การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู ้
บนั ทกึ การเรยี นรู ้
By นางสาวบษุ บง ใครบตุ ร
รหสั 62115239220
สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร ์คณะครศุ าสตร ์
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร
เสนอ
รองศาสตรต์ ราจารย ์ ดร.สาราญ กาจดั ภยั
สาขาวชิ า/โปรแกรม: วจิ ยั และประเมนิ ผลการศกึ ษา คณะครศุ าสตร ์
ตา่ แหน่งปัจจบุ นั : ประธานคณะกรรมการบรหิ ารหลกั สตู รดษุ ฎบี ณั ฑติ
สาขาวจิ ยั หลกั สตู รและการสอน
จดั ทาโดย
นางสาวบุษบง ใครบตุ ร
รหสั 62115239220
สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร ์คณะครศุ าสตร ์
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร
ประวตั สิ ว่ นตวั ผจู้ ดั ทา
ชอื่ บุษบง ใครบุตร ชอื่ เลน่ ใบไผ่
เกดิ เมอื่ 12 มกราคม 2543 ปัจจบุ นั อายุ 21 ปี
จบจากโรงเรยี นอากาศอานวยศกึ ษา อาเภอ
อากาศอานวย จงั หวดั สกลนคร
ปัจจบุ นั กาลงั ศกึ ษาอยชู่ นั้ ปี ที่ 2 สาขาวชิ า
วทิ ยาศาสตร ์ (คบ.4ปี ) คณะครศุ าสตร ์
มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั สกลนคร
สญั ญาการเรยี น
คานา
การวดั และประเมินผลการเรียนรู้ของผเู้ รียนตอ้ งอยบู่ นหลกั การพ้ืนฐาน 2 ประการคือ
การประเมินเพอ่ื พฒั นาผเู้ รียนและเพื่อตดั สินผลการเรียนในการพฒั นาคุณภาพการเรียนรู้ของผเู้ รียนให้
ประสบผลสาเร็จน้นั ผเู้ รียนจะตอ้ งไดร้ ับการพฒั นาและประเมินตามตวั ช้ีวดั เพอื่ ใหบ้ รรลุตามมาตรฐาน
การเรียนรู้สะทอ้ นสมรรถนะสาคญั และคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องผเู้ รียนซ่ึงเป็นเป้าหมายหลกั ใน
การวดั และประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดบั ไม่วา่ จะเป็นระดบั ช้นั เรียนระดบั สถานศึกษาระดบั เขต
พ้นื ท่ีการศึกษาและระดบั ชาติ
การวดั และประเมินผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการพฒั นาคุณภาพผเู้ รียนโดยใชผ้ ลการ
ประเมินเป็นขอ้ มูลและสารสนเทศที่แสดงพฒั นาการความกา้ วหนา้ และความสาเร็จทางการเรียนของ
ผเู้ รียนตลอดจนขอ้ มูลท่ีเป็นประโยชนต์ ่อการส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนเกิดการพฒั นาและเรียนรู้อยา่ งเตม็ ตาม
ศกั ยภาพ
การวดั และประเมินผลการเรียนรู้ดงั น้นั ผจู้ ดั ทาหวงั เป็นอยา่ งยง่ิ วา่ สมดุ บนั ทึกการเรียนรู้
รายวชิ าการวดั และประเมินการศึกษาและการเรียนรู้เล่มน้ีจะเป็นประโยชนต์ ่อผทู้ ่ีไดศ้ ึกษาหาก
ผดิ พลาดประการใดผจู้ ดั ทาตอ้ งขออภยั มา ณ ที่น้ีดว้ ย
บษุ บง ใครบตุ ร
ผูจ้ ดั ทา
แนวคดิ เกยี่ วกบั การเรยี นรู ้
ความหมาย พุทธพิ สิ ยั จติ พสิ ยั ทกั ษะพสิ ยั
การเปลยี่ นแปลง ความจาความเขา้ ใจ พฤตกิ รรมเกยี่ วกบั ความสามารถในการใช ้
พฤตกิ รรมทคี่ อ่ นขา้ ง การคดิ ในรปู แบบตา่ ง ๆ ความรสู ้ กึ ความเชอื่ อวยั วะตา่ ง ๆ ของ
ถาวรอนั เนื่องมาจากการ โดย Bloom และคณะได ้ เจตคติ คา่ นิยมซงึ่ เป็ น รา่ งกายทางานอยา่ ง
ไดร้ บั ประสบการณ์ จาแนกออกเป็ น 6 ระดบั รากฐานทกี่ อ่ เกดิ
บคุ ลกิ ภาพหรอื ลกั ษณะ ประสานสมั พนั ธก์ นั โดย
นิสยั ของบคุ คล จะมขี น้ั ตอนการเกดิ
พฤตกิ รรมไปตามลาดบั
Simson ทกั ษะพสิ ยั คอื การ Dave การเรยี นรู ้ คอื การ การเปลยี่ นแปลง
พฤตกิ รรม
1. รบั รู ้ เกดิ พฤตกิ รรม 1. รบั รแู ้ ละเลยี นแบบ เปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรม คอ่ นขา้ งถาวร
2. เตรยี มความพรอ้ ม ตามลาดบั ขนั้ 2. ลงมอื ปฎบิ ตั แิ ละทาตาม ทคี่ อ่ นขา้ งถาวร มคี า 4
3. ตอบสนองตามแนวชแี้ นะ 3. ลดความผดิ พลาด คาทเี่ กยี่ วขอ้ ง การไดร้ บั ประสบการณ์
4. ปฏบิ ตั ไิ ดเ้ อง 4. ปฏบิ ตั ชิ ดั เจนและตอ่ เนื่อง
5. ตอบสนองทซี่ บั ซอ้ น 5. ปฏบิ ตั ไิ ดอ้ ยา่ งเป็ นธรรมชาติ
6. ดดั แปลง
7. รเิ รมิ่
จติ พสิ ยั คอื ความรสู ้ กึ แนวคดิ เกยี่ วกบั การเรยี นรู ้
ความเชอื่ ฯ ความรู ้
แปลความ
สรา้ งลกั ษณะนิสยั จากคา่ นิยม รบั รู ้
ประเมนิ คา่ พุทธพิ สิ ยั คอื ความคดิ ความเขา้ ใจ ตคี วาม
ความเขา้ ใจ
จดั ระบบคา่ นิยม ตอบสนอง นาไปใช ้ ขยายความ
สงั เคราะห ์
วเิ คราะห ์
เห็นคณุ คา่ หรอื สรา้ งคา่ นิยม
สว่ นประกอบ ความสมั พนั ธ ์ หลกั การ
แนวคดิ เบอื้ งตน้ เกยี่ วกบั การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู ้
การวดั ผล
กระบวนการทใี่ ชส้ าหรบั วดั สงิ่ ทผี่ ูส้ อนไดท้ าการเรยี นการสอนไปแลว้ วา่ สงิ่ ทผี่ ูส้ อนทาการสอนไปแลว้ วบรรลุ
วตั ถปุ ระสงคห์ รอื ไม่ บรรลวุ ตั ถปุ ระสงคม์ ากนอ้ ยเพยี งใด โดยการวดั ผลสามารถวดั ได ้ 2 ทาง คอื การวดั ผลทางตรง
และการวดั ผลทางออ้ ม
การประเมนิ ผล
การนาสงิ่ ทไี่ ดจ้ ากการทเี่ รยี นและผูส้ อนไดท้ ารว่ มกนั ในชนั้ เรยี น โดยจะมที ง้ั ผูส้ อนประเมนิ ผูเ้ รยี น และผูเ้ รยี นประเมนิ
ผูส้ อน
การนาผลการประเมนิ มาใชป้ ระโดยชน์
การนาผลการประเมนิ ไปใชป้ ระโยชนม์ ี 4 ประการ ไดแ้ ก่ ใชใ้ นการวางแผนการจดั การเรยี นรู ้ ใชใ้ นการปรบั ปรงุ
พฒั นา ใชใ้ นการสรปุ และตดั สนิ ผลการเรยี น ใชใ้ นการรายงานตอ่ ผผูป้ กครองและผูท้ เี่ กยี่ วขอ้ ง
ระดบั นามบญั ญตั ิ ระดบั เรยี งอนั ดบั ระดบั อตั รภาค
ขอ้ มลู (สญั ลกั ษณ,์ ตวั เลข) ระดบั อตั ราสว่ น ทางตรง
ทางออ้ ม
การวดั ผลมี 2 วธิ ี
สงิ่ ทตี่ อ้ งการวดั องคป์ ระกอบสาคญั แนวคดิ เกยี่ วกบั การวดั ผล
