้
จากความหมายข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การบริหารโครงการ (Project
management) หมายถึง กระบวนการในการดาเนินกิจกรรมด้วยการกาหนดวางแผน ชี้แนะ
ติดตาม ควบคมุ โครงการเพื่อให้โครงการสามารถดาเนินการบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้
ภายใตก้ รอบด้านงบประมาณ เวลา และทรพั ยากรที่จากดั
11
2. ผ้บู ริหำรโครงกำร
โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศ จะสาเร็จได้ด้วยการทางานของทีมงานพัฒนาระบบ
หลายฝ่าย ซึ่งประกอบด้วย คณะกรรมการดาเนินงาน นักวิเคราะห์ระบบนักออกแบบ
ฐานข้อมูลโปรแกรมเมอรวิศวกรระบบเครือข่าย ทีมงานสนับสนุนฝ่ายเทคนิค เจ้าหน้าที่
รวบรวมข้อมูลผู้ใช้งาน รวมถึงผู้บริหารโครงการหรือผู้จัดการระบบสารสนเทศ ซึ่งเป็นบุคคลที่
ทาหน้าท่ีควบคุมดูแล ให้คาแนะนา และติดตามการดาเนินงานของทีมงานแต่ละฝ่าย ให้
ปฏิบัติงานตามแผนงานที่ได้กาหนดไว้เพ่ือใหบ้ รรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาระบบ ทาให้ระบบ
สารสนเทศท่ไี ด้มปี ระสิทธิภาพและเปน็ ทพี่ ึงพอใจของเจ้าของระบบนอกจากน้ีผู้บริหารโครงการ
ยงั มหี น้าทรี่ ับผดิ ชอบดังนี้
2.1 หนำ้ ทีร่ บั ผิดชอบของผู้บริหำรโครงกำร
1) กาหนดขอบเขตของโครงการผู้บริหารโครงการต้องสามารถกาหนดขอบเขต
และข้อจากัดของโครงการพัฒนาระบบที่รับผิดชอบ โดยต้องทราบข้อกาหนดของโครงการ
(Projectdefinition) ทจ่ี ะต้องรับผดิ ชอบโดยสังเขปดังต่อไปน้ี
(1) เจ้าของและผู้ให้การสนับสนุนโครงการโดยเจ้าของโครงการคือ
หน่วยงานท่ีตั้งโครงการพฒั นาระบบสารสนเทศ หรือหน่วยงานท่ีต้องการระบบสารสนเทศ เพื่อ
นาไปใชใ้ นองคก์ ร ผใู้ หก้ ารสนบั สนุนโครงการคือบุคคลท่ีทาหน้าท่ีรับผิดชอบด้านการเงินในการ
ดาเนินงานของโครงการพัฒนาระบบ ซ่ึงเจ้าของและผู้ให้การสนับสนุนโครงการอาจเป็นคน
เดียวกนั ก็ได้
(2) ปัญหาทีเ่ กดิ ขึ้นจากระบบงานเดิม ผู้บริหารโครงการจะต้องทราบถึง
ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทางานของระบบงานเดิมเนื่องจากระบบงานเดิมมีปัญหาจึงเป็นเหตุผล
ที่มีการจัดต้ังโครงการพัฒนาระบบข้ึนมา เพ่ือปรับปรุงระบบงานเดิมหรือพัฒนาระบบใหม่เพื่อ
แก้ไขปัญหา
12
(3) เป้าหมายของโครงการ(Project Goal) คือส่ิงท่ีหน่วยงาน หรือ
องค์กรต้องการในอนาคต ซ่ึงอาจเป็นความต้องการในการพัฒนาปรับปรุงระบบงานเดิม ให้
ตอบสนองการทางานที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หรืออาจเป็นการพัฒนาระบบงานขึ้นมาใหม่ ทดแทน
ระบบงานเดิมท่ีลา่ สมัยหรือไมส่ ามารถตอบสนองการทางานขององค์กรได้เนอื่ งจากองคกรมีการ
เปลี่ยนแปลงนโยบายการทางาน เปน็ ต้น
(4) วัตถุประสงค์ของโครงการ(Project Objectives) คือการปฏิบัติงาน
ให้บรรลเุ ปา้ หมายของโครงการทีไ่ ดก้ อ่ ตัง้ ข้ึน
(5) ข้อจากัดของโครงการ(Project Constraints) คือปัจจัย หรือแหล่ง
ทรัพยากรที่มีอยู่หรือข้อกาหนดต่าง ๆ ของโครงการเช่น ข้อจากัดด้านระยะเวลาในการ
ดาเนินงานโครงการข้อจากัดในการพัฒนาระบบให้รองรับกับเทคโนโลยีท่ีมีอยู่ ข้อจากัดด้าน
งบประมาณรวมถึงขอ้ จากัดด้านบุคลากร เป็นต้น ข้อจากัดเหล่านี้จะทาให้ระบบสารสนเทศที่
ได้มีคุณลักษณะที่เป็นไปตามปัจจัย หรือแหล่งทรัพยากรท่ีมีอยู่ ซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะของ
แตล่ ะองคก์ ร
2) วางแผนงานและจัดตั้งทีมงาน ผู้บริหารโครงการต้องเป็นบุคคลท่ีเข้าใจใน
รายละเอยี ดข้อกาหนดของโครงการเปน็ อย่างดี ดังนั้นจะต้องมกี ารวางแผนการดาเนินงานแตล่ ะ
กิจกรรมในแต่ละข้ันตอนของกระบวนการพัฒนาระบบ ว่ากิจกรรมใดควรเกิดข้ึนก่อนหรือหลัง
และกิจกรรมใดบ้างท่ีสามารถทางานไปพร้อมกัน รวมทั้งกาหนดจานวนบุคลากรหรือจัดตั้ง
ทีมงานปฏิบัติงานในแต่ละกิจกรรม และประมาณการต้นทุนท่ีจะใช้ในแต่ละกิจกรรม เพ่ือให้
การพฒั นาระบบสารสนเทศบรรลตุ ามเป้าหมายและวตั ถุประสงคท์ ไี่ ด้วางไว้
13
3) จัดตารางการปฏิบัติงาน วางแผนการปฏิบัติงานโดยสร้างตารางการปฏิบัติงานเพ่ือ
แสดงใหเ้ หน็ กจิ กรรมในแต่ละขนั้ ตอน โดยกาหนดวนั ทเ่ี ริม่ ต้นและวันที่ส้นิ สดุ ของแตล่ ะกิจกรรม
กิจกรรมใดที่สามารถทางานควบคู่กันไป กิจกรรมที่สามารถล่าช้าได้ โดยกาหนดจานวนวันท่ี
สามารถล่าช้า กิจกรรมใดท่ีต้องเร่งด่วน เพื่อทาให้เห็นภาพร่วมการทางานของโครงการซ่ึงการ
จัดทาตารางการปฏิบัติงาน ถือว่าเป็นหน้าท่ีของผู้บริหารโครงการโดยในการสร้างตารางการ
ปฏิบตั ิงาน ผบู้ ริหารโครงการสามารถใชซ้ อฟต์แวร์ช่วยในการจัดทาตารางการปฏิบัตงิ านได้ เชน่
Microsoft Project, Project Manager Workbench เปน็ ตน้
4) กากับและควบคุมโครงการผบู้ ริหารโครงการจะต้องกากับและควบคุมโครงการในแต่
ละกิจกรรมของโครงการตัง้ แตเ่ ร่ิมตน้ จนกระท่ังส้นิ สุดแตล่ ะกิจกรรม โดยคอยกาหนดหนา้ ท่ีและ
ความรับผิดชอบของทีมงาน คอยติดตามผลการปฏิบัติงานของทีมงานทึกคน จากน้ันทาเป็น
