บทที่ 1 ความรทู้ ว่ั ไปเกย่ี วกับเศรษฐศาสตร์
วิชาเศรษฐศาสตร์ (Economics) เป็นวิชาที่ศึกษาเก่ียวกับพฤติกรรมของมนุษย์และสงั คม แขนงของวชิ าเศรษฐศาสตร์
ในการตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่จากัดและสามารถใช้ได้อย่างประหยัดที่สุดหรืออย่างมี 1.เศรษฐศาสตร์จุลภาค เป็นการศึกษาถึงพฤติกรรมของหน่วยเศรษฐกิจหน่วยย่อยๆ ใน
ประสิทธิภาพทางเทคนคิ สงู สดุ สงั คม เช่น การผลิต การลงทนุ การบรโิ ภคของครัวเรือน เปน็ ตน้
2.เศรษฐศาสตร์มหภาค เป็นการศึกษาพฤติกรรมทางเศรษฐกิจส่วนรวมหรือ
บิดาแห่งวิชาเศรษฐศาสตร์ คือ อดัม สมิธ (Adam smith) เป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาว ระดับประเทศ เช่น รายไดป้ ระชาชาติ ระดบั ราคาสนิ คา้ และบรกิ ารโดยท่วั ไป เปน็ ตน้
อังกฤษ ได้เขียนตาราเศรษฐศาสตร์ เล่มแรกของโลกขึ้นชื่อว่า An Inquiry into the nature ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐศาสตร์กบั วชิ าอ่ืนๆ
and Causes of the Wealth of Nations (พิมพ์คร้ังแรกปี ค.ศ. 1776) หรือที่ภายหลังเรียก
อย่างสั้นๆ ว่า the Wealth of Nations 1.เศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์ การออกกฎหมายบางเรอ่ื งอาจเกิดขึ้นจากการพยายามที่
จะแกป้ ัญหาเศรษฐกจิ เช่น กฎหมายการคา้ กาไรเกนิ ควร กฎหมายค่าแรงขนั้ ต่า เปน็ ตน้
วัตถุประสงคข์ องการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์
1. เพ่ือแสวงหาความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจรอบๆตัวเรา เป็นการศึกษา 2.เศรษฐศาสตร์กับการบริหารธุรกิจ ในการตัดสินใจของนักธุรกิจจาเป็นต้องอาศัย
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์โดยตรง หลักเกณฑ์ทางเศรษฐศาสตร์เข้าช่วยในการตัดสินใจ รวมทั้งต้องเข้าใจถึงระบบเศรษฐกิจ
2. เพ่ือควบคุมสถานการณ์และแก้ ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกิดข้ึนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ ภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนปัญหาเศรษฐกิจ เพราะจะมผี ลกระทบตอ่ การลงทุนโดยตรง
กาหนด
หนว่ ยเศรษฐกิจ คอื หนว่ ยต่าง ๆ ในเศรษฐกิจทม่ี ีการดาเนนิ กิจกรรมทางเศรษฐกิจตา่ ง ๆ ทงั้ การ บรโิ ภค การผลิต การแลกเปล่ยี น ทง้ั นี้ไมว่ ่าระบบเศรษฐกิจจะเป็นแบบใด หน่วยเศรษฐกจิ มี 3
หนว่ ยใหญ่ ๆ คือ
1.ครวั เรือน คอื หนว่ ยเศรษฐกจิ ทอ่ี าศยั อย่รู ่วมกนั เชน่ ครอบครวั บ้านเรอื น ต่าง ๆ เปน็ ตน้ และมีการตัดสนิ ใจร่วมกันในการใชท้ รพั ยากรท่ีตัวเองมีใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สดุ
2.ธรุ กจิ คือ บุคคลหรอื กล่มุ บุคคลที่นาปัจจัยการผลติ มาผลิตสินคา้ และบรกิ ารเพ่อื จาหนา่ ยแก่ผูบ้ ริโภค สาหรบั เป้าหมายของหน่วยธุรกิจคือ การแสวงหากาไรสูงสดุ
3.รฐั บาล คอื หน่วยงานทจี่ ดั ตัง้ ขึ้นโดยรัฐ เช่น หนว่ ยงานราชการ รฐั วสิ าหกจิ เป็นต้น สาหรบั เปา้ หมายของรัฐบาล คือ การดแู ลใหท้ กุ หนว่ ยเศรษฐกิจอยูร่ ่วมกันอย่างปกตสิ ขุ
เครื่องมือวิเคราะห์ ท่นี ยิ มนามาใช้อธิบายทฤษฎที างด้านเศรษฐศาสตร์ ไดแ้ ก่ ขอ้ ความบรรยาย ฟังก์ชัน สมการและกราฟ
ทรพั ยากรการผลติ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ ที่ดิน แรงงาน ทุน และผูป้ ระกอบการ
ระบบเศรษฐกิจ
1.ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม มเี สรภี าพในธรุ กิจ
2. ระบบเศรษฐกจิ แบบสังคมนยิ ม เปน็ ระบบเศรษฐกิจท่มี กี ารวางแผนจากส่วนกลาง เสรภี าพของเอกชนถูกจากัด
3. ระบบเศรษฐกจิ แบบผสม เปน็ ระบบเศรษฐกจิ ท่ีผสมระหว่างระบบทุนนยิ มกบั สังคมนิยม มีรฐั เปน็ เจา้ ของปัจจัยการผลติ หรอื ควบคุมการผลิตขนาดใหญ่ แต่ปัจจยั การผลติ ส่วนใหญเ่ ปน็ ของ
เอกชน
ปญั หาพน้ื ฐานทางเศรษฐกิจ คอื ผลติ อะไร(What) ผลติ อย่างไร(How) ผลิตเพอ่ื ใคร(For whom)
บทที่ 2 อุปสงค์ อุปทาน และภาวะดลุ ยภาพของตลาด
อุปสงค์ (demand) หมายถึง ปริมาณของสินค้าและบริการชนิดใดชนิดหน่ึงที่ผู้บรโิ ภคมี อุปทาน (supply) คือ ปริมาณสินคา้ และบริการชนดิ ใดชนิดหนง่ึ ทผ่ี ู้ผลติ พรอ้ มทจ่ี ะเสนอหรอื