วธิ กี ารและเครอื่ งมอื
แนวทางการนาผลการประเมนิ
การเรยี นรไู ้ ปใชป้ ระโยชน์
แนวคดิ เกยี่ วกบั การประเมนิ ผล วางแผนการจดั การเรยี นรู ้ สรปุ และตดั สนิ ผล
การเรยี น
Assessment การเก็บเกยี่ ว Valuation การตดั สนิ คณุ คา่ ปรบั ปรงุ พฒั นา
พฤตกิ รรมการเรยี นรขู ้ องผูเ้ รยี น หรอื คณุ ภาพ รายงานผูป้ กครอง
และผูเ้ กยี่ วขอ้ ง
ใบกจิ กรรมที่ 3
ความสาคญั ประเภท หลกั การและจจดุ มุ่งหมาย
ของการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู ้
ความสาคญั ของการวดั และ ประเภทของการวดั และ หลกั การของการวดั และ จดุ มุ่งหมายของการวดั และ
ประเมนิ ผลการเรยี นรู ้ ประเมนิ ผลการเรยี นรู ้ จาแนก ประเมนิ ผล ตามหลกั สตู ร ประเมนิ ผลการเรยี นรู ้ เพอื่ เป็ น
แบ่งออกเป็ น 2 ประการ คอื ตามมขน้ั ตอนการจดั การเรยี น แกนกลางขน้ั พนื้ ฐาน 2551 องคป์ ระกอบหนึ่งของระบบ
ความสาคญั ตอ่ ผูเ้ รยี น มี 3 ระยะ คอื การสอนและจาแนกตามวธิ กี าร เป็ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การศกึ ษาเพอื่ เป็ นสว่ นหนึ่งของ
กอ่ นเรยี น ขณะเรยี น และสรปุ แปลความหมาย เพอื่ ตรวจสอบผลการเรยี นรู ้ กระบวนการจดั การเรยี นการสอน
ผลการเรยี น เพอื่ ใหผ้ ูเ้ รยี นรจู ้ ดุ เดน่ ของผูเ้ รยี น และพฒั นาการ เพอื่ เป็ นเครอื่ งวดั เพอื่ ตรวจสอบ
จดุ ดอ้ ยและพฒั นาตนเองความสาคญั ทางดา้ นตา่ ง ๆ วา่ เป็ นตาม การเรยี นรแู ้ ละเพอื่ เก็บขอ้ มูลสู่
ตอ่ ผูส้ อน มี 3 ระยะ คอื กอ่ นสอน มาตรฐานการเรยี นรแู ้ ละ การนาไปพฒั นา
ระหวา่ งสอน และหลงั จบบทเรยี น ตวั ชวี้ ดั ของหลกั สตู ร
รทู ้ ราบความรพู ้ นื้ ฐานของตนเอง จดั วางตาแหน่ง วนิ ิจฉัย การพฒั นา สรปุ ผลการเรยี นรู ้
ตอ่ ผูเ้ รยี น รจู ้ ดุ เดน่ และจดุ ทคี่ วรปรบั ปรงุ ขน้ั ตอน แปลความหมาย องิ ตน
ตอ่ ผูส้ อน องิ กลมุ่
รรู ้ ะดบั การเรยี นรขู ้ องตนแอง ประเภท องิ เกณฑ ์
ความสาคญั
รคู ้ วามรพู ้ นื้ ฐานของผูเ้ รยี น ความสาคญั ประเภท หลกั การ ระบบการศกึ ษา
และจจดุ มุ่งหมายของการวดั และ กระบวนการเรยี นการสอน
รพู ้ ฒั นาการการเรยี นรขู ้ องผูเ้ รยี น
ประเมนิ ผลการเรยี นรู ้
รวู ้ า่ ผูเ้ รยี นบรรลเุ ป้ าหมายการเรยี นรหู ้ รอื ไม่
หลกั การ จดุ มุ่งหมาย
เป็ นกระบวนการเก็บรวบรสม ตรวจสอบ ตคี วามผลการ ตรวจสอบผลการเรยี น
เรยี นรแู ้ ละพฒั นาการดา้ นตา่ ง ๆ ของผูเ้ รยี นตามมาตรฐาน ใหข้ อ้ มูลยอ้ นกลบั เพอื่ พฒั นา
การเรยี นรแู ้ ละตวั ชวี้ ดั ของหลกั สตู ร
ความหมาย การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรโู ้ ดยใชแ้ บบทดสอบ
แบบทดสอบความเรยี งหรอื แบบทดสอบอตั นัย
เป็ นขอ้ สอบทผี่ ูส้ อนสรา้ งขนึ้
เพอื่ ทจี่ ะวดั ความรแู ้ ละ หลกั การหรอื แนวทาง แนวทางการตรวจใหค้ ะแนน
ความสามารถของผูเ้ รยี น โดยที่ มี 7 ขอ้ หลกั ๆ ไดแ้ ก่ สรา้ งเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ไม่มี
ผูเ้ รยี นสามารถเขยี นคาตอบมา 1. กาหนดตามหน่วยการเรยี นรู ้ ความลาเอยี งหรอื มอี คติ ตรวจทลี ะ
หรอื จดุ ประสงค ์ ขอ้ ใหค้ รบทกุ คนกอ่ นถงึ เปลยี่ นขอ้
ไดแ้ บบไม่มจี ากดั ผูเ้ รยี น 2. กาหนดจานวนขอ้ คาถามในแต่
สามารถคดิ วเิ คราะห ์ สงั เคราะห ์ ละผลการเรยี นรทู ้ เี่ ลอื กไว ้ ใหม่ กรณีมหี ลายคนตรวจควร
รเิ รมิ่ สรา้ งสรรค ์ จะเป็ นการตอบ 3. ใชค้ าถามทชี่ ดั เจนเพอื่ ให ้ แบ่งขอ้ กนั ตรวจใหช้ ดั เจน ลาม่
ทผี่ ูเ้ รยี นจะไดใ้ ชค้ วามคดิ ขน้ั สงู ผูเ้ รยี นตอบไดอ้ ยา่ งอสิ ระ ควรยดึ หลกั ไวยกรณม์ าเป็ นหลกั
4. ระบนุ า้ หนักคะแนน ตดั สนิ ยกเวน้ วา่ เป็ นจดุ ประสงค ์
จาแนกตามลกั ษณะ 3 5. ระบคุ ะแนนขอ้ สอบแตล่ ะขอ้
ประเภท 6. ตรวจสอบคณุ ภาพขอ้ สอบ ของรายวชิ า
7. หลงั การนาขอ้ สอบไปใชค้ วร
(performance,Paper- ทบทววนแนวคาตอบอกี ครง้ั
pencil,Oral)
จาแนกตามจดุ มุ่งหมาย 2
ประเภท (อตั นัย,ปรนัย)
จาแนกตามการอา้ งองิ (องิ
เกณฑ ์ องิ กลมุ่ องิ ขอบข่าย)
สรา้ งเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน ไม่มคี วามลาเอยี งหรอื มอี คติ ตรวจทลี ะขอ้ ใหค้ รบทกุ คนกอ่ นถงึ เปลยี่ นขอ้ ใหม่ กรณีมหี ลายคนตรวจควรแบ่งขอ้ กนั ตรวจให ้
ชดั เจน ไม่ควรยดึ หลกั ไวยกรณม์ าเป็ นหลกั ตดั สนิ ยกเวน้ วา่ เป็ นจดุ ประสงคข์ องรายวชิ า
ประเภท การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรโู ้ ดยใชแ้ บบทดสอบ
แบบทดสอบความเรยี งหรอื แบบทดสอบอตั นัย
ความหมาย หลกั การ ประเภท
เป็ นชดุ ของขอ้ ถามที่ กาหนดตามหน่วยการเรยี นรหู ้ รอื ลกั ษณะ performance,Paper-
ผูส้ อนกาหนดขนึ้ เพอื่ ให ้ จดุ ประสงค ์ pencil,Oral
ผูเ้ รยี นเขยี นเรยี บ
เรยี งคาตอบอยา่ งอสิ ระ กาหนดจานวนขอ้ คาถาม จดุ มุ่งหมาย อตั นัย,ปรนัย
โดยใชค้ วามรู ้ ใชค้ าถามทชี่ ดั เจน อา้ งองิ
ความสามารถในการคดิ ระบนุ า้ หนักคะแนน องิ เกณฑ ์ องิ กลมุ่ องิ
ระดบั สงู ตา่ ง ๆ ขอบขา่ ย
ระบคุ ะแนนขอ้ สอบแตล่ ะขอ้
ตรวจสอบคณุ ภาพขอ้ สอบ
หลงั การนาขอ้ สอบไปใชค้ วร
ทบทววนแนวคาตอบอกี ครง้ั
ใบความรทู ้ ี่ 5 แบบทดสอบปรนัยชนิดถกู ผดิ
01 ขอ้ สอบปรนัย ถกู -ผดิ จะเป็ นชดุ คาถาม
ขอ้ ความทเี่ ขยี น จะเป็ นไดท้ งั้ ประโยคคาถาม หรอื
ความหมายและลกั ษณะ ประโยคบอกเลา่ จะเป็ นแบบทดสอบทใี่ ชว้ ดั ความเขา้ ใจ
หรอื ชวนใหค้ น้ ควา้