ข้อสรปุ ความคบื หน้าของโครงการเพือ่ นาไปรายงานตอ่ ผบู้ ริหารระดับสงู หรือเจ้าของโครงการ
2.2 ทกั ษะของผูบ้ ริหำรโครงกำร
นอกจากหน้าท่ีทีก่ ลา่ วมาขา้ งต้น ผู้บริหารโครงการจะตอ้ งมที กั ษะทใ่ี ชใ้ นการบรหิ าร
โครงการดังนี้
1) ความเป็นผู้นา (Leadership) เนื่องจากผู้บริหารโครงการต้องทาหน้าท่ีควบคุมดูแล
และติดตามการปฏิบัติงานของทีมงานในแต่ละกิจกรรมของแต่ละขั้นตอน ดังนั้นจาเป็นต้องมี
ทักษะความเป็นผนู้ าค่อนขา้ งสงู เพอื่ ใหก้ ารปฏบิ ตั งิ านสามารถสาเร็จลลุ ่วงตามเป้าหมายสูงสุดที่
ได้วางไว้
2) การจัดการ(Management) ในการปฏิบัติงานโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเป็น
การจัดการทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างจากัด ให้สามารถดาเนินโครงการได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ ดงั นน้ั ผ้บู รหิ ารโครงการจะต้องมีทักษะในการจัดสรรแหล่งทรัพยากรให้เหมาะสม
กบั กิจกรรมของแต่ละข้นั ตอนต่าง ๆ ได้เป็นอยา่ งดี
14
3) แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้น ในการปฏิบัติงานแต่ละกิจกรรมย่อมมีปัญหาต่าง ๆ
เกิดขึ้นมากมาย เช่น ปัญหาระหว่างการปฏิบัติงานของผู้ร่วมงานท่ีมีความเข้าใจไม่ตรงกัน
ปญั หาความขดั แยง้ กนั ระหว่างทมี งาน ปัญหาในการเลือกเทคนิคหรือเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้ใน
การพฒั นาระบบ ปัญหาจากข้อจากัดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อจากัดทางด้านเงินทุน ข้อจากัดทาง
เวลา ข้อจากัดทางด้านทรัพยากรต่าง ๆ ปัญหาเหล่านี้ผู้บริหารโครงการจะต้องสามารถหา
แนวทางในการแก้ไขปัญหา และหาข้อยตุ ไิ ด้อยา่ งลงตัวท่ีสุด เพ่ือให้การปฏิบัติงานของโครงการ
เปน็ ไปอยา่ งตอ่ เนือ่ งไมต่ ดิ ขัด ส่งผลการโครงการเสร็จสมบูรณ์ภายในระยะเวลาที่กาหนดเพราะ
หากไม่สามารถหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้ โครงการพัฒนาระบบอาจต้องใช้เวลาในการ
ปฏิบัติงานนานมากข้ึนส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายมากตามขึ้น ในทางเลวร้ายท่ีสุดอาจส่งผลกระทบ
ทาใหโ้ ครงการลม้ เหลวถกู ยกเลกิ ไปในทีส่ ดุ
4) การบรหิ ารทมี งานเนอ่ื งจากในการพัฒนาระบบเปน็ การทางานรว่ มกนั ้ีเปน็ ทีม
งานแต่ละงานจะต้องมีการติดต่อสื่อสารกันระหว่างทีมงานภายใน หรือระหว่างทีมงานของแต่
ละกิจกรรม ดังน้ันผู้บริหารโครงการต้องมีทักษะการบริหารทีมงานี้เป็นอย่างดี เพ่ือไม่ให้เกิด
ความขัดแย้งกนั ระหวา่ งทีมงาน และสามาถแก้ไขปญั หาท่เี กิดจากความขดั แยง้ กนั ของทมี งานได้
5) การบริหารงาน ผู้บริหารโครงการจะต้องสามารถวางแผนการปฏิบัติงาน การ
เตรียมการวางแผนรองรบั สถานการณ์ตา่ ง ๆ ท่อี าจจะเกิดข้ึนระหว่างการปฏิบัติงาน เช่น ความ
เสี่ยงท่ีกิจกรรมน้ันอาจจะไม่ได้ผลงานตามที่ได้วางแผนไว้ ความเสี่ยงเมื่อโครงการพัฒนาเสร็จ
สมบรู ณ์ อาจจะถูกประเมนิ ผลงานไม่ผา่ นตามเกณฑ์ทไี่ ด้วางไว้ หรือความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ต่าง
ๆ ทีส่ ง่ ผลต่อโครงการพัฒนาระบบ ซึ่งผ้บู รหิ ารโครงการจะต้องเตรียมการรองรับกับสถานการณ์
นนั้ ไว้ตลอดเวลา
15
3. กระบวนกำรบรหิ ำรโครงกำร
การบริหารโครงการสารสนเทศเป็นงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ความสามารถ และ
ทักษะในด้านต่าง ๆ เป็นอยา่ งดี และในการปฏบิ ตั ิงานจะตอ้ งดาเนินไปตามกระบวนการบริหาร
โครงการเพ่ือให้ผู้บริหารโครงการสามารถแจกแจงหน้าที่การทางานต่าง ๆ ของทีมงานได้อย่าง
ชัดเจน โดยแบง่ การบรหิ ารโครงการออกเปน็ 4ระยะ (Phases) ดังน้ี
3.1 ระยะการเริ่มต้นโครงการเป็นระยะที่ผู้บริหารโครงการจะต้องวางแผนการ
ปฏิบัติงานตามข้อกาหนดของโครงการซ่ึงในข้อกาหนดของโครงการจะกาหนดขอบเขตและ
ขนาดของโครงการไว้แล้ว ดังนั้นผู้บริหารโครงการมีหน้าท่ีนารายละเอียดดังกล่าวมากาหนด
กิจกรรมหรอื งานท่ีจะตอ้ งทาในแต่ละขัน้ ตอน โดยผูบ้ รหิ ารโครงการจะตอ้ งดาเนินการดงั นี้
1) จดั ตัง้ ทีมงานปฏิบัตงิ านและกาหนดหน้าทีข่ องทมี งานแตล่ ะคนอย่างชัดเจน
2) จัดทาแผนการดาเนินงาน กาหนดกิจกรรมและงานที่จะต้องกระทาใน
กิจกรรมรวมถึงระยะเวลาการดาเนนิ งาน กาหนดกิจกรรมใดตอ้ งเริ่มต้นก่อน และกิจกรรมใดจะ
ดาเนินการเม่อื สน้ิ สุดกิจกรรมกอ่ นหน้า หรือกจิ กรรมใดบ้างท่ีสามารถดาเนนิ การควบคกู่ ัน
3) จัดทากระบวนการบริหารโครงการกาหนดกระบวนการในการบริหาร
โครงการกาหนดมาตรฐานท่ีใช้ในการควบคุมการปฏิบัติงานของโครงการซ่ึงขึ้นอยู่กับการ
ตดั สนิ ใจของผบู้ รหิ ารโครงการ
4) จัดทาสมุดโครงการ (Project Workbook) เพ่ือเก็บรวบรวมข้อมูลท้ังหมดที่
เก่ียวข้องกับการปฏิบัติงานโครงการตั้งแต่เอกสารข้อกาหนดของโครงการซ่ึงประกอบด้วย
ขอบเขตของโครงการเปา้ หมายและวัตถุประสงค์ของโครงการขอ้ มูลเกยี่ วกบั ปญั หาทเ่ี กิดขึน้ จาก
