ตอนที่ 1.1 ประวัติสำนักความคิด าง ๆ ในทางกฎหมาย
1.1.1 ความหมายและความสำคัญของสำนักความคดิ ทางกฎหมาย
สำนกั ความคดิ ทางกฎหมาย คือ แนวคดิ ทางกฎหมายซงึ่ มีความคดิ เหน็ เหมอื นกันหรอื เ นไปในทางเดียวกนั โดยการศึกษาสำนักความคิดทางกฎหมายมคี วามสำคัญเพือ่ ใ
ศึกษาเ าใจถึงแนวคิด เหตุผล หลักการพ้นื ฐานของกฎหมายที่ใ ในแ ละยคุ สมัยในสงั คม าง ๆ ไ ดยี ่ิงขึ้น เพราะสภาพบริบทของสังคมท่ี างกนั ก็ อม งผล อรูปแบบและ
ความคิดทางกฎหมายท่ี างกนั ไป วย
1.1.2 สำนักความคดิ กฎหมายธรรมชาติ (School of Natural Law)
นกั ปรชั ญาทางกฎหมายในสำนักความคดิ กฎหมายธรรมชาติเช่อื ากฎหมายนนั้ เกดิ ขนึ้ เองโดยธรรมชาติ (หรอื บางความเชอ่ื ก็คดิ ามาจากพระเ า) ไ มใี ครกำหนดหรือส าง
ขึ้นมา และจะยดึ ถือหลักการของเหตุผลและศลี ธรรมเ นพน้ื ฐาน ดังนน้ั นกั ปรชั ญาทางกฎหมายในสำนกั ความคิดนจี้ ึงมคี วามเหน็ ากฎหมายก็คอื การแยกแยะระห างส่ิงที่ผดิ กบั ส่งิ
ท่ีถูกออกจากัน และมนุษ างก็ โดยจติ สำนกึ อ แ ว าส่ิงดหี รือไ ดีโดยไ องมีตวั บทกฎหมายใด ๆ มากำหนด
1.1.3 สำนกั ความคดิ กฎหมาย าย านเมือง (School of Positive Law)
นกั ปรชั ญาทางกฎหมายในสำนักความคิดกฎหมาย าย านเมอื งเชอื่ ารัฐมอี ำนาจเด็ดขาดในการตรากฎหมายซึ่งถูกบญั ญัตขิ น้ึ ตามเจตจำนง ของรัฎฐาธิ ต * โดยกฎหมายที่
ออกมาบังคับใ นน้ั องมี อกำหนดทแ่ี นอน เ นระเบยี บ และมีประสทิ ธภิ าพ และระบบกฎหมายของประเทศไทยเองก็ไ รบั อิทธพิ ลอ างมากจากสำนกั ความคิดกฎหมายนี้ โดย
มีจุดเร่ิม นมาจากนกั เรยี นไทยท่ถี ูก งตัวไปเรียนที่องั กฤษ ซึ่งในขณะนนั้ ทฤษฎสี ำนักความคดิ กฎหมาย าย านเมืองของ John Austin ไ รับความนิยมมากในองั กฤษ
1.1.4 สำนักความคิดกฎหมาย ายคอมมวิ นิส (School of Communist Jurisprudence) SivounsunnsonnouonFnoison
นกั ปรัชญาทางกฎหมายในสำนกั ความคดิ กฎหมาย ายคอมมิวนสิ มอง ากฎหมายน้นั เ นผลสะ อนมาจาก nowisioniumsunnsorsunuationtainmsininionanninimon
แนวคิดทางเศรษฐกจิ และการเมืองของประเทศ ซ่ึง Karl Marx ไ มีแนวคดิ เรือ่ งของกฎหมายในระบอบ
คอมมวิ นสิ เอาไ า vomnnuawi.no annulwinnatasunnoinongoinniinnews
1. กฎหมายเ นผลผลติ ที่สะ อนมาจากระบบเศรษฐกิจและการเมอื ง npoinatowrosiousonisitenriminoots
2. กฎหมายคือเครอ่ื งมือที่ชนชัน้ ปกครองกำหนดขน้ึ เพอ่ื รักษาอำนาจของตน
3. ในการปกครองระบอบคอมมวิ นิส ทสี่ มบูร นนั้ กฎหมายจะไ มีความจำเ นและ
จะ อย ๆ เสื่อมสลายไป
1.1.5 สำนกั ความคิดกฎหมาย ายสงั คมวิทยา (School of Sociological Jurisprudence)
นักปรัชญาทางกฎหมายในสำนกั ความคดิ กฎหมาย ายสงั คมวิทยานั้นเห็น ากฎหมายทีด่ คี วรปรับใ เ ากับสภาพของสงั คม มีการคำนึงถงึ ขนบธรรมเนียมประเพณี หรอื
ระเบยี บอ่ืน ๆ ในสงั คม รวมไปถงึ วถิ ชี วี ิตของ คน ท้งั น้ี เพอ่ื ลดความขดั แ งระห างกฎหมายกับสังคม เพราะหากกฎหมายออกบงั คบั ใ โดยไ คำนงึ ถงึ บริบทของสังคมในรอบ
านแ วก็ อมเกิดความ นวายขน้ึ เพราะประชาชนก็จะ อ านกฎหมายเห านน้ั ทไ่ี คำนงึ ถงึ วีถปี ระชาชนแ เดิม โดย งเ นหาสาเหตกุ ารเกดิ ของกฎหมายอันเ นผลมาจากสงั คม
รวมไปถงึ ผลลพั ของสังคมเมอ่ื อ ภายใ กฎหมายเห านั้น
1.1.6 สำนักความคดิ กฎหมาย ายสัจจนิยม (School of Realist Jurisprudence)
นกั ปรัชญาทางกฎหมายในำสนักความคดิ กฎหมาย ายสจั จนิยมนน้ั งเ นหาคำตอบ าเหตใุ ดกฎหมายจงึ ถกู บัญญัตไิ เ นน้นั หรอื เหตใุ ด พิพากษาจงึ ตัดสินคดเี นน้ัน
โดยมกี ารใ ศาสต อ่ืน ๆ มาใ ในการวเิ คราะ หาคำตอบควบ วม วย เ น สถิติ หรือ จิตวทิ ยา เ น น สำนกั ความคิดนีส้ ามารถแ งออกไ เ น 2 ก ม คือ
1. สัจจนยิ มทางกฎหมายแบบอเมริกนั งหาความเชอ่ื มโยงทางกฎหมายเ ากบั จจยั วนบคุ คลของ พิพากษาและเ าห าทกี่ ฎหมาย
2. สจั จะนิยมทางกฎหมายก มสแกนดเิ นเวียน เชอื่ าประชาชนทำตามกฎหมายเพราะเ นเหตทุ างจติ วทิ ยาระห างสถาบันทส่ี างกฎหมายกบั สังคม
1.1.7 สำนกั ความคดิ กฎหมาย ายประวตั ศิ าสต (School of Historical Jurisprudence)
นักปรชั ญาทางกฎหมายของสำนักความคดิ กฎหมาย ายประวตั ิศาสต เช่ือ ากฎหมายมาจากเจตนารม ของคนในชาติ ดังน้ัน กฎหมายจึงจำเ น องสอดรับกบั ความ
องการของคนในประเทศ และยงั เชอ่ื กฎหมายท่ีบงั คับใ อ ใน จจบุ นั ก็เ นผลพวงมาจากประวตั ศิ าสต จงึ ยึดโยงรปู แบบของกฎหมาย า องมกี ารคำนึงถงึ ขนบธรรมเนียม
ประเพณีทีม่ ีมา อนห าและลกั ษณะนิสยั ของคนในชาติ วย โดยอาจสรปุ แนวคดิ ทส่ี ำคัญไ 3 อ ดังน้ี
1. ทฤษฎกี ฎหมาย เช่อื ารากฐานของกฎหมายคือจิตวญิ ญาณประชาชาติ (Volksgeits)
2. ทฤษฎวี ิวัฒนาการของกฎหมาย จากเหตุผลใน อ 1 ทเี่ ชอ่ื ากฎหมายมาจากจติ วญิ ญาณประชาชาตินั้น การพฒั นากฎหมายใ มีรปู แบบทถี่ ูก องก็ควร
ใ กระบวนการนิตบิ ัญญัตมิ แี นวทางการบัญญัตกิ ฎหมายจากความ ความเ าใจที่แตกฉานและลกึ ซ้ึง ไ ควรบญั ญตั กิ ฎหมายแบบหละหลวมโดยท่ีไ
เ าใจจติ วิญญาณประชาชาติอ างแ จรงิ
3. ทฤษฎี า วยนิติศาสต ซ่ึง งหาคำตอบและแนวทางในการศึกษานติ ศิ าสต ที่ดแี ละมีประสทิ ธภิ าพ
1.1.8 แนวโ มให ๆ ในการพัฒนาความคดิ ทางกฎหมาย
ใน จจบุ ันนั้น กระแสการพัฒนาความคดิ ทางกฎหมายเ นไปในลกั ษณะของการผสมผสานระห างปรัชญากฎหมาย ายธรรมชาติและปรชั ญากฎหมาย าย านเมอื งมากขนึ้
หรือสามารถเรยี กไ าเ นปรชั ญากฎหมาย าย านเมอื งแบบให อันมคี วาม งหมายในการปรับปรงุ กฎหมายใ เ นประโยช อสังคมใ ไ มากที่สดุ อันมีสาระสำคญั ดังนี้
1. ใ ถือ ากฎหมายระห างประเทศเ นกฎหมายทมี่ ผี ลบงั คับ
2. นำทฤษฎีความคิดของสำนักกฎหมาย ายธรรมชาตมิ าเขียนเ นลายลักษ อักษร เ น เรือ่ งสทิ ธิเสรภี าพในรฐั ธรรมนูญของประเทศ าง ๆ
3. กำหนดใ กฎหมาย าย านเมืองยอมอ ใ กฎหมายอนั เ นสากล (Jus Gentium) าง อันเ นผลมาจากการถือ ากฎหมายระห างประเทศเ น
กฎหมายตาม อ 1
4. ยอมรบั หลกั วติ รรกวาท (Rationalism) มาใ กบั หลักประจกั ษวาท (Empiricism) Rationalism empiricism
5. มกี ารยอมรับรัฎฐาธิ ต ของรัฐหน่งึ ๆ หากอง ประกอบของรฐั มคี รบ วน annononwinnition
Émwsmuwmemsn.name minnwnonusoumsniiwui.am
ตอนที่ 1.2 ความคิดในเชิงปรชั ญากฎหมาย
m
1.2.1 รฎั ฐาธิ ต
ในมุมมองของนกั กฎหมายในสำนกั ความคดิ กฎหมายหมาย าย านเมืองนนั้ เหน็ ากฎหมาย องมี อกำหนดทแ่ี นอน เ นรปู ธรรม และ องมาจากรฎั ฐาธิ ต ซึ่งหมาย
ถงึ อำนาจสงู สุดในการปกครองประเทศ จึงจะทำใ กฎหมายน้ันมีผลบงั คับใ คำสั่งของบคุ คลหรอื อง กรใด ๆ ท่ไี ไ มีอำนาจมาจากรัฎฐาธิ ต วนไ มีสภาพเ นกฎหมายไ
อ างไรก็ตาม การจะกำหนด ารัฎฐาธิ ต เ นใครน้ัน ก็ขน้ึ อ กบั ารฐั หรอื ประเทศน้นั มีระบบการปกครองแบบใด หากเ นระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าช รฎั ฐาธิ ต กค็ อื
กษตั ริ แ หากเ นระบอบประชาธปิ ไตย รัฎฐาธิ ต ก็คือประชาชน ทัง้ น้ี รฎั ฐาธิ ต เองก็ยังมี วนไ รบั อิทธพิ ลจาก จจยั ภายนอกอนื่ ๆ ไ เ น ศีลธรรมอนั ดี ความเชือ่ ทาง
ศาสนา การปฏวิ ัติโ น มอำนาจเดมิ ฯลฯ
1.2.2 ความยตุ ิธรรม
ยงั เ น อถกเถียงกันอ าแ จรงิ แ วความยตุ ิธรรมน้ัน องเ นไปตามบทบญั ญตั ิกฎหมายทีท่ ำข้ึนเ นลายลกั ษ อักษรเพียงอ างเดียวหรือไ และหากตดั สนิ คดโี ดยอาศัย
จากตวั บทกฎหมายเพยี งอ างเดยี วแ วการตัดสนิ คดนี น้ั อาจไ ยตุ ธิ รรม จะถอื าการพจิ ารณาคดีน้นั เ นธรรมหรือไ ทงั้ นี้ ในกฎหมายไทยซึ่งอาศยั ระบบประมวลกฎหมายอนั ยึดถอื
กฎหมายลายลกั ษ อักษรเ นหลักนน้ั กย็ ังพอเ ดโอกาสใ ใ ดุลยพินจิ ในการตคี วามไ อ าง านอำนาจทีม่ อบใ ในตวั บทกฎหมาย เ น ประมวลกฎหมายแ งและพาณิช
มาตรา 4 เ น น
1.2.3 ดลุ พนิ จิ ของ ใ กฎหมาย
ดงั เ นทีก่ าวมา าง น า กฎหมายบางมาตราก็เ ดโอกาสใ ใ ดุลยพนิ ิจในการพจิ ารณาคดีอ างภายในขอบเขตที่กฎหมายระบไุ ทั้งน้ีกเ็ พ่อื ความยืดห นและยตุ ธิ รรม
ดงั น้ันแ ว ดุลยพินจิ จึงเ น วนสำคญั มากในการอำนวจความยตุ ิธรรมทนี่ ักกฎหมายทกุ คนควรมี โดย งเ นวัตถุประสง "มโนธรรม ศีลธรรม และความ องการของสงั คม"
แ อ างไรก็ตาม ดลุ ยพินิจที่ดีกค็ วรมเี หตุผลมากำกบั
การใ ดุลยพนิ ิจน้นั วนมากคอื การชั่งนำ้ หนกั ระห างเหตุผลมากก า 1 อ างโดยมักใ จจัย 2 อ างในการเลือกอ างใดอ างหนึง่ ดังนี้
1. หาส่งิ ท่ีนิยมทำโดยทัว่ ไป (Popularity Test) หมายถงึ ตัวเลือกท่คี นทัว่ ไปมกั เลือกไปในทางนน้ั
2. หาส่ิงทด่ี ีท่ีสดุ (The Choic of Two Evils Teset) คือเลือกสิ่งที่มี อดมี ากก า และ อเสยี อยก า
1.2.4 การนับถอื กฎหมาย
การจะทำใ ประชาชนเคารพนับถอื กฎหมาย รัฐเองก็จำเ น องใ ความเคารพกฎหมาย วยเ นกัน เพราะไ มใี ครท่อี เหนือกฎหมายไ หรือก็คือหลกั นติ ริ ฐั นน่ั เอง ก าว
คือ หลักนติ ริ ัฐคอื การทีร่ ฐั ปกครองประเทศ วยศีลธรรมและนติ ธิ รรม เ าห าทีร่ ฐั องใ อำนาจที่ตนมอี างเ นกลาง (Neutrality) เสมอภาค (Equity) และเ นธรรม
(Fairness) เพ่ือ งหวงั ใ สงั คมไ ดำเนนิ ไปในทางท่ดี ที ี่สุด โดยมีหลกั สำคญั ของนิตริ ฐั ดังน้ี
1. หลกั การแ งอำนาจ ซ่ึงแ งอำนาจในการบริหารประเทศออกเ น ายนิติบัญญตั ิ ายบริหาร ายตลุ าการ
2. หลักการ มครองสทิ ธแิ ละเสรีภาพ
3. หลักความชอบ วยกฎหมายของ ายตลุ าการและ ายปกครอง
4. หลักความชอบ วยกฎหมายในทางเน้อื หา
5. หลกั ความเ นอสิ ระของ พพิ ากษา
6. หลกั ไ มคี วามผิดและไ มโี ทษโดยกฎหมาย
7. หลักความเ นกฎหมายสูงสุดของรฐั ธรรมนูญ
ในประเทศทเ่ี นนติ ิรัฐ จะมลี ักษณะดงั น้ี
1. กฎหมาย องอ เหนือสิง่ อ่นื ใดทงัี้ ปวง การกระทำ าง ๆ องเ นไปตามกฎหมาย
2. มกี ารกำหนดขอบเขตอำนาจห าทขี่ องรฐั และเ าห าทขี่ องรฐั ไ อ างแ นอน
3. ใ อสิ ระ พิพากษาในการดำเนินคดี ซ่งึ มีกำหนดเ นลายลกั ษ อักษรไ ในรัฐธรรมนญู
ตอนที่ 1.3 จจัยทีม่ ผี ล อการพัฒนาความคดิ ในทางกฎหมาย
1.3.1 ศาสนา
การเช่ือ งหลกั คำสอนและปฏิบตั ิตามระเบียบประเพณีของศาสนาถือ าเ นการก อมเกลาใ คนประพฤตติ ามกรอบทีศ่ าสนาวางเอาไ อนั เ นกรอบที่สังคมของศาสนานั้น
มอง าเ นส่ิงท่ีถูก องเหมาะสม กลับกัน คนทีไ่ ปฏบิ ัตติ ามกรอบศาสนาก็อาจถูกลงโทษ ถกู ตำหนิ เ น น ดงั นนั้ แ ว หลักปฏบิ ัตขิ องศาสนากม็ ีลักษณะค ายคลังกบั
กฎหมายใน จจบุ ัน ทั้งยงั มอี ทิ ธิพล อการยก างกฎหมาย วย
1.3.2 จารตี ประเพณี
จารีตประเพณี หมายถึง การกระทำที่คนในสงั คมยดึ ถอื และปฏบิ ตั ิ อเนอื่ งกนั มาเ นระยะเวลานานจนเ นเสมอื นบรรทดั ฐานของสงั คมหนึ่ง จารีตประเพณนี ้ันเกิดขึน้ มา
อนกฎหมายลายลักษ อกั ษร แ อ างไรก็ตาม ภายหลงั จากมีการบัญญัติกฎหมายลายลกั ษ อกั ษรแ ว จารตี ประเพณกี ย็ ังถูกบญั ญัติไ เ น วนหน่งึ ของกฎหมายบาง อ วยเ น
กัน
1.3.3 ความเหน็ ของนักปรชั ญาทางกฎหมาย
ความเหน็ ของนักปรชั ญาทางกฎหมายอาจเกดิ ไ จาก อโ แ ง อคดิ เหน็ ทม่ี ี อตวั บทกฎหมาย คำพิพากษา หรือระบบของกฎหมาย ซึง่ อาจะ งผล อการปรบั เปลีย่ น
กฎหมายของประเทศในลักษณะใดลักษระหน่ึง ยกตวั อ างเ น ความคดิ เหน็ ของ ศ. ดร.อมร จันทรสมบรู ท่มี ี อระบบการปกครองอนั งผลใ เกดิ การควบคมุ อง กร านการ
ปกครอง จัดตง้ั ศาลปกครอง รวมไปถงึ รฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เ น น
1.3.4 เหตุการ
เหตุการณทื ่เี กิดขึ้นในสงั คมก็ถือเ นอีก จจยั หนง่ึ ที่ งผลใ กฎหมายเกดิ ขน้ึ หรือเปล่ียนแปลงไปจากเดมิ ทง้ั น้ี ก็เพื่อเ ามาควบคุมเหตุการ ที่เกดิ ข้ึน ณ ขณะน้ัน เ น
พระราชบัญญัตคิ วามรับผดิ ทางละเมิดของเ าห าที่ พ.ศ. 2535 ซ่ึงมที ี่มาจากเหตุการ ที่เ าห าที่รัฐไ ก าลงมือปฏิบัตงิ านเพราะกลวั ความผดิ จากการท่ตี นอาจจะปฏิบัติงานผดิ
พลาดและ งผลใ เกดิ ความเสยี หายข้นึ จนตน องชดเชย าเสยี หายเห านั้นเอง
www.sina.miionaooriogogsoariwonionanowrison wannioninsojianinananonoinearioniosaounoigntomosternonomonanonionignwennonadjormataeonousnoooooeman
ones man arsonnonmoniousntioonnanoanonasatonnanausewnaFarsonamusement wagnossuiton
wanguanoruniga ueqwaudnniwsnensennoiwagoeimoo.tn
againI on.towww.gvnawusnnnoointnanownodwaednngreason'm
ignnnoNoonosgeNreonagnVvannTiaINoNoIN5IS8oMn iU7n18
a nguanabusanaussuna outosominanagennonausinaimongnaesownamoisononointougrariorinan
anoworionagouvonogoisono ngsatwtonoiin.twmiwanaosswowsneon
inventionÉsonannaginosnipanosmismonissioningonomownsnauganususonannulatonoomsnamoroussentoogooooonamaeutongroiosonaninnooooooo
aretoinonoanoguaranguanonialdondonanagnsiononotutoronagoer
toonareanoguionoussuma
I mainonisarinatorinoinennosainloisonsoonin
rawMansion'onaugionioorisanininues rivernsooniinaesonatwaloisomsoonsvantonatioonniowninning onionmsansionmagonognosionaduasion
inwhereineinaringnitiosannostsianasoton monsooant'nabasonadongoamo sonawrww.sina.oonwibriuatoonawooloisnonnnreg animation