เขยี นคาชแี้ จงใหช้ ดั เจน ใชค้ าถามทเี่ ป็ นจรงิ 02
หรอื เท็จไดแ้ ทจ้ รงิ ใชภ้ าษาทเี่ รยี บงา่ ย ถามถงึ เพยี ง
ประเด็นเดยี ว หลกี เลยี่ งออกตามหนังสอื หลกี เลยี่ งใช ้ หลกั การหรอื แนวทางในการสรา้ ง
ศพั ทท์ ไี่ ม่คนุ ้ เคย หลกี เลยี่ งคาชแี้ นะคาตอบ คาตอบถกู -
ผดิ ตามหลงั วชิ าการ
แบบทดสอบปรนัยชนิดถกู ผดิ หลกั การ
ความหมาย 1. เขยี นคาชแี้ จงใหช้ ดั เจน 9. หลกี เลยี่ งคาทชี่ แี้ นะ
คาตอบ
เป็ นชดุ ขอ้ ความเขยี นอยใู่ นรปู 2.ขอ้ ความทเี่ ป็ นขอ้ คาถาม
ประโยคบอกเลา่ ธรรมดาหรอื จะตอ้ งหรอื ผดิ อย่างแทจ้ รงิ 10. ไม่ควรใชค้ าปฏเิ สธ
ประโยคคาถามก็ไดเ้ พอื่ ใหผ้ ูเ้ รยี น ซอ้ นปฏเิ สธ
พจิ ารณาวา่ ขขอ้ ความนั้น ๆ ถกู 3. เขยี นดว้ ยภาษาทเี่ รยี บงา่ ย
หรอื ผดิ ตามหลกั วชิ า 11. คาตอบควรถกู ผดิ
4. 1ขอ้ ควรถามเพยี ง 1 ตามหลกั วชิ า
ประเด็น
12. สงิ่ ทกี่ าหนดวา่ ถกู หรอื
5. ควรใชข้ อ้ มูลสารสนเทศ ผดิ ควรเป็ นสว่ นสาคญั ของ
พนื้ ฐานใหเ้ พยี งพอ ขอ้ ความ
6. หลกี เลยี่ งการคดั ลอก 13. ขอ้ อความแตล่ ะขอ้
ขอ้ ความจากหนังสอื เรยี น ควรเป็ นอสิ ระแกก่ นั
7. คาถามนิยมเขยี นอยู่ใน 14. ควรมจี านวนขอ้
ถกู ผดิ ใกลเ้ คยี งกนั
รปู ประโยคบอกเลา่
15. ขอ้ ถกู ผดิ ควรอยู่
8. หลกี เลยี่ งคาศพั ทท์ ี่ กระจายกนั
ผูเ้ รยี นไม่คนุ้
16. กรณีมขี อ้ สอบหลายประเภทอย่ใู นฉบบั
เดยี วกนั ควรจดั ขอ้ สอบถกู ผดิ ไวต้ อนตน้ ๆ
ของขอ้ สอบ
ใบความรทู ้ ี่ 6 แบบทดสอบปรนัยชนิดจบั คู่ หลกั การหรอื แนวทาง
ความหมายและลกั ษณะ สรา้ งคาถามและ
คาตอบ เขยี นคาชแี้ จงใหช้ ดั เจน
ขอ้ สอบจาคู่ เป็ น ไม่ควรมขี อ้ ชแี้ นะคาตอบ เพมิ่
อกี รปู แบบหนึ่งของขอ้ สอบ รายการคาตอบมากกวา่ รายการ
ปรนัย แตก่ ารตง้ั คากบั คาตอบ คาถาม กาหนดจานวนขอ้
จะไม่เหมอื น แบบจบั คจู่ ะเป็ น เรยี งลาดบั ใหเ้ หมาะสม ควรทา
การสรา้ งตารางโดยจะมคี อลมั น์ คาถามกบั ตอบใหอ้ ย่หู นา้ เดยี วกนั
คาถามกบั คอลมั น์
คาตอบ คาถามจะอยทู่ างซา้ ย
คาตอบจะอยขู่ วา
แบบทดสอบปรนัยชนิดจบั คู่ สรา้ งคาถาม เขยี นคาชแี้ จง
และคาตอบ ใหช้ ดั เจน
ความหมาย หลกั การหรอื ไม่ควรมขี อ้
แนวทาง ชแี้ นะคาตอบ
ขอ้ สอบจาคู่ เป็ นอกี รปู แบบหนึ่งของ
ขอ้ สอบปรนัย แตก่ ารตง้ั คากบั เพมิ่ รายการ
คาตอบมากกวา่
คาตอบจะไม่เหมอื น แบบจบั คู่จะเป็ น รายการคาถาม
การสรา้ งตารางโดยจะมคี อลมั น์
กาหนดจานวน
คาถามกบั คอลมั นค์ าตอบ คาถาม ขอ้ เรยี งลาดบั
จะอยูท่ างซา้ ย คาตอบจะอยขู่ วา ใหเ้ หมาะสม
ควรทาคาถาม
กบั ตอบใหอ้ ยู่
หนา้ เดยี วกนั
ใบความรทู ้ ี่ 7 สาหรบั ความหมายและลกั ษณะแบบทดสอบ จะเป็ นแบบทดสอบทวี่ ดั
ความรทู ้ างดา้ นความคดิ เพมิ่ ประโยค คา หรอื วลี ทเี่ ขยี นลงในชอ่ ง และยงั
แบบทดสอบปรนัยชนิด สามารถทาในวชิ าตา่ ง ๆ ไดเ้ ชน่ กนั
เตมิ คาและตอบสน้ั
ลกั ษณะของแบบทดสอบ จะจดั ใหอ้ ยใู่ นรปู ประโยคคาถาม หรอื ประโยคคาสง่ั แต่
จะเขยี นขนึ้ มาแบบสนั้ ๆ เพอื่ จะใหผ้ ูเ้ รยี นไดเ้ ขยี นตอ่ ทา้ ย ตามความเป็ นจรงิ
สว่ นหลกั การในการทาขอ้ สอบมดี งั นี้
1. เขยี นคาชแี้ จงใหช้ ดั เจน
2. เขยี นโจทยท์ เี่ ป็ นประโยคทจี่ ะใหต้ อบอย่างชดั เจน
3. คาตอบจะตอ้ งเป็ นคาตอบสนั้ หรอื คาเดยี ว
4. แบบทดสอบตอ้ งตามจดุ ประสงค ์
แบบทดสอบปรนัยชนิด
เตมิ คาและตอบสน้ั
คววามหมาย ลกั ษณะ หลกั การ
เป็ นแบบทดสอบทวี่ ดั จะจดั ใหอ้ ยใู่ นรปู ประโยค เขยี นคาชแี้ จงใหช้ ดั เจน
ความรทู ้ างดา้ นความคดิ คาถาม หรอื ประโยคคาสง่ั
แตจ่ ะเขยี นขนึ้ มาแบบสนั้ ๆ เขยี นโจทยท์ เี่ ป็ นประโยคทจี่ ะใหต้ อบอยา่ งชดั เจน
เพมิ่ ประโยค คา หรอื เพอื่ จะใหผ้ ูเ้ รยี นไดเ้ ขยี น
วลี ทเี่ ขยี นลงในชอ่ ง ตอ่ ทา้ ย ตามความเป็ นจรงิ คาตอบจะตอ้ งเป็ นคาตอบสนั้ หรอื คาเดยี ว
และยงั สามารถทาในวชิ า แบบทดสอบตอ้ งตามจดุ ประสงค ์
ตา่ ง ๆ
ใบความรทู ้ ี่ 8 หลกั การหรอื แนวทางการสรา้ ง
แบบทดสอบปรนัย หลกั การสรา้ งแบบทดสอบนี้ 1.เลอื ก
ชนิดเลอื กตอบ หวั ขอ้ ทจี่ ะออกในแบบทดสอบ โดยตามจดุ ประสงค ์
2.ควรมจี านวณตวั เลอื กอย่างนอ้ ย 3-5 ตวั เลอื ก 3.
ความหมายและลกั ษณะ ใหค้ าถามและตวั เลอื กในขอ้ น้ัน ๆ ใหม้ คี วาม
สอดคลอ้ งกนั 4.หลกี เลยี่ งออกตามหนังสอื 5.
เป็ นแบบทดสอบชนิดหนึ่งทมี่ ี คาตอบตอ้ งมคี าตอบทถี่ กู ทสี่ ดุ เพยี งขอ้ เดยี ว 6.ไม่
ตวั เลอื กหลายตวั เลอื ก ทใี่ หผ้ ูเ้ รยี นไดเ้ ลอื กตอบ ควรมคี าทชี่ แี้ นะคาตอบ 7.แบบทดสอบทกุ ขอ้ ตอ้ งมี
ไดต้ ามทผี่ ูส้ อนกาหนด แบบทดสอบนีส้ ามารถ เฉลยทเี่ ทา่ ๆ กนั และไม่ควรเรยี งขอ้ ทตี่ รงกนั เชน่
วดั ผูเ้ รยี นไดห้ ลากหลาย วดั ไดท้ างดา้ นการคดิ 1,2,3,4,........เฉลย ข,ง,ก,ค,ง, ......... 8.ไม่ควรมี
วเิ คราะห ์ สงั เคราะห ์ แตจ่ ะอยูใ่ นขอบเขตที่ ตวั เลอื ก "ถกู ทกุ ขอ้ , ผดิ ทกุ ขอ้ " 9.ควรตรวจสอบให ้
ผูส้ อนกาหนดขนึ้ ดกี อ่ นนาไปทดสอบ
ลกั ษณะของแบบทดสอบ จะ
แบ่งเป็ นสว่ นประกอบ มี 2 สว่ น 1. สว่ นคาถาม
หลกั 2. สว่ นตวั เลอื ก
แบบทดสอบปรนัย หลกั การหรอื แนวทางการสรา้ ง
ชนิดเลอื กตอบ
ลกั ษณะ เลอื กหวั ขอ้ ทจี่ ะออกตามจดุ ประสงค ์
ความหมาย
สว่ นคาถาม มจี านวนตวั เลอื กอย่างนอ้ ย 3-5 ขอ้
เป็ นแบบทดสอบ สว่ นตวั เลอื ก คาตามและตวั เลอื กสอดคลอ้ งกนั
ชนิดหนึ่งทมี่ ตี วั เลอื กหลาย หลกี เลยี่ งการออกตามหนังสอื
ตวั เลอื ก ทใี่ หผ้ ูเ้ รยี นได ้ มคี าตอบทถี่ กู ทสี่ ดุ เพยี งขอ้ เดยี ว
