The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารการแพทย์ สมาคมแพทย์ ครั้งที่ 66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pornpen Pornpen, 2024-02-20 00:25:16

วารสารการแพทย์ สมาคมแพทย์ ครั้งที่ 66

วารสารการแพทย์ สมาคมแพทย์ ครั้งที่ 66

วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๔๕


วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๔๖


วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๔๗


ประวัติและผลงาน พลอากาศโท พิเชษฐ์ อาภรณ์พัฒนพงศ์ ผู้อา นวยการศูนยป์ระสานงานการแพทยท์หาร ศูนยบ์ ัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย การศึกษา พ.ศ.๒๕๓๒ แพทยศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์พระมงกุฎเกล้า พ.ศ.๒๕๔๔ หลักสูตรหลักประจ า โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ ๗๙ พ.ศ.๒๕๕๐ หลักสูตรเสนาธิการร่วม วิทยาลัยเสนาธิการทหาร รุ่นที่ ๔๘ พ.ศ.๒๕๖๔ หลักสูตรหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ รุ่นที่ ๖๓ การศึกษา อบรม ดูงาน พ.ศ.๒๕๓๓ หลักสูตรแพทย์เวชศาสตร์การบิน สถาบันเวชศาสตร์การบิน กองทัพอากาศ พ.ศ.๒๕๕๓ สัมมนาระดับผู้น าทางทหาร ณ มลรัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐฯ พ.ศ.๒๕๕๓ สัมมนาเชิงปฏิบัติการ Regional Health Systems Strengthening Workshop ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย พ.ศ.๒๕๕๔ ประชุมระหว่างผู้น าสายแพทย์ทหารอาเซียน ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม พ.ศ.๒๕๕๔ ประชุมเชิงปฏิบัติการว่าด้วยการจัดการด้านสาธารณภัย ณ กรุงโฮจิมินห์ประเทศเวียดนาม พ.ศ.๒๕๕๙ หลักสูตรการวางแผนกลยุทธ์องค์กรสู่ความส าเร็จ สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ การท างาน ๑ ต.ค.๓๘ รองผู้อ านวยการ โรงพยาบาลกองบิน แผนกบริการ กองบิน ๔ กองพลบินที่ ๓ ๑ เม.ย.๕๒ ผู้อ านวยการ กองนโยบายและแผน ส านักงานแพทย์ทหาร กรมยุทธบริการทหาร ๑ ต.ค.๕๕ รองผู้อ านวยการ ส านักงานแพทย์ทหาร กรมยุทธบริการทหาร ๑ ต.ค.๖๒ ผู้อ านวยการ ส านักงานแพทย์ทหาร กรมยุทธบริการทหาร ๑ ต.ค.๖๕ – ปัจจุบัน ผู้อ านวยการ ศูนย์ประสานทางการแพทย์ทหาร ศูนย์บัญชาการทางทหาร วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๔๘


ประวัติและผลงาน พลต ารวจตรี เอกลักษณ์ ดีรุ่งโรจน์ นายแพทย์สัญญาบัตร ๖ โรงพยาบาลต ารวจ การศึกษา - แพทยศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๔๓ - วุฒิบัตรแสดงความรู้ความช านาญ สาขาเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า พ.ศ.๒๕๔๖ - หลักสูตรแพทย์เวชศาสตร์การบิน สถาบันเวชศาสตร์การบิน กองทัพอากาศ รุ่นที่ ๒๔ พ.ศ.๒๕๕๑ - หลักสูตรแพทย์เวชศาสตร์ใต้น ้าและความดันบรรยากาศสูง โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ รุ่นที่ ๒ พ.ศ.๒๕๕๓ - หลักสูตรการบริหารงานต ารวจชั้นสูง วิทยาลัยการต ารวจ รุ่นที่ ๔๗ พ.ศ.๒๕๖๓ การท างาน - หัวหน้าโรงพยาบาลยะลาสิริรัตนรักษ์ ศูนย์ปฏิบัติการส านักงานต ารวจแห่งชาติส่วนหน้า จังหวัดยะลา - หัวหน้ากลุ่มงานศูนย์ส่งกลับและรถพยาบาล โรงพยาบาลต ารวจ - หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการโรงพยาบาลต ารวจส่วนหน้า วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๔๙


ประวัติและผลงาน นาวาอากาศเอก นพดนัย ชัยสมบูรณ์ รองผู้อา นวยการศูนยป์ฏิบัตกิารแพทยท์หารอากาศ กรมแพทยท์หารอากาศ การศึกษา - แพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ - วุฒิบัตรศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช - หนังสืออนุมัติศัลยศาสตร์ล าไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ - Certificate in Advanced Laparoscopic colorectal surgery training course. St.Vincent’s Hospital, Suwon, Korea - หนังสืออนุมัติศัลยศาสตร์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช - หลักสูตรแพทย์เวชศาสตร์การบิน สถาบันเวชศาสตร์การบิน กองทัพอากาศ รุ่นที่ ๑๒ - หลักสูตรหลักสูตรเสนาธิการทหารอากาศ โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ รุ่นที่ ๔๙ - หลักสูตรการบริหารงานสายแพทย์ทหารชั้นสูง กรมแพทย์ทหารอากาศ รุ่นที่ ๑๗ - หลักสูตรการทัพอากาศ วิทยาลัยการทัพอากาศ รุ่นที่ ๕๐ - หลักสูตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ส าหรับผู้บริหารระดับสูง (ปธพ.) รุ่นที่ ๑๐ การท างาน - ผู้อ านวยการ โรงพยาบาลกองบิน ๗๑ - หัวหน้าแผนกเวชศาสตร์การบิน โรงพยาบาลจันทรุเบกษา กรมแพทย์ทหารอากาศ - หัวหน้าศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ - ผู้อ านวยการกองวิทยาการ กรมแพทย์ทหารอากาศ - ผู้อ านวยการกองศัลยกรรม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ - นายทหารบริหารงาน โรงพยาบาลจันทรุเบกษา กรมแพทย์ทหารอากาศ วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๕๐


ประวัติและผลงาน พันเอก อิทธินันท์ โชติช่วง ผู้อา นวยการกองยุทธการและการข่าว กรมแพทยท์หารบก การศึกษา - แพทยศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า - สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยนเรศวร - ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (สาธารณสุขศาสตร์) มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น - หลักสูตรชั้นนายร้อย โรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก รุ่นที่ ๒๐ - หลักสูตรชั้นนายพัน โรงเรียนเสนารักษ์ กรมแพทย์ทหารบก รุ่นที่ ๕๓ - หลักสูตรแพทย์ฝังเข็ม กรมแพทย์ทหารบก รุ่นที่ ๑ - หลักสูตรหลักประจ า โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ ๘๘ - หลักสูตรแพทย์เวชศาสตร์การบิน สถาบันเวชศาสตร์การบิน กองทัพอากาศ รุ่นที่ ๓๓ - หลักหลักประจ า วิทยาลัยการทัพบก ชุดที่ ๖๔ การท างาน - รักษาราชการนายแพทย์ โรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร - ผู้อ านวยการโรงพยาบาลค่ายขุนเจืองธรรมิกราช - ผู้บังคับกองพันเสนารักษ์ที่ ๒ กองพลทหารราบที่ ๒ รักษาพระองค์ - ผู้อ านวยการโรงพยาบาลค่ายอดิศร - รองผู้อ านวยการกอง กรมแพทย์ทหารบก - ผู้อ านวยการกองยุทธการและการข่าว กรมแพทย์ทหารบก ความรู้พเิศษ / ความสามารถพิเศษ การบริหารจัดการภัยพิบัติ, ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี, ครูฝึกทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์ ระดับตติยภูมิ, ครูฝึกการล าเลียงผู้ป่ วยทางอากาศ, ภาษาอินโดนีเซีย วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๕๑


ประวัติและผลงาน นาวาตรีสมบูรณ์ ปาลกะวงศ์ ประจา แผนกปรับบรรยากาศ กองเวชศาสตรใ์ต้นา ้และการบิน กรมแพทยท์หารเรือ การศึกษา - หลักสูตรพยาบาลศาสตร์ระดับต้น โรงเรียนพยาบาล กองการศึกษา กรมแพทย์ทหารเรือ - ครุศาสตรบัณฑิต (เทคโนโลยีนวัตกรรมทางการศึกษา) มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา - หลักสูตรพยาบาลเวชศาสตร์ใต้น ้า โรงเรียนพยาบาล กองการศึกษา กรมแพทย์ทหารเรือ รุ่นที่ ๕ - หลักสูตรเหล่าทหารแพทย์ชั้นนายเรือ กองวิทยาการ ศูนย์วิทยาการ กรมแพทย์ทหารเรือ - หลักสูตรพัฒนาบุคลากรเพื่อเป็นวิทยากรหลักสูตรการกู้ชีพและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน ้า ส าหรับบุคลากรทางสาธารณสุข - หลักสูตรครูผู้สอนการช่วยชีวิตเชิงยุทธวิธี (Tactical Combat Casualty Care : TCCC) กองวิทยาการ ศูนย์วิทยาการ กรมแพทย์ทหารเรือ รุ่นที่ ๓ - หลักสูตรสรีระวิทยาการบิน สถาบันเวชศาสตร์การบิน กองทัพอากาศ รุ่นที่ ๑๑ - หลักสูตรเทคนิคเวชศาสตร์ใต้น ้าชั้นสูง กองวิทยาการ ศูนย์วิทยาการ กรมแพทย์ทหารเรือ รุ่นที่ ๓ - หลักสูตร Scuba diver Nuea - หลักสูตร Advance Scuba diver , The Professional Association of Diving Instructors สหรัฐอเมริกา - หลักสูตร Swimming Instructor สมาคมผู้ฝึกสอนว่ายน ้าแห่งประเทศไทย - หลักสูตร Coaching level 1 สมาคมผู้ฝึกสอนว่ายน ้าแห่งประเทศไทย - หลักสูตร Swimming Coach Clinic สมาคมว่ายน ้าโอลิมปิก แห่งประเทศไทย - หลักสูตร Life Saving and Water Rescue สมาคมเพื่อช่วยชีวิตทางน ้า - หลักสูตร Diver Medic Technician , DDRC Healthcare ประเทศอังกฤษ - หลักสูตร Swift water Operations กองเวชศาสตร์ใต้น ้าและการบิน กรมแพทย์ทหารเรือ วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๕๒


การท างาน - จ่าห้องผ่าตัด หมวดพยาบาล กองร้อยพยาบาลที่ ๑ กองพันพยาบาล กรมสนับสนุน กองพลนาวิกโยธิ - ประจ าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษที่ ๖๑ (ศปศ.๖๑) จันทบุรี - พยาบาล แผนกวิจัย กองวิทยาการ กรมแพทย์ทหารเรือ - พยาบาลแผนกเวชศาสตร์ใต้น ้า กองเวชศาสตร์ใต้น ้าและการบิน กรมแพทย์ทหารเรือ - ประจ าหมวดเวชบริภัณฑ์ แผนกปรับบรรยากาศ กองเวชศาสตร์ใต้น ้าและการบิน กรมแพทย์ทหารเรือ - ประจ าแผนกเวชศาสตร์ใต้น ้า กองเวชศาสตร์ใต้น ้าและการบิน กรมแพทย์ทหารเรือ วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๕๓


การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลสมเดจ็พระปิ่นเกล้า Development of A Nursing Supervision Model in Somdech Phra Pinklao Hospital นาวาเอกหญิง ดร. ธนพร แย้มสุดา*และคณะ** บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา ประเมินและปรับปรุง รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับสูง ระดับ หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาล หัวหน้าหอผู้ป่ วย/หัวหน้าแผนก สังกัดโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ผลการวิจัย รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบการบรรยาย ปรัชญาของ รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลเป็ น Acronym ว่า “ PINKLAO ” ที่มาจาก Plan- Integrate- Nursing Process-Knowledge-Low Risk- Attitude- Outcomes หมายความถึง “การนิเทศทางการพยาบาลที่มีการ วางแผนอย่างบูรณาการโดยใช้กระบวนการพยาบาลบนฐานขององค์ความรู้เพื่อลดความเสี่ยงและเกิดผลลัพธ์ ทางการพยาบาลที่ดี” ตามแนวคิดของ Proctor’sModel ประกอบด้วย ๑) การนิเทศตามแบบแผนเพื่อพัฒนา พยาบาล เป็นการนิเทศที่มุ่งพัฒนาพยาบาลให้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน ผู้นิเทศเป็นผู้ให้ความรู้ เป็นที่ ปรึกษา ให้การช่วยเหลือสนับสนุนให้บุคลากรมีความรู้ทักษะและสมรรถนะเพิ่มขึ้น ๒) การนิเทศเพื่อให้การ ปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐาน เป็นการนิเทศโดยจัดมีมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ก าหนดกฎระเบียบ มีการ จัดอัตราก าลังที่เอื้อให้บุคลากรพยาบาลสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ ๓) การนิเทศตามหลัก สมานฉันท์เพื่อการสนับสนุนเชิงวิชาชีพ เป็นการนิเทศที่มุ่งเน้นการดูแลและสนับสนุนด้านความปลอดภัยใน การท างาน การส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้รับการนิเทศมีสภาพแวดล้อมการท างานที่ดี ลดความเครียด แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทคือ การนิเทศทางการบริหาร และการนิเทศทางคลินิก กระบวนการนิเทศ ประกอบด้วย ปัจจัยน าเข้า กระบวนการและผลลัพธ์ และการติดตามประเมินผลการนิเทศ การประเมินรูปแบบการนิเทศโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีความพึงพอใจต่อรูปแบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีความพึงพอใจต่อปรัชญาและกระบวนการนิเทศในระดับ มากที่สุด ข้อเสนอแนะ ควรมีการฝึกอบรมพยาบาลผู้นิเทศทางการพยาบาลทุกระดับก่อนใช้รูปแบบ ประชุม ปรึกษาระหว่างผู้นิเทศทุกระดับเป็นระยะๆ ให้ผู้นิเทศมีส่วนร่วมในการจัดท าแผนนิเทศทางคลินิกในระดับ หอผู้ป่ วย และมีระบบการก ากับติดตามผลลัพธ์ของการนิเทศทางการพยาบาล ค าส าคัญ การพัฒนารูปแบบ การนิเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ................................................................................................................................................................... *นักวิชาการอิสระ ที่ปรึกษาศูนย์แพทยศาสตรศึกษา โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า **นาวาโทหญิง ดร. สินีนุช ศิริวงศ์ หัวหน้าฝ่ ายแผนและวิจัย วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ **นาวาตรีหญิง ทิพวรรณ เทียนศรี พยาบาลฝ่ ายบริการสุขภาพ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า **นาวาตรีหญิง ดร.กรุณา วงษ์เทียนหลาย อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ **นาวาตรีหญิง ปรียา ขาวงาม พยาบาลฝ่ ายบริการสุขภาพ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๕๔