a animusima
inainwaringswisonouunognulaionannseniananariantasiroovgrariorinanosoonnorinasmarsonatonosinsonnon nanominansontainunion
entomologismt ountaisninuationnominationswitneinetnaeraurinamoiwnsas twoonisitnisornoannonoiduaintanwiorioloisonaguain
nonunionnguanontmusuwabun.in
toinomanoonquanoonomusawatosinsenon asaw onusnoumenonwarninngoumena
gridnsoumenon
a mongoannoninuseousanorama
a mosinananionio
3 riotainnoriarinanninnemougominianino
a nonunioannswerssignatories
s mostaininuerrin
rostrumwe
nanoninsenounobu narwasnanenginestivanguanomolaemonomasoginseng
3 Aroraeinen
no onwww.oowninugotneinnouginnoosswnt nuousonannonsousnesoonnorinaumininoannonoanninguanonantoonioninisrinariannonino
biasnoguniveronongunnoena
a rearinugnionised
btwÉmmunarsonintuitionnosamorougiounsgonannourianrnetailorearootarvein otionannaoonsvanamerinarinetonnagnionaisionious
nanogenouemignmosannoniniarinarioominionteroidanguanonningrionsenialoinian
Iowans2 nossevouseasongreano
intounmingwaminatorianguanimineinuannoninusumationgamotnaminivonanriodoin ininarnnamonassigningnoseconseasonguanoino
womisarisinitarinan
Instninnguanonianinnominantinimumenoosevouseasongreano
ona womagnuanoagentcthecodeofHammurabi
ariasnewsassonangtunnsositogunrauroovinananangannonoonagooooowww.oeuoivsenoutuoiaoniongreanozsaniooinoinvariants
Intoninearionguanwoanna wasngneanoionranguwnonsouniangawnoon.at Insineununainons
a nguanosssin
ocBunionnoosoenuswrongness civlial wsinsomniawww.nosnontonoswomsnngrewnorauqnnan townsmen.im otoonwosriniuunguwnotoi
motion winsonanguanorosiningsevouseasonguanolwanasionesinivalvananannonomorioannguanorsaintinomenungannonomusant
nanoidanguanonvinoonewn omanising
Firmmonongreanorosannonoanogasevouseasongunno I anotion
in naganeovasion ngreanoanosnorionosusnnoor.su loinenswannonnon runnuncinanmoriogionsooseneinouseman plebeians patrician
tonsossionninguanoruinonionosinationinsiuentornewinnoomason Étonianguanonvoormitmananmswingnesnonitualinnation
menmsn.nsmonabivsennaiun.nu Intonations
is townsman
www.soso.msnioriuno iisonnooosenostm
iii onwnavnnsoowsnnnsni.tw
inmorinmo oana
usngaeanownerva
visnarennointens
witagronomiost n
Sausssonanonguanoanuinononostumomsingreanetainsoungagnosingainidaturator moreoverÉositorossionoongrennonia
Foriosonionomnangonannguanosuasionia againuransanamoosinananineannawonosointanganionosnononosoinnen
2 dressanguanonoswsonnoranton woroorisausannguanownworing antiquariavnariations annamenairiooms
and motorarenaanonasssassinationninnionnosinwamnam Inootunnguanoniutinoseasongannonoswsoniomiton
corpusjuriscivilisenebodyolfaw
usemonsoonassassinwsanna wronngameaint'ignaturroinguminanobudsonanngled ontnionasresoluorsion
Eloiatonioniauminarinaabianoognin
3 Uswoonugnionn'seriouasbouotne noinidadseasongreanonnisogiebusioniousnnoosannonsness addition
loinagainstaminaGaisonmassonn 98idagdjimwssi.rosaurian noonnagonanninibaine
4 Moonrisneaagnuano codification Yuri'sanomissionisiguanas mstarindseasonguanoloissana
budsmeters'bsroodmare'bsorn ontogonnmosnisangreanoanosossatianananasawwaiversbridreonounatuge
InannaIntuaerennnoomason Toninningreanoossana Gunnarson
nounal
hiatusunsausaanguanNITNaurianina notarindseasongreanotunatebrainweigmoothonnawanagbannone
nJust'osinvarianIn'aurin onointinrioonsounganoonoatabaoannonotad SoutherEnrinodreams
i onointibanoguanoriograban
ii n'oogganoudringuanowinnininewasnerabundaniou
iii rioguangoonsonananninautodonnelas
3 FabiannsoosenocommonLAW
inaseoungreanontainunonongrinoongreanotananansmanonestowriosenudseasonguano arionerinoinannanoorinanovannansiootionnan
so andSaeima addsineronfornsnaroannosisenungreanonounkin
is nananwinnan woot unorowionaignonadongo usonnaurisandpoinonobinguanonismusematrooni warrior
amarsonis unworainainsounsosoonan annianomeditwinnantununnannon Inisonoismaunas royacl ourts
intosausawinwnonosqwansuo.nwo insEnowstEniananananariannusssabation'satonnoninngreanonatu
lawn'Paignton's common einannstonsmanaonnnounooso Yassisneinemn onsoonagainmarinoemissions
ofnobubnonetavarianoonnonariourewinnestonia autoidangognorineadnuenuinnguanomineinawinnithe Doctrine Precedent
nmissionis it anaurasotanonanitaoosenansgunnano Instantonsgangsinginngomination
aretonnonetonianoannouison's
an vno nonatailoinnossw2 equity it'onnanaasounoisoonannonnnimset owannnesxina.govowoYwainnguanoangonnmuw'wowanuriaoinoisnminmo.mn
ofooooh usernantatnistingmnonimseiniononsoonamesmosswanonauunnamomosc court Chancery
Pusewearnanowaoootoontansmanagognuerinesinanandmodinoanomeinuation arisebnaidu.mnYoitvnanwononsow
lawannstansmananoonncaommon want ninettinovenanonianirabootmansmanaunuinonoanninotoniousnarwoson
Equity Éoninanaitussswarininent tanninsensignarenanoegoisssa
3 ununnnoongamoanoonoronos usunroonquainttgomanianinoonnguanonosowainsinantingentunnougomogisionitosannonaenoonnoinawannation
atan onstuntwomanmininugnioingnoring is sonunitionnonamontonuinanntmarinasson autonomous
Igna EnquanoringMoreandariurnndonomanoogionanniswomans'sanatoriumsriorinwannemanoonoiosoonnglainian
nineretnaoonistingrennandon awardmsouggdonomanoodseinerananasoonsungannoanosnomonosannon
4 Finannonoosevonognanooing
law1 noguanootanaton socialist awananwannonogreasontonatuatuitousnesongreanouransevaumognossantransiowmodogist
knownwoman unmainamananiaonaronognannigunointowauseronanooguia oionnommunionresnnguanoeinononatosis
granting innotedmanoeuvres
doorman nanagoisssasojuninnguanonnawoodnadauneriosonnnguanonignorandanosantnotoogonobinstinnos
wornnontamontinewoodnonia
a nonemotionaIsl lamiclaws sinuataginataloinsonaneinoanoronaureinsettournamon Insenhoodootoatonds amned
s tourinmg andarinsannonentanguano
5 untratanossinanionogravonogrand
NournisingMutantasnimatinngancoivillawmaenninanatonnorgnuanocommonlawtoisonanatononoo
www.oidsunnoonn bwownnanmainngneanonoodsunroingaetanadasinoorinannata airwnousequibonadovananannoneanoganamandat
58MW1 7n9'o7w8gn0as0m0a9En8u8nNUNoHf aneyno
osiongrono senunguanoguasionisongreanonsonnanonianennanuonanoinancountionomoersrooonioatmusemonebossa mom
arrestinrgeason'atuminensinitarosa begnatinisinesnaserosanndoonosengannstoniosannoneweonatanossatisonanteasinguionut
anonetronannonvariuresndseria ns.wauosmwnoousenoaainnguano
naw onusnetanononoinontainounginsmagncaartanoooo
notaginearionguanowson noguanontianquanosomanonnaangsoon
an room Inunonguanoanognoronostwoinosuguinoloononoitonin usernames tinninsersonannaboungnagunsmanngreano
bootentanguanonianisobaean moonawittansmanana
a renungreatooinngstmanstand
gamontaningsemaintanoniusnoonosingresnomusnomonosnoongontogsonanitionninnemorineanotoinossinuossatatonnorisengnanoneson
oddsnaannanotubeBsono'ssaguarmo ansions atonseasonquanosoman
nooooostenoonnaonannonmoniswaninarionalainouriosoiloingreanolno misogwasnoassoioodlmunoatnooinoann tomogamougonsenungreano
toserrations aaoinnguanosnome.on.as.r.az
oratorios n'Inassadressanguanourisananarioia mougonthingninganotoonsunquanolno
woronoanensonanonormona
3 Senudseasonguanetausebnalmed
civlial wsmingenumananguanguananganne onguanoanornodonostiononstantiwainanand www.enooonossgsonoiswwaebionomuse.int
coinv aawinnanamoinawnotiailomenangreanolailsinewali
onion atonnisitmoningemisoninguanoonaisanadaisonananein
spawnemd otorist
aggression
2woe ussina.net naongreanoiusennnmedgiot insemanneuggunounasoneinan inseusnsndoononsiuaoqsnin.instnore
s worsininena
4worsionavon
snonsense
6 onoion.netnonagenarian
8 Waal9766080,48880926778 8 0Unguanoyned
I SenonionnorEonomE
nothinrgeason'd
as mostnanoonsoona onionanaganosinwannionnananguanooinganguanooingnrion
strongman otiosannuseonatnutamoanninaitanontannan Founenmoronsion
among858AMreanonestonia anoinosenunonsonnailainseasonguanonoononongannoneinonoonnemosnonta abinannonomoutoninongonom
onoresilaitoianniniogniossionoongreanoorinin
Encinitasno antagonismsnoongreanoeinantribungressonatontailotomonnanananonoseinonaumnoinorin
InanimataeriasMostononominanoeinstooarin
a ontatontangreaned
Inandrogens
onanissanianonisatioanmorinoarson
omnivorouasgaisnwooninngonsationnaunnson
2 ononouns nounsenainonanosannonanised
a announcinngano oninetnousntononnanonans
notnanosominaninasnimanananomongnanonoonsernatnetaintaldlauwamoonoaria
3 noenaunstonnergon
Snotsanoenounottignanaintgaon www.a.nnaeanabnnisnnneanguano n'gainssionguanonrinoatornodsernamommunoonanaanannenosamonnogn
Gonnaoniouanorinogrosangnettanosinianoogros www.utolaioeinoysnmiomsbawosnstionarinso unattaigonanguanongaeanotoonantomanain
woodainasenowaningGojong n'douresnmousangrontainasaeoonnquanobearnetainmonosenvon's www.nasoonnqaeanoonaawannoianpiaa
msn.nqneaiooaontojooraaennoe.mn Gnastonsonanngreanernootioningreanoniosinanasionannondogna ononensoonngreanominionistason
Entoatmanoodsernatriaria
guanoPannonian eginongnanonosomognossa tailor's'nongreoninosnonwoodsoroninoonogatonogarito
4 renunaratnonabbaedoeboveronstannoning reared
anannanootiooonandanasennousnatonagoonosyaitoitronunisservanoningernoanno signa usernoatalaidogomons
wonYaginansoon
soonomonentangeanetainuossaugososovingootonwnoodsernanannonald staningadagontannguanooonanonoannguanoniaistoonwignon
no anmsn.onoznngaeanonnaniunlai.nameoariononogon 2540unionnoninnookasinguanonisnastariobiog
alainoiseongittouonanineninsenunsmami www.nsdsebtveromsnariobfngrewneonoolnon
dogininsoonwsunninnionioconmnionismatiousinoamununisionswww.iwvnswiunsnuoisiwusnrweowugiam sounsiomallauseinwarnasionolinguan
nn.mndoqintnnsoonwsu.wnwnnwnviniooonwnionus simonyunontiniwww.tiusinownsw
3.1 ท่มี าของกฎหมาย
3.1.1 ท่ีมาของกฎหมายระบบกฎหมายลายลกั ษณอ์ กั ษร (Civil Law System)
ในระบบกฎหมายลายลักษ์อกั ษรนนั้ จะยึดกฎหมายท่ีปรากฎเปน็ ลายลกั ษณอ์ ักษรเปน็ สำคัญ ดงั นั้น กฎหมายท่จี ะมาบงั คบั ใช้ต้องเปน็ กฎหมายที่ผา่ นการบัญญัตขิ ึ้นจาก
หนว่ ยงานทีม่ อี ำนาจตามกฎหมายเท่านัน้ ทั้งนี้ การออกกฎหมายใหค้ รอบคลมุ ทกุ อยา่ งนั้นเปน็ ไปได้ยาก ในบางกรณีน้นั กฎหมายลายลกั ษณอ์ กั ษรกม็ กี ารระบใุ นตวั กฎหมายให้
ใชน้ ำจารตี ประเพณีหรอื หลกั กฎหมายทวั่ ไปมาพจิ ารณาคดไี ดเ้ ช่นกนั ดังน้ัน จงึ อาจสรปุ ได้ว่าที่มาของกฎหมายระบบลายลกั ษณ์อกั ษรมาจาก 3 แหล่งคือ
1. กฎหมายลายลักษณอ์ ักษร
A. ประมวลกฎหมาย คือ กฎหมายลายลักษณอ์ กั ษรท่รี วบรวมกฎหมายจำพวกเดียวกนั มาไว้ทเี่ ดยี วโดยแยกเปน็ หมวดหมู่
B. รฐั ธรรมนูญ คอื กฎหมายสงู สุดของรฐั มเี น้ือหาในการกำหนดระเบยี บอำนาจสูงสุด
C. พระราชบญั ญัติ
a. พระราชบัญญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญ เช่น พระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมอื ง พ.ศ. 2541
b. พระราชบัญญัติท่วั ไป คอื กฎหมายทบ่ี ญั ญตั ิออกมาเฉพาะเร่อื ง และเป็นประเภทของกฎหมายทถ่ี กู ออกโดยฝ่ายนิติบญั ญตั ิมากท่สี ดุ
D. พระราชกำหนด คือ กฎหมายทฝี่ ่ายบรหิ ารเปน็ ผบู้ ญั ญัตขิ ้ึนโดยอาศัยอำนาจตามรฐั ธรรมนญู ใหอ้ อกได้เมื่อมสี ถานการณฉ์ ุกเฉิน โดยกษตั รยิ ์