เลอื กตอบไดต้ ามทผี่ ูส้ อน ไม่ควรมคี าทชี่ แี้ นะคาตอบ
กาหนด แบบทดสอบนี้ จะตอ้ งมจี านวนขอ้ เฉลยเฉลยี่ เทา่ ๆ กนั และไม่ควร
สามารถวดั ผูเ้ รยี นได ้ เรยี งขอ้ คาตอบกนั
หลากหลาย วดั ไดท้ างดา้ น ไม่ควรมตี วั เลอื กถกู ทกุ ขอ้ หรอื ผดิ ทกุ ขอ้
การคดิ วเิ คราะห ์ สงั เคราะห ์ ตรวจสอบใหด้ กี อ่ นนาไปใช ้
แตจ่ ะอย่ใู นขอบเขตทผี่ ูส้ อน
กาหนดขนึ ้
ใบความรทู ้ ี่ 9 ความเชอื่ มน่ั ของแบบทดสอบ
การตรวจสอบคณุ ภาพขอ้ สอบ
ความเทยี่ งตรง ความเป็ นปรนัย ความยากรายขอ้ และ กรณีทขี่ อ้ สอบแตล่ ะขอ้ ใหค้ ะแนนเป็ น
อานาจจาแนกรายขอ้ 0 กบั 1 (ปรนัย)มสี ตู รในการคานวณ
ความตรง หรอื ความถกู ตอ้ ง แตส่ าหรบั ลกั ษณะทดี่ อี ยา่ งหนึ่งของแบบทดสอบ กคอรื ณKีทRข2ี่ 0อ้ แสลอะบKแตRล่21ะขอ้ ใหค้ ะแนนไมใ่ ช่
การวดั ผล คอื ระดบั คณุ ภาพของ ทง้ั ฉบบั ทบี่ ง่ บอกวา่ แบบทดสอบชดุ การวเิ คราะหค์ ณุ ภาพของแบบทดสอบ 0 กบั 1 (อตั นัย)ใชว้ ธิ สี มั ประสทิ ธิ ์
เครอื่ งมอื วดั ผลทบี่ ง่ บอกวา่ ขอ้ มูลทไี่ ด ้ นั้นมคี วามชดั แจง้ ในการเขยี นคา เป็ นรายขอ้ คาถามทมี่ คี วามสาคญั แอลฟา กรณีแบบทดสอบองิ
จากการวดั ตวั แปร คณุ ลกั ษณะ หรอื สงิ่ ที่ ชแี้ จงและขอ้ คาถาม แตล่ ะขอ้ รวมถงึ สมควรนามาพจิ ารณาก็คอื การ เกณฑ ์ การหาคา่ ความเชอื่ ม่นั ของ
ตอ้ งการวดั ดว้ ยเครอื่ งมอื นั้น ๆ มคี วามถกู ตวั เลอื กตา่ ง ๆ ความเป็ นปรนัยของ วเิ คราะห ์ เพอื่ หาความยากรนายขอ้ แบบทดสอบองิ เกณฑ ์ ทงั้ ทมี่ กี ารให ้
ตอ้ งหรอื ไม่ เพยี งใด จะแบ่งได ้ 3 ประเภท ขอ้ สอบแตล่ ะขอ้ ของแบบทดสอบฉบบั (ระดบั ความยากรายขอ้ ) สญั ลกั ษณท์ ี่ คะแนน เป็ น 0 กบั 1 และไมเ่ ป็ น 0 กบั
1) ความเทยี่ งตรงตามเนือ้ หา คอื ในการ หนึ่ง ๆ จะตอ้ ง ประกอบดว้ ยคณุ สมบตั ิ ใชค้ อื “p” ซงึ่ การหาดชั นี ความยาก 1 สามารถหาไดโ้ ดยการนา
ทจี่ ะวดั ผลการเรยี นรู ้ 2) ความเทยี่ งตรง 3 ประการ ดงั นี้ 1) ความชดั แจง้ ของ รายขอ้ นี้ นิยมใชเ้ ฉพาะทเี่ ป็ น แบบทดสอบทงั้ ฉบบั ไปทดลองใช ้ กบั
ตามโครงสรา้ ง คอื โครงสรา้ งสว่ นใหญ่จะ ขอ้ คาถามทไี่ ม่วา่ ผูส้ อบ 2) ความ แบบทดสอบองิ กลมุ่ ม2ี กรณีคอื องิ กลมุ่ ตวั อยา่ งเพยี งครงั้ เดยี ว
นิยมใชใ้ นการสรา้ งแบบทดสอบวดั ตวั แปร สอดคลอ้ งหรอื ตรงกนั ในการตรวจให ้ เกณฑแ์ ละองิ กลมุ่
ทางจติ วทิ ยา 3) ความเทยี่ งตรงเกณฑ ์ คะแนนในขอ้ สอบแตล่ ะขอ้ 3) ความ อานาจจาแนกรายขอ้ องิ เกณฑจ์ ะใช ้
สมั พนั ธ ์ คอื ความเทยี่ งตรงของ สอดคลอ้ งตรงกนั ในการแปล D,r องิ กลมุ่ จะใช ้ B
แบบทดสอบทเี่ กดิ จากการเอาผลหรอื ความหมายของคะแนน
คะแนนทไี่ ดจ้ ากการวดั ดว้ ย แบบทดสอบ
ทสี่ รา้ งขนึ้ แบ่งได ้ 2 ประเภท 3.1) ความ
เทยี่ งตรงตามสภาพ 3.2) ความเทยี่ งตรง
ตามพยากรณ์
ความเทยี่ งตรง ตามเนือ้ หา
ตามโครงสรา้ ง
การตรวจสอบ ความเป็ นปรนัย ตามเกณฑส์ มั พนั ธ ์
คณุ ภาพขอ้ สอบ
ใหค้ ะแนนเป็ น 0 กบั 1
ความยากรายขอ้ ใหค้ ะแนนไมใ่ ช่ 0 กบั 1
ความเชอื่ ม่นั ของแบบทดสอบ แบบทดสอบองิ กลมุ่
แบบทดสอบองิ เกณฑ ์
การวเิ คราะหค์ ณุ ภาพของแบบทดสอบเป็ น
รายขอ้ คาถามทมี่ คี วามสาคญั สมควร
นามาพจิ ารณาก็คอื การวเิ คราะห ์ เพอื่ หา
ความยากรนายขอ้
แบบองิ กลมุ่ กรณีทขี่ อ้ สอบแตล่ ะขอ้ ใหค้ ะแนนเป็ น 0 กบั 1
แบบองเกณฑม์ กี ารใหค้ ะแนนไม่ใช่ 0 กบั 1
แบบสอบถาม แบบทดสอบ
กรณีแบบมาตรประมาณคา่ การหา กรณีขอ้ สอบใหค้ ะแนน 0 กบั 1 การหาคา่ r
คา่ อานาจจาแนกรายขอ้ โดยใช ้ และคา่ p โดยใชเ้ ทคนิค 27% มที ง้ั หมด 10
item total correlationจากน้ันคดั ขนั้ ตอนดงั นี้ 1 สรา้ งไฟลข์ อ้ มูล 2 รวม
ขอ้ คาถามทคี่ า่ ผ่านเกณฑเ์ ท่ากบั คะแนนทง้ั ฉบบั 3 เรยี งคะแนนจากนอ้ ยไป
จานวนขอ้ ทวี่ างแผนไวเ้ พอื่ นาไปหา หามาก 4 คานวณหาจานวนคนกลมุ่ สงู และ
คา่ ความเชอื่ มน่ั โดยใชว้ ธิ ี กลมุ่ ตา่ 5 สรา้ งตวั ใหม่ตงั้ ชอื่ กรปุ ๊ โดย
สมั ประสทิ ธแิ ์ อลฟา กาหนดคา่ value 6 คยี ข์ อ้ มลู ตวั แปรกรปุ ๊ 7
ตดั ขอ้ มูลกลมุ่ กลางทงั้ หมดจากน้ันบนั ทกึ
ไฟลโ์ ดยตงั้ ชอื่ ไฟลใ์ หม่หรอื ใชค้ าสง่ั select
case 8 วเิ คราะหข์ อ้ มูลเพอื่ หาจานวนขอ้ มูล
ในกลมุ่ สงู และกลมุ่ ตาม 9 คดั เลอื กขอ้ สอบ
ทขี่ า้ ทแี ละคา่ ผ่านเกณฑว์ เิ คราะหค์ วาม
เชอื่ มน่ั ของแบบทดสอบทงั้ ฉบบั โดยใชส้ ตู ร
kr-20
6 คยี ข์ อ้ มูลตวั แปรกรปุ ๊
7 ตดั ขอ้ มูลกลมุ่ กลางทงั้ หมดจากนั้นบนั ทกึ ไฟลโ์ ดยตงั้ ชอื่ ไฟลใ์ หม่หรอื ใชค้ าสง่ั
select case
8 วเิ คราะหข์ อ้ มูลเพอื่ หาจานวนขอ้ มูลในกลมุ่ สงู และกลมุ่ ตาม
9 คดั เลอื กขอ้ สอบทขี่ า้ ทแี ละคา่ ผ่านเกณฑว์ เิ คราะหค์ วามเชอื่ ม่นั ของแบบทดสอบ
ทง้ั ฉบบั โดยใชส้ ตู ร kr-20
แบบทดสอบ การวเิ คราะหค์ ณุ ภาพของแบบทดสอบ แบบสอบถาม
และแบบสอบถาม โดยใช ้ SPSS ใช ้ item total correlationจากนั้น
คดั ขอ้ คาถามทคี่ า่ ผ่านเกณฑ ์
1 สรา้ งไฟลข์ อ้ มลู เทา่ กบั จานวนขอ้ ทวี่ างแผนไวเ้ พอื่
2 รวมคะแนนทงั้ ฉบบั นาไปหาคา่ ความเชอื่ ม่นั โดยใชว้ ธิ ี
3 เรยี งคะแนนจากนอ้ ยไปหามาก สมั ประสทิ ธแิ ์ อลฟา
4 คานวณหาจานวนคนกลมุ่ สงู และกลมุ่ ตา่
5 สรา้ งตวั ใหม่ตง้ั ชอื่ กรปุ ๊ โดยกาหนดคา่ value
ใบความรทู ้ ี่ 11
การออกแบบหน่วยการเรยี นรอู ้ งิ
มาตรฐาน โดยใชก้ ระบวนการออกแบบ
ยอ้ นกลบั
ความหมาย การออกแบบ ขนั้ ตอน