ระบบงานเดิมของหน่วยงาน หรือองค์กร ข้อจากัดต่าง ๆ ของโครงการท่ีกาลังจะพัฒนา
แผนการปฏิบัติงาน ทีมงานและหน้าที่ของทีมงานแต่ละคน และหากในการพัฒนาระบบ
สารสนเทศมีการใช้ CASE Tools ในการพัฒนาระบบก็จะจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ใน
Repository เพ่ือประโยชนใ์ นการเรยี กใช้ขอ้ มูลกอ่ นปฏบิ ตั ิงานในระยะต่อไป ผู้บริหารโครงการ
ควรทาการทบทวนผลการปฏิบัติงานทั้งหมด หากพบข้อผิดพลาดหรือมีความจาเป็นต้อง
ดาเนินการแก้ไขหรือปรับปรุงกิจกรรมหรืองานในส่วนใดก็สามารถดาเนินการปรับปรุงใน
ระยะแรกน้ี เพ่ือให้การปฏิบัติงานในระยะถัดไปไม่มีปัญหาติดขัด เช่น การปรับปรุงระยะเวลา
ปฏิบตั งิ านของแตล่ ะกิจกรรม การปรบั ปรงุ จานวนทีมงานหรือบคุ คลในทีมงาน เปน็ ตน้
16
3.2 ระยะการวางแผนโครงการเป็นระยะที่มีการกาหนดรายละเอียดของ
กิจกรรมการทางานในแต่ละขั้นตอน กาหนดเวลาท่ีใช้ในแต่ละขั้นตอนและแต่ละ
กิจกรรมอย่างชัดเจน โดยกิจกรรม คืองานย่อยท่ีจะต้องปฏิบัติในแต่ละขั้นตอนของ
วงจรการพัฒนาระบบ ในระยะวางแผนโครงการโดยผู้บริหารโครงการจะต้องปฏิบัติ
ดังน้ี
1) แสดงรายละเอยี ดขอ้ กาหนดของโครงการแจกแจงขอบเขตและความ
เป็นไปได้ของโครงการระบุรายละเอียดปัญหาของระบบท่ีจะทาการพัฒนา ข้อจากัด
และสถานะปัจจุบันของระบบ เพื่อทาให้ทราบถึงกิจกรรมท่ีจะต้องปฏิบัติในแต่ละ
ขั้นตอนการพัฒนาระบบ
2) แบ่งข้ันตอนการปฏิบัติงานท้ังหมดของโครงการตั้งแต่เร่ิมต้น
โครงการจนเสร็จส้ินโครงการโดยพิจารณาจากข้ันตอนของวงจรการพัฒนาระบบที่
โครงการยึดปฏบิ ตั ิ โดยทาการเรยี งลาดับขั้นตอนการปฏิบัติงาน แจกแจงรายละเอียด
และลาดับของงาน หรือกจิ กรรมทจ่ี ะต้องปฏบิ ัตใิ นแต่ละข้ันตอน
3) วางแผนการใช้งบประมาณและจัดสรรทรัพยากรในแต่ละกิจกรรม
โดยแสดงรายละเอียดงบประมาณท่ีจะต้องใช้แต่ละขั้นตอนการปฏิบัติงาน แจกแจง
รายละเอียดความต้องการในการใช้ทรัพยากรในแต่ละงาน หรือกิจกรรมของขั้นตอน
ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น จานวนคนในแต่ละทีมงาน การวางแผนการใช้งบประมาณและ
จานวนคนในทีมงานที่ทาหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูล การวางแผนการว่าจ้าง
โปรแกรมเมอร์ วางแผนเช่าพ้ืนท่ีสาหรับจัดเก็บข้อมูลบนเครือข่าย้อนเทอร์เน็ต
รวมถึงการวางแผนการใช้เทคโนโลยีท่ีสามารถรองรับระบบงานท่ีกาลังจะพัฒนา
เปน็ ตน้
4) จดั ตารางระยะเวลาการปฏบิ ัติงานของแตล่ ะกจิ กรรม จากกิจกรรมท่ี
ได้แบ่งแยกและจัดเรียงไว้ กาหนด ระยะเวลา ระบุวันเริ่มต้นและวันส้ินสุดการ
ปฏิบัติงาน ซึ่งในการแสดงระยะเวลาปฏิบัติงานอาจแสดงในรูปของ Gantt chart
หรือ PERT/CPM Chart
17
5) วางแผนการติดต่อสื่อสารกับผู้เก่ียวข้องในระหว่างการพัฒนาระบบ
ระบุวันที่ต้องนาเสนอรายงานต่อผู้บริหาร วางแผนการประสานงานในระหว่างการ
ทางาน
6) จัดทามาตรฐานในการปฏิบัติงาน ระบุผลที่ได้จากการปฏิบัติงานใน
แต่ละข้ันตอนเพ่ือประโยชน์ในการตรวจสอบผลของการปฏิบัติงาน อาจกาหนด
รูปแบบของผลลัพธ์และรูปแบบของรายงานที่ใช้แสดงความคืบหน้าในการปฏิบัติงาน
เพื่อใหเ้ ปน็ มาตรฐานเดยี วกัน และสามารถตรวจสอบไดว้ า่ ควรได้รับการแกไ้ ขหรือไม่
7) ระบุและประเมินความเสี่ยง ระบุถึงแหล่งที่มาที่อาจทาให้เกิดความ
เสี่ยงในการลงทุนปฏิบัติงานโครงการพร้อมทั้งประเมินระดับความเสี่ยงท่ีจะเกิดขึ้น
โดยความเสี่ยงน้ันอาจเกิดจากการนาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ การต่อต้านต่อการ
เปล่ียนแปลงระบบของผู้ใช้ สภาพการแข่งขันทางธุรกิจ หรือแม้กระทั่งความไม่มี
ประสบการณ์ในเร่ืองของเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือในเร่ืองของการปฏิบัติงานด้านธุรกิจ
ของทมี งานพฒั นาระบบ
8) ประมาณการการใช้งบประมาณโดยรวมของโครงการประมาณ
คา่ ใช้จ่ายทจ่ี ะตอ้ งใชไ้ ปและรายได้ที่จะไดร้ บั ของโครงการพัฒนาระบบในเบือ้ งต้น โดย
การวิเคราะหต์ น้ ทุนและผลตอบแทนท่จี ะได้รบั (Cost-benefit Analysis)
9) จัดทาข้อกาหนดของงาน (Statement Of Work : SOW) เป็นการ
จัดทาเอกสารเพื่อผู้บริหารขององค์กรหรือลูกค้า โดยแสดงรายละเอียดของงานที่
จะต้องทาท้ังหมดและผลที่จะได้รับอย่างชัดเจน เอกสารชุดนี้จะเป็นประโยชน์ในการ
สรา้ งความเข้าใจท่ตี รงกนั ของทีมพฒั นาระบบลูกคา้ และผบู้ รหิ าร
10) จัดทา Baseline Project Plan (BPP) เป็นเอกสารแสดง
รายละเอียดขอบเขตของโครงการต้นทุน กาไร ความเส่ียง และความต้องการใช้
ทรพั ยากร โดยแบง่ เป็น 4 ส่วนดังนี้
(1) บทนาโครงการ(Introduction) แสดงขอบเขตของโครงการและแหลง่
ทรพั ยากรทจี่ ะตอ้ งใช้
(2) รายละเอยี ดของระบบ (System Description)แสดงรายละเอียดการทางาน
ของระบบอย่างครา่ ว ๆ ขอ้ มลู นาเข้าและผลลพั ธ์ที่ได้จากการทางานของระบบ
18
10) จัดทา Baseline Project Plan (BPP) เป็นเอกสารแสดง
รายละเอียดขอบเขตของโครงการต้นทุน กาไร ความเส่ียง และความต้องการใช้
ทรพั ยากร โดยแบง่ เป็น 4 ส่วนดังน้ี