จะทรงตราพระราชกำหนดใหใ้ ช้บังคับ และจะตอ้ งนำเข้าสภาเพ่ือพิจารณาอนุมัตโิ ดยเรว็ ซ่ึงอาจะเปน็ การประชุมสภาสมัยวสิ ามญั ก็ได้ ทั้งนี้
หากสภาไม่อนมุ ตั ิ พระราชกำหนดก็ส้ินผลทางกฎหมายไปได้เช่นกนั สามารถแบง่ วตั ถุประสงคไ์ ด้เป็น 2 กรณี ดังน้ี
a. เพอื่ เปน็ การรกั ษาความปลอดภัยของประเทศ
b. เพ่อื รักษาผลประโยชน์ของแผน่ ดิน อนั เนอื่ งเกีย่ วกับภาษีอากรหรอื เงินตราท่เี กดิ ขึน้ ระหว่างสมยั ประชุม ท่ตี ้องพจิ ารณาเปน็ การดว่ น
และลับ
E. พระราชกฤษฎีกา คอื กฎหมายอกี ประเภทหนงึ่ ทีฝ่ ่ายบรหิ ารสามารถบญั ญัติขึน้ ไดโ้ ดยอาศยั อำนาจตามพระราชบญั ญัติ เช่น พระราช
กฤษฎีกาจดั ต้งั ศาลแขวง แต่อย่างไรกต็ าม มพี ระราชกฤษฎกี าประเภทหนึง่ ทไ่ี มต่ อ้ งอาศยั อำนาจตามพระราชบญั ญตั ิในการจดั ทำ คอื พระ
ราชกฤษฎีกาเรียกประชมุ พระราชกฤษฎกี าขยายระยะเวลาประชุม และพระราชกฤษฎกี าปดิ ประชุมรัฐสภา เนื่องจากเปน็ กฎหมายแบบพธิ ี
F. กฎกระทรวง คอื กฎหมายทถ่ี ูกบญั ญัตขิ ึน้ จากฝ่ายบริหารอีกประเภทหนึ่ง โดยปกตจิ ะถูกบญั ญตั ขิ ึน้ โดยรฐั มนตรีวา่ การกระทรวงนัน้ ๆ
โดยมีวัตถปุ ระสงคใ์ นการจัดทำข้นึ เพ่อื ขยายความตามพระราชบัญญัตหิ รอื พระราชกำหนดซงึ่ เปน็ กฎหมายหลกั ใหก้ ารทำงานราชการน้นั เป็น
ไปอย่างถกู ตอ้ ง ชัดเจน คล่องตวั
G. เทศบัญญัติและกฎหมายที่ออกโดยองคก์ ารปกครองตนเอง เช่น อบต. อบจ. หรือองค์กรปกครองตนเองแบบพเิ ศษ (กรุงเทพและพทั ยา)
โดยอาศยั อำนาจตามพระราชบญั ญตั ใิ นการบญั ญตั กิ ฎหมายข้นึ ใช้ในทอ้ งถน่ิ นั้น ๆ เปน็ การเฉพาะ
2. จารตี ประเพณี : โดยในทีน่ ้หี มายถงึ จารตี ประเพณที ย่ี งั ไม่ถูกปรบั เป็นกฎหมายลายลักษณอ์ ักษร เพราะในบางกรณจี ารีตประเพณกี ถ็ กู นำมาบญั ญตั ิ
เปน็ กฎหมายไปบ้าง ซง่ึ การนำจารตี ประเพณมี าใช้ในการพิจารณาคดีนั้น ศาลไทยก็ไดว้ างหลกั วนิ ิจฉัยไวด้ งั นี้
A. ต้องมมี าอย่างยาวนาน
B. ตอ้ งเปน็ จารีตประเพณอี ันสมควร กลา่ วคอื ไม่ขัดตอ่ ความสงบเรยี บร้อยหรือศีลธรรมอนั ดขี องสังคม
C. ตอ้ งกำหนดสถานทแ่ี ละบุคคลทีเ่ กย่ี วขอ้ งไดแ้ นน่ อน คือ ไมม่ อี ยู่อยา่ งเล่อื นลอย หาทม่ี าท่ไี ปไม่ได้
D. ต้องไมข่ ดั กบั กฎหมาย
3. หลกั กฎหมายท่วั ไป
A. หลกั กฎหมายดั้งเดมิ คอื กฎหมายลาตนิ ท่ไี ด้รบั ชว่ งมาจากหลกั กฎหมายโรมัน อันเป็นกฎหมายท่มี ีอทิ ธิพลต่อกฎหมายในปจั จบุ ันทน่ี ิยมใช้กนั
แพรห่ ลายทวั่ ไป
B. หลักกฎหมายทแี่ ฝงอยู่ในบทกฎหมาย คอื หลักกฎหมายทีพ่ บจากการพจิ ารณาบทกฎหมายตา่ ง ๆ
a. นอกจากนี้ หลักกฎหมายทวั่ ไปกไ็ ม่จำเป็นต้องเปน็ หลักที่เกดิ ข้นึ แตเ่ ดิม อาจจะเป็นหลกั กฎหมายใหม่ท่ีอารยประเทศส่วนมากรบั รอง
กนั แล้วกไ็ ด้ ซง่ึ ประเทศท่รี ะบบการบญั ญัติกฎหมายล้าหลงั ก็สามารถนำไปปรับใชไ้ ปพลางก่อนได้
3.1.2 ท่มี าของกฎหมายในระบบกฎหมายไมเ่ ป็นลายลักษณอ์ กั ษร (Common Law System)
ในระบบกฎหมายไม่เปน็ ลายลักษณ์อักษรนน้ั มที ่ีมาจาก 5 แหลง่ ดงั น้ี
1. จารีตประเพณี : แต่เดมิ นั้นจารีตประเพณถี กู ใช้เปน็ เกณฑ์ในการตดั สินคดคี วามต่าง ๆ
2. คำพิพากษาของศาล : เนอื่ งจากศาลจะใชจ้ ารตี ประเพณเี ป็นเกณฑ์ในการตดั สนิ คดี และเมื่อส่ิงนนั้ ได้ถูกตัดสินแล้ว ก็เท่ากับวา่ วิธีการพจิ ารณานัน้ ก็
จะกลายมาเป็นบรรทัดฐานในการพจิ ารณาคดใี นลักษณะเดียวกันตอ่ ไปภายหลงั จึงกลายเปน็ เสมือนกฎหมายอย่างหน่งึ ไปโดยปริยาย
3. หลกั ยุตธิ รรม (Equity) : ซง่ึ เกดิ ข้นึ ภายหลงั เน่อื งจากการอาศยั เพยี งจารีตประเพณเี ป็นเกณฑใ์ นการตดั สนิ นน้ั ไม่อาจทำให้การพิพากษาคดที ุกคดี
ยตุ ิธรรมเสมอไป จงึ มกี ารนำหลักยตุ ธิ รรมขนึ้ มาเป็นเกณฑใ์ นการพจิ ารณาคดีควบคู่
4. กฎหมายลายลักษณอ์ ักษร : ถงึ แมว้ า่ ในระบบกฎหมายไม่เปน็ ลายลกั ษณ์อักษรแต่เดิมนน้ั จะอาศัยการพจิ ารณาคดจี ากจารีตประเพณีเปน็ หลัก แตภ่ าย
หลงั จากการปฏิวัติระบบศกั ดนิ าและเปลี่ยนมาเปน็ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแล้วนั้น รัฐสภาจึงกลายเป็นองค์กรนติ บิ ัญญตั ิที่ทำหน้าที่ตรา
กฎหมายลายลกั ษณอ์ กั ษรเพ่ือบงั คับใชใ้ นรัฐ ทั้งน้ีก็เพอื่ ใหก้ ารตัดสนิ คดคี วามของประเทศตนเองเท่าทนั ต่อสถานการณ์ทเ่ี ปลย่ี นแปลงไปอยา่ งรวดเรว็
จากแนวโนม้ ของโลก
5. ความคดิ เหน็ ของนกั นิติศาสตร์ : ในการพิจารณาคดีในระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณอ์ ักษรนน้ั นักนติ ิศาสตร์ทมี่ ชี อ่ื เสยี งกส็ ง่ ผลมากในการปรบั
เปลี่ยนแนวทางในการพจิ ารณาคดีโดยเฉพาะอยา่ งยิ่งนักนติ ิศาสตรท์ ีม่ ชี ่อื เสียงและเป็นทย่ี อมรับ
3.1.3 ทีม่ าของกฎหมายในระบบสงั คมนยิ ม (Socialist Law System)
ความจรงิ แลว้ กฎหมายของระบบสงั คมนิยมนั้นกถ็ อื วา่ เป็นกฎหมายลายลักษณอ์ ักษรอยา่ งหนึ่ง เน่อื งจากรฐั ท่ปี กครองด้วยระบอบคอมมวิ นสิ ตน์ ัน้ ยอ่ มต้องการควบคมุ ให้
ประชาชนในสังคมกระทำตามแนวทางที่รฐั กำหนดไว้ ดังน้ัน อาศัยจารีตประเพณีในการตัดสินคดีในระบอบคอมมิวนิสตน์ ้นั ยอ่ มเปน็ ไปไม่ได้ อย่างไรกต็ าม ถงึ แมว้ า่ กฎหมายของ
ระบบสงั คมนิยมจะเปน็ ลายลักษณอ์ ักษรเช่นเดยี วกับรัฐที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แตจ่ ดุ แตกตา่ งกนั ก็คือองค์ประกอบขององคก์ รทมี่ อี ำนาจในการบัญญัตกิ ฎหมายขึน้ มา
เพราะประเทศทีป่ กครองด้วยระบอบคอมมิวนิสตน์ ้ันไมไ่ ด้มาจากการเลอื กตงั้ แตเ่ ป็นพรรคคอมมิวนิสต์ทม่ี ีอำนาจในการปกครองประเทศเพยี งฝ่ายเดียว ดังนั้น การบญั ญัตกิ ฎหมาย
จึงกระทำขึ้นจากฝ่ายเดียว ไม่เหมอื นกบั ระบอบประชาธิปไตย
3.2 ประเภทของกฎหมาย
3.2.1 บทนำ
การแบง่ ประเภทของกฎหมายนน้ั สามารถจำแนกได้หลายอย่าง ข้ึนอยู่กบั วา่ จะใชเ้ กณฑ์อะไรมาเปน็ เคร่ืองมอื ในการแบ่งประเภทกฎหมาย ดงั นี้
1. แบง่ ตามลักษณะของเนอื้ หา
A. กฎหมายลายลกั ษณอ์ ักษร
B. กฎหมายทไี่ ม่เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร
2. แบ่งตามแหลง่ กำเนดิ
A. กฎหมายภายใน
B. กฎหมายภายนอก
3. แบ่งตามสภาพบงั คับ
A. สภาพบังคบั ทางอาญา
B. สภาพบังคับทางแพง่
C. สภาพบังคบั ทางปกครอง
4. แบ่งตามลกั ษณะการใช้
A. กฎหมายสารบญั ญัติ
B. กฎหมายวธิ ีสบญั ญตั ิ
5. แบง่ โดยถอื ฐานะและความสัมพันธร์ ะหว่างรัฐกบั ประชาชน
A. กฎหมายมหาชน
B. กฎหมายเอกชน
หรือการแบง่ ประเภทของกฎหมายภายนอก ซ่งึ เป็นกฎหมายระหวา่ งประเทศ กส็ ามารถแบ่งได้ ดังน้ี
1. กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดเี มอื ง
2. กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล
3. กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดอี าญา
3.2.2 ประเภทของกฎหมายภายใน
กฎหมายภายใน คือ กฎหมายที่บัญญตั ขิ ึ้นใช้ภายในประเทศ สามารถแบ่งตามประเภทได้ดงั นี้
1. แบ่งตามลกั ษณะของเน้อื หา
A. กฎหมายลายลกั ษณอ์ กั ษร : กฎหมายทถ่ี ูกบัญญตั ิขึ้นจากองค์กรที่มีอำนาจ
ให้บญั ญตั ิกฎหมายขน้ึ ได้ เช่น รัฐสภา (ฝ่ายนติ บิ ญั ญตั )ิ หรือ รฐั บาล
(ฝ่ายบรหิ าร) และองคก์ รปกครองส่วนท้องถิน่
B. กฎหมายทีไ่ มเ่ ป็นลายลักษณอ์ ักษร : กลา่ วคอื จารตี ประเพณีและหลักกฎหมายท่วั ไป แตท่ ง้ั น้ี ยงั รวมไปถงึ กฎหมายท่ีไม่ถูกเขยี นเปน็ ลาย
ลักษณ์อกั ษรด้วย (Unwritten Law) ซึ่งแฝงอยู่ในกฎหมายลายลกั ษณอ์ กั ษรในลกั ษณะของเจตนารมย์ของบทกฎหมาย
2. แบ่งตามสภาพบังคบั : คำวา่ สภาพบังคบั (sanction) หมายถงึ โทษทางกฎหมาย
A. สภาพบงั คับทางอาญา : หมายถงึ โทษอยา่ งใดอยา่ งหน่งึ หรอื หลายอยา่ งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ดงั ต่อไปน้ี
a. ประหารชีวิต
b. จำคกุ
c. กักขงั
d. ปรับ
e. ริบทรัพยส์ นิ
B. สภาพบงั คับทางแพง่ : ในบทบญั ญตั ิทางกฎหมายแลว้ ไมม่ ีมาตราใดบญั ญตั สิ ภาพบังคบั ทางแพ่งไว้โดยตรงดงั เช่นสภาพบงั คับของกฎหมาย
อาญา แต่ทั้งน้ี กอ็ าจสงั เกตุไดจ้ ากบทบัญญัตใิ นประมวงกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น การกำหนดให้เปน็ โมฆะหรือโมฆียะ การบงั คบั ให้
ชำระหน้ี การให้ชดใชค้ ่าเสยี หาย หรือการทีก่ ฎหมายบังคบั ใหท้ ำอย่างใดอยา่ งหน่ึงเพ่ือความเปน็ ธรรม
C. สภาพบังคับทางปกครอง : ตามพระราชบัญญตั วิ ธิ ปี ฏบิ ัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 น้นั ได้กำหนดสภาพบังคบั ทางปกครองไวใ้ น
กรณที ี่มกี ารฝ่าฝืนขอ้ ห้าม หรือไมป่ ฏิบัตติ ามขอ้ กำหนดไว้ ซง่ึ การกระทำหรือไม่กระทำเหล่าน้ันไมไ่ ดส้ ่งผลกระทบร้ายแรงต่อความสงบ
เรียบรอ้ ยของสังคม ความมนั่ คงของรัฐ หรอื ส่ิงแวดลอ้ ม รวมทัง้ ไมผ่ ดิ ศีลธรรมร้ายแรง โดยถือว่าเปน็ การกระทำผิดเล็กนอ้ ยเพียงเท่านนั้
ไม่ใชค่ วามผดิ อาญา และผทู้ ี่ฝ่าฝนื หรือไม่ปฏบิ ตั ิตามจะมีโทษปรับในอตั ราทก่ี ำหนดไว้
3. แบง่ ตามลักษณะการใช้
A. กฎหมายสารบัญญตั ิ คอื กฎหมายทม่ี เี น้ือหาต่าง ๆ เช่น ระบกุ ารกระทำท่ผี ดิ กฎหมาย ระบสุ ิทธิ หน้าท่ี และความรบั ผิดของบคุ คลที่
เกย่ี วข้องกับเรอื่ งที่กฎหมายจะควบคมุ หรือค้มุ ครองประโยชนข์ องประชาชน ซงึ่ ก่อใหเ้ กดิ สภาพบงั คับท่รี ฐั บังคบั ใหเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายท่ี
กำหนดข้นึ มา
B. กฎหมายวิธีสบญั ญตั ิ คอื กฎหมายท่รี ะบุวธิ ีการและหลกั เกณฑ์การนำกฎหมายสารบญั ญตั ไิ ปใช้ รวมไปถงึ ขั้นตอนการดำเนินการทาง
กฎหมาย เจ้าหน้าที่ที่เก่ยี วข้อง ฯลฯ
4. แบ่งโดยถือฐานะและความสมั พันธ์ระหว่างรฐั กบั ประชาชน
A. กฎหมายมหาชน คอื กฎหมายทีก่ ำหนดความสัมพันธร์ ะหวา่ งรัฐกับประชาชน โดยรัฐใช้เปน็ เครอื่ งมือในการควบคมประชาชนเพอื่ ใหส้ งั คม
เปน็ ระเบียบเรยี บร้อย มคี วามสงบสขุ เช่น
a. รัฐธรรมนญู ซึง่ กำหนดหลักการใช้อำนาจอธิปไตย หน้าทแี่ ละสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชน
b. กฎหมายปกครอง ซ่งึ แบ่งสว่ นงานราชการเพอื่ บรหิ ารประเทศในดา้ นตา่ ง ๆ
c. กฎหมายอาญา ซงึ่ กำหนดโทษทางอาญาซ่ึงมาจากความผิดทส่ี ่งผลกระทบต่อความสงบเรียบรอ้ ยของบ้านเมือง
d. กฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา เพื่อเป็นแนวปฏิบตั ิในการดำเนินคดีอาญา
e. หรือพระราชบญั ญตั บิ างฉบบั เป็นตน้
B. กฎหมายเอกชน คอื กฎหมายทกี่ ำหนดความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเอกชนและเอกชน โดยรฐั ไมม่ ีส่วนเก่ยี วข้อง โดยวางกรอบเอาไวใ้ หป้ ฏิบตั ติ าม
เพื่อความเปน็ ธรรม โดยประชาชนสามารถสรา้ งความสนั พนั ธ์ตอ่ กันในรปู แบบของนิติกรรมสญั ญาได้ ซ่งึ จะมผี ลผกู พนั ตอ่ ค่กู รณีท้งั หมดท่ี
เกยี่ วขอ้ ง ซ่งึ จะมีกฎหมายรับรองค้มุ ครองให้กรณที ี่คกู่ รณีทง้ั หลายปฏิบัตติ ามหลกั ทีว่ างไว้ครบถว้ น
3.2.3 ประเภทของกฎหมายภายนอก
1. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดเี มอื ง คือ กฎเกณฑ์ ข้อบังคบั ทีเ่ ปน็ ข้อตกลงระหวา่ งรัฐในการถอื ปฏิบตั ิระหว่างกันซึง่ ถอื ว่าเป็นนติ ิบคุ คลประเภท
หนง่ึ กฎหมายประเภทน้ีอาจเกิดขึ้นไดร้ ะหวา่ ง 2 รฐั หรือมากกวา่ เชน่ กฎบตั รสหประชาชาติของประเทศในกลุ่มสหประชาชาติ (United Nations)
สนธสิ ญั ญาไปรษณีย์สากล ขอ้ ตกลงเรื่องการคา้ เสรรี ะหวา่ งไทยและออสเตรเลยี (FTA) ขอ้ ตกลงเร่ืองการค้ากบั องค์การคา้ โลก (WTO) หรือ
การนำจารีตประเพณมี าถอื เปน็ กฎหมายระหว่างประเทศ เชน่ หลักปฏบิ ตั ใิ นการแต่งตงั้ เอกอัครราชทตู ในการลำดบั ความสำคัญของกฎหมายระหว่าง
ประเภทแผนกคดีเมอื งเช่นนี้ ถอื เอาจำนวนของประเทศที่เก่ยี วขอ้ งเป็นหลัก หากสนธิสญั ญามีจำนวนประเทศเข้ารว่ มมาก ยอ่ มมคี วามสำคัญมากกวา่
สนธสิ ัญญาระหวา่ ง 2 ประเทศ ท้งั น้ี นกั กฎหมายบางสว่ นก็มีความเห็นวา่ กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีเมืองเช่นน้ีไม่ถือเป็นกฎหมาย เพราะไมม่ ี
สภาพบงั คับ และไมม่ ีองคก์ รใดที่มอี ำนาจใหป้ ระเทศแตล่ ะประเทศกระทำตามกฎได้ คงเพยี งไวแ้ ค่การกดดันผา่ นการบีบบงั คบั ด้านตา่ ง ๆ เท่าน้ัน
2. กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีบคุ คล คือ กฎเกณฑ์ ข้อบังคบั ท่ีว่าดว้ ยความสัมพันธ์ระหวา่ งบุคคลหรือเอกชนในตา่ งรฐั เพอ่ื เปน็ กฎหมายกลางทีใ่ ช้
ไม่ใหเ้ กดิ การได้เปรยี บหรือเสยี เปรียบจากการบงั คับใช้กฎหมายของรฐั ใดรัฐหน่งึ ในประเทศไทยมีพระราชบญั ญัติว่าดว้ ยการขัดกันแหง่ กฎหมายซ่งึ ใช้
กำหนดการใช้กฎหมายบงั คบั แก่ความสมั พันธ์ในเชิงกฎหมายของบคุ คลทีอ่ ยใู่ นประเทศไทยกบั บุคคลทอี่ ยูใ่ นรัฐอ่ืน ๆ
3. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดอี าญา คือ ข้อตกลงรว่ มกนั ระหว่างรัฐในการมอบอำนาจใหศ้ าลของรฐั หน่งึ สามารถตัดสินคดีอาญาของบุคคลที่ได้
กระทำผิดนอกประเทศได้ ทงั้ นี้ เพื่อเปน็ ร่วมกนั ปอ้ งกนั และปราบปรามการกระทำผดิ ทางอาญา รวมถงึ ความรว่ มมอื ในการส่งผรู้ า้ ยข้ามแดน ซ่งึ หมาย