เป็ นการวางแผนและจดั การ เป็ นการนาเอาแนวคดิ และกระบวนการออกแบบยอ้ นกลบั มา ขนั้ ตอนที่ 1 ระบุผลลพั ธท์ ตี่ อ้ งการ หรอื ขนั้
เรยี นรใู ้ นแตล่ ะหน่วย ซงึ่ ดาเนินการ ออกแบบหน่วยการเรยี นรอู ้ งิ มาตรฐาน ซงึ่ กาหนดเป้ าหมาย หรอื กาหนด ผลการเรยี นรู ้
องคป์ ระกอบของหน่วยการเรยี นรอู ้ งิ มาตรฐาน โดยใช ้ ซงึ่ ตอ้ งเป็ นผลลพั ธห์ รอื เป้ าหมายทคี่ รอบคลมุ 3
แบ่งเป็ นสว่ นย่อยของ ดา้ น (1) มคี วามเขา้ ใจทคี่ งทน (2) มจี ติ พสิ ยั
รายวชิ า โดยมี "มาตรฐาน กระบวนการออกแบบยอ้ นกลบั ควรประกอบดว้ ย (1) ชอื่ หรอื คณุ ลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค ์ และ (3) มที กั ษะที่
และตวั ชวี้ ดั " เป็ นเป้ าหมาย หน่วยการเรยี นรู ้ (2) มาตรฐานและตวั ชวี้ ดั (ในรายวชิ า จาเป็ นทงั้ ในลกั ษณะที่ เป็ นทกั ษะทว่ั ไป
สาคญั ของการเรยี นรู ้ เพอื่ ขนั้ ตอนที่ 2 กาหนดหลกั ฐานการเรยี นรูท้ ี่
มุ่งสกู่ ารพฒั นาใหผ้ ูเ้ รยี น พนื้ ฐาน) หรอื ผลการเรยี นรู ้ (ในวชิ าเพมิ่ เตมิ ) (3) ยอมรบั ได ้ หรอื หลกั ฐานทแี่ สดงวา่ ผูเ้ รยี นได ้
บรรลเุ ป้ าหมาย การเรยี นรทู ้ ี่ สาระสาคญั (ความคดิ รวบยอด) ประจาหน่วยการเรยี นรู ้ (4) บรรลเุ ป้ าหมายทพี่ งึ ประสงคท์ รี่ ะบไุ วใ้ นขนั้ ที่ 1
สาระการเรยี นรู ้ (องคค์ วามรู ้ ทกั ษะ และคา่ นิยมทผี่ ูเ้ รยี นควร ขนั้ ตอนที่ 3 วางแผนการจดั ประสบการณก์ าร
กาหนดไวใ้ นหน่วยการ เรยี นรู ้ เพอื่ จะชว่ ยนาพาใหบ้ รรลคุ ณุ ภาพตามเป้ าหมายที่ เรยี นรหู ้ รอื การเรยี นการสอน เพอื่ ตดั สนิ ใจ
เกยี่ วกบั กจิ กรรมการเรยี นรทู ้ จี่ ะใหผ้ ูเ้ รยี นไดท้ า
เรยี นรนู ้ ั้น ๆ กาหนด) (5) ชนิ้ งานหรอื ภาระงานทใี่ หผ้ ูเ้ รยี นปฏบิ ตั ิ ในระหวา่ งการจดั การเรยี น การสอน
(สอดคลอ้ งกบั มาตรฐาน การเรยี นรแู ้ ละตวั ชวี้ ดั หรอื ผลการ
เรยี นรู ้ รวมถงึ สาระการเรยี นรปู ้ ระจาหน่วย) (6) วธิ กี ารวดั และ
ประเมนิ ผลการเรยี นรู ้ (เนน้ การประเมนิ ทชี่ นิ้ งานหรอื ภาระ
งานทใี่ หผ้ ูเ้ รยี นปฏบิ ตั )ิ (7) กจิ กรรมการเรยี นรหู ้ รอื วธิ กี าร
จดั การเรยี นการสอน (8) เวลาเรยี น และน้าหนักคะแนน
ประจาหน่วยการเรยี นรู ้
เรมิ่ ตน้ จากการระบุผลลพั ธท์ ตี่ อ้ งการใหช้ ดั เจนจากน้ัน ขนั้ ตอน
พจิ ารณากาหนดหลกั ฐานการเรยี นรทู ้ ยี่ อมรบั ไดท้ า้ ยสดุ ของ
การออกแบบใหพ้ จิ ารณาวางแผนการจดั ประสบการณก์ าร ระบผุ ลลพั ธท์ ตี่ อ้ งการ
เรยี นรหู ้ รอื การเรยี นการสอนเพอื่ ตดั สนิ ใจเกยี่ วกบั กจิ กรรม กาหนดหลกั ฐานการเรยี นทยี่ อมรบั ได ้
การเรยี นรทู ้ จี่ ะใหผ้ ูเ้ รยี นทาในระหวา่ งจดั การเรยี นการสอน
ซงึ่ ทกุ ขนั้ ตอนตอ้ งเชอื่ มโยงสมั พนั ธก์ นั อยา่ งเป็ นเหตเุ ป็ นผล วางแผนการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรู ้
หรอื การเรยี นการสอน
การออกแบบ
ความหมาย ใบความรทู ้ ี่ 11
เป็ นการวางแผนและจดั ทาหน่วยการเรยี นรู ้ การออกแบบหน่วยการเรยี นรอู ้ งิ
ซงึ่ เป็ นสาระการเรยี นรยู ้ อ่ ยของรายวชิ าโดย มาตรฐาน โดยใชก้ ระบวนการออกแบบ
มมี าตรฐานการเรยี นรแู ้ ละตวั ชวี้ ดั เป็ นเบา้
สาคญั ของการเรยี นรกู ้ ารออกแบบหน่วย ยอ้ นกลบั
การเรยี นรอู ้ งิ มาตรฐานนีจ้ ดั วา่ เป็ นขนั้ ตอน
สาคญั ทสี่ ดุ ในการจดั ทาหลกั สตู ร
สถานศกึ ษาในแบบหลกั สตู รองิ มาตรฐาน
ความรเู ้ บอื้ งตน้ 0 2ความหมาย 0 3วธิ กี ารทหี่ ลากหลาย
01 กระบวนการเก็บรวบรวม วเิ คราะห ์ ตคี วาม บนั ทกึ ขอ้ มูลทไี่ ด ้ 1. การถามตอบในชน้ั เรยี น
จากการตดิ ตอ่ สอื่ สาร หรอื การแสดงปฏกิ ิรยิ าโตต้ อบระหวา่ ง 2. การพดู ปะพบคยุ
ผูส้ อนกบั ผูเ้ รยี นหรอื ผูท้ เี่ กยี่ วขอ้ ง โดยการดาเนินการ 3. การพูดคยุ เกยี่ วกบั ผูเ้ รยี น
ดงั กลา่ วเกดิ ขนึ้ ตลอดระยะเวลาของการจดั การเรยี นการ 4. การอภปิ รายผลในชนั้ เรยี น
สอน โดยใชเ้ ครอื่ งมอื ทหี่ ลากหลาย เหมาะสมกบั วยั ของ 5. การสอบปากเปลา่
ผูเ้ รยี นมคี วามสอดคลอ้ ง และเหมาะสมกบั พฤตกิ รรมการ 6. การบนั ทกึ เหตกุ ารณข์ องผูเ้ รยี น
เรยี นรทู ้ ตี่ อ้ งการวดั นาผลทไี่ ดม้ าตคี า่ เปรยี บเทยี บกบั 7. การตรวจการบา้ นหรอื
เกณฑท์ กี่ าหนดไว ้ แบบฝึ กหดั ประจจาวนั
เป็ นกระบวนการ ของการตดิ ตอ่ สอื่ สาร หรอื การแสดงปฏกิ ิรยิ าโตต้ อบ
ขนึ้ ไป อาจเป็ นสามคนหรอื กลมุ่ ย่อยแลว้ แตจ่ านวนคนที่ เกยี่ วขอ้ งในแต่
ละสถานการณ์ เชน่ การพูดคยุ การอภปิ ราย การโตว้ าที การ
ประชมุ สมั มนา ตลอดจนการตดิ ตอ่ สอื่ สารอนื่ ๆ ในชวี ติ ประจาวนั โดย
มอี งคป์ ระกอบ ดงั นี้ 1. ผูส้ ง่ สาร 2. สาร 3. สอื่ หรอื ชอ่ งทาง 4. ผูร้ บั สาร
เป็ นกระบวนการของการตดิ ตอ่ สอื่ สาร องคป์ ระกอบ ผูส้ ง่ สาร
หรอื การแสดงปฏกิ ิรยิ าโตต้ อบระหวา่ ง สาร
ความรเู ้ บอื้ งตน้ สอื่ หรอื ชอ่ งทาง
บคุ คคล ผูร้ บั สาร
ความหมาย ถาม-ตอบในชนั้ วธิ กี าร
เรยี น
กระบวนการเก็บรวบรวม วเิ คราะห ์ ตคี วาม ตรวจผลงานหรอื
บนั ทกึ ขอ้ มูลทไี่ ดจ้ ากการตดิ ตอ่ สอื่ สาร หรอื พบปะพูดคยุ ชนิ้ งาน
การแสดงปฏกิ ิรยิ าโตต้ อบระหวา่ งผูส้ อนกบั
ผูเ้ รยี นหรอื ผูท้ เี่ กยี่ วขอ้ ง โดยการดาเนินการ พูดคยุ ยเกยี่ วกบั บนั ทกึ เหตกุ ารณ์
ดงั กลา่ วเกดิ ขนึ้ ตลอดระยะเวลาของการจดั การ ผูเ้ รยี น ของผูเ้ รยี น
เรยี นการสอน
สอบปากเปลา่
อภปิ รายในชนั้
เรยี น
