The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเป่าขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jetsadakorn724, 2021-09-28 23:31:27

การเป่าขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น

การเป่าขลุ่ยเพียงออเบื้องต้น

1

ชุดการฝึกทักษะ
การเปา่ ขล่ยุ เพยี งออ

2

บทท่ี 1

ประวัตขิ ลยุ่ ไทยและประเภทของ
ขลุ่ยไทย

ชดุ การสอน การเปา่ ขลยุ่ เพียงออข้นั พน้ื ฐาน
ชุดที่ 1 เรยี นรเู้ รือ่ งขลุ่ยไทย(ขลุ่ยเพยี งออ)

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. นกั เรยี นสามารถบอกท่ีมาและลักษณะโดยทว่ั ไปของขลุ่ยไทยได้
2. นักเรยี นสามารถจำแนกชนิดของขลุ่ยไทยได้
3. นกั เรยี นสามารถบอกลกั ษณะและส่วนประกอบของขลุย่ เพยี งออได้
4. นกั เรียนสามารถบอกหนา้ ท่สี ว่ นประกอบต่างๆของขลุ่ยเพยี งออได้
5. นักเรียนสามารถบอกประโยชน์จากเสียงดนตรไี ด้
6. นักเรียนสามารถบอกวธิ ีการดแู ลรักษาขลุ่ยเพยี งออได้

เรอื่ ง ความรทู้ ่ัวไปเกี่ยวกบั ขลุ่ยไทย

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับขลุ่ยไทย
ขลุ่ยไทย เปน็ เคร่ืองดนตรีประเภทเปา่ เป็นเคร่ืองดนตรดี ั้งเดมิ ของไทย

เสียงขลยุ่ จะใหเ้ สยี งท่ี ใส สะอาด แฝงความน่มุ นวล ใหอ้ ารมณ์ท่ซี าบซึ้งโศกเศร้าโหยหวนไดด้ ี ใช้
บรรเลงเดยี่ วก็ไพเราะ หรือใชป้ ระสมวงดนตรไี ทยกเ็ ดินทำนองและล้อเสียงร้องได้ดี แม้แต่นำไป
ประสมกับวงดนตรสี ากล กส็ ร้างสสี นั ใหก้ บั บทเพลงได้เป็นอยา่ งดี

3

ภาพ บรรเลงขลุ่ยประสมวงดนตรีไทย
ทม่ี า : http://student.nu.ac.th ,สืบค้นวันท่ี 20 สิงหาคม 2562

ประเภทของขลุ่ยไทย
ขลุ่ยไทยที่ใช้บรรเลงเดนิ ทำนองได้ ประสมวงในวงดนตรีไทย มี 3 ประเภท โดยแบง่ ตาม
ขนาดของขลยุ่
มชี ่อื เรียกดงั น้ี
1. ขล่ยุ อู้ เปน็ ขลยุ่ ท่ีมีขนาดใหญท่ ่ีสดุ ความยาวประมาณ 23 น้วิ มรี ะดับเสียงตำ่ สดุ และมี
ลักษณะพิเศษที่ตา่ งจากขลุ่ยเพยี งออ และขล่ยุ หลิบ คอื มีรูทีท่ ำใหเ้ กดิ เสียง 6 รูเม่ือปิดนิ้วทุกนวิ้ เป่า
แล้วจะไดเ้ สียง "ซอล" ต่ำกว่าขลุย่ เพียงออ 3 เสยี งนยิ มใช้ในวงปพ่ี าทย์ดึกดำบรรพ์
2. ขลุย่ เพียงออ เป็นขลุ่ยที่มีขนาดปานกลาง ความยาวประมาณ 16 นว้ิ ระดับเสียงกลางๆ
ไมส่ งู ไม่ตำ่ เกนิ ไป เปน็ ขลยุ่ ทม่ี ีผนู้ ิยมเล่นมากท่สี ุด นอกจากจะเปา่ เพื่อความบันเทงิ และความรนื่ รมณ์
เฉพาะตัวแล้ว ขลุ่ยเพยี งออยังเปน็ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตาม (เช่นเดียวกบั ระนาดทุ้ม และ ซออู้)
ตามประเพณนี ยิ มในวงเคร่ืองสาย และ วงมโหรี