รวมถงึ การทบ่ี คุ คลกระทำผดิ อาญาในประเทศแตห่ ลบหนีไปตา่ งแดน หรือการทบี่ ุคคลของรัฐหนึง่ กระทำผดิ อาญาในตา่ งประเทศด้วย
ลำดับศักด์ิระหว่างกฎหมายภายในและกฎหมายภายนอกน้ัน โดยปกตแิ ลว้ หากไม่มกี ารบญั ญัติไวใ้ หก้ ฎหมายภายในมีลำดบั ศกั ดสิ์ ูงกว่ากใ็ ห้ถือเอากฎหมายภายนอกมลี ำดบั
ศกั ดิ์สงู กวา่ ดังนน้ั กฎหมายภายในทเี่ ก่ยี วข้องกค็ วรปรบั เปลยี่ นใหเ้ ป็นไปตามกฎหมายภายนอกด้วยเชน่ กนั
3.3 ศักดข์ิ องกฎหมาย
3.3.1 การจัดลำดับความสำคญั ของกฎหมาย
กฎหมายต่าง ๆ ท่อี อกมาบงั คับใช้ในประเทศนั้นมาจากองค์กรทแี่ ตกตา่ งกัน ไมว่ า่ จะเปน็ ฝา่ ยนติ บิ ญั ญัติ ฝ่ายบรหิ าร หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่ เน่อื งจากการจะ
ใหร้ ัฐสภาเป็นผอู้ อกกฎหมายแต่เพยี งผ้เู ดยี วน้ันยอ่ มใหเ้ กดิ ความล่าชา้ และไม่คล่องตวั ดงั น้ัน จงึ มีพระราชบญั ญตั ิมอบอำนาจให้องคก์ ารดา้ นบริหารท้งั ส่วนกลางและท้องถิ่นสามารถ
ออกกฎหมายลกู บทซ่งึ ไมข่ ัดต่อกฎหมายที่มลี ำดับศักด์ิสูงกวา่ ได้เพ่อื ความคลอ่ งตัวในการบริหารจัดการราชการให้เปน็ ไปตามวตั ถปุ ระสงคแ์ ละกรอบของกฎหมายหลัก ดว้ ยเหตผุ ลท่ีว่า
1. การออกกฎหมายจากฝ่ายนิติบญั ญตั คิ วรเป็นเรอ่ื งท่เี ปน็ หลักสำคญั เท่านัน้
2. ช่วยให้ฝ่ายนติ ิบัญญตั ทิ ่นุ เวลา ไมต่ ้องออกกฎหมายลกู บททีม่ รี ายละเอียดปลกี ยอ่ ย
3. การมอบอำนาจให้องคก์ รท่ีเกี่ยวข้องมีอำนาจในการออกกฎหมายลกู บทตามแนวทางของกฎหมายหลกั ไดเ้ องย่อมให้การดำเนนิ งานราชการมี
ประสิทธิภาพและสอดคล้องกับการปฏิบัติงานขององค์กรมากกวา่
4. การมอบอำนาจให้องค์กรท่เี กีย่ วข้องมอี ำนาจในการออกกฎหมายลูกบทไดเ้ องมีความคลอ่ งตวั กวา่ การเสนอร่างกฎหมายผา่ นทางรัฐสภา
การจดั ลำดับศักดิข์ องกฎหมายในประเทศไทยสามารถแบ่งไดด้ งั น้ี
1. รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทย คือ กฎหมายทกี่ ำหนดรปู แบบของการปกครองและระเบยี บบริหารประเทศ นโยบายของการบรหิ ารประเทศ
ตลอดจนสิทธิ หน้าทขี่ องประชาชนพลเมอื งในประเทศ รัฐธรรมนูญมลี ำดบั ศกั ดท์ิ างกฎหมายสูงสดุ ดงั น้นั จะมกี ฎหมายอ่ืนใดมาขดั กบั รัฐธรรมนูญ
ไม่ได้ กฎหมายอืน่ ๆ ทอ่ี อกมาต้องสอดคล้องกับแนวทางและนโยบายที่เขยี นไวใ้ นรฐั ธรรมนูญ
2. พระราชบัญญตั แิ ละกฎหมายอ่ืน ๆ ในลำดับศกั ดเิ์ ดียวกนั
A. พระราชบญั ญัติ คือ กฎหมายท่พี ระมหากษตั ริยไ์ ดล้ งพระปรมาภิไธยบังคับใชเ้ ปน็ กฎหมาย ผ่านความเหน็ ชอบของรัฐสภา ซงึ่ เป็นตวั แทนของ
ประชาชนในฐานะเจา้ ของอำนาจอธิปไตยของประเทศ พระราชบญั ญัตแิ ละประมวลกฎหมายนั้นเป็นกฎหมายทีม่ ลี ำดับศักดริ์ องลงมาจาก
รฐั ธรรมนูญ ทง้ั มหี ลักการที่กระทบต่อสิทธิและเสรภี าพของประชาชน อยา่ งไรก็ตาม
B. ประมวลกฎหมาย คือ การออกกฎหมายโดยปกตินั้นจะออกเปน็ พระราชบัญญตั เิ สมอ แตใ่ นกรณที ่ีกฎหมายน้ันเกี่ยวข้องเช่ือมโยงกนั หลาย
เร่ือง ก็อาจออกเปน็ ประมวลกฎหมายได้ โดยตอ้ งมพี ระราชบัญญัตริ บั รองใหใ้ ช้อีกทาง
C. พระราชกำหนด คอื กฎหมายทพี่ ระมหากษตั ริย์ไดล้ งพระปรมาภไิ ธยบังคับใช้เปน็ กฎหมาย ตามคำแนะนำของคณะรฐั มนตรี โดยมลี ำดับ
ศักดเิ์ ทยี บเทา่ กับพระราชบญั ญัติ แต่การออกพระราชกำหนดนัน้ จะเกิดข้ึนเฉพาะในกรณีเร่งด่วนเพือ่ รกั ษาไวซ้ ง่ึ ความปลอดภัย ความมน่ั คง
และผลประโยชน์ของประเทศเท่าน้ัน เมื่อตราพระราชกำหนดขึ้นแลว้ จะตอ้ งนำเสนอตอ่ รฐั สภาภายในระยะเวลาอันสัน้ ตามทรี่ ฐั ธรรมนญู
กำหนดไว้ หากรฐั สภาอนุมตั ิก็จะกลายสภาพเป็นเสมือนพระราชบญั ญัติ หากรฐั สภาไมอ่ นุมตั ิ พระราชกำหนดฉบับนัน้ กม็ ีผลสนิ้ สดุ ทาง
กฎหมายไป แต่ไมก่ ระทบถงึ การต่าง ๆ ทไ่ี ดก้ ระทำไปแลว้ ก่อนรฐั สภาไมอ่ นุมตั ิตามพระราชกำหนดน้นั
D. พระบรมราชโองการ คอื พระบรมราชโองการทีพ่ ระมหากษัตริยป์ ระกาศใหใ้ ช้บงั คับเสมอื นพระราชบญั ญัตผิ า่ นการกราบทลู เสนอจากคณะ
รัฐมนตรี ดังนนั้ ลำดบั ศกั ด์ิของประกาศพระบรมราชโองการจึงเทียบเทา่ กบั พระราชบัญญัติ และมผี ลคงอย่ตู ลอดไปจนกว่าจะมกี ารยกเลกิ
โดยอาศยั อำนาจของพระราชบัญญัตหิ รือกฎหมายอื่น ๆ ท้ังน้ี ในรัฐธรรมนญู ปจั จบุ ันไม่ได้มอบอำนาจใหพ้ ระมหากษัตริยส์ ามารถออก
กฎหมายในรูปแบบนไ้ี ด้แล้ว
3. พระราชกฤษฎีกา คอื กฎหมายทีพ่ ระมหากษัตรยิ ์ได้ลงพระปรมาภิไธยบังคับใชเ้ ปน็ กฎหมาย ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี เปน็ กฎหมายทฝี่ า่ ย
บริหารสามารถออกไดโ้ ดยอาศยั อำนาจแหง่ กฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่ง หรอื จากการท่พี ระมหากษัตรยิ ท์ รงใช้อำนาจตราขึน้ เป็นพเิ ศษโดยไมข่ ดั กับ
กฎหมาย ดงั นนั้ พระราชกฤษฎกี าจงึ มีลำดับศกั ดนิ์ ้อยกว่าพระราชบญั ญัติหรือกฎหมายทีเ่ ทียบเทา่ พระราชกฤษฎกี านโ้ี ดยท่วั ไปแลว้ จะเปน็ กฎหมายท่ี
กำหนดรายละเอยี ดเพิ่มเติมจากพระราชบัญญตั ิหรอื พระราชกำหนด ดังนัน้ ฝ่ายนติ ิบญั ญตั จิ งึ ท่นุ เวลาในการออกกฎหมายนี้ เพราะไม่จำเปน็ ต้อง
พจิ ารณารายละเอยี ดอ่ืน ๆ นอกเหนือไปจากนโยบายในกฎหมายหลัก และจึงมอบอำนาจใหฝ้ า่ ยบริหารสามารถออกพระราชกฤษฎกี าเองได้ ซ่งึ มี
ความสะดวกกว่าเพราะฝา่ ยบริหารสามารถกำหนดรายละเอยี ดในทางปฏบิ ตั ไิ ด้เอง ไม่ต้องผา่ นการอนุมตั จิ ากรฐั สภาอย่างเช่นพระราชบญั ญัติ ท้งั นี้
ยงั มพี ระราชกฤษฎกี าประเภทหนง่ึ ทอ่ี อกโดยอาศยั อำนาจตามรัฐธรรมนญู ซ่ึงมีลำดบั ศกั ดสิ์ งู กว่าพระราชกฤษฎีกาทีอ่ อกโดยอาศยั อำนาจจากพระราช
บัญญตั ิ คอื
a. พระราชกฤษฎีกาเปดิ หรือปิดสมัยประชมุ สภา
b. พระราชกฤษฎีกายุบสภา
4. กฎกระทรวง คือ กฎหมายท่รี ัฐมนตรผี ูร้ กั ษาการตามพระราชบญั ญตั ิหรือพระราชกำหนดเป็นผู้ออกโดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายหลกั ท่กี ำหนดให้
รฐั มนตรีสามารถออกกฎหมายในเรอื่ งใดเรอ่ื งหน่ึงขึน้ ได้ ซงึ่ ถือวา่ เปน็ กฎกระทรวงเป็นกฎหมายท่อี อกจากฝ่ายบริหารเช่นเดยี วกบั พระราชกฤษฎีกา
แตม่ ขี ้อแตกต่างเรอื่ งของความสำคญั ของเนอื้ หาในกฎหมาย โดยหากเปน็ กฎหมายทมี่ ีเนื้อหาสำคญั มากก็อาจออกเปน็ พระราชกฤษฎีกา และหากมีความ
สำคัญรองลงมาจงึ จะออกเป็นกฎกระทรวง ทงั้ น้ี ยงั สามารถออกเกณฑ์ในทางปฏบิ ตั ิในรูปแบบของระเบยี บ ข้อบงั คับ หรือประกาศได้เพือ่ ความ
สะดวกในการบริหารงาน
5. ขอ้ บัญญตั จิ ังหวัดและกฎหมายอน่ื ๆ ในลำดบั ศกั ดิ์เดียวกัน
A. ข้อบัญญัตจิ งั หวดั คอื กฎหมายทอี่ งคก์ ารบริหารสว่ นจังหวดั สามารถออกใชใ้ นภายในจงั หวดั ไดโ้ ดยอาศยั อำนาจตามพระราชบญั ญตั ิองคก์ าร
บริหารสว่ นจงั หวดั เพื่อใหอ้ งคก์ รสามารบรหิ ารจดัการบรกิ ารสาธารณะ และดูแลทุกข์สุขของประชนในจังหวัดไดด้ ้วยตนเอง แตจ่ ะมขี อบเขต
ของกฎหมายเฉพาะในพ้นื ท่ีจังหวดั ตนเองเท่านัน้
a. สำหรับกรุงเทพมหานครและพัทยาเป็นเขตองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ พิเศษทีม่ ขี ้อบัญญตั ิกรงุ เทพมหานครและข้อบัญญตั เิ มอื งพัทยา
เปน็ ของตนเอง โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญตั กิ รุงเทพมหานคร และพระราชบัญญตั เิ มืองพัทยา
B. เทศบัญญัติ คอื กฎหมายที่เทศบาลสามารถออกใช้ไดโ้ ดยอาศยั อำนาจตามพระราชบญั ญัติเทศบาล มวี ัตถปุ ระสงคเ์ ชน่ เดียวกับข้อบัญญตั ิ
จังหวัด ทั้งนี้ เทศบาลสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทตามจำนวนประชากรในพื้นท่ี คอื
a. เทศบาลตำบล
b. เทศบาลเมือง
c. เทศบาลนคร
C. ข้อบงั คับองค์การบรหิ ารสว่ นตำบล คอื กฎหมายท่ีองคก์ ารบริหารส่วนตำบลสามารถออกใช้ไดโ้ ดยอาศยั อำนาจตามพระราชบญั ญตั ิองคก์ าร
บรหิ ารส่วนตำบล มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ ชน่ เดยี วกบั ขอ้ บัญญตั จิ งั หวดั และเทศบญั ญัติ
ทง้ั นี้ ประกาศของคณะปฏวิ ตั กิ ็ถือว่าเป็นกฎหมายเชน่ เดียวกนั แมว้ า่ ไมม่ กี ารลงพระปรมาภไิ ธย ดงั เชน่ ประกาศยกเลกิ รฐั ธรรมนญู ของคณะปฏวิ ตั ิมีลำดบั ศักดเิ์ ท่ารัฐธรรมนูญ
ประกาศของคณะปฏิวัตทิ แ่ี ก้ไขเพ่มิ เตมิ หรอื ยกเลิกพระราชบญั ญตั มิ ลี ำดับศกั ด์เิ ทา่ พระราชบัญญัติ ประกาศของคณะปฏวิ ตั ิทแี่ ก้ไขเพ่มิ เติมหรือยกเลิกพระราชกฤษฎีกามีลำดับศักดเิ์ ท่าพระ
ราชกฤษฎีกา กรณีตัวอยา่ งเช่น การถือเอาประกาศของคณะปฏิวตั ฉิ บับท่ี 164 ลงวนั ที่ 15 มถิ ุนายน 2515 ทมี่ อี ำนาจใหย้ กฐานะแผนกวิชานิติศาสตร์ของจฬุ าลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั เปน็ คณะ จากเดิมท่ีตอ้ งมกี ารออกเปน็ พระราชกฤษฎีกาตามข้ันตอนปกติ ดงั นน้ั เลยถอื ว่าประกาศของคณะปฏวิ ัตใิ นเรอ่ื งน้มี ศี กั ดิเ์ ทา่ กับพระราชกฤษฎกี า
3.3.2 ประโยชนข์ องการจัดลำดบั ของกฎหมายตามศกั ด์ิ
การลำดบั ศักดขิ์ องกฎหมายมปี ระโยชนน์ นั้ นอกเหนอื เปน็ การควบคุมไม่ให้กฎหมายทมี่ ีลำดับศักด์ิต่ำกวา่ ขัดกับกฎหมายท่มี ลี ำดับสงู กว่า หรอื เพือ่ ความคลอ่ งตวั ในการ
บริหารราชการแผน่ ดินแลว้ นั้น ยงั มปี ระโยชน์ในกรณที ี่มีการแกไ้ ขหรือยกเลกิ กฎหมายใดกฎหมายหน่ึงดว้ ย เพราะการแก้ไขหรือยกเลกิ กฎหมายตอ้ งอาศัยอำนาจจากกฎหมายทีม่ ี
ลำดับศกั ดิ์เท่ากนั หรอื สูงกวา่ เท่าน้ัน
บทนำ
การออกกฎหมายน้ันเกี่ยวขอ้ งกับศาสตรอ์ ื่น ๆ อยา่ งหลีกเล่ียงไมไ่ ด้ ทัง้ น้กี เ็ พอ่ื นำความรเู้ หล่านั้นมาบญั ญตั เิ ป็นตัวบทกฎหมายและบังคบั ใชแ้ กป่ ระชาชนทัว่ ไปใหเ้ ป็น
ประโยชน์ต่อประชาชน สงั คม ประเทศ และเพอื่ ให้เกิดความยตุ ธิ รรมตอ่ ทุกฝ่ายมากที่สุด ซ่งึ โดยทัว่ ไปแลว้ การจะออกกฎหมายเรอ่ื งใดเรือ่ งหนง่ึ น้ัน ก็มกั จะมีสถานการณ์ที่
เกย่ี วข้องที่สง่ ผลกระทบต่อประชาชน สงั คม หรือประเทศชาตเิ กิดขึ้น ทำใหร้ ัฐตอ้ งเข้ามาควบคุมผ่านการรา่ งกฎหมายเพม่ิ เติมเพ่ือแกไ้ ขปญั หาน้นั ซ่งึ อาจจะเปน็ เรือ่ งใดเรื่องหนึง่ ก็ได้
ที่มีผลกระทบมาก ๆ ต่อสงั คม
นอกเหนอื ไปจากการออกกฎหมายเพราะเหตผุ ลจากเหตุการณ์ทเ่ี กิดขน้ึ อนั ส่งผลกระทบตอ่ สังคมและประเทศชาตแิ ลว้ การออกกฎหมายกย็ งั เป็นการออกกฎหมายเพือ่
วางแผนอนาคตไว้ไดด้ ้วยเช่นกัน เชน่ การคาดการณส์ ถานการณจ์ ำนวนประชากรในอนาคตท่ีอาจจะมมี ากเกดิ ไปของประเทศจีนจนตอ้ งมกี ฎหมายออกมาควบคมุ อตั ราการเกดิ ของ
คนในประเทศ เป็นตน้
ตอนที่ 4.1 กฎหมายกับประวตั ศิ าสตร์
4.1.1 ความสัมพนั ธ์ระหว่างกฎหมายกบั ประวัติศาสตร์
การศึกษาประวตั ศิ าสตร์นน้ั เปน็ การศกึ ษาเร่อื งราวท่มี าทีไ่ ปของเหตกุ ารณ์ทเ่ี คยเกิดขน้ึ ในอดีต ซึ่งอาจจะใชค้ วามรูน้ นั้ ในการหาเหตผุ ลของเหตุการณใ์ ดเหตกุ ารณห์ น่งึ กไ็ ด้
และเมอื่ เข้าใจแลว้ กส็ ามารถศกึ ษาเปรยี บเทยี บเหตุการณ์นน้ั ว่ามีโอกาสที่จะเกิดขนึ้ อกี หรอื ไม่ จะเกดิ ข้ึนอีกเมื่อใด และจะแกไ้ ขรับมือได้อยา่ งไร ทง้ั ยังให้เขา้ ใจถงึ เจตนารมย์ของ
กฎหมายนน้ั ๆ ได้ดียง่ิ ข้ึน ส่งผลต่อการตคี วาม แปลความบทบัญญัตแิ ห่งกฎหมายไดด้ ีกวา่ โดยประวัตศิ าสตรก์ ฎหมายสามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คอื
1. ประวัตศิ าสตร์กฎหมายสากล ซึ่งพูดถึงการกำเนิดของกฎหมายในยคุ ฮัมมูราบีซ่ึงเปน็ จดุ เริม่ ต้นของการมปี ระมวลกฎหมายเมอ่ื 5,000 ปกี อ่ น หรือ
ยคุ โรมันซึง่ เปน็ ตน้ ฉบับของประมวลกฎหมายเม่อื 3,000 ปกี อ่ น และยังเปน็ ต้นแบบของหลักกฎหมายแพง่ และพาณิชยข์ องไทยในปจั จุบัน เนอ่ื งจาก
หลักกฎหมายทกี่ ลา่ วถงึ ในสมยั นนั้ มคี วามเปน็ ธรรม จึงยังสามารถนำหลักน้นั มาใชไ้ ดจ้ นกระทงั่ ถงึ ปจั จบุ นั เช่น การครอบครองโดยปกปกั ษ์
(Adverse Possession) ของระบบกฎหมาย Common Law หรือหลักเรอื่ งการได้กรรมสทิ ธิ์โดยอายคุ วาม (Acquisition of Ownership by
Prescription) ของระบบกฎหมาย Civil Law ท่พี ดู ถึงเรือ่ งการให้กรรมสทิ ธิ์ตกเป็นของผูค้ รอบครองทรัพยส์ ินทไี่ มถ่ ูกนำมาใช้งานใหเ้ กิดประโยชน์
จากเจ้าของทรัพย์สนิ เดมิ
2. ประวตั ศิ าสตรก์ ฎหมายไทย เรม่ิ ตัง้ แตส่ มัยพ่อขุนรามคำแหงอันเปน็ จดุ เรมิ่ ต้นของกฎหมายไทยทเี่ ป็นลายลักษณอ์ ักษรบนศิลาจารกึ ไปจนถึงการ
เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย ซึง่ เปลี่ยนองค์กรทีอ่ อกกฎหมายจากกษัตริย์เป็นรัฐสภาอนั เปน็
ตวั แทนของประชาชน ตวั อยา่ งการเปลีย่ นแปลงกฎหมายทีเ่ ก่ยี วข้องกับประวัตศิ าสตรใ์ นประเทศไทยทเี่ ห็นไดช้ ัดคอื ช่วงของรัชกาลที่ 4 และ 5 ซงึ่
เปน็ ช่วงล่าอาณานิคมจากชาติตะวันตก จงึ ก่อใหเ้ กดิ การเปลย่ี นแปลงแก้ไขกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพง่ และวธิ พี ิจารณาความอาญา จนชาตติ ะวนั ตกยอมรบั และยกเลกิ สทิ ธิสภาพนอกอาณาเขตของตนเองที่ใหช้ าวตา่ ง
ชาติในประเทศไทยไมต่ อ้ งถกู ควบคุมโดยกฎหมายไทย ณ ขณะนน้ั
4.1.2 การศึกษาประวัตศิ าสตรใ์ นเชงิ วเิ คราะหเ์ พื่อใช้ในการร่างและปรับปรงุ กฎหมาย