ใบความรทู ้ ี่ 13
การประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
แนวคดิ และความหมาย ลกั ษณะสาคญั ขน้ั ตอน จดุ แข็งและจดุ ออ่ น
แนวคดิ และความหมาย ลกั ษณะสาคญั ของการ ขนั้ ตอนการประเมนิ การฏบิ ตั งิ าน จดุ แข็ง ไม่มวี ธิ อี นื่ สามารถใชว้ ดั การ
ของการประเมนิ การปฏบิ ตั ิ ประเมนิ การปฏบิ ตั ิ เป็ นการ 1.กาหนดจดุ มุ่งหมายของการ ปฏบิ ตั ไิ ด ้ ผูเ้ รยี นนาไปประยคุ ใชใ้ น
ลกั ษณมนี ะัสกากคาญรั ศกึ ษาหลายไดใ้ ห ้ ประเมนิ ทผี่ ูเ้ รยี นจะตอ้ งไดล้ ง ประเมนิ การปฏบิ ตั ิ 2.กาหนด ชวี ติ ประจาวนั ได ้
ความหมายแตก่ ตา่ งกนั มอื ปฏบิ ตั จิ รงิ โดยจะมี จดุ มุ่งหมายของการประเมนิ การ
ผูเ้ ขยี นจงึ สรปุ วา่ การ ทางดา้ นทกั ษะพสิ ยั เป็ นตวั หลงั ปฏบิ ตั ิ 3.ออกแบบงานใหผ้ ูเ้ รยี น จดุ ออ่ น ใชเ้ วลาในการประเมนิ นาน
ประเมนิ การปฏบิ ตั ิ คอื ในการเรยี นรู ้ และการประเมนิ ปฏบตั ิ 4.พฒั นาเกณฑก์ าร
พฤตกิ รรมของผูเ้ รยี นที่ นีจ้ ะประเมนิ ได ้ 2 ประเภท 1. ประเมนิ การปฏบิ ตั งิ านแตล่ ะงานที่
แสดงผ่านการปฏบิ ตั จิ รงิ ประเมนิ เพอื่ พฒั นา 2.ประเมนิ มอบหมายอยา่ งชดั เจน 5.เลอื ก
ตามภาระงานทไี่ ดร้ บั จาก เพอื่ ตดั สนิ ผลการเรยี น และ วธิ กี ารเก็บขอ้ มลู 6.ชแี้ จงในการ
ผูส้ อนไดใ้ หล้ งมอื ทา การประเมนิ การปฏบิ ตั จิ ะเนน้ ปฏบิ ตั งิ าน 7.วางแผนและ
ทางดา้ นกระบวนการทางาน ดาเนินการ
กาหนดจดุ มุ่งหมายของการปฏบิ ตั ิ ชแี้ จงในการปฏบิ ตั งิ าน ไม่มวี ธิ อี นื่ สามารถใชว้ ดั การปฏบิ ตั ิ
วางแผนและดาเนินการ ได ้ ผูเ้ รยี นนาไปประยุคใชใ้ น
กาหนดจดุ ม่งุ หมายของการประเมนิ การ ชวี ติ ประจาวนั ได ้
ขน้ั ตอน
ออกแบบงานใหผ้ ูเ้ รยี นปฏบตั ิ จดุ แข็ง
การประเมนิ การปฏบิ ตั ิ
พฒั นาเกณฑก์ ารประเมนิ การปฏบิ ตั งิ าน จดุ แข็งและจดุ ออ่ น จดุ ออ่ น
เลอื กวธิ กี ารเกบ็ ขอ้ มูล
ลกั ษณะสาคญั
เป็ นการประเมนิ ทผี่ ูเ้ รยี นจะตอ้ งได ้ แนวคดิ และความหมาย ใชเ้ วลาในการประเมนิ นาน
ลงมอื ปฏบิ ตั จิ รงิ โดยจะมที างดา้ น
พฤตกิ รรมของผูเ้ รยี นทแี่ สดงผ่านการ
ทกั ษะพสิ ยั เป็ นตวั หลงั ในการ ปฏบิ ตั จิ รงิ ตามภาระงานทไี่ ดร้ บั จาก
เรยี นรู ้
ผูส้ อนไดใ้ หล้ งมอื ทา
เพอื่ พฒั นา เพอื่ ตดั สนิ ผลการเรยี น
ใบความรทู ้ ี่ 14 การประเมนิ ตามสภาพจรงิ ในชนั้ เรยี น
แนวคดิ เกยี่ วกบั การประเมินตามสภาพจริง คือ การไดศ้ ึกษาความคิดเห็นและมุมมองของนกั การศึกษาท้งั ในประเทศ และต่างประเทศ จะเห็นวา่ การประเมินตามสภาพจริง เป็นทางเลือก
ใหม่ของการวดั และ ประเมินผลการเรียนรู้ของผเู้ รียนท่ีมีจุดเด่นหลายประการ 1. การประเมินความสามารถของผเู้ รียนแบบองคร์ วม 2. การท่ีผเู้ รียนไดต้ อบสนองหรือแสดงออกอยา่ งหลากหลาย 3. ผลการประเมิน
ส่ิงที่ผเู้ รียนไดเ้ รียนรู้มีความถูกตอ้ งแม่นยา 4. การส่งเสริม สนบั สนุน และเป็นส่วนหน่ึงของการจดั การเรียนการสอนท่ีเนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั 5. การใชว้ ธิ ีการและเคร่ืองมือที่หลากหลาย
ความหมายของการประเมินสภาพจริงในช้ันเรียน คือ กระบวนการวดั และประเมินศกั ยภาพของผเู้ รียนแบบองคร์ วมท้งั ดา้ น พทุ ธิพิสยั ทกั ษะพสิ ัย และจิตพสิ ยั ผา่ นการลงมือปฏิบตั ิ งานท่ี
สอดคลอ้ งกบั ชีวติ จริงและมี ความหมายต่อผเู้ รียน ส่งเสริม สนบั สนุน และเป็นปารจดั การเรียนการสอนที่เนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั สาหรับใชเ้ ป็นสารสนเทศในการใหข้ อ้ มูลยอ้ นกบั เพ่อื พฒั นาการเรียนรู้ หรือเพอื่
ตดั สินผลการเรียน
ลกั ษณะสาคญั ของการประเมนิ ตามสภาพจริง คือ มุ่งประเมินความสามารถของผเู้ รียนแบบ องคร์ วม ท้งั ดา้ นพทุ ธิพสิ ยั ทกั ษะพสิ ัย และจิตพิสยั ผา่ นการลงมือปฏิบตั ิงาน ผเู้ รียนตอ้ งไดใ้ ช้
ทกั ษะการคิดข้นั สูง และการประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ เนน้ การประเมินท่ีใหผ้ เู้ รียนไดต้ อบสนองหรือ แสดงออกอยา่ งหลากหลาย การวดั และประเมินแบบด้งั เดิมถูกมองวา่ ขาดการเช่ือมโยง ระหวา่ งทกั ษะที่ไดร้ ับจากการ
สอนในหอ้ งเรียน มีการใหผ้ เู้ รียนประเมินผลงานตนเอง ซ่ึงจะช่วยใหม้ องเห็นจุดออ่ นและจุดแขง็ ของตนเอง มีการใชเ้ คร่ืองมือและวธิ ีการที่หลากหลาย เป็นการประเมินแบบอิงเกณฑ์ ท่ีตดั สินการปฏิบตั ิงานของ
ผเู้ รียนตามระดบั คุณภาพ สามารถดาเนินการควบคู่ไปกบั การจดั การเรียน การสอนปกติท้งั ในและนอกหอ้ งเรียน ทาใหไ้ ดผ้ ลสัมฤทธ์ิของผเู้ รียนท่ีมีความสอดคลอ้ ง หรือตรงตามสภาพการเรียนรู้ที่แทจ้ ริงของผเู้ รียน
ข้อแตกต่างระหว่างการประเมนิ การปฏิบัติ กบั การประเมินตามสภาพจริง การประเมินตามสภาพจริงจะเป็นการประเมินพร้อมกบั การเรียนรู้ในช้นั เรียนไปดว้ ย แตก่ ารประเมินการปฏิบตั ิจะเป็น
การประเมินที่ตอ้ งใชใ้ นการเรียนปฏิบตั ิ หรือสอบปฏิบตั ิ แตก่ ารประเมินตามสภาพจริงจะอยใู่ นส่วนของการประเมินการปฏิบตั ิ โดยจะทาการประเมินการปฏิบตั ิในระหวา่ งที่ทาการทดลอง โดยจะเป็นผสู้ อนท่ี
ประเมินจากการสังเกตุ
แนวทางการประเมินตามสภาพจริงในการจัดการเรียนการสอน อยา่ งที่กลา่ ว จะเป็นการประเมินท่ีตอ้ งทาไปพร้อมกบั การเรียนการสอน เพื่อจะไดก้ ระตุน้ ผเู้ รียนในขณะท่ีจดั การเรียนการสอน
และเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนสร้างผลผลิต หรือผลงานที่เป็นรูปธรรม มีประโยชนแ์ ละมีความหมายต่อชีวติ จริงของพวกเขา โดยจะเป็นการกระตุน้ ส่วนใหญ่ในบรรยากาศในหอ้ งเรียนน่าเรียนรู้
