The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือวิชาศิลปะ ม.ปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by studentbr632, 2021-08-24 10:34:33

หนังสือวิชาศิลปะ ม.ปลาย

หนังสือวิชาศิลปะ ม.ปลาย

หนังสอื เรียนสาระทักษะการดาํ เนินชีวิต

รายวิชา ศิลปศึกษา

(ทช31003)

ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2554)

หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน
พุทธศกั ราช 2551

สาํ นกั งานสง เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั
สาํ นกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

หามจาํ หนาย

หนงั สอื เรยี นเลมน้ีจัดพมิ พดวยเงนิ งบประมาณแผนดินเพื่อการศึกษาตลอดชวี ติ สาํ หรับประชาชน ลิขสทิ ธ์เิ ปน
ของ สํานักงาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

เอกสารทางวชิ าการลาํ ดบั ท่ี 17/2555

2

หนงั สอื เรียนสาระทักษะการดาํ เนินชวี ิต

รายวชิ า ศิลปศึกษา (ทช31003)

ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
(ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2554)

ลขิ สิทธเิ์ ปน ของ สํานักงาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
เอกสารทางวิชาการลาํ ดับท่ี 17/2555

3

สารบญั 4

คาํ นํา หนา
คําแนะนําการใชหนังสือเรยี น
โครงสรางรายวิชา 2
บทท่ี 1 ทัศนศลิ ป 11
20
เร่ืองท่ี 1 จุด เสน สี แสง เงา รปู รา ง และรูปทรง 23
เรื่องที่ 2 ทัศนศิลปสากล 27
เรื่องที่ 3 การวิพากษวิจารณงานทัศนศิลป 30
เร่ืองที่ 4 ความงามตามธรรมชาติ 32
เร่ืองท่ี 5 ความงามตามทัศนศิลปสากล
เร่ืองท่ี 6 ธรรมชาติกับทัศนศิลป 36
เร่ืองท่ี 7 ความคิดสรางสรรค การตกแตงรางกาย ที่อยูอาศัย 37
42
บทท่ี 2 ดนตรี 47
เรื่องที่ 1 ดนตรสี ากล
เรื่องท่ี 2 ดนตรีสากลประเภทตาง ๆ 52
เร่ืองที่ 3 คุณคาความไพเราะของเพลงสากล 55
เร่ืองที่ 4 ประวัติภูมิปญญาทางดนตรีสากล 58
73
บทที่ 3 นาฏศิลป 74
เรื่องท่ี 1 นาฎยนิยาม 78
เร่ืองท่ี 2 สุนทรียะทางนาฏศิลป 83
เรื่องท่ี 3 นาฏศิลปส ากลเพ่อื นบานของไทย
เร่ืองที่ 4 ละครทไี่ ดรบั อิทธพิ ลของวฒั นธรรมตะวนั ตก
เร่ืองท่ี 5 ประเภทของละคร
เร่ืองที่ 6 ละครกับภูมิปญญาสากล
เร่ืองที่ 7 ประวัติความเปนมาและวิวัฒนาการของลีลาศสากล

บทท่ี 4 การออกแบบกบั แนวทางการประกอบอาชพี 5
ลักษณะเฉพาะของอาชีพดานการออกแบบแตละสาขา
งานมัณฑนากรหรือนักออกแบบตกแตง 92
นกั ออกแบบเคร่ืองเฟอรนเิ จอร 92
นักออกแบบเส้อื ผา แฟชั่น 94
96

6

คาํ แนะนําการใชห นงั สอื เรียน

หนังสือเรียนสาระการดําเนินชีวิต รายวิชา ศิลปศึกษา ทช31003 เปนหนังสือเรียนทีจ่ ัดทําขึน้ สําหรับ
ผเู รยี นทเี่ ปน นกั ศึกษานอกระบบ

ในการศึกษาหนังสอื เรียนสาระการดาํ เนินชีวิต รายวิชา ศิลปศึกษา ผเู รยี นควรปฏิบตั ดิ งั น้ี
1. ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอสาระสําคัญ ผลการเรียนรูท ีค่ าดหวัง และขอบขายเน้ือหา
ของรายวชิ าน้ัน ๆ โดยละเอียด
2. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแตละบทอยางละเอียด ทํากิจกรรมตามที่กําหนด และทําความเขาใจใน
เนือ้ หานั้นใหมใ หเ ขาใจ กอ นทจี่ ะศึกษาเรอ่ื งตอ ๆ ไป
3. ปฏิบัติกิจกรรมทายเรือ่ งของแตละเรือ่ ง เพือ่ เปนการสรุปความรู ความเขาใจของเนือ้ หาในเร่ืองน้ัน
ๆ อกี ครั้ง และการปฏบิ ตั กิ ิจกรรมของแตละเนอ้ื หา แตล ะเรอื่ ง ผูเรยี นสามารถนําไปตรวจสอบกับครูและเพื่อน ๆ
ทร่ี ว มเรยี นในรายวชิ าและระดบั เดยี วกนั ได
4. หนงั สอื เรียนเลมนมี้ ี 3 บท
บทท่ี 1 ทศั นศิลป
เรื่องที่ 1 จดุ เสน สี แสง เงา รปู ราง รูปทรง

เรื่องที่ 2 ทัศนศิลปสากล
เรื่องที่ 3 การวิพากษวิจารณงานทัศนศิลป
เร่ืองที่ 4 ความงามตามธรรมชาติ
เร่ืองที่ 5 ความงามตามทัศนศิลปสากล
เรื่องท่ี 6 ธรรมชาติกับทัศนศิลป
เร่ืองที่ 7 ความคิดสรางสรรค การตกแตงรางกาย และทอ่ี ยูอ าศยั
เร่ืองท่ี 8 ความคิดสรางสรรคในงานตกแตง

บทท่ี 2 ดนตรี
เร่ืองที่ 1 ดนตรสี ากล
เร่ืองท่ี 2 ดนตรีสากลประเภทตาง ๆ
เรื่องท่ี 3 คุณคาความไพเราะของเพลงสากล
เรื่องที่ 4 ประวัติภูมิปญญาทางดนตรีสากล

7

บทท่ี 3 นาฏศิลป
เรื่องท่ี 1 นาฎยนิยาม
เร่ืองที่ 2 สุนทรียะทางนาฏศิลป
เร่ืองท่ี 3 นาฏศิลปสากลเพื่อนบานของไทย
เร่ืองที่ 4 ละครท่ีไดรับอิทธิพลของวฒั นธรรมตะวันตก
เร่ืองท่ี 5 ประเภทของละคร
เรื่องท่ี 6 ละครกบั ภูมิปญญาสากล
เรื่องท่ี 7 ลีลาศสากล

บทท่ี 4 การออกแบบกบั แนวทางการประกอบอาชพี
ลักษณะเฉพาะของอาชีพดานการออกแบบแตละสาขา
งานมัณฑนากรหรือนักออกแบบตกแตง
นกั ออกแบบเคร่ืองเฟอรนเิ จอร
นกั ออกแบบเส้อื ผาแฟชั่น

8

โครงสรา งรายวชิ าศลิ ปศึกษา

ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
(ทช31003)

สาระสําคัญ

รู เขาใจ มีคุณธรรม จริยธรรม เห็นคุณคาความงาม ความไพเราะ ของธรรมชาติ
สง่ิ แวดลอม ทางทศั นศิลป ดนตรี และนาฎศลิ ปสากล สามารถวเิ คราะห วิพากย วิจารณ ไดอ ยา งเหมาะสม

ผลการเรยี นรูท ่คี าดหวัง

อธิบายความหมาย ความสําคัญ ความเปนมา ของทัศนศิลปสากล ดนตรีสากล และนาฎศิลปสากล เขาใจ
ถึงตนกาํ เนดิ ภมู ิปญญาและการอนุรักษ

ขอบขา ยเนอ้ื หา

บทท่ี 1 ทัศนศิลป
เร่ืองท่ี 1 จุด เสน สี แสง เงา รูปรา ง รปู ทรงและพ้นื ผิว
เร่ืองที่ 2 ทัศนศิลปสากล
เร่ืองท่ี 3 การวิพากษวิจารณงานทัศนศิลป
เรื่องท่ี 4 ความงามตามธรรมชาติ
เรื่องที่ 5 ความงามตามทัศนศิลปสากล
เร่ืองที่ 6 ธรรมชาติกับทัศนศิลป
เรื่องที่ 7 ความคิดสรางสรรค การตกแตงรางกาย และที่อยูอาศัย
เร่ืองท่ี 8 ความคิดสรางสรรคในงานตกแตง

บทท่ี 2 ดนตรี
เรื่องที่ 1 ดนตรสี ากล
เร่ืองท่ี 2 ดนตรีสากลประเภทตาง ๆ
เรื่องที่ 3 คุณคาความไพเราะของเพลงสากล
เร่ืองท่ี 4 ประวัติภูมิปญญาทางดนตรีสากล

บทท่ี 3 นาฏศลิ ป
เร่ืองที่ 1 นาฎยนิยาม
เร่ืองท่ี 2 สุนทรียะทางนาฏศิลป
เร่ืองท่ี 3 นาฏศิลปสากลเพื่อนบานของไทย
เร่ืองที่ 4 ละครที่ไดร บั อทิ ธิพลของวัฒนธรรมตะวันตก
เรื่องที่ 5 ประเภทของละคร

9

เร่ืองที่ 6 ละครกับภูมิปญญาสากล
เรื่องท่ี 7 ลีลาศสากล

บทท่ี 4 การออกแบบกบั แนวทางการประกอบอาชพี
ลักษณะเฉพาะของอาชีพดานการออกแบบแตละสาขา
งานมัณฑนากรหรือนักออกแบบตกแตง
นกั ออกแบบเคร่ืองเฟอรนเิ จอร
นักออกแบบเสื้อผาแฟช่ัน

10

สาระสาํ คญั บทที่ 1
ทศั นศลิ ป

ศึกษาเรียนรู เขาใจ เห็นคุณคาความงาม ของทัศนศิลป และสามารถวพิ ากย วจิ ารณไดอ ยางเหมาะสม

ผลการเรยี นรูท ี่คาดหวงั

อธิบายความหมาย ความสําคัญ ความเปนมา ของทัศนศิลปสากล เขาใจถึงตนกําเนิด ภูมิปญญาและการ
อนรุ ักษ

ขอบขา ยเนอ้ื หา

เรื่องท่ี 1 จดุ เสน สี แสง เงา รปู ราง รูปทรงและพื้นผวิ

เร่ืองที่ 2 ทัศนศิลปสากล

เร่ืองที่ 3 การวิพากษวิจารณงานทัศนศิลป

เรื่องที่ 4 ความงามตามธรรมชาติ

เรื่องท่ี 5 ความงามตามทัศนศิลปสากล

เรื่องที่ 6 ธรรมชาติกับทัศนศิลป

เร่ืองท่ี 7 ความคิดสรางสรรค การตกแตงรางกาย และท่อี ยอู าศัย

เร่ืองที่ 8 ความคิดสรางสรรคในงานตกแตง

11

เรือ่ งที่ 1 จดุ เสน สี แสงเงา รปู รา ง รปู ทรง

จุด ………………………………………
คอื องคป ระกอบที่เล็กท่ีสดุ จุดเปน สิ่งท่ีสามารถบอกตําแหนงและทิศทางโดยการนําจุดมาเรียงตอกันให
เปน เสน การรวมกันของจุดจะเกดิ นํา้ หนักท่ใี หปริมาตรแกรูปทรง เปนตน

เสน

หมายถึง จุดหลายๆจุดที่เรียงชิดติดกันเปนแนวยาว โดยการลากเสนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง
ในทิศทางทีแ่ ตกตางกัน จะเปนทิศมุม 45 องศา 90 องศา 180 องศาหรือมุมใดๆ การสลับทิศทางของเสนที่ลากทําใหเกิดเปน
ลักษณะตาง ๆ ในทางศิลปะเสนมีหลายชนิดดวยกันโดยจําแนกออกไดเปนลักษณะใหญๆ คือ เสนต้ัง เสนนอน เสนเฉียง
เสน โคง เสนหยกั เสนซิกแซก

ความรสู ึกทม่ี ีตอเสน
เสนเปนองคประกอบพืน้ ฐานที่สําคัญในการสรางสรรค เสนสามารถแสดงใหเกิดความหมายของภาพ

และใหความรูส ึกไดต ามลักษณะของเสน เสนที่เปนพื้นฐาน ไดแ ก เสน ตรงและเสนโคง
จากเสนตรงและเสนโคงสามารถนํามาสรางใหเกิดเปน เสนใหม ๆ ทีใ่ หความรูสึกที่แตกตางกันออกไป

ไดด งั น้ี
เสน ตั้ง ใหค วามรูสึกแขง็ แรง สงู เดน สงางาม นาเกรงขาม

เสน นอน ใหความรูสึกสงบราบเรียบ กวางขวาง การพกั ผอ น หยดุ นง่ิ

12

เสน แนวเฉยี ง ใหค วามรูสกึ ไมป ลอดภัย ไมม ่ันคง ไมหยดุ นง่ิ
เสนตดั กัน ใหความรสู ึกประสานกัน แขง็ แรง
เสน โคง ใหค วามรูสึกออนโยน นมุ นวล
เสน คด ใหค วามรสู กึ เคลือ่ นไหว ไหลเลอ่ื น รา เรงิ ตอ เนอ่ื ง
เสน ประ ใหความรูสึกขาดหาย ลกึ ลับ ไมสมบรูณ แสดงสว นทม่ี องไมเ หน็
เสน ขด ใหค วามรสู กึ หมนุ เวยี นมนึ งง
เสน หยกั ใหความรสู ึกขดั แยง นา กลวั ตื่นเตน แปลกตา