(1) บทนาโครงการ(Introduction) แสดงขอบเขตของโครงการ
และแหลง่ ทรัพยากรที่จะต้องใช้
(2) รายละเอียดของระบบ (System Description)แสดง
รายละเอียดการทางานของระบบอย่างคร่าว ๆ ข้อมูลนาเข้าและผลลัพธ์ท่ีได้จากการ
ทางานของระบบ
(3) ผลการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) แสดง
การศึกษาความเป็นไปได้ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ความเป็นไปได้ด้านเศรษฐศาสตร์ความ
เป็นไปไดด้ า้ นเทคนคิ ความเป็นไปไดด้ า้ นการปฏิบัติงาน และความเป็นไปได้ด้านเวลา
การปฏิบัตงิ าน
( 4 ) ก า ร บ ริ ห า ร โ ค ร ง ก า ร ( Management Issues)แ ส ด ง
รายละเอียดของทีมงานพัฒนาระบบแผนงาน และมาตรฐานการทางานโดยเมื่อ
ปฏิบัติงานเสร็จส้ิน ผู้บริหารโครงการจะต้องตรวจสอบและทบทวนรายละเอียด
ท้ังหมดที่จัดทาข้ึนอีกคร้ัง เพื่อความถูกต้องและชัดเจน และนาข้อมูลต่าง ๆ ส่งต่อ
ให้กบั ทมี งานและผูท้ ่ีเก่ียวขอ้ งในการปฏบิ ัตงิ านในระยะต่อไป
19
3.3 ระยะดำเนนิ โครงกำร เป็นระยะการปฏิบัติงานตามแผนท่ีได้กาหนดไว้ในวงจรการ
พัฒนาระบบ ซ่ึงผู้บริหารโครงการจะต้องทาหน้าที่ติดตามการทางานของทีมงานให้ปฏิบัติงาน
ตรงตามแผนงานที่ว่างไว้ในแต่ละข้ันตอน หน้าท่ีในระยะน้ีผู้บริหารโครงการต้องปฏิบัติ
ดงั ต่อไปน้ี
1) ดาเนินงานในแตล่ ะกิจกรรมที่วางแผนไว้ ในแต่ละขั้นตอนของวงจรการพัฒนาระบบ
หน้าท่ีของผู้บริหารโครงการคือคอยดูแลติดตามและควบคุมการดาเนินงาน ตั้งแต่ การจัดหา
อุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ จัดต้ังทีมงาน หลังจากนั้นจึงมอบหมาย่อหน้าท่ีและความ
รับผิดชอบให้กับทีมงานแต่ละคนอย่างชัดเจน จัดประชุมสร้างความเข้าใจระหว่างทีมงาน
เพ่ือใหก้ ารควบคุมการปฏบิ ัตงิ านสะดวกขึน้ ส่งผลใหท้ มี งานสามารถปฏบิ ัติงานได้ตรงตามความ
ต้องการและเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาท่ีกาหนดไว้อธิบายถึงมาตรฐานและการติดตามผลการ
ปฏบิ ตั งิ าน เพือ่ ความมีประสทิ ธภิ าพของระบบงานเมือเสรจ็ สมบรู ณ์
2) ติดตามผลการปฏิบัติงานของทีมงาน ผู้บริหารโครงการต้องทาหน้าที่ติดตามผลการ
ปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอน ไม่ว่าการปฏิบัติงานั้นนจะตรงตามระยะเวลาที่กาหนดไว้หรือไม่ก็
ตาม หากการปฏิบัติงานในกิจกรรมใดก็ตามท่ีไม่ตรงตามระยะเวลาที่กาหนดไว้ ผู้บริหาร
โครงการจะต้องแก้ปัญหาดว้ ยการปรบั แผนงานของกิจกรรมน้ัน หรือปรับแผนงานของกิจกรรม
ที่เกี่ยวข้องในขั้นตอน้ันน จัดสรรแหล่งทรัพยากร และงบประมาณให้ลงตัวที่สุด โดยไม่ทาให้
โครงการน้ันล่าช้า ผู้บริหารอาจใช้ Gantt Chart และPERT/CPM Chart ท่ีได้จัดทาไว้มาช่วย
ในการติดตามผลการปฏิบัติงานได้ จะช่วยทาให้ผู้บริหารโครงการสามารถวางแผน หรือ
ปรับเปลี่ยนแผนงานล่วงหน้าได้สะดวกย่ิงขึ้นเนื่องจาก Gantt Chart จะแสดงกิจกรรมและ
ระยะเวลาตลอดทั้งโครงการส่วน PERT/CPM Chart จะบอกถึงกิจกรรมใดที่สามารถล่าช้าได้
และกิจกรรมใดท่ไี มส่ ามารถล่าช้าได้และบางกรณีอาจมีการปรับเปล่ียนหน้าที่หรือตาแหน่งของ
ทมี งานบางคนตามความเหมาะสม
20
3) ติดตามการเปล่ียนแปลง ผู้บริหารโครงการจะทาหน้าที่ติดตามการเปลี่ยนแปลงท่ี
เกดิ ขน้ึ ตลอดเวลาของการปฏิบตั งิ านโครงการเพื่อสามารถปรับปรุงและปรับเปลี่ยนรายละเอียด
ในแผนงานให้เป็นปัจจุบันมากท่ีสุด อีกท้ังต้องหาแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเน่ืองจาก
ผลกระทบของการเปล่ียนแปลง จะส่งผลให้โครงการสามารถดาเนินงานได้ตรงตามเป้าหมาย
โดยใช้ระยะเวลาและงบประมาณที่กาหนดไว้ การเปลี่ยนแปลงอาจมีสาเหตุจากปัจจัยท่ี
ผู้บริหารโครงการไม่สามารถควบคุมได้ ตัวอย่างเช่น การเลื่อนระยะเวลาในการปฏิบัติงานบาง
กิจกรรมให้น้อยลงจากที่วางแผนไว้ การย้อนกลับไปทากิจกรรมท่ีมีข้อผิดพลาด ทาให้กระทบ
กิจกรรมอื่นในแผนงาน การเจ็บป่วยของทีมงานบางคนที่รับผิดชอบงาน หรือกิจกรรมนั้นอยู่
การเปล่ียนเวอร์ชั่นของซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการของเคร่ืองคอมพิวเตอร์ท่ีจะใช้สาหรับติดตั้ง
ระบบงานทกี่ าลงั พัฒนาโดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลกระทบกับระบบงาน เช่น จานวนบิต
ข้อมูลท่ีใช้ในการประมวลผล รูปแบบการติดต่อประสานกับผู้ใช้ไม่สอดคล้องกับระบบที่กาลัง
พัฒนา รวมถึงการเปล่ียนแปลงเทคโนโลยีที่จะใช้ในหน่วยงานไม่เป็นไปตามข้อตกลงร่วมกันใน
ครง้ั แรกก่อนเรม่ิ ตน้ โครงการซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลทาให้ต้องมีการพัฒนาระบบใหม่
ซึ่งจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพ่ิม เวลาท่ีใช้ในการพัฒนาระบบก็จะคลาดเคล่ือน เป็นหน้าท่ีผู้บริหาร
โครงการจะต้องทาการประชุมตกลงกับทีมงานและเจ้าของระบบ เพื่อหาข้อยุติหรือแนวทางใน
การแก้ปญั หาทเี่ กิดขนึ้
4) บารุงรักษาชุดเอกสารของโครงการเม่ือมีการเปลี่ยนแปลงเกิดข้ึน ผู้บริหารจะต้อง