Abstract: This research study was a research and development aimed to develop, evaluate and to improve the model of nursing supervision. The sample consisted of senior nursing administrators. head of nursing department, head ward under the nursing division Somdech Phra Pinklao Hospital. Research results: The nursing supervision model developed into a semantic model. The philosophy of nursing supervision model is acronym "PINKLAO" from PlanIntegrate-NursingProcess-Knowledge-LowRisk-Attitude-Outcomes. It means “an integrated nursing supervision using knowledge-based nursing processes to reduce risks and achieve good nursing outcomes.” according to the supervision concept of Proctor’s model 1) Formative Clinical Supervision, that aims to develop nurses to learn from work. Supervisors will be provide knowledge, be a consultant, provide assistance and support the personnel to increase their knowledge, skills and competencies. 2) Normative Clinical Supervision, the supervisors provide standards for work, set rules and 3) Restorative Clinical Supervision, that focuses on supervising and supporting safety in the workplace for the supervision recipients. Promoting and supporting work for supervision recipients to have a good working environment and reduce work stress, divided into 2 types: administrative supervision and clinical supervision The nursing supervision process consists of input, process and outcomes. and monitoring and evaluation of nursing supervision in the short term, medium and long term. The evaluation of the nursing supervision model by qualified experts was found to be satisfied with a high level of overall quality. Satisfaction with the supervision philosophy and supervision process quality at the highest level. Recommendations: There should be training for nursing supervisors at all levels before using the model. Consultation meetings between supervisors at all levels periodically. Have supervisors participate in the preparation of clinical supervision plans at the ward level. and create a system to supervise and monitor the results of supervision periodically both the supervisors supervisees and outcomes for patients. Keyword Model Development, Nursing Supervision, Somdech Phra Pinklao Hospital วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๕๕


ทมี่าและความสา คัญของปัญหา ปัจจุบันการให้บริการด้านสุขภาพโดยภาครัฐให้การคุ้มครองสิทธิในการรับบริการด้านสุขภาพ ของประชาชนมีแนวโน้มสูงขึ้น เกิดปัญหาการร้องเรียนหรือฟ้องร้องด้านกฎหมายต่อบุคล ากร สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานผิดพลาดบ่อยครั้ง ส่งผลท าให้สถานพยาบาลทุกแห่ง และทุกองค์กรวิชาชีพ ทางด้านสุขภาพจ าเป็นต้องมีการพัฒนามาตรฐานบริการมากขึ้น (อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล, ๒๕๕๙) องค์กร วิชาชีพการพยาบาลจึงเห็นความส าคัญในการพัฒนาบุคลากรพยาบาล เนื่องจากพยาบาลเป็นบุคลากร ที่ปฏิบัติงานใกล้ชิดผู้ป่ วย กิจกรรมการพยาบาลมีความส าคัญในการส่งเสริมแผนการรักษา และ พยาบาลยังมีบทบาทส าคัญในการกระตุ้น ส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจในการดูแลสุขภาพตนเองของทั้ง ผู้ป่ วยและญาติ รวมถึงความส าคัญในการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของโรงพยาบาลอีกด้วย (สมสมัย สุธีร ศานต์, ๒๕๕๑) กิจกรรมการนิเทศทางการพยาบาลถือเป็นกลไกส าคัญขององค์กรพยาบาลในการ ควบคุมและติดตามการด าเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายขององค์กร สร้างขวัญและก าลังใจให้แก่ ผู้ปฏิบัติงานด้วยวิธีการสนับสนุนช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในการปรับปรุงวิธีการ ปฏิบัติงาน อันน าไปสู่การพัฒนาคุณภาพการบริการ (หรรษา เทียนทอง,๒๕๕๖,๒๕๖๕) รวมถึงเป็น กระบวนการหนึ่งของการบริหารทางการพยาบาลที่เป็นเลิศ เกิดผลลัพธ์ทางการพยาบาลตามตัวชี้วัด ตามที่โรงพยาบาลก าหนด ลดอัตราการเสียชีวิตของผู้รับบริการจากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ เพิ่มความ พึงพอใจของผู้ให้และผู้รับบริการ รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการรักษา (Cummins, 2009; สภาการ พยาบาล, ๒๕๕๕) ตามมาตรฐานการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (Hospital Accreditation) ตอนที่ ๒ ข้อ ๒.๑ ก าหนดให้มีการก ากับดูแลวิชาชีพด้านการพยาบาล ข้อ (๓) ระบบบริหารการพยาบาลมีโครงสร้างและ กลไกที่ท าหน้าที่ส าคัญต่อไปนี้อย่างได้ผล คือ การก ากับดูแลมาตรฐานและจริยธรรมของผู้ประกอบ วิชาชีพ การนิเทศ ก ากับดูแล และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่ วย การส่งเสริมการตัดสินใจทางคลินิกและการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม การควบคุมดูแลการปฏิบัติงาน ของนักศึกษาพยาบาลที่อยู่ระหว่างการเรียนการสอน และพยาบาลที่อยู่ระหว่างการฝึกอบร มใน โรงพยาบาล และการจัดการความรู้และการวิจัยเพื่อส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพ (สถาบันรับรองคุณภาพ สถานพยาบาล, ๒๕๖๑) และมาตรฐานการพยาบาลและการผดุงครรภ์ มาตรฐานที่ ๒ การบริหาร จัดการทรัพยากรบุคคล ข้อก าหนดที่ ๒.๕ ให้มีการจัดเตรียมการ ควบคุมก ากับและประเมินผลการ ปฏิบัติงานเพื่อการบริหารจัดการที่ดี โดยมีเกณฑ์การประเมินซึ่งก าหนดให้องค์กรพยาบาลมีการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการพัฒนาระบบการควบคุมก ากับ ติดตาม ประเมินผลงาน โดยผู้รับการนิเทศมี ส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงาน (สภาการพยาบาล , ๒๕๕๕) การนิเทศจึงเป็นกิจกรรมส าคัญที่ช่วยให้การพยาบาลมีประสิทธิภาพ และช่วยควบคุม คุณภาพการบริการโดยการช่วยเหลือ สนับสนุนให้บุคลากรมีการพัฒนาตนเอง มีการจูงใจและสร้างความ วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๕๖


พึงพอใจในงาน การนิเทศที่มีประสิทธิภาพสม ่าเสมอและพอเพียง จะท าให้บุคลากรมีความพึงพอใจใน งานสูงขึ้น ส่งให้ผลต่อผลิตภาพของงานสูงขึ้น การนิเทศทางการพยาบาลในคลินิกเป็นกระบวนการ สนับสนุนให้พยาบาลปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานที่ก าหนดและใช้ในระดับหอผู้ป่ วยมากที่สุด โดย กระบวนการดังกล่าวจะน าไปสู่การตระหนักในความรับผิดชอบเชิงวิชาชีพและสะท้อนการปฏิบัติงาน ร่วมกันระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกิดเอกลักษณ์ในวิชาชีพ และพัฒนาสมรรถนะการปฏิบัติงาน การด าเนินงานของฝ่ ายการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า มีการจัดท าคู่มือการ นิเทศการพยาบาลซึ่งจัดท าโดยงานมาตรฐานและพัฒนาคุณภาพการพยาบาล ปรับปรุงครั้งที่ ๓ (๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๙) ทบทวนเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.๒๕๖๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นคู่มือใน การนิเทศและติดตามระบบงานส าคัญของโรงพยาบาลและกลุ่มงานการพยาบาล เพื่อให้ผู้นิเทศปฏิบัติ เป็นไปในแนวทางเดียวกันตามมาตรฐานวิชาชีพ และเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่ วยเป็นส าคัญ การนิเทศ ทางการพยาบาลในคลินิกได้น าแนวคิดการนิเทศของ Proctor (Proctor’ s three-function interactive model or Supervision alliance model) มาเป็นแนวทางในการนิเทศงาน ซึ่งก าหนดบทบาทของผู้ นิเทศออกเป็ น ๓ ด้าน ๑) การนิเทศเพื่อสร้างการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Formative Clinical Supervision) โดยมีการน าความรู้ทั้งทฤษฎีและประสบการณ์มาสร้างให้เกิดการเรียนรู้ในขณะ ปฏิบัติงาน โดยใช้กระบวนการย้อนคิดและจูงใจให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดการพัฒนาความสามารถภายใต้ สัมพันธภาพที่มั่นคง ๒) การนิเทศเพื่อการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน (Normative Clinical Supervision) เป็นการปฏิบัติในด้านการสนับสนุนให้พยาบาลมีการพัฒนา ความสามารถ ตระหนักถึงความเป็นบุคคล และความแตกต่างเชิงวิชาชีพ โดยมีประเด็นการนิเทศที่ส าคัญตามมาตรฐานของแต่ละหน่วยงานและ ตามกระบวนการท างาน ๓) การนิเทศเพื่อการสนับสนุนเชิงวิชาชีพ (Restorative Clinical Supervision) ได้แก่ การให้เวลาที่เพียงพอต่อการปฏิบัติ การจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และการสร้าง ความสัมพันธ์ในการนิเทศที่ดี ซึ่งมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการเพื่อน ามาเป็นแนวทางในการนิเทศ ทางการพยาบาล แต่จากผลการศึกษาน าร่องในการประเมินผลการปฏิบัติงานผู้ตรวจการพยาบาลทั้งใน และนอกเวลาราชการ พบว่ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับการนิเทศทางการพยาบาลของผู้นิเทศและผู้รับการ นิเทศ เช่น ผู้นิเทศไม่ทราบนโยบายหรือแนวทางการนิเทศที่ชัดเจน ผู้รับการนิเทศไม่ทราบแนวทางการ ดูแลผู้ป่ วยเฉพาะโรค เป็นต้น ดังนั้นคณะผู้วิจัย จึงมีความสนใจที่จะพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลที่เหมาะสมกับ บริบทของโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยด าเนินการวิจัยในรูปแบบของการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อให้ได้รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลที่มีความเหมาะสมในการ น าไปใช้ได้ในสภาพการนิเทศและการปฏิบัติงานจริง และเหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลสมเด็จ พระปิ่นเกล้าต่อไป วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๕๗


วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑. พัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ๒. ประเมินรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ๓. ปรับปรุงรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า นิยามศัพท์เฉพาะ รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล หมายถึง หลักการ แนวคิด และกระบวนการที่ก าหนดการ ปฏิบัติในการนิเทศทางการพยาบาลในคลินิกที่พัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ร่วมกับการวิเคราะห์สภาพการณ์และบริบทของการนิเทศทางการพยาบาลในโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่น เกล้า ตามแนวคิด ADDIE Model (Seels and Glasgow, 1998) ประกอบด้วย ๕ ขั้นตอน ได้แก่ ๑) ขั้น การวิเคราะห์ (Analysis) 2) ขั้นการออกแบบ (Design) 3) ขั้นการพัฒนา (Development) 4) ขั้นการ ทดลองใช้ (Implementation) และ ๕) ขั้นการประเมินผล (Evaluation) ครอบคลุมการนิเทศทางการ พยาบาล ๓ มิติ ประกอบด้วย ๑) การนิเทศเพื่อสร้างการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Formative Clinical Supervision) 2) การนิเทศเพื่อการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน (Normative Clinical Supervision) 3) การนิเทศเพื่อการสนับสนุนเชิงวิชาชีพ (Restorative Clinical Supervision) การประเมินรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล หมายถึง การประเมินความเหมาะสม ความชัดเจน ความครอบคลุมของรูปแบบ รวมทั้งความสอดคล้องกับสภาพการณ์จริง และความสามารถ ในการน ารูปแบบไปใช้ ในบริบทของโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยผู้ทรงคุณวุฒิทางการบริหาร การพยาบาล และผู้นิเทศทางการพยาบาล โดยคาดผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการใช้รูปแบบ ๓ ประการ คือ ๑) ความพึงพอใจของผู้นิเทศทางการพยาบาล หมายถึง ความคิดเห็นของผู้ตรวจการพยาบาลที่ มีต่อการนิเทศทางการพยาบาลในด้าน ๑) การวางแผนการนิเทศทางการพยาบาล ๒) การด าเนินการ นิเทศทางการพยาบาล และ ๓) การประเมินผลการนิเทศทางการพยาบาล ๒) การปฏิบัติงาน/สมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ หมายถึง การรับรู้ การแสดงออกและ พฤติกรรมการของพยาบาลวิชาชีพผู้ที่ได้รับการนิเทศตามรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลนคลินิก ในด้าน ๑) ความรู้ทางการพยาบาล ๒) การใช้กระบวนการพยาบาล และ ๓) การบันทึกทางการ พยาบาล ๓) ผลลัพธ์ทางการพยาบาลจากผู้ป่ วย หมายถึง ผลที่เกิดกับผู้ป่ วยในด้านความปลอดภัย ลด ความเสี่ยงที่สอดคล้องกับประเด็นส าคัญทางคลินิกที่ระบุได้จากการสัมมนาผู้นิเทศทางการพยาบาลใน แต่ละสาขา ภายหลังการใช้รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลในคลินิก ดังนี้ วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๕๘


กรอบแนวคิดการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยใช้แนวคิดการ พัฒนาระบบตามหลัก System Approach โดยใช้ ADDIE (Seels and Glasgow, 1998) ประกอบด้วย ๕ ขั้นตอน ได้แก่ ๑) ขั้นการวิเคราะห์ (Analysis) 2) ขั้นการออกแบบ (Design) 3) ขั้นการพัฒนา (Development) 4) ขั้นการทดลองใช้ (Implementation) และ ๕) ขั้นการประเมินผล (Evaluation) และการนิเทศทางการพยาบาลของ Proctor (2001) ประกอบด้วย ๑) การนิเทศตามแบบแผน/การ นิเทศเพื่อสร้างการเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Formative Clinical Supervision) 2) การนิเทศตาม มาตรฐาน/การนิเทศเพื่อการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน (Normative Clinical Supervision) 3) การนิเทศ ตามหลักสมานฉันท์/การนิเทศเพื่อการสนับสนุนเชิงวิชาชีพ (Restorative Clinical Supervision) โดยมี กรอบแนวคิดที่ส าคัญดังนี้ ภาพที่ ๑ กรอบแนวคิดการวิจัย วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๕๙


ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย ผู้บริหารทางการพยาบาลระดับสูง ระดับหัวหน้ากลุ่ม งานการพยาบาล หัวหน้าหอผู้ป่ วย/หัวหน้าแผนก สังกัดกองการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จ พระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ (ข้อมูลบุคลากรโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า, ๒๕๖๔) ขนาดตัวอย่างและการค านวณกลุ่มตัวอย่าง ขั้นตอนที่๑ การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล กลุ่มตัวอย่าง คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง โดยศึกษาจากประชากรทั้งหมด จ านวน ๑๔ คน ประกอบด้วย ๑) พยาบาลที่มีต าแหน่งผู้บริหารระดับสูง จ านวน ๑ คน ๒) หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลจ านวน ๑๓ คน ประกอบด้วย หัวหน้ากลุ่มงานบริหารการ พยาบาล มาตรฐานและพัฒนาคุณภาพการพยาบาล และสาขาการพยาบาลต่างๆ ขั้นตอนที่๒ การประเมินรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล ๑. ผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาพยาบาล ที่มีประสบการณ์ การสอน ในด้านการบริหารการพยาบาล ผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยปฏิบัติหน้าที่ผู้บริหารทางการพยาบาล ในบริบทของ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า และผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านการวิจัย รวมจ านวน ๓ คน ๑) ผู้นิเทศทางการพยาบาล ซึ่งท าหน้าที่นิเทศทางการพยาบาลในแผนกอายุรกรรม ศัลยกรรม สูติ-นรีเวชกรรม กุมารเวชกรรม และแผนกผู้ป่ วยนอก คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง แผนกละ ๔ คน รวม จ านวน ๒๐ คน วิธีการด าเนินการวิจัย ขั้นตอนและวิธีการด าเนินการวิจัย ประกอบด้วย 3ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่๑ การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล ๑.๑ ศึกษาข้อมูลสถานการณ์ ประเด็นส าคัญทางคลินิก และความต้องการพัฒนาการนิเทศ ทางการพยาบาล จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารทางการพยาบาล โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) มีขั้นตอนการด าเนินงาน ดังนี้ ๑) ก่อนด าเนินการวิจัย ผู้วิจัยเสนอขอจริยธรรม และเมื่อได้รับการเห็นชอบจาก คณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน กรมแพทย์ทหารเรือแล้ว จึงน าเอกสารติดต่อขอความ ร่วมมือในการเข้าสัมภาษณ์ ๒) ด าเนินการสัมภาษณ์ โดยแบ่งผู้รับการสัมภาษณ์ออกเป็น ๔ กลุ่ม ตามการนัดหมาย และความสะดวกของผู้บริหารทางการพยาบาล ใช้เวลาในการสัมภาษณ์ประมาณ ๓๐ นาที - ๑ ชั่วโมง ร่วมกับการบันทึกเทปเก็บข้อมูล และนัดสัมภาษณ์เพิ่มเติมเป็นรายบุคคล วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๖๐


