The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by paperhouse.copycenter, 2022-05-23 23:13:19

Test 1 - การเขียนภาษาไทย

คำนำ



หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) การเขียนภาษาไทย สำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ 1 วิทยาลัย

นาฏศิลปลพบุรี เล่มนี้ ผู้เขียนได้จัดทำขึ้นเนื่องจากมองเห็นถึงความสำคัญของการเขียนภาษาไทย ซึ่งเป็น
ทักษะพื้นฐานทางภาษาที่สำคัญในการศึกษา มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ทบทวนความรู้หลักภาษาไทยพื้นฐาน ได้แก่

การใช้พยัญชนะและสระ มาตราตัวสะกด ชนิดของคำไทย การเขียนตัวการันต์ และการใช้เครื่องหมายวรรค

ตอนและอักษรย่อ และหลักการเขียนทั่วไป ได้แก่ ภาษาพูดและภาษาเขียน โวหารการเขียน และระดับภาษา

เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้เไปประยุกต์ใช้ต่อไป เพราะในอนาคตจะต้องประกอบวิชาชีพครู

จำเป็นต้องมีความรู้ ความแม่นยำในการเขียนภาษาไทยให้ถูกต้อง










เปรมปรีดิ์ โพธิ์ศรีทอง































การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ก

สารบัญ



หน้า


คำนำ ก

สารบัญ ข

การเขียนภาษาไทย 1

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ก่อนเรียน) 1

1. หลักภาษาไทยพื้นฐาน 2

1.1 พยัญชนะ 2

1.2 สระ 2

1.3 มาตราตัวสระ 3

1.4 ชนิดของคำไทย 3

1.5 การเขียนตัวการันต์ 4

1.6 การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและอักษรย่อ 4

1.7 แบบทดสอบหลักภาษาไทยพื้นฐาน 5

2. หลักการเขียนทั่วไป 6
2.1 ภาษาพูดและภาษาเขียน 6


2.1.1 ภาษาพูด 6
2.1.2 ภาษาเขียน 12

2.2 โวหารในการเขียน 16

2.2.1 บรรยายโวหาร 16

2.2.2 พรรณนาโวหาร 18

2.2.3 อธิบายโวหาร 19

2.2.4 เทศนาโวหาร 21

2.2.5 สาธกโวหาร 22

2.2.6 อุปมาโวหาร 24







การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ข

สารบัญ (ต่อ)



หน้า


2.3 ระดับของภาษา 26

2.3.1 ภาษาระดับพิธีการ 27

2.3.2 ภาษาระดับทางการ 27
2.3.3 ภาษาระดับกึ่งทางการ 28


2.3.4 ภาษาระดับสนทนา 28
2.3.5 ภาษาระดับกันเอง 29

2.3.6 ปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดระดับภาษา 29

2.3.7 ลักษณะของภาษาทั้ง 5 ระดับ 30

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (หลังเรียน) 32

บรรณนานุกรม 33







































การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ค

การเขียนภาษาไทย




ภาษาไทยเป็นภาษาหลักเป็นภาษาหลักที่ใช้สื่อสารของคนในสังคมไทย ทั้งการฟัง พูด อ่าน และ

เขียน โดยเฉพาะการเขียนภาษาไทยเป็นทักษะที่สำคัญมากในการสื่อสารเพื่อแจ้งจุดประสงค์ให้ผู้รับสาร

ทราบถึงข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น แสดงความต้องการ และความรู้สึกของผู้เขียน ซึ่งการเขียนนั้นเป็นหลักฐาน

ที่คงทนถาวรกว่าทักษะด้านอื่น ดังนั้นผู้เขียนต้องตระหนักถึงความถูกต้องในการเขียนภาษาไทย เพราะ
การเขียนจะใช้ตัวอักษรแทนคำพูด หากเขียนผิด เลือกใช้คำผิด ส่งผลให้ความหมายเปลี่ยนไป การสื่อสาร

ครั้งนั้นก็จะเกิดความผิดพลาดไปด้วย ดังนั้นการเขียนภาษาไทยให้ถูกต้องนั้นถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด


ในการสื่อสาร
การเขียนเป็นทักษะที่ต้องฝึกอยู่เป็นประจำ เพื่อให้เกิดความชำนาญ โดยผู้ที่เขียนต้องมีความรู้

ความสามารถในการใช้ภาษา การเขียนภาษาไทยเล่มนี้รวบรวมความรู้เกี่ยวกับการเขียนภาษาไทย สามารถ

แบ่งได้2 ประเภทดังนี้ 1) หลักภาษาไทยพื้นฐาน ได้แก่ การใช้พยัญชนะและสระ มาตราตัวสะกด ชนิดของ

คำไทย การเขียนตัวการันต์ และการใช้เครื่องหมายวรรคตอนและอักษรย่อ และ2) หลักการเขียนทั่วไป

ได้แก่ ภาษาพูดและภาษาเขียน โวหารการเขียน และระดับภาษา





คลิกที่น ี้


เพื่อทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (ก่อนเรียน)


















การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๑

1. หลักภาษาไทยพื้นฐาน


1.1 พยัญชนะ

พยัญชนะ หมายถึง เสียงพูดที่เปล่งออกมาโดยใช้อวัยวะส่วนต่าง ๆ ในปากและคอ เช่น เสียง ป

โดยทั่วไปจะออกเสียงพยัญชนะร่วมกับเสียงสระ (ราชบัณฑิตยสถาน. 2556)






VDO พยัญชนะ











1.2 สระ

สระ หมายถึง ตัวอักษรที่ใช้แทนเสียงสระโดยทั่วไปจะออกเสียงสระร่วมกับเสียงพยัญชนะ หรือ


ออกเสียงเฉพาะเสียงสระอย่างเดียวก็ได้ (ราชบัณฑิตยสถาน. 2556)






VDO สระ


















การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๒

1.3 มาตราตัวสะกด

พยัญชนะในภาษาไทยตั้งแต่ ก ถึง ฮ มีทั้งหมด ๔๔ ตัว แต่มีเพียง ๒๑ เสียง และมีเสียงพยัญชนะ

เพียง ๘ เสียงเท่านั้นที่ใช้ เป็นเสียงพยัญชนะท้ายพยางค์หรือท้ายคำ ที่เรียกกันว่า ตัวสะกด ได้แก่ /ก/ /ง/ /

ด/ /น/ /บ/ /ม /ย/ /ว/







VDO มาตราตัวสะกด







1.4 ชนิดของคำไทย

คํา คือ เสียงที่เปล่งออกมากี่ครั้งก็ได้จะต้องมีความหมาย คำในภาษาไทยเป็นหน่วยของภาษาที่สื่อถึง

ความหมาย คำแต่ละคำจะมีความหมายและที่มาของคำ คำต่างๆ ที่เราใช้กันอยู่ในภาษาไทย แบ่งออกเป็น

7 ชนิด แต่ละชนิดมีลักษณะและหน้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้น การศึกษาชนิดและหน้าที่ของคำ จะช่วยให้

เข้าใจโครงสร้างของประโยค อันจะส่งผลต่อความเข้าใจในเรื่องการสื่อความหมาย และทำให้การสื่อสารมี

ประสิทธิผลตามต้องการ






VDO ชนิดของคำไทย



- ลักษณนามที่ควรทราบ ลิงก์












การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๓

1.5 การเขียนตัวการันต์

การันต์ ตามความหมายของพจนานุกรมราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2554 หมายถึง “ที่สุดอักษร”,

ตัวอักษรที่ไม่ออกเสียง ซึ่งมีไม้ทัณฑฆาตกำกับไว้ เช่นตัว “ต์” ในคำว่า “การันต์”, (ปาก) เรียกตัวอักษรที่มี
ไม้ทัณฑฆาตกำกับ เช่น ล์ ว่า ล การันต์ ค์ ว่า ค การันต์ (ราชบัณฑิตยสถาน. 2556)




VDO การเขียนตัวการันต์










1.6 การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและอักษรย่อ

เครื่องหมายวรรคตอนเป็นเครื่องหมายที่ใช้เขียนประกอบการเขียนภาษาไทย เพื่อให้ผอ่านและ
ู้
ผู้เขียน เข้าใจความหมายได้ชัดเจนขึ้น
อักษรย่อเป็นอักษรที่ใช้แทนคําเต็ม เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการสื่อสาร อาจใช้ทั้งในการพูด


และการเขียน โดยมีเครื่องหมายมหัพภาค ( . ) ให้เขียนกำกับ และเมื่ออ่านอักษรย่อต้องอ่านเต็มทุกคำ






VDO การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและอักษรย่อ



ลิงก์ ตัวอย่างอักษรย่อ การเขียนรหัสตัวพยัญชนะประจำจังหวัด











การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๔

คลิกที่นี้ เพื่อทำแบบทดสอบหลักภาษาไทยพื้นฐาน



























































การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๕

2. หลักการเขียนทั่วไป



2.1 ภาษาพูดและภาษาเขียน


ภาษา คือ ถ้อยคำที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความหมาย ใช้ในการถ่ายทอดความคิดของมนุษย์
ทั้งการสื่อสารระดับคำและประโยคมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการส่งสาร โดยทักษะในการส่งสารนั้น

มี 2 ทักษะ ได้แก่ ทักษะการพูดและทักษะการเขียน ทั้งนี้การจะเลือกใช้ทักษะใดนั้น ต้องพิจารณาว่าผู้ส่ง

สารมีจุดมุ่งหมายอย่างไร และผู้รับสารเป็นใคร พิจารณาเนื้อความและโอกาสที่ใช้ในการสื่อสาร เพื่อ

เลือกใช้ถ้อยคำและภาษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม



2.1.1 ภาษาพูด

ภาษาพูดเป็นภาษาที่ใช้พูดจากัน ไม่พิถีพิถันในการใช้หลักภาษามากนัก สร้างความรู้สึกที่

เป็นกันเอง เป็นการติดต่อสื่อสารกันอย่างไม่เป็นทางการ ในกลุ่มคนสนิท เพื่อน ครอบครัว หากเป็นงาน


เขียนภาษาพูดจะใช้ในการเขียนเรืองสั้น นิยาย และนวนิยาย เพราะผู้อ่านสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกและเกิด
จิตนาการถึงตัวละครได้มากกว่าภาษาเขียน การใช้ภาษาพูดจะใช้ภาษาที่เป็นกันเอง สุภาพ คำนึงถึงบุคคล

และกาลเทศะ ใช้ในโอกาสที่มีการสนทนา สัมภาษณ์ อภิปราย พูดรายงาน โต้วาที การซื้อขาย ฯลฯ นิพนธ์

ศศิธร (2524 : 169) กล่าวว่า ภาษาพูดมีลักษณะเป็นกันเอง ผู้พูดมีความใกล้ชิดกับผู้ฟัง จึงต้องใช้ภาษา
พูดที่ชัดเจน เข้าใจได้ทันที จะช่วยให้เข้าใจเรื่องราวได้อย่างต่อเนื่อง ใช้ภาษาที่มีความหมายแน่นอนในตัวเอง

ไม่มีเงื่อนงำหรือตีความหมายได้หลายทาง เป็นคำง่าย ๆ ไม่ใช่ภาษาที่สลับซับซ้อน และเป็นภาษาที่ทำให้เห็น