นักออกแบบนําเอาความรูสึกที่มีตอเสนทีแ่ ตกตางกันมาใชในงานศิลปะประยุกต โดยใชเสนมาเปลีย่ น
รูปรางของตัวอักษร เพอ่ื ใหเ กิดความรสู กึ เคล่อื นไหวและทาํ ใหสื่อความหมายไดด ยี ่ิงข้ึน

13

สี

ทฤษฎีสี หมายถึง หลักวิชาในเรื่องของสีที่สามารถมองเห็นไดดวยตา และเมื่อสามรอยกวาปทีผ่ านมา
ไอแซก นิวตัน ไดคนพบวา แสงสีขาวจาก ดวงอาทิตยเมื่อหักเห ผานแทงแกวสามเหลีย่ ม
( prism) แสงสีขาวจะกระจายออกเปนสีรุง เรียกวา สเปคตรัม มี 7 สี ไดแก มวง คราม น้าํ เงิน เขียว เหลือง สม
แดง และไดกําหนดใหเปนทฤษฎีสีของแสง ความจริงสีรุง เปนปรากฏการณ ตามธรรมชาติที่เกิดขึน้ และพบเห็น
กันบอยๆ โดยเกิดจากการหักเห ของแสงอาทิตยหรือ แสงสวาง เมือ่ ผานละอองน้าํ ในอากาศและกระทบตอ
สายตาใหเหน็ เปน สี มผี ลทางดานจติ วทิ ยา ทางดานอารมณ และความรสู กึ การที่ไดเห็นสีจากสายตา สายตาจะสง
ความรูส ึกไปยังสมองทําใหเกิดความรูส ึกตางๆ ตาม อิทธิพลของสี เชน สดชื่น เรารอน เยือกเย็น หรือตื่นเตน
มนษุ ยเราเกย่ี วขอ งกับสีตา งๆ อยูต ลอดเวลาเพราะ ทกุ ส่ิง ทอี่ ยรู อบตัวนนั้ ลว นแตม สี สี นั แตกตา งกันมากมาย

นักวิชาการสาขาตางๆ ไดศึกษาคนควาเรือ่ งสี จนเกิดเปนทฤษฎีสี ตามหลักการของนักวิชาการสาขา
ตา ง ๆ เชน

แมสขี องนกั ฟส ิกส หรอื (แมส ขี องแสง) (Spectrum Primaries)
เปน สีทเ่ี กิดจากการผสมกันของคลื่นแสง มี 3 สี คอื

แมสีของนักเคมี (Pigmentary Primaries) คือสีทีใ่ ชในวงการอุตสาหกรรมและวงการศิลปะ หรือเรียก
อีกอยางหนึง่ วา สีวัตถุธาตุ ที่เรากําลังศึกษาอยูใ นขณะนี้ โดยใชในการเขียนภาพเกี่ยวกับพาณิชยศิลป ภาพ

โฆษณา ภาพประกอบเรอ่ื งและภาพเขียน ของศิลปนตาง ๆ ประกอบดว ย
สขี ้นั ท่ี 1 (Primary Color) คือ แมส ีพน้ื ฐาน มี 3 สี ไดแก
1. สเี หลอื ง (Yellow)
2. สแี ดง (Red) สีแดง

3. สนี ้ําเงิน (Blue)

สนี ํ้าเงนิ สเี หลือง

14

สีขั้นท่ี 2 (Secondary color)
คือ สีที่เกดิ จากสีขั้นที่ 1 หรอื แมสีผสมกนั ในอัตราสวนท่ีเทา กัน จะทาํ ใหเ กิดสใี หม 3 สี ไดแก
1. สีสม (Orange) เกดิ จาก สแี ดง (Red) ผสมกับสเี หลอื ง (Yellow)
2. สีมว ง (Violet) เกดิ จาก สแี ดง (Red) ผสมกับสีนํา้ เงิน (Blue)
3. สเี ขยี ว (Green) เกิดจาก สีเหลือง (Yellow) ผสมกบั สีน้าํ เงิน (Blue)

สสี ม

สมี ว ง สเี ขยี ว

สขี ้นั ท่ี 3 (Intermediate Color)
คอื สที ่ีเกิดจากการผสมกันระหวางแมสกี ับสขี ั้นที่ 2 จะเกิดสีขน้ั ที่ 3 ขนึ้ อีก 6 สี ไดแก
1. สีน้ําเงินมวง ( Violet-blue) เกิดจาก สนี ํา้ เงิน (Blue) ผสมสมี วง (Violet)
2. สเี ขียวนา้ํ เงิน ( Blue-green) เกดิ จาก สนี ้าํ เงนิ (Blue) ผสมสีเขยี ว (Green)
3. สเี หลอื งเขยี ว ( Green-yellow) เกดิ จาก สเี หลอื ง(Yellow) ผสมกบั สเี ขียว (Green)
4. สสี ม เหลือง ( Yellow-orange) เกดิ จาก สเี หลอื ง (Yellow) ผสมกบั สสี ม (Orange)

5. สแี ดงสม ( Orange-red) เกดิ จาก สแี ดง (Red) ผสมกับสสี ม (Orange)
6. สมี ว งแดง ( Red-violet) เกดิ จาก สแี ดง (Red) ผสมกบั สมี ว ง (Violet)

สมี ว งแดง สแี ดงสม

สนี ํา้ เงินมวง สสี ม เหลือง

สเี ขยี วนาํ้ เงนิ สเี หลอื งเขียว

เราสามารถผสมสีเกิดขึ้นใหมไดอีกมากมายหลายรอยสีดวยวิธีการเดียวกันนี้ ตามคุณลักษณะของสีทีจ่ ะ
กลาวตอ ไป

15

จะเห็นไดวาสีทั้ง 3 ข้ันตามทฤษฎีสีดังกลาว มีผลทําใหเราสามารถนํามาใชเปนหลักในการเลือกสรรสี
สําหรับงานสรางสรรค ของเราได ซึง่ งานออกแบบมิไดถูกจํากัดดวยกรอบความคิดของทฤษฎีตามหลักวิชาการ
เทานัน้ แตเราสามารถ คิดออกนอกกรอบแหงทฤษฎีนัน้ ๆ ได เทาทีม่ ันสมองของเราจะเคนความคิดสรางสรรค
ออกมาได

ภาพวงจรสี 12 สี

คณุ ลักษณะของสมี ี 3 ประการ คอื
1. สีแท หรือความเปนสี (Hue ) หมายถึง สีท่ีอยูในวงจรสีธรรมชาติ ท้ัง 12 สี (ดูภาพสี 12 สีในวงจรสี

ประกอบ) สี ที่เราเหน็ อยทู ุกวนั น้ีแบงเปน 2 วรรณะ โดยแบง วงจรสอี อกเปน 2 สว น จากสเี หลอื งวนไปถงึ สมี วง คือ
1. สีวรรณะรอน (Warm Color) ใหความรูส ึกรุนแรง รอน ตืน่ เตน ประกอบดวย สีเหลือง สี

เหลืองสม สีสม สแี ดงสม สีแดง สมี ว งแดง สมี ว ง
2. สีวรรณะเย็น (Cool Color) ใหความรูสึกเย็น สงบ สบายตาประกอบดวย สีเหลือง สีเขียว

เหลือง สีเขียว สีน้าํ เงินเขียว สีน้าํ เงิน สีมวงน้าํ เงิน สีมวง เราจะเห็นวา สีเหลือง และสีมวง เปนสีทีอ่ ยูไ ดทัง้ 2
วรรณะ คือสกี ลางท่เี ปน ไดท้ังสรี อน และสเี ย็น

16

2. ความจัดของสี (Intensity) หมายถึง ความสด หรือความบริสุทธิข์ องสีใดสีหนึง่ และสีทีถ่ ูกผสมดวย
สีดําจนหมนลง ความจัดหรือความบริสุทธิจ์ ะลดลงความจัดของสีจะเรียงลําดับจากจัดที่สุด ไปจนหมนที่สุด
ไดหลายลาํ ดบั ดว ยการคอ ยๆ เพิ่มปริมาณของสีดําทีผ่ สมเขาไปทีละนอยจนถึงลําดับทีค่ วามจัดของสีมีนอยทีส่ ุด
คอื เกือบเปน สีดํา

3. น้าํ หนักของสี (Values) หมายถึง สีที่สดใส (Brightness) สีกลาง (Grayness) สีทึบ(Darkness) ของ
สีแตละสี สีทกุ สีจะมีน้ําหนักในตวั เอง ถา เราผสมสขี าวเขา ไปในสีใดสีหนึ่ง สีนั้นจะสวางข้ึน หรือมีน้าํ หนักออน
ลงถาเพิม่ สีขาวเขาไปทีละนอยๆ ตามลําดับ เราจะไดน้าํ หนักของสีทีเ่ รียงลําดับจากแกสุดไปจนถึงออนสุด
น้าํ หนักออนแกของสี เกิดจากการผสมดวยสีขาว เทา และ ดํา น้าํ หนักของสีจะลดลงดวยการใชสีขาวผสม
( tint) ซงึ่ จะทําให เกดิ ความรูสึกนมุ นวล ออนหวาน สบายตา น้าํ หนักของสีจะเพิม่ ขึน้ ปานกลางดวยการใชสีเทา
ผสม ( tone) ซึง่ จะทําใหความเขมของสีลดลง เกิดความรูส ึก ทีส่ งบ ราบเรียบ และน้าํ หนักของสีจะเพิ่มขึ้นมาก
ขน้ึ ดว ยการใชสดี ําผสม ( shade) ซึ่งจะทําใหความเขมของสีลดความสดใสลง เกิดความรูส ึกขรึม ลึกลับ น้ําหนัก
ของสียังหมายถึงการเรียงลําดับน้ําหนักของสีแทดวยกันเอง โดยเปรียบเทียบ น้าํ หนักออนแกกับสีขาว – ดํา
เราสามารถเปรียบเทียบระหวางภาพสีกับภาพขาวดําไดอยางชัดเจนและเมื่อเรานําภาพสีที่เราเห็นวามีสีแดงอยู
หลายคาตง้ั แตออ น กลาง แก ไปถายเอกสารขาว-ดํา เมือ่ นํามาดจู ะพบวา สีแดงจะมนี ้าํ หนักออน แกต ้ังแตขาว เทา
ดาํ น่ันเปน เพราะวา สแี ดงมนี าํ้ หนกั ของสแี ตกตา งกนั นน่ั เอง

สตี างๆ ทเี่ ราสมั ผสั ดว ยสายตา จะทําใหเกดิ ความรูสึกขึ้นภายในตอเรา ทันทีทีเ่ รามองเห็นสี ไมวาจะเปน
การแตงกาย บานที่อยูอาศัย เคร่อื งใชต า งๆ แลวเราจะ ทําอยางไร จึงจะใชสีไดอยางเหมาะสม และสอดคลองกับ
หลักจิตวิทยา เราจะตองเขาใจวาสีใดใหความรูสึก ตอมนุษยอยางไร ซึ่งความรูสึกท่ีเกี่ยวกับสีสามารถจําแนก
ออกไดด งั น้ี

สีแดง ใหความรูส ึกรอน รุนแรง กระตุน ทาทาย เคลื่อนไหว ตื่นเตน เราใจ มีพลัง ความอุดมสมบูรณ
ความมั่งคั่ง ความรัก ความสําคัญ และอันตรายจะทําใหเกิดความอุดมสมบูรณเปนตน

สีสม ใหค วามรสู ึก รอ น อบอุน สดใส มีชีวติ ชวี า วัยรุน ความคึกคะนอง และการปลดปลอย สเี หลือง ให
ความรูส ึก แจมใส ราเรงิ เบกิ บานสดชื่น ชีวิตใหม ความสุกสวาง สีเขียว ใหความรูส ึก งอกงาม สดชืน่ สงบเงียบ
รม รนื่ รม เย็น การพักผอ น การผอ นคลายธรรมชาติ ความปลอดภัย ปกติ ความสุข ความสุขุม เยอื กเยน็

สเี ขยี วแก ใหความรูส ึก เศราใจ แกชรา สีน้าํ เงิน ใหความรูส ึกสงบ สุขุม สุภาพ หนักแนน เครงขรึม เอา
การเอางาน ละเอยี ด รอบคอบ สงางาม มีศกั ด์ศิ รี สงู ศักด์ิ เปนระเบียบถอมตน

สีฟา ใหความรูส ึก ปลอดโปรง โลงกวาง โปรงใส สะอาด ปลอดภัย ความสวาง ลมหายใจ ความเปน
อสิ รเสรภี าพ การชว ยเหลอื