ปรับปรุงชุดเอกสารของโครงการให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเปล่ียนแปลงความ
ตอ้ งการหรอื การเปล่ียนแปลงหน้าที่รับผิดชอบของทีมงาน เพื่อความสะดวกในการศึกษาความ
เป็นมาของโครงการการค้นหาขอ้ มูลของโครงการหรือเมื่อมที ีมงานใหม่เข้ามาร่วมงานก็สามารถ
ศกึ ษาได้จากชุดเอกสารของโครงการได้ทันที
5) แจง้ ความคบื หนา้ ในการปฏบิ ัติงาน ผบู้ ริหารโครงการจะต้องแจ้งความคืบหน้าในการ
ปฏิบัติงาน หรือแจ้งผลการปฏิบัติงานให้กับทีมงานของผู้บริหารโครงการได้ทราบ เพื่อให้การ
บริหารการทางานเป็นทีมมีประสิทธิภาพ และทีมงานทึกคนยังสามารถรับรู้ปัญหาที่เกิดข้ึนเพ่ือ
ร่วมกันแก้ไขปัญหาน้ันได้อีกท้ังทีมงานจะได้ทราบถึงสถานะของโครงการว่า ปฏิบัติงานไปถึง
ขน้ั ตอนใดของวงจรการพฒั นาระบบ และผู้บริหารโครงการต้องทารายงานความคืบหน้าในการ
ปฏบิ ัตงิ านให้กบั เจา้ ของและผ้สู นบั สนนุ โครงการเพอ่ื รบั ทราบถึงผลและปญั หาที่เกดิ ขึ้น
21
3.4 ระยะปิดโครงกำร เป็นกิจกรรมท่ีกระทาเม่ือโครงการพัฒนาระบบเสร็จสิ้น
หลังจากทีม่ กี ารนาระบบทพี่ ฒั นาไปตดิ ตง้ั และใช้งาน เปน็ ช่วงของการบารุงรกั ษาระบบ โดยการ
ปดิ โครงการมี 2 ลักษณะ ได้แก่ การปดิ โครงการด้วยความสาเร็จ และการปิดโครงการเน่ืองจาก
ความล้มเหลวของโครงการก่อนการพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ ซ่ึงมีสาเหตุหลายประการที่ส่งผลให้
โครงการพัฒนาระบบนั้นล้มเหลวก่อนการพัฒนาเสร็จ เช่น เจ้าของโครงการเห็นว่าทีมงาน
พัฒนาระบบไม่มีประสิทธิภาพมากพอหรือโครงการพัฒนาระบบนั้นใช้เวลาและงบประมาณ
มากเกินกว่าท่ีกาหนดหรือระบบท่ีได้จากโครงการไม่สามารถตอบสนองความต้องการของ
องค์กรได้อย่างแท้จริง เป็นต้นกรณีที่การปิดโครงการด้วยความสาเร็จ สิ่งท่ีผู้บริหารโครงการ
จะตอ้ งมดี งั นี้
1) ปิดโครงการเม่ือโครงการปิดลง ผู้บริหารโครงการต้องปรับปรุงและแก้ไขชุดเอกสาร
ให้เป็นปัจจุบันมากท่ีสุด และแจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายรับทราบ ส่งจดหมายขอบคุณผู้ท่ีให้
ความช่วยเหลือท่ีไม่ใช้ทีมงานพัฒนาระบบ เช่น ลูกค้าท่ีให้คาแนะนาเกี่ยวกับคุณสมบัติของ
ระบบที่ต้องการหน่วยงานภาครัฐท่ีให้การสนับสนุนข้อมูลที่สาคัญ หากเป็นทีมงานในโครงการ
พัฒนาระบบ อาจมีการให้โบนัสตอบแทนในการปฏิบัติงาน การให้รางวัลการปฏิบัติงานของ
ทมี งานที่มีความทุ่มเท เปน็ ตน้
2) ประชมุ ทบทวนผลการดาเนนิ งานหลงั ปดิ โครงการเป็นการประชุมร่วมกันของทีมงาน
ในการพัฒนาระบบ เพ่ือพิจารณาถึงผลการปฏิบัติงานของโครงการต้ังแต่เร่ิมจัดตั้งโครงการจน
เสร็จส้ินโครงการวิเคราะห์หาจุดแข็งและจุดอ่อนของการปฏิบัติงาน และการบริหารโครงการ
ของผู้บริหารโครงการโดยทุกฝ่ายจะต้องยอมรับผลการวิเคราะห์ เพื่อเปืนแนวทางในการ
ดาเนินงานโครงการพฒั นาระบบในคราวต่อไป
3) ยุติสัญญาในโครงการพัฒนาระบบ เมื่อโครงการปิดลงด้วยความสาเร็จ ผู้บริหาร
โครงการและเจ้าของโครงการจะต้องมีการเซ็นสัญญารับมอบระบบที่พัฒนาสมบูรณ์แล้ว ด้วย
ความเหน็ ชอบของโครงการว่าระบบทไี่ ด้มาน้ันตรงตามความตอ้ งการทุกประการ
22
4. สำเหตุท่ีส่งผลต่อควำมลม้ เหลวโครงกำรพฒั นำระบบ
เป้าหมายและวัตถุประสงค์หลักของการจัดต้ังโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศ คือ
เพื่อให้ได้ระบบสารสนเทศที่สามารถตอบสนองความต้องการของเจ้าของระบบและผู้ที่
สนับสนุนการก่อตั้งโครงการและอานวยความสะดวกในการทางานขององค์กร โดยในการ
ดาเนินงานพัฒนาระบบสารสนเทศจะปฏิบัติตามกระบวนการวงจรการพัฒนาระบบตามท่ี
โครงการพัฒนาระบบยึดปฏิบัติหากข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหน่ึงอาจจะทาให้โครงการล้มเหลว
หรือไม่ประสบผลสาเร็จัดงที่ต้ังใจไว้ โดยสามารถสรุปสาเหตุที่ส่งผลกระทบต่อความล้มเหลว
โครงการพฒั นาระบบไดห้ ลากหลายสาเหตดุ ังนี้
1) ขาดการศึกษาความเปน็ ไปไดใ้ นการปฏิบัตงิ านโครงการหากทมี งานขา้ มกร็ ะบวนการ
การศึกษาความเป็นไปได้ เมื่อดาเนินการโครงการไปสักระยะเวลาหน่ึงอาจจะประสบปัญหา
ต่างๆ ข้ึนได้ เช่น ปัญหาจากการเปล่ียนนโยบายการบริหารงานขององค์กร ปัญหางบประมาณ
ขององค์กร มีจากัด ปัญหาจากการปฏิบัติงานของบุคลากรในองค์กร ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดจาก
ขาดการศึกษาความเป็นไปได้ ดังน้ันก้อนเร่ิมต้นโครงการพัฒนาระบบ ควรทาการศึกษาความ
เป็นไปได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนให้ครบทั้ง 4 ด้าน คือความเป็นไปได้ด้านเศรษฐศาสตร์ ความ
เป็นไปด้านเทคนิคความเป็นไปได้ด้านการปฏิบัติงาน และความเป็นไปได้ด้านเวลาดาเนินการ
เพ่อื ไมใ่ หโ้ ครงการพฒั นาระบบสารสนเทศลม้ เหลวระหวา่ งทกี่ าลงั ปฏบิ ัตงิ าน
2) ข้อกาหนดีหรือความต้องการต่าง ๆ ท่ีรวบรวมมาไม่ชัดเจน หรือไม่สมบูรณ์ ซึ่ง
ขอ้ กาหนดของโครงการเป็นสิ่งสาคัญอย่างย่ิงต่อโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเนื่องจากเป็น