ภาพ























การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๖

1) ลักษณะของภาษาพูด


ระบบสื่อสารของมนุษย์ที่ใช้เสียงเป็นสัญญาณนี้เราจะเรียกว่า “ภาษาพูด” โดย ชนก

พร อังศุวิริยะ(2559 : 6-7) กล่าวถึง ลักษณะของภาษาพูดของมนุษย์ ไว้ดังนี ้


1.1) ทวิลักษณ์

ภาษาพูดของมนุษย์สื่อสารได้อย่างไม่จำกัด เนื่องจากภาษาใช้ระบบสัญลักษณ์ที่

มีลักษณะเป็น ทวิลักษณ์ คือประกอบด้วยรูปและความหมาย รูปในภาษาพูดก็คือเสียง รูปในภาษาเขียนคือ

ตัวอักษร แล้วนำรูปดังกล่าวมาเชื่อมโยงกับความหมาย ระบบการสื่อสารของมนุษย์จะสามารถสื่อสารด้วย

ภาษาพูดหรือภาษาเขียนแล้วตีความหมายได้อย่างไม่จำกัด

1.2) ภาษาไม่มีขีดจำกัด

ภาษาพูดของมนุษย์สามารถใช้บอกถึงเรืองอะไรก็ได้ บอกเหตุการณ์ใหม่ ๆ ได้

เสมอ และผู้ที่พูดภาษาเดียวกันสามารถเข้าใจกัน รวมถึงประโยคที่ขยายไปโดยไม่สิ้นสุด เช่น

น้องเลี้ยงกระต่าย

น้องเลี้ยงกระต่ายสีขาว

น้องเลี้ยงกระต่ายสีขาวที่ซื้อมาจากงานเกษตรแฟร์

น้องเลี้ยงกระต่ายสีขาวที่ซื้อมาจากงานเกษตรแฟร์บางเขน ประจำปี 2565

น้องเลี้ยงกระต่ายสีขาวที่ซื้อมาจากงานเกษตรแฟร์บางเขน ประจำปี 2565 ณ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เป็นต้น

1.3) ความไม่จำกัดเรื่องเวลาและสถานที ่

มนุษย์สามารถใช้ภาษาพูด กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เฉพาะปัจจุบัน แต่
รวมทั้งในอดีตหรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ สัตว์ส่วนใหญ่จะส่งสารบอกเหตุการณ์ในปัจจุบัน เช่น ชะนีส่ง

เสียงร้องบอกอันตรายที่มันเห็นต่อหน้า แต่ไม่สามารถใช้เสียงเล่าอันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อวาน หรือเกิดขึ้นใน

สถานที่ ๆ ห่างออกไปและมันมองไม่เห็นได้

1.4) ภาษาเป็นเครื่องมือถ่ายทอดวัฒนธรรม

ภาษาเป็นเครื่องมือถ่ายทอดวัฒนธรรมและวิทยากรต่าง ๆ ทำให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้น พัฒนาการความเจริญหรืออารยธรรมของมนุษย์







การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๗

2) องค์ประกอบที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมในการใช้ภาษาพูด

ประสิทธิ์ กาพย์กลอนและคณะ (2554 : 251-252) กล่าวถึง ผู้ใช้ภาษาพูด

จะต้องใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสมกับบุคคล โอกาส สถานที่ ฯลฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่อไปนี้

2.1) เพศ

การใช้ภาษาพูดของเพศหญิงและเพศชายจะต่างกันในบางครั้งซึ่งทำให้แยก

เพศได้ชัดเจน เช่น

คำสรรพนาม เพศชายใช ผม กระผม

เพศหญิงใช้ ฉัน ดิฉัน

คำลงท้าย เพศชายใช ครับ ครับผม ขอรับ

เพศหญิงใช้ ค่ะ เจ้าค่ะ คะ


คำขานรับ เพศชายใช ครับ ครับผม ขอรับ
เพศหญิงใช้ ขา คะ




2.2) วัย

การใช้ภาษาพูดของคนต่างวัยกันย่อมต่างกัน เด็กใช้ภาษาพูดที่แตกต่างจาก
ผู้ใหญ่ และรู้จักถ้อยคำในการพูดน้อยกว่าผู้ใหญ่ ผู้ที่อายุน้อยกว่าย่อมใช้ภาษาที่แสดงความเคารพนับถือผู้ที่

อาวุโสกว่า เช่น ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าหนู กระผม ดิฉัน แต่จะใช้สรรพนามอีกอย่างหนึ่งกับคนในวัย

เดียวกัน เช่น เรา ฉัน ผม ส่วนคนที่เป็นผู้ใหญ่เวลาพูดกับเด็กก็จะใช้สรรพนามอีกอย่างหนึ่ง เช่นอาจใช้คำ

แทนตัวเองว่า ฉัน พี่ ลุง ป้า อา เป็นต้น



2.3) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล


ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลย่อมทำให้ลักษณะของการใช้ภาษาพูดต่างกัน

ไปด้วย ผู้ที่ใกล้ชิดกันสนิทสนมกันมาก จะใช้ภาษาพูดแตกต่างไปจากคนที่เพิ่งรู้จักกัน ทั้งญาติพี่น้อง สามี

ภรรยา เพื่อนฝูง พ่อแม่ ลูก ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การสื่อสารระหว่างบุคคลนี้ก็ขึ้นอยู่กับโอกาสและสถานที่

ด้วย เช่น คนที่เป็นเพื่อนสนิทกันสามารถใช้คำสรรพนามแทนตัวได้อย่างสนิทสนม เช่น กู มึง ข้า เอ็ง ลื้อ อั๊ว

ก็ควรใช้พูดในโอกาสที่เป็นส่วนตัวเท่านั้น ไม่ควรใช้พูดต่อหน้าคนที่ไม่รู้จัก




การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๘

2.4) โอกาสและสถานที่


การสื่อสารกับบุคคลไม่ว่าจะเป็นระหว่างบุคคลหรือในกลุ่มคน จะใช้ภาษา

พูดที่ต่างกันโดยขึ้นอยู่กับโอกาสและสถานที่เป็นสำคัญ เช่น การสื่อสารกับบุคคลกลุ่มใหญ่ในงานเลี้ยง

สังสรรค์ ย่อมใช้ภาษาพูดต่างกับการสื่อสารกับบุคคลกลุ่มใหญ่ในห้องประชุมขณะที่มีการประชุม หรือการ

พูดในที่ทำงาน ที่บ้าน ที่ตลาด ที่ร้านขายของ ฯลฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าการพูดนั้นพูดในโอกาสที่เป็นทางการ

หรือไม่เป็นทางการ

2.5) อาชีพ


บุคคลแต่ละคนมีอาชีพต่างกัน บางอาชีพจะมีภาษาเฉพาะที่รู้จักกันอยู่ใน
วงการนั้น เช่น ภาษาของแพทย์ ภาษาของนักกฎหมาย ภาษาของนักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ภาษาเฉพาะเหล่านี้

ถ้านำไปใช้นอกวงการ อาจจะทำให้ผู้รับสารไม่เข้าใจ แต่ในการพูดนั้นหากจำเป็นต้องใช้ภาษาเหล่านี้ ผู้พูดก็

สามารถอธิบายให้ชัดเจนได้





2.6 ) สถานภาพทางสังคม


บุคคลแต่ละคนจะมีสถานภาพทางสังคมต่างกัน เพราะตำแหน่งหน้าที่การ


งานไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ก็ยังมีคุณวุฒิต่างกัน ทำให้การใช้ภาษาของแต่ละบุคคลต่างกันไปด้วย เช่น ผ้ที่
มีสถานภาพนักเรียน นักศึกษา เวลาที่พูดกับครูอาจารย์ มักใช้คำสรรพนามแทนตัวเองว่าหนู หรือดิฉัน หรือ

ผม ครูอาจารย์ก็มักใช้คำบอกอาชีพของตนแทนตัวเอง ดังนั้นสถานภาพที่ต่างกันจะทำให้การใช้ภาษาพูด

ต่างกัน


2.7) เนื้อหาในการพูด



ลักษณะของเนื้อหาเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเนื้อหาที่เป็นเรืองส่วนตัว เวลาที่
นำมาสื่อสาร ย่อมต้องใช้ภาษาระดับที่เป็นกันเอง ไม่ใช่ภาษาระดับสูงหรือระดับที่เป็นแบบแผน นอกจากเรา

จะนำภาษาระดับสูงนั้นมาพูดในลักษณะประชดประชัน ส่วนเนื้อหาที่เป็นทางการหรือกึ่งทางการ เวลา
สื่อสารก็ต้องใช้ภาษาที่เป็นทางการ แต่ถ้าเป็นการสนทนากันในระหว่างบุคคลที่คุ้นเคยกัน ก็สามารถใช ้

ภาษาได้ทุกระดับ





การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๙

3) คำที่มักนำใช้ในภาษาพูด

3.1 ) คําสแลง

คําสแลง หมายถึง ภาษาพูดหรือคําพูดที่ไม่เป็นทางการ เป็นคำสร้างขึ้นใหม่
ที่มีลักษณะ แปลก พิเศษ ทำใหเกิดรสชาติสรงอารมณ์หรือก่อใหเกิดภาพพจนขึ้นได้ เป็นคำที่ใชในกลุมคนที่

มีลักษณะเฉพาะร่วมกัน หรือคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน โดยที่บุคคลภายนอกไม่เขาใจ ความหมาย

ของคํา การใชคําสแลงมักจะเป็นที่นิยมแคระยะเวลาหนึ่ง เช่น คำว่า เทหรือโดนเท หมายถึง เบี้ยวนัด หรือ
คนที่กำลังจะคบกันแต่อีกฝ่ายกับบอกเลิกโดยที่ไม่รู้ว่าผิดอะไร หรือคำว่า ปัง! มาก หมายถึง โดดเด่น

อลังการ ยิ่งใหญ่ (รัชนีศิริ ไสยาสน์. 2551 : 12)



3.2) ภาษาเฉพาะกลุ่มหรือภาษาเฉพาะอาชีพ
ภาษาเฉพาะกลุ่มหรือภาษาเฉพาะอาชีพ เป็นภาษาที่บุคคลในกลุ่มเดียวกัน


หรืออาชีพเดียวกันคิดขึ้นมาใชในการพูดสำหรับเข้าใจกันเฉพาะกลุ่มเพื่อไม่ต้องใช้ภาษาหรือคำที่ยืดยาว ซึ่ง
มักจะทำให้ผู้ใช้ภายนอกไม่เข้าใจเช่น “แท็กเวร” เป็นคำพูดนายทหารชั้นสัญญาบัตรไทย หมายถึง

การแลกเปลี่ยนการเข้าเวร “ตลาดมือ” เป็นภาษาธุรกิจ หมายถึง ตลาดที่ซื้อขายกันแบบลับ ๆ เพื่อ
หลีกเลี่ยงข้อกำหนดตามกฎหมาย “เข้าชาร์จ” ภาษากีฬาฟุตบอล หมายถึง จู่โจมรวบตัวในระยะประชิด, พุ่ง

