The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน 1-2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2023-07-12 02:14:01

วิจัยในชั้นเรียน 1-2565

วิจัยในชั้นเรียน 1-2565

รายงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนามโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส โดยการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับการสร้างชิ้นงานภาพเคลื่อนไหว (Stop motion) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนสามเงาวิทยาคม จัดทำโดย นางสาวโชติกา สีกาวี รหัสนักศึกษา 61181570129 สาขาชีววิทยา รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาภาคเรียนที่ 1/2565 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง


ชื่อเรื่องวิจัย : การพัฒนามโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับการสร้างชิ้นงาน ภาพเคลื่อนไหว (Stop motion) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนสามเงาวิทยาคม ชื่อผู้วิจัย : นางสาวโชติกา สีกาวี ระยะเวลาที่ทำวิจัย : ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 1. ความเป็นมาและสาเหตุของปัญหา กระบวนการจัดการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์มีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างมากในการปรับปรุง และพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนต้องจัดกระทำ ลงมือปฏิบัติ ไม่ใช่เพียง เป็นผู้รับสาร ผู้สอนจึงจำเป็นต้องจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ (Construction) เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้วิทยาศาสตร์ เช่น ความเข้าใจในมโนทัศน์ (Concept) ทางวิทยาศาสตร์ จุดมุ่งหมายที่สำคัญของการจัดการเรียนรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์ตามที่สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งกำหนดไว้มีหลายประเด็น หนึ่งประเด็นที่สำคัญคือ การพัฒนามโนทัศน์ ทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนให้ตรงกับมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์ สถาบันส่งเสริม การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (The Institute for the Promotion of Teaching Science and Technology (IPST), 2013 ครูผู้สอนจึงมีบทบาทสำคัญในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนมีมโนทัศน์สอดคล้อง กับมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์มากที่สุด และเป็นไปตามหลักสำคัญของการจัดการเรียนรู้ตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ที่เน้นให้ นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง มีการฝึกปฏิบัติให้คิดเป็นทำเป็น และผสมผสานสาระความรู้ ต่างๆ เข้าด้วยกัน (Office of the National Education Commission, 2002) โดยหลักการจัดการ เรียนรู้ดังกล่าวสอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) ที่นักเรียนไม่ได้เป็น ผู้คอยรับข้อมูลจากครูผู้สอนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้สร้างความรู้บนพื้นฐานของประสบการณ์เดิม ของตนเองและจากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (Richardson, 2003) เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนสร้าง ความรู้ด้วยตนเองเพิ่มมากขึ้น จากการสังเกตชั้นเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีมโน ทัศน์ที่คลาดเคลื่อนเรื่อง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส มโนทัศน์ในเรื่องนี้ส่วนใหญ่มีเนื้อหาที่มีความเป็น นามธรรมค่อนข้างสูง เนื่องมาจากไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีคำศัพท์เทคนิคมาก