4

3. ขล่ยุ หลิบ เปน็ ขลุ่ยที่มีขนาดเลก็ ทสี่ ุด ความยาวประมาณ 12 นิ้ว เป็นเครื่องดนตรีประเภท
เครอ่ื งนำ (เช่นเดียวกับระนาดเอก และ ซอดว้ ง) ในวงมโหรีและวงเคร่ืองสายเคร่ืองคู่ และใช้เป็น
เครื่อง ตามในวงเคร่ืองสายป่ีชวาเม่ือปิดนิ้วหมดทุกน้วิ เปา่ แล้วจะไดเ้ สยี ง "ฟา" สูงกวา่ ขลยุ่ เพียงออ 4
เสียง

ภาพ ประเภทของขลยุ่ ไทย

ท่ีมา : สทิ ธิพร พูลอาจ ,สบื ค้นวนั ท่ี 20 กรกฎาคม 2562

ลกั ษณะโดยทัว่ ไปของขลยุ่ ไทย

ขลยุ่ โดยทว่ั ไป ทำจากไม้ไผ่ ซึ่งเป็นไม้ไผ่เฉพาะพันธุเ์ ทา่ น้นั ปจั จบุ นั นไ้ี มไ้ ผ่ทท่ี ำขลุ่ยส่วนใหญ่
มาจากสระบรุ ี และนครราชสีมา นอกจากไมไ้ ผ่แล้วขลยุ่ อาจทำจากงาชา้ งไมช้ งิ ชัน หรอื ไม้เนอ้ื แขง็ อน่ื
ๆ และปจั จบุ นั มผี ูน้ ำพลาสติก มาทำขล่ยุ กันบ้างเหมือนกันในเรื่องคุณภาพนั้น ขลุ่ยที่ทำจากไม้ไผจ่ ะ
ดีกว่าขลุย่ ทีท่ ำจากวัสดอุ นื่ เน่ืองจากไม้ไผ่เป็นรกู ระบอกโดยธรรมชาติมีผิวท้งั ดา้ นนอก ดา้ นในทำให้ลม
เดนิ สะดวกเม่ือถูกนำ้ สามารถขยายตวั ได้ สัมพันธ์กบั ดากทำให้ไม่แตกง่าย นอกจากนผ้ี ิวนอกของไม้ไผ่
สามารถตกแตง่ ลาย ให้สวยงามได้ เช่น ทำเป็นลายผา้ ปมู ลายดอก ลายหนิ ลายเกรด็ เต่า เป็นต้น อกี
ประการหนึง่ ทสี่ ำคญั คอื ไมไ้ ผ่มีข้อ โดยธรรมชาตซิ ง่ึ โดยทวั่ ๆ ไป จะเห็นวา่ สว่ นปลายของขลยุ่ ดา้ นท่ี
ไม่ใชเ้ ปา่ นัน้ มีข้อตดิ อย่ดู ้วยแต่เจาะเปน็ รูสำหรับปรบั เสยี งของน้วิ สดุ ท้ายให้ ได้ระดับ ส่วนของข้อที่
เหลือจะทำหนา้ ทอี่ ุ้มลมและเสยี ง ใหเ้ สียงขลยุ่ มีความกงั วานไพเราะมากขน้ึ ซงึ่ ถ้าเป็นขล่ยุ ที่ทำจาก
วัสดุอน่ื โดย

5

การกลงึ ผทู้ ำอาจไมค่ ำนึงถงึ ข้อนี้อาจทำให้ขล่ยุ ด้อยคุณภาพไปได้ อีกประการหน่ึงส่วนของข้อน้ีจะ
ช่วยปอ้ งกันมใิ ห้ขลุ่ยแตกเมอื่ สภาพของไมห้ รือ อากาศมกี ารเปล่ยี นแปลง

ภาพ ลักษณะโดยท่วั ไปของขลุย่ ไทย
ที่มา : http://warinthorn-benz.exteen.com ,สืบค้นวันท่ี 20 สิงหาคม 2562

เรอื่ ง ความรู้พื้นฐานเรอ่ื งขลุ่ยเพยี งออ

ประวัติความเป็นมาของขลยุ่ เพียงออ
ขลุย่ ไดผ้ ่านการวิวฒั นาการมาเป็นระยะเวลายาวนาน มาจากปอี่ ้อซง่ึ ตวั ป่ีหรอื เลาทำจากไมไ้ ผ่