เข้าใส่, เป็นต้น



3.3) ศัพท์บัญญัติ

ศัพท์บัญญัติ เป็นคำที่สร้างขึ้นใช้ในภาษาไทยเนื่องจากเรามีการติดต่อกับ

ต่างประเทศ ความเจริญด้านการศึกษาทำให้เรามีความต้องการการใช้คำเพิ่มขึ้น จึงต้องบัญญัติศัพท์ขึ้นมา
ใช้ให้เพียงพอกับการสื่อสาร โดยมากเป็นศัพท์ทางวิชาการที่คนทั่วไปไม่รู้ ไม่เข้าใจ นอกจากผู้ที่มีความรู้ใน

สาขาวิชานั้น การบัญญัติศัพท์ทำได้โดยการนำคำภาษาต่างประเทศมาใช้ทับศัพท์ เช่น เทคโนโลยี

(Technology) หรือนำคำไทยมาประสมกันเป็นคำใหม่ หรือคำบาลีสันสกฤตมาประสมกันเป็นคำใหม่ มี
ความหมายครอบคลุมภาษาต่างประเทศมาใช้ เช่น ไฟฟ้า (Electric) มโนภาพ (Concept) เป็นต้น (ประสิทธิ์

กาพย์กลอนและคณะ. 2554 : 251-252)










การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๑๐


3.4 ) ภาษาถิน
ภาษาถิ่น เป็นภาษาที่ใช้สื่อความหมายตามท้องถิ่นต่าง ๆ ซึ่งจะแตกต่างกัน

ในถ้อยคำ สำเนียง ภาษาถิ่นนิยมใช้ในการพูดมากกว่าการเขียน ภาษาถิ่นแบ่งเป็น 4 ภาษา คือ ภาษากลาง
ภาษาเหนือ ภาษาอีสาน และภาษาใต้ เป็นภาษาที่ใช้กันเฉพาะในท้องถิ่น เช่น คำว่า มะละกอ (ภาษากลาง)

บะก้วยเต้ด (ภาษาเหนือ) บักหุ่ง (ภาษาอีสาน) ลอกอ (ภาษาใต้) หมายถึง มะละกอ



3.5) คำภาษาต่างประเทศ

คำที่มาจากภาษาต่างประเทศมีทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีน

ภาษาญี่ปุ่น คำที่มาจากภาษาอังกฤษและภาษาจีนมีจำนวนมาก ถ้าเป็นคำที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ก็จะ
ปรากฏในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน เช่น ภาษาอังกฤษ มี เกม (game) คริสต์มาส (Christmas)

โจ๊ก (joke) ดีเปรสชัน (depression) ไอศกรีม (ice-cream) ฯลฯ ภาษาจีนมีก๋วยจั๊บ ก๋วยเตี๋ยว ฮวงซุ้ย ฯลฯ

(ประสิทธิ์ กาพย์กลอนและคณะ. 2554 : 251-252)
































การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๑๑

2.1.2 ภาษาเขียน

ภาษาเขียน เป็นภาษาที่เคร่งครัดต่อการใช้ถ้อยคำและคำนึงถึงหลักภาษา เพื่อใช้สื่อสารให้

ถูกต้องและใช้ในการเขียนมากกว่าการพูด ต้องใช้ถ้อยคำสุภาพ เขียนให้เป็นประโยค เลือกใช้ถ้อยคำเหมาะ

แก่บุคคลและกาลเทศะ เป็นภาษาที่ใช้ในพิธีการและเป็นทางการ ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือยหรือการเล่นคำจน

กลายเป็นการพูดหรือการเขียนเล่น ๆ ภาษาเขียนใช้ในโอกาสที่มีการบันทึกข้อความจากการฟัง การแสดง


ความคิดเห็น แสดงความต้องการ เสนอความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ การบันทึกรายงานการประชม
การเขียนบรรยายเหตุการณ์จากประสบการณ์ การเขียนบทความ สารคดี จดหมาย ย่อความ เรียงความ

เอกสารประกอบการพูด การกล่าวรายงาน การกล่าวคำปราศรัย (วิเชียร เกษประทุม. 2558 : 118)



1) ลักษณะสำคัญของการใช้ภาษาเขียน

1.1 ) มีความถูกต้องตามหลักภาษา คำที่ใช้ในภาษาเขียนจะเขียนถูกต้องตามไวยากรณ์ ทั้ง

การสะกดคำ การวางรูปสระ วรรณยุกต์ และการใช้เครื่องหมาย และการเว้นวรรคตอนให้ถูกต้อง

1.2) มีความชัดเจนในการใช้ภาษา เลือกใช้คำที่มีความหมายชัดเจน กระชับ รวมถึง

ประโยคและถ้อยคำสำนวน เหมาะสมกับระดับของผู้อ่าน และตามรูปแบบการเขียน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้
ตรงตามจุดประสงค์


1.3) ภาษาเขียนไม่ใชสำนวนเปรียบเทียบ คำสแลง หรือภาษาถิ่น เช่น ชักดาบ พลิกล็อค

โดดร่ม ชาย มั๊ย เค้า ด้าย ฯลฯ
1.4) ภาษาเขียนไม่ใช้ถ้อยคำหลายคำที่เราใช้ในภาษาพูดเท่านั้น เช่น เยอะแยะ โอ้โฮ

ดี๊ดี ฯลฯ

1.5) ภาษาเขียนไม่สามารถแสดงอารมณ์ของผู้เขียนได้ ไม่มีการเน้นระดับเสียงของคำให้

สูง-ต่ำ-สั้น-ยาว ได้ตามต้องการ เช่น เปล่า – ปล่าว ใช - ช่าย ไป - ไป๊















การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๑๒

2) ความแตกต่างระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียน


สมทรง บุรุษพัฒน์.2537 : 2-3 : อ้างอิงจาก ประสิทธิ์ กาพย์กลอนและคณะ.2554 :

251-252) ได้กล่าวถึง ความแตกต่างระหว่างภาษาพูดกับภาษาเขียน สามารถสรุปได้ดังนี้

2.1) คำในประโยคของภาษาพูดจะมีโครงสร้างที่สมบูรณ์น้อยกว่าภาษาเขียน เช่น มี

ประโยคที่มีโครงสร้างไม่สมบูรณ์เป็นจำนวนมาก มักจะเป็นวลีที่ติดต่อกัน

2.2) ภาษาเขียนมักจะมีการใช้คำหรือสำนวนที่แบ่งข้อความออกเป็นตอน ๆ เช่น อันดับแรก

สิ่งที่สำคัญคือ สรุป เป็นต้น

2.3) ภาษาเขียนมักจะมีโครงสร้าง ภาคประธาน และภาคแสดง ในขณะที่ภาษาพูดมักจะ

เริ่มต้นด้วยโครงสร้างที่ประกอบด้วยหัวข้อและความเห็น เช่น

รองเท้าหนังนั้น + ต้องขัดให้มันวาวก่อน

2.4) ภาษาพูดจะเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมขณะที่พูด เช่น คนสองคนกำลังเดินผ่านร้าน
กาแฟหนึ่ง คนหนึ่งพูดว่า อเมริกาโน่ร้านนี้อร่อย ผู้ฟังจะสามารถตีความได้ว่าร้านนี้คือร้านนี้ไหน แต่กำลังนั่ง

คุยอยู่ในบ้าน ถ้าคนหนึ่งพูดว่า อเมริกาโน่ร้านนี้อร่อยนะ ผู้ฟังจะไม่สามารถตีความได้ว่า ร้านนี้คือร้านไหน

2.4 ) ภาษาพูดอาจมีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อความที่พูดในขณะที่กำลังพูดได้ เช่น

ฉันไม่ชอบกินมันนะ มันทิพย์ เผือกทิพย์น่ะ

2.5) ภาษาพูดมักจะมีคำแทรก เช่นคำว่า แบบว่า ก็นั้นแหละ ทีนี้ แล้วก็ ตรงกันข้าม…

นอกจากนี้ ยิ่งกว่านั้น ฯลฯ






















การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๑๓

ตัวอย่างการใช้คำที่เป็นภาษาพูดให้เป็นภาษาเขียน


ภาษาพูด ภาษาเขียน



เธอจับได้เบอร์อะไร เธอจับได้หมายเลขลำดับอะไร


ู่
โปรดรอผมแป็บเดียวนะครับ โปรดรอผมสักครนะครับ

เขากำลังจะไปศึกษาต่อที่เมืองนอก เขากำลังจะไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ


คุณลุงมีลูกหลายคน คุณลุงมีบุตรหลายคน



อาทิตย์หน้าให้ทำรายงานมาส่งอาจารย์ สัปดาหหน้าให้รายงานมาส่งอาจารย์


ฉันชอบหนงเรื่องพระนเรศวรมาก ฉันชอบภาพยนต์เรื่องพระนเรศวรมาก



ปากกาด้ามนีราคาเท่าไหร่ ปากกาด้ามนีราคาเท่าไร

ี้
ผมขอจบเพียงแค่นครับ ผมขอจบเพียงเท่านครับ
ี้
ข้อสอบชุดนีกล้วยมาก ข้อสอบชุดนีง่ายมาก


เขามาทำงานตั้งแต่ไก่โห่ เขามาทำงานตั้งแต่เช้าตรู่


นัทเค้าจะไปเที่ยวเชียงใหม่ นัทเขาจะไปเที่ยวเชียงใหม่


แม่ซื้อคอมให้แก่ฉันแล้วเมื่อวานนี้ แม่ซื้อคอมพิวเตอร์ให้แก่ฉันแล้วเมื่อวานนี้


โชเฟอร์คนนี้ขับรถดีมาก พนักงานขับรถคนนี้ขับรถดีมาก


ี้
เดี๋ยวนี้เด็กไทยทันสมัยมาก ปัจจุบันนเด็กไทยทันสมัยมาก

หอประชมวิทยาลัยติดแอร์เย็นฉ่ำ หอประชมวิทยาลัยติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ



สมชายเป็นคนกะล่อน สมชายเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยม






การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๑๔

ภาษาพูด ภาษาเขียน


เธอคือกระเป๋ารถเมล์สาย 60 ผู้กล้าที่ลงไปช่วย เธอคือพนักงานเก็บค่าโดยสารรถเมล์สาย 60 ผู้กล้าที่

ตำรวจจับโจร ลงไปช่วยตำรวจจับผู้ร้าย


บริษัทมีกฎเหล็กห้ามพนักงานห้ามนำข้อมูลที่เป็น บริษัทมีมาตราการเข้มงวดห้ามพนักงานห้ามนำข้อมูลที่

ความลับทางธุรกิจไปใช้โดยเด็ดขาด เป็นความลับทางธุรกิจไปใช้โดยเด็ดขาด



ผู้โดยสารอ้วกในเรือคลองแสนแสบเพราะเมาเรือ ผู้โดยสารอาเจียนในเรือคลองแสนแสบเพราะเมาเรือ
มาก มาก



บรรยากาศงานเลี้ยงสังสรรค์คืนนีกร่อย บรรยากาศงานเลี้ยงสังสรรค์คืนนีไม่น่าสนใจ


เรื่องนี้เป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยสำหรับฉัน เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับฉัน


“จับขังเดี่ยว” คนร้ายฆ่าฝังศพเหยื่อหญิงสาว “ถูกแยกขังเพียงลำพัง” คนร้ายฆ่าฝังศพเหยื่อหญิง

สาว


ป้าของฉันเป็นคนขี้ตืด ป้าของฉันเป็นคนตระหน ี่


กรุณาจอดที่ปั๊มข้างหน้าด้วย กรุณาจอดที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงข้างหน้าด้วย


ทหารวิ่งออกกำลังกายวันละ 5 กิโล ทหารวิ่งออกกำลังกายวันละ 5 กิโลเมตร


คาดโทษข้าราชการที่นำรถหลวงมาใช้ส่วนตัว คาดโทษข้าราชการนำรถยนต์ของหลวงมาใช้ส่วนตัว


การการันตีโดย Shopee จะช่วยเพิ่มความมั่นใจใน การรับประกันโดย Shopee จะช่วยเพิ่มความมั่นใจใน

การช้อปของลูกค้า การซื้อของลูกค้า


เขาถูกยกเลิกสัญญาจ้างงานได้นั่งกอดเข่าอยู่แต่ เขาถูกยกเลิกสัญญาจ้างงานได้นั่งเป็นทุกข์อยู่แต่ในบ้าน

ในบ้าน


ผมคิดว่าพวกเขาคงทำงานเข้าขากันดีเพื่อทำงาน ผมคิดว่าพวกเขาคงทำงานประสานกันดีเพื่อทำงานชิ้นนี้

ชิ้นนี้





การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๑๕

สรุป



ภาษา คือ หัวใจสำคัญที่ใช้ในการสื่อสาร และมีวัตถุประสงค์ที่ชดเจนในการส่งสาร โดยภาษาพูดใช ้
สื่อสารกันอย่างไม่เป็นทางการ ใช้พูดกันในกลุ่มคนที่สนิท ใช้ภาษาที่สุภาพ คำนึงถึงบุคคลและกาลเทศะ


และสร้างความรู้สึกที่เป็นกันเองในกลุ่มเพื่อนครอบครัว ตลอดจนใช้ในงานเขียนประเภทบันเทิงคดี เชน
เรื่องสั้น นิยาย นวนิยาย ผู้ใช้ภาษาพูดจึงต้องใช้ภาษาที่ชัดเจน สามารถเข้าใจได้ง่าย และภาษาเขียนเป็น

ภาษาที่คำนึงต้องถึงหลักการใช้ภาษาที่ถูกต้องมากกว่าการพูด ทั้งความถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ตาม

ความนิยมของการเขียนในแต่ละรูปแบบต่าง ๆ และใช้ถ้อยคำภาษาที่สุภาพ เหมาะแก่บุคคลและกาลเทศะ



2.2 โวหารการเขียน


“โวหาร” กาญจนา นาคสกุล (2560 : 30) ให้ความหมายของโวหารการเขียนไว้ว่า ท่วงทำนอง

หรือลีลาของภาษาที่ผู้ผลิตผลงานที่ผู้ผลิตผลงานใช้ในการเขียน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราวและความรู้สึก

ตามวัตถุประสงค์ของเรื่องที่เขียน สอดคล้องกับรังสรรค์ จันต๊ะ (2555:87-89) ที่กล่าวว่า โวหาร

การเขียน หมายถึง สำนวนความหรือชั้นเชิงแห่งกระบวนการใช้ถ้อยคำภาษาในงานเขียนให้มีความ

สอดคล้องเนื้อเรื่องที่ต้องการสื่อถึงผู้รับสาร


ดังนั้น โวหาร หมายถึง ลีลาหรือสำนวนในการเขียนเพื่อนำเสนอเรื่องราวให้ผู้อ่านรับรู้เข้าใจโดย

ผู้เขียนต้องใช้ถ้อยคำให้สอดคล้องกับงานเขียนของตน วิเชียร เกษประทุม (2558 : 120-121) และ

กาญจนา นาคสกุล (2560 : 30 - 35) ได้แบ่งโวหารการเขียนไว้ 6 ประเภท ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้


โวหารการเขียนหรือการพูดแบ่งได้ 6 ประเภท ดังนี้


2.2.1 บรรยายโวหาร

บรรยายโวหาร คือ ลักษณะการเขียนด้วยวิธีเล่าเรื่องราว หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ไป

ตามลำดับเหตุการณ์ เพื่อบอกให้รู้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน และอย่างไร ให้ผู้อ่านเข้าใจและติดตามเรื่องราว
ได้โดยตลอด สิ่งที่บรรยายอาจเป็นเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลำดับตามเวลา

เหตุการณ์ หรือลำดับตามความสำคัญ เช่น สภาพของบ้านเมือง ผู้คน ความเป็นมาหรือประวัติของบุคคล

สถานที่ และเป็นการให้คำจำกัดความ โดยใช้ภาษาเขียนอย่างตรงไปตรงมา การเน้นการเรียบเรียงความคิด







การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๑๖

ให้ต่อเนื่องและสัมพันธ์กันเพื่อความชัดเจนของข้อความนั้น โดยใช้ภาษาที่สั้น ชัดเจน อาจมีสาธกโวหารมา

เสริม



ตัวอย่างบรรยายโวหาร
ตัวอย่างที่ 1


วัดเจดีย์ไอ้ไข่เป็นพื้นที่ในการทำมาหากิน ค้าขาย เป็นช่องทางในการประกอบอาชีพอย่าง
หนึ่งของชาวบ้าน ที่ทำให้เป็นการอนุรักษ์พื้นที่นี้ไว้ด้วยการช่วยดูแล เพราะจะเห็นได้ว่าปัจจุบันวัดเจดีย์ไอ้ไข่

เป็นสถานที่ที่มีผู้คนเข้ามาเที่ยวชม และบนบานศาลกล่าวกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ลืมตา

อ้าปากได้กับธุรกิจที่เกิดขึ้นรองรับ อีกทั้งทำให้วัดได้รับปัจจัยในการปฏิสังขรณ์สืบต่อพระพุทธศาสนา


(สิทธิพงษ์ บุญทอง, เก็ตถวา บญปราการ และปัญญา เทพสิงห์. 2561 : 55-67)




ตัวอย่างที่ 2


“…การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเป็นปัจจัยของเศรษฐกิจที่ดีและสังคมที่มั่นคง

เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้น โดยปกติจะอำนวยผลให้สุขภาพจิตใจสมบูรณ์และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ดี

พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์สร้างสรรค์เศรษฐกิจ และสังคมของบ้านเมืองได้

เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วย คือเป็นผู้แต่งสร้างมิใช่ผู้ถ่วงความ เจริญ...”


(พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร.
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหิดล : 22 ตุลาคม ๒๕22)


ตัวอย่างที่ 3


“...การศึกษาหาความรู้จึงสำคัญตรงที่ว่า ต้องศึกษาเพื่อให้เกิด ความฉลาดรู้ คือรู้แล้วสามารถ

นำมาใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ โดยไม่เป็นพิษเป็นโทษ การศึกษาเพื่อความฉลาดรู้ มีข้อปฏิบัติที่น่ายึดเป็นหลัก

อย่างน้อยสองประการ ประการแรก เมื่อจะศึกษาสิ่งใดให้รู้จริง ควรจะให้ศึกษาให้ตลอด ครบถ้วนทุกแง่ทุก

มุม ไม่ใช่เรียนรู้แต่เพียงบางส่วนบางตอน หรือเพ่งเล็งเฉพาะบางแง่บางมุม อีกประการหนึ่ง ซึ่งจะต้องปฏิบัติ

ประกอบพร้อมกันไปด้วยเสมอ คือต้องพิจารณา ศึกษาเรื่องนั้น ๆ ด้วยความคิดจิตใจที่ตั้งมั่นเป็นปรกติ และ

เที่ยงตรงเป็นกลาง ไม่ยอมให้รู้เห็นและเข้าใจ ตามอำนาจความเหนี่ยวนำของอคติ ไม่ว่าจะเป็นอคติฝ่ายชอบ



การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๑๗

หรือฝ่ายชัง มิฉะนั้นความรู้ที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นความรู้แท้ หากแต่เป็นความรู้ที่ถูกอำพรางไว้ หรือที่

คลาดเคลื่อนวิปริตไปต่าง ๆ จะนำไปใช้ประโยชน์จริง ๆ โดยปราศจากโทษไม่ได้...”





(พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร.
พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา

จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ : ๒๒ มิถุนายน ๒๕๒๔)



2.2.2 พรรณนาโวหาร


พรรณนาโวหาร คือ การเขียนที่เรียบเรียงถ้อยคำสละสลวย ให้ภาพพจน์ มีวรรณศิลป์
มากกว่าโวหารประเภทอื่น เนื่องจากมีการใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดภาพพจน์ เพื่อให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านเห็นภาพที่

เด่นชัดและเกิดจินตนาการและอารมณ์ความรู้สึกคล้อยตาม มักใช้กับเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดข้องกับการชมความ

งามของบุคคล สถานที่ ธรรมชาติ และแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ต้องการให้ผู้อ่านเห็นภาพและเกิด

อารมณ์คล้อยตาม (บุปฝา บุญทิพย์. 2548 : 132)



ตัวอย่างพรรณนาโวหาร

ตัวอย่างที่ 1



“...เมื่อคุณน้อยวิ่งมาถึงด้วยใบหน้าที่ตื่นตระหนก คุณนฤนาฏก็หันไปมองด้วย ความสงสัยและ
ใบหน้าที่กำลังส่งยิ้มให้น้องสาวก็ค่อย ๆ บิดเบี้ยวอย่างน่ากลัว มือซีดบางกุมท้องพร้อมทั้งเกร็งมือและเท้า

ชักพล่านไปจนเก้าอี้ล้มระเนระนาด ตาเหลือกลานมองคุณน้อยคล้ายจะส่อแววเคียดแค้น พิมพ์ลดาลุกขึ้น

มองอย่างตลึง ใบหน้าที่เคยสวยงามหันมาทางพิมพ์ลดาด้วยอาการชักกระตุกฟองเลือด ปนน้ำลายที่ไหล

ออกมาจากมุมปาก สายตามองที่พิมพ์ลดาและคุณน้อยสลับกัน ราวกบเห็นผีก่อนจะชักกระตุกครั้งสุดท้าย

และแน่นิ่งไปทั้งที่ตายังเหลือกค้าง คุณน้อยทรุดตัวลงมองคุณนฤนาฏด้วยกิริยาตะลึงค้างก่อนน้ำตาจะร่วง

พรูลง มาไม่ขาด...”