มีกระบวนการขั้นตอนที่ซับซ้อน เช่นความแตกต่างของโครโมโซมกับโครมาทิด การเพิ่มและลดจำนวน โครโมโซม รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดในระยะต่าง ๆ หากนักเรียนมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนเรื่องการแบ่ง เซลล์แบบไมโทซิส จะส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนในหัวข้ออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การจัดการเรียนรู้เนื้อหาวิชาชีววิทยาให้มีประสิทธิภาพ ผู้สอนมีความจำเป็นต้องออกแบบ กิจกรรมกิจกรรมที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ (Hands-on Activity) ส่งเสริมผู้เรียนให้สร้างความรู้ ด้วยตนเอง ผ่านกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Based) โดยกิจกรรมที่มีรูปแบบให้นักเรียน ได้ลงมือปฏิบัติ สร้างความรู้ด้วยตนเองและอยู่บนพื้นฐานการสืบเสาะหาความรู้ที่เป็นที่น่าสนใจคือ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการ จัดการเรียนรู้ โดยนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยสื่อจากคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาระดับใดก็ตาม สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น (Vantipa, 2002) นอกจากนี้สื่อ การเรียนรู้ที่เป็นภาพเคลื่อนไหว (animation) ซึ่งสร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ยังสามารถ ส่งเสริมให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ด้วย (Poohkay and Szabo, 1995) ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยในฐานะผู้รับผิดชอบการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา 1 ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 จึงต้องการส่งเสริมให้นักเรียนมีความเข้าใจในมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบ ไมโทซิส โดยการเรียนรู้ด้วยตนเองจากการสร้างภาพเคลื่อนไหวด้วยคอมพิวเตอร์ซึ่งนักเรียนสามารถ สร้างได้ง่าย โดยใช้กล้องบันทึกภาพหุ่นจำลอง (model) ที่สร้างขึ้นจากวัสดุต่างๆ ได้แก่ ดินน้ำมัน ทุก ขณะที่มีการขยับหรือเปลี่ยนตำแหน่ง และในปัจจุบันมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการผลิต ภาพเคลื่อนไหวอย่างมากมาย แนวทางการแก้ปัญหา จากการศึกษาข้อมูลพบว่า การเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน (The 5 E’s of Inquiry-Based Learning) เป็นรูปแบบของการเรียนรู้ที่เน้นให้นักเรียนมีประสบการณ์ตรงในการ เรียนรู้ โดยการแสวงหาและศึกษาค้นคว้า เพื่อสร้างองค์ความรู้ของตนเอง โดยใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ ซึ่งมีครูผู้สอนคอยอำนวยการและสนับสนุน ทำให้ผู้เรียนสามารถค้นพบความรู้หรือ แนวทางแก้ปัญหาได้ตัวเอง และสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน นับได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการ เรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ Stop Motion คือ การสร้างภาพเคลื่อนไหวโดยการฉายภาพนิ่งหลายๆ ภาพต่อเนื่องกันด้วย ความเร็วสูง ใชเทคนิคการถ่ายภาพ วาดรูป หรือรูปถ่ายแต่ละขณะของตัวละคร หรือหุ่นจําลองที่ค่อย ๆ ขยับ เรียกวาภาพเคลื่อนไหวแบบการเคลื่อนที่หยุด หรือการวางเรียงสิ่งของแลวนำเสนอ


ออกมาเป็นเรื่องราวของภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นเทคนิคการสร้างแอนิเมชันที่นาสนใจ เนื่องจากเป็น การทำใหวัตถุหรือสิ่งของสามารถเคลื่อนที่ได้การใหผู้เรียนทำแอนิเมชันทำใหผู้เรียนได้เรียนรูวาจะทำ อย่างไรถึงจะทำใหการทำงานในกลุมเกิดประสิทธิภาพในประเด็นของการคิดสร้างสรรค การคนหา ข้อมูล การออกแบบข้อความและเสียง และการแบงปันแนวความคิดและขอมูลซึ่งกันและกัน ผู้เรียน จะเรียนรู้อย่างมีความสุข เนื่องจากการวางแผนและการสร้างสรรคผลงานสร้างความตื่นเต้นใหผู้เรียน มากกวาการนั่งดูการนําเสนอเพียงอย่างเดียว ผู้เรียนจะมีความภาคภูมิใจที่ได้แบงปัน ได้นําเสนอ ผลงานอันเป็นเอกลักษณหนึ่งเดียวของพวกเขา และยังทำให้นักเรียนมีความเข้าใจในมโนทัศน์ทาง วิทยาศาสตร์จากการได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้เรื่อง การแบ่ง เซลล์แบบไมโทซิส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนสามเงาวิทยาคม 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับการสร้างชิ้นงานภาพเคลื่อนไหว (Stop motion) วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังการ จัดการเรียนรู้เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส และความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียน ด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับการสร้างชิ้นงานภาพเคลื่อนไหว (Stop motion) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนสามเงาวิทยาคม การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัย ตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. ประชากร 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 1. ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนสามเงาวิทยาคม ที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 รูปแบบการเรียน ในสถานที่ตั้ง (Onsite) จำนวน 41 คน โดยการเลือก กลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง (Purposive Sampling)