ทอ่ นเดยี วไมม่ ขี ้อ และมีลิ้นซง่ึ ทำด้วยไม้อ้อลำเล็กสำหรบั เป่าให้เกดิ เสยี งหลงั จากน้ันจงึ ปรับเปลี่ยน
รปู รา่ ง และวิธีเป่าจนกลายมาเปน็ ขลุ่ยอย่างทเ่ี รียกกนั ในปัจจุบันน้วี ่าเปน็ ขลุ่ยเพยี งออ

6

ลักษณะโดยทั่วไปของขลยุ่ เพยี งออ
ขลุ่ยเพยี งออ เป็นเครื่องดนตรีไทย ประเภทเคร่ืองเป่าชนดิ ไม่มีล้นิ ทำจากไม้ไผป่ ล้องยาวๆ

ด้านหนา้ เจาะรูเรยี งกนั สำหรับปดิ เปดิ เพ่ือเปลีย่ นเสียง ตรงทเ่ี ปา่ ไม่มีลนิ้ แตม่ ีดาก ซ่งึ ทำด้วยไมอ้ ุด
เหลาเป็นท่อนกลมๆยาวประมาณ 2 นิ้ว สอดลงไปอดุ ที่ปากของขลุย่ แลว้ บากด้านหน่ึงของดากเป็น
ช่องสีเ่ หล่ียมเลก็ ๆ เราเรียกวา่ ปากนกแก้ว เพ่ือใหล้ มส่วนหน่ึงผ่านเขา้ ออกทำให้เกดิ เสียงขล่ยุ ลมอีก
ส่วนจะวง่ิ เข้าไป ปลายขลยุ่ ประกอบกับนิ้วทป่ี ิดเปดิ บงั คับเสยี งเกดิ เปน็ เสียงสงู ตำ่ ตามต้องการ ใต้
ปากนกแกว้ ลงมาเจาะ 1 รูเรียกวา่ รนู ว้ิ ค้ำ เวลาเปา่ ตอ้ งใช้หัวแม่มอื ค้ำปิดเปดิ ที่รนู ้ี บางเลาดา้ นขวา
เจาะเปน็ รเู ยอื่ ปลายเลาขลุ่ยมีรู 4 รู เจาะตรงกันข้ามแต่เหล่ือมกันเล็กน้อย ใช้สำหรบั ร้อยเชือกแขวน
เก็บ
หรอื คล้องมือจึงเรียกวา่ รรู ้อยเชอื ก รวมขลุ่ยเลาหนง่ึ มี 14 รดู ้วยกัน

เรื่อง ประโยชน์จากเสยี งดนตรแี ละวิธีการดแู ลรกั ษาขลุ่ยเพยี งออ

ประโยชน์จากเสียงขลยุ่
เสียงขลยุ่ เปน็ สง่ิ ท่ีจะชว่ ยให้ เกิดความบนั เทิง อีกทั้งยงั สามารถขัดเกลาใหม้ นุษย์มีจิตใจท่ีดี

งาม เสยี งขลุ่ยไทย มปี ระโยชนม์ ากมาย อาทิเช่น ชว่ ยให้ ผอ่ นคลายทำใหจ้ ิตใจร่าเรงิ แจ่มใส เกดิ ความ
สามคั คใี นหมคู่ ณะ เน่ืองจากในการเล่นดนตรไี ทย ตอ้ งมกี ารเลน่ กันหลายๆ คน ตอ้ งมสี มาธิและ ท่ี
สำคัญตอ้ งมีความสามคั คีกัน เพื่อให้เกดิ การสรา้ งงานท่ีมคี ุณภาพ
ประโยชนข์ องดนตรตี ่อสังคมมนษุ ย์
ดา้ นการศึกษา

การนำเสยี งขล่ยุ มาใชป้ ระกอบในการสอนแบบสรา้ งสรรค์ทางศิลปะผลปรากฏวา่ เสียงขลุ่ย
สามารถสง่ เสรมิ พฒั นาการทางอารมณ์ เสรมิ สรา้ งความคิด จินตนาการ ช่วยกระตุ้นให้มกี ารแสดงออก
ในทางสร้างสรรค์ สง่ เสริมให้มีความสัมพันธ์ระหว่างประสาทหู กล้ามเนื้อมือ ให้สอดคลอ้ งกบั การใช้
ความคดิ ทำให้หายเหนือ่ ยและผอ่ นคลายความตึงเครยี ด