การระบขุ อบเขตและข้อจากัดของโครงการดังน้ันจึงจะต้องรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องมา
ให้ละเอียดครบถวน เพื่อให้โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศได้ผลิตภัณฑ์ท่ีตรงตามความ
ตอ้ งการของเจา้ ของระบบอย่างแท้จรงิ
3) ขาดการประสานงานท่ีดีระหว่างผใู้ ชร้ ะบบกับนักวิเคราะห์ระบบ รวมถงึ การจากผู้ใช้
ระบบทไ่ี มต่ อ้ งการระบบใหมจ่ ึงไม่ให้ความร่วมมือนักวิเคราะห์ระบบไมเ่ ข้าใจในรายละเอียดการ
ทางานของระบบงานที่กาลงั จะพฒั นา
4) ขาดระบบควบคุมทีด่ ี ผูบ้ รหิ ารโครงการไมม่ ีประสบการณ์ในการควบคุมและดแู ลการ
ปฏิบัติงานของทีมงาน ไม่กาหนดหน้าที่การทางานของทีมงานอย่างชัดเจน ไม่ระบุกิจกรรมใน
การปฏบิ ตั ิงานแตล่ ะขัน้ ตอนอย่างชัดเจน
23
5) ไม่มีมาตรฐานการจัดการความเปล่ียนแปลงที่ดีเนื่องจากความต้องการของผู้ใช้หรือ
เจา้ ของระบบอาจมกี ารเปลยี่ นแปลงระหว่างการพัฒนา ดังน้ัน หากไม่มีมาตรการจัดการที่ดีพอ
ย่อมมีความเสี่ยงสูงที่จะทาให้การพัฒนาระบบเกิดความล้มเหลวเน่ืองจากจะต้องใช้ทรัพยากร
มากกวา่ ทก่ี าหนดทาใหโ้ ครงการส้นิ เปลืองงบประมาณและเวลาเกินกว่าท่ีวางแผนไว้
6) ผู้ใช้ไม่ยอมรับในระบบเนื่องจากระบบที่พัฒนาไม่สามารถตอบสนองความต้องการ
ของผู้ใช้หรือเจ้าของระบบหรือระบบไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาการทางานขององค์กรได้อย่าง
แทจ้ รงิ
7) ระบบทางานผิดพลาดบ่อยคร้ัง อาจเน่ืองมาจากความบกพร่องในการทดสอบระบบ
ทไ่ี ม่ละเอียดเพียงพอ
8) ความไม่ชานาญงาน หรือความไม่มีประสบการณ์ของนักวิเคราะห์ระบบ ทาให้การ
ทางานบางข้ันตอนของวงจรการพัฒนาระบบล้มเหลว เช่น ขาดประสบการณ์ในการรวบรวม
ขอ้ มลู ขององค์กร ทาให้เก็บรวบรวมข้อมลู ไมค่ รบถวน ความไม่ชานาญในการออกแบบระบบทา
ให้ระบบทไี่ ดไ้ มส่ ามารถตอบสนองความตอ้ งการของผ้ใู ชห้ รือเจ้าของระบบอย่างแท้จรงิ
9) ผู้บริหารไม่มีความชัดเจนในนโยบาย ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในความต้องการ
ตลอดเวลา
24
5. เทคนิคกำรวำงแผนและควบคุมโครงกำร
การบริหารโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อให้มีประสิทธิภาพ และสามารถพัฒนา
ระบบสารสนเทศให้เสร็จส้ินตามระยะเวลาที่กาหนด ใช้งบประมาณตามที่ได้รับ และใช้
ทรัพยากรท่ีมีอยู่อย่างคุ้มค่านั้น จาเป็นอย่างยิ่งต้องอาศัยการวางแผนการปฏิบัติงานที่ดีเยี่ยม
และผู้บรหิ ารโครงการจะตอ้ งสามารถควบคุม ดแู ลการปฏิบตั ิงานท้ังหมดให้เป็นไปตามแผนงาน
ที่ได้วางไว้ ซึ่งกระบวนการดาเนินงานของแต่ละกิจกรรมในแต่ละข้ันตอน มีรายละเอียดและมี
ความซับซ้อนค่อนข้างมาก ดังนั้นหากมีเคร่ืองมือที่ใช้ในการกาหนดตารางการดาเนินงาน
โครงการตั้งแต่เรม่ิ ตน้ โครงการจนกระทัง่ ส้ินสดุ โครงการจะช่วยให้การวางแผนการปฏิบัติงาน มี
ความเป็นระเบียบสามารถติดตามและควบคุมการดาเนินงานโครงการได้ง่าย เคร่ืองมือหรือ
เทคนิคท่ีนิยมนามาใช้ในการวางแผนและควบคุมโครงการคือ Gantt Chart และPERT/CPM
Chart
5.1 Gantt chart พฒั นาขึน้ โดย Henry Gantt ในปี พ.ศ. 2460 ใช้ในการวางแผน
เก่ียวกับตารางเวลาการทางาน เหมาะสาหรบั โครงการขนาดเลก็ มจี านวนกิจกรรมไมม่ าก โดยมี
ลักษณะ เป็นกราฟแท่งในแนวนอนซ่ึงแสดงขอบเขตของระยะเวลาในแต่ละกิจกรรมของแต่ละ
ขั้นตอน แนวตั้งด้านซ้ายมือแสดงรายชื่อกิจกรรม และลาดับการปฏิบัติงานในแต่ละกิจกรรม
ตวั อยา่ งดงั ตารางท่ี 9.2 ซึ่งเป็น Gantt chartของกิจกรรมตารางท่ี 9.1
25
จากตารางท่ี 9.1 แผนการดาเนินงานของแต่ละกิจกรรมในโครงการซ่ึงแบ่งออกเป็น 9
กิจกรรม และลาดับก่อนหลังการปฏิบัติงานในแต่ละกิจกรรม พร้อมระยะเวลาที่ใช้ในแต่ละ
กิจกรรมหนว่ ยเปน็ สัปดาห์ เมอื่ นาแผนการดาเนนิ งานดังกล่าวมาสร้างเป็น Gantt chart จะได้
ดังตารางที่ 9.2
5.1.1 ขอ้ ดีของ Gantt chart
(1) แสดงใหเ้ หน็ ถงึ เวลาเร่ิมต้นและเวลาสิน้ สดุ ของโครงการอยา่ งชัดเจน
(2) สามารถแสดงใหเ้ หน็ ว่ามีงานใดบา้ งทส่ี ามารถปฏิบัตงิ านไปพรอ้ ม ๆ กันได้
(3) สามารถแสดงให้เห็นถึงระยะเวลาทีเ่ หลอื ท้ังหมดในการปฏิบัติงานของโครงการทา
ใหผ้ ู้บรหิ ารโครงการสามารถวางแผนการเล่อื นการปฏิบตั งิ านออกไปได้
26
5.1.2 ข้อจำกัดของ Gantt chart
(1) สามารถใช้ได้ดีกรณีท่ีเป็นโครงการขนาดเล็กที่มีความซับซ้อนไม่มาก หากเป็น
โครงการขนาดใหญท่ ี่มีจานวนงานซบั ซ้อนจะทาใหก้ ารวางแผนมีความยงุ่ ยาก
(2) ไมส่ ามารถแสดงความสัมพันธร์ ะหวา่ งกิจกรรมย่อยตา่ ง ๆ ได้
(3) ไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงจานวนทรัพยากรท่ีมีอยู่ ทาให้ผู้บริหารโครงการไม่
สามารถวางแผนการปฏิบัติงานในการใชท้ รพั ยากรได้
5.2 PERT/CPM chart เทคนิคข่ายงานโครงการPERT (Program Evaluation and Review
Technique) พัฒนาข้นึ โดยกองทัพเรอื แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเทคนิคท่ีช่วยให้ผู้บริหาร