(รอมแพง. 2561)




การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๑๘

ตัวอย่างที่ 2


เป็นปราสาทราชฐานบ้านชอง เรืองรองล้วนแก้วแววเวหา
มีกำแพงสามชั้นเป็นหลั่นมา เทวาเฝ้าประตูอยู่ทุกชั้น

แถวถนนหนทางรโหฐาน นางฟ้านั่งร้านเป็นหลั่นหลั่น

ขายสินค้าผ้าผ่อนแพรพรรณ ทั้งรูปโฉมโนมพรรณพึงใจ

หน้าพระลานล้วนแก้วผลึกลาด แลประหลาดลื่นเลื่อมดังน้ำไหล

แล้วจัดเป็นสาวสรรค์กำนัลใน คอยช่วงใช้ที่ปรางค์ปราสาททอง […] ฯ
ู่
จากบทละครสังข์ศิลป์ชัย : พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยหัว
(เสาวณิต วิงวอน. 2558 : 91-124)


ตัวอย่างที่ 3

“…กลิ่นกาแฟที่อวลอยู่เมื่อพลบค่ำ จางไปมากแล้วขณะท้องฟ้ามืดสนิท ใน “สลัว” มีเพียงแสงสว่าง


จากหลอดไฟที่ทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัว วีรพรยังคงยิ้มหัวกับเรื่องเล่าจากทรงจำถึงเรืองราวของ
เธอ…”

(เลิศศักดิ์ ไชยแสง. 2565)





2.2.3 อธิบายโวหาร

อธิบายโวหาร คือ โวหารที่ทำให้ความคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งกระจ่างชัดเจนขึ้น ใช้ในงาน
เขียนทางวิชาการ และตำรา โดยมีจุดประสงค์จะนำประเด็นที่สงสัยมาอธิบายให้เข้าใจแจ่มแจง การเล่าเรือง


บางตอนถ้ามีประเด็นใด ที่เป็นปัญหาก็อาจใช้อธิบายโวหารเสริมความตอนนั้นจนเรื่องกระจ่างชัดเจนขึ้น

การเขียนอธิบายโวหารเป็นการเขียนอธิบายตามลำดับขั้น การให้นิยาม คำจำกัดความ การยกตัวอย่าง การ

เปรียบเทียบ การชี้สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กัน และวิเคราะห์หรือจำแนกเนื้อหาออกเป็นประเภทหรือ

เป็นพวก











การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๑๙

ตัวอย่างอธิบายโวหาร

ตัวอย่างที่ 1

คำแผลง คือ คำที่ดัดแปลงคำพยางค์เดียวให้เป็นสองพยางค์ แต่ความหมายยังคงเดิม ทั้งนี้

ก็เพื่อเกิดความไพเราะสละสลวยทางภาษาและให้มีคำใช้มากยิ่งขึ้น เช่น ตรวจ แผลงเป็น ตำรวจ, กราบ
แผลงเป็นกำหราบ และเสร็จ แผลงเป็น สำเร็จ เป็นต้น



(วันเพ็ญ เทพโสภา. 2562 : 59)




ตัวอย่างที่ 2

“...การจับปลาโดยวิธี กั้นลี่ เมื่อรู้ว่าปลาจะว่ายลงแม่น้ำจากคลองไหน ก็จะเอาเฝือกไม้ที่มีซี่ถี่ ๆ

หรือใช้ไนลอนสีฟ้ากั้นทางเดินของปลาให้ว่ายลงเฉพาะที่ แล้วเอาตาข่ายไปรองรับก็จะได้ปลามาก ขนเอาไป

ขายกันเป็นคันรถไม่รู้กี่เที่ยวต่อกี่เที่ยวจนปลาว่ายออกมาหมด การจับปลาวิธีนี้เป็นการเอาเปรียบเพื่อนบ้าน

และให้ปลาสูญพันธุ์ มักมีเหตุทะเลาะวิวาทเรื่องแย่งปลาด้วย...”



(กาญจนี คำบุญรัตน. 2552)



ตัวอย่างที่ 3

น้ำแข็ง หมายถึง น้ำที่ผานกรรมวิธีทำให้เยือกเย็น สามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ตามกรรมวิธีการ

ผลิต ดังนี ้

1. น้ำแข็งชนิดซอง เป็นน้ำแข็งที่ผลิตโดยวิธีการแช่แข็งในบ่อน้ำเกลือ มี 2 ประเภท ดังนี ้

1.1 น้ำแข็งใช้รับประทานได้ จะต้องใช้น้ำที่ผ่านขั้นตอนการปรับคุณภาพแล้วนำไปผลิตไป

เป็นน้ำแข็ง จะมีขั้นตอนการเป่าลมเพื่อให้น้ำแข็งทั้งก้อนใส
1.2 น้ำแข็งใช้รับประทานไม่ได้ นิยมใช้ในทางการประมงเพื่อแช่อาหารทะเล กรรมวิธีการ

ผลิตเช่นเดียวกันกับน้ำแข็งใช้รับประทานได้เพียงแต่ไม่มีขั้นตอนการเป่าลม ทำให้กึ่งกลางก้อนน้ำแข็งไม่ใส

มีสีขาวขุ่น







การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๒๐

2. น้ำแข็งชนิดก้อนเล็ก

เป็นน้ำแข็งที่ผลิตด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ มีลักษณะเป็นก้อน หลอดหรือเกล็ด มักจะเรียก
กันติดปากว่า “น้ำแข็งหลอด” โดยจะนำน้ำที่ผ่านขั้นตอนการปรับคุณภาพแล้วเข้าเครื่องทำน้ำแข็งอัตโนมัติ




(สมใจ สมคิด. 2557 : 72)




2.2.4 เทศนาโวหาร

เทศนาโวหาร คือ ลักษณะงานเขียนที่มุ่งแนะนำ สั่งสอน ให้คติชีวิต เพื่อให้ผู้อ่านเกิด

ความรู้สึกคล้อยตามเห็นด้วย เทศนาโวหารจะต้องใช้ถ้อยคำสำนวนที่มีนำหนัก จึงต้องใช้ทั้งพรรณนาโวหาร

อุปมาโวหาร และสาธกโวหาร มาประกอบเพื่อให้ใจความชัดเจนแจ่มแจ้ง เป็นที่เข้าใจจนเกิดความรู้สึก

คล้อยตามผู้เขียน การเขียนเทศนาโวหารนั้นต้องใช้ภาษาที่โน้มน้าว เนื้อหาชัดเจน มีเหตุผล น่าเชื่อถือ และ
ตัวอย่างที่นำมาสนับสนุนต้องมีความสอดคล้องกับเนื้อเรื่องและเหตุผล



ตัวอย่างเทศนาโวหาร

ตัวอย่างที่ 1



“ประเทศชาติของเราจะเจริญหรือเสื่อมลงนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชน แต่ละ

คนเป็นสำคัญ ผลการศึกษาอบรมในวันนี้จะเป็นเครื่องกำหนดของชาติในวันข้างหน้า ท่านทั้งหลาย

จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อท่านออกไปเป็นครู ท่านต้องพยายามทำ

หน้าที่ของท่านให้สำเร็จโดยสมบูรณ์”


(พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร.

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบตรแก่บัณฑิตวิทยาลัย
วิชาการศึกษา ประสานมิตร : 2 ธันวาคม 2508)









การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๒๑

ตัวอย่างที่ 2

“.......นายพรานก็เลยเดินกลับมาบอกเปรตตะขาบแล้วก็บอกเปรตงูเหลือมว่าตั้งแต่ชาติก่อนแกเป็น

เศรษฐี มหา เศรษฐี มีเงินทองมากมาย ไม่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ หวงทรัพย์ หวงสมบัติไว้ ตายแล้วก็ต้องมา

นั่งเฝ้าทรัพย์อยู่นี่แหละ เรา ได้ศีล 5 เราได้ศีล 8 จากพระพุทธเจ้าแล้ว โมทนาซะ ทางเปรตตะขาบก็โมทนา

ทางเปรตงูเหลือมก็โมทนา พอโมทนาแล้ว ก็มอบสมบัติให้นายพรานเป็นเศรษฐีไป.................”


(พิชญ์พัณณ์กุณ พันสดและอุมารินทร์ ตุลารักษ.2563 : 612 - 623)







ตัวอย่างที่ 3


“…ช้างเป็นสัตว์ที่มีจิตวิญญาณ แต่ละเชือกมีบุคลิกต่างกันไปตามที่ควาญเลี้ยง บ้างดุร้าย บ้างขี้เล่น

แต่ควาญย้ำเสมอว่าช้างเป็นสัตว์อันตราย การล่ามโซ่มันจำเป็นต้องล่ามเพื่อความปลอดภัยของทุกคนและ

ตัวช้างเอง การล่ามโซ่ การใช้ตะขอ ไม่ได้ทำให้คุณค่าของช้างลดลง หากแต่การไม่สนใจความเป็นอยู่ของ

ช้างต่างหากที่ทำให้คุณค่าของชางลดลงจนกลายเป็นภาระของคนเลี้ยง…”

(พราวพิศุทธิ์ เตียงพลกรัง.2564)





2.2.5 สาธกโวหาร

สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจนโดยการยกตัวอย่างหรือเรื่องราวประกอบ

การอธิบายเนื้อหาสาระเพื่อให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาสาระในสิ่งที่พูดหรือเขียนได้ง่ายขึ้น ซึ่งตัวอย่างที่

ยกมาอาจเป็นนิทาน เรื่องราวหรือเหตุการณ์ก็ได้ ใช้เสริมโวหารอื่น ๆ เช่น บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร

เทศนาโวหาร โดยการเขียนสาธกโวหารต้องใช้ภาษากระชับและชัดเจน ตัวอย่างที่ยกมาสนับสนุนข้อความ
จะต้องสอดคล้องและเหมาสมกับเนื้อเรื่องที่นำเสนอ










การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๒๒

ตัวอย่างสาธกโวหาร

ตัวอย่างที่ 1

“…คนที่รู้ตัวมาก่อนที่จะตาย และเคยมีความเข้าใจถึงชีวิตจะเกิดใหม่อยู่บ้าง และเมื่อถึงคราวที่จะ

ตาย จริง ๆ ก็ปล่อยวางได้ คนประเภทนี้เมื่อตายจากโลกมนุษย์แล้ว จะมามีความสุขในโลกใหม่อีกทันที และ

แม้จะรู้ว่าญาติพี่น้องมีความเศร้าโศกเสียใจอาลัยคิดถึงเขา ถ้าหากมีทางที่จะช่วยได้ เขาก็จะพยายามชวย

แต่เมื่อเห็นว่าช่วยไม่ได้เค้าก็จะปล่อยวาง ท่านแนะให้นึกถึงตัวอย่างในเรื่องมัฏฐกุณฑลี ในคัมภีร์ธรรม
บทมัฏฐกุณฑลีตายในขณะที่ได้เห็นพระพุทธเจ้ามีจิตเลื่อมใสมาก และรู้ตัวก่อนแล้วจะต้องตาย และปล่อย

วางได้ เมื่อตายแล้วได้ไปเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในสวรรค์มีความสุขในทันทีที่เกิด…”


(น.นันทวันมุนี. 2548)





ตัวอย่างที่ 2

“…ด้วยว่าบุรพชน มีท้าวชนก เป็นตัวอย่าง ได้รับความสำเร็จเพราะกรรมอย่างเดียว เมื่อท่าน

(อรชุน) เล็งเห็นการสงเคราะห์ประชาโลกแล้ว ควรกระทำกรรมนั้นเถิด…”


(โกวิทย์ พิมพวงและเมธาวี ยุทธพงษ์ธาดา. 2561 : 256-278)