๓) ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ตรวจสอบความตรงของข้อมูลจากการสัมภาษณ์โดย การให้ผู้รับการสัมภาษณ์ตรวจสอบย้อนกลับจากข้อสรุปการสัมภาษณ์ เมื่อผู้ให้การสัมภาษณ์เห็นพ้อง ตามข้อสรุปจึงน าข้อมูลไปใช้ในขั้นตอนต่อไป ๑.๒ วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ เพื่อก าหนดประเด็นในการพัฒนา รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล โดยวิธีวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ (Content analysis) 1.3 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักฐานเชิงประจักษ์ทางการพยาบาลเกี่ยวกับการนิเทศทางการพยาบาล และการพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล ๑.๔ ร่างรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล ให้ครอบคลุม ปรัชญา หลักการและแนวคิด วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย องค์ประกอบ กระบวนการ ขั้นตอนการด าเนินงาน การติดตามการ ประเมินผล และการบันทึกของผู้นิเทศทางการพยาบาล ขั้นตอนที่๒ การประเมินรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล ๒.๑ จัดท าคู่มือการปฏิบัติงานส าหรับผู้นิเทศทางการพยาบาลตามรูปแบบที่สร้างขึ้น ประเด็น การนิเทศทางการพยาบาล ตามข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้นิเทศทางการพยาบาลที่ร่วมก าหนด ประเด็นการนิเทศที่มีความเฉพาะในแต่ละระดับของการบริหารการพยาบาล ๒.๒ ประเมินคุณภาพของรูปแบบฯ ที่ร่างขึ้น โดยผู้ทรงคุณวุฒิทางการบริหารการพยาบาล จ านวน ๓ คน ด้านความความชัดเจน ความครอบคลุม และความเหมาะสมของรูปแบบ โดยใช้แบบสอบถาม แบบมาตรประมาณค่า ๕ ระดับ แบบประเมินมีความหมาย ตั้งแต่มีคุณภาพระดับมากที่สุด ถึงมีคุณภาพ ระดับน้อยที่สุด ขั้นตอนที่๓ การปรับปรุงรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล ๓.๑ น าผลการประเมินคุณภาพของรูปแบบฯ มาวิเคราะห์เพื่อหาช่องว่างและปรับปรุง ๓.๒ ปรับปรุงรูปแบบฯ เพื่อให้สามารถน าไปใช้ในหอผู้ป่ วยและแผนกอื่น ๆ ทั่วทั้งโรงพยาบาล ๓.๓ น าเสนอรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลและแนวทางปฏิบัติต่อผู้บริหารทางการพยาบาล การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ๑) รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล น ามาตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) และความเหมาะสม ความชัดเจน ความครอบคลุมโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการพยาบาล จ านวน ๓ คน และน ามาหาค่าดัชนีความตรงของเนื้อหา (CVI) มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา ๐.๘๗ ๒) เครื่องมือที่จะน าไปใช้ในการประเมินรูปแบบฯ น ามาตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา (Content Validity) โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการพยาบาล จ านวน ๓ คน และน ามาหาค่าดัชนี ความตรงของเนื้อหา (CVI) มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา ๐.๘๒ วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๖๑


การพทิักษส์ ิทธิ์ การวิจัยครั้งนี้จะเริ่มด าเนินการภายหลังผ่านการพิจารณาและอนุมัติจากคณะกรรมการ จริยธรรมการวิจัย ของกรมแพทย์ทหารเรือ โดยโครงการวิจัยได้รับเอกสารรับรองเลขที่ COA-NMD-REC011/64 หลังจากนั้นคณะผู้วิจัยเข้าพบกลุ่มตัวอย่างเพื่อเชิญชวนเข้าร่วมโครงการวิจัย สร้าง สัมพันธภาพ โดยกล่าวทักทายด้วยความเป็นกันเอง แนะน าตนเองและขอความร่วมมือในการวิจัย ชี้แจง การเข้าร่วมการวิจัยและอธิบายตามเอกสารชี้แจงข้อมูลแก่ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย (FM-15) และหากกลุ่ม ตัวอย่างไม่เข้าร่วมโครงการวิจัยนี้ จะไม่มีผลกระทบต่อต าแหน่งหน้าที่ในการปฏิบัติงานหรือการ รักษาพยาบาล ผลการวิจัยรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล หลังการวิเคราะห์สถานการณ์ ร่างรูปแบบการนิเทศ ตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วด าเนินการปรับปรุงรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล โดยจัดท าเป็น Infographic เพื่อให้เกิดความ เข้าใจง่ายและมองเห็นภาพรวมของการนิเทศทางการพยาบาล และจัดท าคู่มือการนิเทศทางการพยาบาล เสนอฝ่ ายการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๖๒


Practical Model of Pinklao’s Supervision Model วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๖๓


คา อธิบายรูปแบบโดยย่อ ปรัชญาของรูปแบบ มาจากค าว่า “PINKLAO” ที่มาจาก Plan-Integrate-Nursing Process-Knowledge-Low RiskAttitude-Outcomes หมายความถึง “การนิเทศทางการพยาบาลที่มีการวางแผนอย่างบูรณาการโดยใช้ กระบวนการพยาบาล บนฐานขององค์ความรู้ เพื่อลดความเสี่ยงของผู้รับบริการและเกิดผลลัพธ์ทางการ พยาบาลที่ดี” กระบวนการนิเทศทางการพยาบาล ครอบคลุมการนิเทศ ๓ ด้าน คือ การนิเทศตามแบบแผน เพื่อพัฒนาพยาบาล (Formative Clinical Supervision) เป็นการนิเทศที่มุ่งพัฒนาพยาบาลให้เกิดการ เรียนรู้จากการปฏิบัติงาน ผู้นิเทศจะเป็นผู้ให้ความรู้ เป็นที่ปรึกษา ให้การช่วยเหลือสนับสนุนให้บุคลากรมี ความรู้ทักษะและสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น ๒) การนิเทศเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็ นไปตามมาตรฐาน (Normative Clinical Supervision) เป็นการนิเทศโดยผู้นิเทศจัดให้มีมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ก าหนด กฎระเบียบ มีการจัดอัตราก าลังที่เอื้อให้บุคลากรพยาบาลสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึง เห็นได้ว่าการนิเทศมิใช่เพียงการสอนงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการให้การ ปฏิบัติงานของผู้รับการนิเทศสามารถปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานอีกด้วย และ ๓) การนิเทศตามหลัก สมานฉันท์เพื่อการสนับสนุนเชิงวิชาชีพ (Restorative Clinical Supervision) เป็นการนิเทศที่มุ่งเน้นการ ดูแลและสนับสนุนด้านความปลอดภัยในการท างานให้กับผู้รับการนิเทศ การส่งเสริมสนับสนุนการท างาน ให้ผู้รับการ เครื่องมือในการนิเทศทางการพยาบาล ใช้เครื่องมือคุณภาพที่มีความหลากหลาย (Quality Tools) ได้แก่ กระบวนการพยาบาล (Nursing Process) การตรวจเยี่ยมทางการพยาบาล (Nursing Rounds) การประชุมปรึกษาทางการ พยาบาล (Nursing Conference) การใช้มาตรฐานวิชาชีพและมาตรฐานทางจริยธรรมในการปฏิบัติงาน (Ethical & Professional Standards) การใช้แนวปฏิบัติทางการแพทย์และการพยาบาล (CPGs-CNPGs) การจัดการความเสี่ยง (Risk Management) เป็นต้น ระดับของการนิเทศทางการพยาบาล ระดับหอผู้ป่วย/ทีมการพยาบาล มุ่งเน้นการนิเทศทางคลินิก (Clinical Supervision) โดยผู้ นิเทศ ระดับพยาบาลระดับปฏิบัติการ ๓ (RN3) ถึงระดับช านาญการ ๑ และ ๒ (P1-P2) มีเป้าหมายหลัก ที่การจัดการทางการพยาบาล (Nursing Care Management) และยึดการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติทางการ แพทย์และการพยาบาล (CPG,CNPG) ระดับกลุ่ม/งานการพยาบาล มุ่งเน้นการนิเทศทางการบริหาร (Management Supervision) ควบคู่การนิเทศทางคลินิก (Clinical Supervision) โดยผู้นิเทศระดับช านาญการ ๒ (P2) และ พยาบาล ระดับบริหาร ๑๑ (NM1) มีเป้าหมายหลักที่การประกันคุณภาพการดูแล (Quality Assurance: QA) วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๖๔


การจัดการความเสี่ยง (Risk Management: RM) การจัดการความรู้ในการดูแลผู้ป่ วยและการปฏิบัติงาน (Knowledge Management: KM) และการบรรลุตัวชี้วัดในระดับหน่วยงาน (Unit KPI) ฝ่ ายการพยาบาล มุ่งเน้นการนิเทศทางการบริหาร (Management Supervision) โดยผู้นิเทศ ระดับพยาบาลระดับบริหาร ๑ ถึงพยาบาลระดับบริหาร ๓ (NM1-NM3) มีเป้าหมายหลักการบริหาร อัตรา ก าลัง (Human Resources Management: HRM) การพัฒนาทรัพยากรบุคคล (Human Resources Development: HRD) การบริหารการเงิน (Finance) การบรรลุตัวชี้วัดในระดับโรงพยาบาล (Hospital KPI) และตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) กลยุทธทใี่ช้ในการนิเทศ กลยุทธที่เป็นเครื่องมือส าคัญของผู้นิเทศทุกระดับคือ การสอนงาน (Coaching) ซึ่งเป็นการใช้ ศิลปะของผู้นิเทศช่วยให้ผู้รับการนิเทศมีการเรียนรู้ และพัฒนาขีดความสามารถของตนเองในการท างาน โดยเน้นการสร้างสัมพันธภาพ การเรียนรู้ร่วมกัน ร่วมกันแก้ปัญหา ให้ค าแนะน าปรึกษา การเสริมสร้าง พลังอ านาจและให้โอกาสในการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นในทุกมิติ ทั้งในด้านความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) และคุณสมบัติส่วนบุคคล (Personal attributes) เพื่อให้การท างานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้และ พัฒนาศักยภาพในการท างานให้สูงขึ้น บรรลุความก้าวหน้าในงานอาชีพ ตาม GROW Model 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย G – Goal การร่วมกันก าหนดเป้าหมาย R – Reality ร่วมกันท าความเข้าใจกับประเด็น ข้อเท็จจริง O – Options ร่วมกันหาทางเลือกในการปฏิบัติที่มีความเป็นไปได้และ W – Will การร่วมกัน สรุปว่าจะด าเนินการอะไร ท าอะไรต่อไป เพื่อให้บรรลุตาม Goal ที่ร่วมกันก าหนดไว้ สรุปผลการวิจัยและอภิปรายผล คณะผู้วิจัยอภิปรายผลการวิจัยตามประเด็นส าคัญของรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลที่ สร้างขึ้น ดังนี้ ๑. การพัฒนารูปแบบการนิเทศโดยใช้การวิจัยและพัฒนา การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลในครั้งนี้ คณะผู้วิจัยพัฒนาโดยใช้กระบวนการวิจัยและ พัฒนา (Research and Development) โดยใช้แนวคิดการพัฒนาระบบตามหลัก System Approach ประกอบด้วย ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ท าให้ได้ ข้อมูลส าคัญและเป็นข้อเท็จจริงในการน ามาวิเคราะห์ช่องว่างของระบบการนิเทศที่มีอยู่เดิมและเพื่อ น ามาสู่ขั้นตอนต่อมา คือ การออกแบบระบบการนิเทศให้มีองค์ประกอบครบถ้วน และด าเนินการพัฒนา รูปแบบโดยใช้กรอบแนวคิดของกระบวนการนิเทศที่ครอบคลุมการนิเทศทางการพยาบาลที่นิยมใช้อยู่ใน ปัจจุบัน ประกอบด้วย ๑) การนิเทศตามแบบแผนเพื่อพัฒนาพยาบาล (Formative Clinical Supervision) เป็นการนิเทศที่มุ่งพัฒนาพยาบาลให้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติงาน ผู้นิเทศจะเป็นผู้ให้ความรู้ เป็นที่ ปรึกษา ให้การช่วยเหลือสนับสนุนให้บุคลากรมีความรู้ทักษะและสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๖๕


๒) การนิเทศเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐาน (Normative Clinical Supervision) เป็นการ นิเทศโดยผู้นิเทศจัดให้มีมาตรฐานในการปฏิบัติงาน ก าหนดกฎระเบียบ มีการจัดอัตราก าลังที่เอื้อให้ บุคลากรพยาบาลสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นได้ว่าการนิเทศมิใช่เพียงการสอนงาน เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการให้การปฏิบัติงานของผู้รับการนิเทศสามารถปฏิบัติงาน ได้ตามมาตรฐานอีกด้วย และ ๓) การนิเทศตามหลักสมานฉันท์เพื่อการสนับสนุนเชิงวิชาชีพ (Restorative Clinical Supervision) เป็นการนิเทศที่มุ่งเน้นการดูแลและสนับสนุนด้านความปลอดภัยใน การท างานให้กับผู้รับการนิเทศ การส่งเสริมสนับสนุนการท างานให้ผู้รับการนิเทศมีสภาพแวดล้อมการ ท างานที่ดี ลดความเครียดในการท างาน ซึ่งจะส่งผลต่อความยึดมั่นผูกพันต่อองค์กรของบุคลากร พยาบาล หลังจากได้รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล จึงน ารูปแบบที่พัฒนาขึ้นให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมิน รูปแบบและน ามาปรับปรุงให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสอดคล้องกับ กระบวนการพัฒนารูปแบบของกัลยา หนูแก้ว และพงศ์พิษณุ บุญดา (๒๕๖๐) ที่สร้างรูปแบบการนิเทศ ทางการพยาบาลโดยใช้การวิจัยและพัฒนา ๒ ขั้นตอน ประกอบด้วยการศึกษาสถานการณ์ การสร้างและ การตรวจสอบรูปแบบ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลที่สร้างขึ้น มีองค์ประกอบ ๕ องค์ประกอบ ได้แก่ ผู้นิเทศ ผู้รับการนิเทศ เครื่องมือที่ใช้ในการนิเทศ กระบวนการนิเทศ กิจกรรมการ นิเทศ และด้านผลลัพธ์การนิเทศ ทั้งนี้องค์ประกอบของรูปแบบที่ได้อาจมีความแตกต่างกัน ซึ่ง Keeves (1988) อธิบายว่า การสร้างรูปแบบเชิงข้อความ (Semantic Model) เป็นรูปแบบที่ใช้ภาษาเป็นสื่อใน การบรรยายหรืออธิบายปรากฏการณ์ที่ศึกษาด้วยภาษา แผนภูมิ หรือรูปภาพ เพื่อให้เห็นโครงสร้างทาง ความคิด องค์ประกอบและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของปรากฏการณ์นั้น ทั้งนี้จึงท าให้กรอบ ความคิดของรูปแบบอาจมีความแตกต่างกัน เพราะรูปแบบ ประเภทนี้ไม่มีกรอบที่ชัดเจนแน่นอน เมื่อน า รูปแบบที่สร้างขึ้นไปทดสอบ จากการวิจัยของนุชจรีย์ ชุมพินิจ และสุทรีพร มูลศาสตร์(๒๕๕๘) ที่พัฒนา รูปแบบการนิเทศทางคลินิกที่ใช้กระบวนการนิเทศทางคลินิกของ Proctor เช่นเดียวกัน พบว่า พยาบาล วิชาชีพมีความพึงพอใจภายหลังการใช้รูปแบบการนิเทศทางคลินิกแตกต่างจากก่อนใช้รูปแบบอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ นอกจากนี้ มธุรส ตันติเวส อารีรัตน์ ข าอยู่ และประนอม โอทกานนท์ (๒๕๖๐) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลส าหรับผู้ตรวจการพยาบาลนอกเวลา ราชการ โดยใช้ทฤษฎีระบบ (System theory) พบว่า ความรู้และทัศนคติของผู้ตรวจการพยาบาลนอก เวลาราชการหลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕ แสดงให้เห็นว่าการ พัฒนารูปแบบการนิเทศทางคลินิคโดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา นอกจากท าให้รูปแบบมีความ สอดคล้องกับบริบทแล้ว เมื่อน ารูปแบบไปใช้จะช่วยพัฒนาความรู้ และสร้างความพึงพอใจให้กับผู้นิเทศ และผู้รับการนิเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการปฏิบัติงานและคุณภาพการพยาบาล วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๖๖