7

ดา้ นการแพทย์
ใชเ้ สยี งดนตรีกระตุน้ ทารกในครรภ์มารดา ผลปรากฏวา่ เดก็ มีปฏิกิริยาตอบรับกับเสียงเพลง

ท้งั ทางพฤติกรรมและร่างกายที่ดี เสียงเพลงที่นุ่มนวลจะทำให้เดก็ มีอาการสงบเงยี บ รา่ งกาย
เจริญเตบิ โตขนึ้ และยงั ช่วยให้ระบบหายใจและระบบย่อยอาหารดีขึน้ การนำเสียงดนตรีมาบำบัดรกั ษา
ผ้ปู ่วยปญั ญาอ่อน โดยเฉพาะการใช้ดนตรลี ดหรือบรรเทาความเจ็บปวดหลังการผ่าตดั ของผู้ป่วยใน 48
ชว่ั โมงแรก ผลปรากฏวา่ ช่วยให้ผูป้ ่วยผ่อนคลายภาวะทางอารมณ์ได้เปน็ อยา่ งดี

ภาพ การใช้เสยี งดนตรีกระตุ้นทารกในครรภ์มารดา
ที่มา : http://www.baby2talk.com ,สบื ค้นวันที่ 20กรกฎาคม 2562

ดา้ นสงั คม
เสยี งดนตรีปลกุ เร้าอารมณใ์ ห้เกิดความรัก ความสามัคคใี นหมูค่ ณะเช่นเพลงปลุกใจ เพลง

เชยี ร์ เปน็ ต้น การใชเ้ สียงดนตรเี พ่อื สร้างบรรยากาศในการประกอบพิธกี รรมตา่ งๆ ใหด้ ูศักสิทธิ์ เครง่
ขรึม นา่ เช่ือถือ หรอื ส่ืออารมณค์ วามรสู้ กึ ทร่ี ่าเริง เบิกบาน สนกุ สนาน ในงานเล้ียงสงั สรรค์ งานฉลอง
ต่างๆ เปน็ ต้น

8

ด้านจติ วทิ ยา
ใช้เสียงดนตรีปรับเปลีย่ นนิสยั กา้ ว ร้าวของมนุษย์ รักษาโรคสมาธสิ ้ัน โดยเฉพาะเด็กจะทำให้

มสี มาธิยาวขึ้น อ่อนโยนขึน้ โดยใช้หลักทฤษฎีอีธอส (Ethos) ของดนตรีซึ่งเชอ่ื ว่าดนตรีมีอำนาจในการ
ที่จะเปลยี่ นนสิ ัยของมนุษย์ จนกระทั่งในบางกรณีสามารถรักษาโรคใหห้ ายได้

ด้านกีฬา
ใชด้ นตรปี ระกอบกิจกรรมกีฬา เช่น ยมิ นาสตกิ กจิ กรรมเขา้ จงั หวะ การเตน้ แอโรบิค เปน็ ตน้

นอกจากน้ันยังมีกจิ กรรมต่างๆมากมายท่ีใชด้ นตรีเปน็ สว่ นประกอบในการดำเนินการท้ังทางตรงและ
ทางอ้อม อาจกลา่ วได้ว่าดนตรเี ป็นสว่ นประกอบท่ีขาดเสียมิไดใ้ นกิจกรรมของสังคมมนษุ ย์

ภาพ กฬี ายิมนาสติกกจิ กรรมเขา้ จงั หวะ
ทีม่ า : http://www.munjeed.com,สบื คน้ วนั ที่ 20กรกฎาคม 2562

วิธกี ารดแู ลรักษาขลุ่ยเพียงออ

ขลุ่ยเปน็ เครื่องดนตรีท่ตี ้องใช้ปากเป่าโดยตรง ฉะน้นั การรักษาความสะอาดจึงเปน็ เรื่องท่ี
สำคัญ โดยมีวธิ ีการบำรุงรักษาดงั นี้

1. เม่ือซื้อขลุ่ยมาใหม่ ๆ ควรนำขลุ่ยไปแชน่ ำ้ ผึ้งหรือน้ำตาลสดหลายๆ วันจะชว่ ยรกั ษา เน้ือ
ไม้และกนั มอดหรือแมลงทำลายขลุ่ย