1.1 เนื้อหา เนื้อหารายวิชาชีววิทยา 1 เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส 1.2 ระยะ ผู้วิจัยได้กำหนดเวลาในการดำเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โดย ใช้เวลาในการทำวิจัยทั้งสิ้น 5 ชั่วโมง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบวัดมโนทัศน์เรื่องการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส ประกอบด้วยคำถามปลายเปิดจำนวน 4 ข้อ ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมความรู้พื้นฐานได้แก่ ความสำคัญของการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส ฮอมอโลกัส โครโมโซม เซลล์ดิพลอยด์ เซลล์แฮพลอยด์ วัฏจักรของเซลล์ และขั้นตอนการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส 2) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส มีกิจกรรมที่เน้นการสร้างความรู้ ด้วยตนเอง และสอดคล้องกับตัวชี้วัดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้รูปแบบการเรียนรู้แบบ สืบเสาะ (5Es) และการสร้างภาพเคลื่อนไหวด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นแบบสอบถามจากระดับ ความ คิดเห็น 5 ระดับ จำนวน 8 ข้อ ซึ่งเป็นแบบวัดแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ได้แก่ 5 = มากที่สุด 4 = มาก 3 = ปานกลาง 2 = น้อย 1 = น้อยที่สุด 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยเริ่มจาก ให้นักเรียนทำทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบ วัดมโนทัศน์เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส โดยใช้เวลา 30 นาที และชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจรูปแบบ การเรียนรู้ด้วยการสร้างภาพเคลื่อนไหวด้วยคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นผู้วิจัยจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส จำนวน 3 คาบ โดยใช้เวลาเรียนจำนวน 3 คาบต่อสัปดาห์และทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกใน การเรียนรู้ (learning facilitator) โดยขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ครูใช้รูปภาพเซลล์ร่างกายที่กำลังเพิ่ม จำนวน เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนถามคำถามเพื่อนำไปสู่การสำรวจตรวจสอบเกี่ยวกับกระบวนแบ่งเซลล์ แบบไมโทซิส ในขั้นสำรวจและค้นหา ให้นักเรียนวางแผน เก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการแบ่งเซลล์ เพื่อใช้ในการสร้างปั้นดินนํ้ามันเพื่อแสดงการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส นักเรียน


ต้องถ่ายรูปในแต่ละขั้นตอนของการแบ่งเซลล์ตั้งแต่เริ่มแบ่งเซลล์จนกระทั้งแบ่งเซลล์เสร็จสิ้น ขั้นอภิปรายและลงข้อสรุป นักเรียนนำภาพที่ถ่ายไว้ไปสร้างภาพเคลื่อนไหวใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่วนครูทำหน้าที่เป็นผู้แนะนำกระตุ้นการเรียนรู้ให้เกิดกับนักเรียนในแต่ละคาบเรียน ตลอดจนสังเกต และบันทึกผลการสังเกตการทำงานกลุ่ม รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักเรียนแต่ละคนประเมินการทำงาน กลุ่มของนักเรียนเอง นักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน ขั้นขยายความรู้ ครูให้นักเรียน เขียนแผนผังการสร้างชิ้นงานภาพเคลื่อนไหวบูรณาการเข้ากับ STEM Education หลังจบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ให้นักเรียนทำแบบวัด มโนทัศน์เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบไม โทซิส ซึ่งเป็นฉบับเดียวกันกับแบบทดสอบก่อนเรียน โดยใช้เวลา 30 นาที และบันทึกผลคะแนน และ ให้นักเรียนทำแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับการ สร้างชิ้นงานภาพเคลื่อนไหว (Stop motion) 4. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 4.1 การวิเคราะห์ข้อมูล 1. คำตอบของนักเรียนจากแบบวัดมโนทัศน์เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส ผู้วิจัยนำมาอ่าน ตีความ และจำแนกคำตอบของนักเรียนเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ 1.1 กลุ่มมโนทัศน์วิทยาศาสตร์ถูกต้อง หมายถึง นักเรียนตอบคำถามสอดคล้องกับ มโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ครบทุกมโนทัศน์ 1.2 กลุ่มมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์แบบไม่สมบูรณ์ หมายถึง นักเรียนตอบคำถาม สอดคล้องกับมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 1 มโนทัศน์ แต่ไม่มีส่วนผิด 1.3 กลุ่มมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์บางส่วนถูกต้องและมโนทัศน์คลาดเคลื่อน บางส่วน หมายถึงนักเรียนตอบคำถามสอดคล้องกับมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 1 มโนทัศน์ และมีบางมโนทัศน์คลาดเคลื่อนจากมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ 1.4 กลุ่มมโนทัศน์คลาดเคลื่อน หมายถึง นักเรียนตอบคำถามไม่สอดคล้องกับมโน ทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ 1.5 กลุ่มที่ไม่มีคาตอบ หมายถึง นักเรียนไม่ได้ตอบคาถาม 2. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียน โดยหาค่าเฉลี่ย (̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)