๒. ผลการประเมินรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาล จากการประเมินรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ที่พบว่ามีความพึงพอใจต่อรูปแบบ โดยรวม มีระดับคุณภาพอยู่ในระดับมาก มีความพึงพอใจต่อปรัชญาของการนิเทศ และกระบวนการ นิเทศ มีคุณภาพในระดับมากที่สุด กล่าวได้ว่ารูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น มีความ ครอบคลุมและสอดคล้องกับบริบทของฝ่ ายการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยเฉพาะ ปรัชญาการนิเทศที่ใช้ Acronym ว่า “PINKLAO” นั้น ท าให้จดจ าง่ายเพราะเป็นค าที่สอดคล้องกับชื่อของ โรงพยาบาล และมีความหมายต่อบุคลากรทุกคนที่ปฏิบัติงาน เป็นค าที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของบุคลากร และ มีความหมายที่สอดคล้องกับวิถีของการปฏิบัติงานและการนิเทศทางการพยาบาล เนื่องด้วยการนิเทศ ทางการพยาบาลที่มีประสิทธิภาพต้องมีการวางแผน (Plan) ที่ดี ทั้งการนิเทศทางการบริหารและการนิเทศ ทางคลินิก การนิเทศที่ดีต้องมีการบูรณาการ (Integrate) ทั้งความรู้ ทักษะ ตลอดจนบุคลิกลักษณะของผู้ นิเทศเพื่อการสอนงาน การเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้รับการนิเทศ โดยใช้กระบวนการพยาบาล (Nursing Process) ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ ตรวจสอบผลลัพธ์ของการปฏิบัติได้ และ การนิเทศยังมุ่งให้ผู้รับการนิเทศใช้กระบวนการพยาบาลในการดูแลผู้ป่ วยที่อยู่ในความรับผิดชอบ เพราะ กระบวนการพยาบาลจะน ามาซึ่งผลลัพธ์ทางการพยาบาลที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ ลดความผิดพลาดที่ อาจจะเกิดขึ้นในกระบวนการดูแล ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับผู้ป่ วย (Low Risk) ทั้งนี้ผู้นิเทศและผู้รับ การนิเทศต้องมีทัศนคติที่ดีต่อกัน เปิดใจรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระหว่างการสอนงานและการให้ ค าปรึกษา โดยมีเป้าหมายสูงสุดที่ผลลัพธ์ของการดูแล (Outcome) คือผู้รับบริการได้รับการพยาบาลที่มี คุณภาพ ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ ๑. จากผลการวิจัยรูปแบบการนิเทศทางการพยาบาลที่พัฒนาขึ้น เมื่อจะน ารูปแบบไปใช้จริงควร ต้องมีการฝึกอบรมพยาบาลผู้นิเทศทางการพยาบาลทุกระดับ ให้มีความรู้ความเข้ารูปแบบที่พัฒนาขึ้น เพื่อให้น ารูปแบบไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ๒. การนิเทศทางการพยาบาลในระดับหอผู้ป่ วย มีความหลากหลายทั้งในเรื่องประเด็น ความเสี่ยง เป้าหมายคุณภาพ ปัญหาและข้อขัดข้องที่เกิดขึ้น นโยบายคุณภาพ กระบวนการบริหารและ แนวทางปฏิบัติ จึงควรมีการประชุมปรึกษาระหว่างผู้นิเทศทุกระดับเป็นระยะๆ และให้ผู้นิเทศมีส่วนร่วม ในการจัดท าแผนนิเทศทางคลินิกในระดับหอผู้ป่ วย ๓. เพื่อให้การนิเทศทางการพยาบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อน ารูปแบบการนิเทศที่พัฒนาขึ้น ไปใช้ ควรมีการจัดระบบการก ากับติดตามผลลัพธ์ของการนิเทศเป็นระยะๆ ทั้งในด้านผู้นิเทศ ผู้รับการ นิเทศ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่ วย วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๖๗


ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ๑. พัฒนาชุดกิจกรรมการนิเทศทางการพยาบาลในแต่ละสาขา และน าไปทดลองใช้จริงเพื่อ ประเมินผลลัพธ์ที่เฉพาะเจาะจงกับตัวชี้วัดคุณภาพในแต่ละสาขา ๒. จัดท าสื่อการนิเทศทางการพยาบาลโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเสริมจากกระบวนการนิเทศ ปกติ และทดลองใช้เพื่อประเมินประสิทธิผลของการนิเทศทางการพยาบาลในรูปแบบใหม่ วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๖๘


บรรณานุกรม กัลยา หนูแก้ว และพงศ์พิษณุ บุญดา. (2560). การสร้างรูปแบบการนิเทศงานการพยาบาลของ โรงพยาบาลตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์. การประชุมวิชาการระดับชาติ ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ครั้ง ที่ 1. ส านักวิชาการวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง. นุชจรีย์ชุมพินิจ สุทธีพร มูลศาสตร์. (2558). การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางคลินิกส าหรับหัวหน้าหอ ผู้ป่ วย โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช. วารสารพยาบาลต ารวจ, 7(2), กรกฎาคม–ธันวาคม. ฝ่ ายการพยาบาล โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า. (2559). คู่มือการนิเทศการพยาบาล. งานมาตรฐาน และพัฒนาคุณภาพการพยาบาล 1 มกราคม 2555. สมสมัย สุธีรศานต์. (2551). กลยทุธก์ารนิเทศเพ่ือผลสมัฤทธิ์ทางการพยาบาล. สงขลา: สัมพันธ์การพิมพ์. สุดารัตน์ วรรณสาร รัตนาวดี ชอบตะวัน และ สมใจ ศิระกมล. (2556). การพัฒนาการนิเทศ ทางการพยาบาลของผู้ตรวจการพยาบาล นอกเวลาราชการ โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัด เชียงใหม่. พยาบาลสาร, 40 (ฉบับพิเศษ), พฤศจิกายน. หรรษา เทียนทอง. (2556). การนิเทศทางการพยาบาล. http.//www.Med.cmu.sc.th/hospital/nis หรรษา เทียนทอง. (2565). ความท้าทายของผู้บริหารทางการพยาบาล : การนิเทศเพื่อความเป็นเลิศ ทางการพยาบาล. ฝ่ ายการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล. (2559). HA update 2016. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพ โรงพยาบาล. Cummins, A. 2009. Clinical supervision; the way forword? a review of literature. Nurse Education in Practice, 9. Durham, T, G, (2019). Clinical Supervision: An Overview of Functions, processes and methodology. NAADAC,The Association for Addiction Professionals Alexandria, VA. Keeves, Peter J. (1988). “Model and Model Building” Educational Research Methodology and Measurement: An International Handbook. Oxford: Pergamon Press.561-565. O'Neill A, Edvardsson, K., and Hooker, L. (2022). Clinical supervision practice by community-based child and family health nurses: A mixed-method systematic review. J Adv. Nurs. Wileyonlinelabrary..com/journal/jan. pp.1–13 Proctor, B. (2001). Training for the supervision alliance attitude, skill and intention. In Fundamental themes in clinical supervision. Cutcliffe, J.R, Butterworth, T., and Proctor, B., eds. London: Routledge. วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๖๙


Proctor. B. (2010) Training for the supervision alliance from: Routledge Handbook of Clinical Supervision, Fundamental International. Themes Routledge Accessed on: 30Jan2021 https://www.routledgehandbooks.com/doi/10.4324/9780203843437.ch3 Seels, B. and Glasgow, Z. (1998). Making Instructional Design Decisions. 2nd Edition. Accessed on: 30 Jan 2021 https://michaelhanley.ie/elearningcurve/discoveringinstructional-design-14-seels-glasgow-model. วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๗๐


ประวัติและผลงาน นาวาเอกหญิง ดร. ธนพร แย้มสุดา อดตีผู้อา นวยการวิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ อดตีผู้อา นวยการกองวิทยาการ ศูนยว์ิทยาการ กรมแพทยท์หารเรือ และอดตีผู้ช่วยผู้อา นวยการ โรงพยาบาลสมเดจ็พระปิ่นเกล้า และทปี่รึกษาศูนยแ์พทยศ์าสตรศ์ ึกษา ยศ-ชื่อ-นามสกุล นาวาเอกหญิง ดร. ธนพร แย้มสุดา Captain Dr.Thanaporn Yaemsuda, WRTN. ประวัติการศึกษา - ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๔๓ - ปริญญาพยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๓๖ - ปริญญาพยาบาลศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.๒๕๓๑ - ปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต (พยาบาล) มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ.๒๕๒๗ - ประกาศนียบัตรพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัย วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ พ.ศ.๒๕๒๓ ประวัตกิารทา งานทสี่า คัญ - รองผู้อ านวยการ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ พ.ศ.๒๕๕๓-๒๕๕๗ - รองผู้อ านวยการ กองวิทยาการ กรมแพทย์ทหารเรือ พ.ศ.๒๕๕๗-๒๕๖๐ - ผู้อ านวยการ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๑ - ผู้อ านวยการ กองวิทยาการ กรมแพทย์ทหารเรือ พ.ศ.๒๕๖๑-๒๕๖๒ วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๗๑


178 ประวัติการศึกษา - ผู้ช่วยผู้อ านวยการ รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า และที่ปรึกษาศูนย์แพทยศาสตรศึกษา พ.ศ.๒๕๖๒-๒๕๖๓ - รองคณบดีฝ่ ายวิชาการและวิจัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ พ.ศ.๒๕๖๓-๒๕๖๕ - กรรมการสภาการพยาบาล พ.ศ.๒๕๕๓-๒๕๕๔, ๒๕๖๐-๒๕๖๑ ต าแหน่งงานปัจจุบัน - คณะอนุกรรมการรับรองหลักสูตรและสถาบันการศึกษา สภาการพยาบาล พ.ศ.๒๕๕๗-ปัจจุบัน - ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการพยาบาล (งานการศึกษาต่อเนื่องสาขาพยาบาลศาสตร์) มกราคม ๒๕๖๖-ปัจจุบัน สถานทตี่ดิต่อ สภาการพยาบาล อาคารนครินทรศรี ในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์ อ าเภอเมือง นนทบุรี ๑๑๑๐๐ โทรศัพท์ (ที่ท างาน) ๐๒-๕๙๖๗๕๙๑ มือถือ ๐๘๙-๐๓๕๔๓๗๗ e-mail: [email protected] วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๗๒


การศึกษาค่า ROX Index ในการพยากรณผ์ลลัพธท์างคลินิกในผู้ป่วยโควิด ๑๙ ทมี่ีภาวะหายใจ ล้มเหลวแบบพร่องออกซิเจนทไี่ด้รับการรักษาด้วยการให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงทางจมูก The Study of ROX Index to Predict Clinical Outcomes in COVID-19 Patients with Hypoxemic Respiratory Failure Treated with High Flow Nasal Cannula กฤษฎา ชุมวณิชย์, วีรโรจน์ นิธิธาริยโสภณ, สรภพ ภักดีวงศ์, กนกเลขา สุวรรณพงษ์ บทคัดย่อ การวิจัยเชิงสังเกตการณ์แบบย้อนหลังครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค่า Respiratory rate and oxygenation index (ROX index) ในการพยากรณ์ผลลัพธ์ทางคลินิกในผู้ป่ วยโควิด ๑๙ ที่มีภาวะ หายใจล้มเหลวชนิดพร่องออกซิเจนที่ได้รับการรักษาด้วยการให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงทางจมูก กลุ่ม ตัวอย่างคือข้อมูลผู้ป่ วยโควิด ๑๙ ที่มีภาวะหายใจล้มเหลวชนิดพร่องออกซิเจนที่ได้รับการรักษาด้วย การให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงทางจมูก ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า จ านวน ๑๑๓ ราย เก็บรวบรวมข้อมูลย้อนหลังจากเวชระเบียนผู้ป่ วยระหว่างวันที่ ๑ กุมภาพันธ์พ.ศ. ๒๕๖๔ ถึง ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ Receiver operating characteristic (ROC) และ Areas under the ROC curve (AUROC) ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ ๕๑.๓ ประสบความส าเร็จในการรักษาด้วยการให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงทางจมูก และพบว่าค่า ROX index ที่ระยะเวลา ๖, ๑๒ และ ๒๔ ชั่วโมง มีความสัมพันธ์กับผลการรักษา และค่า ROX index ที่ ๖ ภายหลังให้การรักษาด้วยการให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงทางจมูก 6 ชั่วโมง (AUROC, ๐.๕๔๙) มี ความสัมพันธ์กับความล้มเหลวในการรักษา แพทย์ผู้ให้การรักษาผู้ป่ วยโควิด ๑๙ สามารถน าไปเป็นแนว ทางการตัดสินใจยุติการรักษาด้วยการให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงทางจมูก และเปลี่ยนเป็นวิธีใส่ท่อช่วย หายใจทดแทนได้ ค าส าคัญ: การให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงทางจมูก โควิด ๑๙ ภาวะหายใจล้มเหลวชนิดพร่องออกซิเจน ค่า ROX index วจ ิั ยทไี่ด ้ ร ั บท ุ นอ ุ ดหน ุ นการค ้ นคว ้ าวจ ิั ย จากสมาคมแพทยท์หารแหง่ ประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารแพทย์นาวี (Royal Thai Navy Medical Journal) วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๗๓