2. ไม่ควรเก็บขลยุ่ ไว้ในที่ร้อนหรอื เย็นจดั เกนิ ไป เพราะจะทำใหข้ ลุ่ยแตกรา้ ว
3. ควรห้มุ ขอบปลายด้านบนและด้านล่างของขลุย่ ด้วยโลหะปอ้ งกันการแตกของเนื้อไม้
4. ไม่ควรนำวสั ดุหรอื สง่ิ ใดเข่ียบรเิ วณรูปากนกแกว้ เพราะจะทำให้รู
ปากนกแก้วชำรุด หรอื บิ่นได้

9

5. หลงั จากการเล่นควรเชด็ ด้วยผ้าชบุ นำ้ หมาด ๆ เชด็ ทำความสะอาดบรเิ วณปากเป่าแต่หา้ ม
นำไปล้างในอ่างหน้า หรือตากแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้เกิดการยืดหรือหดตัวได้ อันเปน็ สาเหตุ
ทำใหเ้ สยี งขลุ่ยเปลี่ยนไป ควรใช้แอลกอฮอล์เชด็ เพื่อฆา่ เชื้อบริเวณทเี่ ปา่ ด้วย

6. ควรใช้ผ้าหรอื หนังเย็บทำถุงขลุ่ย เพ่ือป้องกันอนั ตรายท่จี ะเกิดกับขล่ยุ
สะดวกตอ่ การเดนิ ทาง และจะทำให้คุณภาพเสียงดีอยู่เสมอ

10

บทท่ี 2

การฝกึ ปฏิบัตลิ ักษณะทา่ ทางใน
การเป่าขล่ยุ

ลักษณะขลยุ่ โดยท่ัวไป

11

- เลาขล่ยุ คือ ตัวขลุ่ย มขี นาดแตกตา่ งกันไปตามชนิดของขลุ่ย มกั นยิ มประดษิ ฐ์ลวดลายต่าง
ๆ ลงบนตัวขล่ยุ เช่น ลายดอกพิกลุ ลายหนิ และลายลูกระนาด เปน็ ตน้ ถ้าเปน็ ขลุ่ยไม้ไผ่ นิยมจะทำ
ลวดลายลงบนเลาขลยุ่ แต่ถ้าเป็นไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ชงิ ชนั ไมพ้ ยงุ ไม้ง้วิ ดำ ฯลฯ จะไมน่ ยิ มทำลายลง
บนเลาขล่ยุ แตอ่ าจจะมีการลงรัก ประกอบมุก ประกอบงา แทน

- ดาก คอื ไมอ้ ุดปากขลุ่ย นิยมใชใ้ นไมส้ ักทอง เหลากลมให้คบั แนน่ กบั ร่องภายในของปาก
ขลยุ่ ฝานใหเ้ ป็นช่องวา่ ง ลาดเอยี งตลอดชน้ิ ดาก ใหเ้ ปา่ ลมผ่านไปได้

- รูเปา่ เปน็ รสู ำหรับเป่าลมเขา้ ไป
- รูปากนกแกว้ เปน็ รทู ่ีเจาะร่องรับลม จากปลายดากภายในขลุ่ย อยูด่ ้านเดยี วกับรูเป่า อยู่สดุ
ปลายดากพอดี เปน็ รปู สเี่ หลี่ยมผืนผ้า รปู ากนกแกว้ นีท้ ำให้เกิดเสยี ง เทยี บได้กบั ล้ินของขลุย่
- รูเยอื่ เป็นรูสำหรับปดิ วสั ดทุ ่ีทำให้เสียงสน่ั พร้ิว มักใช้เยอื่ ไม้ไผ่ หรือเยื่อหวั หอมปิด อยู่ดา้ น
ขวามอื *ในปัจจบุ ัน หาขลยุ่ ท่ีมีรเู ย่ือไม่ค่อยได้แลว้
- รูคำ้ หรอื รูนิว้ คำ้ เป็นรูสำหรบั ใหน้ ้วิ หัวแมม่ ือปดิ เพื่อบงั คบั เสยี ง และประคองเลาขลยุ่ ขณะ
เป่า อยู่ดา้ นลา่ งเลาขลยุ่ ต่อจากรูปากนกแก้วไปทางปลายเลาขลุย่
- รูบงั คบั เสยี ง เป็นรทู ี่เจาะเรยี งอย่ดู า้ นบนของเลาขลยุ่ มีอยู่ ๗ รู ดว้ ยกนั
- รรู อ้ ยเชอื ก มี ๔ รู หรอื ๒ รกู ไ็ ด้ อยู่ทางส่วนปลายของเลาขลยุ่ โดยการเจาะทะลบุ น-ลา่ ง
และ ซา้ ย-ขวา ใหเ้ ย้ืองกันในแตล่ ะคู่ ช่างบางคนได้กล่าวไวว้ ่า ความจริงจดุ ประสงค์หลักไม่ได้ไว้ร้อย
เชือก ทจี่ รงิ ทำเพ่ือใหเ้ สยี งของขลุ่ยไดท้ น่ี ัน่ เอง