ความตอ้ งการซอ้ื ในระยะเวลาหน่งึ ณ ระดบั ราคาตา่ ง ๆ ของสินคา้ ชนิดน้ัน ผลติ ออกขาย ณ ระดบั ราคาตา่ ง ๆ ภายในระยะเวลาท่กี าหนด
1.อุปสงค์ต่อราคา คือ ปริมาณต่างๆของสินค้าชนิดหน่ึงที่ผู้บริโภคต้องการซ้ือ ณ ระดับ กฎของอุปทาน (low of supply) หมายความว่า เมื่อราคาสินค้าสูงข้ึนผู้ผลิตมีความเต็มใจที่
ราคาต่างๆของสนิ ค้าชนิดนัน้ ในระยะเวลาทีก่ าหนด จะผลิตสินค้าออกมาขายมากข้ึน แต่ถ้าราคาสินค้าลดลงผู้ผลิตจะผลิตเพ่ือเสนอขายในปริมาณลด
นอ้ ยลง
2.อุปสงค์ต่อรายได้ คือ ปริมาณต่างๆของสินค้าชนิดหน่ึงที่ผู้บริโภคต้องการซ้ือ ณ ระดับ
รายไดต้ ่างๆของผู้บรโิ ภคในระยะเวลาทก่ี าหนด ดลุ ยภาพของตลาด คือสภาวะท่ีปริมาณซื้อเท่ากบั ปรมิ าณขายพอดี
หากเมือ่ ใดท่ีอุปสงคแ์ ละอปุ ทาน หรือทัง้ อุปสงค์และอปุ ทานเกดิ การเปลย่ี นแปลงจะทาใหด้ ลุ ยภาพ
3.อุปสงค์ต่อราคาสินค้าชนิดอื่นที่เก่ียวข้อง คือ ปริมาณต่างๆของสินค้าชนิดหนึ่งที่ ตลาดเปลยี่ นแปลงไปด้วย
ผู้บริโภคตอ้ งการซอ้ื ณ ระดับราคาตา่ งๆของสินค้าชนดิ อื่น ในระยะเวลาท่ีกาหนด
ตัวกาหนดอปุ สงค์ หมายถงึ ตัวแปรหรือปัจจยั ต่างๆทีม่ อี ิทธิพลตอ่ ปรมิ าณสนิ ค้าที่ ตัวกาหนดอุปทาน หมายถึง ตัวแปรหรือปัจจัยต่างๆที่มีอิทธิพลต่อจานวนสินค้าและ
ผบู้ รโิ ภคมคี วามตอ้ งการท่จี ะซอื้ ปจั จยั ต่าง ๆ มดี งั น้ี บรกิ ารซึ่งผู้ผลิตต้องการท่จี ะผลติ ออกขาย ปจั จัยต่าง ๆ มีดังน้ี
1.ราคาของสินค้าน้นั 2.ราคาของสินค้าอ่ืนๆที่เกย่ี วขอ้ ง 1.ราคาของสินคา้ นั้น 2.ราคาของสนิ คา้ อนื่ ๆทเี่ ก่ียวขอ้ ง
3.รายได้เฉลยี่ ของครัวเรือน 4.รสนิยมของผบู้ ริโภค 3.รายไดเ้ ฉลย่ี ของครัวเรอื น 4.รสนิยมของผ้บู รโิ ภค
5.จานวนประชากร 6.มาตรการของรัฐบาล 5.จานวนประชากร 6.มาตรการของรฐั บาล
7.สภาพดินฟ้าอากาศฤดูกาล 8.การคาดคะเนของผู้บรโิ ภค 7.สภาพดนิ ฟา้ อากาศฤดกู าล 8.การคาดคะเนของผบู้ รโิ ภค
9.สภาพการกระจายรายได้ในระบบเศรษฐกิจ 9.สภาพการกระจายรายไดใ้ นระบบเศรษฐกจิ
กฎของอุปสงค์ (low of demand) หมายความว่า เมื่อราคาสินค้าสูงข้ึน ผู้บริโภคจะซอ้ื
สินคา้ ชนิดนนั้ ในปรมิ าณนอ้ ยลง และเมอื่ ราคาลดลงผู้บริโภคจะซอื้ สนิ คา้ ในปริมาณมากขนึ้
1.ผลทางรายได้
2.ผลทางการทดแทน
บทท่ี 3 ความยดื หยุ่นของอุปสงค์และอุปทาน
ความยดื หยุ่นของอปุ สงค์ หมายถึง อตั ราการเปลยี่ นแปลงความตอ้ งการซือ้ สินคา้ ตอ่ อัตราการ ปัจจยั ท่กี าหนดคา่ ความยืดหยุ่นของอปุ ทาน
เปล่ียนแปลงปัจจัยตา่ งๆ ที่กาหนดอปุ สงค์
1. ช่วงเวลาสั้นมากจนผู้ผลิตไม่สามารถเปล่ียนแปลงปริมาณการเสนอขายได้
1. ความยืดหยุ่นของอุปสงค์ต่อราคา เป็นการวัดการเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการซื้อสนิ ค้า กราฟอปุ ทานจะเป็นเส้นตรงตง้ั ฉากกบั แกนปริมาณ
เมื่อราคาสินค้าเปลี่ยนแปลง โดยวดั ออกมาในรปู ของร้อยละ
2. ช่วงเวลาระยะส้ัน กราฟอปุ ทานจะมีความชั้นมาก
ความยดื หยนุ่ ของอปุ สงค์ตอ่ ราคา (Ed) = % การเปลีย่ นแปลงของปริมาณความต้องการซอ้ื
% การเปลย่ี นแปลงของราคา 3. ช่วงเวลาระยะยาว กราฟอุปทานจะมีความช้นั นอ้ ย
2. ความยืดหยุ่นของอุปทาน หมายถึง เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงปริมาณความต้องการขาย ปจั จยั ทก่ี าหนดค่าความยดื หยนุ่ ของอุปสงค์
สนิ คา้ ต่อเปอรเ์ ซ็นตก์ ารเปลีย่ นแปลงราคาสนิ คา้
1. สินค้าทม่ี ขี องทดแทนไดม้ าก
ความยืดหย่นุ ของอปุ ทานตอ่ ราคา (Es) = % การเปล่ยี นแปลงของปรมิ าณความตอ้ งการขาย
% การเปล่ียนแปลงของราคา 2. สินค้าทมี่ ขี องทดแทนได้น้อย
3. สนิ คา้ ฟมุ่ เฟอื ย
4. สินคา้ จาเปน็
5. สินคา้ คงทนถาวร
6. สินคา้ ที่มรี าคาเพียงเล็กนอ้ ย
อปุ สงค์ ประโยชน์ของค่าความหยดื หยุน่ ของอปุ สงค์ อปุ ทาน
1. การวัดความยดื หยุน่ แบบจุด เปน็ การวัดความยดึ หยุน่ ของอปุ สงค์ ณ จดุ ใดจดุ หนงึ่ บน 1. ในการวางนโยบายหรอื มาตรการของรฐั เช่น การจัดเกบ็ ภาษี
เส้นอปุ สงค์ จากสินคา้ รัฐจะตอ้ งรู้ว่าสินคา้ น้ันมีความหยดื หยนุ่ เท่าไร เพือ่