โครงการสามารถกาหนดตารางการปฏบิ ัติงาน ตดิ ตาม ตรวจสอบและควบคุมโครงการที่มีขนาด
ใหญ่และมีความซับซ้อนสูงโดยท่ีข่ายงานโครงการPERT และข่ายงานโครงการ CPM (Critical
Path Method) มีลกั ษณะการใชง้ านทค่ี ลา้ ยคลึงกัน แตกต่างกันตรงที่ข่ายงาน PERT เน้นเวลา
การปฏิบัติงานโครงการส่วนข่ายงานโครงการCPM เน้นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานโครงการซึ่ง
ในปัจจุบันเทคนิคการเขียนข่ายงานโครงการPERT และข่ายงานโครงการCPM ถูกนามาใช้
รว่ มกัน โดยเรียกขา่ ยงานโครงการPERT/CPM
5.2.1 วัตถปุ ระสงค์ของขำ่ ยงำนโครงกำร PERT/CPM
เทคนิคข่ายงานโครงการPERT/CPM เป็นการแสดงภาพรวมของโครงการโดยจะแสดง
ให้เห็นถึงกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการการแสดงจะแสดงลาดับของกิจกรรมที่ต้องกระทา และ
ความสัมพันธร์ ะหว่างกจิ กรรมต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงคด์ งั น้ี
(1) วางแผนโครงการ(Project Planning) โดยจะคานวณระยะเวลาการทางาน
และแสดงถึงกิจกรรมแต่ละกิจกรรมว่าควรเริ่มเมื่อใด และจะเสร็จส้ินเมือใด มีการกาหนดว่า
กิจกรรมใดเป็นกจิ กรรมสาคัญ ทางานลา่ ชา้ ไม่ได้ หรือลา่ ชา้ ได้ไม่เกินระยะเวลาเทา่ ไร
(2) ควบคุมโครงการ(Project Control) โดยสามารถควบคุมการทางานให้
เป็นไปตามแผนงานท่ไี ดว้ างไว้ และควบคุมการปฏบิ ัติงานไมใ่ ห้ลา่ ชา้ เกนิ กว่าท่ีกาหนดไว้
(3) บริหารทรัพยากร (Resources) สามารถใช้ทรพั ยากรตา่ ง ๆ เช่นเงินทุน
บคุ ลากร เครื่องมืออุปกรณ์ และอน่ื ๆ ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพและใชป้ ระโยชนเ์ ตม็ ที่
(4) บรหิ ารโครงการ(Project Management) ในบางคร้ังอาจจะจาเปน็ ตอ้ งเร่ง
การปฏบิ ตั งิ านใหเ้ สรจ็ สนิ้ ก่อนระยะเวลาทก่ี าหนด ข่ายงานโครงการPERT/CPM สามารถแสดงให้ 27
เหน็ ถึงกิจกรรมใดทสี่ ามารถเรง่ ได้เพื่อให้โครงการเสรจ็ สนิ้ เรว็ ข้นึ
(1) วางแผนโครงการ(Project Planning) โดยจะคานวณระยะเวลาการทางาน
และแสดงถึงกิจกรรมแต่ละกิจกรรมว่าควรเริ่มเม่ือใด และจะเสร็จส้ินเมือใด มีการกาหนดว่า
กจิ กรรมใดเปน็ กิจกรรมสาคัญ ทางานล่าชา้ ไมไ่ ด้ หรอื ล่าช้าได้ไมเ่ กินระยะเวลาเทา่ ไร
(2) ควบคุมโครงการ(Project Control) โดยสามารถควบคุมการทางานให้
เปน็ ไปตามแผนงานทไี่ ด้วางไว้ และควบคมุ การปฏิบตั งิ านไม่ให้ลา่ ชา้ เกนิ กว่าที่กาหนดไว้
(3) บริหารทรัพยากร (Resources) สามารถใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เช่นเงินทุน
บุคลากร เครือ่ งมอื อปุ กรณ์ และอื่น ๆ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพและใช้ประโยชนเ์ ต็มท่ี
(4) บรหิ ารโครงการ(Project Management) ในบางคร้งั อาจจะจาเป็นตอ้ งเรง่
การปฏิบัติงานให้เสรจ็ ส้นิ ก่อนระยะเวลาท่ีกาหนด ข่ายงานโครงการPERT/CPM สามารถแสดง
ให้เห็นถงึ กจิ กรรมใดท่ีสามารถเร่งไดเ้ พื่อใหโ้ ครงการเสรจ็ สนิ้ เรว็ ขึน้
5.2.2 ขนั้ ตอนกำรสรำ้ งข่ำยงำนโครงกำร PERT/CPM
(1) กาหนดโครงการจัดเตรียมลาดับข้ันตอนการปฏิบัติงาน แยกย่อยกิจกรรมท่ี
จะตอ้ งปฏบิ ัติในแต่ละขั้นตอน
(2) ระบุถึงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมว่าต้องปฏิบัติงานกิจกรรมใดก่อนและ
กิจกรรมใดต้องปฏิบัติหลงั
(3) วาดภาพข่ายงานโครงการเชือ่ มโยงทกุ กิจกรรมของโครงการในแตล่ ะขั้นตอน
โดยท่ใี นการสร้างข่ายงานจะใช้สัญลกั ษณ์ดงั รปู ที่ 9.1
(4) กาหนด ระยะเวลา ประมาณค่าใช้จ่ายให้กับแต่ละกิจกรรมของแต่ละ
ข้ันตอน
(5) คานวณหาเส้นทางท่ีใช้เวลายาวนานที่สุดของข่ายงานโครงการเรียกว่าสาย
งานวกิ ฤต
(6) ใช้ข่ายงานโครงการในการวางแผน จัดตารางการทางาน ติดตามและ
ควบคมุ โครงการ
28
5.2.3 รูปแบบกำรเขยี นข่ำยงำนโครงกำร PERT/CPM
ในการสรา้ งขา่ ยงานโครงการPERT/CPM จะใชส้ ญั ลักษณด์ ังรปู ที่ 9.1
29
การเขยี นขา่ ยงานโครงการPERT/CPM สามารถเขียนได้ 2 วิธี คือการเขียนกิจกรรมบน
จุดวงกลม (Activity - on - Node : AON) และการเขียนกิจกรรมอยู่บนลูกศร (Activity - on
- Arrow :AOA) โดยท้ัง 2 วิธมี วี ิธกี ารเขียนท่ีแตกต่างกนั แสดงดงั รปู ที่ 9.2
30
5.2.4 หลกั เกณฑก์ ำรเขียนขำ่ ยงำนโครงกำร PERT/CPM
ในตาราฉบับน้ีจะใช้วิธีการเขียนข่ายงานโครงการ PERT/CPM แบบ AOA ซ่ึงมี
หลกั เกณฑ์ การเขียนข่ายงานโครงการPERT/CPM มีดังน้ี
(1) ข่ายงานโครงการ PERT/CPM จะต้องมีจุดเริ่มต้นโครงการเพียังจุดเดียวและ
จดุ ส้นิ สดุ กิจกรรมเพยี ังจุดเดียว
(2) กิจกรรมแทนดว้ ยเคร่อื งหมายลูกศรเพยี งอนั เดียว
(3) กิจกรรม 2 กิจกรรมที่เริ่มต้นจากกิจกรรมเดียวกันจะส้ินสุดท่ีกิจกรรมเดียวกันไม่ได้
ถ้าหากต้องการเขียนข่ายงานโครงการลักษณะเช่นนี้จะใช้กิจกรรมสมมุติ ซ่ึงเป็นเส้นประพร้อม
หวั ลกู ศรโดยมีระยะเวลาของงาน้เี ป็นศนู ย์ตัวอย่างดงั รูปท่ี 9.3