สีคราม จะทําใหเกดิ ความรูสกึ สงบ
สีมวง ใหความรูสึก มีเสนห นาติดตาม เรนลับ ซอนเรน มีอํานาจ มีพลังแฝงอยู ความรัก ความเศรา
ความผิดหวัง ความสงบ ความสูงศักดิ์
สีนํา้ ตาล ใหความรูสกึ เกา หนัก สงบเงียบ

17

สขี าว ใหความรสู ึกบริสทุ ธ์ิ สะอาด ใหม สดใส
สีดํา ใหความรูสกึ หนัก หดหู เศราใจ ทึบตนั
สีชมพู ใหความรูส ึก อบอุน ออนโยน นุม นวล ออนหวาน ความรัก เอาใจใส วัยรุน หนุม สาว นารัก
ความสดใส
สีไพล จะทาํ ใหเ กดิ ความรสู ึกกระชมุ กระชวย เปน หนุม สาว
สีเทา ใหความรูส ึก เศรา อาลัย ทอแท ความลึกลับ ความหดหู ความชรา ความสงบ ความเงียบ สุภาพ
สขุ ุม ถอ มตน
สที อง ใหความรูสึก ความหรูหรา โออา มีราคา สูงคา สิ่งสําคัญ ความเจริญรุง เรือง ความสุข ความมั่งคัง่
ความร่ํารวย การแผกระจาย
จากความรูส ึกดังกลาว เราสามารถนําไปประยุกตใชในชีวิตประจําวันไดในทุกเรื่อง และเมื่อตองการ
สรางผลงาน ทีเ่ กีย่ วกับการใชสี เพือ่ ทีจ่ ะไดผลงานทีต่ รงตามความตองการในการสือ่ ความหมาย และจะชวยลด
ปญหาในการ ตัดสนิ ใจทจ่ี ะเลือกใชสตี า งๆได เชน
1. ใชในการแสดงเวลาของบรรยากาศในภาพเขียน เพราะสีบรรยากาศในภาพเขียนนั้นๆ จะแสดงใหรูว า
เปน ภาพตอนเชา ตอนกลางวนั หรอื ตอนบา ย เปนตน
2. ในดานการคา คือ ทําใหสินคาสวยงาม นาซือ้ หา นอกจากนีย้ ังใชกับงานโฆษณา เชน โปสเตอรตางๆ
ชวยใหจ ําหนา ยสนิ คา ไดม ากขนึ้
3. ในดานประสิทธิภาพของการทํางาน เชน โรงงานอุตสาหกรรม ถาทาสีสถานทีท่ ํางานใหถูกหลัก
จิตวิทยา จะเปนทางหนึ่งที่ชวยสรางบรรยากาศใหนาทํางาน คนงานจะทํางานมากขึ้น มีประสิทธิภาพในการ
ทํางานสูงขึ้น
4. ในดานการตกแตง สีของหอง และสีของเฟอรนิเจอร ชวยแกปญหาเรือ่ งความสวางของหอง รวมทั้ง
ความสุขในการใชห อ ง ถาเปนโรงเรยี นเดก็ จะเรยี นไดผลดขี น้ึ ถาเปนโรงพยาบาลคนไขจะหายเรว็ ขึ้น
สรางสรรคงานออกแบบจะเปนผูท ีเ่ กีย่ วของกับการใชสีโดยตรง มัณฑนากรจะคิดคนสีขึน้ มาเพือ่ ใชในงาน
ตกแตง คนออกแบบฉากเวทีการแสดงจะคิดคนสีเกีย่ วกับแสง จิตรกรก็จะคิดคนสีขึน้ มาระบายใหเหมาะสมกับ
ความคิด และจินตนาการของตน แลวตัวเราจะคดิ คน สขี ้ึนมาเพื่อความงาม ความสุข สําหรับเรามิไดหรือ
สีทีใ่ ชสําหรับการออกแบบนัน้ ถาเราจะใชใหเกิดความสวยงามตรงตามความตองการของเรา มีหลักในการใช
กวา งๆ อยู 2 ประการ คือ การใชส ีกลมกลนื กัน และ การใชส ตี ดั กัน
1. การใชสกี ลมกลืนกนั
การใชสใี หกลมกลนื กนั เปนการใชสีหรือน้าํ หนักของสีใหใกลเคียงกัน หรือคลายคลึงกัน เชน การใชสี
แบบเอกรงค เปน การใชสีสีเดยี วทมี่ ีน้ําหนกั ออนแกห ลายลําดับ
การใชสีขางเคียง เปนการใชสีทีเ่ คียงกัน 2 – 3 สี ในวงสี เชน สีแดง สีสมแดง และสีมวงแดง การใชสี
ใกลเคียง เปนการใชสีทีอ่ ยูเ รียงกันในวงสีไมเกิน 5 สี ตลอดจนการใชสีวรรณะรอนและวรรณะเย็น (warm tone
colors and cool tone colors) ดงั ไดก ลา วมาแลว

18

2. การใชสตี ดั กนั สตี ัดกันคอื สที อี่ ยูตรงขามกันในวงจรสี (ดูภาพวงจรสี ดา นซายมอื ประกอบ) การใชสี
ใหตัดกันมีความจําเปนมาก ในงานออกแบบ เพราะชวยใหเกิดความนาสนใจ ในทันทีที่พบเห็น สี

ตัดกนั อยา งแทจริงมี อยดู วยกัน 6 คสู ี คอื

1. สีเหลอื ง ตรงขา มกบั สีมว ง เหลอื ง มว ง

2. สสี ม ตรงขามกับ สนี าํ้ เงนิ สม นาํ้ เงนิ

3. สีแดง ตรงขา มกับ สีเขยี ว แดง เขยี ว

4. สีเหลืองสม ตรงขามกับ สีมวงนํ้าเงนิ เหลอื งสม มว งน้ําเงนิ

5. สีสม แดง ตรงขามกบั นาํ้ เงนิ เขียว สม แดง นาํ้ เงนิ เขยี ว

6. สีมวงแดง ตรงขามกับ สเี หลอื งเขยี ว มว งแดง เหลอื งเขยี ว

ในงานออกแบบ หรือการจัดภาพ หากเรารูจ ักใชสีใหมีสภาพโดยรวมเปนวรรณะรอน หรือวรรณะเย็น
เราจะ สามารถควบคุม และสรางสรรคผลงานใหเ กิดความประสานกลมกลืน งดงามไดงายขึ้น เพราะสีมีอิทธิพล
ตอ มวล ปริมาตร และชองวาง สีมีคุณสมบัติทีท่ ําใหเกิดความกลมกลืน หรือขัดแยงได สีสามารถขับเนนใหเกิด
จดุ เดน และการรวมกนั ใหเ กดิ เปน หนว ยเดยี วกนั ได เราในฐานะผูใชสีตองนําหลักการตางๆ ของสีไปประยุกตใช
ใหส อดคลอ ง กับเปาหมายในงานของเรา เพราะสีมีผลตอการออกแบบ คือ

1. สรา งความรสู กึ สใี หค วามรสู กึ ตอผูพบเห็นแตกตา งกันไป ทัง้ นีข้ ึ้นอยูก ับประสบการณ และภูมิหลัง
ของแตละคน สีบางสีสามารถรักษาบําบัดโรคจิตบางชนิดได การใชสีภายใน หรือภายนอกอาคาร จะมีผลในการ
สรางบรรยากาศได

2. สรางความนาสนใจ สีมีอิทธิพลตองานศิลปะการออกแบบ จะชวยสรางความประทับใจ และความ
นา สนใจเปน อนั ดบั แรกทพ่ี บเหน็

3. สีบอกสัญลักษณของวัตถุ ซึง่ เกิดจากประสบการณ หรือภูมิหลัง เชน สีแดงสัญลักษณของไฟ หรือ
อันตราย สเี ขยี วสัญลักษณแทนพืช หรอื ความปลอดภยั เปน ตน

4. สีชวยใหเกิดการรับรู และจดจํา งานศิลปะการออกแบบตองการใหผูพ บเห็นเกิดการจดจํา
ในรูปแบบ และผลงาน หรือเกิดความประทับใจ การใชสีจะตองสะดุดตา และมีเอกภาพ
แสงและเงา

แสงและเงา หมายถึง แสงที่สองมากระทบพื้นผิวทีม่ ีสีออนแกและพืน้ ผิวสูงต่าํ โคงนูนเรียบหรือขรุขระ
ทําใหปรากฏแสงและเงาแตกตางกัน

19

ตวั กาํ หนดระดบั ของคานํ้าหนัก ความเขมของเงาจะขึน้ อยูกับความเขมของแสง ในทีท่ ีม่ ีแสงสวางมาก
เงาจะเขมขึน้ และในทีท่ ีม่ ีแสงสวางนอย เงาจะไมชัดเจน ในทีท่ ีไ่ มมีแสงสวางจะไมมีเงา และเงาจะอยูใ น
ทางตรงขามกับแสงเสมอ คาน้าํ หนักของแสงและเงาที่เกิดบนวัตถุ สามารถจําแนกเปนลักษณะที่ ตาง ๆ ได
ดงั น้ี

1. บริเวณแสงสวางจัด (Hi-light) เปนบริเวณที่อยูใกลแหลงกําเนิดแสงมากที่สุด จะมีความสวาง
มากท่สี ุด วตั ถุทม่ี ีผวิ มนั วาวจะสะทอนแหลงกําเนดิ แสงออกมาใหเ ห็นไดชัด

2. บริเวณแสงสวาง (Light) เปนบริเวณที่ไดรับแสงสวาง รองลงมาจากบริเวณแสงสวาง จัด เนื่องจาก
อยหู างจากแหลงกําเนิดแสงออกมา และเริ่มมคี า น้าํ หนักออ น ๆ

3. บริเวณเงา (Shade) เปนบริเวณทีไ่ มไดรับแสงสวาง หรือเปนบริเวณทีถ่ ูกบดบังจาก แสงสวาง
ซ่งึ จะมคี าน้ําหนักเขมมากขึ้นกวาบริเวณแสงสวาง

4. บริเวณเงาเขมจัด (Hi-Shade) เปนบริเวณที่อยูห างจากแหลงกําเนิดแสงมากทีส่ ุด หรือ เปนบริเวณ
ท่ถี ูกบดบังหลาย ๆ ช้ัน จะมคี านํา้ หนกั ท่เี ขมมากไปจนถึงเขมท่สี ุด

5. บรเิ วณเงาตกทอด เปนบริเวณของพื้นหลังที่เงาของวัตถุทาบลงไป เปนบริเวณเงาที่อยู ภายนอกวัตถุ
และจะมีความเขมของคาน้ําหนักขึ้นอยูกับ ความเขมของเงา น้ําหนักของพื้น หลัง ทิศทางและระยะของเงา

ความสําคญั ของคาน้ําหนกั
1. ใหความแตกตางระหวางรูปและพื้น หรือรูปทรงกับที่วาง
2. ใหความรสู กึ เคลือ่ นไหว
3. ใหความรสู กึ เปน 2 มติ ิ แกรูปราง และความเปน 3 มติ ิแกร ูปทรง
4. ทําใหเ กดิ ระยะความตืน้ - ลึก และระยะใกล - ไกลของภาพ
5. ทําใหเกิดความกลมกลืนประสานกันของภาพ

กจิ กรรม
1. ใหนักศึกษาใชเสนแบบตางๆตามแบบเรียนมาประกอบเปนภาพตามจินตนาการลงในกระดาษเปลา

ขนาดA4 จากนน้ั นาํ มาแสดงผลงานและแลกเปลย่ี นกนั ชมและวจิ ารณก นั ในชน้ั เรยี น
2. นําผลงานจากขอ1 เก็บในแฟมสะสมผลงาน

20

เร่อื งท่ี 2 ทศั นศลิ ปส ากล

ความหมายของศลิ ปะและทศั นศิลป
ศิลปะหมายถึง ผลแหงความคิดสรางสรรคของมนุษยที่แสดงออกมาในรูปลักษณตางๆใหปรากฏซึ่ง

ความสุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือความสะเทือนอารมณ ตามประสบการณ รสนิยม และทักษะของบุคคล
แตล ะคนนอกจากนี้ยงั มีนกั ปราชญ นักการศกึ ษา ทานผูรู ไดใหความหมายของศิลปะแตกตางกันออกไป เชนการ
เลียนแบบธรรมชาติ การแสดงออกของบุคลิกภาพทางอารมณของมนุษย
ความสัมพันธร ะหวางศิลปะกับมนุษย

การสรางสรรคทางศิลปะของมนุษยเปนกิจกรรมในการพัฒนาสติปญญาและอารมณที่มีมาตัง้ แตสมัย
โบราณต้งั แตย ุคหินหรือประมาณ 4,000 - 5,000 ปลวงมาแลว นับตงั้ แตม นษุ ยอาศยั อยใู นถ้าํ เพิงผา ดํารงชีวิตดวย
การลาสัตวและหาของปาเปนอาหาร โดยมากศิลปะจะเปนภาพวาด ซึง่ ปรากฏตามผนังถ้ําตางๆ เชน ภาพวัวไบ
ซนั ทีถ่ ํา้ อลั ตารมิ า ในประเทศสเปน ภาพสัตวชนิดตางๆทีถ่ ้ําลาสลโก ในประเทศฝรัง่ เศส สําหรับประเทศไทยที่
พบเหน็ เชน ผาแตม จงั หวดั อบุ ลราชธานี ภาชนะเครือ่ งปน ดินเผา ทีบ่ า นเชยี ง จังหวดั อดุ รธานี