2. การวัดความยดื หยุ่นแบบชว่ ง เป็นการวัดความยืดหย่นุ ของอุปสงคใ์ นช่วงใดช่วงหนึ่งบน จะได้ทราบว่าภาระภาษีจะตกไปบคุ คลกลมุ่ ใด
เสน้ อุปสงค์ 2. ช่วยใหห้ นว่ ยุรกจิ สามารถดาเนนิ กลยุทธทางดา้ นราคาได้อยา่ ง
ถูกตอ้ งวา่ สนิ ค้าชนิดใดควรตงั้ ราคาสินคา้ ไวส้ งู หรอื ตา่ เพียงใด
อุปทาน ควรเพ่ิมหรือลดราคาสนิ ค้า จึงจะทาใหร้ ายไดร้ วมกาไรของ
1. การวัดความยดื หยุน่ แบบจุด เปน็ การวดั ความยึดหยุ่นของอุปทาน ณ จุดใดจดุ หนง่ึ ธุรกจิ จะเพมิ่ ขึน้
บนเส้นอปุ ทาน 3. นามาใช้ประกอบการพยากรณ์แนวโน้มกจิ กรรมทางเศรษฐกิจ
2. การวดั ความยดื หยนุ่ แบบชว่ ง เปน็ การวัดความยืดหย่นุ ของอปุ ทานในช่วงใดช่วงหนึ่ง
บนเสน้ อปุ ทาน
บทที่ 4 ทฤษฎีพฤติกรรมผบู้ รโิ ภค
เสน้ งบประมาณหรือเส้นราคา หมายถึง เส้นท่แี สดงถงึ จานวนตา่ งๆ ของ เส้นความพอใจเทา่ กนั (IC) คอื เสน้ ทแ่ี สดงถึงสว่ นผสมของการบรโิ ภค สินค้าสอง
สินค้า 2 ชนิด ที่สามารถซื้อได้ด้วยเงินจานวนหน่ึงที่เท่ากันตลอดท้ังเส้น ชนดิ ในจานวนต่างๆ ท่ที าใหผ้ บู้ รโิ ภคไดร้ ับความพอใจเท่ากัน ไมว่ ่าผบู้ ริโภคจะเลือก
พิจารณา ณ ราคาตลาดในขณะนั้น เส้นงบประมาณจะมีลักษณะเป็นเส้นตรง บรโิ ภคสนิ คา้ ท้ังสองชนิด ณ ส่วนผสมใดบนเส้นความพอใจเท่ากนั เสน้ เดียวกันกจ็ ะไดร้ ับ
ความชันเป็นลบเสมอ ความพอใจทีเ่ ท่ากันตลอดทัง้ เสน้
ดลุ ยภาพผู้บรโิ ภค หมายถงึ สภาวการณ์ท่ีผูบ้ ริโภคไดร้ ับความพอใจสูงสุด คุณสมบตั ขิ องเส้นความพอใจเทา่ กัน
จากการบริโภคสินค้าหรือบริการจานวนหนึ่งภายใต้งบประมาณท่ีมีอยู่จากัด 1.เส้นความพอใจเทา่ กันเป็นเสน้ ทท่ี อดลงจากซา้ ยไปขวา หรอื มีความชันเปน็ ลบ และมี
ดุลยภาพผู้บริโภคจะไมเ่ ปล่ียนแปลงถ้าปจั จยั ต่างๆ ทเ่ี กี่ยวข้องไมเ่ ปลี่ยนแปลง ลกั ษณะโคง้ เว้าเข้าหาจุดกาเนดิ
2.เส้นความพอใจเทา่ กนั มไี ดห้ ลายเส้น
3.เสน้ ความพอใจเทา่ กันมลี ักษณะต่อเน่ืองหรือไม่ขาดช่วง
4.เส้นความพอใจเท่ากนั จะตดั กนั ไมไ่ ด้
ผู้บริโภค เป็นหน่วยเศรษฐกิจหน่วยหน่ึง ซ่ึงเป็นที่มาของอปุ สงคใ์ นสินคา้ และบริการชนิดตา่ งๆ และมีผลตอ่ เน่ืองทาให้เกิดการผลติ สินค้าและบรกิ าร
ประเภทต่างๆ
อรรถประโยชน์ (Utility) : ความพอใจที่ผู้บริโภคได้รบั จากการอปุ โภคบรโิ ภคสินคา้ และบริการ ความพอใจท่ีได้รบั จากการบรโิ ภคสินคา้ และบริการ
สามารถวัดเป็นหน่วยได้ ทั้งน้ีข้ึนอยู่กับความต้องการในสินค้า สินค้าชนิดเดียวกัน จานวนเท่ากัน อาจให้ประโยชน์ต่างกันได้ กรณีเวลา ต่างกัน หรือ
ผบู้ ริโภคต่างกัน
ประเภทของอรรถประโยชน์
1.อรรถประโยชน์รวม (TU) หมายถึง จานวนความพอใจท้ังหมดท่ีผู้บริโภคได้รับจากการบริโภคสินค้าในปัจจุบันหน่ึง ซ่ึงหาได้จากการนา
อรรถประโยชนท์ ่ไี ด้รบั จากสินค้าทุกหน่วยท่ีบริโภคมารวมกนั
2.อรรถประโยชน์ส่วนเพ่ิม (MU) หมายถึง อรรถประโยชน์ส่วนท่ีเพิ่มข้ึน(หรือลดลง)เม่ือผู้บริโภคไดบ้ ริโภคชนิดเดียวกันนั้นเพิ่มข้ึน (หรือลดลง)อีก
หนึ่งหน่วย
บทท่ี 5 ทฤษฎีการผลิต
ความหมายของการผลิตในระยะสนั้ และระยะยาว การผลิต คือ กระบวนการแปลงสภาพของทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิต ได้แก่ ท่ีดิน
1.การผลิตในระยะสั้น หมายถึง ช่วงเวลาของการผลิตท่ีผู้ผลิตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระดบั การ ทุน แรงงาน ผู้ประกอบการ ให้ออกมาเป็นสินค้าและบรกิ าร เพ่ือตอบสนองความต้องการ
ใช้ปัจจัยการผลิตบางชนิดได้ตามความต้องการ กล่าวคือ ผู้ผลิตสามารถปรับเปลี่ยนปริมาณการผลิต ของมนุษย์
โดยการเพมิ่ หรือลดการใช้ปัจจยั การผลติ บางชนดิ ได้ แตย่ งั คงใช้ปัจจยั การผลิตบางชนิดในปริมาณเท่า
เดิม จุดมุ่งหมายท่ีแท้จริงของการผลิต คือ การแสวงหากาไรสูงสุด แม้ว่าผู้ผลิตจะมี
2.การผลิตในระยะยาว หมายถงึ ช่วงเวลาของการผลติ ท่ีผู้ผลิตสามารถเปลย่ี นแปลงระดบั การใช้ จุดมงุ่ หมายร่วมหรือยทุ ธวิธที างธุรกจิ หลายอยา่ ง
ปัจจัยการผลติ ทุกชนิดไดต้ ามความต้องการ กล่าวคือ ผู้ผลิตสามารถปรบั เปลยี่ นปริมาณการใชป้ จั จัย
การผลิตให้มากหรือน้อยได้ตามตอ้ งการ ฟังกช์ ั่นในการผลิต คือ การแสดงความสมั พนั ธ์ระหว่างปัจจยั การผลิตตา่ งๆ กบั