(4) เสน้ ลกู ศรทีแ่ ทนกจิ กรรมตอ้ งเปน็ เสน้ ตรงเสมอ
(5) ความยาวของลกู ศรไมไ่ ดแ้ ทนระยะเวลาการทางาน
(6) ลาดบั เหตกุ ารณข์ องขา่ ยงานโครงการจะเรมิ่ จากซ้ายไปขวา
31
ตัวอยำ่ งกำรเขยี นขำ่ ยงำนโครงกำรในรูปแบบตำ่ ง ๆ ดงั น้ี
รปู แบบท่ี 1 ตารางกจิ กรรมที่จะต้องปฏบิ ตั แิ ละลาดับเวลาการปฏบิ ตั ิงานแสดงดังตารางที่
9.3และจากตารางท่ี 9.3 สรา้ งเป็นข่ายงานโครงการPERT/CPM ได้ดังรูปท่ี 9.4
จากตารางกิจกรรมท่ีจะต้องปฏบิ ตั ริ ูปแบบที่ 1 ตารางที่ 9.3 สามารถสรา้ งเปน็
ข่ายงานโครงการ PERT/CPM ดงั รปู ท่ี 9.4
32
จากขา่ ยงานโครงการ PERT/CPM รปู ที่ 9.4 ประกอบด้วย 2 สายงาน คือ
สายงานท่ี 1 1-2-4-5 ประกอบดว้ ยกจิ กรรม A,C,E
สายงานที่ 2 1-3-4-5 ประกอบดว้ ยกจิ กรรม B,D,E
รปู แบบที่ 2 ตารางกิจกรรมท่ีจะตอ้ งปฏิบัติระยะเวลาในการปฏบิ ัตงิ านโดยมหี นว่ ยเปน็
สัปดาห์และลาดับเวลาการปฏิบัติงานแสดงดังตารางท่ี 9.4 และจากตารางที่ 9.4 สร้างเป็น
ข่ายงานโครงการ PERT/CPM ไดด้ งั รูปที่ 9.5
33
จากข่ายงานโครงการPERT/CPM รปู ท่ี 9.5 ประกอบด้วย 3 สายงาน คือ
สายงานที่ 1 1-2-4-5 ประกอบด้วยกิจกรรม A,C,D ระยะเวลา 1+2+5=8 สัปดาห์
สายงานที่ 2 1-3-2-4-5 ประกอบด้วยกิจกรรม B,C,D ระยะเวลา 4+2+5=11 สปั ดาห์
สายงานที่ 3 1-3-4-5 ประกอบดว้ ยกจิ กรรม B,D ระยะเวลา 4+5=9 สัปดาห์
จากสายงานทั้งสามพบว่าสายงานท่ี 2 ซึ่งประกอบด้วยโหนด 1-3-2-4-5 กิจกรรม
B,C,D ใช้เวลานานท่สี ดุ คือ 11 สัปดาห์
รูปแบบที่ 3 ตารางกิจกรรมโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์บริษัทแห่งหน่ึง ประกอบด้วย
กิจกรรมทีจ่ ะต้องปฏบิ ัตกิ ิจกรรมทต่ี ้องทาเสรจ็ ก่อนและระยะเวลาปฏิบัตงิ านโดยมีหนว่ ยเป็นวัน
แสดงดงั ตารางท่ี 9.5 และจากตารางที่ 9.5 สรา้ งเปน็ ขา่ ยงานโครงการ PERT/CPM
34
บทสรปุ
การบริการโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศจาเป็นต้องอาศัยประสบการณ์และความ
ชานาญของผู้บริหารโครงการเป็นอย่างมาก โดยการบริหารโครงการ(Project Management)
หมายถึง กระบวนการในการดาเนินกิจกรรมด้วยการกาหนด วางแผน ช้ีแนะ ติดตาม ควบคุม
โครงการเพื่อใหโ้ ครงการสามารถดาเนนิ การบรรลตุ ามวตั ถปุ ระสงค์ที่กาหนดไวภ้ ายใตก้ รอบด้าน
งบประมาณ เวลา และทรัพยากรท่ีจากัด โดยมีทีมงานในการปฏิบัติงาน เช่น นักวิเคราะห์และ
ออกแบบระบบ โปรแกรมเมอร์ ช่างเทคนิคหรือผู้เช่ียวชาญด้านต่าง ๆ ที่จะต้องดาเนิน
กิจกรรมแต่ละข้ันตอนของโครงการพัฒนาระบบ โดยมีผู้บริหารโครงการ(Project Manager)
คอยดูแล ให้คาแนะนาควบคุมและติดตามการดาเนินงานของโครงการให้เป็นไปตามแผนงานท่ี
กาหนด โดยมีเทคนิคการบริหารโครงการได้แก่ Gantt ChartและPERT/CPM Chartโดย
เป้าหมายและวัตถุประสงค์หลักของโครงการพัฒนาระบบสารสนเทศคือการพัฒนาระบบท่ี
สามารถตอบสนองความต้องการของเจา้ ของระบบและผสู้ นบั สนนุ การกอ่ ตั้งโครงการหากระบบ
ท่ีได้ไม่เป็นดังท่ีต้องการถือว่าโครงการนั้นล้มเหลว ซ่ึงเป็นหน้าท่ีของผู้บริหารโครงการท่ีจะต้อง
คอยติดตาม ควบคุมและแก้ไขปัญหาท่ีเกิดข้ึน ดังนั้นในการดาเนินงานโครงการพัฒนาระบบ
สารสนเทศ ผู้บริหารโครงการจึงมบี ทบาทสาคัญอย่างยิง่ ตอ่ โครงการพัฒนาระบบ
35
บรรณำนุกรม
บุญเลิศ วรี ะพรกานต์ “นวัตกรรมเพือ่ การบรหิ ารสถานศกึ ษา” [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ไดจ้ าก
http://gotoknow.org/blog/lert2502/342911
“บทบาทความสาคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศ” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก
http://gotoknow.org/blog/dangim/336601
กิตติ ภักดีวัฒนะกุล และพนิดา พานิชุกล.การวิเคราะห์และออกแบบระบบ (Systems
Analysis and Design).-กรุงเทพฯ :เคทพี ี คอมพ์ แอนด์ คอนซลั ท,์ 2551.
ประชมุ รอดประเสริฐ. การบริหารโครงการ. กรงุ เทพฯ : เนตกิ ลุ การพมิ พ,์ 2529.
ประสิทธ์ิ ตงยิ่งศิริ.การวางแผนและการวิเคราะห์โครงการ. พิมพ์ครั้งท่ี 2 .- กรุงเทพฯ :ซีเอ็ด
ยเู คชนั่ ,2545.
พนิดา พานิชุกล. ความม่ันคงปลอดภัยของสารสนเทศและการจัดการ. กรุงเทพฯ : เคทีพี,
2553.
มยุรี อนมุ านราชธน. การบรหิ ารโครงการ.-กรุงเทพฯ : ดมู ายเบส, 2551.
รัตนา สายคณิต.การบริหารโครงการ:แนวทางสคู่ วามสาเร็จ.-กรุงเทพฯ :คณะเศรษฐศาสตร์
จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย,2546.
วราภรณ์ จริ ชีพพฒั นา.การบริหารโครงการเทคโนโลยสี ารสนเทศ.-กรุงเทพฯ :โครงการส่งเสริม
และพัฒนาเอกสารวชิ าการสถาบนั บัณฑิตพฒั นบรหิ ารศาสตร์,2551.
วิสูตร จิระดาเกิง.การบริหารโครงการแนวทางปฏิบัติจริง 3rd Edition.-ปทุมธานี :วรรณกวี
,2552.
สพุ จน์ โกสยิ ะจนิ ดา.การบริหารโครงการในระบบงานไอที.-กรงุ เทพฯ :วิทยพฒั น,์ 2550.
โอภาส เอี่ยมสริ วิ งศ์ .การวเิ คราะหแ์ ละออกแบบระบบ(ฉบับปรบั ปรุงเพิม่ เตมิ ).กรงุ เทพฯ :ซีเอ็ด
ยเู คชน่ั ,2555.
36