21

ประเภทของงานทศั นศลิ ป สามารถแบงออกเปน 4 ประเภท คอื
1. จติ รกรรม
2. ประตมิ ากรรม
3. สถาปต ยกรรม
4. ภาพพิมพ

งานจิตรกรรม เปนงานศิลปะที่แสดงออกดวยการวาด ระบายสี และการจัดองคประกอบความงาม
เพื่อใหเกิดภาพ 2 มิติ ไมมีความลึกหรือนูนหนา จิตรกรรมเปนแขนงหนึง่ ของทัศนศิลป ผูท ํางานดานจิตรกรรม
จะเรยี กวา จติ รกร

จอหน แคนาเดย (John Canaday) ไดใหความหมายของจิตรกรรมไววา จิตรกรรม คือ การระบายชัน้ ของ
สีลงบนพืน้ ระนาบรองรับ เปนการจัดรวมกันของรูปทรง และ สีทีเ่ กิดขึน้ จากการเตรียมการของศิลปนแตละคน
ในการเขียนภาพนั้น พจนานุกรมศัพท อธิบายวา เปนการสรางงานทัศนศิลปบนพื้นระนาบรองรับ ดวยการ ลาก
ปาย ขดี ขูด วสั ดุ จิตรกรรมลงบนพ้ืนระนาบรองรับ

ภาพจิตรกรรมทีเ่ กาแกที่สุดที่เปน ท่รี ูจกั อยทู ถ่ี ํา้ Chauvet ในประเทศฝร่ังเศส ซึ่งนักประวัติศาสตรบางคน
อางวามีอายุราว 32,000 ปเปนภาพทีส่ ลักและระบายสีดวยโคลนแดงและสียอมดํา แสดงรูปมา แรด สิงโต ควาย
แมมมอธ หรือมนุษยที่กําลังลาสัตว

จิตรกรรม สามารถจําแนกไดตามลักษณะผลงาน และ วัสดุอุปกรณการสรางสรรคเปน 2 ประเภท คือ
ภาพวาด และ ภาพเขยี น

22

จติ รกรรมภาพวาด (Drawing) เปนศัพททัศนศิลป คือ ภาพวาดเสน หรือบางทานอาจเรียกดวยคําทับศัพท
วา ดรออ้งิ ปจจุบันไดมีการนําอุปกรณ และเทคโนโลยีทีใ่ ชในการเขียนภาพและวาดภาพ ทีก่ าวหนาและทันสมัย
มากมาใช ผูเขียนภาพจึงจึงอาจจะใชอุปกรณตางๆมาใชในการเขียนภาพ ภาพวาดในสื่อสิ่งพิมพ สามารถแบง
ออกไดเ ปน 2 ประเภท คอื ภาพวาดลายเสน และ การตูน

จติ รกรรมภาพเขยี น (Painting)ภาพเขียนเปนการสรางงาน 2 มิติบนพืน้ ระนาบดวยสีหลายสี เชน สีน้าํ สี
น้ํามัน สีฝุน สชี อลค หรอื สอี ะคริลคิ ซ่ึงผลงานทางดานจิตรกรรมภาพเขียนของสีแตละชนิดจะมีความแตกตางกัน
เชน

1. การเขยี นภาพสนี ํา้ (Colour Painting)

2. การเขียนภาพสนี า้ํ มนั (Oil Painting)

23

3. การเขยี นภาพสีอะคริลิค (Acrylic Painting)

งานประติมากรรม เปนผลงานดานศิลปทีแ่ สดงออกดวยการสรางรูปทรง 3 มิติ ท่ีมีปริมาตร มีน้าํ หนัก

และกินเนื้อที่ในอากาศ โดยการใชวัสดุชนิดตาง ๆ วัสดุทีใ่ ชสรางสรรคงานประติมากรรม จะเปนตัวกําหนด
วิธีการสรางผลงาน ความงามของงานประติมากรรม ทําได 4 วิธี คือ

1. การปน (Casting) เปนการสรางรูปทรง 3 มิติ จากวัสดุ ที่มีความเหนียว ออนตัว และยึดจับตัวกันไดดี
วัสดทุ ี่นยิ มนาํ มาใชป น ไดแ ก ดนิ เหนยี ว ดนิ นา้ํ มัน ปูน แปง ขีผ้ งึ้ กระดาษ หรอื ขเี้ ล่ือยผสมกาว เปนตน

2. การแกะสลัก (Carving) เปนการสรางรูปทรง 3 มิติ จากวัสดุที่ แข็ง เปราะ โดยอาศัย เครือ่ งมือ วัสดุ
ท่นี ยิ มนาํ มาแกะ ไดแ ก ไม หนิ กระจก แกว ปนู ปลาสเตอร เปน ตน

งานแกะสลกั ไม

24

3. การหลอ (Molding) การสรางรูปผลงานที่มีทรง 3 มิติ จากวัสดุทีห่ ลอมตัวไดและกลับแข็ง ตัวได
โดยอาศัยแมพิมพ ซึง่ สามารถทําใหเกิดผลงานทีเ่ หมือนกันทุกประการตัง้ แต 2 ชิ้น ขึน้ ไป วัสดุทีน่ ิยมนํามาใช
หลอ ไดแก โลหะ ปูน แกว ขผ้ี ง้ึ เรซ่นิ พลาสติก ฯลฯ

4. การประกอบขึ้นรูป (Construction) การสรางผลงานที่มีรูปทรง 3 มิติ โดยการนําวัสดุตาง ๆ มา
ประกอบเขา ดวยกนั และยดึ ติดกันดวยวสั ดตุ า ง ๆ การเลือกวิธีการสรางสรรคงานประติมากรรม ขึ้นอยูก ับวัสดุที่
ตองการใช ในงานประติมากรรม ไมว า จะสรา งขนึ้ โดยวิธีใดผลงานทางดานประติมากรรม จะมีอยู 3 ลักษณะ คือ
แบบนนู ตาํ่ แบบนนู สงู และแบบลอยตวั ผสู รา งสรรคงานประติมากรรม เรียกวา ประตมิ ากร
ประเภทของงานประตมิ ากรรม

1. ประติมากรรมแบบนูนต่ํา ( Bas Relief ) เปนรูปปนท่ีนูนขึน้ มาจากพื้นหรือมีพื้นหลัง รองรับ
มองเห็นไดชัดเจนเพียงดานเดียว คือดานหนา มีความสูงจากพืน้ ไมถึงครึง่ หนึ่งของรูป จริง ไดแกรูปนูนบน
เหรยี ญ รูปนนู ทใี่ ชป ระดบั ตกแตง ภาชนะ รปู นนู ที่ใชประดบั ตกแตง บรเิ วณฐานอนุสาวรียา หรอื พระเครอ่ื งบางองค

2. ประติมากรรมแบบนูนสูง ( High Relief ) เปนรูปปนแบบตาง ๆ มีลักษณะเชนเดียวกับแบบ นูนต่าํ
แตมีความสูงจากพื้นตัง้ แตครึ่งหนึ่งของรูปจริงขึน้ ไป ทําใหเห็นลวดลายทีล่ ึก ชัดเจน และ และเหมือนจริง
มากกวาแบบนูนแตใ ชงานแบบเดียวกับแบบนูนต่ํา

3. ประติมากรรมแบบลอยตัว ( Round Relief ) เปนรูปปนแบบตาง ๆ ท่ีมองเห็นไดรอบดานหรือ ต้ังแต 4
ดา นข้ึนไป ไดแก ภาชนะตา ง ๆ รปู เคารพตา ง ๆ พระพทุ ธรปู เทวรปู รปู ตามคตนิ ยิ ม รปู บคุ คลสาํ คญั รูปสตั ว ฯลฯ

สถาปตยกรรม (Architecture) หมายถึง การออกแบบผลงานทางทัศนศิลปทีเ่ ปนการกอสรางสิง่ ตาง ๆ
คนทั่วไปอยูอาศัยไดและอยูอ าศัยไมได เชนสถูป เจดีย อนุสาวรียบานเรือนตาง ๆ เปนตน นอกจากนีย้ ังรวมถึง

25

การกําหนดผังบริเวณตาง ๆ เพือ่ ใหเกิดความสวยงามและเปนประโยชนแกการ ใชสอยตามตองการ งาน
สถาปตยกรรมเปนแหลงรวมของงานศิลปะทางกายภาพเกือบทุกชนิด และมักมีรูปแบบแสดงเอกลักษณของ
สงั คมนนั้ ๆ ในชวงเวลานัน้ ๆ เราแบงลักษณงานของสถาปตยกรรมออกไดเปน ๓ แขนง ดงั น้ีคอื

1. สถาปต ยกรรมออกแบบกอ สราง เชน การออกแบบสรางตึกอาคาร บานเรือน เปนตน
2. ภมู ิสถาปตย เชน การออกแบบวางผงั จัดบริเวณ วางผงั ปลกู ตนไม จดั สวน เปนตน

3. สถาปตยกรรมผังเมือง ไดแก การออกแบบบริเวณเมืองใหมีระเบียบ มีความสะอาด และถูกหลัก
สุขาภิบาล เราเรียกผูสรางงานสถาปตยกรรมวา สถาปนิก
องคประกอบสําคญั ของสถาปต ยกรรม

จุดสนใจและความหมายของศาสตรทางสถาปตยกรรมนั้น ไดเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
บทความ De Architectura ของวิทรูเวียส ซึ่งเปนบทความเกีย่ วกับสถาปตยกรรม ทีเ่ กาแกทีส่ ุดทีเ่ รา
คนพบ ไดกลาวไววา สถาปตยกรรมตองประกอบดวยองคประกอบสามสวนหลักๆ ทีผ่ สมผสานกันอยางลงตัว
และสมดลุ อนั ไดแ ก
ความงาม (Venustas) หมายถึง สัดสวนและองคกระกอบ การจัดวางที่วาง สี วัสดุและพื้นผิวของอาคาร
ทผ่ี สมผสานลงตัว ท่ยี กระดับจิตใจ ของผูไดย ลหรือเยยี่ มเยือนสถานทีน่ ัน้ ๆ
ความมั่นคงแข็งแรง (Firmitas)
และ ประโยชนใชสอย (Utilitas) หมายถึง การสนองประโยขน และ การบรรลุประโยชนแหงเจตนา
รวมถึงปรัชญาของสถานที่นั้นๆ

26

สถาปตยกรรมตะวนั ตก
ตัวอยางเชน บานเรือน โบสถ วิหาร ปราสาท ราชวัง ซึง่ มีทัง้ สถาปตยกรรมแบบโบราณ เชน กอธิก ไบ

แซนไทน จนถงึ สถาปต ยกรรมสมัยใหม

ศิลปะภาพพมิ พ ( Printmaking)
ภาพพิมพ โดยความหมายของคํายอมเปนทีเ่ ขาใจชัดเจนแลววา หมายถึงรูปภาพทีส่ รางขึน้ มา โดย

วิธีการพิมพ แตส าํ หรบั คนไทยสว นใหญเม่ือพูดถึง ภาพพิมพอาจจะยังไมเปนทีร่ ูจ ักวาภาพพิมพ คืออะไรกันแน
เพราะคาํ ๆน้ีเปน คาํ ใหมท เ่ี พิง่ เริ่มใชก นั มาประมาณเมือ่ 30 ป มานเ้ี อง

โดยความหมายของคําเพียงอยางเดียว อาจจะชวนใหเขาใจสับสนไปถึงรูปภาพทีพ่ ิมพดวย
กรรมวิธีการพิมพทางอุตสาหกรรม เชน โปสเตอร ภาพพมิ พท ีจ่ ําลองจากภาพถาย หรอื ภาพจาํ ลองจิตรกรรมอันท่ี
จริงคําวา ภาพพิมพ เปนศัพทเฉพาะทางศิลปะทีห่ มายถึง ผลงานวิจิตรศิลปที่จัดอยูในประเภท ทัศนศิลป เชน
เดียวกันกับจิตรกรรมและประติมากรรม

ภาพพิมพท ่ัวไปมีลักษณะเชนเดยี วกบั จิตรกรรมและภาพถา ย คือตัวอยางผลงานมีเพียง 2 มิติ สวนมิติที่ 3
คอื ความลกึ ที่จะเกิดขึ้นจากการใช ภาษาเฉพาะของทศั นศลิ ป อนั ไดแก เสน สี นาํ้ หนกั และพื้นผิว สรางใหดูลวง
ตาลึกเขาไปในระนาบ 2 มิติของผิวภาพ แตภาพพิมพมีลักษณะเฉพาะที่แตกตางจากจิตรกรรมตรงกรรมวิธีการ
สรางผลงาน ท่ีผลงานจิตรกรรมนั้นศิลปนจะเปนผูส รางสรรคขีดเขียน หรือวาดภาพระบายสีลงไปบนผืนผาใบ
หรอื กระดาษ โดยสรางออกมาเปนภาพทันที แตการสรางผลงานภาพพิมพศิลปนตองสรางแมพิมพขึน้ มาเปนสื่อ
กอ น แลวจึงผานกระบวนการพิมพ ถายทอดออกมาเปนภาพที่ตองการได