เกณฑ์ในการแปลความหมายของค่าคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียน กําหนดไว้ดังนี้ 4.51 – 5.00 หมายถึง มากที่สุด 3.51 – 4.50 หมายถึง มาก 2.51 – 3.50 หมายถึง ปานกลาง 1.51 – 2.50 หมายถึง น้อย ต่ำกว่า 1.50 หมายถึง น้อยที่สุด 4.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1) ค่าเฉลี่ย (Mean) จากสูตร μ = Σx N เมื่อ μ แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนน Σx แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 2) ร้อยละ (Percentage) โดยคำนวณจากสูตร P = F N x 100 เมื่อ P แทน ร้อยละ F แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 3) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) จากสูตร σ = √ NΣx 2 − (Σx) 2 N(N − 1) เมื่อ σ แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน Σx แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด Σx 2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด


5. ผลการวิจัย ผู้วิจัยขอเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการวิจัยทั้งหมด 2 ตอน โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการศึกษามโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับการสร้าง ชิ้นงานภาพเคลื่อนไหว (Stop motion) หลังการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับการสร้างชิ้นงาน ภาพเคลื่อนไหว (Stop motion) พบว่านักเรียนมีมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบ ไมโทซิส สอดคล้องกับมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นทุกมโนทัศน์ ดังแสดงใน ตารางที่ 1 1. ความสำคัญของการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส ก่อนการจัดการเรียนรู้นักเรียนร้อยละ 43.90 นักเรียนไม่มีคำตอบ มีนักเรียนบางส่วนร้อยละ 21.95 มีมโนทัศน์คลาดเคลื่อน โดยอธิบายว่า การแบ่งเซลล์และการแบ่งนิวเคลียสคือสิ่งเดียวกัน และ การแบ่งนิวเคลียสและการแบ่งไซโทพลาสซึมจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสจะ เกิดขึ้นเฉพาะช่วงที่ร่างกายเกิดการสึกหรอ จากหลังการจัดการเรียนรู้ นักเรียนร้อยละ 53.66 มีมโน ทัศน์วิทยาศาสตร์ถูกต้อง นักเรียนสามารถอธิบายได้ว่า การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส เป็นการแบ่งเซลล์ เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ของร่างกาย สำหรับการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ หรือเพื่อสืบพันธุ์ใน สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว การแบ่งเซลล์มีทั้งการแบ่งนิวเคลียสและแบ่งไซโทพลาสซึม โดยเมื่อเสร็จสิ้นการ แบ่งนิวเคลียส จะมีการแบ่งไซโทพลาสซึมตามมาเสมอ 2. ฮอมอโลกัสโครโมโซม เซลล์ดิพลอยด์ เซลล์แฮพลอยด์ ก่อนการจัดการเรียนรู้นักเรียนร้อยละ 36.59 ไม่มีคำตอบและมีนักเรียนร้อยละ 53.66 มีมโน ทัศน์ที่คลาดเคลื่อน โดยอธิบายว่า ฮอมอโลกัสโครโมโซม คือ โครโมโซมที่มีโครมาทินเหมือนกัน 2 แท่งอยู่ติดกัน โครโมโซมที่มีลักษณะเป็น 2 แท่ง มี 1 โครมาทิด และมีการอธิบายว่าแฮพลอยด์ คือ โครมาทิน 2 แท่งและดิพลอยด์มีโครมาทิน 1 แท่ง และหลังการจัดการเรียนรู้ นักเรียนร้อยละ 56.10 มีมโนทัศน์วิทยาศาสตร์แบบสมบูรณ์ โดยนักเรียนสามารถอธิบายลักษณะของโครโมโซม จำนวนชุด โครโมโซมได้ถูกต้อง