จานวนผลผลติ ท่ผี ผู้ ลติ ผลิตไดจ้ ากการใช้ปัจจัยการผลติ จานวนหนงึ่ ภายใตเ้ ทคโนโลยีการ
ความสมั พนั ธ์ของผลผลติ รวม ผลผลติ เฉลี่ย และผลผลติ หน่วยสุดท้าย ผลิตทม่ี ีอยู่
1.ผลผลิตรวม หมายถึง จานวนผลผลิตทงั้ หมดที่ไดจ้ ากการใช้ปัจจัย
2.ผลผลิตเฉล่ีย หมายถึง ผลผลิตที่ได้รับต่อหน่ึงหน่วยของปัจจัยผันแปร ซึ่งหาได้โดยการนา การแบ่งข้นั ของการผลิต
จานวนผลผลิตรวมท่ีได้รบั หารด้วยจานวนปัจจัยผนั แปรท่ีใช้ ผลผลิตเฉลีย่ จะบอกว่าปัจจยั ผันแปรแต่ ข้ันท่ี 1 (Stage I) เปน็ ช่วงแรกของการใชป้ ัจจยั ผนั แปรในช่วงท่ีผลผลิตเฉลี่ย มคี ่าเพิม่ ขึ้น
ละหน่วยโดย เฉล่ียแล้วก่อใหเ้ กิดผลผลติ เท่าใด เรื่อยๆ และสนิ้ สดุ ตรงทผี่ ลผลิตเฉลีย่ มคี ่าสูงสดุ
3.ผลผลิตหน่วยสุดท้าย หมายถึง จานวนผลผลิตรวมที่เปล่ียนแปลงไป เม่ือเพ่ิมการใช้ปัจจยั ผัน ข้ันท่ี 2 (Stage II) เป็นช่วงของการเพ่ิมการใช้ปัจจัยผันแปรเข้าไปแล้ว ทาให้ผลผลิต
แปรเข้าไปที่ละหนึ่งหน่วย กล่าวคือ ผลผลิตหน่วยสุดท้ายจะบอกให้ทราบว่า เมื่อผู้ผลิตเปลย่ี นแปลง เฉล่ียเรม่ิ ลดลงและส้ินสุดตรงที่ผลผลิตรวมสูงสุด
ปจั จัยผันแปรไปจากเดิม 1 หน่วย ทาใหผ้ ลผลติ รวมเปลยี่ นแปลงไปจากเดิมกี่หน่วย ขั้นท่ี 3 (Stage III) เป็นช่วงของการเพ่ิมการใช้ปัจจัยผันแปรเข้าไปแล้ว ทาให้ผลผลิต
หนว่ ยสดุ ท้ายลดลง และมคี ่าตดิ ลบ
ดุลยภาพการผลิต หมายถงึ ภาวะท่ีเกดิ จากราคามีความเหมาะสม ทาให้ปรมิ าณ
ความต้องการซ้ือ เทา่ กับปริมาณความตอ้ งการขาย ทาใหส้ นิ คา้ หมดพอดี
บทที่ 6 ตน้ ทุน รายรับ และกาไร
ต้นทนุ คงทเี่ ฉลีย่ เปน็ ต้นทุนคงที่ทง้ั หมดเฉลยี่ ตอ่ ปรมิ าณผลผลติ 1 หนว่ ย รายรับจากการผลิต คือ รายได้ท่ีผู้ผลิตได้รับจากการขายผลผลิตของ
ต้นทนุ ผันแปรเฉล่ยี เป็นต้นทุนผันแปรท้งั หมดเฉลี่ยต่อปริมาณผลผลิต 1 หน่วย ตนตามราคาตลาด
ต้นทุนคงท่ี ต้นทุนชนิดน้ีจะมีจานวนคงที่ตลอดไม่ว่าปริมาณการผลิตจะมากหรือน้อย
แม้จะไมท่ าการผลิตเลยก็จะเกิดตน้ ทุนคงท่ี ตน้ ทุนประเภทนี้ เชน่ ค่าเสอ่ื มของเครอ่ื งจักร 1.รายรับรวม หมายถงึ รายรับทัง้ หมดทผี่ ผู้ ลิตได้รบั จากการขายสินคา้
ต้นทุนผันแปร ต้นทุนน้ีจะเปล่ียนแปลงไปตามจานวนสินค้าท่ีผลิต ถ้าผลิตมากจะเสีย 2.รายรับเฉล่ีย หมายถึง รายรับรวมเฉลี่ยต่อจานวนสินค้าท้ังหมดที่
ต้นทุนชนดิ นี้มาก และถา้ ไม่ผลติ กไ็ ม่เสียเลย ตน้ ทุนประเภทนี้ เชน่ คา่ จา้ งแรงงาน เปน็ ต้น ขายได้
ต้นทุนรวม เป็นต้นทุนท้ังหมดท่ีเกิดขึ้นจากการใชป้ ัจจัยการผลิตชนดิ ต่างๆ ในการผลิต 3.รายรับหน่วยสดุ ทา้ ย หมายถึง รายรบั รวมทีเ่ ปลยี่ นแปลงไปเม่ือขาย
สินค้าและบริการจานวนหน่ึง ในระยะส้นั สนิ ค้าเปลี่ยนแปลงไป 1 หนว่ ย
ตน้ ทนุ เฉล่ียในระยะยาว ในระยะยาวผ้ผู ลติ สามารถปรับปรงุ ขนาดของโรงงานให้
เหมาะสมกบั ระดับผลผลติ ได้ ดงั นน้ั จึงสามารถเลือกขนาดของโรงงานท่ีเสยี ต้นทุนเฉล่ยี กาไรทางเศรษฐศาสตร์ คือ ผลตา่ งระหวา่ งรายรบั รวมกันตน้ ทนุ รวม
ต่าสดุ โดยใช้วิธีการสร้างโรงงานใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิมหรือสรา้ งเพิม่ เติมจากโรงงานเดิม ถ้ารายรบั รวมมากกวา่ ต้นทุนรวมผผู้ ลิตจะได้รับกาไรเกนิ ปกตผิ ลผลิตที่ทา
ให้ผู้ผลติ ไดร้ ับกาไรสูงสดุ คอื ผลผลติ ที่มสี ว่ นต่างระหวา่ งรายรบั รวมกับ
ตน้ ทุนรวมมากที่สดุ
ตลาด (Market) หมายถงึ การที่ผู้ซ้อื และผู้ขายทาการตกลงซอ้ื ขายแลกเปลี่ยนสนิ คา้
โดยไม่คานึงถึงว่าต้องมีสถานที่ทาการติดต่อซ้ือขายหรือไม่ ถ้ามีการตกลงซื้อขาย
แลกเปลี่ยนเกดิ ขนึ้ จะถือวา่ ได้เกิดตลาดสนิ ค้านั้นๆ ขึ้นแล้ว ตลาดแบ่งไดด้ งั น้ี
1.ตลาดแข่งขนั สมบูรณ์ 2.ตลาดแขง่ ขนั ไมส่ มบรู ณ์
3.ตลาดผูกขาดแท้จริง 4.ตลาดผู้ขายนอ้ ยราย
5.ตลาดกึ่งแข่งขันกง่ึ ผูกขาด
หนา้ ท่ีของตลาด ตลาดแข่งขนั สมบรู ณ์ ถือวา่ เป็นตลาดทดี่ ที สี่ ุด ลกั ษณะของตลาด คอื ผู้ขายและผซู้ อ้ื
1.การจัดหาสินค้า คือ การจัดหาสินค้าและบริการมาเพื่อจาหน่ายแก่ลูกค้า ในตลาด ในตลาดมมี ากและมคี วามรูใ้ นเรอ่ื งตลาดอยา่ งสมบูรณ์ สินคา้ ในตลาดมีลกั ษณะเหมอื นกัน
ทกุ ประการ สามารถใชท้ ดแทนกนั ได้อย่างสมบูรณ์