การเรยี นรู้ประวัติศาสตร์เพือ่ หาจดุ เชือ่ มโยงกับกฎหมายตามหัวขอ้ ที่ผ่านมาอาจเป็นการศกึ ษาเพยี งแค่ผิวเผนิ เทา่ นนั้ หากไมม่ กี ารวิเคราะหถ์ ึงปจั จัยตา่ ง ๆ ทีส่ ง่ ผลกระทบต่อ
สังคมใหส้ ามารถรสู้ าเหตุทแี่ ทจ้ รงิ ได้ รวมไปถึงแนวทางการรบั มือต่อเหตุการณ์เหลา่ นัน้ เพอื่ ปรับใชใ้ นอนาคตให้เหมาะสมทีส่ ุด ยกตวั อย่างเชน่ การร่างรัฐธรรมนูญในชว่ งการ
เปล่ยี นแปลงการปกครองจากระบอบสมบรู ณาญาสทิ ธริ าชย์เป็นประชาธปิ ไตยนั้นจำเป็นอยา่ งยง่ิ ที่ต้องทำความเข้าใจประวตั ิศาสตร์ และบริบททางการเมอื งการปกครอง ซ่ึงจะนำไป
สกู่ ารวเิ คราะห์ปจั จยั ทเี่ ก่ียวข้องได้อย่างแมน่ ยำและมีประสทิ ธิภาพ และจงึ จะทำให้การรา่ งรฐั ธรรมนญู ทเ่ี ป็นไปในแนวทางเดียวกับสภาพบ้านเมืองอย่างแทจ้ รงิ เกดิ ข้นึ ได้ เพราะการ
ปกครองดว้ ยระบอบประชาธิปไตยทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพนั้น ประชาชนตอ้ งเข้าใจถงึ หลักการของระบอบประชาธปิ ไตย ตอ้ งตระหนักถงึ สิทธิ เสรีภาพ และหน้าทีข่ องตนเอง ทุกคนตอ้ ง
เทา่ เทยี มกันทางกฎหมาย ไม่มีระบบอปุ ถมั ภ์ ไม่ถกู รัฐเลอื กปฏบิ ัติ ไมถ่ ูกครอบงำดว้ ยอำนาจและอทิ ธิพล มิฉะน้นั การทป่ี ระชาชนจะมีสทิ ธิ เสรีภาพ และใชส้ ิ่งน้ันอย่างอสิ ระก็ย่อม
เปน็ ไปไม่ได้ เพราะตอ้ งอยูภ่ ายใตอ้ ำนาจเหลา่ น้ันครอบงำอยเู่ สมอ และหากสภาพสงั คมของประเทศไทยยังเป็นอยแู่ บบน้ัน กเ็ ปน็ การยากทจ่ี ะทำใหเ้ กิดเสรีภาพในระบอบ
ประชาธปิ ไตยอย่างเช่นชาตปิ ระชาธปิ ไตยต้นแบบในตะวนั ตกเช่นกัน
ดังน้นั การศกึ ษาประวัติศาสตร์จงึ มปี ระโยชน์ทีจ่ ะทำให้เขา้ ใจสภาพสังคม แลว้ นำมาเป็นพ้นื ฐานในการพิจารณากฎหมายที่ใชใ้ นขณะนน้ั หรือการยกร่างกฎหมายใน
ปัจจุบนั มีกรณที ีน่ า่ สนใจทีเ่ กี่ยวข้องกบั การวิเคราะหป์ ระวตั ศิ าสตร์และกฎหมายดงั นี้
1. การกำหนดคุณสมบตั สิ มาชิวุฒิสภาในรฐั ธรรมนญู พ.ศ. 2540 ซ่งึ ใหส้ มาชิกวฒุ ิสภามอี ายขุ ัน้ ต่ำเพียง 35 ปี และตอ้ งมาจากการเลอื กตงั้ ซงึ่ ขัดกบั
ประวตั ศิ าสตรแ์ ต่เดิมทสี่ มาชกิ วฒุ สิ ภามาจากการแต่งตง้ั บคุ คลที่มคี ณุ วฒุ ิสงู อาจจะเปน็ ข้าราชการหรอื เอกชนก็ได้ โดยปกตนิ ้นั จะมอี ายุ 50-60 ปี
เพอ่ื ให้บคุ คลเหล่านั้นทบทวนความเหมาะสมของกฎหมายท่ีมาจากรฐั สภาก่อนบงั คบั ใช้เป็นกฎหมายตอ่ ไป
2. วิกฤตกิ ารเงนิ พ.ศ. 2540 ทตี่ ้องวิเคราะหห์ าเหตุผล ปัจจัยตา่ ง ๆ อนั จะนำไปสูก่ ารออกกฎหมายเพื่อควบคุมดูแลไมใ่ ห้เกิดเหตุการณน์ ัน้ อีกใน
อนาคต
3. จดุ เรมิ่ ตน้ ของกฎหมายแรงงานทีม่ าจากแรงงานในเหมืองถ่านหนิ ในสหรฐั อเมริกาเพ่ือเป็นขอ้ ตกลงในการทำงานทเ่ี ป็นธรรม ไดค้ า่ ตอบแทนทเ่ี หมาะ
สม สวสั ดิการทีเ่ พยี งพอ มีการกำหนดช่ัวโมงทำงานทพ่ี อดี เพ่อื ใหแ้ รงงานเหลา่ นน้ั มีอำนาจต่อรองตอ่ เจา้ ของกจิ การได้ ท้ังนี้ ก็ไมไ่ ดใ้ ห้ประโยชน์
ต่อแรงงานเพยี งฝา่ ยเดียว กฎหมายแรงงานก็ยงั ใหค้ วามยตุ ธิ รรมกบั เจ้าของกจิ การดว้ ยเช่นกันเพื่อหาจดุ ตรงกลางทีล่ กู จ้างและเจ้าของกิจการจะ
สามารถหาขอ้ ตกลงรว่ มกนั ให้การดำเนินงานไมต่ อ้ งไดร้ ับผลกระทบจนก่อใหเ้ กิดความเสยี หาย ซ่งึ แตเ่ ดมิ นั้น กฎหมายแรงงานมีขึ้นเพือ่ ลดความขัด
แย้งระหว่างลกู จ้างและเจา้ ของกิจการ แต่ประเทศไทยนน้ั สหภาพแรงงานท่มี าจากรฐั วิสาหกิจกลับมีขึน้ โดยแย้งกบั เจตนารมยเ์ ดมิ ของกฎหมายน้ี
เพราะเจา้ ของกิจการไม่ไดเ้ ปน็ หน่วยงานเอกชน ผบู้ รหิ ารรัฐวสิ าหกจิ ก็ไมใ่ ช่เจา้ ของกจิ การ จึงอาจไม่มีความขัดแยง้ ระหวา่ งลกู จา้ งกับเจา้ ของกิจการดัง
เช่นเอกชน หากสหภาพแรงงานเรยี กร้องขอค่าจ้างเพ่ิม ผบู้ รหิ ารรฐั วิสาหกิจเห็นชอบใหเ้ พิ่มเพราะตนก็จะได้คา่ จ้างเพม่ิ ขึ้นไปด้วย เปน็ ตน้
5.3.4 การเขยี นความเหน็ แยง้ ในคําพพิ ากษาหรอื การใหค้ วามเหน็ ทาง
กฎหมาย
ในการพจิ ารณาคดหี รอื การใหค้ วามเหน็ ทางกฎหมายสําคญั ๆ จะมีการจดั ตงั คณะบุคคลในการ
พจิ ารณาคดนี ัน ๆ เพอื รว่ มถกเถยี ง วิเคราะห์ และพจิ ารณาคดี ทังนี กเ็ พอื ใหก้ ารพจิ ารณาคดีนนั เปน
ไปอย่างรอบคอบและครอบคลุมมากทีสุด การลงมตโิ ดยเอกฉันทก์ ็จะยดึ จากเสียงข้างมากวา่ การ
พจิ ารณาคดีนันควรเปนไปแนวทางใดมากกว่ากนั อย่างไรกต็ าม กฎหมายวธิ พี จิ ารณาคดีสว่ นใหญก่ ็
กาํ หนดใหก้ รรมการเสยี งข้างนอ้ ยเขยี นความเหน็ แย้งเพือประโยชน์ในการทบทวน หรตื รวจสอบคาํ
พิพากษาได้
ในประเทศไทย คงมเี พียงการใหผ้ พู้ พิ ากษาเขยี นแสดงความเหน็ ไวใ้ นหมายเหตุทา้ ยฎีกาเพอื แสดง
ความคิดเหน็ ว่าตนเหน็ ด้วยหรอื ไมอ่ ย่างไรเท่านนั ต่างจากระบบกฎหมายคอมมอนลอวท์ ีนอกเหนือ
จากคาํ พพิ ากษาโดยเสียงขา้ งมากตามปกติแลว้ กย็ งั ใหม้ ีการเขียนเหตุผลของผพู้ พิ ากษาคนอืนรว่ ม
ไปด้วย ไมว่ า่ จะการเหน็ ด้วยแตจ่ ากเหตุผลอืน ๆ (Concurring Opinion) หรอื ความเหน็ แยง้
(Dissenting Opinion) ก็ตาม
วตั ถปุ ระสงค์
อธบิ ายเกยี วกับความสําคัญของเหตผุ ลในกฎหมายได้
อธิบายเกียวกับการวิเคราะหห์ าเหตุผลในกฎหมายได้
อธบิ ายเกียวกบั เหตผุ ลในการวินจิ ฉยั คดแี ละการใหค้ วามเหน็ ทางกฎหมายได้
หนว่ ยที 5 การใชเ้ หตผุ ลในทางกฎหมาย 9
⚖
หนว่ ยที 6 กฎหมายกบั การพฒั นาสงั คม
Class 40101
Created @August 17, 2021 7:01 PM
Materials
Property
Reviewed
Type Lecture
สารบญั 1
สารบญั
บทนํา
ตอนที 6.1 กฎหมายกับหลกั ประกันสทิ ธิ เสรภี าพ
6.1.1 สิทธมิ นษุ ยชน
6.1.2 หลักประกนั สิทธิ เสรภี าพตามกฎหมายรฐั ธรรมนูญ
6.1.3 กฎหมายกับสงั คม
ตอนที 6.2 กฎหมายกับการควบคุมสงั คม
6.2.1 กฎหมายกับความสงบเรยี บรอ้ ยในสังคม
6.2.2 กฎหมายกบั ความเปนธรรมในสงั คม
หนว่ ยที 6 กฎหมายกับการพัฒนาสังคม
6.2.3 กฎหมายกับการแก้ไขปญหาในสงั คม
ตอนที 6.3 กฎหมายเกยี วกับการพัฒนาสงั คม
6.3.1 กฎหมายกบั การพัฒนาการเมอื ง
6.3.2 กฎหมายกบั การพฒั นาเศรษฐกิจ
6.3.3 กฎหมายกบั การพฒั นาสงั คม สิงแวดล้อม
ตอนที 6.4 กฎหมายกับสังคมยคุ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
6.4.1 กฎหมายกับงานด้านวิทยาศาสตร์
6.4.2 กฎหมายกับคอมพิวเตอร์
6.4.3 กฎหมายกบั การวิจยั ทางวทิ ยาศาสตร์
6.4.4 กฎหมายกบั สิงแวดล้อมในอนาคต
วัตถปุ ระสงค์
บทนาํ
สังคมมนุษย์ยอ่ มเปลียนแปลงตลอดเวลา และโดยปกตแิ ล้วมนษุ ย์กย็ อ่ มต้องการเปลียนไปในวถิ ที ีดี
ขนึ ดังนัน การพัฒนาสังคมจึงหมายรวมถึงการเปลยี นแปลงของสังคมในทกุ ๆ ด้าน ไม่ไดจ้ าํ กัด
เฉพาะเรอื งของวัตถุนิยมเทา่ นัน แตย่ งั หมายรวมถึงของจิตใจของคนในสงั คมดว้ ย และเมือสังคม
เปลยี นไป กฎหมายทีใชเ้ ปนเครอื งมอื ควบคุมสังคมนนั ก็ตอ้ งเปลยี นแปลงใหเ้ หมาะสมกับสภาพสงั คม
ณ ตอนนนั หรอื หากมองในอกี มมุ หนงึ กฎหมายก็มีสว่ นชว่ ยใหส้ งั คมสามารถดําเนินตอ่ ไปขา้ งหนา้ ได้
เช่นกนั เพราะเมอื กฎหมายมกี ารเปลยี นแปลงวา่ สงิ ใดสามารถทําไดแ้ ล้ว การประพฤติของคนในสังคม
นันก็ยอ่ มเปลียนไปตามเมือได้รบั สิทธิใหก้ ระทําเช่นนนั อาจจะสรปุ ได้ว่ากฎหมายกับการพฒั นาสงั คม
นันเปนสิงทีต้องควบคู่กันไปเสมอ
ตอนที 6.1 กฎหมายกบั หลกั ประกนั สทิ ธิ เสรภี าพ
กฎหมายเปนเครอื งมอื เดียวทีสามารถรบั รองถึงสทิ ธแิ ละเสรภี าพของบุคคลได้ และการพฒั นาคนใน
สังคมกย็ อ่ มเกดิ ขนึ ได้เมอื มีหลกั ประกนั นีแลว้
6.1.1 สทิ ธมิ นษุ ยชน
สิทธมิ นุษยชน สทิ ธิ สิทธติ ามธรรมชาตขิ องบุคคลทกุ คนอนั เกยี วเนอื งถงึ คุณค่าและ
ศักดิศรขี องความเปนมนษุ ย์ ความเท่าเทยี มกนั ของมนษุ ย์ทกุ คนโดยไม่
ถกู แบง่ แยกจากเพศ เชอื ชาติ สญั ชาติ ศาสนา ฐานะ ฯลฯ
สทิ ธิ (Rights) ประโยชนท์ มี นุษย์ทกุ คนพงึ มีพงึ ได้ตามหลกั ธรรมชาติทเี กดิ มา
หนว่ ยที 6 กฎหมายกบั การพฒั นาสงั คม 2
เสรภี าพ (Freedom) อสิ ระทีมนุษยส์ ามารถทีจะกระทาํ ได้ตามกรอบของศีลธรรมความดี อันไม่
เปนการลว่ งลาํ สิทธขิ องผอู้ ืน
ศักดศิ รขี องความเปน คณุ คา่ ของความเปนมนษุ ยข์ องทกุ คนทมี ีอย่างเท่าเทยี มกนั ดังนัน จงึ ไม่
มนษุ ย์ (Human ควรมใี ครโดนเหยียดหยามศักดิศรคี วามเปนมนุษยข์ องใคร ไม่ว่าจะเปน
Dignity) ทางกายหรอื จติ ใจ
ความเสมอภาคและ ความเทา่ เทยี มกนั ในการปฏบิ ตั ิต่อมนษุ ย์คนใดคนหนงึ โดยไมส่ นใจสถานะ
การเลอื กปฏิบัติ หรอื ความแตกต่าง
(Equality and
Discrimination
องค์การสหประชาชาติได้จัดทาํ ข้อตกลงเรอื งปฏญิ ญาสากลวา่ ด้วยสทิ ธมนษุ ยชนขึนเมอื พ.ศ. 2491
อันเปนข้อตกลงในการเปนมาตรฐานสาํ หรบั ประเทศสมาชกิ ในการถือปฏิบตั แิ ละส่งเสรมิ คุ้มครองสิทธิ
มนุษยชนใหเ้ ปนไปตามเจตนารมณ์ ซึงประเทศไทยก็ไดท้ าํ ขอ้ ตกลงนีมาตังแต่เรมิ แรกและกลายมาเปน
ขอ้ ผูกมดั ทเี กยี วเนอื งตอ่ กฎหมายระหว่างประเทศ โดยมเี นอื หาสาระสําคญั ยกตัวอย่างเชน่ สิทธใิ นตัว
บุคคล สทิ ธใิ นทรพั ยส์ นิ สทิ ธใิ นครอบครวั สทิ ธใิ นการถอื สญั ชาติ สิทธิในการแสดงความคิดเหน็ สทิ ธิ
ในการศึกษา สทิ ธใิ นการครองชีพ สทิ ธิความเสมอภาค เปนตน้
6.1.2 หลกั ประกนั สทิ ธิ เสรภี าพตามกฎหมายรฐั ธรรมนญู
สิทธเิ สรภี าพของประชาชนตอ้ งมหี ลักรบั รองตามกฎหมาย ดังเช่น ประเทศไทยไดก้ าํ หนดสิทธแิ ละ
เสรภี าพของประชาชนไวท้ ุกเรอื งในรฐั ธรรมนญู พ.ศ. 2540 และยงั ไดก้ ําหนดความเปนมนษุ ยข์ อง
ประชาชนไทยไว้ในรฐั ธรรมนูญว่า
"การใชอ้ ํานาจโดยองคก์ รของรฐั ทุกองค์กรตอ้ งคาํ นงึ ถงึ ศักดศิ รคี วามเปน
มนษุ ย์ สทิ ธแิ ละเสรภี าพตามบทบัญญตั ิแห่งรฐั ธรรมนญู (มาตรา 26) บคุ คล
ยอ่ มอ้างศักดิศรคี วามเปนมนษุ ย์ หรอื ใชส้ ทิ ธแิ ละเสรภี าพของตนไดเ้ ท่าทไี ม่
ละเมิดสทิ ธิและเสรภี าพของบคุ คลอืน ไม่เปนปฏิปกษต์ ่อรฐั ธรรมนญู หรอื ไม่ขดั
ต่อศีลธรรมอนั ดขี องประชาชน"
ในรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทยได้กําหนดสทิ ธแิ ละเสรภี าพของประชาชนไว้หลายกรณี เช่น 3
1. สิทธแิ ละเสรภี าพในชีวติ และรา่ งกาย
2. สทิ ธใิ นครอบครวั เกียรตยิ ศ ชือเสยี งในสว่ นตวั
หนว่ ยที 6 กฎหมายกับการพัฒนาสงั คม
3. เสรภี าพในเคหสถาน 4
4. เสรภี าพในการเดนิ ทาง เลอื กถนิ ทอี ยู่
5. เสรภี าพในการสอื สาร
6. เสรภี าพในการถือศาสนา
7. เสรภี าพในการแสดงความคิดเหน็ การพูด การเขียน การพมิ พ์ การโฆษณา และการสอื ความ
หมาย
8. เสรภี าพในทางวิชาการ
9. เสรภี าพในการชมุ นุม
10. เสรภี าพในการรวมกัน
11. เสรภี าพในการตงั พรรคการเมอื ง
12. สิทธิในทรพั ย์สิน
13. เสรภี าพในการประกอบการงาน
14. กระทาํ การเกณฑแ์ รงงานไมไ่ ด้
15. สทิ ธิรบั บรกิ ารสาธารณสุข
16. การค้มุ ครองเด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครวั คนพกิ าร
17. สทิ ธทิ จี ะได้ประโยชนจ์ ากทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ แวดล้อม
18. การคุม้ ครองผูบ้ รโิ ภค
19. สทิ ธิรบั ทราบข้อมลู หรอื ข่าวสาธารณะ
20. สิทธิมีสว่ นรว่ มในการปกครอง
21. สิทธใิ นการรอ้ งทกุ ข์
22. สทิ ธิฟองหน่วยงานของรฐั
การจาํ กดั สิทธิและเสรภี าพของบุคคลทีรฐั ธรรมนญู รบั รองไว้จะกระทาํ ไมไ่ ด้ เว้นแต่โดยอาศยั อาํ นาจ
ตามบทบญั ญตั ิแหง่ กฎหมายเฉพาะเรอื ง ดังเช่น มาตรา 26 แหง่ รฐั ธรรมนูญกําหนดไวว้ า่
"การตรากฎหมายทมี ผี ลเปนการจาํ กัดสทิ ธิหรอื เสรภี าพของบุคคลตอ้ งเปนไป
ตามเงือนไขทีบญั ญัติไว้ในรฐั ธรรมนูญ ในกรณีทรี ฐั ธรรมนูญมิไดบ้ ัญญตั ิ
เงือนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวตอ้ งไม่ขัดต่อหลักนติ ธิ รรม ไม่เพมิ ภาระหรอื จํากดั
หนว่ ยที 6 กฎหมายกบั การพฒั นาสงั คม
สทิ ธหิ รอื เสรภี าพของบคุ คลเกินสมควรแกเ่ หตุและจะกระทบตอ่ ศักดศิ รคี วาม
เปนมนุษย์ของบคุ คลมไิ ด้ รวมทงั ต้องระบเุ หตผุ ลความจําเปนในการจํากดั สทิ ธิ
และเสรภี าพไวด้ ว้ ย
กฎหมายตามวรรคหนึง ตอ้ งมผี ลใช้บังคับเปนการทวั ไป ไมม่ งุ่ หมายให้ใชบ้ งั คบั
แกก่ รณใี ดกรณหี นงึ หรอื แกบ่ ุคคลใดบุคคลหนงึ เปนการเจาะจง"
ทงั นี ถึงแมว้ ่ารฐั ธรรมนูญจะกําหนดใหป้ ระชาชนมีสทิ ธแิ ละเสรภี าพในหลาย ๆ เรอื งได้อย่างเตม็ ที แต่
รฐั ธรรมนญู กบ็ ญั ญตั กิ ารจาํ กัดสทิ ธแิ ละเสรภี าพบางประการไว้เหมอื นกนั เช่น หา้ มไม่ใหบ้ ุคคลใดลม้
ล้างการปกครองหรอื ใหบ้ ุคคลหรอื กล่มุ บุคคลใดไดอ้ าํ นาจในการปกครองประเทศมาอย่างไม่ถูกตอ้ ง
เปนต้น
6.1.3 กฎหมายกบั สงั คม
มนุษย์อยูร่ วมกันเปนสงั คมเพือแลกเปลียนปจจยั ในการดาํ รงชีพ ทังดา้ นการสือสาร การเมอื ง
เศรษฐกจิ และเทคโนโลยตี า่ ง ๆ ดงั นัน เพือใหส้ งั คมดาํ เนนิ ไปด้วยความและควบคุมความประพฤติ
ของคนในสังคมใหเ้ ปนไปในทางเดยี วกัน ตลอดจนเพอื ใหเ้ กดิ ความสงบเรยี บรอ้ ยในสังคมนัน มนษุ ย์
จงึ กําหนด ปทสั ถานทางสังคม (Social Norms) ขึนเพือใหค้ นในสงั คมยดึ ถือปฏบิ ัติตาม ปทสั ถาน
อย่างหนงึ ทีมีความสาํ คญั ต่อสังคมนันกค็ ือกฎหมาย
การศึกษาสภาพของสังคม หมายถงึ สงั คมโลกทีประกอบไปด้วยวัตถุและจิตใจ
การศกึ ษาสภาพของกฎหมายกฎหมายซึงเปนเครอื งมอื อยา่ งหนึงทใี ชค้ วบคมุ การดาํ เนินชวี ิต