3. วัฏจักรของเซลล์ ก่อนการจัดการเรียนรู้นักเรียนร้อยละ 51.22 นักเรียนไม่มีคำตอบ และมีนักเรียนร้อยละ 48.78 มีมโนทัศน์วิทยาศาสตร์คลาดเคลื่อน โดยอธิบายว่า เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในเซลล์ขณะเกิดการ แบ่งเซลล์ หลังการจัดการเรียนรู้พบว่านักเรียนร้อยละ 48.78 มีมโนทัศน์วิทยาศาสตร์ถูกต้อง โดย สามารถอธิบายได้ว่า วัฏจักรเซลล์ประกอบด้วยระยะอินเตอร์เฟส และระยะที่มีการแบ่งนิวเคลียส แบบไมโทซิส และแบ่งไซโทพลาสซึม 4. การเปลี่ยนแปลงนิวเคลียสในการแบ่งเซลล์แบบไมไทซิส ก่อนการจัดการเรียนรู้นักเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 60.98 นักเรียนไม่มีคำตอบ และมีนักเรียน ร้อยละ 31.71 มีมโนทัศน์คลาดเคลื่อน โดยพิจารณาจากภาพวาดและคำตอบด้วยการบรรยายในแต่ ละขั้นตอน นักเรียนสามารถอธิบายขั้นตอนการแบ่งเซลล์ในแต่ละระยะได้ถูกต้อง แต่สับสนเกี่ยวกับ จำนวนของโครโมโซมในแต่ละระยะ เป็นต้น และหลังการจัดการเรียนรู้พบว่า นักเรียนร้อยละ 43.90 มีมโนทัศน์วิทยาศาสตร์ถูกต้อง ซึ่งพิจารณาจากภาพวาดของการเปลี่ยนแปลงนิวเคลียสแบบไมโทซิสที่ นักเรียนวาดและคาตอบด้วยการบรรยายในแต่ละขั้นตอนเช่นเดียวกัน


ตอนที่ 1 ผลการศึกษามโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส ของนัก ร่วมกับการสร้างชิ้นงานภาพเคลื่อนไหว (Stop motion) มโนทัศน์ที่วัด จำ มโนทัศน์วิทยาศาสตร์ ถูกต้อง มโนทัศน์ทาง วิทยาศาสตร์แบบไม่ สมบูรณ์ แ ก่อน หลัง ก่อน หลัง ความสำคัญของการ แบ่งเซลล์แบบไมโทซิส 1 (2.43) 22 (53.66) 3 (7.32) 8 (19.51) ฮอมอโลกัสโครโมโซม เซลล์ดิพลอยด์ เซลล์ แฮพลอยด์ 0 (0) 23 (56.10) 0 (0) 8 (19.51) วัฏจักรของเซลล์ 0 (0) 20 (48.78) 0 (0) 14 (34.15) การเปลี่ยนแปลง นิวเคลียสในการแบ่ง เซลล์แบบไมไทซิส 0 (0) 18 (43.90) 0 (0) 15 (36.59)


กเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) จำนวนนักเรียน (ร้อยละ) มโนทัศน์ทาง วิทยาศาสตร์บางส่วน ละคลาดเคลื่อนบางส่วน มโนทัศน์คลาดเคลื่อน ไม่มีคำตอบ ก่อน หลัง ก่อน หลัง ก่อน หลัง 10 (24.39) 11 (26.83) 9 (21.95) 0 (0) 18 (43.90) 0 0 4 (9.76) 7 (17.07) 22 (53.66) 3 (7.32) 15 (36.59) 0 (0) 0 (0) 5 (12.20) 20 (48.78) 2 (4.88) 21 (51.22) 0 (0) 3 (7.31) 5 (12.20) 13 (31.71) 0 (0) 25 (60.98) 3 (7.32)


ตอนที่ 2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับการสร้างชิ้นงานภาพเคลื่อนไหว (Stop motion) ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามความพึงพอใจ หลังการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะ (5Es) ร่วมกับการสร้างชิ้นงานภาพเคลื่อนไหว (Stop motion) โดยภาพรวมมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก (̅= 4.40, S.D.= 0.73) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ ในระดับมากที่สุด 5 หัวข้อ คือ ผู้เรียนมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นและรับฟังความคิดเห็นของอื่น (̅= 4.56, S.D.= 0.59) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำให้ผู้เรียนเกิดการบูรณาการความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ (̅= 4.54, S.D.= 0.64) ผู้เรียนมีการอภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งภายในกลุ่มและนอกกลุ่ม (̅= 4.54, S.D.= 0.71) ผู้เรียนได้วิเคราะห์ปัญหา สร้างวิธีการแก้ปัญหาตามความสนใจ (̅= 4.44, S.D.= 0.71) การจัดการเรียนรู้ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ นำความรู้ทางชีววิทยามาใช้(̅= 4.37, S.D.= 0.80) และ ผู้สอนมีการกระตุ้นให้นักเรียนได้คิดค้นคว้า แสวงหาความรู้(̅= 4.32, S.D.= 0.79) ซึ่งมีรายละเอียดดังตารางที่ 2 ดังนี้ ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4/1 ต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับการสร้างชิ้นงานภาพเคลื่อนไหว (Stop motion) หัวข้อประเมิน ̅ S.D. แปลผล 1. ผู้สอนเปิดโอกาสให้ซักถาม แสดงความ คิดเห็น ร่วมกันอภิปรายคำตอบ 4.17 0.77 มาก 2. ผู้สอนมีการกระตุ้นให้นักเรียนได้คิดค้นคว้า แสวงหาความรู้ 4.32 0.79 มาก 3. ผู้สอนให้คำปรึกษาในการทำกิจกรรม 4.27 0.81 มาก 4. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทำให้ผู้เรียนเกิด การบูรณาการความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ 4.54 0.64 มากที่สุด 5. การจัดการเรียนรู้ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้นำ ความรู้ทางชีววิทยามาใช้ 4.37 0.80 มาก 6. ผู้เรียนมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้ง ภายในกลุ่มและนอกกลุ่ม 4.54 0.71 มากที่สุด