หนึ่งๆ จะมสี ินค้าทุกชนิดไว้สนองความตอ้ งการของผซู้ ื้อหรอื ลูกคา้
2. การเก็บรักษาสินค้า เพื่อไว้จาหน่ายแก่ผู้บริโภคน้ันมีเหตุผล 2 ประการ คือ ประการ ตลาดแข่งขนั ไม่สมบูรณ์ คอื ตลาดทม่ี ผี ซู้ ื้อผู้ขายจานวนไม่มาก, สนิ คา้ ท่ซี ือ้ ขายกันใน
ตลาดจะมลี ักษณะแตกตา่ งกัน
แรก เก็บรักษาไวเ้ พื่อรอเวลาในการจาหน่ายให้ได้ราคา ประการที่สอง เก็บรักษาไว้เพ่ือใหม้ ี
คณุ ภาพเหมาะสมแกก่ ารบริโภค ตลาดผกู ขาดอย่างแท้จริง มีลกั ษณะสาคญั ของตลาด คือ มีผผู้ ลติ หรือผู้ขายเพยี งราย
เดยี ว เรยี กวา่ ผผู้ ูกขาด สินคา้ ไมส่ ามารถหาสินค้าอ่ืนใช้ทดแทนได้ และผผู้ ลิตสามารถกดี
3. การขายสินคา้ และบรกิ าร เป็นหน้าที่ท่ีสาคัญอยา่ งหน่ึงของตลาด แต่ความหมายของ กนั ไมใ่ ห้ผอู้ ่ืนเขา้ มาผลติ แขง่ ขันได้
การขายสินค้าน้นั อาจมองกวา้ งไปถงึ การสง่ เสรมิ การขายและการโฆษณา
4. การกาหนดมาตรฐานสินคา้ เป็นหน้าท่ขี องตลาดอีกอยา่ งหนึ่งที่จะต้องทาการคัดแยก
คุณภาพ คุณสมบัติ รูปแบบ และสินค้าชนิดเดียวกันไว้ด้วยกัน เพื่อเตรียมจัดจาหน่ายแก่ผู้
ซ้ืออยา่ งสะดวกสบายขึ้น
5..การป้องกันการเส่ียงภัย หน้าท่ีของตลาดที่ตามมาเนื่องจากการมีสินค้าไว้เพ่ือ
จาหนา่ ยอกี อย่างหนงึ่ คือการเสีย่ งตอ่ ภัยทจ่ี ะเกิดขึ้น
บทที่ 8 รายไดป้ ระชาชาติ
รายได้ประชาชาติ หมายถึง มูลค่าเป็นตัวเงินของสินค้าและบริการขั้น รายไดป้ ระชาชาติทแี่ ทจ้ รงิ (Real GDP) เปน็ การคานวณผลรวมมลู คา่ สนิ ค้า
สดุ ท้าย ตามราคาตลาดท่ผี ลิตข้ึนดว้ ยทรัพยากรของประเทศ ในระยะเวลา 1 ปี และบริการข้ันสุดทา้ ยท่รี ะบบเศรษฐกิจผลติ ได้ ในชว่ งเวลาหนงึ่ โดยใชร้ าคา ณ ปี
ฐาน (มรี าคาคงทีโ่ ดยใชด้ ัชนีราคา) เขา้ มาปรับเพ่อื ขจัด ความผนั ผวนของราคา
รายไดป้ ระชาชาติ คานวณได้ 3 วิธี คือ ตลาดในแต่ละปี
1. การคานวณจากด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการรวมมูลค่าของสินค้าและ
บริการขั้นสุดทา้ ยท่ปี ระเทศผลิตขึ้น ในระยะเวลา 1 ปี รายไดเ้ ฉลย่ี ต่อบุคคล (Per Capita Income) คือ รายได้ถัวเฉลย่ี ของบุคคล
2. การคานวณจากด้านรายได้ เป็นการรวมรายได้ทุกประเภทท่ีเจ้าของ ในประเทศ สามารถคานวณจากมูลค่ารายไดห้ ารด้วยจานวนประชากรของประเทศ
ปัจจัยการผลติ ได้รับจากการขายปจั จัยให้แก่ ผู้ผลิต น้ันๆ ตวั เลขท่ีไดจ้ ะแสดงถึงฐานะทางเศรษฐกจิ บ่งบอกถึงความอยดู่ ีกนิ ดีของ
3. การคานวณจากด้านรายจ่าย เป็นการคานวณโดยการนารายจ่ายของ ประชาชน
ประชาชนในการซ้ือสนิ คา้ และบริการขน้ั สุดทา้ ยรวมกัน ในระยะเวลา 1 ปี
ประโยชนข์ องบญั ชรี ายได้ประชาชาติ
รายได้ประชาชาติ (national income) หมายถึง รายได้ของประชากร
ในประเทศใดประเทศหน่ึงรวมกันในชว่ งเวลาใดเวลาหนงึ่ หรือมูลค่าของสินค้า 1. ประโยชนใ์ นดา้ นการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ
และบริการรวมทั้งหมดท่ีประชากรของประเทศน้ันผลิตได้ในรอบระยะเวลา
หนึ่ง (ปกติ 1 ป)ี 2. ประโยชนใ์ นด้านการกาหนดนโยบายทางเศรษฐกจิ ของประเทศ
3. ประโยชนใ์ นการใช้เปน็ เคร่ืองมือวางนโยบายในการเก็บภาษี
ปจั จัยท่กี าหนดการบริโภคและการออม การลงทุน หมายถึง การลงทุนหรือค่าใช้จ่ายในการลงทุนในรอบ
1.รายได้ทใี่ ชจ้ า่ ยได้ ระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง เพ่ือจัดหาสินค้าทุน ถาวรใหม่ เช่น ท่ีอยู่อาศัย โรงงาน
2. สนิ ทรพั ยข์ องผ้บู ริโภค เคร่ืองมอื เคร่ืองจักร และอปุ กรณก์ ารผลิตใหม่ เปน็ ต้น
3. สนิ ค้าคงทนท่ผี ้บู รโิ ภคมีอยู่
4. การคาดการณ์ของผู้บริโภค ปจั จัยท่กี าหนดการลงทนุ
5. สินเช่ือเพอื่ การบรโิ ภคและอัตราดอกเบยี้ 1. ระดับรายไดป้ ระชาชาติ
6. คา่ นิยมทางสังคม 2. ความกา้ วหน้าทางวิทยาการผลติ
7. อตั ราเพมิ่ ของประชากรและโครงสร้างอายุของประชากร 3. ราคาสินค้าทุน และคา่ บารงุ รกั ษา
4. ปรมิ าณสินคา้ ทุนทมี่ อี ยู่
ความโนม้ เอียงในการบรโิ ภคเฉลยี่ หมายถงึ อัตราส่วนของการใช้จ่ายเพ่ือ 5. อัตราดอกเบ้ยี
การบริโภคต่อระดับรายได้ 6. กาไรทคี่ าดวา่ จะได้รับ
7. นโยบายรฐั บาลและเสถียรภาพทางการเมือง
ความโน้มเอียงในการออมเฉล่ยี หมายถึง จานวนการออมโดยเฉลีย่ ต่อ