ของคนในสังคม เพอื ใหค้ นในสงั คมประพฤตติ นอยูก่ รอบเกณฑท์ กี ําหนดไว้ หากกระทําผิดก็
จาํ เปนต้องมีบทลงโทษตามกฎหมาย และเมือสงั คมเปลยี นไป กฎหมายกย็ ่อมจําเปนตอ้ งเปลยี น
ตามเพือใหท้ นั ตอ่ สถานการณใ์ นขณะนนั หากมกี ารกระทําใดทีกฎหมายไมไ่ ดค้ วบคุมไว้ กอ็ าจจะ
กลายมาเปนช่องว่างทางกฎหมายใหบ้ ุคคลใช้ชอ่ งทางนนั ประพฤติผิดกไ็ ด้ ดงั นนั การรบั มอื การ
เปลยี นแปลงอยา่ งรวดเรว็ ของสงั คมอยา่ งหนงึ กค็ อื การบัญญตั ิกฎหมายใหค้ รอบคลมุ เหตุการณ์
ทีจะเกิดขนึ ในอนาคต ซึงเปนแนวทางทีดกี ว่าการรอใหม้ เี หตุการณเ์ กิดขนึ กอ่ นแล้วจึงออก
กฎหมายตาม
ตอนที 6.2 กฎหมายกบั การควบคมุ สงั คม
การทมี นษุ ยอ์ ยู่รว่ มกนั เปนสังคมนันย่อมเกดิ ความขัดแย้งกันเสมอ เพราะเหตุผลของบุคคลแตล่ ะ
บุคคลนนั ไม่เหมือนกัน การกาํ หนดหลักเกณฑห์ นึงขึนมาเปนบรรทดั ฐานใหค้ นในสังคมถอื ปฏบิ ตั ินนั
เปนสิงทีจําเปนทีจะทาํ ใหส้ ังคมนันเกดิ ความสงบสขุ เรยี บรอ้ ย กฎหมายกเ็ ปนหนึงในระเบียบกฎเกณฑ์
เหล่านนั ทีมีสภาพบังคบั ใช้กบั บุคคลทุกคนในสงั คม การประพฤติปฏบิ ัติทขี ดั กบั กฎหมายยอ่ มต้องโทษ
หนว่ ยที 6 กฎหมายกบั การพัฒนาสงั คม 5
ตามทีกฎหมายกาํ หนด ดงั นนั กฎหมายจึงเปนเครอื งมอื ในการควบคุมสงั คมใหด้ ําเนินไปตามกรอบที
วางเอาไว้ ซึงจะพูดถึงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งกฎหมายกับสังคมใน 3 ด้าน ดงั นี
6.2.1 กฎหมายกบั ความสงบเรยี บรอ้ ยในสงั คม
ความขดั แย้งในสงั คมสามารถเกิดขนึ ไดเ้ พราะสังคมประกอบไปดว้ ยคนหลากหลายแตกตา่ งกนั ไปทัง
ความคิด นสิ ัย การศกึ ษา ฯลฯ การขจดั ความขัดแย้งนนั กต็ ้องอาศยั กฎหมายเปนเครอื งมอื ในการ
กาํ หนดความผดิ และบทลงโทษอันมีสภาพบังคับค่กู นั ไปเสมอ ซงึ กฎหมายกไ็ ด้กําหนดโทษทงั ความผดิ
ทางอาญาและทางแพ่ง จะเข้าในกรณใี ดก็แล้วแต่รูปคดี
สภาพบังคับทางกฎหมายในทางอาญานนั มีการลงโทษ 5 ประการคือ
1. ประหารชวี ิต
2. จาํ คุก
3. กกั ขัง
4. ปรบั
5. รบิ ทรพั ยส์ นิ
ส่วนสภาพบงั คับทางกฎหมายในทางแพ่งนนั ก็ไดก้ าํ หนดใหม้ กี ารชําระหนแี ละการชดใชต้ ่อค่าสนิ ไหม
ทดแทนไว้
การกระทาํ ใด ๆ ตอ้ งไม่ขัดตอ่ ความสงบเรยี บรอ้ ยและศลี ธรรมอันดขี องสังคม หาก
นติ กิ รรมใด ๆ ขัดตอ่ หลกั การนนั นิติกรรมนนั เปนโมฆะ (ประมวลกฎหมายแพง่ และ
พาณิชย์ มาตรา 150)
6.2.2 กฎหมายกบั ความเปนธรรมในสงั คม
การได้เปรยี บหรอื เสยี เปรยี บระหว่างบุคคลในสังคมไม่ว่าจะเปนไปในทางใดยอ่ มใหเ้ กิดความไม่เปน
ธรรมขึน การควบคุมความไมเ่ ปนธรรมไม่ใหเ้ กิดขนึ ได้นันตอ้ งอาศยั กฎหมายเปนเครอื งมืออนั มีสภาพ
บงั คับเชน่ เดยี วกนั ทงั นี กฎหมายทีตราออกมาบงั คบั ใช้นนั กค็ วรจะเปนกฎหมายทีเปนธรรม และไม่ริ
ดรอนสิทธิเสรภี าพของบุคคลจนไม่อาจทําอะไรได้ เพือเปนการบงั คบั ใช้แกบ่ ุคคลทัวไปอยา่ งเท่าเทยี ม
ไม่ใหป้ ระโยชนแ์ ก่ฝายใดฝายหนึงจนกลายเปนกฎหมายทไี ม่เปนธรรม
หนว่ ยที 6 กฎหมายกับการพฒั นาสงั คม 6
ประเทศไทยมีกฎหมายฉบบั หนงึ ตราออกมาบงั คับใช้เพอื ใหก้ ารใช้กฎหมายมีความเปน
ธรรม เช่น พระราชบญั ญัตวิ ่าดว้ ยขอ้ สัญญาไม่เปนธรรม พ.ศ. 2540 ซงึ เปนกฎหมายทใี ห้
ความเปนธรรมในทงปฏิบัติ แมว้ ่าสัญญานันทาํ ขึนอย่างถูกตอ้ ง และชอบด้วยกฎหมาย
แตม่ ลี กั ษณะทีเอาเปรยี บคกู่ รณีมากเกินไป จงึ กําหนดใหศ้ าลมอี าํ นาจวินิจฉัยคดอี ย่างเปน
ธรรม
6.2.3 กฎหมายกบั การแกไ้ ขปญหาในสงั คม
สงั คมทุกสังคมยอ่ มมปี ญหาของตนเอง แตห่ ากปญหานันไมไ่ ด้ข้อยุตเิ พราะตา่ งฝายกย็ ดึ ถอื ความเหน็
และประโยชน์ของตนเองเปนสําคญั กอ็ าจกอ่ ใหเ้ กิดความขดั แย้งขึนในสงั คมไดห้ ากไมไ่ ดร้ บั ขอ้ สรุป
กฎหมายจงึ มีหน้าทีในการแกไ้ ขปญหาสังคมประการหนึงด้วย เพราะหากกฎหมายได้บัญญตั ไิ ว้
อยา่ งไรแล้ว ทุกคนกต็ อ้ งปฏิบัตติ ามกฎหมายนัน
ประเทศไทยได้มพี ระราชบญั ญตั ิอาชญากรสงคราม พ.ศ. 2488 ซึงใช้เปนข้ออา้ งในการที
จะไม่ส่งคนไทยทแี พส้ งครามโลกครงั ที 2 ไปยังศาลอาชญากรสงครามโลก และจดั ตงั ศาล
อาชญากรสงครามโลกขนึ แทนเปนหนว่ ยงานทีพพิ ากษาคดี โดยทา้ ยทีสดุ แล้วศาลก็
วนิ จิ ฉยั ใหไ้ ม่มีความผดิ เนอื งจากกฎหมายอาญาไมม่ ีผลย้อนหลงั และยงั ขดั ตอ่ รฐั ธรรมนญู
ตอนที 6.3 กฎหมายเกยี วกบั การพฒั นาสงั คม
การเปลยี นแปลงทางสงั คมย่อมมาควบคู่กบั การทสี ังคมพัฒนาไปสู่สงิ ทีดีขนึ ซึงกฎหมายเปนเครอื ง
มือทชี ่วยใหม้ ีการพฒั นาสงั คม อนั จะแยกออกไดเ้ ปน 3 ดา้ น ดงั นี
6.3.1 กฎหมายกบั การพฒั นาการเมอื ง
ในรฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 77 กาํ หนดไว้วา่
"รฐั ตอ้ งจัดให้มีแผนพฒั นาการเมือง จัดทํามาตรฐานทางคณุ ธรรมและ
จรยิ ธรรมของผูด้ าํ รงตําแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และพนักงานหรอื
ลกู จ้างอนื ของรฐั เพือปองกันการทุจรติ และประพฤติมิชอบ และเสรมิ สรา้ ง
ประสทิ ธภิ าพในการปฏบิ ตั ิหน้าท"ี
หนว่ ยที 6 กฎหมายกับการพฒั นาสงั คม 7
อันเปนกฎหมายในการกาํ หนดหนา้ ทอี ยา่ งหนงึ ทางการเมืองทีรฐั จะต้องจดั ทาํ แผนพัฒนาการเมอื ง
และจดั ทาํ มาตรฐานทางคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมขา้ งตน้ เพอื ใหผ้ ทู้ ีจะมาดาํ รงตาํ แหนง่ ทางการเมอื ง
หรอื ตําแหนง่ อืน ๆ ของรฐั เปนผทู้ ีมคี ุณสมบัตทิ ดี ีซึงจะสง่ ผลอนั เปนประโยชน์ต่อประเทศชาตติ ่อไป
ในปจจุบนั มกี ารรวบรวมหลักจรยิ ธรรมของนักการเมืองไว้ในขอ้ บงั คับวา่ ดว้ ยประมวล
จรยิ ธรรมของสมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรและกรรมาธกิ าร พ.ศ. 2542
6.3.2 กฎหมายกบั การพฒั นาเศรษฐกจิ
การพฒั นาเศรษฐกิจจะดาํ เนนิ ไปไดก้ ็ตอ้ งอาศยั กฎหมายเปนเครอื งมอื ในการดําเนินการควบคูก่ ันไป
หากไมม่ ีกฎหมายบังคบั การพฒั นาเศรษฐกจิ ก็ไม่อาจเกดิ ขนึ ได้ และหากกฎหมายใดเปนกฎหมายทีขดั
ตอ่ การพฒั นาเศรษฐกิจแบบเสรี ก็ตอ้ งยกเลิกหรอื แก้ไขใหส้ อดคลอ้ งกับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเสรี
ในปจจุบนั รฐั ได้กาํ หนดนโยบายใหม้ ีการพัฒนาเศรษฐกิจไว้ในรฐั ธรรมนญู หลายกรณี เช่น
รฐั ตอ้ งสง่ เสรมิ และสนบั สนนุ การมสี ่วนรว่ มของประชาชนในการกาํ หนดนโยบาย การตัดสนิ ใจ
ทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สงั คม และการเมือง
รฐั ตอ้ งกระจายอํานายใหท้ ้องถนิ ถึงตนเอง และตดั สนิ ใจในการพฒั นาท้องถนิ ได้เอง พฒั นา
เศรษฐกจิ ท้องถนิ ระบบสาธารณปู โภค และสาธารณปู การ
รฐั ต้องสนบั สนนุ ระบบเศรษฐกจิ แบบเสรโี ดยอาศัยกลไกตลาดกาํ กบั ดแู ลใหม้ ีการแขง่ ขันอยา่ ง
เปนธรรม
ใหร้ ฐั จดั ใหม้ ีสภาทปี รกึ ษาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ มหี น้าทีใหค้ าํ ปรกึ ษาและข้อเสนอแนะต่อ
คณะรฐั มนตรใี นปญหาตา่ ง ๆ ทีเกยี วกบั เศรษฐกจิ และสงั คม
แผนพฒั นาเศรษกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ และแผนอนื ทกี ฎหมายบญั ญตั ิ ตอ้ งใหส้ ภาทีปรกึ ษา
เศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาตใิ หค้ วามเหน็ ก่อนพิจารณาประกาศใช้
6.3.3 กฎหมายกบั การพฒั นาสงั คม สงิ แวดลอ้ ม
การพฒั นาสังคมอนั เปนชุมชนทีมนุษยอ์ าศยั อยู่รว่ มกนั ไปในทางทดี ีย่อมชว่ ยใหป้ ระเทศชาติพฒั นาไป
ได้อย่างรงุ่ เรอื งและมันคง ดังนัน การพัฒนาสังคมจงึ กลายเปนสงิ สําคญั ประการหนึงทีรฐั ต้องเข้ามา
มีบทบาทในการบรหิ ารนโยบายเพือใหบ้ รรลวุ ัตถปุ ระสงคข์ องการพัฒนาสังคมอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
สําหรบั ประเทศไทยนัน หน่วยงานทีมหี น้าทบี รหิ ารจดั การด้านการพฒั นาสังคมกค็ ือกระทรวงการ
พฒั นาสังคมและความมันคงของมนุษย์ ซึงมีหน้าทีในการพัฒนาสงั คม สรา้ งความเปนธรรมและ
มนั คงของมนษุ ย์ ส่งเสรมิ และพัฒนาคณุ ภาพชีวติ สถาบนั ครอบครวั และชุมชน ดงั นัน การควบคมุ
ดแู ลใหก้ ารพฒั นาสงั คมเปนไปอยา่ งเรยี บรอ้ ยนนั จึงต้องอาศัยกฎหมายเขา้ มาควบคุมและวางกรอบ
หนว่ ยที 6 กฎหมายกบั การพฒั นาสงั คม 8
เกณฑ์ทเี กยี วข้องกบั หน้าทนี ี การพฒั นาสงั คมและกฎหมายจึงเปนสิงจาํ เปนทตี อ้ งดาํ เนินควบคกู่ ันไป
ดงั จะสามารถแยกประเภทการพฒั นาสังคมได้ 2 ด้าน ดงั นี
1. การพฒั นาสงั คมในเชิงกายภาพ ซึงรฐั จะออกมาควบคมุ กฎระเบียบตา่ ง ๆ ทีเกยี วขอ้ ง โดยมี
วตั ถปุ ระสงคเ์ พอื ใหส้ ังคมมคี ณุ ภาพทีดีขึน ยกตวั อย่างกฎหมายทเี กียวข้องเช่น กฎหมายเกียว
กับสิงแวดลอ้ ม กฎหมายผงั เมอื ง กฎหมายควบคมุ การกอ่ สรา้ งอาคาร กฎหมายการจดั สรรทีดนิ
เปนต้น
2. การพฒั นาสังคมในเชิงจติ ใจ ดังจะเหน็ ไดจ้ ากการออกกฎหมายคมุ้ ครองเดก็ กฎหมายสงเคราะห์
คนชรา ผยู้ ากไร้ ผู้พกิ ารหรอื ทุพพลภาพ รวมไปถึงผดู้ อ้ ยโอกาส กฎหมายผ้สู ูงอายุ กฎหมายสง่
เสรมิ การจดั สวัสดกิ ารทางสงั คม เปนตน้
ตอนที 6.4 กฎหมายกบั สงั คมยุควทิ ยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยี
สงั คมในปจจุบันอาศัยวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีเขา้ มาอาํ นวยความสะดวกในการดาํ เนนิ ชีวิตของ
มนษุ ยจ์ นไมอ่ าจแยกจากกันได้ เมือวิทยาการเจรญิ ขึน กต็ ้องมีการควบคุมดูแลใหก้ ิจการเหล่านี
ดาํ เนินไปอยา่ งเปนระเบยี บเรยี บรอ้ ยโดยใช้กฎหมายเข้ามากาํ กบั
6.4.1 กฎหมายกบั งานดา้ นวทิ ยาศาสตร์
งานด้านวทิ ยาศาสตรจ์ ะพฒั นาเกา้ วหนา้ ไปไดน้ ันต้องอาศัยความรูค้ วามชํานาญเฉพาะของผมู้ ีความรู้
มคี วามชํานาญ และประสบการณ์ การพัฒนาองค์ความรูแ้ ละวิทยาการตา่ ง ๆ นนั ก็ต้องอาศยั แรงขับ
เคลือนจากทังภาครฐั และภาคเอกชน จึงจะทําใหค้ วามรทู้ างดา้ นวิทยาศาสตรข์ องประเทศเติบโตขึนไป
ได้
ในส่วนของกฎหมายก็เข้ามามบี ทบาทในการกําหนดองค์ประกอบทางด้านกฎเกณฑต์ า่ ง ๆ ทีเกือหนนุ
ใหม้ กี ารจัดตังองคก์ รความรูท้ างดา้ นวทิ ยาศาสตรห์ ลากหลายองคก์ ร
สาํ หรบั กฎหมายทีเกยี วข้องกบั วิทยาศาสตร์ ได้แก่
1. พระราชบัญญัตพิ ัฒนาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี พ.ศ. 2534 ซึงมีจุดประสงคใ์ หม้ กี ารจัดตัง
องคก์ รสําหรบั พฒั นาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยแี หง่ ชาติ และใหม้ ีเงินทุนเพอื การวิจัยและพฒั นา
2. พระราชบญั ญัตพิ ัฒนาระบบมาตรวทิ ยาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2540 อนั มีจุดมงุ่ หมายเพอื ใหม้ ีการคดิ ค้น
พัฒนา ค้นคว้า เครอื งมอื อุปกรณ์ วัสดทุ ีใช้ในเปนมาตรวดั ตา่ ง ๆ ใหเ้ ปนมาตรฐานตามหลกั
สากล
6.4.2 กฎหมายกบั คอมพวิ เตอร์
หนว่ ยที 6 กฎหมายกบั การพัฒนาสังคม 9
คอมพิวเตอรก์ ลายมาเปนอุปกรณส์ าํ คญั อย่างหนึงในชีวติ ประจาํ วัน เพราะสังคมในปจจุบนั นีมกี ารใช้
งานผ่านระบบคอมพิวเตอรใ์ นหลากหลายมิติ ไมว่ ่าจะเปนการใชง้ านเพอื สันทนาการ การศึกษา การทาํ
ธรุ กรรม ฯลฯ โดยเฉพาะการทาํ ธรุ กรรมในรูปแบบอิเล็กทรอนกิ ส์นัน จาํ เปนอย่างยงิ ทีจะตอ้ งมี
กฎหมายใหก้ ารรบั รองเสมอื นการทาํ ธรุ กรรมในรปู แบบปกติ หรอื การรบั รองใหข้ อ้ มลู อเิ ล็กทรอนิกส์
เปนข้อมลู ทสี ามารถถือเสมือนการทาํ เปนหนงั สือลายลกั ษณอ์ กั ษร สามารถสบื วัตถุพยานได้ เปนต้น
กฎหมายทเี กียวขอ้ งกับคอมพวิ เตอรใ์ นปจจุบัน ได้แก่
1. พระราชบญั ญตั ิวา่ ดว้ ยธุรกรรมทางอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ พ.ศ. 2544
2. พระราชบญั ญตั กิ ารประกอบธรุ กจิ ขอ้ มูลเครดิต พ.ศ. 2545
6.4.3 กฎหมายกบั การวจิ ยั ทางวทิ ยาศาสตร์
การวิจยั เปนส่วนสําคญั ทชี ว่ ยใหว้ ทิ ยาการและองค์ความรูท้ างดา้ นวทิ ยาศาสตรก์ ้าวหนา้ ขึนไปได้อยา่ ง
ทดั เทียมประเทศอนื ๆ เพราะเทคโนโลยีนันพัฒนาขึนไปเสมอ จงึ จาํ เปนทีจะต้องมอี งค์กรและบุคลากร
ทมี คี วามรู้ ความสามารถในการคิดคน้ และวิจยั ทางวิทยาศาสตรใ์ นประเทศขนึ เพอื ดาํ เนนิ การใหเ้ ปนไป
ตามวตั ถปุ ระสงค์นัน
ประเทศไทยได้มกี ารจดั ตงั สถาบนั วิจยั วทิ ยาศาสตรป์ ระยุกต์ขึน จากการตรากฎหมาย พระราชบัญญตั ิ
สถาบันวจิ ัยวทิ ยาศาสตรป์ ระยุกตแ์ หง่ ประเทศไทย พ.ศ. 2506 และตอ่ มาได้โอนเปลยี นมาเปน
สถาบนั วิจยั วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยแี หง่ ประเทศไทย จากการตรากฎหมาย พระราชบัญญตั ิ
สถาบันวจิ ยั วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยแี หง่ ประเทศไทย พ.ศ. 2522 เพอื เปนองค์กรทดี ําเนินการตอ่
เพอื สานเจตนารมณแ์ ละเปาประสงค์ของการพัฒนาการวจิ ยั ของประเทศเรอื ยมา
6.4.4 กฎหมายกบั สงิ แวดลอ้ มในอนาคต
คาํ ว่าสิงแวดล้อม ตามความหมายในพระราชบญั ญตั ิส่งเสรมิ และรกั ษาคุณภาพสงิ แวดล้อมแหง่ ชาติ
พ.ศ. 2535 มาตรา 4 คือ
“สงิ แวดล้อม” หมายความวา่ สงิ ต่าง ๆ ทมี ีลักษณะทางกายภาพและชวี ภาพทีอยู่
รอบตวั มนุษยซ์ งึ เกิดขนึ โดยธรรมชาติและสงิ่ ทีม่ นุษย์ไดท้ าํ ขึน้ "
ดงั นันแลว้ สงิ แวดล้อมในความหมายอย่างกวา้ ง ๆ กค็ อื ทุกสงิ ทีอยู่รอบตัวเรา การตรากฎหมายนี