Abstract This retrospective cross-sectional observational study aimed to determine the ROX index to predict clinical outcomes (success and failure) after receiving HFNC treatment at 2, 6, 12, and 24 hours. We collected data using medical records of 113 COVID-19 patients with acute hypoxemic respiratory failure who received HFNC treatment and were admitted in Somdech Phra Pinklao Hospital between 1st February 2021 to 31st July 2021. Data were analyzed using descriptive statistic, receiver operating characteristic (ROC), and Areas under the ROC curve (AUROC). The result showed that 51.3% of sample improved oxygenation and were successfully withdrawn from HFNC. The ROX index at 6, 12, and 24 hours of HFNC initiation were closely related to the prognosis. The ROX index after 6h of HFNC initiation (AUROC, 0.549) had correlated with HFNC failure. The healthcare provider can use as a guideline for HFNC therapy termination in patients with COVID-19 infection related acute hypoxic respiratory failure. Keywords: high-flow nasal cannula, HFNC, COVID-19, acute hypoxic respiratory failure, ROX index สามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nmdjournal/article/view/258049 วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๗๔


ปัจจัยทมี่ีความสัมพันธก์ ับผลลัพธท์างคลินิกภายหลังการรักษา ด้วยออกซิเจนอัตราไหลสูงทางจมูกในผู้ป่วยโควิด ๑๙ : การศึกษาแบบย้อนหลัง Factors Associated with Clinical Outcomes after Receiving High-flow Nasal Cannula Treatment in COVID-19 Patients: A Retrospective Study กฤษฎา ชุมวณิชย์, วีรโรจน์ นิธิธาริยโสภณ, กนกเลขา สุวรรณพงษ์, สรภพ ภักดีวงศ์ บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบย้อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ ผลลัพธ์ทางคลินิกภายหลังการรักษาด้วยออกซิเจนอัตราไหลสูงทางจมูก (High-flow Nasal Cannula: HFNC) ในผู้ป่ วยโควิด ๑๙ กลุ่มตัวอย่างคือข้อมูลผู้ป่ วยโควิด ๑๙ ที่มีภาวะการหายใจล้มเหลวแบบพร่อง ออกซิเจน ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ระหว่างวันที่ ๑ กุมภาพันธ์พ.ศ. ๒๕๖๔ ถึง ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ จ านวนทั้งสิ้น ๑๑๓ ราย เก็บรวบรวมข้อมูลจากฐานข้อมูลเวชระเบียน อิเล็กทรอนิกส์วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติIndependent t-test, Mann–Whitney U test, Fisher's exact test, และ Chi-square test ผลการวิจัยพบว่าผลลัพธ์ทางคลินิกภายหลังการรักษาด้วย HFNC มี ความส าเร็จ ร้อยละ ๕๑.๓ และมีความล้มเหลว ร้อยละ ๔๘.๗ เมื่อเปรียบเทียบปัจจัยด้านข้อมูลพื้นฐาน กับผลลัพธ์ทางคลินิกภายหลังการรักษาด้วย HFNC พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีความล้มเหลวมีอายุเฉลี่ย การมีโรคประจ าตัว โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน สูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีความส าเร็จ ส าหรับ ปัจจัยด้านผลการตรวจร่างกายและการตรวจทางห้องปฏิบัติการ พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีความล้มเหลว มี อัตราการหายใจ และระดับ Lymphocyte สูงกว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีความส าเร็จ และมีค่าความดันได แอสโตลิก และระดับเซลล์เม็ดเลือดขาว ต ่ากว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีความส าเร็จ และปัจจัยด้านการรักษา พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีความล้มเหลว มีระยะเวลารักษาในโรงพยาบาล และการรอดชีวิตจนจ าหน่าย ออกจากโรงพยาบาลต ่ากว่ากลุ่มตัวอย่างที่มีความส าเร็จ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ (P<0.05) แพทย์สามารถน าผลการศึกษาที่ได้ไปใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจเพื่อวางแผนการรักษาด้วยการ ให้ออกซิเจนอัตราไหลสูงทางจมูกในผู้ป่ วยโควิด ๑๙ ที่มีภาวการณ์หายใจล้มเหลวได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ค าส าคัญ: ผลลัพธ์ทางคลินิก การรักษาด้วยออกซิเจนอัตราไหลสูงทางจมูก โควิด ๑๙ วจ ิั ยทไี่ด ้ ร ั บท ุ นอ ุ ดหน ุ นการค ้ นคว ้ าวจ ิั ย จากสมาคมแพทยท์หารแหง่ ประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารแพทย์นาวี (Royal Thai Navy Medical Journal) วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๗๕


Abstract The purpose of this retrospective study was to evaluate factors associated with clinical outcomes in COVID-19 patients with hypoxemic respiratory failure treated with highflow nasal cannula (HFNC) in Somdech Phra Pinklao hospital. The data were collected from medical records between February 1st, 2021 and July 31st, 2021. Fisher's exact test, Mann– Whitney U test, and Chi-square were used to identify factors associated with clinical outcomes. A total of 113 COVID-19 patients with acute hypoxemic respiratory failure who had been treated with HFNC were included, 51.3% of these were HFNC success, and 48.7% were HFNC failure. In the failure group, the analysis of the demographic factors revealed that mean age, underlying disease, hypertension, and obesity were higher than in the success group. In addition, the analysis of physical examination and laboratory factors showed that the respiratory rate and lymphocyte count were higher than in the success group. In contrast, WBC count and diastolic blood pressure were lower. In the failure group, we found the length of stay was shorter, and the survival-to-discharge rate was lower compared to those in the success group with statistically significant at the 0.05 level (P value < 0.05). In conclusion, clinical and risk assessment may help optimize patient selection for HFNC use in the COVID-19 patients with acute hypoxemic respiratory failure. Keywords: clinical outcome, high-flow nasal cannula, HFNC, COVID-19 สามารถอ่านฉบับเต็มได้ที่ https://he01.tci-thaijo.org/index.php/nmdjournal/ article/view/258049 วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๗๖


ประวัติและผลงาน นาวาโทกฤษฎา ชุมวณิชย์ ยศ-ชื่อ-นามสกุล นาวาโทกฤษฎา ชุมวณิชย์ Cdr.Kritsada Chumvanichaya, RTN. ประวัติการศึกษา - แพทยศาสตร์บัณฑิตโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล - วุฒิบัตรแสดงความรู้ความช านาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล - ก าลังศึกษาต่อแพทย์ประจ าบ้านต่อยอด สาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน อนุสาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉินนอก โรงพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ประวัตกิารทา งานทสี่า คัญ - แพทย์ฝ่ ายบริการสุขภาพ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ ๒๕๖๒-๒๕๖๖ - แพทย์ฝ่ ายบริการสุขภาพ โรงพยาบาลทหารเรือกรุงเทพ กรมแพทย์ทหารเรือ ๒๕๕๘-๒๕๕๙ - แพทยฝ์่ายบรกิารสขุภาพ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจา้สิรกิิติ์กรมแพทยท์หารเรือ ๒๕๕๗-๒๕๕๘ สาขาทเี่ชี่ยวชาญ เวชศาสตร์ฉุกเฉิน สังกัด ข้าราชการ กองทัพเรือ E-mail Address: [email protected] วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๗๗


การพัฒนาห้องจา ลองเพื่อส่งเสริมความสามารถ ในการท ากิจวัตรประจา วันทบี่้านของผู้สูงอายุ โดยใช้แนวคิดการออกแบบเพอื่คนทั้งมวล Simulated Room Development for Promoting Basic Activity of Daily Living Ability at Home for Elderly Based on Universal Design Concept พ.ท.หญิง ผศ.ดร.องค์อร ประจันเขตต์ พ.อ.หญิง ดร.อภิญญา อินทรรัตน์ พ.ท.หญิง ผศ.ดร.อารีย์ เสนีย์ ร.อ.หญิง ศิริรัตน์ จ านงค์จิตต์ บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาห้องจ าลองที่ส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ า วันที่บ้านของผู้สูงอายุ โดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล โดยใช้แบบแผนการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล อาจารย์พยาบาลที่มีสอนประสบการณ์ สาขาการพยาบาลอนามัย และการดูแลสุขภาพที่บ้าน พยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแล ผู้สูงอายุและการดูแลสุขภาพที่บ้าน นักกิจกรรมบ าบัดที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบเพื่อคนทั้ง มวล ผู้พิการต้นแบบด้านการใช้ชีวิตวิถีอิสระ รวมทั้งสิ้น จ านวน ๑๐ คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบประเมินรูปแบบห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุ โดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล แบบบันทึกการสะท้อนคิดหลังการเรียนการสอนตามแผนการ จัดการเรียนรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้ ณ ห้องจ าลองฯ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันใน บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล มีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (mean = ๒.๕๘, S.D.= ๐.๔๗) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่คิดว่ารูปแบบห้องจ าลองฯ มีความเหมาะสม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากถึงปานกลางทุกข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ แสงสว่าง ภายในห้องจ าลองเวลากลางวันเหมาะสม (mean = ๓.๐๐, S.D.= ๐.๐๐) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต ่าสุด คือ มีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อเป็นแสงสว่างในเวลากลางคืนอย่างเหมาะสม (mean = ๑.๙๐, S.D.= ๐.๕๗) ผลการวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหา โดยการหาค่า Index of item objective congruence (IOC) พบว่า แบบบันทึกการสะท้อนคิดหลังการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบประเมิน ความพึงพอใจของผู้เรียนฯ มีค่า IOC อยู่ระหว่าง ๐.๖-๑.๐ ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย พบว่า ควรน าห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท า กิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ไปใช้ในการจัดการเรียน การสอนส าหรับการดูแลสุขภาพที่บ้าน ซึ่งสามารถให้การดูแลในมิติอื่น ๆ นอกจากการสร้างเสริม สุขภาพ ได้แก่ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพภายหลังเจ็บป่ วย วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๗๘


และควรพัฒนาคู่มือ สื่อวิธีการใช้ห้องจ าลองฯ และอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ภายในห้องจ าลองฯ ที่เข้าถึง ได้ง่าย หลากหลายช่องทาง ตามหลักใช้งานง่าย เข้าใจง่าย (simple, intuitive use) และหลักการสื่อสาร ความหมายเป็นที่เข้าใจ (perceptible Information) ส าหรับการจัดการเรียนการสอนแบบ simulationbased learning ควรพัฒนาโจทย์กรณีศึกษาในกลุ่มวัยอื่นๆ นอกเหนือจากวัยสูงอายุ และเน้นการใช้ ชีวิตแบบวิถีอิสระ (independent living) ให้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักความเสมอภาค ของ แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ค าส าคัญ: การท ากิจวัตรประจ าวัน การดูแลสุขภาพที่บ้าน ผู้สูงอายุ การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ความเป็ นมาและความส าคัญของปัญหา ในปัจจุบันประเทศไทยก าลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society)จากการส ารวจ ในปี ๒๕๖๕ พบว่า ประเทศไทยมีจ านวนผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า ๖๐ ปี คิดเป็นร้อยละ ๑๘.๙๔ ของ จ านวนประชากรทั้งหมด และก าลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด คือ มีจ านวนผู้สูงอายุ มากกว่า ร้อยละ ๓๐ ในปี ๒๕๗๔ (Super-aged society) (กรมกิจการผู้สูงอายุ, ๒๕๖๖) ดังนั้นการ เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของผู้สูงอายุ จ าเป็นต้องเข้าใจการ เปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายผู้สูงอายุ เช่น สายตาพร่ามัว ข้อเข่าเสื่อม ก าลังของกล้ามเนื้อลดลง ท า ให้สภาพแวดล้อมเดิมไม่เอื้อต่อการด ารงชีวิต และความปลอดภัย การจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับ การใช้ชีวิตประจ าวันไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับผู้สูงอายุโดยเฉพาะที่อยู่อาศัย จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถ ท ากิจวัตรประจ าวันด้วยตนเองได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ตามล าพังลดโอกาสลื่นหรือป้องกันอุบัติเหตุ จากหกล้ม ซึ่งเป็นสาเหตุส าคัญที่ท าให้เกิดความพิการหรือทุพพลภาพ จากการส ารวจข้อมูลพบว่า ผู้สูงอายุไทยเสียชีวิตจากการหกล้มเฉลี่ยประมาณ ๓ คนต่อวัน อัตราการเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้ม ในผู้สูงอายุสูงกว่าทุกกลุ่มอายุถึง ๓ เท่า และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกลุ่มอายุ ๘๐ ปี ขึ้นไป จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่า ค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้สูงอายุที่หกล้มสูงถึงแสนกว่าบาทต่อ คนต่อครั้ง หากรวมค่าใช้จ่ายที่ครอบครัวต้องออกจากงานมาดูแล หรือรายจ่ายจากการจ้างคนดูแลอาจ สูงถึง ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี (ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ๒๕๖๕) การขับเคลื่อนเรื่องสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุจึงเป็นประเด็นที่ทั่วโลกก าลังรณรงค์ กันอย่างแพร่หลาย สภาพแวดล้อมทางกายภาพที่บ้านที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุจึงมีความส าคัญต่อการ ด ารงชีวิตของผู้สูงอายุ ทั้งนี้เป็นเพราะการเกิดอุบัติเหตุของคนผู้สูงอายุมักจะเกิดจากสภาพแวดล้อมทาง กายภาพที่บ้านที่ผู้สูงอายุนั้นอาศัยอยู่ ตัวอย่างเช่น การเกิดอุบัติเหตุในบ้าน นับตั้งแต่การหกล้ม เพราะ เฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ที่กีดขวางทางเดิน หรือเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มั่นคง เวลาจับเพื่อพยุงตัวอาจท าให้หกล้ม ได้ พื้นห้องไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องรับแขก ห้องครัวและห้องน ้าใช้วัสดุที่ลื่น หรือพรมเช็ดเท้าที่ลื่น และ วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๗๙


ขอบทางเดินหรือประตูสูงเกินไป จนอาจท าให้สะดุดได้ราวบันไดที่ติดตั้งอย่างไม่มั่นคง มีราวบันไดข้าง เดียว ที่เก็บของสูงเกินไปจนเอื้อมไม่ถึง เป็นต้น (ส านักส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุ, ๒๕๕๘) เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ หลักการการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) เป็นอีก แนวคิดส าคัญในการสร้างสรรค์สังคม เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ในสภาพแวดล้อมที่อ านวยความสะดวก สร้างความปลอดภัย และครอบคลุมทุกความต้องการที่หลากหลายของผู้สูงอายุ คนทุกวัย และทุกกลุ่ม เป้าหมาย เพื่อสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมซึ่งสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ โดย ปราศจากอุปสรรค เพิ่มความสะดวกในการท ากิจกรรมในชีวิตประจ าวัน และส่งเสริมการมีส่วนร่วม อย่างต่อเนื่อง การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล เป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ และสภาพแวดล้อมที่ปราศจาก การออกแบบหรือดัดแปลงเป็นพิเศษ เป็นการออกแบบที่ทุกคน สามารถใช้ประโยชน์ได้ อย่างกว้างขวาง เท่าที่เป็นไปได้มากที่สุด โดยไม่มีข้อจ ากัดด้านอายุและสภาพร่างกาย หลักการของการออกแบบเพื่อคน ทั้งมวล เป็นแนวความคิดสากลที่องค์การสหประชาชาติได้เผยแพร่และส่งเสริม เพื่อให้คนพิการได้รับสิ่ง อ านวยความสะดวกในการด ารงชีวิตในอาคาร และสิ่งแวดล้อมตามโครงการ Promotion of Non - Handicapping Physical Environment for Disabled Persons และได้มีการพัฒนาตามล าดับ เป็น Accessible Design, Adaptable Design, Barrier Free Design, Design for all และ Inclusive Design ซึ่งในที่สุดก็เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในหลักการของการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design) (ไตรรัตน์ จารุทัศน์, ๒๕๕๘) ภาควิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน กองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก รับผิดชอบ จัดการเรียนการสอนรายวิชาการพยาบาลอนามัยชุมชนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ แก่นักเรียน พยาบาล นักเรียนผู้ช่วยพยาบาล ที่ต้องมีการศึกษาหลักและวิธีการเยี่ยมบ้าน การดูแลสุขภาพที่บ้าน ซึ่งการจัดสิ่งแวดล้อม และที่อยู่อาศัยให้มีความเหมาะสม ถูกต้องตามหลักการของการออกแบบเพื่อคน ทั้งมวล เป็นเนื้อหาส าคัญที่ผู้เรียนจ าเป็นต้องมีความรู้ และสามารถน าไปประยุกต์ใช้ให้ค าแนะน า แก่ประชาชนในชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มวัยผู้สูงอายุ ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในชุมชน และ อยู่บ้านมากกว่าวัยอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ ภาควิชาฯ จึงเห็นความส าคัญของการพัฒนาห้องจ าลองที่ส่งเสริม ความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล เพื่อการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากการอยู่บ้าน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุด้านต่าง ๆอนัจะส่งผลใหผ้ สู้งูอายสุามารถดา เนินชีวิตไดอ้ย่างมีคณุคา่มีศกัดิศ์รีลดภาระการดูแลของลูกหลาน และที่ส าคัญการพัฒนารูปแบบฯ ดังกล่าว ยังเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าความรู้ส าหรับนักเรียนพยาบาล และอาจารย์พยาบาลเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล และการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่บ้านได้ ต่อไป วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๘๐


วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อพัฒนาห้องจ าลองที่ส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุ โดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล คา จา กัดความทใี่ช้ในการวิจัย ๑. การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal design) คือ หลัก ๗ ประการที่ใช้ออกแบบที่อยู่ อาศัยส าหรับผู้สูงอายุได้แก่ ๑) ความเสมอภาค (Equitability) ๒). ความยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนการใช้ได้ (Flexibility) ๓) ใช้งานง่าย เข้าใจง่าย (Simple, Intuitive use) ๔) การสื่อสารความหมายเป็นที่เข้าใจ (Perceptible Information) ๕) การออกแบบที่เผื่อการใช้งานที่ผิดพลาดได้(Tolerance for error) ๖) ทุ่นแรงกาย (Low physical effort) ๗) มีขนาดและพื้นที่ ที่เหมาะสมกับการเข้าถึงและใช้งานได้ (Appropriate size and space for approach) ๒. รูปแบบห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุ โดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล หมายถึง การสร้างที่อยู่อาศัยจ าลองทางกายภาพ ได้แก่ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน ้า ภายใต้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล เพื่อส่งเสริม ความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันของผู้สูงอายุ ณ ชั้น ๔ อาคารกองการศึกษา วิทยาลัยพยาบาล กองทัพบก ๓. กิจวัตรประจ าวัน หมายถึง ความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันของผู้สูงอายุ ตามดัชนี บาร์เธลเอดีแอล (Barthel Activities of Daily Living : ADL) ได้แก่ การรับประทานอาหาร การล้างหน้า หวีผม แปรงฟัน โกนหนวด การลุกจากที่นอน หรือจากเตียงไปยังเก้าอี้ การใช้องน ้า การเคลื่อนที่ภายใน บ้าน การสวมใส่เสื้อผ้า การอาบน ้า แบบแผนการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มี๔ ขั้นตอนคือ ๑) การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน (R๑) ๒) การพัฒนาห้องจ าลองฯ (D๑) ๓) การทดลองใช้ห้องจ าลองฯ (R๒) และ ๔) การพัฒนาปรับปรุงห้องจ าลองฯ (D๒) โดยมีขั้นตอนการด าเนินการวิจัย ดังนี้ วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๘๑


กลุ่มตัวอยา่งที่ทา การศึกษา กลุ่มตัวอย่าง จ านวน ๑๐ คน ได้แก่ ๑) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล จ านวน ๑ คน ๒) อาจารย์พยาบาลที่มีสอนประสบการณ์สาขาการพยาบาลอนามัย และการดูแลสุขภาพที่บ้าน จ านวน ๕ คน ๓) พยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้สูงอายุและการดูแลสุขภาพที่บ้าน จ านวน ๒ คน ๔) นักกิจกรรมบ าบัดที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล จ านวน ๑ คน ๕) ผู้พิการต้นแบบด้านการใช้ชีวิตวิถีอิสระจ านวน ๑ คน ขั้นตอนการดา เนินการวิจัย ขั้นตอนการด าเนินการวิจัย วิธีการด าเนินการวิจัย ผลการด าเนินการวิจัยที่คาดว่าจะ ได้รับ ขั้นตอนที่ 1 การวิจัย (Research: R1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนา (Development: D1) ขั้นตอนที่ 3 การวิจัย (Research: R2) การทดลองใช้ห้องจ าลองฯ ขั้นตอนที่ 4 การวิจัย (Development: D2) การประเมินผลห้องจ าลองฯที่ใช้ในการ จัดการเรียนการสอน 1. ศึกษาแนวคิดของการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล วิธีสอนโดยใช้ศูนย์การเรียนรู้ และงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง 2. สัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูล 1. พัฒนาห้องจ าลองฯ ตามกรอบแนวคิด 2. จัดเตรียมสถานการณ์ สื่อ วัสดุอุปกรณ์ 3. พัฒนาแผนจัดการเรียนรู้ในการใช้ห้องจ าลองเพื่อส่งเสริม ความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุ โดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล และเครื่องมือที่ เกี่ยวข้อง ได้แก่ แบบบันทึกการสะท้อนคิด ความพึงพอใจ ของนักเรียนพยาบาลที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้ฯ 1. ตรวจสอบคุณภาพของห้องจ าลองฯ ที่พัฒนาขึ้นโดย ผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้แบบประเมินคุณภาพห้องจ าลองฯ 2. ตรวจสอบคุณภาพของแผนจัดการเรียนรู้ และเครื่องมือ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แบบบันทึกการสะท้อนคิด แบบประเมิน ความพึงพอใจฯ โดยผู้เชี่ยวชาญ 3. ปรับปรุงห้องจ าลองฯและแผนจัดการเรียนรู้ และ เครื่องมือที่เกี่ยวข้องให้สมบูรณ์ น าผลการประเมินประสิทธิผลของห้องจ าลองฯ และ ผลการถอดบทเรียนมาปรับปรุงและแก้ไขรูปแบบ กรอบแนวคิดในการพัฒนา หอ้งจา ลองที่ ส่งเสริมความสามารถในการท า กิจวัตรประจา วันทบี่้านของผู้สูงอายุ โดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อ คนทงั้ มวล รูปแบบห้องจ าลองฯ (ต้นแบบ) ประเมินประสิทธิผลของห้องจ าลองฯโดย ใช้สถานการณ์เสมือนจริงส าหรับนักเรียน พยาบาล 1. แผนการจัดการเรียนรู้ 2. แบบบันทึกการสะท้อนคิดหลังการ เรียนรู้ 3. ความพึงพอใจของนักเรียนพยาบาลที่ มีต่อรูปแบบการเรียนรู้ฯ รูปแบบห้องจ าลองฯ ที่พัฒนาแล้ว วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๘๒


ก. การเลือกตัวอย่าง วิธีด าเนินการวิจัย การด าเนินการวิจัย ประกอบด้วย ๔ ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่๑ การวิจัยเพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ( R๑) การศึกษาสภาพการณ์ปัจจุบัน เกี่ยวกับ การออกแบบห้องจ าลอง ได้แก่ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องน ้า เพื่อส่งเสริม ความสามารถใน การท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล และการจัดการเรียนรู้ด้านการดูแลสุขภาพที่บ้านส าหรับผู้สูงอายุ ขั้นตอนการวิจัย ตัวอย่าง ผู้ให้ข้อมูล และ ผู้ทรงคุณวุฒิ เกณฑ์การคัดเข้า เกณฑ์การ คัดออก ขนาด ตัวอย่าง ๑.การวิจัยเพื่อศึกษา ข้อมูลพื้นฐาน (R๑) ผู้ให้ข้อมูล เลือกแบบเจาะจง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ เพื่อคนทั้งมวล การดูแลสุขภาพที่ บ้านในผู้สูงอายุ และการสอน วิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน ๑.ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเพื่อคน ทั้งมวล ๑ คน ๒. พยาบาลที่มีประสบการณ์การเยี่ยม บ้านผู้ป่ วยในชุมชนและมีความรู้เรื่อง การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ๒ คน ๓. อจ.พยาบาลมีประสบการณ์สอน สาขาการพยาบาลอนามัยชุมชน ๕ คน ๔. นักกิจกรรมบ าบัดที่มีความ เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเพื่อคนทั้ง มวล จ านวน ๑ คน ๕. ผู้พิการต้นแบบด้านการใช้ชีวิตวิถี อิสระ จ านวน ๑ คน - ๑๐ คน ๒) การพัฒนารูปแบบ (D๑) คณะผู้วิจัย ๓) การวิจัยทดลองใช้ ห้องจ าลองฯ (R๒) ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบห้องจ าลองฯ และเครื่องมือวิจัย เลือกแบบเจาะจง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุและการ ออกแบบเพื่อคนทั้งมวล และการ สอนด้านการดูแลสุขภาพที่บ้าน ๑. พยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการ ดูแลผู้สูงอายุและการดูแลสุขภาพที่บ้าน จ านวน ๑ คน ๒. อาจารย์พยาบาล ที่มีประสบการณ์ การดูแลสุขภาพที่บ้าน จ านวน ๒ คน - ๓ คน ๔) การพัฒนาปรับปรุง รูปแบบ (D๒) คณะผู้วิจัย - - - วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๘๓


๑.๑ ทบทวนเอกสาร ต ารา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบห้องจ าลองเพื่อส่งเสริม ความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ๑.๒ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล (Key Informants) จ านวน ๑๐ ท่าน ได้แก่ ๑) ผู้เชี่ยวชาญด้านการ ออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ๑ ท่าน ๒) พยาบาลที่มีประสบการณ์การเยี่ยมบ้านผู้ป่ วยในชุมชนและมีความรู้ เรื่องการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ๒ ท่าน ๓) อาจารย์พยาบาลมีประสบการณ์สอนสาขาการพยาบาล อนามัยชุมชน ๕ ท่าน ๓) นักกิจกรรมบ าบัดที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล จ านวน ๑ ท่าน และ ๔) ผู้พิการต้นแบบด้านการใช้ชีวิตวิถีอิสระ จ านวน ๑ ท่าน สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวคิดการ สร้างห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิด การออกแบบเพื่อคนทั้งมวล และการจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้การดูแลสุขภาพที่บ้าน ๑.๓ สังเคราะห์แนวคิดการส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุ โดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ขั้นตอนที่ ๒ การพัฒนาห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้าน ของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (D๑) ๒.๑ น าผลจากขั้นตอนที่ ๑ มาเป็นแนวทางในการพัฒนาห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถ ในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ๒.๒ ร่างต้นแบบของห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของ ผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล และสร้างแบบประเมินคุณภาพห้องจ าลองฯ ๒.๓ สร้างแผนจัดการเรียนรู้ ส าหรับนักเรียนพยาบาลในการใช้ห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความ สามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ประกอบด้วย การก าหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนการสอน สถานการณ์เสมือนจริง (scenario) กรณีศึกษาผู้ป่ วยวัยสูงอายุที่มีภาวะอ่อนแรง มีภาวะพิการทางการเดิน จ านวน ๓ สถานการณ์ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการสอน วิธีการวัดและประเมินผล เครื่องมือการวัดและประเมินผล ๒.๔ สร้างสภาพแวดล้อมเสมือนสถานการณ์จริงตามแนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ได้แก่ ห้องจ าลองฯ เสมือนจริงและอุปกรณ์ การเตรียมผู้ป่ วยและญาติจ าลองตามบทบาทสมมติในแต่ละกรณี ศึกษา ขั้นตอนที่๓ การวิจัยทดลองใช้ห้องจ าลองฯ (R๒) ตรวจสอบคุณภาพของห้องจ าลองฯ และ การจัดการเรียนรู้ในห้องจ าลอง โดยน าแบบประเมิน คุณภาพห้องจ าลองฯ แผนจัดการเรียนรู้ แบบบันทึกการสะท้อนคิดหลังการเรียนการสอนตามแผนการ จัดการเรียนรู้ แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้ ณ ห้องจ าลองเพื่อส่งเสริม ความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล เสนอผู้เชี่ยวชาญ จ านวนทั้งสิ้น ๓ คน โดยก าหนดเกณฑ์เลือกผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ ๑) พยาบาลผู้เชี่ยวชาญ วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๘๔


ด้านการดูแลผู้สูงอายุและการดูแลสุขภาพที่บ้าน จ านวน ๑ คน ๒) อาจารย์พยาบาล ที่มีประสบการณ์ การดูแลสุขภาพที่บ้าน จ านวน ๒ คน เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของห้องจ าลองฯ แผนจัดการเรียนรู้ ฯและน าผลที่ได้มาแก้ไขปรับปรุงต่อไป หลังจากนั้น เพื่อเตรียมห้องจ าลองฯให้มีความเหมาะสมพร้อมใช้ ผู้วิจัยได้น าแบบประเมิน คุณภาพห้องจ าลองฯ มาให้ผู้ให้ข้อมูลหลักทั้ง ๑๐ ท่าน ประเมินตามแบบสอบถามอีกครั้ง ขั้นตอนที่๔ การพัฒนาปรับปรุงห้องจา ลองเพอื่ส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตร ประจา วันทบี่้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (D๒) ปรับปรุงห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุ โดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล โดยน าข้อมูลที่ได้จากผลการวิจัยขั้นตอนที่ ๓ มาปรับปรุง รูปแบบที่พัฒนาขึ้น ข. การวัดผลของการวิจัย เครื่องมือที่ใช้วัด ความน่าเชื่อถือของเครื่องมือ ขั้นตอนการวิจัย เครื่องมือ การตรวจสอบคุณภาพ เครื่องมือ ๑.การวิจัยเพื่อศึกษาข้อมูล พื้นฐาน (R๑) ๑.๑ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แนวคิดการสร้างห้อง จ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ า วันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้ง มวล - Content Validity ๒. การพัฒนารูปแบบ (D๑) -จัดท าแบบประเมินรูปแบบห้องจ าลองเพื่อส่งเสริม ความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุ โดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล จัดท าแผนการ จัดการเรียนรู้การดูแลสุขภาพที่บ้านและแบบประเมินความ พึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้ ณ ห้องจ าลองเพื่อ ส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของ ผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล - Content Validity ๓. การวิจัยทดลองใช้ รูปแบบ (R๒) -ตรวจสอบคุณภาพแบบประเมินรูปแบบห้องจ าลองฯ แผนการจัดการเรียนรู้ฯ แบบบันทึกสะท้อนคิดฯ และแบบ ประเมินความพึงพอใจฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ -ประเมินรูปแบบห้องจ าลองฯ โดยผู้ให้ข้อมูลหลัก - Content Validity ๔. การพัฒนาปรับปรุง รูปแบบ (D๒) น าผลการวิจัยที่ได้จากขั้นตอน R๒ มาปรับปรุงรูปแบบฯ - วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๘๕


ส าหรับรายละเอียดของเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาห้องจ าลองฯ มีดังนี้ ๑. แบบประเมินรูปแบบห้องจา ลองเพอื่ส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ า วันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล เป็นแบบประเมินแบบมาตร ประมาณค่า ๓ ระดับ ได้แก่ ๓ = เหมาะสมมาก ๒ = เหมาะสมปานกลาง ๑ = ไม่เหมาะสม มีขั้นตอน การสร้างเครื่องมือและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ดังนี้ ๑.๑ ก าหนดรายการประเมินความสอดคล้องและเหมาะสมของรูปแบบห้องจ าลองฯ ตาม หลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล และการส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันของผู้สูงอายุ จ านวน ๑๕ ข้อ ๑.๒ ก าหนดเกณฑ์การประเมินความเหมาะสมโดยใช้ค่าเฉลี่ยรายข้อ ดังนี้ ค่าเฉลี่ย ๒.๓๔ - ๓.๐๐ มีความเหมาะสมในระดับมาก ค่าเฉลี่ย ๑.๖๗ - ๒.๓๓ มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย ๑.๐๐ - ๑.๖๖ มีความเหมาะสมในระดับน้อย ๒. แผนจัดการเรียนรู้สา หรับนักเรียนพยาบาลในการใช้ห้องจา ลองเพื่อส่งเสริมความ สามารถใน การท ากิจวัตรประจา วันทบี่้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ประกอบด้วย การก าหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนการสอน สถานการณ์เสมือนจริง (scenario) กรณีศึกษาผู้ป่ วยวัยสูงอายุที่มีภาวะอ่อนแรง มีภาวะพิการทางการเดิน จ านวน ๓ สถานการณ์ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการสอน วิธีการวัดและประเมินผล เครื่องมือการวัดและประเมินผล ๓. แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้ณ ห้องจ าลองเพื่อ ส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการ ออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ผู้วิจัยปรับปรุงเครื่องมือจากแบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อ รูปแบบศูนย์การเรียนรู้การดูแลสุขภาพที่บ้านโดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง ที่สร้างขึ้นโดย อภิญญา อินทรรัตน์ และคณะ (๒๕๖๖) และจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง เป็นแบบประเมินแบบมาตร ประมาณค่า ๕ ระดับ ได้แก่ ๕ = มากที่สุด ๔ = มาก ๓ = ปานกลาง ๔ = น้อย ๑ = น้อยที่สุด ประกอบด้วยข้อค าถาม ๓ ด้าน ได้แก่ ด้านความพึงพอใจในภาพรวม ความพึงพอใจต่อรูปแบบการเรียน การสอน และความพึงพอใจต่อวิธีการจัดการเรียนการสอน จ านวน ๔๑ ข้อ ก าหนดเกณฑ์การประเมินความพึงพอใจโดยใช้ค่าเฉลี่ยรายข้อ ๔.๕๐ – ๕.๐๐ มากที่สุด ๓.๕๐ – ๔.๔๙ มาก ๒.๕๐ – ๓.๔๙ ปานกลาง ๑.๕๐ – ๒.๔๙ น้อย ๑.๐๐ – ๑.๔๙ น้อยที่สุด วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๘๖


๔. แบบบันทึกการสะท้อนคิดหลังการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ฯ เป็น แบบค าถามปลายเปิดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จ านวน ๕ ข้อ น าแบบประเมินทั้งหมดที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ๓ ท่าน เพื่อประเมินตรวจสอบความตรงเชิง เนื้อหา (Content Validity) และภาษาที่ใช้ โดยการหาค่า IOC โดยก าหนดเกณฑ์ผ่านคือ ค่า IOC ในแต่ ละข้อมากกว่า ๐.๖ ก าหนดเกณฑ์เลือกผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ ๑) พยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแล ผู้สูงอายุและการดูแลสุขภาพที่บ้าน จ านวน ๑ คน ๒) อาจารย์พยาบาล ที่มีประสบการณ์การดูแล สุขภาพที่บ้าน จ านวน ๒ คน และน ามาแก้ไขปรับปรุงแบบสัมภาษณ์ตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ประเด็นด้านจริยธรรม การวิจัยครั้งนี้ไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มตัวอย่าง มีกระบวนการขอความยินยอมจาก กลุ่มตัวอย่าง โดยการอธิบายวัตถุประสงค์ของการวิจัย วิธีด าเนินการวิจัย การรักษาความลับอย่าง เคร่งครัด และอธิบายถึงความเต็มใจในการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งผู้วิจัยจะให้ความเคารพในการตัดสินใจ ของกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างสามารถเข้าร่วมหรือปฏิเสธไม่เข้าร่วมการวิจัยได้ตามความสมัครใจ โดยจะไม่มีผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น และถ้าหากยินยอมในการเข้าร่วมการวิจัย จะขอให้ลงนามเป็นลาย ลักษณ์อักษรในแบบฟอร์มใบยินยอมเข้าร่วมวิจัย (consent form) และสามารถส่งแบบสอบถามพร้อม ใบยินยอมคืนในตะกร้าหน้าห้องจ าลองได้ด้วยตนเองตามความสมัครใจ ผลการวิจัย การน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลส าหรับงานวิจัยเป็นการน าเสนอผลการศึกษา ดังนี้ ๑. รูปแบบห้องจา ลองเพอื่ส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจา วันที่บ้านของผู้สูงอายุ โดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล และการจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้การดูแล สุขภาพทบี่้าน จากผู้ให้ข้อมูล (Key informants) จากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบห้องจ าลองเพื่อส่งเสริม ความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ผลการวิเคราะห์เนื้อหา พบว่า ๑.๑ ท่านคิดว่า การป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่บ้านในผู้สูงอายุที่อยู่บ้าน สามารถท าได้ อย่างไรบ้าง ค าตอบจากผู้ให้ข้อมูลหลัก มีดังนี้ “ต้องเข้าใจก่อนว่าความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุของผู้สูงอายุ เกิดจากอะไรได้บ้าง เช่น การลื่น ล้มในห้องน ้า การตกบันได การเดินชน หรือสะดุดของโดยเฉพาะในที่มืด หรือแสงสว่างไม่เพียงพอ” “การจัดภายในบ้าน นอกจากความสะดวกในการใช้สิ่งของนั้น ๆ แล้ว ต้องค านึงถึงความ ปลอดภัยในการใช้งานด้วย” วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๘๗


“บ้านที่มีผู้สูงอายุ อยู่ด้วยควรเป็นบ้านที่โปร่ง โล่ง อยู่แล้วสบาย ไม่อึดอัด เพราะผู้สูงอายุไม่ได้ ต้องการใช้ข้าวของมากมาย แค่พอท ากิจวัตรประจ าวันได้สะดวกก็พอแล้ว” ๑.๒ หากน าแนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล หรือ Universal design มาใช้ในการ ออกแบบภายในบ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถท ากิจวัตรประจ าวันได้สะดวก และปลอดภัย ท่านคิดว่าควรท าอย่างไรบ้าง ค าตอบจากผู้ให้ข้อมูลหลัก มีดังนี้ “แนวคิด Universal design ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ๗ ข้อ มีความเหมาะสมมากในการออกแบบที่อยู่ อาศัยส าหรับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่อยู่บ้านคนเดียว หรือต้องใช้ชีวิตคนเดียวตามล าพัง” “หลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ตอบโจทย์มาก โดยเฉพาะการจัดบ้านเพื่อความปลอดภัยการ ค านึงถึงความสะดวกในการด าเนินชีวิต” “หลักส าคัญของ Universal design ที่ต้องน ามาใช้ในการจัดบ้านเพื่อผู้สูงอายุ คือ ต้องมีความ ปลอดภัย หรือมีระบบป้องกันอันตราย เช่น การติดตั้งกริ่งเพื่อขอความช่วยเหลือในห้องน ้า การติดไฟ เปิดปิดอัตโนมัติ และต้องใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ไม่ต้องออกแรงเยอะ” “ต้องไม่ลืมว่าผู้สูงอายุส่วนมากจะไม่ค่อยมีแรง และมักมีความเสื่อมของร่างกายต่าง ๆ เช่น หู ตึง ตาพร่ามัว มองเห็นไม่ชัด หรือบางคนมีความพิการร่วมด้วย เช่น ผู้สูงอายุที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ต้องใช้ไม้เท้า วอร์คเกอร์ หรือวีลแชร์ ไว้เคลื่อนที่ภายในบ้าน และรอบ ๆ บ้าน ดังนั้นการจัดสภาพที่อยู่ อาศัยส าหรับผู้สูงอายุต้องมีพื้นที่ให้เหมาะสมด้วย” ๑.๓ หากภาควิชาการพยาบาลอนามัยชุมชน จะปรับปรุงห้องที่มีอยู่ภายในอาคาร (น ารูปภาพห้องให้ผู้ให้ข้อมูลหลัก พิจารณา) ให้เป็นห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถใน การท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ท่านมี ข้อเสนอแนะอย่างไรบ้าง ค าตอบจากผู้ให้ข้อมูลหลัก มีดังนี้ “จากที่ดู มีห้อง ๓ ห้อง มีผนังกั้นแยกส่วน อาจแบ่งพื้นที่ให้ห้องครัว อยู่หลังห้องนั่งเล่น อีกห้อง ปรับเป็นห้องนอน และอีกห้องเป็นห้องน ้าได้” “โครงสร้างบางอย่าง อาจต้องปรับแก้ไข เช่น ประตูแบบบานพับ ควรปรับเป็นแบบ บาน เลื่อน และต้องไม่มีธรณีประตู รถเข็นจะได้เข้าออกสะดวก เคาน์เตอร์ต่าง ๆ หรืออ่างล้างจาน ต้องมี ช่องว่างด้านล่างให้ขาหรือรถเข็นสอดเข้าไปได้ เพื่อตอบโจทย์ universal design” “โซฟาที่เห็น น่าจะเตี้ยไป ตามหลักควรสูงจากพื้นอย่างน้อย ๔๕ เซนติเมตร นั่งแล้วขาไม่ลอย และเบาะไม่นิ่มเกินไป เพื่อให้ผู้สูงอายุลุกขึ้นนั่งได้สะดวก” “ห้องน ้า ควรให้ฝักบัวมาอยู่ฝั่งเดียวกับชักโครกและอ่างล้างหน้า เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ฝักบัวควรปรับระดับสูงต ่าได้ และถ้าจะให้ดีควรมีที่นั่งส าหรับอาบน ้า และราวจับข้างชักโครกด้วย ผู้สูงอายุจะได้ใช้พยุงตัวลุกขึ้นได้ง่ายๆ” วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๘๘


๑.๔ ท่านมีข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกให้นักเรียนพยาบาล และนักเรียน ผู้ช่วยพยาบาลสามารถให้การดูแลเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันของ ผู้สูงอายุทบี่้าน อย่างไรบ้าง ค าตอบจากผู้ให้ข้อมูลหลัก มีดังนี้ “อาจารย์ต้องจัดท าแผนจัดการเรียนรู้ และบทเรียน เนื้อหาที่ต้องการให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยเขียนเป็นวัตถุประสงค์การเรียนให้ชัดเจน” “ต้องสร้างสื่อการเรียนรู้ให้เหมาะสม อาจมีสถานการณ์จ าลอง หรือ scenario ให้ผู้เรียนได้ ออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง และสามารถตัดสินใจให้การบริการสุขภาพที่เหมาะสมกับสถานการณ์ จ าลองได้” “การวัดและประเมินผลก็เป็นเรื่องส าคัญ ต้องระบุให้ชัดว่าต้องการวัดอะไรในตัวผู้เรียน เช่น ความรู้ ทักษะ ความมั่นใจ หรือการปฏิบัติการดูแลสุขภาพที่บ้าน และต้องมีการชี้แจงให้ผู้เรียนทราบ ล่วงหน้าด้วย และอาจารย์จะเข้าไปประเมินเค้าอย่างไร ตอนไหน” “การเรียนรู้ด้วยตนเอง นอกจากจะประเมินความรู้ และทักษะต่าง ๆแล้ว อาจารย์ต้องให้ feedback เค้าให้เร็วที่สุด และต้องมีการ debrief ให้ผู้เรียนสะท้อนความคิด ความรู้สึก หรือได้ ตรวจสอบเหตุผลของการปฏิบัติที่ท าไปแล้วร่วมกัน การเน้นย ้าถึงการน าไปใช้ในสถานการณ์จริงที่บ้าน ผู้ป่ วย หรือในชุมชน จึงจะท าให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างสูงสุด” ๒. ผลการประเมินรูปแบบห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวัน บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพอื่คนทั้งมวล ตารางที่ ๑ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลประเมินรูปแบบห้องจ าลอง ข้อ ความเหมาะสม Mean S.D. การแปลผล ๑. ห้องจ าลองสามารถใช้ได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ๒.๑๐ ๐.๕๗ ปานกลาง ๒. การท ากิจกรรมต่าง ๆ ในห้องจ าลองเหมาะสมกับคนที่ถนัดทั้ง ข้างซ้ายหรือขวา ๒.๒๐ ๐.๔๒ ปานกลาง ๓. ผู้ที่มีความบกพร่องทางกาย ได้แก่ การเคลื่อนไหวแขนหรือขา การมองเห็น การได้ยิน สามารถท ากิจกรรมต่าง ๆ ในห้อง จ าลองได้ด้วยตนเอง ๒.๘๐ ๐.๔๒ มาก ๔. การจัดห้องจ าลองมีความปลอดภัย ๒.๕๐ ๐.๕๓ มาก ๕. อุปกรณ์ เครื่องใช้ในห้องจ าลองมีข้อมูล ค าอธิบายการใช้งาน ที่เข้าใจง่าย ๒.๘๐ ๐.๔๒ มาก ๖. การวางอุปกรณ์ เครื่องใช้ต่าง ๆ ในห้องจ าลอง เอื้อต่อการท า กิจวัตรประจ าวัน ๒.๘๐ ๐.๔๒ มาก วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๘๙


ผลประเมินรูปแบบห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันในบ้านของ ผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก (mean = ๒.๕๘, S.D.= ๐.๔๗) เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่คิดว่ารูปแบบห้องจ าลองฯ มีความ เหมาะสม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากถึงปานกลางทุกข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ แสงสว่างภายใน ห้องจ าลองเวลากลางวันเหมาะสม (mean = ๓.๐๐, S.D.= ๐.๐๐) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต ่าสุด คือ มีการ ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อเป็นแสงสว่างในเวลากลางคืนอย่างเหมาะสม (mean = ๑.๙๐, S.D.= ๐.๕๗) ๓. ข้อเสนอแนะของผู้ให้ข้อมูลหลักเกี่ยวกับการพัฒนาห้องจา ลองฯ ตามแนวคิดการออกแบบเพอื่ คนทั้งมวลทั้ง ๗ ประการ จากการวิเคราะหเ์นือ้หา (content analysis) พบว่ามีข้อเสนอแนะดังนี้ ๑. หลักความเสมอภาค (Equitability) ๑.๑ ไม่ควรมีโต๊ะกลางในห้องรับแขก เพราะขัดขวางการเข้าออกของผู้ที่ต้องใช้กายอุปกรณ์ เช่น รถเข็น วอล์คเกอร์ หรือไม้เท้า หรืออาจเปลี่ยนเป็นโต๊ะกลางขนาดเล็กลง และมีล้อเลื่อน ๒. ความยดืหยุ่น ปรับเปลี่ยนการใช้ได้ (Flexibility) ๒.๑ การจัดวางอุปกรณ์ใช้งานต่าง ๆ โดยเฉพาะในห้องครัว ควรค านึงถึงผู้อาศัยที่ถนัดทั้ง ด้านซ้าย และด้านขวา ในการหยิบจับใช้ของ ข้อ ความเหมาะสม Mean S.D. การแปลผล ๗. การจัดห้องจ าลอง มีระบบป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากการ ท ากิจวัตรประจ าวันต่าง ๆ ๒.๗๐ ๐.๔๘ มาก ๘. การจัดห้องจ าลองมีความเรียบง่ายและเข้าใจได้ง่าย ๒.๘๐ ๐.๔๒ มาก ๙. วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้มีความทนทานต่อการใช้งานที่ผิดพลาด ๒.๗๐ ๐.๔๘ มาก ๑๐. การท ากิจวัตรต่าง ๆ ในห้องจ าลองมีความสะดวก และทุ่น แรงกายในการออกก าลังเพื่อใช้งาน ๒.๓๐ ๐.๘๒ ปานกลาง ๑๑. ขนาด และสถานที่ของห้องจ าลองมีความเหมาะสม ๒.๗๐ ๐.๔๘ มาก ๑๒. การจัดห้องจ าลองส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว และ/หรือผู้อื่น ๒.๘๐ ๐.๔๒ มาก ๑๓. แสงสว่างภายในห้องจ าลองเวลากลางวันเหมาะสม ๓.๐๐ ๐.๐๐ มาก ๑๔. มีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อเป็นแสงสว่างในเวลากลางคืนอย่าง เหมาะสม ๑.๙๐ ๐.๕๗ ปานกลาง ๑๕. ห้องจ าลองมีระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินที่ใช้งานสะดวกแล ะ เหมาะสม ๒.๖๐ ๐.๕๒ มาก รวม ๒.๕๘ ๐.๔๗ มาก วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๙๐