กรรมวิธีในการสรางผลงานดวยการพิมพนี้เอง ทีท่ ําใหศิลปนสามารถสรางผลงานที่เปนตนแบบ
( Original) ทีเ่ หมือนๆกันไดหลายชิน้ เชนเดียวกับผลงานประติมากรรม ประเภททีป่ น ดวยดินแลวทําแมพิมพ
หลอผลงานชิน้ นั้นใหเปนวัสดุถาวร เชนทองเหลือง หรือสําริด ทุกชิ้นที่หลอออกมาถือวาเปนผลงานตนแบบ
มิใชผลงานจําลอง ( Reproduction) ทัง้ นีเ้ พราะวาภาพพิมพนัน้ ก็มิใชผลงานจําลองจากตนแบบที่เปนจิตรกรรม
หรือวาดเสน แตภาพพิมพเปนผลงานสรางสรรค ที่ศิลปนมีทัง้ เจตนาและความเชีย่ วชาญในการใชคุณลักษณะ

27

พิเศษเฉพาะของเทคนิควิธีการทางภาพพิมพ แตละชนิดมาใชในการถายทอดจินตนาการ ความคิด และอารมณ
ความรูส ึกออกมาในผลงานไดโดยตรง แตกตางกับการทีน่ ําเอาผลงานจิตรกรรมทีส่ รางสําเร็จไวแลวมาจําลอง
เปนภาพโดยผานกระบวนการทางการพิมพ

ในการพิมพผลงานแตละชิน้ ศิลปนจะจํากัดจํานวนพิมพตามหลักเกณฑสากล ที่ศิลปสมาคมระหวาง
ชาติ ซึง่ ไทยก็เปนสมาชิกอยูด วย ไดกําหนดไวโดยศิลปนผูส รางผลงานจะเขียนกํากับไวที่ดานซายของภาพเชน
3/30 เลข 3 ตัวหนาหมายถึงภาพที่ 3 สวนเลข 30 ตัวหลังหมายถึงจํานวนที่ พิมพทัง้ หมด ในภาพพิมพบางชิ้น
ศิลปนอาจเซ็นคําวา A/P ไวแ ทนตวั เลขจาํ นวนพมิ พ A/Pนย้ี อ มาจาก Artist's Proof ซึง่ หมายความวา ภาพๆนี้เปน
ภาพทีพ่ ิมพขึน้ มาหลังจากทีศ่ ิลปนไดมีการทดลองแกไข จนไดคุณภาพสมบูรณตามที่ตองการ จึงเซ็นรับรองไว
หลังจากพิมพ A/P ครบตามจํานวน 10% ของจํานวนพิมพทัง้ หมด จึงจะเริม่ พิมพใหครบตามจํานวนเต็มที่
กาํ หนดไว หลังจากนั้นศิลปนจะทําลาย แมพ ิมพท ิ้งดว ยการขูดขีด หรือวิธีการอืน่ ๆ โดยจะพิมพภาพสุดทายนี้ไว
เพือ่ เปนหลักฐาน เรียกวา Cancellation Proof สุดทายศิลปนจะเซ็นทัง้ หมายเลขจํานวนพิมพ วันเดือนป และ
ลายเซ็นของศิลปนเอง ไวดานลางขวาของภาพ เพือ่ เปนการรับรองคุณภาพดวยทุกชิน้ จํานวนพิมพนีอ้ าจจะมาก
หรอื นอ ยขึ้นอยูกับความนิยมของ “ ตลาด ” และปจจัยอื่นๆอีกหลายประการ

สําหรับศิลปนไทยสวนใหญจะจํากัดจํานวนพิมพไวคอนขางต่าํ ประมาณ 5-10 ภาพ ตอ ผลงาน 1 ชิ้น
กฎเกณฑที่ศลิ ปนทัว่ โลกถือปฏิบตั ิกันเปน หลักสากลนีย้ อมเปน การรกั ษามาตรฐานของภาพพิมพ ไว อันเปนการ
สงเสรมิ ภาพพิมพใหแพรหลายและเปน ทย่ี อมรับกนั โดยทว่ั ไป

รูปแบบของศิลปะภาพพิมพในดานเทคนิค
1. กรรมวิธีการพิมพผิวนูน (Relief Process)
2. กรรมวิธกี ารพมิ พรอ งลกึ (Intaglio Process )
3. กรรมวธิ ีการพมิ พพ นื้ ราบ (Planography Process
4. กรรมวธิ ีการพมิ พผ านชองฉลุ (Serigraphy)
5. กรรมวิธีการพิมพเทคนิคผสม (Mixed Tecniques)

28

6. การพมิ พวิธพี นื้ ฐาน (Basic Printing)
รูปแบบของศิลปะภาพพิมพในทางทฤษฎีสุนทรียศาสตร

1. รูปแบบแสดงความเปนจริง (Figuration Form)
2. รูปแบบผันแปรความเปนจริง (Semi - Figuration Form)
3. รูปแบบสัญลักษณ (Symbolic Form)
4. รูปแบบที่ปราศจากเนื้อหา (Non - Figuration Form)

ความสาํ คญั ของเน้อื หา
1. กระบวนการสรางแมพิมพ ในงานศิลปะภาพพิมพ มีหลายลักษณะและแตละลักษณะจะมีความเปน

เอกลักษณเฉพาะของเทคนิค ซึ่งแตละเทคนิคสามารถตอบสนองเนือ้ หาในทางศิลปะไดตามผลของเทคนิคนัน้ ๆ

เชน กรรมวิธีการพมิ พรองลึกสามารถถายทอดเนือ้ หาในเรือ่ งพื้นผวิ (TEXTURE) ไดอยา งมีประสิทธิภาพท่สี ดุ
2. ในทฤษฎีทางสุนทรียศาสตรทําใหแยกแยะถึงรูปแบบในทางศิลปะในแบบตาง ๆ เพือ่ ใหทราบถึง

วิธีการแสดงออกในรูปแบบตาง ๆ ของศิลปนได
กจิ กรรม
1. ใหนกั ศึกษาทดลองเขยี นภาพจิตรกรรมดว ยสีน้ํา หรือสตี าง ๆ ในการเขียนภาพระบายสี โดยอาจเปน

ภาพทิวทัศน ภาพผักหรอื ผลไมก ไ็ ด
2. ใหน กั ศกึ ษานาํ ดนิ เหนยี วหรือดนิ นํา้ มนั มาปน เปน รปู คน สตั ว หรอื ผลไม โดยมสี ว นสูงไมต่ํากวา

20 เซนตเิ มตร
3. ใหนําผลงานจากขอ1และขอ 2 มาแสดงในชนั้ เรียนและใหอาจารยและเพ่อื นนักศกึ ษารว มกันอภิปราย

29

เรือ่ งที่ 3 การวิพากษวจิ ารณงานทัศนศลิ ป

ความหมาย

การวิเคราะหงานศลิ ปะ หมายถึง การพิจารณาแยกแยะศึกษาองคประกอบของผลงานศิลปะออกเปน
สว นๆ ทีละประเด็น ทั้งในดานทัศนธาตุ องคประกอบศิลป และความสัมพันธตางๆ ในดา นเทคนคิ กรรมวธิ ี
การสรางสรรคผลงาน เพ่ือนําขอมูลทไ่ี ด มาประเมินผลงานศิลปะ แตละชิ้นวามีคุณคาทางดานความงาม ทางดาน
สาระ และทางดานอารมณ และความรสู กึ อยา งไร

การวิจารณงานศิลปะ หมายถึง การแสดงออกทางดานความคิดเห็นตอผลงานทางศิลปะที่ศิลปน
สรางสรรคขึ้น โดยผูวิจารณใหความคิดเห็นตามหลักเกณฑและหลักการของศิลปะ ทั้งในดานสุนทรียศาสตร
และสาระอน่ื ๆ ดวยการติชมเพื่อใหไดขอคิดนําไปปรับปรุงพัฒนาผลงานศิลปะ หรือใชเปน ขอมลู ในการ
ประเมินตัดสินผลงาน เปรยี บเทยี บใหเห็นคุณคาในผลงานศลิ ปะช้ินนนั้ ๆ

คณุ สมบตั ิของนักวจิ ารณ
1. ควรมีความรูเกี่ยวกับศิลปะทั้งศิลปะประจําชาติและศิลปะสากล
2. ควรมคี วามรเู กยี่ วกบั ประวัตศิ าสตรศิลปะ
3. ควรมีความรูเกย่ี วกบั สนุ ทรยี ศาสตร ชวยใหรูแงมุมของความงาม
4. ตองมีวสิ ยั ทัศนกวา งขวาง และไมคลอยตามคนอื่น
5. กลาที่จะแสดงออกทั้งที่เปนไปตามหลักวิชาการและตามความรูสึกและประสบการณ

30

ทฤษฎกี ารสรา งงานศิลปะ จัดเปน 4 ลกั ษณะ ดงั น้ี
1. นิยมการเลียนแบบ (Imitationalism Theory) เปนการเห็นความงามในธรรมชาติแลวเลียนแบบไวให
เหมอื นทง้ั รปู รา ง รปู ทรง สีสัน ฯลฯ
2. นยิ มสรา งรปู ทรงทส่ี วยงาม (Formalism Theory) เปนการสรางสรรครูปทรงใหมใหสวยงามดวยทัศน
ธาตุ (เสน รปู ราง รูปทรง สี นา้ํ หนัก พืน้ ผิว บรเิ วณวา ง) และเทคนิควิธีการตางๆ
3. นิยมแสดงอารมณ (Emotional Theory) เปนการสรางงานใหดูมีความรูสึกตางๆ ท้งั ท่ีเปน อารมณอัน
เนื่องมาจากเรื่องราวและอารมณของศิลปนที่ถายทอดลงไปในชิ้นงาน
4. นยิ มแสดงจนิ ตนาการ (Imagination Theory) เปนงานที่แสดงภาพจินตนาการ แสดงความคิดฝนที่
แตกตางไปจากธรรมชาติและสิ่งที่พบเห็นอยูเปนประจํา

แนวทางการวิเคราะหและประเมินคุณคา ของงานศลิ ปะ

การวิเคราะหและการประเมินคุณคาของงานศิลปะโดยทั่วไปจะพิจารณาจาก 3 ดา น ไดแ ก

1. ดานความงาม

เปนการวิเคราะหและประเมินคุณคาในดานทักษะฝมือ การใชทัศนธาตุทางศิลปะ และการจัด
องคประกอบศิลปวาผลงานชิ้นนี้แสดงออกทางความงามของศิลปะไดอยางเหมาะสมสวยงามและสงผลตอผู
ดใู หเ กิดความช่ืนชมในสนุ ทรียภาพเพยี งใด ลักษณะการแสดงออกทางความงามของศิลปะจะมีหลากหลาย
แตกตางกันออกไปตามรูปแบบของยุคสมัย ผวู ิเคราะหและประเมินคุณคาจงึ ตอ งศึกษาใหมีความรู ความ
เขาใจทางดานศิลปะใหมากที่สุด

2. ดานสาระ

การวิเคราะหและประเมินคุณคา ของผลงานศลิ ปะแตล ะช้ินวา มีลกั ษณะสงเสรมิ คุณธรรม จรยิ ธรรม
ตลอดจนจุดประสงคตางๆ ทางจิตวิทยาวาใหสาระอะไรกับผูชมบาง ซง่ึ อาจเปน สาระเก่ยี วกับธรรมชาติ
สังคม ศาสนา การเมือง ปญญา ความคิด จินตนาการ และความฝน เชน

31

3. ดานอารมณความรสู กึ

เปนการคิดวเิ คราะหและประเมินคุณคา ในดา นคุณสมบัติท่สี ามารถกระตุนอารมณค วามรูสกึ และส่อื
ความหมายไดอยางลึกซึง้ ของผลงาน ซึ่งเปนผลจากการใชเทคนิคทแี่ สดงออกถงึ ความคดิ พลงั ความรสู กึ ใน
การสรางสรรคของศิลปนที่เปนผูสราง