ตัวอย่างที่ 3


“เรา เกิดมาด้วยตัณหา ความอยากและกรรมเพื่อสนองตัณหาและกรรมของตนเอง ตัณหาและ

กรรมจึงเป็นตัวอำนาจหรือผู้สร้างให้เราเกิดมา ใครเล่าเป็นผู้สร้างอำนาจนี้ ตอบได้ว่าคือ ตัวเอง เพราะ
ตนเองเป็นผู้อยากเองและเป็นผู้ทำกรรม ฉะนั้นตนนี้เองแหละเป็นผู้สร้างให้ตนเองเกิดมาอนุมาน ดูตามคำ

ของผู้ตรัสรู้นี้ ในกระแสปัจจุบัน สมมติว่าอยากเป็นผู้แทนราษฎร ก็สมัครรับเลือกตั้งและหาเสียง เมื่อชนะ

คะแนนก็เป็นผู้แทนราษฎรนี้ คือความอยากเป็นเหตุให้ทำกรรม คือทำการต่าง ๆ ตั้งแต่การสมัคร การหา

เสียง เป็นต้น ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับผลคือ ได้เป็นผู้แทน”



(สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร. 2564)





การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๒๓

2.2.6 อุปมาโวหาร
อุปมาโวหาร คือ การกล่าวเปรียบเทียบ เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจความหมายอารมณ์

ความรู้สึก หรือให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น การเปรียบเทียบอาจเปรียบความเหมือน ความคล้ายคลึง ความ

ขัดแย้ง และลักษณะตรงกันข้าม เพื่อให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังเข้าใจเรื่องนั้น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยอาจกล่าวลอย ๆ หรือ

อาจใช้คำแสดงการเปรียบ เช่น เหมือน เสมือน คล้าย ดุจ ดั่ง ราว ประหนึ่ง เฉก ฯลฯ มักเสริมหรือประกอบ

กับโวหารประเภทอื่น การเขียนอุปมาโวหารนั้น ต้องใช้ภาษาที่ผู้อ่านเข้าใจง่ายเปรียบเทียบสิ่งที่ต้องการ
บรรยายหรือกล่าวถึงกับสิ่งที่จะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพหรือเข้าใจได้เด่นชัด เช่น แก้มแดง แดงอย่างไร แดงเป็น


ลูกตำลึง นำเอาลูกตำลึงมาเปรียบว่าแดงอย่างกับลูกตำลึง ทำให้เห็นภาพชัดเจน


ตัวอย่างอุปมาโวหาร
ตัวอย่างที่ 1

“…จนในที่ สุดเรือยาวขุนนางก็แซงเรือยาวจากหมู่บ้านต่าง ๆ นา ลิ่วผ่านธงกลางน้ำได้ชัยชนะ

อย่างสนุกสนานและตื่นเต้นที่สุด “เย่ เยส ๆ ๆ” อารามดีใจจึง ได้ออกท่าออกทางราวกับวอลเลย์บอล

หญิงไทยได้แชมป์ ระดับโลกมาครอง ก็มิปาน ทว่า ได้ส่องบ่าวเกาะกุมแขนคนละข้างพร้อมปรามเบา…”


(รอมแพง. 2561)




ตัวอย่างที่ 2


“ต้นไม้ที่อยู่ในพุทธศักราชอัสดงฯ จะเป็นต้นไม้ค่อนข้างเก่า ตอนเขียนเรานึกถึงต้นบางต้น อย่าง

ต้นก้ามปูที่เราชอบ เป็นเพื่อนรักกันอยู่ที่วัดเจ็ดยอดที่เชียงใหม่ คือถ้าไปเชียงใหม่เมือไหร่ก็แบบว่าต้องไปวัด

นี้ ถ้าถามว่าไปทำไม ก็บอกว่าไปหาเพื่อน ก็คือต้นก้ามปูนี้แหละ หกเจ็ดคนโอบ ต้นเบ้อเร่อ พอไปถึงก็จะเข้า

ไปจับดู ‘สวัสดี มาแล้วนะ สบายดีไหม’” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนเด็ก ราวกับกำลังนึกถึงเพื่อนรักที่ไม่ได้
เจอกันมานานแสนนาน




(เลิศศักดิ์ ไชยแสง. 2564)








การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๒๔

ตัวอย่างที่ 3



“เจ้าผู้มีพักตร์อันผดผ่องเหมือนเอาน้ำทองเข้ามาทาบประเทืองผิว ราวกะว่าจะลอยละลิ่วเลื่อน
ลงจากฟ้า ใครได้เห็นเป็นขวัญตาหลงละลายทุกข์ปลุกเปลื้องอารมณ์ชายให้เชยชืน”


(มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี)



ข้อสังเกตโวหารแต่ละประเภท



ประเภทโวหาร ข้อสังเกต


บรรยายโวหาร อ่านแล้วรู้เรื่องราว หรือเหตุการณ์


พรรณนาโวหาร อ่านแล้วเกิดจิตนาการ เห็นภาพ เกิดอารมณ์สะเทือนใจ

อธิบายโวหาร อ่านแล้วเกิดความเข้าใจหรือรู้เรื่อง


เทศนาโวหาร อ่านแล้วเกิดความรู้สึกคล้อนตามผู้เขียน


สาธกโวหาร อ่านแล้วเห็นตัวอย่างในเรื่องที่กำลังกล่าวถึง


อุปมาโวหาร อ่านแล้วเห็นคำชี้แนะทั้งคุณและโทษสิ่งที่ควรปฏิบัติ






สรุป


การใช้ภาษาไทยนอกจากจะใช้ให้ถูกต้องตามหลักภาษาแล้วนั้น ผู้เขียนหรือผู้พูดจะต้องใช้เลือกใช ้
โวหารให้สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง โวหารที่ใช้ในการเขียนสามารถแบ่งได้ 6 ประเภท ได้แก่ บรรยายโวหาร

พรรณนาโวหาร อธิบายโวหาร เทศนาโวหาร สาธกโวหาร และอุปมาโวหาร ซึ่งโวหารที่ใช้เขียนหรือพูดนั้น

อาจใช้โวหารต่างกันแล้วแต่ชนิดของข้อความ โดยเป็นการขยายความให้ชัดเจน ตลอดจนถ่ายทอดอารมณ์

ความรู้สึก เพื่อให้ผู้รับสารรับสารเข้าใจอย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง และเกิดจินตนาการได้ตามวัตถุประสงค์ของผู้

ส่งสาร







การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๒๕

2.3 ระดับของภาษา

ระดับภาษา หมายถึง รูปแบบการใช้ภาษาที่มีความลดหลั่นของถ้อยคำและการเรียบเรียงถ้อยคำที่

ใช้ตามโอกาส กาลเทศะและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เป็นผู้สู่งสารและผู้รับสาร คนในสังคมแบ่ง

ออกเป็นหลายกลุ่มหลายชนชั้นตามสถานภาพ อาชีพ ถิ่นที่อยู่อาศัย ฯลฯ ดังบทประพันธ์ของฐะปะนีย์ นาค

รทรรพ (2547 : 59)



อันระดับของภาษาน่าสังเกต จัดประเภทสรรค์สร้างอย่างเหมาะสม

ราชาศัพท์ คำสุภาพ น่านิยม เลือกใช้ในสังคมยามพูดจา

อีกใช้คำเหมาะแก่กาลเทศะ บุคคลที่พบปะสื่อภาษา

สารเป็นเรื่องเดียวกันพรรณนา ต่างบุคคล ต่างเวลา คำเปลี่ยนไป
ภาษาถิ่น ภาษาไทยได้ระเบียบ ถ้อยคำเรียบ “พิธีการ” ใช้งานใหญ่

อีกภาษา “ทางการ” สารอำไพ “กึ่งทางการ” ก็เข้าใจไม่ยากเย็น



การมีระดับของภาษาแสดงถึงความเจริญของภาษาไทยว่า ไทยเรามีความประณีตในการใช้ภาษา

สังเกตได้จากการมีราชาศัพท์ใช้เป็นแบบแผน และมีการใช้คำให้เหมาะสมแก่กาลเทศะ และมีการใชภาษาใน

ลักษณะที่เป็น พิธีการ เป็นทางการ และกึ่งทางการ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และกาลเทศะ นอกจากนี้

ยังรวมไปถึงภาษาถิ่นที่เป็นภาษาของแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย ที่ใช้สื่อความหมายกันระหว่าง ผู้คนที่

อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากมาตรฐาน (ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. 2547 : 59)



ภาษาไทยมีการแบ่งระดับภาษา ซึ่งแบ่งตามรูปแบบและลักษณะการใช้ ผู้ใช้ภาษาจึงต้องคำนึงถึง

ความเหมาะสมตามโอกาส กาลเทศะ และสัมพันธภาพระหว่างบุคคล เริงชัย ทองหล่อ (2551 : 166-
167) และนัฐพร ปะทะวัง และศิษฎีพร อำพันเงิน. (2559 : 35-41) ได้แบ่งระดับภาษาไว้ 5 ระดับ

สามารถสรุปได้ดังนี้













การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๒๖

2.3.1 ภาษาระดับพิธีการ

ภาษาระดับพิธีการใช้ในงานที่เป็นพิธีการ ภาษามีลักษณะสมบูรณ์แบบ ทั้งการใช้ประโยค

และการใช้ถ้อยคำรูปประโยคเป็นประโยคซ้อนที่มีข้อความขยายและใช้ถ้อยคำระดับสูง คือใช้คำราชาศัพท์

และใช้ถ้อยคำสุภาพ การใช้ภาษาระดับนี้ตั้งแต่การเริ่มต้น ตอนดำเนินเรื่อง และลงท้ายเนื้อความจะมี

ลักษณะพิธีรีตองมีการเตรียมล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งเรียกว่า วาทนิพนธ์ก็ได้ มีน้ำเสียงจริงจัง

ตลอดจนเลือกใช้ถ้อยคำที่ประณีตไพเราะ สละสลวย
ภาษาระดับนี้ถูกกำหนดให้นำไปใช้ในโอกาสสำคัญที่จัดขึ้นอย่างเป็นพิธีการ เช่น การเปิด

ประชุมรัฐสภา การกล่าวเปิดพิธีพระราชทานปริญญาบัตร การกล่าวสดุดี ผู้กล่าวมักเป็นบุคคลสำคัญ

บุคคลระดับสูงในสังคมวิชาชีพหรือวิชาการ ผู้รับสารเป็นแต่เพียงผู้ฟังหรือผู้รับรู้โดยไม่มีการโต้ตอบเป็น

รายบุคคล หากจะมีก็จะเป็นการตอบอย่างเป็นพิธีการในฐานะผู้แทนกลุ่ม



คลิก ตัวอย่างการใช้ภาษาระดับพิธีการ



2.3.2 ภาษาระดับทางการ

ภาษาระดับทางการใช้ในงานที่เป็นทางการ ภาษามีลักษณะสมบูรณ์ ถูกหลักไวยาการณ์ทั้ง

รูปประโยคและการใช้ถ้อยคำ รูปประโยคมีการเรียบเรียงอย่างถูกต้อง ประณีต ชัดเจน สละสลวยและใช ้

ถ้อยคำระดับสูงคือใช้คำสุภาพ แต่ยังคงต้องระมัดระวังมิให้ใช้ภาษาฟุ่มเฟือยหรือเล่นคำ สำนวนจนดูเป็น