ข้ันตอนการประเมนิ ตามสภาพจริง จะแบ่งไดห้ ลายข้นั ตอน โดยจะรวบรวมใหม้ ีความกระชบั และเขา้ ใจ 1. กาหนดงานหรือภาระงาน ใหผ้ เู้ รียนไดล้ งมือปฏิบตั ิ ซ่ึงงานจะเป็นองคร์ วม ในหลายๆ
ดา้ น 2. กาหนดขอบเขตของส่ิงประเมินใหช้ ดั เจน กาหนดวา่ งานท่ีใหป้ ฏิบตั ิมีขอบเขตถึงไหน และจะประเมินสิ่งใดบา้ ง 3.กาหนดวตั ถุประสงคแ์ ละเป้าหมายของการประเมิน เพอ่ื ประเมินการปฏิบตั ิงานหรือภาระ
งานที่มอบหมาย 4.กาหนดผปู้ ระเมิน โดยผสู้ อนกบั ผเู้ รียนร่วมกนั พจิ ารณาวา่ ในการประเมิน การปฏิบตั ิงานหรือภาระงานท่ีไดร้ ับมอบหมาย 5.เลือกวธิ ีการและเคร่ืองมือที่ใชใ้ นการวดั และประเมินผลการเรียนรู้
ดงั น้ี การสงั เกตตามสภาพจริง การสมั ภาษณ์ การสอบถาม การทดสอบ การตรวจผลงานหรือชิ้นงาน การใชบ้ นั ทึกจากผทู้ ่ีเก่ียวขอ้ ง การใชแ้ ฟ้มสะสมผลงาน 6. กาหนดเกณฑใ์ นการประเมินการปฏิบตั ิงาน วา่ งานทา
มีเกณฑก์ ารใหค้ ะแนนมีเกณฑไ์ หน ใหค้ ะแนนอยา่ งไร 7.จดั ทาเอกสารใบงานอยา่ งชดั เจน 8. ดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามภาระงานที่มอบหมาย 9. กากบั ติดตาม ตรวจสอบ และใหค้ าแนะนา 10. ประเมินสรุปรวบยอด
เก่ียวกบั การปฏิบตั ิภาระงานที่มอบหมาย
1. กาหนดงานหรอื ภาระงาน 2. กาหนดขอบเขตของสง่ ประเมนิ ใหช้ ดั เจน
3. กาหนดวตั ถปุ ระสงคแ์ ละเป้ าหมายของการประเมนิ 4. กาหนดผูป้ ระเมนิ
5. เลอื กวธิ กี ารและเครอื่ งมอื ทใี่ ชใ้ นการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู ้ 6. กาหนดเกณฑใ์ นการประเมนิ การปฏบิ ตั งิ าน
7. จดั ทาเอกสารในงานอยา่ งชดั เจน ๆ 8. คา่ เป็ นกจิ กรรมตา่ ง ๆ
9. ทา่ กบั ตดิ ตามตรวจสอบและใหค้ าแนะนาเกยี่ วกบั การปฏบิ ตั ภิ าระ 10. ประเมนิ สรปุ รวบยอด
ขนั้ ตอน
ความหมาย การประเมนิ ตามสภาพจรงิ ในชน้ั เรยี น ลกั ษณะสาคญั
กระบวนการวดั และประเมนิ แนวคดิ -มุ่งประเมนิ ความสามารถของผูเ้ รยี นแบบองคร์ วมทงั้ ดา้ นพุทธพิ สิ ยั
ศกั ยภาพของผูเ้ รยี นแบบองค ์ ทกั ษะพสิ ยั และจติ พสิ ยั
รวมทงั้ ดา้ นพทุ ธพิ สิ ยั ทกั ษะพสิ ยั 1. การประเมนิ ความสามารถของผูเ้ รยี นแบบองคร์ วม - ผูเ้ รยี นตอ้ งไดใ้ ชท้ กั ษะการคดิ ขนั้ สงู และการประยกุ ตใ์ ชค้ วามร“ู ้ เนน้
และจติ พสิ ยั ผ่านการลงมอื 2. การทผี่ ูเ้ รยี นไดต้ อบสนองหรอื แสดงออกอยา่ ง การประเมนิ ทใี่ ห ้
ปฏบิ ตั ิ หลากหลาย - ผูเ้ รยี นไดต้ อบสนองหรอื แสดงออกอยา่ งหลากหลาย
3. ผลการประเมนิ สงิ่ ทผี่ ูเ้ รยี นไดเ้ รยี นรมู ้ คี วามถกู ตอ้ ง - เป็ นการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรขู ้ องผูเ้ รยี นทมี่ ลี กั ษณะ
แม่นยา เฉพาะเจาะจงการให ้
4. การสง่ เสรมิ สนับสนุนและเป็ นสว่ นหนึ่งของการจดั การ - ผูเ้ รยี นประเมนิ ผลงานตนเองมกี ารใชเ้ ครอื่ งมอื และวธิ กี ารทหี่ ลากหลาย
เรยี นการสอน
5. การใชว้ ธิ กี ารและเครอื่ งมอื ทหี่ ลากหลาย อยา่ งตอ่ เนื่องตลอดชว่ งระยะเวลาหนึ่งเชน่ การสงั เกตการสมั ภาษณ์
แบ่งได ้ 2 ลกั ษณะ คอื ลกั ษณะแรกแบ่งเป็ น ประเภท ความหมาย เป็ นชดุ ของเกณฑห์ รอื มาตรฐานทอี่ อก
2 ประเภท คอื 1) รบู รกิ สแ์ บบองคร์ วม กบั ใบความรทู ้ ี่ 15 แบบอยา่ งสอดคลอ้ งกบั เป้ าหมายการ
2) รบู รกิ สแ์ บบแยกสว่ น สาหรบั รบู รกิ ส ์ เรยี นรู ้ สาหรบั ใชเ้ ป็ นแนวทางในการให ้
แบบองคร์ วม เป็ น Rubrics ทถี่ กู สรา้ งขนึ้ การใชร้ บู รกิ สใ์ นการวดั คะแนนคณุ ภาพการปฏบิ ตั งิ านของ ผูเ้ รยี น
สาหรบั ใหค้ ะแนนการปฏบิ ตั งิ าน หรอื และประเมนิ การเรยี นรู ้ ทงั้ ในสว่ นทเี่ ป็ นผลการปฏบิ ตั ิ โดยมกี าร
ผลผลติ จากการปฏบิ ตั งิ านของผูเ้ รยี นใน แยกแยะและอธบิ ายคณุ ภาพของเกณฑห์ รอื
ภาพรวมและรบู รกิ สแ์ บบแยกสว่ น เป็ น มาตรฐานการประเมนิ ไวอ้ ยา่ งชดั เจนในแตล่ ะ
Rubrics ทสี่ รา้ งขนึ้ สาหรบั ใหค้ ะแนนการ ระดบั ความสาเรจ็ อนั จะนาไปสกู่ ารพฒั นา
ปฏบิ ตั งิ าน หรอื ผลผลติ จากการปฏบิ ตั งิ าน งานใหด้ ขี นึ้ อยา่ งตอ่ เนื่อง รวมถงึ ใชเ้ มอื่ การ
ของผูเ้ รยี นแยกแยะตามประเด็นทจี่ ะประเมนิ ปฏบิ ตั งิ านนั้นเสรจ็ สนิ้ สมบรู ณแ์ ลว้ เพอื่
ตดั สนิ คณุ ภาพของงาน
1 กาหนดงานทตี่ อ้ งการประเมนิ คอื ผลผลติ หรอื ขนั้ ตอน องคป์ ระกอบ มี 3 องคป์ ระกอบ ดงั นี้ องคป์ ระกอบที่ 1
ผลการปฏบิ ตั ิ (หลกั ฐานการเรยี นร)ู ้ ประเด็นทจี่ ะประเมนิ (เกณฑ)์ คอื สงิ่ ทผี่ ูส้ อน
2 กาหนดประเภทของ Rubrics ทใี่ ชป้ ระเมนิ งาน และ ผูเ้ รยี นรว่ มกนั กาหนดขนึ้ ซงึ่ สามารถ
3 กาหนดเกณฑห์ รอื ประเด็นทจี่ ะ สะทอ้ นถงึ คณุ ภาพเกยี่ วกบั ภาระงานทผี่ ูเ้ รยี น
ประเมนิ ขนั้ ตอนนีถ้ อื วา่ มคี วามสาคญั มาก ตอ้ ง ปฏบิ ตั ิ ทงั้ ในดา้ นกระบวนการปฏบิ ตั ิ
4 กาหนดจานวนระดบั คณุ ภาพ เป็ นการกาหนด ผลงานหรอื ชนิ้ งานทเี่ กดิ ขนึ้ องคป์ ระกอบที่
จานวนระดบั คณุ ภาพของผลผลติ หรอื ผลการ 2 ระดบั ความสามารถหรอื ระดบั คณุ ภาพ ใน
ปฏบิ ตั ิ ทนี่ ี้ หมายถงึ จานวนระดบั คณุ ภาพของการ
5 เขยี นบรรยายคณุ ภาพของแตล่ ะระดบั ปฏบิ ตั งิ านตามประเด็นทจี่ ะประเมนิ อาจ
6 ทดลองและฝึ กใช ้ Rubrics เขยี นเรยี งลาดบั ตงั้ แต่ “ดมี าก” ไปจนถงึ
7 จดั ทาเป็ นเครอื่ งมอื การใหค้ ะแนนทสี่ มบรู ณ์ “ปรบั ปรงุ ” แตร่ ะดบั คะแนนจะตอ้ งดตู ามวยั