รายได้ 1 หนว่ ย
กลา่ วคือรายได้ทงั้ หมดทมี่ ีอยู่ จะแบง่ ไปเกบ็ ออมเป็นสัดส่วนเทา่ ใด
ความโนม้ เอียงหน่วยเพิ่มในการบริโภค หมายถึง การบรโิ ภคท่ี
เปลี่ยนแปลงไปอนั เนื่องจากรายไดเ้ ปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย
ความโน้มเอียงหนว่ ยเพ่ิมในการออม หมายถงึ การออมทเ่ี ปลี่ยนแปลงไป
อันเนือ่ งมาจากรายไดเ้ ปล่ียนแปลงไป 1 หนว่ ย
บทที่ 10 การเงิน การธนาคาร และนโยบายการเงนิ
เงิน หมายถงึ สิง่ ทใ่ี ช้เปน็ สอ่ื กลางในการแลกเปล่ียน และเปน็ ท่ียอมรับในการชาระหนีไ้ ดต้ ามกฎหมาย เงนิ ประกอบด้วย เหรยี ญกษาปณ์ ธนบัตร เงินฝากกระแสรายวนั ซึง่ สามารถส่งั จา่ ยด้วยเช็ค
วิวฒั นาการของเงิน
- ใชว้ ิธกี ารแลกเปลี่ยนส่ิงของตอ่ สิ่งของ
- เงินโลหะได้แกท่ องคา การชาระเงินใชว้ ิธีช่งั โลหะใหม้ ีนา้ หนักเท่ากับมูลคา่ ท่ีต้องการจะชาระ ตอ่ มาได้มกี ารนาโลหะมาหลอมเป็นเหรียญซ่ึงมีค่าที่แน่นอน
- เงินกระดาษ มกี าเนดิ มาจากใบรบั ฝากเงนิ ของพวกช่างทองในสมยั โบราณ ปจั จบุ นั เงนิ กระดาษไดแ้ ก่ธนบตั รซ่งึ รฐั บาลพิมพข์ ้นึ มาใช้และรบั รองใหช้ าระหนีไ้ ด้ตามกฎหมาย
- ปจั จบุ นั การสอื่ สารทีท่ นั สมัยทาให้การใช้เงนิ โดยผา่ นธนาคารสะดวกสบายและมหี ลายรปู แบบมากข้นึ เช่น พนั ธบตั รรฐั บาล หุ้นกู้ บัตรเครดิต สิง่ ต่าง ๆ เหลา่ น้ีเรียกวา่ “สง่ิ คลา้ ยเงนิ ”
ธนาคารพาณิชย์ เป็นสถาบันการเงินท่ีมีความสาคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศมาก หนา้ ท่ีของเงนิ ประเภทของเงนิ
เพราะเปน็ สถาบันการเงินท่สี ามารถระดมเงินฝากให้สินเชอ่ื มากกว่าสถาบนั การเงนิ อน่ื ๆ 1.เป็นส่อื กลางในการแลกเปลีย่ น 1.เหรยี ญกษาปณ์
2.เปน็ มาตรฐานในการชาระหนีภ้ ายหนา้ 2.ธนบตั ร
1.ระบบธนาคารเดยี วหรือธนาคารเอกเทศคอื ระบบธนาคารทแ่ี ต่ละธนาคารมีสานกั งาน 3.เป็นมาตรฐานและหน่วยในการวดั มลู ค่า 3.เงินปากธนาคารประเภทฝากกระแสรายวนั
เพยี งแห่งเดียวไม่มีสาขาไมเ่ กีย่ วข้องหรอื อย่ภู ายใต้การควบคุมของผู้ใดผูห้ นึ่ง 4.เปน็ เครอ่ื งสะสมมลู คา่ หรอื เงนิ ฝากเผอ่ื เรียก
2.ระบบธนาคารสาขาคือระบบท่ีธนาคารแต่ละแห่งมีสาขาต้ังแต่ 1 สาขาขึ้นไปโดย ตลาดการเงิน คือ ตลาดท่ีอานวยความสะดวกในการโอนเงินจากหน่วยเศรษฐกิจท่ีมเี งินออมไปยัง
กระจายอยู่ในทอ้ งที่ต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศและตา่ งประเทศ หน่วยเศรษฐกจิ ที่ตอ้ งการเงนิ ออมเพื่อนาไปลงทุน
3.ระบบธนาคารลกู โซ่ คือ ธนาคารเดียวตั้งแต่ 2 ธนาคารขึ้นไปตกลงรว่ มมอื กันในการ ตลาดเงิน คอื ตลาดทมี่ ีการระดมเงนิ ทนุ และการให้สินเชื่อระยะส้ันไม่เกิน 1 ปี ไดแ้ ก่ การโอนเงิน
ขยายขอบเขตการดาเนินงานให้กวา้ งขวางยิง่ ข้นึ การซอื้ ขายหลกั ทรพั ยท์ างการเงินท่มี ีอายถุ อนระยะส้ัน
4.ระบบธนาคารกลุม่ ระบบน้ีคลา้ ยกับระบบลกู โซ่ตา่ งกันเพียงคณะบุคคลท่ีควบคุมน้ัน ตลาดทุน คือ ตลาดท่ีมีการระดมเงินออมและสินเชื่อในระยะยาวต้ังแต่ 1 ปีข้ึนไป ได้แก่ เงินฝาก
เปน็ องค์กรท่จี ัดตั้งข้นึ มาเพื่อการนโ้ี ดยเฉพาะ ประจา หุ้นสามญั และพันธบัตร
บทบาทและหน้าที่ของธนาคารกลาง
1.การออกธนบตั ร
2.การเป็นนายธนาคารของรฐั บาล
3.การเปน็ นายธนาคารรพาณิชย์
4.เป็นผู้รักษาเงนิ สารองระหว่างประเทศ
5.เป็นผคู้ วบคมุ ปรมิ าณเงนิ และเครดติ
บทที่ 11 การคลังและนโยบายการคลัง
นโยบายการคลงั
1.นโยบายการคลงั จาแนกตามลกั ษณะการทางาน
- นโยบายการคลงั แบบอตั โนมตั ิ เป็นนโยบายการคลังทส่ี ามารถปรับตวั เพ่อื ให้เกิดเสถียรภาพหรือลดความผนั ผวนได้โดยอตั โนมัติ
- นโยบายการคลงั แบบตัง้ ใจ เคร่ืองมอื ของนโยบายการคลังแบบตัง้ ใจ ได้แก่ การเปล่ียนแปลงชนิดของภาษี อตั ราภาษี และการเปลยี่ นแปลงระดบั การใชจ้ า่ ยของรฐั บาล
2.นโยบายการคลังจาแนกตามลักษณะปญั หาเศรษฐกจิ ทต่ี ้องแก้ไข
- นโยบายการคลังแบบขยายตัว คือ การท่ีรัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ภาษีที่จัดเก็บได้ หรือท่ีเรียกว่า “งบประมาณขาดดุล” กรณีนี้จะใช้เมื่อเศรษฐกิจถดถอย เพ่ือกระตุ้นเศรษฐกิจ
เปรียบเสมือนการอดั ฉีดเงินเขา้ ไปในระบบเศรษฐกิจ