32

เรื่องท่ี 4 ความงามตามธรรมชาติ

ธรรมชาติ (Natural) หมายถึง สิ่งที่ปรากฏใหเห็นตามวัฏจักรของระบบสุริยะ โดยทีม่ นุษยมิไดเปนผู
สรรคสรา งขนึ้ เชน กลางวนั กลางคนื เดอื นมดื เดือนเพ็ญ ภูเขา น้ําตก ถือวาเปนธรรมชาติ หรือปรากฏการณทาง
ธรรมชาติ ตามความหมายทางพจนานุกรมของนักปราชญทางศิลปไดใหความหมายอยางกวางขวางตามแนวทาง
หรอื ทศั นะสว นตวั ไวด ังน้ี คือ ศิลปะ(ART) คํานี้ ตามแนวสากล มาจากคําวา ARTI และ ARTE ซึง่ เปนคําทีน่ ิยม
ใชกันในสมัยฟน ฟูศิลปวิทยา คําวา ARTI นัน้ หมายถึง กลุมชางฝมือในศตวรรษที่ 14, 15 และ 16 สวนคําวา
ARTE หมายถึง ฝมือ ซึ่งรวมถึง ความรูของการใชวัสดุของศิลปนดวย เชน การผสมสีสําหรับลงพื้น การเขียน
ภาพสีน้าํ มัน หรือการเตรียม และการใชวัสดุอื่น ศิลปะ ตามความหมายของพจนานุกรมไทย ฉบับ
ราชบัณฑิตยสถานสถาน พ.ศ. 2493 ไดอธิบายไววาศิลป (สิน ละ ปะ) น. หมายถึง ฝมือทางการชาง การแสดง
ออกมาใหปรากฏขึ้นไดอยางนาพึงชม และเกดิ อารมณส ะเทอื นใจ ศาสตราจารยศิลป พีระศรี ใหความหมายไววา
ศิลปะ หมายถึง งานทีต่ องใชความพยายามดวยฝมือและความคิด เชน ตัดเสือ้ สรางเครือ่ งเรือน ปลูกตนไม เปน
ตน และเมื่อกลาวถึง งานทางวิจิตรศิลป (Fine Arts) หมายถึงงานอันเปนความพากเพียรของมนุษย นอกจากตอง
ใชความพยายามดวยมือ ดวยความคิด แลวตองมีการพวยพุงแหงพุทธิปญญาและจิตออกมาดวย
(INTELLECTURL AND SPIRITUAL EMANATION)ศิลปะ ตามความหมายของพจนากรุกรมศัพทศิลปะ
อังกฤษ ไทย ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2530 ไดอธิบายไววา ART ศิลปะ คือ ผลแหงความคิดสรางสรรคของ
มนุษยที่แสดงออกในรูปลักษณตางๆ ใหปรากฏซึง่ สุนทรียภาพ ความประทับใจ หรือความสะเทือนอารมณตาม
อัจฉริยภาพ พุทธิปญญา ประสบการณ รสนิยมและทักษะของแตละคน เพือ่ ความพอใจ ความรืน่ รมย
ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี หรือความเชื่อในลัทธิศาสนา”

องคป ระกอบท่สี ําคัญในงานศิลปะ
1. รูปแบบ (FORM) ในงานศิลปะ หมายถึง รูปรางลักษณะที่ศิลปนถายทอดออกมาใหปรากฏเปน
รูปธรรมในงานศิลปะ อาจแบงออกไดเปน 3 ชนิดคือ1.1 รูปแบบธรรมชาติ (NATURAL FORM) ไดแก น้าํ ตก
ภูผา ตนไม ลําธาร กลางวัน กลางคืน ทองฟา ทะเล 1.2 รูปแบบเรขาคณิต (GEOMETRIC FORM) ไดแก
สี่เหลย่ี ม สามเหล่ยี ม วงกลม ทรงกระบอก 1.3 รูปแบบนามธรรม (ABSTRACT FORM) ไดแก รูปแบบที่ศิลปน
ไดสรางสรรคขึ้นมาเอง โดยอิสระ หรืออาจตัดทอน (DISTROTION) ธรรมชาติ ใหเหลือเปนเพียงสัญลักษณ
(SYMBOL) ที่สื่อความหมายเฉพาะตัวของศิลปนซึ่งรูปแบบที่กลาวมาขางตน ศิลปนสามารถที่จะเลือกสรรนํามา
สรางเปนงานศิลปะ ตามความรูสึกที่ประทับใจหรือพึงพอใจในสวนตัวของศิลปน
2. เน้ือหา (CONTENT) หมายถึง การสะทอนเรื่องราวลงไปในรูปแบบดังกลาว เชน กลางวัน
กลางคืน ความรัก การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง และคุณคาทางการจัดองคประกอบทางศิลปะ เปน ตน
3. เทคนคิ (TECHNIQUE) หมายถึง ขบวนการเลือกสรรวัสดุ ตลอดจนวิธีการสรางสรรค นํามาสราง
ศลิ ปะช้นิ นนั้ ๆ เชน สนี า้ํ มนั สีชอลก สีนาํ้ ในงานจิตรกรรม หรอื ไม เหลก็ หิน ในงานประตมิ ากรรมเปนตน

33

4. สุนทรียศาสตร(AESTHETICAL ELEMENTS) ซึ่งมี 3 อยาง คือ ความงาม (BEAUTY) ความ
แปลกหูแปลกตา (PICTURESQUENESS) และความนาทึง่ (SUBLIMITY)ซึง่ ศิลปกรรมชิน้ หนึง่ อาจมีทัง้ ความ
งามและความนาทึ่งผสมกันก็ได เชน พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย อาจมีทัง้ ความงามและความนาทึง่ รวมอยูด วยกัน
การที่คนใดคนหนึ่งมีสุนทรียะธาตุในความสํานึก เรียกวา มีประสบการณทางสุนทรียศาสตร
(AESTHETHICAL EXPERIENCE) ซึง่ จะตองอาศัยการเพาะบมทั้งในดานทฤษฎี ตลอดจนการใหความสนใจ
เอาใจใสรับรูตอการเคลื่อนไหวของวงการศิลปะโดยสม่ําเสมอเชน การชมนิทรรศการที่จัดขึ้นในหอศิลป เปนตน
เมื่อกลาวถึง งานศิลปกรรมและองคประกอบ ทีส่ ําคัญในงานศิลปะแลวหากจะยอนรอยจากความเปนมาในอดีต
จนถึงปจจบุ นั แลว พอจะแยกประเภทการสรางสรรคของศิลปนออกไดเปน 3 กลุมดังน้ี

1. กลุมทีย่ ึดรูปธรรม (REALISTIC) หมายถึง กลุม ทีย่ ึดรูปแบบทีเ่ ปนจริงในธรรมชาติมาเปน
หลักในการสรางงานศิลปะ สรางสรรคออกมาใหมีลักษณะคลายกับกลองถายภาพ หรือตัดทอนบางสิง่ ออกเพียง
เล็กนอย ซึง่ กลุมนีไ้ ดพยายามแกปญหาใหกับผูดูทีไ่ มมีประสบการณทางศิลปะ และสามารถสือ่ ความหมาย
ระหวา งศิลปะกบั ผดู ไู ดง า ยกวา การสรา งสรรคผ ลงานในลักษณะอ่ืนๆ

2. กลุมนามธรรม (ABSTRACT) หมายถึง กลุม ทีย่ ึดแนวทางการสรางงานทีต่ รงขามกับกลุม
รปู ธรรม ซึ่งศิลปนกลุมนีม้ ุง ที่จะสรางรูปทรง (FORM) ขึน้ มาใหมโดยทีไ่ มอาศัยรูปทรงทางธรรมชาติ หรือหาก
นําธรรมชาติมาเปนขอมูลในการสรางสรรคก็จะใชวิธีลดตัดทอน (DISTORTION) จนในที่สุดจะเหลือแต
โครงสรางที่เปนเพียงสัญญาลักษณ และเชนงานศิลปะของ มอนเดยี น (MONDIAN)

3. กลุม กึ่งนามธรรม (SEMI-ABSTRACT) เปนกลุมอยูกึง่ กลางระหวางกลุม รูปธรรม
(REALISTIC) และกลุม นามธรรม (ABSTRACT) หมายถึง กลุม ทีส่ รางงานทางศิลปะโดยใชวิธีลดตัดทอน
(DISTORTION) รายละเอียดที่มีในธรรมชาติใหปรากฏออกมาเปนรูปแบบทางศิลปะ เพือ่ ผลทางองคประกอบ
(COMPOSITION) หรือผลของการแสดงออก แตยังมีโครงสรางอันบงบอกถึงทีม่ าแตไมชัดเจน ซึ่งเปนผลท่ี

34

ผูเขียนไดกลาวนําในเบือ้ งตนจากการแบงกลุม การสรางสรรคของศิลปนทัง้ 3 กลุม ที่กลาวมาแลวนั้น มี
นักวิชาการทางศิลปะไดเปรียบเทียบเพือ่ ความเขาใจ คือ กลุม รูปธรรม (REALISTIC) เปรียบเสมือนการคัด
ลายมือแบบตัวบรรจง กลุม นามธรรม (ABSTRACT) เปรียบเสมือนลายเซ็น กลุม กึง่ นามธรรม (SEMI-
ABSTRACT) เปรียบเสมือนลายมือหวัด
มนษุ ยก บั ศลิ ปะ

หากกลาวถึงผลงานศิลปะทําไมจะตองกลาวถึงแตเพียงสิง่ ทีม่ นุษยสรางขึ้นมาเทาน้ัน จอมปลวกรังผึ้ง
หรือรังนกกระจาบ กน็ าท่จี ะเปน สถาปต ยกรรมชิน้ เยี่ยม ท่ีเกิดจากสัตวต างๆ เหลา นนั้ หากเราจะมาทําความเขาใจ
ถึงที่มาของการสรางก็พอจะแยกออกไดเปน 2 ประเดน็ ประเด็นที่ 1 ทําไมจอมปลวก รังผึง้ หรือรังนกกระจาบ
สรางขึ้นมาจึงไมเรียกวางานศิลปะ ประเด็นท่ี 2 ทําไมสงิ่ ที่มนุษยสรางสรรคข ้ึนมาถงึ เรยี กวา เปน ศลิ ปะ

จากประเด็นที่ 1 เราพอจะสามารถวิเคราะหถึงสาเหตุทีเ่ ราไมเรียกวา เปนผลงานศิลปะเพราะปลวก ผึ้ง
และนกกระจาบสรางรัง หรือจอมปลวกขึน้ มาดวยเหตุผลของสัญชาตญาณที่ตองการความปลอดภัย ซ่ึงมีอยูใ น
ตัวของสตั วท กุ ชนิด ทีจ่ ําเปนตองสรางขึน้ มาเพือ่ ปองกันภัยจากสัตวรายตางๆ ตลอดจนภัยธรรมชาติ เชน ฝนตก
แดดออก เปนตน หรืออาจตองการความอบอุน สวนเหตุผลอีกประการหนึง่ คือ จอมปลวก รังผึ้ง หรือรังนก
กระจาบนัน้ ไมมีการพัฒนาในเรื่องรูปแบบ ไมมีการสรางสรรคใหปรากฏรูปลักษณแปลกใหมขึน้ มายังคง
เปน อยแู บบเดมิ และตลอดไป จงึ ไมเ รียกวา เปน ผลงานศิลปะ แตใ นทางปจ จบุ นั หากมนุษยนํารังนกกระจาบหรือ
รังผึ้งมาจัดวางเพื่อประกอบกับแนวคิดสรางสรรคเฉพาะตน เราก็อาจจัดไดวา เปนงานศิลปะ เพราะเกิดแรงจูงใจ
ภายในของศิลปน (Intrinsic Value) ที่เห็นคุณคาของความงามตามธรรมชาตินํามาเปนสื่อในการสรางสรรค

ประเด็นที่ 2 ทําไมสิง่ ทีม่ นุษยสรางสรรคขึน้ มาถึงเรียกวา ศิลปะ หากกลาวถึงประเด็นนี้ ก็มีเหตุผลอยู
หลายประการซึง่ พอจะกลาวถึงพอสังเขป ดังนี้

1. มนุษยสรางงานศิลปะขึ้นมาโดยมีจุดประสงคหรือจุดมุง หมายในการสราง เชน- ชาวอียิปต
(EGYPT) สรางมาสตาบา (MASTABA) ซึง่ มีรูปรางคลายมาหินสําหรับนัง่ เปนรูปสีเ่ หลี่ยมแทงสูงขางบนเปน
พนื้ ท่รี าบ มุมทั้งสี่เอียงลาดมาที่ฐานเล็กนอย มาสตาบาสรางดวยหินขนาดใหญ เปนทีฝ่ งศพขุนนาง หรือผูร ่าํ รวย
ซึง่ ตอมาพัฒนามาเปนการสรางพีระมิด (PYRAMID) เพือ่ บรรจุศพของกษัตริยหรือฟาโรห (PHARAOH) มีการ
อาบน้ํายาศพหรือรักษาศพไมใหเนาเปอยโดยทําเปนมัมมี่ (MUMMY) บรรจุไวภายใน เพื่อรอวิญญาณกลับคืนสู
ราง ตามความเชือ่ เรือ่ งการเกิดใหมของชาวอียิปตการกอสรางพุทธสถานเชน สรางวัด สรางพระอุโบสถ พระ
วิหาร ศาลาการเปรียญ ในพุทธศาสนา มีจุดประสงค เพือ่ ใชเปนทีป่ ระกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อเปนทีพ่ ํานัก
ของสงฆ ตลอดจนใชเปน ที่เผยแพรศาสนา

2. มีการสรางเพือ่ พัฒนารูปแบบโดยไมสิ้นสุด จะเห็นไดจาก มนุษยสมัยกอนประวัติศาสตร (PRE
HISTORICAL PERIOD) ไดหลบภัยธรรมชาติ ตลอดจนสัตวรายเขาไปอาศัยอยูใ นถ้ํา เมือ่ มีความเขาใจใน
ปรากฏการณ อันเกิดขึ้นจากธรรมชาติและประดิษฐเครือ่ งมือ เพื่อใชเปนที่อยูอาศัยจนในสมัยตอมา มีการ
พัฒนาการสรางรูปแบบอาคารบานเรือนในรูปแบบตางๆ ตามความเปลีย่ นแปลงของวัฒนธรรม และความเจริญ
ทางเทคโนโลยีมีการใชคอนกรีตเสริมเหล็กและวัสดุสมัยใหมเขามาชวยในการกอสรางอาคาร บานเรือน และ