องคป์ ระกอบที่ 3 การบรรยายคณุ ภาพของ
แตล่ ะระดบั
HolisticและAnalytic ประเภท ความหมาย เป็ นชดุ ของเกณฑห์ รอื
มาตรฐานทอี่ อก
GeneralและTask specific แบบอย่างสอดคลอ้ งกบั
เป้ าหมายการเรยี นรู ้
การใชร้ บู รกิ สใ์ นการวดั สาหรบั ใชเ้ ป็ นแนวทางใน
และประเมนิ การเรยี นรู ้ การใหค้ ะแนนคณุ ภาพ
การปฏบิ ตั งิ านของ
ผูเ้ รยี น
ประเด็นทจี่ ะประเมนิ องคป์ ระกอบ ขน้ั ตอน 1 กาหนดงานทตี่ อ้ งการประเมนิ
(เกณฑ)์
การบรรยายคณุ ภาพ 7 จดั ทาเป็ นเครอื่ งมอื การให ้ 2 กาหนดประเภทของ Rubrics
ระดบั ความสามารถ ของแตล่ ะระดบั คะแนนทสี่ มบรู ณ์
หรอื ระดบั คณุ ภาพ 6 ทดลองและฝึ กใช ้ 3 กาหนดเกณฑห์ รอื ประเด็นที่
Rubrics จะประเมนิ
5 เขยี นบรรยายคณุ ภาพของแตล่ ะระดบั 4 กาหนดจานวนระดบั
คณุ ภาพ
หลักการ ประเภท
ใบความรทู ้ ี่ 16 1. เป็ นการทางานรว่ มกนั ระหวา่ งผูเ้ รยี นกบั แฟ้ มสะสมผลงานเป็ น 3 ประเภท 1. Working
ผูส้ อน 2. เป็ นการรวบรวมผลงานตลอดชว่ ง portfolio เป็ นแฟ้ มสะสมผลงานทผี่ ูเ้ รยี นจดั ทาขนึ้
การประเมนิ โดยใชแ้ ฟ้ มสะสมผลงาน ระยะเวลาหนึ่งตามทกี่ าหนด 3.ตอ้ งดาเนินการ เพอื่ เก็บรวบรวม หลกั ฐานตา่ ง ๆ เกยี่ วกบั การสอน
รวบรวมผลงานอยา่ งมจี ดุ ม่งุ หมายเพอื่ เป็ น 2. Display or show portfolio เป็ นแฟ้ มสะสม
ความหมาย หลกั ฐานแสดง ใหเ้ ห็นถงึ ผลสมั ฤทธทิ ์ างการ ผลงานทผี่ ูเ้ รยี นจดั ทาขนึ้ โดยทาการคดั เลอื ก
เรยี น 4. ตอ้ งมกี ารวางแผนลว่ งหนา้ อยา่ งเป็ น ผลงานทดี่ ที สี่ ดุ จากแฟ้ มสะสมผลงานทรี่ วบรวมไวใ้ น
“แฟ้ มสะสมผลงาน”เป็ นวธิ กี าร ระบบ 5. ผูเ้ รยี นตอ้ งเป็ นผูเ้ ก็บรวบรวมและ ระหวา่ งการปฏบิ ตั งิ าน (Working portfolio) ดว้ ย
ประเมนิ ผลการเรยี นรอู ้ ยา่ งหนึ่ง คดั เลอื กผลงานดว้ ยตวั เองภายใต ้ คาแนะนา ความชว่ ยเหลอื หรอื แนะนาของผูส้ อน 3.
ซงึ่ ผูเ้ รยี นจดั ทาขนึ้ โดยการ ของผูส้ อนหรอื ผูเ้ กยี่ วขอ้ ง 6. ผูเ้ รยี นตอ้ งมสี ว่ น Assessment portfolio เป็ นแฟ้ มสะสมผลงานที่
รวบรวม ผลงานจากการ รว่ มในการเลอื กรายการผลงาน 7. ผูเ้ รยี น ผูเ้ รยี นจดั ทาขนึ้ โดยมจี ดุ มุ่งหมายเพอื่ ใหผ้ ูส้ อนทา
ปฏบิ ตั งิ านทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั การเรยี น ตอ้ งมกี ารสะทอ้ นความคดิ เห็นตอ่ ผลงาน 8.
การสอนอยา่ งมจี ดุ มงุ่ หมาย และมี การจดั ทาแฟ้ มสะสมผลงาน 9. ผูเ้ รยี นตอ้ งเป็ น การประเมนิ คณุ ภาพการเรยี นรดู ้ า้ นตา่ ง ๆ ตาม
การวางแผนลว่ งหนา้ อยา่ งเป็ น ผูม้ สี ว่ นรว่ มทงั้ ในกระบวนการเรยี นรู ้ เกณฑห์ รอื รายการประเมนิ ทไี่ ดก้ าหนดไวล้ ว่ งหนา้
ระบบ ตลอดชว่ งระยะเวลาหนึ่ง
ขัน้ ตอน ระหวา่ งผูส้ อนกบั ผูเ้ รยี น
จุดมุ่งหมาย 1.เพอื่ ใหผ้ ูเ้ รยี นไดพ้ ฒั นา ปรบั ปรงุ หรอื 1. ขนั้ เตรยี มการประเมนิ โดยใชแ้ ฟ้ มสะสมผลงาน
ขดั เกลาผลงานตา่ ง ๆ ทเี่ กดิ จากการ ซงึ่ จะเป็ นการเลอื กของผูส้ อนวา่ จะกาหนดเนือ้ หา
ปฏบิ ตั ติ ามภาระงานทไี่ ดร้ บั มอบหมายใน ไหนทจี่ ะใหผ้ ูเ้ รยี นไดท้ าเป็ นแฟ้ มสะสมผลงาน
ระหวา่ งการเรยี นการสอน 2. เพอื่ ให ้ หรอื จะเป็ นตลอดทง้ั เทอม 2. ขนั้ จดั ทาแฟ้ มสะสม
ผูเ้ รยี นไดพ้ ฒั นาความสามารถในการ ผลงาน โดยจะมลี าดบั และสว่ นประกอบย่อย 3.
สะทอ้ นและประเมนิ ผลงาน ตา่ ง ๆ ของ ขนั้ ประเมนิ แฟ้ มสะสมผลงานทสี่ มบรู ณเ์ ป็ นการ
ตนเอง 3. เพอื่ ใหผ้ ูเ้ รยี นไดพ้ ฒั นา ประเมนิ สรปุ รวบยอดหลงั จบหน่วยการเรยี นรหู ้ นึ่ง
ความสามารถในการคดั เลอื กผลงาน การ ๆ หรอื จบรายวชิ าโดยผูส้ อน 4. ขนั้
เก็บ รวบรวมผลงานอย่างเป็ นระบบ และ ประชาสมั พนั ธผ์ ลงาน ขน้ั นีส้ ว่ นใหญใ่ ชก้ ารจดั
สอดคลอ้ งกบั เกณฑห์ รอื รายการประเมนิ นิทรรศการแสดงแฟ้ มสะสมผลงาน
ทไี่ ดก้ าหนด ไวล้ ว่ งหนา้
ความหมาย
“แฟ้ มสะสมผลงาน”เป็ น ประเภท Working portfolio
วธิ กี ารประเมนิ ผลการเรยี นรู ้ Display or show portfolio
อยา่ งหนึ่ง ซงึ่ ผูเ้ รยี นจดั ทาขนึ้ การประเมนิ โดยใชแ้ ฟ้ มสะสมผลงาน
โดยการรวบรวม ผลงานจาก Assessment portfolio
การปฏบิ ตั งิ านทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั
การเรยี นการสอนอย่างมี
จดุ มุ่งหมาย และมกี ารวางแผน
ลว่ งหนา้ อยา่ งเป็ นระบบ ตลอด
ชว่ งระยะเวลาหนึ่ง
เป็ นการทางานรว่ มกนั ระหวา่ งผูเ้ รยี นกบั ผูส้ อน หลกั การ ผูเ้ รยี นเป็ นผูร้ วบรวมและคดั เลอื กผลงานเอง
ผูเ้ รยี นมสี ว่ นรว่ มในการคดั เลอื กผลงาน
เป็ นการรวบรวมผลงานตลอดชว่ งระยะเวลาหนึ่งตามทกี่ าหนด
ผูเ้ รยี นตอ้ งมกี ารสะทอ้ นผล
รวบรวมอยา่ งมจี ดุ มุ่งหมาย เป็ นการแสดงใหเ้ ห็นผลการเรยี นรู ้
วางแผนลว่ งหนา้ อยา่ งเป็ นระบบ
ผูเ้ รยี นจะตอ้ งมสี ว่ นรว่ มทงั้ กระบวนการ
ความรสู ้ กึ ตอ่ อาจารยผ์ ูส้ อน
ครง้ั แรกเลยทเี่ จออาจารก์ ็เรยี นแลว้ ก็สอบเลยเกรง็
มาก ๆ เลยคะ่ กลวั ๆ ดว้ ย ทกุ ครงั้ กอ่ นมาเรยี นตอ้ ง
อา่ นชที เพอื่ เตรยี มสอบตอนทา้ ยคาบ แตพ่ อไดเ้ รยี น
กบั อาจารนน์ านเขา้ กไ้ ม่คอ่ ยไดอ้ า่ นรอแลว้ เพราะ
อาจารยเ์ ป็ นคนทเี่ กง่ มาก ๆ เลยคะ่ สามารถสอนให ้
เขา้ ใจและจาไดต้ อนสอบคะ่ เวลาเรยี นคอื ใจตอ้ งนิ่ง
มาก ๆกลวั หลดุ แลว้ ก็กลวั โดนอาจารยถ์ ามดว้ ยคะ่
สดุ ทา้ ยนี้ หนูขอขอบคณุ อาจารยม์ าก ๆ เลยนะคะ ที่
สอนทงั้ วชิ าการและเทคนิคตา่ ง ๆ มากมาย
Thank
you