7. ผู้เรียนมีอิสระในการแสดงความคิดเห็น และรับฟังความคิดเห็นของอื่น 4.56 0.59 มากที่สุด 8. ผู้เรียนได้วิเคราะห์ปัญหา สร้างวิธีการ แก้ปัญหาตามความสนใจ 4.44 0.71 มาก รวม 4.40 0.73 มาก สรุปและสะท้อนความคิดเชิงวิชาชีพ สรุปผลการวิจัย นักเรียนส่วนใหญ่พัฒนามโนทัศน์วิทยาศาสตร์เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส ในทุกหัวข้อ สอดคล้องกับมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น และมีจำนวนนักเรียนที่มีแนวคิดคลาดเคลื่อนจาก แนวคิดวิทยาศาสตร์ และไม่เข้าใจแนวคิดเรื่องการแบ่งเซลล์ ลดลงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเป็น ผลมาจากการที่นักเรียนได้ลงมือทำกิจกรรมด้วยตนเอง ความกระตือรือร้นในการหาความรู้เพิ่มเติมทั้ง จากภายในและภายนอกห้องเรียน สะท้อนความคิดเชิงวิชาชีพ จากการวิจัยในครั้งนี้ พบว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับการสร้างชิ้นงาน ภาพเคลื่อนไหว (Stop motion) ทำให้นักเรียนเข้าใจในเนื้อหาของหัวข้อการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส ได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งกิจกรรมยังส่งเสริมให้นักเรียนมีการบูรณาการความรู้จากหลายสาขาเช่น คณิตศาสตร์ วิศวกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ได้สืบค้นข้อมูลจากสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ ตามความต้องการของ ผู้เรียน จากแหล่งความรู้ต่าง ๆ อย่างอิสระ ได้ออกแบบและสร้างผลงานตามความคิดของกลุ่มที่ ร่วมกัน ออกแบบ คิดวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การทำให้เกิดความภาคภูมิใจ มีความสุข สนุกสนาน มี กำลังใจในการเรียน ซึ่งทำให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจและพึงพอใจในการเรียนรู้


บรรณานุกรม The Institute for the Promotion of Teaching Science and Technology [IPST]. (2013). IPST Annual Report Summary. [Online]. Retrieved October 20, 2020, from http://eng.ipst .ac.th /files/AnnualReport_2013_Eng.pdf (in Thai) Office of the National Education Commission. National Education Act B.E. 2542 (1999) and Amendments (Second National Education Act B.E. 2545 (2002). Bangkok: Office of the National Education Commission; 2002. Thai. Richardson V. Constructivism pedagogy. Teacher College Record. 2003;105(9): 1623- 1640. Vantipa, R. A synthesis of Master’s degree thesis in Science teaching, Department of Education, Faculty of Education during 1978- 2001. Bangkok: Department of Education: Faculty of Education, Kasetsart University; 2002. Thai. Poohkay B., Szabo M. Effects of animation & visuals on learning high school mathematics. Proceedings of the Annual Meeting of the Association for Educational Communications and Technology. 1995 February; Anaheim, CA; 1995.


ภาคผนวก


แบบวัดมโนทัศน์เรื่องการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส


แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส


ภาพกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับการสร้างชิ้นงานภาพเคลื่อนไหว (Stop motion)


ภาพกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5Es) ร่วมกับการสร้างชิ้นงานภาพเคลื่อนไหว (Stop motion)


Click to View FlipBook Version