35

สิ่งกอสรางตางๆ ตลอดจนมีการพัฒนารูปแบบทางสถาปตยกรรมใหกลมกลืนกับธรรมชาติแวดลอม เชน
สถาปตยกรรม “THE KAUF MANN HOUSE” ของแฟรงค ลอยด ไรท ที่รัฐเพนซลิ วาเนยี สหรฐั อเมรกิ า

3. ความตองการทางกายภาพทีเ่ ปนปฐมภูมิของมนุษยทุกเชื้อชาติและเผาพันธ เพือ่ นํามาซึ่งความ
สะดวกสบายในการดําเนินชีวิตในสังคมปจจุบัน ดังจะเห็นไดจากเครื่องอุปโภค บริโภคตลอดจนเครื่องใชไม
สอยตางๆ ซ่ึงเปน ผลติ ผลทเ่ี กิดจากความคิดสรางสรรคของมนุษยทัง้ สิน้ ในทางศิลปะที่เชนเดียวกับ ศิลปนจะไม
จาํ เจอยูก ับงานศลิ ปะท่มี ีรปู แบบเกา ๆ หรือสรางงานรูปแบบเดิมซ้ําๆ กันแตจะคิดคนรูปแบบ เนือ้ หา หรือเทคนิค
ที่แปลกใหมใหกับตัวเอง เพือ่ พัฒนาการสรางงานศิลปะรูปแบบเฉพาะตนอยางมีลําดับขัน้ ตอน เพือ่ งายแกการ
เขาใจจึงขอใหผูอานทําความเขาใจเกี่ยวกับการสรางสรรคในทางศิลปะเสียกอน

กิจกรรม
ใหนักศึกษาตอบคําถามตอไปนี้
1. อธิบายความหมายของ”ธรรมชาติ”
2. องคประกอบทางศิลปะประกอบดวยอะไรบาง
3. เหตุใดมนษุ ยถ งึ เปน ผูสรางงานศลิ ปะเทา น้ัน

36

เรอ่ื งที่ 5 ความงามตามทัศนศิลปสากล

การรับรคู วามงามทางศิลปะ
สําหรับการรับรูความงามทางศิลปะของมนุษยนัน้ สามารถรับรูไ ด 2 ทาง คือ ทางสายตาจากการ

มองเห็น และทางหูจากการไดยิน ซ่ึงแบง ได 3 รูปแบบดังนี้
1. ทัศนศิลป (Visual Art) เปนงานศิลปะทีร่ ับสัมผัสความงามไดดวยสายตา จากการ มองเห็น

งานศิลปะสวนใหญจะเปนงานทัศนศิลป ทั้งสิน้ ไดแก จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปตยกรรม มัณฑนาศิลป
อตุ สากรรมศิลป พาณิชยศ ลิ ป

2. โสตศิลป (Audio Art) เปนงานศิลปะที่รับสัมผัสความงามไดดวยหู จากการฟงเสียง งานศิลปะ ทีจ่ ัด
อยูใ นประเภทโสตศิลป ไดแก ดนตรี และ วรรณกรรม

3. โสตทัศฯศิลป (Audiovisual Art) เปนงานศิลปะทีร่ ับสัมผัสความงามทางศิลปะไดทัง้ สองทาง คือ
จากการมองเห็นและจากการฟง งานศิลปะประเภทนี้ไดแก ศิลปะการแสดงนาฏศิลป การละคร การภาพยนตร
ววิ ฒั นาการของทศั นศลิ ปส ากล

ศิลปะของชาติตางๆ ในซีกโลกตะวันตกมีลักษณะใกลเคียงกัน จึงพัฒนาขึน้ เปนศิลปะสากล ความเชือ่ มี
อิทธิพลตอพฤติกรรมมนุษยทั้งความคิด การแสดงออก และการดําเนินชีวิต โดยเฉพาะในงานศิลปกรรมมี
รูปแบบความงามหลายแบบ ที่เกิดจากพลังแหงความศรัทธาจากความเชื่อถือในเรื่องตางๆ

รูปแบบความงามอันเนือ่ งมาจากความเชื่อถือ จะปรากฏเปนความงามตามความคิดของชางในยุคนัน้
ผสมกับฝมือ และเครือ่ งมือทีย่ ังไมคอยมีคุณภาพมากนัก ทําใหงานจิตรกรรมในยุคกอนประวัติศาสตรดูไมคอย
งามมากนักในสายตาของคนปจจุบัน

1. ศิลปะสมัยกลาง (Medieval Arts)
ทศั นศลิ ปอ ันเนอ่ื งมาจากครสิ ตศ าสนา
ความเชอ่ื ในสมัยกลาง ซึ่งเปนชวงเวลาที่ศาสนาคริสตเจริญรุงเรืองถึงขีดสุด มีอิทธิพลตอการดําเนินชีวิต
และการสรางสรรคงานศิลปกรรมของชาวตะวันตก โดยมีความเชือ่ วาความงามเปนสิง่ ทีพ่ ระเจาสรางขึน้ มาโดย
ผานทางศิลปน เพื่อเปนการแสดงถึงความศรัทธาอยางยิ่งในพระเจา ศิลปนตองสรางผลงานโดยแสดงถึงเรือ่ งราว
ของพระคริสต พระสาวก ความเช่ืออนั นี้มีผลตอ ทัศนศลิ ป ดงั น้ี
สถาปตยกรรม เชน โบสถสมัยกอธิค เปนสถาปตยกรรมทีม่ ีลักษณะสูงชลูด และสวนทีส่ ูงทีส่ ุดของ
โบสถจะเปนทีต่ ัง้ ของกางเขนอันศักดิส์ ิทธิ์ เพื่อใชเปนทีต่ ิดตอกับพระเจาบนสรวงสวรรค มีการแตงเพลงและ
รองกันอยูใ นโบสถ Notre Dame อยูท ี่กรุงปารีส ประเทศฝรัง่ เศส ซึ่งเปนโบสถทีส่ รางแบบกอธิค
ที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูห ัว รัชกาลที่ 5 ไดทรงโปรดใหถายแบบแลวนํามาสรางไวทีว่ ัดนิเวศ
ธรรมประวตั ิ บางปะอิน จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา
จติ รกรรม ก็แสดงเนื้อหาของคริสตศาสนา รวมไปถึงทัศนศิลปแขนงอื่นๆ ดว ย

37

2. ศลิ ปะไบเซนไทร (Bizentine)
ความเชือ่ ยุคแรกแหงศิลปะเพือ่ คริสตศาสนา เมือ่ อาณาจักรโรมันลมสลายลง ในยุโรปไดแยกเปน
ประเทศตางๆและเปนชวงที่คําสอนของศาสนาคริสต ไดรับความเชือ่ ถือและใชเปนแนวทางในการดําเนินชีวิต
ของประชาชน โดยเฉพาะในยคุ สมัยไบเซนไทร ซึ่งถือวาเปนอาณาจักรแหงแรกของคริสตศาสนาศิลปนและชาง
ทุกสาขาทํางานใหแกศาสนา หรือทํางานเพื่อสงเสริมความศรัทธาแหงคริสตศาสนา
สถาปต ยกรรม สรางโบสถ วหิ าร เพื่อเปน สญั ลักษณ และสถานที่ปฏบิ ตั ิพิธีกรรมตางๆ
ประตมิ ากรรม มีการแกะสลักรูปพระคริสตและสาวกดวยไม หนิ และภาพประดับหินสที เี่ รยี กวา โมเสก

สถาปตยกรรมแบบไบเซนไทร

38

3. ฟน ฟูศลิ ปวิทยา (Renaissanee)
ความเชือ่ เนือ่ งจากอาณาจักรไบเซนไทร เปนยุคของการฟน ฟูศิลปวิทยา (Renaissame) หมายถึง การนํา
กลบั มาอีกคร้ังหนึ่ง เนือ่ งจากไดมีการคนพบซากเมืองของพวกกรีกและโรมันทําใหศิลปนหันกลับมานิยมความ
งามตามแนวคิดของกรีกและโรมันอีกครั้งหนึ่ง

กิจกรรม
ใหนักศึกษาตอบคําถามตอไปนี้
1. การรับรูความงามทางศิลปะของมนุษยนั้น สามารถรับรูได กี่ทาง และแบงเปนกี่รูปแบบอะไรบาง
2. ความเชื่อในการสรางผลงานของศิลปะสมัยกลาง(Medieval Arts)มคี วามเชือ่ เกยี่ วกับอะไร
3. ชางในสมัยศิลปะไบเซนไทร (Bizentine)ทํางานเพื่อใคร
4. ฟนฟูศิลปวิทยา (Renaissanee)หมายถึงอะไร

39

เร่อื งที่ 6 ธรรมชาติกบั ทศั นศิลป

มนุษยเปน สว นหน่งึ ของธรรมชาติ
ธรรมชาติ สามารถบอกถึงประสบการณ และส่งิ ตางๆทีผ่ า นมาในอดตี ได ซ่ึงถอื วา ”ธรรมชาติ” เปน”ครู”

ของมนุษย
เมื่อมนุษยมีความคิดสรางสรรค มนุษยก็จะพิจารณาสิ่งตางๆจากธรรมชาติที่ตนมีสวนรวมอยู แลวนํามา

ดดั แปลงสรรคใหม โดยพยายามเลือกหาวิธีการอันเหมาะสมตามทักษะและความชํานาญทีต่ นมีอยู เพือ่ สรางเปน
ผลงานของตนขึ้นใหม

มนุษยอาศัยธรรมชาติในการดํารงชีวิต ผลผลิตสวนใหญทีใ่ ชในการดํารงชีวิตเกือบทัง้ หมดก็มาจาก
ธรรมชาติทัง้ สิน้ วสั ดุจากธรรมชาติที่มนุษยนํามาสรางสรรคป ระกอบดว ย

1. พชื
2. หนิ กรวด
3. ทราย
4. ดนิ

การนําธรรมชาติมาออกแบบผสมผสานกับงานศิลปะ
(ผลงานจากถนนคนเดนิ ดอทคอม/เชยี งใหม)

40

กิจกรรม
ใหนักศึกษา นําสิ่งทีเ่ กิดจากธรรมชาติ มาออกแบบสรางสรรค ใหเปนเครือ่ งประดับตกแตงรางกาย โดยใชวิธี
ทางศิลปะเขามาชวย

41

เรอื่ งท่ี 7 ความคดิ สรา งสรรค การตกแตง รา งกาย ท่อี ยอู าศยั และผลติ ภณั ฑ

มนุษยมีความคิดสรางสรรคอยูตลอดเวลา ตามแตประสบการณมากนอยของแตละบุคคล การออกแบบ
เปนสวนหนึ่งของความคิดสรางสรรคทางศิลปะของมนุษย

1. ออกแบบตกแตงที่อยูอ าศัย เปนการออกแบบทุกอยางภายในและบริเวณรอบบานใหสวยงาม
สะดวกแกการใชสอย โดยใชวัสดุทม่ี อี ยหู รอื จดั หามาโดยใชหลักองคประกอบศิลป

2. ออกแบบใหกับรางกาย เปนการออกแบบรางกายและสิง่ ตกแตงรางการใหสวยงาม เหมาะสม และ
ถูกใจ เชนการออกแบบทรงผม เสือ้ ผา เครื่องประดับ การใชเครือ่ งสําอาง โดยอาศัยหลักการทางศิลปะและ
ความคิดสรางสรรค

3. ออกแบบผลิตภัณฑ หมายถึง ความคิดสรางสรรคเกี่ยวกับรูปรางลักษณะภายนอกของผลิตภัณฑ
เพอื่ ใหเกิดรปู แบบทแ่ี ปลกใหมและเปนจุดสนใจในธุรกจิ ดา นอตุ สาหกรรม

4. ออกแบบสาํ นกั งาน การจดั หองทํางาน โตะ สํานักงาน เกาอี้ ในและนอกสถานทีท่ ํางานท่ีไดรับการ
ออกแบบและสรางสรรคใหนาทํางานตลอดจนสะดวกในการใชสอยซึ่งแบงการออกแบบไดเปน 2 ประเภทคือ

1. ออกแบบตกแตงภายใน ไดแกการออกแบบตกแตงภายในอาคารทุกประเภททัง้ หมด เชนการ
ออกแบบตกแตงภายในบาน ภายในสํานักงาน ภายในอาคารสาธารณะ แมนกระทั้งการออกแบบตกแตงภายใน
ยานพาหนะเปน ตน

การออกแบบตกแตงภายในท่พี กั อาศัย

การออกแบบตกแตงหนา รา นคา

42

การออกแบบตกแตงภายในสาํ นักงาน
การออกแบบตกแตงภายในยานพาหนะ

43

2. การออกแบบตกแตงภายนอก ไดแกการออกแบบตกแตงสวนและบริเวณภายนอกอาคาร รวมทัง้
การออกแบบภมู ิทศั นใ นสวนพ้ืนทส่ี าธารณะเชน สวนสาธารณะ ถนน สะพาน ฯลฯ