- นโยบายการคลังแบบหดตวั คอื การที่รฐั บาลจา่ ยน้อยกว่ารายได้ภาษที ีจ่ ัดเกบ็ ได้ หรือการเพม่ิ ภาษีเพื่อดดู เงินออกจากระบบเศรษฐกจิ
นโยบายการคลัง หมายถึง นโยบายเก่ียวกับการหารายได้และการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่ง งบประมาณแผ่นดนิ เป็นแผนการปฏบิ ตั งิ านของรัฐบาลที่แสดงในรปู ตัวเงินทเี่ สนอต่อ
เปน็ เครอ่ื งมอื ในการกาหนดแนวทางเป้าหมายและการดาเนินงานเพ่อื ใหบ้ รรลเุ ป้าหมาย
รฐั สภา ในชว่ งระยะเวลาหนงึ่ โดยปกตจิ ะกาหนดระยะเวลา 1 ปี คอื เริม่ ตน้ วนั ท่ี 1 ตุลาคม
วัตถุประสงคข์ องนโยบายการคลงั
1.การรกั ษาเสถยี รภาพทางเศรษฐกิจ และส้ินสดุ วันที่ 30 กันยายนของปถี ดั ไป โดยมสี านักงบประมาณเปน็ ผรู้ ับผดิ ชอบจัดทา
2.การเสริมสรา้ งความเจริญเตบิ โตทางเศรษฐกจิ
3.การส่งเสรมิ การจดั สรรทรัพยากรระหว่างเอกชนและรัฐบาลให้เป็นไปอย่างมีประสทิ ธภิ าพ งบประมาณประจาปี
4.การสง่ เสริมการกระจายรายไดท้ ่ีเป็นธรรมและลดความเล่อื มลา้ ของรายได้
5.การแกไ้ ขปัญหาความยากจน ลกั ษณะของงบประมาณท่ดี ี
ความสาคญั ของงบประมาณ - ต้องเป็นศนู ยร์ วมเงินแผน่ ดิน - ตอ้ งถือหลักพฒั นา
1.รฐั บาลใช้งบประมาณเปน็ เครอื่ งมอื ในการบริหารราชการแผน่ ดนิ
2.รัฐบาลสามารถใชง้ บประมาณทง้ั ในดา้ นรายได้และการใชจ้ ่ายของรฐั บาลทางานเพือ่ ให้ - ตอ้ งถือหลกั ประหยดั - ตอ้ งมรี ะยะเวลาท่ีเหมาะสม
บรรลเุ ปา้ หมายทางเศรษฐกจิ ของรัฐบาล
3.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถใช้งบประมาณเปน็ เคร่ืองมอื ควบคมุ และตรวจสอบ ลักษณะของงบประมาณ
การทางานของรัฐบาล
- งบประมาณสมดุล คือ รายได้และรายจา่ ยของรัฐบาลมจี านวนเทา่ กนั
- งบประมาณขาดดลุ คือ รายไดข้ องรัฐบาลต่ากวา่ รายจ่าย
- งบประมาณเกินดลุ คือ รายไดข้ องรฐั บาลสูงกวา่ รายจ่าย
บทท่ี 12 เงินเฟอ้ เงนิ ฝืด การวา่ งงาน และการแกไ้ ขปญั หาเศรษฐกิจมหภาค
ภาวะเงินเฟ้อ เป็นภาวะทางเศรษฐกิจท่ีค่าของเงินลดลงเน่ืองจากราคาสินค้าโดยท่ัวไป เงนิ ฝืด หมายถงึ ภาวะทร่ี าคาสนิ คา้ และบรกิ ารในตลาดลดลง ค่าของเงนิ เพิ่มขึน้ ปรมิ าณ
สูงขึ้นอย่าง ต่อเน่ือง จึงได้ใช้การเปลี่ยนแปลงราคาเฉล่ยี เป็นเคร่ืองช้ีวัดความรุนแรงของภาวะ เงินอยูใ่ นมือประชาชนน้อยเกนิ ไป
เงินเฟ้อ หากราคาเฉลย่ี สงู ขึน้ เพียงคร้ังเดียวและไม่ต่อเน่ือง จะไม่เรียกวา่ เกิดภาวะเงินเฟ้อ แต่
หากราคาสูงขึ้นอย่างต่อเน่ืองและอัตราการ เปลี่ยนแปลงสูง จะถือว่าภาวะเงินเฟ้อมีความ ประเภทเงินฝืด
รนุ แรง 1.เงินฝืดอยา่ งอ่อน เปน็ ผลดีต่อระบบเศรษฐกจิ ราคาสินค้าในตลาดทัว่ ไปจะลดลงเลก็ น้อย
2.เงินฝืดอย่างปานกลาง มีผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจแต่ไม่รุนแรง ระดับราคาสินค้าทั่วไปใน
ประเภทของอตั ราเงนิ เฟอ้ ตลาดจะลดลงมากกว่าเงนิ ฝดื อยา่ งอ่อน
1. เงินเฟอ้ อย่างอ่อน คือ อตั ราเงนิ เฟ้อที่เกดิ ข้ึนไม่เกินรอ้ ยละ 5 ซง่ึ ถอื วา่ เปน็ ภาวะปกตแิ ละไม่ 3.เงินฝืดอยา่ งรนุ แรง
มีผลเสียหายต่อภาวะเศรษฐกิจ ทาให้มีการกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจทางด้าน
การลงทนุ การผลติ การจา้ งงาน และรายได้ประชาชาติ สาเหตขุ องเงินฝืด
2. เงินเฟ้อปานกลาง คือ อตั ราเงนิ เฟ้อที่เกิดข้ึนเกินร้อยละ 5 ~ 20 % รัฐบาลจะย่ืนมอื เข้ามา 1. เกดิ จากปรมิ าณความต้องการในการซ้ือสนิ คา้ หรอื บริการมนี ้อยกวา่ ปรมิ าณความตอ้ งการใน
ช่วยแกไ้ ขโดยใชม้ าตรการทางการเงนิ และการคลงั การขายสินค้าหรอื บรกิ าร ทาให้สินค้าเหลอื เกนิ ความตอ้ งการ ราคาสินค้าลดลง
3. เงินเฟ้ออย่างรุนแรง คือ การท่ีระดับราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นไปอย่าง 2. เกดิ จากรัฐบาลเกบ็ ภาษมี ากเกินไป ทาใหป้ ริมาณเงินท่ีประชาชนจะซือ้ สนิ คา้ มีน้อยลง
กว้างขวาง โดยระดับราคาจะเพม่ิ สงู ข้นึ มากกว่า 20 % ต่อปี ทาให้อานาจการซื้อของเงินลดลง 3. ประชาชนเกบ็ เงนิ ไว้กบั ตวั มากเกนิ ไป ทาใหก้ ารบริโภคมวลรวมลดลง
อย่างรวดเร็วมาก 4. มกี ารสง่ เงนิ ตราออกไปตา่ งประเทศมากเกนิ ไป ทาใหป้ ริมาณเงนิ หมุนเวียนในประเทศมีน้อย