ออกมาก็เพือใหเ้ กดิ การส่งเสรมิ และรกั ษาคณุ ภาพสงิ แวดล้อมทงั หมด ไม่วา่ จะเปนการควบคุมอาคาร
การควบคมการใชท้ ดี นิ ใหถ้ ูกประเภท การกําหนดมาตรการการขจัดมลพิษหรอื ควบคมุ มลพษิ เปนตน้
ทงั นี กเ็ พอื เปนการคงสภาพสงิ แวดลอ้ มในประเทศใหส้ มบูรณ์ เหมาะสม
หนว่ ยที 6 กฎหมายกับการพัฒนาสงั คม 10
วตั ถปุ ระสงค์
อธบิ ายเกยี วกับสิทธแิ ละเสรภี าพของบุคคลว่าตอ้ งอยู่ภายใต้บงั คับของกฎหมาย
อธบิ ายหลกั การแทกี ารควบคมุ และการพฒั นาสังคมจะต้องอาศยั กฎหมายจงึ จะเปนผลสาํ เรจ็
อธบิ ายความสมั พันธ์ระหวา่ งวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยกี ับกฎหมายซึงมีส่วนเกยี วขอ้ งกนั
หนว่ ยที 6 กฎหมายกบั การพัฒนาสงั คม 11
⚖
หนว่ ยที 7 การศกึ ษา ค้นควา้ และวจิ ยั ทาง
นติ ศิ าสตร์
Class 40101
Created @August 18, 2021 7:02 PM
Materials
Property
Reviewed
Type Lecture
สารบญั 1
สารบญั
ตอนที 7.1 การศกึ ษาทางนติ ิศาสตร์
7.1.1 การประเมินสงิ ทีผ้เู รยี นมีอยู่
การลาํ ดับความสําคัญของความตอ้ งการมนษุ ย์
การเตมิ เต็มความตอ้ งการของมนษุ ย์
การจดั การดา้ นเวลา
การจดั การตนเองและการนบั ถอื ตนเอง
หนว่ ยที 7 การศึกษา ค้นควา้ และวจิ ยั ทางนิตศิ าสตร์
7.1.2 วธิ กี ารศึกษา 2
ทั กษะการอ่าน
ทักษะการเขียนหรอื บนั ทึกย่อ
7.1.3 การตอบปญหาและขอ้ สอบกฎหมาย
ตอนที 7.2 การคน้ คว้าทางนติ ศิ าสตร์
7.2.1 การค้นคว้าขอ้ มูลกฎหมายจากหอ้ งสมุด
7.2.2 การค้นควา้ ขอ้ มูลกฎหมายจากบุคคลอนื
7.2.3 การค้นควา้ ขอ้ มูลกฎหมายจากการสงั เกตและฝกปฏิบตั ิ
7.2.4 การคน้ ควา้ ข้อมูลกฎหมายจากเครอื ข่ายอนิ เทอรเ์ น็ต
ตอนที 7.3 การวิจยั ทางนติ ิศาสตร์
7.3.1 ลกั ษณะทัวไปของการวจิ ยั
7.3.2 วิธีการวจิ ยั ทางนิตศิ าสตร์
7.3.3 ประโยชน์ทีไดร้ บั จากการวจิ ยั ทางนิตศิ าสตร์
วตั ถปุ ระสงค์
ตอนที 7.1 การศกึ ษาทางนติ ศิ าสตร์
7.1.1 การประเมนิ สงิ ทผี เู้ รยี นมอี ยู่
ในการเรยี นนติ ิศาสตร์ ผู้เรยี นตอ้ งประเมินสิงทีตนมอี ยู่ก่อนทีจะศกึ ษา ดงั นี
1. ความพรอ้ มดา้ นกายภาพ
2. ความพรอ้ มด้านจิตวิทยา
3. ความพรอ้ มด้านอารมณ์
4. ความพรอ้ มดา้ นสังคม
5. ความพรอ้ มดา้ นการเงิน
โดยมหี ลักเกณฑด์ ังนี
การลาํ ดบั ความสาํ คญั ของความตอ้ งการมนษุ ย์
หนว่ ยที 7 การศกึ ษา คน้ คว้า และวจิ ยั ทางนติ ิศาสตร์
Maslow's Hierarchy of Needs 3
ตามทฤษฎขี อง Abraham Maslow เรอื งความตอ้ งการของมนุษย์นัน ถูกแบ่งออกเปน 5 ขันตาม
ความสําคญั คอื คือ
1. ความตอ้ งการทางด้านรา่ งกาย เชน่ อาหาร นาํ ความอบอุน่ การพักผอ่ น
2. ความตอ้ งการทางดา้ นความปลอดภัย
3. ความต้องการด้านความสมั พนั ธ์ เช่น การมคี วามรกั เพือน
4. ความตอ้ งการในการเคารพตนเอง มคี วามภาคภมู ใิ จในตนเอง หรอื การได้ยกย่องนบั ถือจากคน
อนื วา่ มีคุณคา่
5. ความต้องการในการบรรลุศักยภาพของตนเอง
ดังนนั เราจงึ ต้องลําดบั ความสําคญั ของความตอ้ งการของมนุษย์เหล่านี
การเตมิ เตม็ ความตอ้ งการของมนษุ ย์
หมายถึง การจัดการใหค้ วามตอ้ งการทจี าํ เปนก่อนเปนอันดับแรก หากอ้างอิงตาม Maslow's
Hierarchy of Needs แลว้ กย็ ังเหน็ วา่ สิงทีมนุษย์ตอ้ งการเปนลําดบั แรกสดุ กค็ ือเรอื งของอาหาร นํา
ความอบอุ่น การพักผอ่ น อนั เปนปจจยั ทางกายภาพทที าํ ใหม้ นุษย์มีชวี ิตอยูต่ ่อไปได้ โดยไลค่ วาม
สาํ คัญขึนไปตามลําดับ
การจดั การดา้ นเวลา
ผศู้ ึกษาทางดา้ นนิติศาสตรท์ ดี ตี อ้ งมีการแบ่งเวลาในการศกึ ษาใหเ้ หมาะสม อาจมีแนวทาง ดงั นี
จัดตารางเรยี นของตนเอง โดยคํานึงจากชว่ งเวลาทีเรมิ เรยี นจนสนิ สดุ ชว่ งเวลาการสอบ ช่วง
เวลาการทาํ งานสง่
หนว่ ยที 7 การศกึ ษา คน้ คว้า และวิจัยทางนติ ิศาสตร์
กําหนดเวลาเรยี นในแต่ละสัปดาห์
การจดั การตนเองและการนบั ถอื ตนเอง
ในการศกึ ษานิตศิ าสตรน์ นั ผูเ้ รยี นตอ้ งมีแรงจูงใจทีดใี นการเรยี น รวมไปถึงการเขา้ สังคม การตืนตวั
ในการเรยี นดว้ ยตนเอง การตระหนกั ถึงวธิ กี ารเรยี นทีใหผ้ ลทดี สี ําหรบั ตนเอง เปนตน้
❓ ใหผ้ ูเ้ รยี นอธบิ ายวา่ ในการศกึ ษาทางนติ ิศาสตร์ ผู้เรยี นต้องประเมนิ สงิ ทผี ู้เรยี นมอี ยู่กอ่ นที
จะศึกษาอยา่ งไร
ในการเรยี นนิตศิ าสตร์ ผู้เรยี นตอ้ งประเมินสิงทตี นมอี ยู่กอ่ นทจี ะศกึ ษา ดงั นี
1. ความพรอ้ มด้านกายภาพ
2. ความพรอ้ มดา้ นจติ วทิ ยา
3. ความพรอ้ มดา้ นอารมณ์
4. ความพรอ้ มดา้ นสังคม
5. ความพรอ้ มดา้ นการเงิน
7.1.2 วธิ กี ารศกึ ษา
ด้วยระบบกฎหมายของประเทศไทยใชร้ ะบบประมวลกฎหมาย ดงั นนั ตวั บทกฎหมายจงึ มีความสําคญั
โดยตรงในการศึกษากฎหมาย อย่างไรกต็ าม สือการสอนอนื ๆ รวมไปถึงแหลง่ ความรจู้ ากทังใน
หนงั สือ สอื อิเลก็ ทรอนิกส์ หรอื จากบุคลากรทางดา้ นกฎหมายกส็ ามารถเพิมพูนความรทู้ างดา้ น
นิติศาสตรใ์ หแ้ กผ่ ศู้ ึกษาได้เชน่ เดยี วกนั เชน่ รายละเอยี ดดังตอ่ ไปนี
ตวั บทกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
ประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวธิ ี
พิจารณาความแพง่
ตอ้ งอาศัยการทําความเขา้ ใจมากกว่าการจํา มีการบนั ทกึ ยอ่ ขยายความซงึ อาจหาเพิมเติมจาก
เอกสารการเรยี น บทกฎหมาย คาํ พพิ ากษาศาลฎีกา
เอกสารการสอนหรอื เอกสารการสอนแตล่ ะชดุ วิชาของวชิ ากฎหมายของมหาวิทยาลยั
เอกสารประกอบคํา
บรรยาย
หนว่ ยที 7 การศกึ ษา ค้นคว้า และวิจยั ทางนิติศาสตร์ 4
อ่านและปฏบิ ตั ติ ามคาํ แนะนําแตล่ ะชุดวิชา ตามแผนหนว่ ย ตามแผนตอน ทงั ยงั ต้องหาความรูเ้ พิม
เติมในส่วนทีไมเ่ ขา้ ใจจากสือความรูแ้ หลง่ อนื ๆ เพมิ เติม ทังนี ความหมายทางกฎหมายในคาํ ศพั ทห์ ลาย
ๆ คําก็มคี าํ อธิบายแตกตา่ งไปจากความหมายตามปกติทีใช้กันในชีวิตประจาํ วัน
แบบฝกปฏบิ ตั ิ แบบทดสอบความรใู้ นแตล่ ะหนว่ ยการสอนซงึ ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นประเมนิ
ความรูท้ งั กอ่ นและหลงั การเรยี น
ใหผ้ ูเ้ รยี นทําแบบฝกหดั กอ่ นเรยี นในแตล่ ะหนว่ ยการเรยี นทกุ ครงั แล้วจึงคอ่ ยศึกษาหน่วยการเรยี น
นนั และจงึ ทําแบบฝกหดั หลงั เรยี นเพือประเมินความเข้าใจ
คําพิพากษาศาลฎกี า คําพิพากษาทีถึงทสี ุดแล้วจากศาลฎีกาซงึ เปนลาํ ดบั ศาลทีมีศกั ดิ
สูงสดุ ซึงจะช่วยอธิบายเหตผุ ลในการพิจารณาคดีโดยเฉพาะคดที มี ี
ความซับซ้อนและต้องใช้การตีความ
สามารถใหเ้ ข้าใจการสกัดหลักกฎหมายเพิมมากขนึ จากการสกดั จากตวั บทกฎหมายเอง ซึงผเู้ รยี น
ตอ้ งเขา้ ใจว่าข้อพพิ าทเรอื งนนั เกยี วกบั อะไร ขอ้ เท็จจรงิ เปนอย่างไร ศาลชนั ตน้ และศาลอุทธรณ์
พพิ ากษาไว้อย่างไร ศาลใช้หลักกฎหมายอะไร ศาลตคี วามหลักกฎหมายทใี ชอ้ ยา่ งไร และผเู้ รยี นยงั ควร
ต้องวเิ คราะหห์ าจุดมุง่ หมายทีศาลเลอื กใช้ หรอื คาํ พพิ ากษาของศาลฎกี าในคดีอนื พพิ ากษาสอดคล้องกบั
คาํ พิพากษาแบบเดยี วกนั หรอื ไม่
ตาํ รากฎหมาย หนังสือกฎหมายทผี ้มู คี วามรคู้ วามเชยี วขาญทางกฎหมายเขยี นขึน
ในรูปแบบของการอธบิ าย คู่มือ สรปุ หรอื ข้อสอบพรอ้ มเฉลย
วารสารกฎหมายและ วารสารซึงตีพิมพอ์ อกมาตามระยะเวลาทีกาํ หนดจากหน่วยงานทาง
หนงั สืออนื ๆ ด้านกฎหมายต่าง ๆ หรอื วารสารทางกฎหมายจากมหาวทิ ยาลัย
ตา่ ง ๆ รวมไปถงึ หนงั สอื ในศาสตรแ์ ขนงอนื ๆ ทเี กยี วขอ้ ง เชน่ การ
กําหนดอายุของคสู่ มรส ทเี กียวข้องกบั หลักศาสนา เศรษฐศาสตร์
ประชากรศาสตร์ เปนตน้
การสอนเสรมิ เปนการสอนเสรมิ ในเนือหาสาระสาํ คัญโดยคณาจารยท์ างดา้ น
กฎหมาย
มหาวิทยาสุโขทยั ธรรมาธริ าชได้จดั ใหม้ ีอาจารย์ช่วยสอนเสรมิ ในรายวิชาเปนคราว ๆ ตามทีกาํ หนด
โดยเฉพาะวชิ าทมี ีเนอื หาค่อนข้างยาก
การศึกษาจาก E-Learning อนิ เทอรเ์ น็ต สถานการณ์จาํ ลองทางคอมพวิ เตอร์ ผู้
เทคโนโลยที ที นั สมัย เชยี วชาญกฎหมาย
หนว่ ยที 7 การศกึ ษา คน้ คว้า และวจิ ยั ทางนิตศิ าสตร์ 5
นกั ศึกษาสามารถใช้เทคโนโลยตี ่าง ๆ มาชว่ ยในการหาความรูเ้ พมิ เติมได้ โดยเฉพาะตวั บทกฎหมาย
พระราชบญั ญตั ิ ต่าง ๆ ซงึ มใี หศ้ ึกษาไดท้ างเวบ็ ไซต์ของหน่วยงานราชการทเี กียวข้อง หรอื โปรแกรม
สถานการณจ์ ําลองต่าง ๆ
การศกึ ษาเปนกล่มุ โดยใหย้ กประเด็นปญหาหนงึ ขนึ มา มเี ลขานกุ ารทาํ หนา้ ทบี นั ทึกการอภิปราย
ประเด็น การชขี อ้ ปญหา การหาคําตอบในการแกไ้ ขปญหา การอา้ งองิ หาเหตุผลสนบั สนนุ คาํ ตอบที
เกียวข้องทางกฎหมาย สรปุ ประเดน็ สิงทไี ดเ้ รยี นรู้
สถานการณ์จําลองในทางกฎหมาย คอื เครอื งมือชว่ ยในการเรยี นรูโ้ ดยนําระบบ
คอมพวิ เตอรม์ าชว่ ยในการสอนผ้เู รยี น ทนายฝกหดั หรอื ผู้ทปี ฏบิ ตั ิงานทางดา้ นกฎหมาย
ซงึ ชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นมีศักยภาพในเชิงปฏิบัติมากขนึ
ผเู้ ชียวชาญทางกฎหมาย คือ ระบบคอมพิวเตอรท์ ีนาํ เอาองค์ความรูท้ างกฎหมายมา
ประยุกตใ์ ชก้ บั หลงั การใช้เหตุผล เพือใหผ้ ้ใู ช้งานไดท้ ราบแนวทางหรอื วิธกี ารเพือนําไปใช้
งานได้มากขึน พรอ้ มมีการใหเ้ หตุผลประกอบคําตอบนันด้วย
ทกั ษะทจี าํ เปนสาํ หรบั ผเู้ รยี นนติ ิศาสตรค์ อื ทักษะทางการอา่ นและบนั ทึกยอ่ ตามรายละเอียดดงั นี
ทกั ษะการอา่ น
1. รูว้ า่ สิงทีต้องอ่านคืออะไร ควรอา่ นอย่างนอ้ ยวนั ละกีหนา้
2. เตรยี มตวั ในการอา่ นใหอ้ ยูใ่ นสภาพแวดลอ้ มทเี หมาะสมสาํ หรบั การอา่ นหนงั สอื และมีสติในการอ่าน
หนังสือ
3. เตรยี มตัวเรยี นรูเ้ รอื งทีอ่านด้วยการจดบันทกึ ยอ่ ในสิงทีศึกษา ประเมนิ ความรูค้ วามเข้าใจของ
ตนเองกบั สิงทีอ่าน รวมไปถึงการมองหาแหลง่ ข้อมูลอืน ๆ ทีเกยี วข้องมาประกอบความเขา้ ใจ
4. อ่านใหล้ ะเอยี ดถถี ว้ นเพือทาํ ความเข้าใจประโยคและคาํ ศพั ทท์ างด้านกฎหมาย ซงึ ในชว่ งแรก ๆ
อาจตอ้ งใช้ระยะเวลาในการทําความเขา้ ใจบทเรยี นคอ่ นขา้ งนาน
5. อา่ นอย่างมวี จิ ารณญาณ มกี ารคิด เปรยี บเทยี บ และตังคําถามไปดว้ ยขณะอา่ น
6. การอ่านซําชว่ ยใหท้ บทวนสิงทีอา่ นไปแลว้ ได้เข้าใจและจาํ ไดม้ ากขึน
7. การเขียนศัพท์ทางกฎหมายทีไม่เข้าใจและหาความหมายนัน ๆ
8. ทบทวนสิงทอี า่ นไปแล้ว โดยอาจนําบันทกึ ย่อไปเปรยี บเทียบกับของคนอืน หรอื ถกประเด็นข้อ
สงสัยรว่ มกัน
หนว่ ยที 7 การศกึ ษา คน้ ควา้ และวิจยั ทางนติ ศิ าสตร์ 6
ทกั ษะการเขยี นหรอื บนั ทกึ ยอ่
การจดบนั ทึกยอ่ สงิ ทกี ําลังศึกษาอยูช่ ว่ ยใหผ้ ู้เรยี นสามารถเขา้ ใจสิงทีศกึ ษาไดม้ ากขึนจากการตีความ
สรปุ และเรยี บเรยี งสงิ ทีอ่านออกมาเปนภษาเขยี นของตนเอง ทังยงั ชว่ ยใหม้ สี ติระหวา่ งการจดบันทึก
โดยเฉพาะอย่างยิงการเรยี นรตู้ วั บทกฎหมายทีใช้ และการตีความและวินิจฉัยตัวบทกฎหมายนนั จาก
คําพพิ ากษาศาลฎีกาในแง่มมุ ทตี า่ งกนั
7.1.3 การตอบปญหาและขอ้ สอบกฎหมาย
โดยทวั ไปแล้ว ข้อสอบกฎหมายจะมีอยู่ 2 ลกั ษณะ คือ
อธิบายหลักกฎหมาย
วธิ กี ารตอบข้อสอบลกั ษณะนี
1. ใหด้ วู า่ คาํ ถามถามเกียวกับเรอื งอะไร
2. วเิ คราะหว์ า่ มีบทกฎหมายขอ้ ใดทบี ัญญัติเกียวกบั หวั ขอ้ นนั หรอื ไม่ ถ้าไม่มี กพ็ ิจารณาจาก
หลกั หรอื ทฤษฎกี ฎหมาย ตามคําบรรยายของอาจารย์ ตามตาํ รากฎหมาย มีเนือหาทีสามารถ
พิจารณาแยกได้เปนขอ้ กขี ้อ
3. หากเปนคําถามในลักษระการเปรยี บเทยี บ ใหย้ กลกั ษระของแต่ละเรอื ง และชีใหเ้ หน็ ถงึ ความ
แตกตา่ ง และยกตวั อยา่ งทเี กียวข้องเพือเสรมิ ความเขา้ ใจในเนอื หานนั
ตังเปนเหตกุ ารณ์สมมุติ (ข้อสอบตุก๊ ตา)
วิธกี ารตอบข้อสอบลกั ษณะนี
1. ใหว้ ิเคราะหว์ ่าประเดน็ ในคาํ ถามเปนเรอื งอะไร
2. หาบทบญั ญัติกฎหมายทเี กยี วข้องกบั ประเดน็ ในคําถาม
3. นําบทบัญญตั ิกฎหมายนันมาปรบั เทียบกับข้อเทจ็ จรงิ ในคาํ ถาม
4. สรุปคาํ ตอบ
สําหรบั มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าชนัน ขอ้ สอบกฎหมายจะมีทังขอ้ สอบปรนัยลว้ น หรอื ผสม
ระหว่างปรนัยและอัตนยั
ในการสอบวชิ ากฎหมายนัน นกั ศกึ ษาควรมีทักษะการเรยี นรทู้ สี ําคัญตามทฤษฎขี อง Bloom ดังนี
หนว่ ยที 7 การศกึ ษา คน้ คว้า และวจิ ัยทางนิติศาสตร์ 7
Blooms Taxonomy
ซงึ ขอ้ สอบปรนัยก็จะนาํ หลกั ตา่ ง ๆ เหลา่ นเี ปนแนวทางในการออกขอ้ สอบ
ส่วนขอ้ สอบอตั นยั ซึงตอ้ งอาศยั การเขียนอธบิ ายคาํ ตอบนันด้วยตนเอง มหี ลกั เกณฑ์ในการตอบ
ข้อสอบดังนี
1. การเขียนตอบ ตอ้ งตอบในลกั ษณะทผี ู้ตรวจขอ้ สอบไม่มีความรูท้ างกฎหมาย
2. การใช้คาํ ต้องชดั เจน ไมก่ าํ กวม หรอื ตคี วามไดห้ ลายนยั
3. เขยี นใหอ้ ่านง่าย
4. เขยี นไมส่ นั หรอื ยาวจนเกนิ ไป
5. อย่าตอบขณะยงั ตืนเตน้
6. อา่ นคําถามใหต้ ลอดและวิเคราะหว์ า่ ประสงค์ใหต้ อบอยา่ งไร
7. อย่าตอบสิงทีไม่ได้ถาม
8. ควรจดหวั ขอ้ ทจี ะตอบกอ่ น
9. ระวังความคิดฉับพลนั ทเี กดิ ขนึ ใกล้เวลาสง่ คาํ ตอบ
10. ไมเ่ ขยี นเรอื งส่วนตวั
หนว่ ยที 7 การศกึ ษา ค้นคว้า และวิจยั ทางนิตศิ าสตร์ 8
ตอนที 7.2 การคน้ ควา้ ทางนติ ศิ าสตร์
7.2.1 การคน้ ควา้ ขอ้ มูลกฎหมายจากหอ้ งสมุด
แหล่งสะสมข้อมลู กฎหมาย ตํารา เอกสารการสอนทดี ที สี ดุ คือ หอ้ งสมุดกฎหมาย ซงึ มบี รกิ ารการให้