การออกแบบตกแตง สวนขนาดใหญ

การออกแบบสวนในบา นโดยใชว สั ดุหิน
ตน ไม และนาํ้ รวมกัน

การออกแบบสวนในบานโดยเลยี นแบบธรรมชาติ

การตกแตงภายนอกโดยการจัด
สวนท่ีเกาะกลางถนน

กิจกรรม
1. ใหนักศึกษาจัดออกแบบภายใน หรือภายนอกในมุมใดมุมหนึง่ ในบานตนเอง แลวถายรูปมาเพือ่

รว มกันอภิปรายหนา ชั้นเรียน โดยมอี าจารยแ ละเพอ่ื นนกั ศึกษารว มอภปิ ราย
2. เก็บภาพถายที่จัดออกแบบไวในแฟมสะสมงานของตนเอง

44

บทที่ 2
ดนตรี

สาระสําคัญ

ความหมาย ความสําคัญ ความเปนมา วิวัฒนาการรูปแบบเทคนิค วิธีการของดนตรีประเภทตางๆ คุณคา
ความงาม ความไพเราะของดนตรีสากล

ผลการเรียนรทู ค่ี าดหวงั

อธิบายความหมาย ความสําคัญ ความเปนมา ของดนตรีสากล เขา ใจถงึ ตน กาํ เนิด ภมู ปิ ญญา

และการถายทอดสืบตอกันมา
ขอบขายเน้ือหา

เรอ่ื งท่ี 1 ดนตรสี ากล
เร่อื งท่ี 2 ดนตรีสากลประเภทตาง ๆ
เรอ่ื งท่ี 3 คุณคาความไพเราะของเพลงสากล
เรื่องท่ี 4 ประวัติภูมิปญญาทางดนตรีสากล

45

เรอ่ื งท่ี 1 ดนตรสี ากล

ดนตรีเกิดขึน้ มาในโลกพรอมๆกับมนุษยเรานั่นเอง ในยุคแรกๆมนุษยอาศัยอยูในปา ในถ้ํา และใน
โพรงไม แตมนุษยก็รูจักการรองรําทําเพลงตามธรรมชาติ เชนรูจ ักปรบมือ เคาะหิน เคาะไม เปาปาก เปาเขา
และการเปลงเสียงรอง เชน การรองรําทําเพลงเพื่อออนวอนพระเจาใหชวยเพือ่ พนภัย บันดาลความสุขความ
อุดมสมบรู ณต างๆใหแกตน หรือเปน การบูชาแสดงความขอบคุณพระเจาที่บันดาลใหตนมีความสุขความสบาย

ในระยะแรก ดนตรีมีเพียงเสียงเดียวและแนวเดียวเทานั้นเรียกวา Melody ไมมีการประสานเสียง
จนถึงศตวรรษที่ 12 มนุษยเราเริ่มรูจักการใชเสียงตางๆมาประสานกันอยางงายๆ เกิดเปนดนตรีหลายเสียงขึ้นมา

ยุคตางๆของดนตรี

นกั ปราชญทางดนตรไี ดแ บงดนตรีออกเปนยุคตางๆดังน้ี
1. Polyphonic Perio( ค.ศ. 1200-1650 ) ยุคนี้เปนยุคแรก วิวัฒนาการมาเรือ่ ยๆ จนมีแบบฉบับและ

หลกั วชิ าการดนตรขี ้ึน วงดนตรีอาชีพตามโบสถ ตามบานเจา นาย และมโี รงเรยี นสอนดนตรี
2. Baroque Period ( ค.ศ. 1650-1750 ) ยุคนีว้ ิชาดนตรีไดเปนปกแผน มีแบบแผนการเจริญดานนาฏ

ดุริยางค มากขึ้น มีโรงเรียนสอนเกีย่ วกับอุปรากร ( โอเปรา) เกิดขึน้ มีนักดนตรีเอกของโลก 2 ทานคือ J.S.
Bach และ G.H. Handen

3. Classical Period ( ค.ศ. 1750-1820 ) ยคุ นเ้ี ปน ยุคทีด่ นตรเี รม่ิ เขาสยู คุ ใหม มีความรุงเรืองมากขึ้น มี

นกั ดนตรเี อก 3 ทา นคอื Haydn Gluck และMozart
4. Romantic Period ( ค.ศ. 1820-1900 ) ยุคนมี้ ีการใชเสยี งดนตรีทีเ่ นนถงึ อารมณอยางเดนชัดเปนยุคท่ี

ดนตรีเจรญิ ถงึ ขีดสดุ เรียกวา ยคุ ทองของดนตรี นกั ดนตรีเชน Beetoven และคนอื่นอีกมากมาย
5. Modern Period ( ค.ศ. 1900-ปจจุบัน ) เปนยุคทีด่ นตรีเปลีย่ นแปลงไปมาก ดนตรีประเภทแจส

(Jazz) กลับมามีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงปจจุบันขนบธรรมเนียมประเพณีของแตละชาติ ศาสนา โดยเฉพาะ
ทางดนตรีตะวันตก นับวา มีความสัมพันธใกลชิดกับศาสนามาก บทเพลงทีเ่ กีย่ วกับศาสนาหรือเรียกวาเพลง
วัดนั้น ไดแตงขึน้ อยางถูกหลักเกณฑ ตามหลักวิชาการดนตรี ผูแ ตงเพลงวัดตองมีความรูค วามสามารถสูง
เพราะตองแตง ขึน้ ใหสามารถโนมนา วจิตใจผูฟงใหนยิ มเล่อื มใสในศาสนามากขน้ึ ดงั น้ันบทเพลงสวดในศาสนา
คริสตจึงมีเสียงดนตรีประโคมประกอบการสวดมนต เมื่อมีบทเพลงเกี่ยวกับศาสนามากขึ้น เพื่อเปนการปองกัน

การลืมจึงไดมีผูป ระดิษฐสัญลักษณตางๆแทนทํานอง เมือ่ ประมาณ ค.ศ. 1000 สัญลักษณดังกลาวคือ ตัวโนต
( Note ) นั่นเอง โนต เพลงทใี่ ชใ นหลักวิชาดนตรีเบื้องตนเปนเสียงโด เร มี นัน้ เปนคําสวดในภาษาละติน จึง
กลาวไดวาวชิ าดนตรมี ีจุดกําเนดิ มาจากวดั หรือศาสนา ซึง่ ในยุโรปน้ันถือวาเพลงเกี่ยวกับศาสนาน้ันเปนเพลงช้ัน
สูงสุดวงดนตรีทีเ่ กิดขึ้นในศตวรรษตนๆจนถึงปจจุบัน จะมีลักษณะแตกตางกันออกไป เคร่ืองดนตรีท่ีใช
บรรเลงก็มีจํานวนและชนิดแตกตางกันตามสมัยนิยม ลักษณะการผสมวงจะแตกตางกันไป เมื่อผสมวงดวย
เครอ่ื งดนตรีท่ตี า งชนดิ กนั หรอื จํานวนของผูบ รรเลงทตี่ างกนั ก็จะมชี ื่อเรียกวงดนตรีตา งกัน

46

เรอ่ื งที่ 2 ดนตรสี ากลประเภทตา งๆ

เพลงประเภทตางๆ แบงตามลกั ษณะของวงดนตรสี ากลได 6 ประเภท ดงั นี้
1. เพลงที่บรรเลงโดยวงออรเคสตรา ( Orchestra ) มดี ังนี้

- ซิมโฟนี่ (Symphony) หมายถึงการบรรเลงเพลงโซนาตา ( Sonata) ทัง้ วง คําวา Sonata หมายถึง
เพลงเดี่ยวของเครือ่ งดนตรีชนิดตางๆ เชนเพลงของไวโอลิน เรียกวา Violin Sonata เครือ่ งดนตรีชนิดอื่น ๆ ก็
เชนเดียวกนั การนาํ เอาเพลง โซนาตาของเครอ่ื งดนตรีหลายๆชนิดมาบรรเลงพรอ มกนั เรียกวา ซมิ โฟนี่

- คอนเซอรโต ( Concerto) คือเพลงผสมระหวางโซนาตากับซิมโฟนี่ แทนทีจ่ ะมีเพลงเดี่ยวแต
อยางเดียว หรือบรรเลงพรอมๆกันไปในขณะเดียวกัน เครื่องดนตรีทีแ่ สดงการเดีย่ วนัน้ สวนมากใชไวโอลิน
หรอื เปย โน

- เพลงเบด็ เตล็ด เปน เพลงทีแ่ ตงขึ้นบรรเลงเบ็ดเตล็ดไมมีเนอ้ื รอง

วงออรเ คสตรา
2. เพลงทบ่ี รรเลงโดยวงแชมเบอรม วิ สิค ( Chamber Music ) เปนเพลงสัน้ ๆ ตองการแสดงลวดลาย
ของการบรรเลงและการประสานเสียง ใชเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย คือไวโอลิน วิโอลา และเชลโล

วงแชมเบอรมิวสิค

47

3. สําหรับเด่ยี ว เพลงประเภทน้แี ตงขนึ้ สําหรบั เครอ่ื งดนตรชี น้ิ เดยี วเรียกวา เพลง โซนาตา
4. โอราทอริโอ ( Oratorio ) และแคนตาตา ( Cantata) เปนเพลงสําหรับศาสนาใชรองในโบสถ
จัดเปนโอเปรา แบบหนึง่ แตเ ปน เรอื่ งเกี่ยวกับศาสนา

วงโอราทอริโอ
5. โอเปรา (Opera ) หมายถึงเพลงที่ใชประกอบการแสดงละครที่มีการรองโตตอบกันตลอดเรือ่ ง
เพลงประเภทนี้ใชในวงดนตรีวงใหญบรรเลงประกอบ

ละคร Operaทด่ี ังทีส่ ุดเร่ืองหนง่ึ ของโลกคอื เร่ือง The Phantom of the Opera
6. เพลงท่ีขับรองโดยท่ัวไป เชน เพลงที่รองเดีย่ ว รองหมู หรือรองประสานเสียงในวงออรเคสตรา
วงคอมโบ ( Combo) หรอื วงชาโดว (Shadow ) ซ่งึ นยิ มฟงกนั ทงั้ จากแผนเสียงและจากวงดนตรีที่บรรเลงกันอยู
โดยทวั่ ไป

48

ประเภทของเครอ่ื งดนตรีสากล
เครือ่ งดนตรีสากลมีมากมายหลายประเภท แบงตามหลักในการทําเสียงหรือวิธีการบรรเลง

เปน 5 ประเภท ดงั น้ี
1. เคร่ืองสาย
เครอื่ งดนตรีประเภทนี้ ทําใหเกิดเสียงโดยการทําใหสายสัน่ สะเทือน โดยสายที่ใชจะเปนสายโลหะหรือ

สายเอน็ เครอ่ื งดนตรีประเภทเครื่องสาย แบงตามวิธีการเลนเปน 2 จําพวก คอื
1) เครือ่ งดดี ไดแ ก กตี าร แบนโจ ฮารป

แบนโจ

2) เครื่องสี ไดแ ก ไวโอลนิ วโิ อลา

วโิ อลา

2. เคร่อื งเปา ลมไม
เครอื่ งดนตรปี ระเภทนีแ้ บงตามวธิ ที าํ ใหเกดิ เสียงเปน 2 ประเภท คอื
1) จําพวกเปาลมผานชองลม ไดแ ก เรคอรเ ดอร ปคโคโล ฟลุต

ปค โคโล

49

2) จาํ พวกเปา ลมผานลน้ิ ไดแ ก คลารเิ นต็ แซกโซโฟน

คลารเิ นต็
3. เครื่องเปา โลหะ
เครือ่ งดนตรีประเภทนี้ ทําใหเกิดเสียงไดโดย การเปาลมใหผานริมฝปากไปปะทะกับชองที่เปา
ไดแ ก ทรัมเปต ทรอมโบน เปนตน

ทรัมเปต

4. เครอ่ื งดนตรีประเภทคยี บ อรด
เครอ่ื งดนตรีประเภทนี้เลนโดยใชน ว้ิ กดลงบนลมิ่ นว้ิ ของเครอ่ื งดนตรี ไดแก
เปยโน เมโลเดียน คียบอรดไฟฟา อิเล็คโทน

เมโลเดยี น

50

5. เคร่ืองดนตรีประเภทเครื่องตี แบงเปน 2 กลุม คอื
5.1) เครอ่ื งตีประเภททํานอง ไดแ ก ไซโลไฟน เบลไลรา ระฆงั ราว

เบลไลรา

5.2) เครือ่ งตีประเภททําจังหวะ ไดแก กลองทิมปานี กลองใหญ กลองแตร็ก ทอมบา กลองชุด ฉาบ
กรบั ลูกแซก

กลองทมิ ปานี

กจิ กรรม
ใหนักศึกษาแบงกลุมและรวมกันสืบคนหาเครือ่ งดนตรีสากลทุกประเภท ประเภทละ2-3ชนิดแลวเก็บรวบรวม
ไวในแฟมสะสมงาน


Click to View FlipBook Version