การพูดเล่นหรือเขียนเล่น ใช้ถ้อยคำมีความถูกต้องตามระเบียบแบบแผน ไม่เน้นการใช้ถ้อยคำไพเราะ

สละสลวยเหมือนภาษาระดับพิธีการ แต่เน้นความเป็นทางการ อาจจะมีการใช้ศัพท์เฉพาะเรื่องหรือศัพท์
ทางวิชาการบ้างตามลักษณะของเนื้อหาที่ต้องพูดหรือเขียน เป็นการสื่อสารให้ได้ผลตามจุดประสงค์อย่าง

ตรงไปตรงมา ผู้ส่งสารและผู้รับสารมักเป็นบุคคลในสังคมหรืออาชีพเดียวกัน

ภาษาระดับนี้มักนำไปใช้ในโอกาสสำคัญที่เป็นทางการ เช่น การบรรยาย อภิปรายอย่าง

เป็นทางการในที่ประชุม การกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการ การกล่าวสุนทรพจน์ หนังสือวิชาการ บทความ

ทางวิชาการ ฯลฯ



คลิก ตัวอย่างการใช้ภาษาระดับทางการ





การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๒๗

2.3.2 ภาษาระดับกึ่งทางการ

ภาษาระดับกึ่งทางการ รูปประโยคอาจไม่สมบูรณ์และไม่ซับซ้อน อาจละบางส่วนของ




ประโยคและใชถ้อยคำระดับสามัญที่ใช้สือสารทั่วไปในชวิตประจำวันแต่ยังคงความสุภาพ ผู้รับและผู้ส่งสาร
มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น มีโอกาสโต้ตอบกันมากขึ้น อาจต้องสร้างความเข้าใจด้วยการอธิบายชี้แจง
ประกอบหรือมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือปรึกษาหารือกัน

ภาษาระดับนี้มักใช้ในการประชุมกลุ่มย่อย อภิปรายกลุ่ม การบรรยายในชั้นเรียน
การนำเสนอหน้าชั้นเรียน การนำเสนอข่าวหรือบทความในหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ การแนะนำบุคคล

อย่างไม่เป็นทางการ การกล่าวใช้ในการเขียนที่ไม่เป็นทางการและไม่เป็นวิชาการมากนัก เช่น งานเขียนสาร

คดีและบทความทั่วไปในนิตยสารและหนังสือพิมพ์ ฯลฯ



คลิก ตัวอย่างการใช้ภาษาระดับกึ่งทางการ



2.3.4 ภาษาระดับสนทนา

ภาษาระดับกันเอง เป็นรูปแบบของภาษาพูดใช้ในโอกาไม่เป็นพิธีรีตอง ใช้โต้ตอบระหว่าง

บุคคล 4-5 คน เนื้อหาของสารเป็นเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน ไม่เคร่งครัดด้านความสมบูรณ์ของประโยค

และความถูกต้องด้านหลักไวยากรณ์ อาจมีคำกร่อน คำย่อ คำตัด คำภาษาต่างประเทศที่มีคำไทยใชอยู่แล้ว

คำภาษาโฆษณา คำในภาษาอินเตอร์เน็ต ฯลฯ ถึงแม้ว่าเป็นการพูดคุยกันโดยทั่วไป แต่ยังไม่เป็นระดับ

ส่วนตัวมากนัก ดังนั้นต้องระมัดระวังในการสื่อสาร โดยคำนึงถึงความสุภาพเป็นหลัก

ภาษาระดับนี้มักใช้ในการซื้อขาย การประชุม การพูดที่ไม่เป็นทางการและการสนทนากับผู้
ที่สนิทสนม และใช้ในการเขียนทั่วไปที่ไม่เป็นทางการและไม่เป็นวิชาการ เช่น การแสดงความคิดเห็นในชั้น

เรียน การพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน การเขียนสารคดีบางประเภท การเขียนบันทึกส่วนตัว ฯลฯ



คลิก ตัวอย่างการใช้ภาษาระดับสนทนา











การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๒๘

2.3.5 ภาษาระดับกันเอง

ภาษาระดับกันเองใช้ประโยคไม่สมบูรณ์ ไม่คำนึงถึงหลักไวยากรณ์ ใช้ถ้อยคำภาษาพูดเป็น

หลัก อาจมีคำคะนอง คำสแลง คำสบถสาบาน คำเสียดสี คำภาษาถิ่น ฯลฯ

ภาษาระดับนี้ใช้สื่อสารกับบุคคลที่สนิทสนมกัน ใช้พูดจากันในวงจำกัด เช่น สามีภรรยา พี่


น้อง พ่อแม่ ญาติ หรือเพื่อนสนิทในสถานการณ์ที่ต้องการความสนุกสนานและในสถานที่ส่วนตัว หรือเมือมี
อารมณ์โกรธ อารมณ์สนุกสนาน ภาษาระดับกันเองไม่เหมาะกับงานเขียนทั่วไป นอกจากเป็นงานเขียน
ส่วนตัวและงานเขียนบันเทิงคดี เพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาและบทบาทของตัวละคร





คลิก ตัวอย่างการใช้ภาษาระดับกันเอง





2.3.6 ปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดระดับภาษา
การแบ่งภาษาออกเป็น 5 ระดับข้างต้นนั้น เริงชัย ทองหล่อ (2551 : 166-167) และ

เอมอร รัตนเนตร (2554 : 108) กล่าวว่า มีปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวกำหนด ดังนี้


1) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
การสื่อสารกับบุคคลที่ย่อมต้องใช้ภาษาในการสนทนาต่างกันไป เมื่อนักศึกษาสนทนา

กับผู้อาวุโสย่อมต้องระมัดระวังการใช้ภาษามากกว่าบุคคลในระดับเดียวกับนักศึกษา บุคคลที่สนิทกันเมื่อ


พูดในที่ประชุมที่จัดเป็นทางการก็ต้องเปลี่ยนการใช้ภาษาเป็นอีกระดับหนึ่ง


2) โอกาสและสถานที ่


ถ้าสื่อสารกับบุคคลกลุ่มใหญ่หรือในที่ประชมก็จะใช้ภาษาระดับหนึง เช่น นักศึกษา
ออกมารายงานหน้าชั้นเรียนย่อมต้องใช้ภาษาที่ต่างไปจากการสนทนากับเพื่อนหรือบุคคลในครอบครัว ถ้า


สื่อสารในตลาด ร้านค้า ภาษาก็จะใช้ต่างระดับไป









การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๒๙

3) ลักษณะของเนื้อหา
ลักษณะของเนื้อหาที่นำมาใช้สนทนามีความสัมพันธ์กันกับโอกาสในการสื่อสารเป็น

อย่างมาก แม้เรื่องที่นักศึกษาพูดจากันจะเป็นเรื่องเดียวกันแต่เมื่อนำไปใช้ในโอกาสต่างกันย่อมต้อง

พิจารณาเลือกใช้ระดับภาษาให้เหมาะสมต่างกันไปด้วย เนื้อหาบางชนิดถ้าใช้ภาษาไม่เหมาะสมย่อมส่งผล

ให้การสื่อสารไม่สัมฤทธิ์ผล


4) สื่อที่ใช้ในการส่งสาร



การสื่อสารผานสื่อตางชนิดกันย่อมจำเป็นต้องใช้ภาษาให้เหมาะสม เช่น การเขียน
จดหมายราชการจำเป็นต้องใช้ภาษาระดับทางการ ในขณะที่การสนทนาทางโทรศัพท์กับเพื่อนสนิทจะ

เปลี่ยนมาใช้ภาษาระดับกันเอง เป็นต้น



2.3.7 ลักษณะของภาษาทั้ง 5 ระดับ

เริงชัย ทองหล่อ. (2551 : 166 – 168) ได้กล่าวถึง ลักษณะของภาษาแต่ละระดับ

สามารถสรุปได้ดังนี้

1) การเรียบเรียง

ภาษาระดับพิธีการ และระดับทางการ ผู้ส่งสาร ผู้พูดและผู้เขียน จะพิถีพิถันในการ


เลือกใชถ้อยคำ การกล่าวสดุดี การกล่าวต้อนรับจะมีการเตรียมบทพูดล่วงหน้า หากเป็นหนังสือราชการจะ
เขียนตามระเบียบ มีเหตุผล มีการสรุป ส่วนภาษากึ่งทางการอาจจะมีการพูดที่ไม่เรียงลำดับ มีการพูดนอก
ประเด็นบ้าง ถ้าเป็นการเขียน ก็ยังต้องระมัดระวังเรื่องการใช้ภาษา ถ้าเป็นภาษาระดับกันเอง เป็นการใช ้

ภาษาที่ใช้ในวงจำกัด ในสถานที่ส่วนตัวกับครอบครัวหรือเพื่อนสนิท



2) กลวิธีนำเสนอ

ภาษาระดับพิธีการ และระดับทางการ การนําเสนอต้องเป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด

ผู้ส่งสารจะนำเสนอเนื้อหาเป็นกลาง ๆ ถ้าจำเป็นต้องกล่าวถึงตนเองก็จะกล่าวในฐานะตัวแทนกลุ่ม หรือใน

นามของตำแหนงนั้น ๆ เป็นการนําเสนอทางสื่อมวลชน เช่น ประกาศ แถลงการณ์ เป็นต้น ภาษาระดับอื่น ๆ

จะลดความเป็นพิธีรีีตรองลงตามลำดับ





การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๓๐

3) การใช้ถ้อยคํา

3.1) คำสรรพนาม

ในระดับพิธีการ ระดับทางการ และระดับกึ่งทางการ จะใช้สรรพนามบุรุษที่ 1

ว่า กระผม ผม ดิฉัน หรือข้าพเจ้า คำว่า ข้าพเจ้า ใช้ได้ทั้งหญิงและชาย ส่วนบุรุษที่ 2 มักใช้ว่า ท่าน หรือ

ท่านทั้งหลาย

ส่วนในระดับสนทนาและระดับกันเอง จะใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 ว่า ผม ฉัน

ดิฉัน เรา หนู เป็นต้น อาจจะใช้ชื่อเล่นแทนตัวเอง ส่วนบุรุษที่ 2 จะใช้ว่า เธอ คุณ ท่าน แก ตัว ก็ได้

3.๒) คำนาม

คำนามหลายคำใช้เฉพาะภาษาระดับกึ่งทางการ ระดับไม่เป็นทางการและ

ระดับกันเองเท่านั้น หากนำไปใช้เป็นภาษาระดับทางการจะต่างกันออกไป เช่น
โรงจำนำ – สถานธนานุเคราะห์ โรงพัก – สถานีตำรวจ

หมู – สุกร ควาย – กระบือ

รถเมล์ – รถประจำทาง ฯลฯ

๓.3) คำกริยา

คำกริยาที่แสดงถึงระดับภาษาอย่างเห็นได้ชัด ในระดับพิธีการ ระดับทางการ

และระดับกึ่งทางการ เช่น คำว่า “ตาย” จะเลือกใช้คำว่า สวรรคต ถึงแก่กรรม หรือตาย นั้นต้องคำนึงถึง