ยมื หนงั สือและสอื การสอนทางด้านกฎหมายทีหลากหลายตามทผี ู้เรยี นต้องการ รวมถึงการยมื หนงั สือ
ระหวา่ งหอ้ งสมุดด้วย วัตถปุ ระสงค์ก็เพือใหเ้ ปนสถานทศี กึ ษา ค้นควา้ หรอื เพือความจรรโลงใจใหผ้ ใู้ ช้
บรกิ าร
7.2.2 การคน้ ควา้ ขอ้ มูลกฎหมายจากบุคคลอนื
การคน้ คว้าขอ้ มูลจากบุคคลอนื ๆ อาจมาจากได้ 3 ลักษณะ ดังนี
1. การสอนเสรมิ ซึงเปนการสอนเสรมิ ทมี หาวทิ ยาลัยจัดขึน โดยใหอ้ าจารย์ หรอื ผู้เขยี นตาํ ราเรยี น
หรอื บุคคลอนื ๆ ทีมคี วามรูท้ างดา้ นนนั เปดสอนวิชาทมี ีเนอื หาค่อนขา้ งยาก
2. การศึกษาเปนกลุ่ม เปนการฝกการหาแหลง่ อา้ งองิ ตามปญหาทตี งั ขนึ และช่วยกนั อภิปรายเนือหา
เหล่านนั
3. คาํ แนะนาํ จากผเู้ ชยี วชาญทางกฎหมาย
7.2.3 การคน้ ควา้ ขอ้ มูลกฎหมายจากการสงั เกตและฝกปฏบิ ตั ิ
การสังเกตุจากสถานการณทื เี ปนจรงิ สามารถชว่ ยเพมิ พูนความรคู้ วามเข้าใจนอกเหนอื ไปจากการอา่ น
ตาํ ราเรยี นได้ โดยผู้เรยี นสามารถเขา้ สังเกตกุ ารณก์ ารพิจารณาคดขี องศาลได้ ยกเว้นคดที ีต้องทํา
เปนการลับเฉพาะ และยงั สามารถเข้าฝกงานกบั หนว่ ยงานทางกฎหมายต่าง ๆ ไดอ้ ันจะเปนการไดฝ้ ก
ปฏิบตั ิงานโดยตรง โดยเฉพาะสาํ นักงานกฎหมาย ซงึ อาจจะไดร้ บั มอบหมายใหค้ น้ ควา้ ข้อกฎหมายต่าง
ๆ คําพิพากษาศาลฎกี า ทําความเหน็ รา่ งเอกสารต่าง ๆ เปนตน้
7.2.4 การคน้ ควา้ ขอ้ มูลกฎหมายจากเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ นต็
การศึกษาขอ้ มลู จากอินเทอรเ์ น็ต ผเู้ รยี นต้องตรวจสอบความถูกตอ้ งของขอ้ มลู ต่าง ๆ เนืองจาก
ข้อมูลทีปรากฏอยู่อาจมีปญหาต่าง ๆ เช่น ขอ้ มลู มกี ารเพิมมากขนึ หรอื ขาดหายไปจากความจรงิ
ข้อมลู ไมม่ กี ารจดั อยา่ งเปนระเบยี บ ไมม่ แี หลง่ ขอ้ มลู ทีเพยี งพอ เปนตน้ โดยสามารถใชเ้ วบ็ ไซต์ตา่ ง ๆ
ตามทรี ะบุไวใ้ นตําราเรยี นเปนแหล่งขอ้ มลู อ้างอิงได้
ตอนที 7.3 การวจิ ยั ทางนติ ศิ าสตร์
หนว่ ยที 7 การศกึ ษา ค้นควา้ และวจิ ัยทางนิตศิ าสตร์ 9
7.3.1 ลกั ษณะทวั ไปของการวจิ ยั
การวิจัยเปนการคน้ คว้าเพอื หาขอ้ มูลทถี ถี ้วนตามหลักวิชา เพอื หาขอ้ เท็จจรงิ ในสงิ ทเี ปนเปาหมายของ
การวิจยั นัน และเพือใหไ้ ดม้ าซงึ ขอ้ สรปุ ในเรอื งนันทีมคี วามนา่ เชอื ถอื โดยการวจิ ยั ต้องมลี ักษณะดังนี
1. เปนการศึกษาค้นความข้อเท็จจรงิ
2. เปนกระบวนการหรอื การระทําทมี รี ะบบระเบียบ
3. เปนการกระทาํ ทมี จี ุดมุง่ หมายทีแน่นอน
ประเภทของงานวจิ ัย สามารถแบง่ ได้เปนหลายกรณี ดังเช่น
1. แบง่ ตามการนาํ ผลทีไดไ้ ปใช้ เช่น การวจิ ัยพืนฐานเปนไปเพือการขยายความรูใ้ นเรอื งนันใหม้ าก
ขนึ หรอื การวจิ ัยประยุกตน์ นั เปนไปเพือนําผลทไี ด้ไปปรบั ปรุงสภาพความเปนอยู่ของมนุษย์และ
สังคม หรอื การวิจัยเชงิ ปฏิบตั เิ ปนไปเพือนําผลทไี ดไ้ ปใชใ้ นการแก้ปญหาโดยตรง เปนต้น
2. แบง่ ตามสาขาวิชาการ ซึงขนึ อยู่กับวา่ หวั ข้อวิจัยนนั เกยี วกับศาสตรใ์ ด เชน่ การวิจัยทาง
นิตศิ าสตร์ เปนการวิจัยทางดา้ นสังคมศาสตร์
3. แบ่งตามลกั ษณะข้อมูล คอื วิจัยเชิงปรมิ าณ ซงึ แสดงผลเปนตวั เลข หรอื การวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพ ที
มีการอธิบายขอ้ มลู ทีได้ในเชิงคําอธบิ ายขยายความ
4. แบง่ ตามวตั ถปุ ระสงค์และวธิ กี ารเสนอขอ้ มลู เชน่ การวิจยั ขันสํารวจทตี อ้ งการข้อมูลพนื ฐาน หรอื
การวิจัยเชิงบรรยาย ซงึ ต้องการหาคาํ ตอบว่าอะไรและอยา่ งไร โดยไม่เน้นการหาเหตุผล หรอื การ
วจิ ยั เชงิ อรรถาธบิ าย ซงึ เปนการวจิ ัยทชี คี วามสมั พนั ธข์ องตัวแปรวา่ เปนเหตเุ ปนผลหรอื ไม่ หรอื
การวิจยั เชิงคาดคะแน เปนการวจิ ัยทอี าศยั การคาดการณใ์ นอนาคต หรอื การวจิ ยั เชิงวินจิ ฉยั
เปนการวจิ ัยเพือหาสาเหตขุ องปญหา
5. แบ่งความความสามารถในการคุมตัวแปร เช่น การวจิ ัยเชงิ ทดลอง ทคี วบคุมตัวแปรทไี ม่ต้องการ
ใหม้ ีผลกับงานวิจัย หรอื การวจิ ยั เชงิ กงึ ทดลอง เปนการควบคุมตัวแปรทเี กยี วขอ้ งทีไม่ตอ้ งการ
บางตัวใหม้ ีผลกบั งานวิจัย หรอื การวิจัยเชงิ ธรรมชาตทิ ีไม่มีการสรา้ งสถานการณห์ รอื เงือนไขใด
ๆ
6. แบ่งตามระเบยี บวิธีการวิจัย เช่น การวิจยั เชิงประวัตศิ าสตร์ เปฯการใช้ระเบียบวิธที าง
วทิ ยาศาสตรใ์ นการหาขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื การวิจยั เชงิ บรรยาย หรอื การวิจัยเชิงทดลอง
7. แบ่งตามระเบยี บวธิ กี ารวิจยั ทวั ไป เช่น การวินิจจยั เชงิ ยอ้ นรอย ซงึ ศกึ ษาจากผลไปหาเหตุ หรอื
การวิจยั เชงิ สาํ รวจ ซงึ หาขอ้ มูลวา่ เทจ็ จรงิ อย่างไร หรอื การวจิ ัยเชงิ ชาติพันธุว์ รรณา ซงึ เปนการ
วจิ ัยเชิงคุณภาพ หรอื การวจิ ยั เชิงประเมินผล ซงึ เปนการวดั ระดบั ความสําเรจ็
7.3.2 วธิ กี ารวจิ ยั ทางนติ ศิ าสตร์
หนว่ ยที 7 การศึกษา ค้นควา้ และวจิ ัยทางนิติศาสตร์ 10
โดยเบอื งต้นแล้ว การวจิ ัยทางนติ ศิ าสตรส์ ามารถแบง่ ได้ 2 รูปแบบ
1. การศึกษาจากปญหากฎหมาย โดยนําขอ้ มลู ของกฎหมายจากแหล่งตา่ ง ๆ มาเปรยี บเทียบกับ
หวั ขอ้ วจิ ยั ทีตงั ขึน แตไ่ ม่ใช่วธิ ีการทางสถิตเิ ขา้ มาเกียวขอ้ ง สุดทา้ ยจงึ สรุปเปนข้อเสนอแนะจาก
การศึกษาเรอื งเหลา่ นนั วิธกี ารนีเปนการมองยอ้ นไปในอดตี เปนการวิจัยเชิงประวัตศิ าสตรว์ า่ สิง
ใดควรจะมกี ารปรบั ปรุง แก้ไขใหเ้ หมาะสมกบั สถานการณป์ จจุบัน ซึงไมไ่ ดเ้ ปนการวิจยั เชงิ
ประจักษ์ (Non-emprirical research) กลา่ วคอื เปนการวจิ ัยทไี ม่ไดเ้ กิดขนึ จากการทดลอง
สงั เกตกุ ารณ์
2. การศึกษาปญหากฎหมายจากการใชข้ ้อมลู ปฐมภูมิ โดยใช้วธิ ีการทางสถติ ิมาวเิ คราะหเ์ พอื ประเมิน
คา่ กับปญหาทีตังขนึ แลว้ จงึ สรปุ วา่ ควรผลทไี ด้จากการวเิ คราะหต์ ามข้อมูลทีไดก้ ับปญหาทตี งั ขึน
เปนอยา่ งไร เปนการวิจัยเชงิ ประจักษ์ (Empirical research)
การวจิ ยั ทางกฎหมายนันสามารถทาํ ขนึ ในทุก ๆ ขนั ตอนทางกฎหมายเพอื วัตถุประสงคท์ ีตา่ งกนั ใน
แตล่ ะลําดบั
วจิ ัยเพือใหม้ ีการรา่ งกฎหมายทมี ปี ระสทิ ธภิ าพในขนั ตอนของนติ บิ ัญญัติ
วิจัยเพือใหม้ กี ารประเมนิ วา่ การดําเนนิ การตามกฎหมายได้ผลลพั ธท์ ีนา่ พึงพอใจหรอื ไมใ่ นขันตอน
ของการบงั คบั ใชก้ ฎหมาย
วจิ ัยเพอื ใหร้ ขู้ ้อบกพรอ่ งในกฎหมายทีบังคบั ใชไ้ ปแล้วเพอื ใหฝ้ ายนิตบิ ัญญัตินาํ ไปปรบั ปรงุ แกไ้ ขใน
อนาคต
การเขียนวจิ ยั ทางนิติศาสตรโ์ ดยทัวไป แบง่ ขันตอนเปน
1. วางกรอบปญหาทตี อ้ งการทาํ วจิ ยั และคน้ หาคาํ สาํ คัญ เปนการเขียนบทนาํ ซงึ แจง้ รายละเอยี ด
ปญหาทตี ้องทําวิจยั ซงึ ผทู้ ําวิจยั จําเปนต้องอา่ นข้อเท็จจรงิ เพือใหแ้ น่ใจในเรอื งนนั ๆ และชแี จงให้
เหน็ ถงึ ปญหาเบอื งต้นทีตอ้ งการทําวจิ ัย ซงึ ในการหาขอ้ เท็จจรงิ นัน มีกฎเกณฑท์ ีเรยี กว่า TAPP
มาใช้ดงั นี
a. T (Thing) สิงทเี กียวขอ้ ง
b. A (Action) การกระทําทสี รา้ งปญหา
c. P (Person) บุคคลทเี กียวข้องกับปญหา
d. P (Place) สถานทที ีเกิดปญหา
ในทางกฎหมาย สิงเหล่านีอาจหมายถงึ ผูเ้ สยี หาย เหตุทีเกิด ข้อต่อสู่ คา่ เสียหาย คา่ สนิ ไหม
ทดแทน หรอื กระบวนการพจิ ารณาทีเกยี วข้อง
ในหวั ขอ้ วจิ ัยนันอาจเกยี วข้องกับประเด็นปญหาหลายประเดน็ ดังนนั ผู้วิจยั จึงจาํ เปนต้องศึกษา
สิงทเี ปนพืนฐานใหเ้ ขา้ ใจถอ่ งแท้ จึงจะสามารถทําวิจัยได้ตรงและครอบครวั ประเดน็ ในงานวจิ ัยได้
หนว่ ยที 7 การศกึ ษา ค้นคว้า และวจิ ยั ทางนิตศิ าสตร์ 11
2. เขียนบรรยายข้อเท็จจรงิ ทีเกียวข้องกบั ปญหา อาจเรมิ ศึกษาจากหนงั สือทเี กยี วข้องกบั ปญหา
บทความ สารานุกรม ฐานข้อมลู หรอื คําพพิ ากษา เปนต้น
3. คน้ หาตวั บทกฎหมายและระเบยี บทีเกียวขอ้ งทังหมด ซงึ ข้อมลู เหลา่ นีเปนข้อมูลปฐมภมู ิ (Primary
Source) ทตี อ้ งนาํ มาใชท้ ังหมด รวมไปถึงศกึ ษาทมี าขอ้ งกฎหมายระเบยี บเหล่านันด้วยวา่ การ
รา่ ง ประกาศ หรอื แกไ้ ขใหไ้ ด้มานันมีทมี าอยา่ งไร รวมถงึ ดกู ารตีความของศาลว่ามกี ารตีความไว้
อย่างไรด้วย
4. บูรณาการกฎหมาย ระเบียบ ข้อวิพากษ์ตา่ ง ๆ ทเี กยี วข้องกับปญหาทังหมด โดยนําเอาข้อเท็จ
จรงิ ทเี กิดขึนมากลนั กรองว่าสว่ นใดเปนประเด็นทางกฎหมาย และวางหลักกฎหมายในแตล่ ะ
ประเด็น ค้นหาคําพพิ ากษาหรอื คดีแต่ละประเด็น หาข้อมูลจากรายงานทางกฎหมาย สดุ ทา้ ยจึง
เขยี นวิเคราะหต์ ามประเด็นต่าง ๆ ในทุกขันตอน หาว่าขอ้ โต้แย้งตา่ ง ๆจะรวบรวมอยา่ งไรจงึ จะ
เหมาะสม เหตุผลในแตจ่ ุด แต่ละขนั ตอนคืออะไร และจุดดอ้ ยคอื อะไร
5. ย่อหวั ขอ้ สดุ ท้าย คือ จดั ทาํ สรปุ และเสนอแนะวิเคราะหแ์ ละเขยี นงานวจิ ัย โดยย่อหวั ขอ้ ในแตล่ ะ
ประเดน็ ครงั สดุ ทา้ ย จดั รูปแบบ และเขียนวเิ คราะหป์ ระเด็นใหญ่และประเด็นยอ่ ยพรอ้ มข้อเสนอแนะ
ตวั อยา่ งหวั ข้องานวิจยั "ปญหาทางกฎหมายทเกียวกับการย้ายถนิ จากชนบทสู่เมอื ง"
บทที 1 กลา่ วถงึ ปญหาทีเกิดขนึ เกียวกบั การยา้ ยถิน และกฎหมายทมี อี ยูเ่ ปนอย่างไร
บทที 2 อธบิ ายรายละเอียดหวั ข้อเรอื งการย้ายถินจากชนบทสเู มอื ง
บทที 3 อธิบายเรอื งกฎหมายทเี กยี วข้องกบั เรอื งนี
บทที 4 บูรณาการบทที 2 และที 3 ใหผ้ สมกลมกลนื โดยวธิ วี เิ คราะห์ สังเคราะห์ และ
บรรยาย
บทที 5 บทสรปุ และเสนอแนะว่าปญหาทเี กดิ ขึน กฎหมายทมี ีอยูค่ วรมกี ารปรบั ปรงุ แก้ไข
หรอื ดแี ล้วอยา่ งไร
7.3.3 ประโยชนท์ ไี ดร้ บั จากการวจิ ยั ทางนติ ศิ าสตร์
ประโยชน์ทีไดจ้ ากการวิจยั ทางนิติศาสตร์ มดี งั นี
1. ช่วยพัฒนากฎหมายทสี ง่ ผลต่อเศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งของประเทศ
2. ช่วยถา่ ยทอดประสบการณแ์ ละองคค์ วามรูใ้ หน้ กั กฎหมายรนุ่ ต่อไป
3. ช่วยใหค้ ้นพบหลักหรอื ทฤษฎที างกฎหมายใหม่ ๆ ทีมปี ระโยชน์ในการนาํ มาปรบั ใช้ใหเ้ หมาะกบั
สภาพสงั คมทีเปลยี นไป
หนว่ ยที 7 การศกึ ษา ค้นคว้า และวิจัยทางนิตศิ าสตร์ 12
4. ช่วยในการกําหนดนโยบายหรอื การปฏิบตั ิงานใหม้ ีประสทิ ธิภาพ ทังสว่ นของการออกกฎหมาย
หรอื กระบวนการยุติธรรม
5. ช่วยใหน้ กั กฎหมายเลือกวิธีปฏบิ ัติงานทดี ที สี ุดและประหยดั
6. ช่วยในการประเมิลผลงานทางกฎหมาย อนั จะเกิดขนึ จากข้อปญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้
กฎหมายตา่ ง ๆ
7. ชว่ ยแกไ้ ขปญหาไดถ้ กู ต้องและยุตธิ รรม ซึงสามารถลดคาํ พิพากษาทีอาจไมย่ ุตธิ รรมตอ่ คู่คดีในแง่
มุมใดหนงึ
8. ชว่ ยในการบรหิ าร โดยอาจนาํ ผลวิจยั ทไี ดไ้ ปช่วยบรหิ ารจดั การภายในองคก์ ร
9. ชว่ ยสรา้ งและพัฒนากฎหมาย รวมทงั บงั ใชก้ ฎหมายทดี ีและยุติธรรม
วตั ถปุ ระสงค์
อธิบายความหมายและวิธีการของการศกึ ษาทางนติ ศิ าสตรไ์ ด้
อธิบายความหมายและวธิ กี ารของการคน้ คว้าทางนิตศิ าสตรไ์ ด้
อธบิ ายความหมายและวิธกี ารของการวจิ ัยทางนิตศิ าสตรไ์ ด้
หนว่ ยที 7 การศึกษา ค้นคว้า และวจิ ยั ทางนติ ศิ าสตร์ 13
⚖
หนว่ ยที 8 การบญั ญตั กิ ฎหมาย
Class 40101
Created @August 23, 2021 7:21 PM
Materials
Property
Reviewed
Type Lecture
สารบญั 1
สารบญั
ตอนที 8.1 วธิ กี ารบญั ญัติกฎหมาย
8.1.1 การเสนอใหบ้ ญั ญตั ิกฎหมาย
วิธเี สนอใหบ้ ญั ญตั กิ ฎหมาย
ผู้มีอํานาจเสนอกฎหมาย
8.1.2 การพิจารณารา่ งกฎหมาย
การพจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญัตโิ ดยสภาผู้แทนราษฎร
การพิจารณารา่ งพระราชบญั ญัติโดยวุฒิสภา
การพิจารณารา่ งพระราชบญั ญตั ิทีต้องยับยงั
หนว่ ยที 8 การบญั ญัตกิ ฎหมาย
การตราพระราชกําหนด
8.1.3 การบญั ญัตเิ ปนกฎหมายใชบ้ งั คับ
การลงพระปรมาภิไธย
การบงั คับใช้พระราชกําหนด
ตอนที 8.2 หลักในการบญั ญตั กิ ฎหมาย
8.2.1 การบญั ญตั กิ ฎหมายใหถ้ กู ตอ้ ง
บญั ญัตใิ หถ้ กู วธิ กี าร
บญั ญัติใหถ้ กู แบบ
บญั ญตั ิใหถ้ กู เนอื หา
บญั ญัตใิ หถ้ กู หลักภาษา
8.2.2 การบญั ญตั กิ ฎหมายใหแ้ นน่ อน
การบญั ญัติใหช้ ัดเจน
การบญั ญัติใหร้ ดั กมุ
8.2.3 การบญั ญัติกฎหมายใหส้ มบูรณ์
การบญั ญตั ิใหไ้ ด้สาระครบถ้วน
การบญั ญัติใหค้ รอบคลมุ ไม่ขาดตกบกพรอ่ ง
การบญั ญัตใิ หส้ อดคลอ้ งไม่ขัดกนั
การบญั ญัตใิ หเ้ ชือมโยงไม่ขาดตอน
8.2.4 การบญั ญัติกฎหมายใหศ้ ักดสิ ทิ ธิและสมั ฤทธผิ ล
การบญั ญตั ิใหศ้ ักดิสทิ ธิ
การบญั ญตั ใิ หส้ มั ฤทธผิ ล
8.2.5 การบญั ญตั กิ ฎหมายใหต้ ้องตามความนิยม
ความนิยมในลีลาและถ้อยคํา
ความนยิ มในการใชต้ วั เลขและตัวหนงั สอื
วตั ถปุ ระสงค์
ตอนที 8.1 วธิ กี ารบญั ญตั กิ ฎหมาย
8.1.1 การเสนอใหบ้ ญั ญตั กิ ฎหมาย
การตรากฎหมายหรอื แก้ไขปรบั ปรุงกฎหมายใด ๆ ขึนมา กค็ วรมีข้อพิจารณาในการตรากฎหมายเพอื
ใหส้ อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการและสภาพบรบิ ทของสงั คมดว้ ย โดยอาจพิจารณาตามหลักตา่ ง ๆ ดงั นี
1. ความจําเปนทจี ะตอ้ งมีกฎหมายนัน
2. การศกึ ษาวเิ คราะห์ วจิ ยั สว่ นทเี ปนสาระสําคญั ของกําหมาย ทางเลอื กเชิงนโยบาย และผลกระทบ
ตอ่ รฐั และประชาชน
3. ต้องไมข่ ัดกบั กฎหมายทมี ีศกั ดสิ ูงกวา่
หนว่ ยที 8 การบญั ญตั กิ ฎหมาย 2