๒.๒ ควรติดตั้งกระจกส่องหน้าในห้องน ้า ให้ชิดกับขอบอ่างล้างหน้า เพื่อการมองเห็นที่ เหมาะสมในกรณีที่ผู้สูงอายุใช้รถเข็น และยังส่งเสริมการท าความสะอาดช่องปากที่ถูกต้องด้วย ๓. ใช้งานง่าย เข้าใจง่าย (Simple, Intuitive use) ๓.๑ ควรเพิ่มเติมป้ายอัจฉริยะในการบอกวิธีการใช้งานของส าคัญต่าง ๆ เช่น วิธีการใช้ รีโมท การใช้กริ่งสัญญาณ โดยท าแบบมีเสียง หรืออักษรเบลล์ เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานได้ง่ายมาก ยิ่งขึ้น ๓.๒ โคมไฟ ควรน าไปไว้หัวเตียง มากกว่าที่โต๊ะแต่งตัว เพื่อให้ใช้งานสะดวกมากขึ้น หาก ผู้สูงอายุตื่นกลางคืนและต้องลุกจากที่นอน ๔. การสื่อสารความหมายเป็นทเี่ข้าใจ (Perceptible Information) ๔.๑ ในห้องที่มีดวงไฟหลายดวง ควรมีป้ายก ากับที่สวิสไฟว่าส าหรับเปิด-ปิดไฟดวงใดให้ ชัดเจน ๕. การออกแบบทเี่ผื่อการใช้งานทผี่ิดพลาดได้(Tolerance for error) ๕.๑ ภายในห้องน ้าควรมีปุ่ มหรือสัญญาณฉุกเฉินเพื่อขอความช่วยเหลือจากภายนอก โดย มีป้ายระบุชัดเจน และมีเชือกดึงในกรณีฉุกเฉิน ควรสูงจากพื้นไม่เกิน ๒๐ เซนติเมตร เพื่อการเอื้อมดึงได้ สะดวกในกรณีที่ผู้สูงอายุล้มลงที่พื้น ๕.๒ ควรติดตั้งไฟ LED แบบมีเซนเซอร์เปิดปิดตามการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะในห้องนอน เช่น บริเวณใต้เตียง หรือตามทางเดิน เพื่อป้องกันการลื่นหกล้มในที่มืด ๖. ทุ่นแรงกาย (Low physical effort) ๖.๑ ควรปรับประตูทางเข้าให้เป็นแบบบานเลื่อน และไม่มีธรณีประตู เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ใช้ วีลแชร์เข้าออกสะดวกมากขึ้น ๗. มีขนาดและพืน้ที่ที่เหมาะสมกับการเข้าถงึและใช้งานได้ (Appropriate size and space for approach) ๗.๑ พื้นที่ในห้องครัวหน้าเคาน์เตอร์ ควรมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า ๑.๕ เมตร เพื่อให้ ผู้สูงอายุที่นั่งรถเข็นหมุนตัวกลับได้ ๔. ผลการวิเคราะหค์วามตรงเชิงเนือ้หา (content validity) ของแบบวัดทจี่ะใช้ในการจัดการ เรียนรู้ณ ห้องจา ลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจา วันที่บ้านของผู้สูงอายุ โดยใช้แนวคิดการออกแบบเพอื่คนทั้งมวล ได้แก่ ๔.๑ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง เพื่อเป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนาห้องจ าลองที่ ส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคน ทั้งมวล วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๙๑


๔.๒ แบบประเมินรูปแบบห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวัน บ้าน ของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ๔.๓ แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้ ณ ห้องจ าลองเพื่อส่งเสริม ความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ๔.๔ แบบบันทึกการสะท้อนคิดหลังการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ฯ ผลการวิเคราะห์ความตรงเชิงเนื้อหา หรือความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับวัตถุประสงค์ โดยการหาค่า Index of item objective congruence (IOC) พบว่า ทุกแบบวัดมีค่า IOC อยู่ระหว่าง ๐.๖-๑.๐ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ทั้งนี้ ส าหรับข้อค าถามที่มีข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญให้ปรับแก้ไข ผู้วิจัยได้น ามาพิจารณา และแก้ไขเรียบร้อยแล้ว รายละเอียดดังในภาคผนวก การอภิปรายผลวิจัย และข้อเสนอแนะ ผลการวิจัยสามารถน ามาอภิปรายตามวัตถุประสงค์การวิจัย ดังต่อไปนี้ วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาห้องจ าลองที่ส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจา วันที่บ้าน ของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพอื่คนทั้งมวล การพัฒนาห้องจ าลองที่ส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุ โดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ผู้วิจัยได้ประยุกต์มาจากแนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล หรือ Universal design ทั้ง ๗ ประการ ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก (Molly Follette Story, ๒๐๑๑) และ สอดคล้องกับแนวทางของส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ตระหนักและให้ ความส าคัญกับสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนทุกคนไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้พิการ และ ผู้สูงอายุ (ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ๒๕๖๕) ส าหรับขั้นตอนการพัฒนารูปแบบห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตร ประจ าวัน บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ผู้วิจัยใช้การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มี ๔ ขั้นตอน ได้แก่ ๑) การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน (R๑) ๒) การพัฒนา ห้องจ าลองฯ (D๑) ๓) การทดลองใช้ห้องจ าลองฯ (R๒) และ ๔) การพัฒนาปรับปรุงห้องจ าลองฯ (D๒) ซึ่งมีความเหมาะสมในการพัฒนารูปแบบฯ ซึ่งถือเป็นผลงานหรือผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่ง เพราะหลักการวิจัย และพัฒนาเป็นการวิจัยประยุกต์ ที่มุ่งน าผลการวิจัยไปใช้พัฒนาหรือแก้ปัญหา มีขั้นตอนการด าเนินงาน ที่ชัดเจน มีกระบวนการด าเนินที่ต่อเนื่องกันในขั้นตอนต่าง ๆ มีการตรวจสอบประเมินผลของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งมีการเผยแพร่หรือการน าผลิตภัณฑ์ไปใช้ในวงกว้าง (ชุมพล เสมาขันธ์, ๒๕๕๒) ซึ่งรูปแบบฯ ถือ ว่าเป็นผลงานหรือผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่ง วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๙๒


หลังจากการพัฒนาร่างต้นแบบรูปแบบห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตร ประจ าวัน บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลแล้ว ผู้วิจัยได้สร้างแบบสัมภาษณ์ กึ่งโครงสร้าง แล้วน าไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล พยาบาลที่มี ประสบการณ์การเยี่ยมบ้านผู้ป่ วยในชุมชนและมีความรู้เรื่องการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล อาจารย์ พยาบาลมีประสบการณ์สอนสาขาการพยาบาลอนามัยชุมชน นักกิจกรรมบ าบัดที่มีความเชี่ยวชาญ ด้านการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล และผู้พิการต้นแบบด้านการใช้ชีวิตวิถีอิสระ ท าหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูล หลัก (key informants) ผลของการสัมภาษณ์เชิงลึก ท าให้ได้รูปแบบฯ ที่มีความเที่ยงตรง (validity) และ น่าเชื่อถือ (reliability) เป็นไปตามแนวคิดของ วาโร เพ็งสวสัดิ์(๒๕๕๓) ที่กล่าวไว้ว่า หลังจากทบทวน วรรณกรรม แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบแล้ว ผู้พัฒนาควรน ารูปแบบฯ ดังกล่าวไปให้ ผู้เชี่ยวชาญตรงสาขาตรวจสอบ และให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เพื่อเป็นการยืนยันว่ารูปแบบฯที่พัฒนาขึ้น มีมาตรฐานในด้านของความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ ความเหมาะสม และความถูกต้องครอบคลุม ในการน าไปใช้ต่อไป นอกจากนี้ผู้วิจัยยังได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสมของแผนจัดการเรียนรู้ ส าหรับนักเรียนพยาบาลในการใช้ห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่ บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ซึ่งประกอบด้วย การก าหนดวัตถุประสงค์ การเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนการสอน สถานการณ์เสมือนจริง (scenarios) กรณีศึกษาผู้ป่ วยวัยสูงอายุที่ มีภาวะอ่อนแรง มีภาวะพิการทางการเดิน จ านวน ๓ สถานการณ์ กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการ สอน วิธีการวัดและประเมินผล เครื่องมือการวัดและประเมินผล แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน ต่อการจัดการเรียนรู้ ณ ห้องจ าลอง เพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของ ผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล แบบบันทึกการสะท้อนคิดหลังการเรียนการสอนตาม แผนการจัดการเรียนรู้ฯ เพื่อให้การจัดการเรียน การสอนในรูปแบบการเรียนรู้จากสถานการณ์จ าลอง หรือ Simulation based learning ที่จะน ามาใช้ในห้องจ าลองฯที่พัฒนาขึ้น มีความสมจริงมากที่สุด (fidelity) และยังเป็นการพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะเชิงวิชาชีพ (Nehring & Lashley, ๒๐๑๐) โดยเฉพาะในบทบาทของพยาบาลในการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่บ้าน และในชุมชน การสร้างห้อง จ าลองฯ เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการส่งเสริมสุขภาพ และการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่บ้าน เป็นการสร้าง บรรยากาศให้เสมือนจริง เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะ และเพื่อเพิ่มความมั่นใจในการปฏิบัติงาน และยัง เป็นการค านึงถึงความปลอดภัยของทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการอีกด้วย สอดคล้องกับการศึกษาวิจัยที่ พบว่า การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบการเรียนรู้จากสถานการณ์จ าลอง ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก การลงมือปฏิบัติในสถานการณ์และสภาพแวดล้อมจ าลองเสมือนจริง เป็นการเรียนรู้อย่างปลอดภัยใน สภาพแวดล้อมที่ไม่มีความเสี่ยง (McAllister et al., ๒๐๑๓) และท าให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการตัดสินใจ ทางคลินิคที่ผิดพลาดหรือไม่ทันการ และสามารถฝึกฝนทักษะได้ซ ้า ๆ จนมีความช านาญในการปฏิบัติ การพยาบาลนั้น ๆ จนเกิดความมั่นใจในตนเอง (Smith & Roehrs, ๒๐๐๙) วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๙๓


ส าหรับการประเมินรูปแบบห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันใน บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น พบว่า ความเหมาะสม โดยรวมของรูปแบบห้องจ าลองฯ อยู่ในระดับมาก โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ แสงสว่างภายในห้อง จ าลองเวลากลางวันเหมาะสม ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต ่าสุด คือ มีการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อเป็นแสงสว่างใน เวลากลางคืนอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่าผู้วิจัย ได้น าแนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลมา ใช้ในการปรับปรุงพัฒนาห้องที่มีอยู่เดิม ให้มีความเสมือนจริงมากที่สุด รวมทั้งมีการจัดท าอุปกรณ์ เพิ่มเติมเพื่อช่วยในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุอย่างอิสระได้ เช่น อุปกรณ์ช่วยในการหยิบ แขวนเสื้อผ้า อุปกรณ์ช่วยติดกระดุมเสื้อ รวมไปถึงการติดตั้งราวจับ และเครื่องใช้ต่าง ๆ ในห้องน ้า การเปลี่ยนพื้นใน ห้องน ้าไม่ให้ลื่น และลายตามากเกินไป เพราะอาจท าให้ผู้สูงอายุเกิดอุบัติเหตุได้(อภิชัย ไพรสินธุ์, อัษฎา วรรณกายนต์ และลลิลทิพย์ รุ่งเรือง, ๒๕๖๓) นอกจากนี้ ผู้วิจัย ยังค านึงถึงการสร้างเสริมสุขภาพ ด้านจิตใจ อารมณ์ และสังคมของผู้สูงอายุ โดยการจัดห้องนั่งเล่นที่ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ของคนใน ครอบครัว มุมพักผ่อน เพิ่มพื้นที่สีเขียว และการค านึงถึงแสงสว่างจากธรรมชาติในเวลากลางวัน เพื่อให้ ผุ้สูงอายุรู้สึกสดชื่น แจ่มใส มีพลังงานในการด าเนินชีวิตมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับการศึกษาของ สุชน ยิ้ม รัตนบวร (๒๕๖๑) ในเรื่องการพัฒนาการออกแบบบ้านพักอาศัยส าหรับผู้สูงวัยด้วยหลักการออกแบบ เพื่อคนทั้งมวล พบว่า การจัดให้มีสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุและคนทุกวัย เช่น พื้นที่ท ากิจกรรมร่วมกัน หรือสามารถมองเห็นกันและกันได้ท าให้เกิดการกระตุ้นการเกื้อหนุนกัน ช่วย ส่งเสริม สภาวะทางจิตใจของผู้สูงอายุและทุก ๆ วัยเกิดการเอาใจใส่ ภูมิใจ และมีคุณค่าไม่ท าให้ ผู้สูงอายุ รู้สึกโดดเดี่ยว ทั้งนี้ การพัฒนาห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันในบ้านของ ผู้สูงอายุโดยใช้แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลของการศึกษาครั้งนี้ มีข้อจ ากัดบางประการจาก โครงสร้างของอาคาร รวมไปถึงการติดตั้งอุปกรณ์บางอย่างที่ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ เช่น ประตู แบบบานพับเปิดปิด (ควรเป็นแบบบานเลื่อน) ความกว้างของประตู ธรณีประตู รวมไปถึงการติดตั้ง ระบบสาธารณูปโภค ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งผู้วิจัยจะน าข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิไป พัฒนา ให้ห้องจ าลองฯมีความสมบูรณ์ ถูกต้อง และเสมือนจริงตามหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลให้ ได้มากที่สุดต่อไป ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาห้องจ าลองเพื่อส่งเสริมความสามารถในการท ากิจวัตรประจ าวันที่บ้านของผู้สูงอายุโดยใช้ แนวคิดการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย และข้อเสนอแนะส าหรับการ วิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ วารสารสมาคมแพทย์ทหารแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ปีที่ ๖๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ฉบับที่ ๑ ๑๙๔


Click to View FlipBook Version