ความแตกต่างตามลำดับชั้นของแต่ละบุคคล

3.๔) คำวิเศษณ์

คำที่ใช้ขยายกริยา มักใช้ในระดับภาษาไม่เป็นทางการและระดับกันเองหรืออาจ

ใช้ใน ภาษาระดับกึ่งราชการก็ได้ คำวิเศษณ์เหล่านี้มักเป็นคำบอกลักษณะหรือแสดงความรู้สึก เช่น เปรี้ยว

จี๊ด เย็นเจี๊ยบ วิ่งเต็มเหยียด ฟาดเต็มเหนี่ยว เยอะแยะ เป็นต้น















การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๓๑

สรุป

ระดับภาษาเป็นเรื่องที่ควรพิจารณาเมื่อมีการสื่อสาร ทั้งการในการส่งสารและรับสาร ระดับภาษา

แบ่งตามโอกาสเป็น ๕ ระดับ คือ ระดับพิธีการเป็นภาษาที่มีความประณีต ไพเราะ มีการเลือกใช้ถ้อยคำ

ระดับทางการเป็นภาษาที่มีแบบแผนถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ไม่ใช้ถ้อยคำฟุ่มเฟือย ระดับกึ่งทางการเป็น

ภาษาที่ลดความเคร่งครัดลง ระดับไม่เป็นทางการใช้ในโอกาสไม่เป็นพิธีรีตองใช้โต้ตอบระหว่างบุคคล และ

ระดับกันเองเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกันในวงจำกัด กับบุคคลที่สนิท ในสถานที่ที่เป็นส่วนตัว ซึ่งการใช้เลือกใช ้
ภาษาให้มีความเหมาะสมกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โอกาส และสถานที่นั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้

การส่งสารสัมฤทธิ์ผล












ลิงก์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Post-test)





























การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๓๒

บรรณนานุกรม

กาญจนา นาคสกุล. (2560). บรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม 5. กระบวนการคิดและการเขียนร้อยแก้ว.

กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ สกสค.

กาญจนี คำบุญรัตน์. (2552). หาไหนไม่มีเหมือน. กรุงเทพ ฯ : มติชน.

โกวิทย์ พิมพวงและเมธาวี ยุทธพงษ์ธาดา. (2561). ภาษาสื่อความคิดจริยธรรมสงครามในวรรณคดี
สันสกฤตเรื่องภควัทคีตา. มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์,35 (2), 256-278.

กำชัย ทองหล่อ. (๒๕๕๖). หลักภาษาไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๕๔. กรุงเทพฯ : รวม สาส์นจากัด.

คีตะธาะรา. (2557). บทละครโทรทัศน์ฝันได้ไกล แต่ไปไม่ถึง.กรุงเทพฯ: คีตะธารา.
คฑาวุธ ทองไทย. หัวใจพรือโฉ้. ใน บุปผาชน. สืบค้น 08 มกราคม 2565.

จาก https://www.musixmatch.com/.

คอนเซ็ปต์ ทราเวล. (2564). กิจกรรมเด็ด ๆ ที่คนทัวร์ไต้หวันฤดูร้อนไม่ควรพลาด !. สืบค้น 25 ตุลาคม
2564. จาก https://www.theconcepttravel.com/.

จิระวัฒน์ ปานพุ่ม. บุญผลา. ใน ชุดที่ 19 "บนถนนสายความดี". สืบค้น 08 มกราคม 2565.

จาก https://www.musixmatch.com/.
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. คำกราบบังคับทูล. ใน พิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา

2555. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชนกพร อังศุวิริยะ. (2559). ภาษากับสังคม. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.
ฐะปะนีย์ นาครทรรพ. (2547). ภาษาไทย ภาษาถิ่น ไม่สิ้นสูญ. ใน ภาษาไทยของเรา. กรุงเทพฯ : สถาพร

บุ๊คส์.

เทพธารา ปัญญามานะ. ไอ้หนุ่มดอยเต่า [นกแล]. ใน หนุ่มดอยเต่า. สืบค้น 08 มกราคม 2565.
จาก https://www.musixmatch.com/.

น.นันทวันมุนี. (2548). ดีที่ได้อ่าน...ก่อนตาย. กรุงเทพ ฯ : ไพลิน.

นัฐพร ปะทะวัง และศิษฎีพร อำพันเงิน. (2559). ภาษาไทยเชิงสร้างสรรค์. กรุงเทพฯ : บริษัทพัฒนา
คุณภาพวิชาการ (พว.) จำกัด

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. ๒๕๒๖ ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม ๑๒๒/ตอนพิเศษ

ที่ ๙๙ ง/หน้า ๑/๒๓ กันยายน ๒๕๔๘
นิพนธ์ ศศิธร. (2524). หลักการพูดต่อชุมชน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.

รอมแพง. (2561). บุพเพสันนิวาส. พิมพ์ครั้งที่ 94. กรุงเทพฯ : แฮปปปี้ บานานา.

รอมแพง. (2561). พรายพรหม. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : แฮปปปี้ บานานา.



การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๓๓

รัชนีศิริ ไสยาสน์. (2551). การศึกษาการสร้างคําและความหมายของคําสแลงในพจนานุกรมฉบับมติชน.

หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตรการศึกษา. มหาวิทยาลัยศรีนครินท
รวิโรฒ

บุปฝา บุญทิพย์. (2543). การเขียน. ภาควิชาภาษาไทยและภาษาตะวันออก คณะมนุษย์ศาสตร์

มหาวิทยาลัยรามคำแหง. พิมพ์ครั้งที่ 8. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ประสิทธิ์ กาพย์กลอนและคณะ. (2551). การเตรียมเพื่อการพูดและการเขียน. พิมพ์ครั้งที่ 13. กรุงเทพฯ:

มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. (2556). พิมพ์ครั้ง
ที่ 2. กรุงเทพฯ: ราชบัณฑิตยสถาน.

พิชญ์พัณณ์กุณ พันสดและอุมารินทร์ ตุลารักษ์. (2563). กลวิธีการใช้ภาพพจน์เพื่อถ่ายทอดพุทธธรรมคำ

สอนในหนังสือธรรมะรุ่งอรุณ (พ.ศ.2552 - 2562) ของพระพรหมมงคลญาณ (วิริยังค์ สิรินฺธ
โร). การประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยระดับบัณฑิตศึกษาแห่งชาติครั้งที่ 11.

มหาวิทยาลัยขอนแก่นพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรม

นาถบพิตร. พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหิดล : 22ตุลาคม
๒๕22.

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร. พระบรมราโชวาทใน

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ : ๒๒

มิถุนายน ๒๕๒๔.

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร.พระบรมราโชวาทใน

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตวิทยาลัยวิชาการศึกษา ประสานมิตร : 2 ธันวาคม 2508

พราวพิศุทธิ์ เตียงพลกรัง. สารคดี. ฅ ฅน ขึงขัง ช ช้างจึงต้องวิ่งหนี?. สืบค้น 21 ธันวามคม 2564
จาก https://www.sarakadee.com/

พรโชค พิชญ อู๋สมบูรณ์และพรสวรรค์ สุวรรณธาดา. (2560). “อีสา” หญิงแพศยา...มารดาที่ดี. รมยสาร,

15 (1), 119-127.

มติชน. (2564,24 ตุลาคม). อดีตคณบดี มรภ.สวนสุนันทา ชี้ขอใบอนุญาตวิชาชพครูต้องสอบวิชาเอก.

มติชนออนไลน์.ข่าวการศึกษา, สืบค้น 24 ตุลาคม 2564 จาก

https://www.matichon.co.th/education/news_3007493.

เรไรรายวัน. (2559). บันทึกประจำวันของ เรไร สุวีรานนท์ กรกฎาคม 2558 ถึง กุมภาพันธ์ 2559.
กรุงเทพฯ : เรไร.



การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๓๔

เริงชัย ทองหล่อ. (2551). คู่มือเตรียมสอบ ภาษาไทย ม.4-5-6 ฉบับสมบูรณ์. นนทบุรี : ไทเนรมิตกิจ

อินเตอร์ โปรเกรสซิฟ.
วิเชียร เกษประทุม. (2558). หลักภาษาไทย (ฉบับสมบูรณ์). นนทบุรี : เพิ่มทรัพย์การพิมพ์.

เลิศศักดิ์ ไชยแสง.“วีรพร นิติประภา” ธรรมชาติในหน้ากระดาษผ่านทรงจำของชีวิต. สืบค้น

21 ธันวาคม 2564. จาก https://www.sarakadee.com/.
วันเพ็ญ เทพโสภา. (2562). ครบเครื่องเรื่องหลักภาษาไทย ฉบับนักเรียนนักศึกษา. กรุงเทพฯ : พ.ศ.

พัฒนา.

สิทธิพงษ์ บุญทอง, เก็ตถวา บุญปราการ และปัญญา เทพสิงห์. (2561, กรกฎาคม) วัดเจดีย์ไอ้ไข่: พื้นที่
ของการนิยามความหมาย. ใน การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ 9.

มหาวิทยาลัยหาดใหญ่, ณ ห้องประชุม Blue Ocean Hall อาคารคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย

หาดใหญ่.
สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ. (๒๕๕๘). หลักภาษาและการใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : พัฒนาคุณภาพ

วิชาการ.

สองเท้า-เกาโลก. (2564). [How to] การขอวีซ่าเชงเก้น (Shengen) ไม่ได้ยากอย่างที่คิด …แล้วยุโรปจะ
ไม่ได้เป็นแค่ฝัน. สืบค้น 25 ตุลาคม 2564.จาก https://www.scratchdaworld.com/ .

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร. (2564). 100 คำสอน สมเด็จพระสังฆราช (1 - 40).

สืบค้น 21 ธันวาคม 2564. จาก https://hq.prd.go.th/ethics/ewt_news.

สมทรง บุรุษพัฒน์. (2537). วจนะวิเคราะห์: การวิเคราะห์ภาษาระดับข้อความนครปฐม. สถาบันวิจัย

ภาษา และวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล.
สมใจ สมคิด (บรรณาธิการ). คนสร้างก้อน ใน สารคดีคนสร้างท่าศาลา. สำนักวิชาศิลปศาสตร์


มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จงหวัดนครศรีธรรมราช.
เสาวณิต วิงวอน. (2558). บทละครนอกแบบหลวง: การพินิจตัวบทสู่กระบวนการแสดง. นาฏยวรรณคดี

สโมสร. การประชมวิชาการระดับชาติเรื่อง เฉลิมบรมราชกุมารี นาฏยวรรณคดีสโมสร: สห


วิทยาการแหงวรรณคดีการแสดง. (หน้า 91-124). สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป
อ่างทอง.

เอมอร รัตนเนตร. (2554). พิชิต Admissions ใน 30 วัน วิชาภาษาไทย (ช่วงชั้นที่ 4 ม. 4- ม. 6).

กรุงเทพฯ : แพนสยาม.








การเขียนภาษาไทยสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีปีที่ ๑ วิทยาลัยนาฏศลปะลพบุรี ๓๕


Click to View FlipBook Version
Previous Book
MAJLIS BUDI DITABUR, JASAMU DISANJUNG SKSJ 2022
Next Book
BUKU_PROGRAM_SAMBUTAN_HARI_GURU_&_MAJLIS_RAYA_SMAPTJ_2022