ผลกระทบของเงินเฟอ้ ผลกระทบของเงนิ ฝดื
1. ผลดีต่อผู้มีรายได้ประจา เพราะซื้อสินค้าหรือบริการได้ในราคาลดลง ส่วนเจ้าหน้ี
1. อานาจซื้อของเงินลดลง และผู้มีเงินออมจะได้เปรียบ เนื่องจากราคาสินค้าลดลง ค่าของเงินเพิ่มข้ึน ทาให้อานาจซ้ือ
เพม่ิ ขึ้น
2. การกระจายรายไดเ้ หลอื่ มลา้ 2. ผลเสียต่อผู้ผลิต จะได้รบั ผลกระทบ เพราะราคาสินค้าลดลง อาจต้องประสบปัญหา
ขาดทนุ นอกจากน้ี ลูกหน้ี และนายธนาคาร จะเกดิ ความเสยี เปรียบในดา้ นค่าของเงิน
3. อัตราดอกเบยี้ ทเี่ ปน็ ตวั เงนิ สูง
การคา้ ระหว่างประเทศ หมายถึง การซ้ือขายสนิ ค้าและบรกิ ารระหว่างประเทศตา่ ง ๆ ประเทศท่ที าการซ้ือขายสินค้าระหว่างกัน เรยี กว่า "ประเทศคคู่ า้ " สนิ คา้ ทีแ่ ตล่ ะประเทศซ้อื
เรียกว่า "สินค้าเข้า" (imports) และสินคา้ ท่ีแตล่ ะประเทศขายไปเรยี กวา่ "สินค้าออก" (exports) ประเทศทซ่ี อื้ สินคา้ จากต่างประเทศ เรยี กว่า "ประเทศผนู้ าเขา้ " ส่วนประเทศทขี่ ายสินคา้ ให้
ตา่ ง ประเทศ เรยี กวา่ "ประเทศผสู้ ่งสินค้าออก" โดยทัว่ ไปแลว้ แตล่ ะประเทศจะมฐี านะเปน็ ทัง้ ประเทศ ผนู้ าสินค้าเข้า และ ประเทศผสู้ นิ ค้าออกในเวลาเดยี วกัน เพราะประเทศตา่ ง ๆ มกี าร
ผลติ สนิ คา้ แตกต่างกนั เช่น ประเทศไทยสง่
นโยบายการคา้ ระหว่างประเทศ
1.นโยบายการค้าเสรี จากแนวทฤษฎีความได้เปรียบเปรียบเทียบ สามารถสรุป
ลักษณะของนโยบายการคา้ เสรไี ด้ ดังนี้
- ไมพ่ ยายามผลติ สินค้าทุกชนดิ ทีต่ อ้ งการเองโดยจะเลือกเฉพาะผลติ สนิ คา้ ท่ีตนเองมี
ความชานาญและตน้ ทนุ ตา่
- ไม่มกี ารตอ้ งกาแพงภาษี
- อัตราภาษที จี่ ัดเก็บเป็นอตั ราเดยี วกัน
- ไม่มขี ้อกาหนดทางการค้าอืน่ ๆ
2. นโยบายการค้าคุ้มกนั นโยบายการคา้ คุ้มกนั เป็นนโยบายที่เน้นการชว่ ยเหลือ
ผูผ้ ลิต ลกั ษณะ สาคญั ดังนี้ ผลิตสินค้าหลายชนิด เพือ่ พงึ่ ตนเอง
- ให้การคมุ้ กนั ตลาดสนิ ค้าภายในประเทศโดยการต้องกาแพงภาษีเชน่ ใหม้ ีภาษี
นาเขา้ สู่ สาหรับสินค้าที่ประเทศสามารถผลิตเองได้
- มีการเก็บภาษหี ลายอัตราเพอ่ื กีดกันทางการคา้
- มีการกาหนดข้อจากดั ทางการค้าตา่ งๆ
ประโยชนข์ องการคา้ ระหว่างประเทศ
1. ประเทศสามารถใช้ปัจจยั การผลติ ไดอ้ ย่างเต็มท่ี
2. ประเทศสามารถนาเข้าสนิ คา้ ทต่ี อ้ งการได้
3. เปน็ การส่งเสรมิ การออมและการลงทนุ ภายในประเทศเพ่ิมขน้ึ
4. ชว่ ยให้มกี ารแข่งขนั กันประกอบการมากขึน้
5. ชว่ ยบรรเทาปญั หาดา้ นการคลงั ของรฐั บาล
บทที่ 14 การพฒั นาเศรษฐกิจและวัฏจกั รธุรกจิ
การพฒั นาเศรษฐกจิ หมายถึง การทาให้รายได้ทแ่ี ท้จรงิ ต่อคนเพ่ิมข้ึนติดต่อกันเปน็ เวลานานเพือ่ ทาให้ประชาชนส่วนใหญม่ คี วามเปน็ อย่ทู ่ีดีขน้ึ
ดงั นนั้ การพฒั นาเศรษฐกจิ จะทาให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงทั้งทางดา้ นเศรษฐกจิ และ สังคม
วฏั จักรธุรกจิ หมายถึง สภาวะความผนั ผวนข้ึน ๆ ลง ๆ ของกิจกรรมทางเศรษฐกจิ การทกี่ ิจกรรมทางเศรษฐกิจเคล่ือนไหวขึน้ ๆลงๆ ของ GDP
ในวฏั จกั รหน่ึงๆ จะมี 4 ช่วง คือ
1. ภาวะตกตา่
2. ภาวะฟ้นื ตวั หรือขยายตัวทางเศรษฐกจิ
3. ภาวะรุ่งเรอื ง
4. ภาวะถดถอยหรอื หดตวั
ลักษณะของประเทศด้อยพัฒนา
1. รายได้ตอ่ คนต่า 2. ขาดแคลนทนุ
3. การออมมีจานวนนอ้ ย 4. มชี ่องว่างระหวา่ งคนรวย-คนจน
5. ทศั นคตคิ ่านิยมของสังคมและวฒั นธรรมยงั ลา้ หลงั 6. การผลิตสนิ คา้ เป็นขน้ั ปฐมภูมิ
7. มกี ารสัง่ สนิ ค้าเข้าจานวนมาก 8. ส่งออกน้อยกว่าผลิตผลมวลรวมของประเทศ
9. มีประชากรหนาแน่น 10. อตั ราการเกิดการตายสงู
การประยกุ ตใ์ ช้ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
1. โดยพน้ื ฐานก็คือการพง่ึ ตนเองเป็นหลักการทาอะไรอย่างเป็นขั้นเปน็ ตอน รอบคอบ ระมัดระวัง
2. พิจารณาถึงความพอดี พอเหมาะ พอควร ความสมเหตสุ มผล และการพร้อมรับความเปล่ียนแปลงในดา้ นต่างๆ
3. การสรา้ งสามคั คีใหเ้ กิดขน้ึ บนพ้ืนฐานของความสมดลุ ในแตล่ ะสัดส่วน แต่ละระดบั
4. ครอบคลุมทัง้ ทางดา้ นเศรษฐกจิ สังคม เทคโนโลยี ทรพั ยากร ธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม รวมถงึ จิตใจ และวฒั นธรรม