ลกั ษณะของขลยุ่ ที่ดี

ดงั ที่ได้กล่าวมาแลว้ วา่ ขลยุ่ ทด่ี ี ควรทำมาจากไม้ไผ่ นอกจากน้ีควรพิจารณาสงิ่ อน่ื ๆ ประกอบ
กันดว้ ย เสียงขล่ยุ ทจ่ี ะใช้ ได้ต้องเสียงไมเ่ พย้ี นตงั้ แต่เสยี งต่ำสุด ไปจนถึงสงู สดุ คือทุกเสยี งจะตอ้ งห่าง
กนั 1เสียง ตามระบบเสยี งของไทยเสยี งคแู่ ปดจะตอ้ งเท่ากัน เสยี งเลียนหรอื นวิ้ ควงจะต้องตรงกัน
เสยี งแท้ เสียงตอ้ งโปร่งใส มแี กว้ เสียง ไมแ่ หบพรา่ หรือแตก ถ้าเล่นในวงดนตรีที่มีเคร่อื งดนตรีทีเ่ สียง
ตายตัว เชน่ ระนาดหรอื ฆ้องจะตอ้ งเลือกขลุ่ยทม่ี รี ะดับเสียงเข้ากับ เคร่ืองดนตรเี หล่านั้น ลม ขลยุ่ ทีด่ ี
จะตอ้ งกนิ ลมน้อย ไม่หนักแรงเวลาเป่า ซง่ึ จะทำใหส้ ามารถระบายลมไดง้ ่าย

ลักษณะของไมท้ ่ีนำมาทำ จะต้องเป็นไม้ท่ีแก่จัดหรือแห้งสนทิ โดยสงั เกตจากเสย้ี นของไม้
ควรเปน็ เสีย้ นละเอียดทม่ี สี ีนำ้ ตาล แกค่ ่อนข้างดำตาไม้เลก็ ๆ เน้ือไมห่ นาหรอื บางเกินไปคอื ต้อง
เหมาะสมกบั ประเภทของขลยุ่ ว่าขลุ่ยอะไรในกรณที ี่ไม้ไผ่แก่จัดหรือไม่แห้งสนิทเม่ือทำแล้วในระยะ
หลงั จะแตกรา้ วไดง้ ่าย เสยี งจะเปลี่ยนไป และมอดจะกดั กนิ เสียหาย ดาก ควรทำจากไมส้ ักทอง ไม่

12

มขี ยุ หรือขนแมวขวางทางลม การใสด่ ากจะต้องไม่ชิดหรือห่างไม้ไผ่ ซึง่ เป็น ตวั เลาขลุ่ยจนเกินไป
เพราะถา้ ใส่ชดิ จะทำให้เสียงทึบ ตอ้ี ถ้าใส่หา่ งจะทำให้เสียง โวง่ กินลมมาก นอกจากนี้การหยอดข้ผี ึ้งท่ี
ดากต้องทำอย่างประณีต ละลายข้ีผ้งึ ใหไ้ หลเข้าไป อุดช่องว่างทีไ่ มต่ ้องการรอบ ๆ ดาก ใหเ้ ต็มเพื่อ
ไมใ่ หล้ มรัว่ ออกรูต่าง ๆ บนเลาขลุ่ย จะตอ้ งเจาะอยา่ งประณตี ขนาดความกวา้ ง ของรูต้องเหมาะกับ
ขนาดของไม้ไมก่ ว้างเกินไป ขล่ยุ ในสมยั โบราณ รตู า่ ง ๆ ทน่ี ิ้วปิดจะตอ้ งคว้านด้านในให้เว้า คือ ผิวด้าน
ในรจู ะกว้างกวา่ ผิวด้านนอก ซ่งึ จะทำให้เสยี งของขล่ยุ กังวานดียง่ิ ขั้น แต่ในปจั จบุ นั ไม่ได้ควา้ นภายในรู
เหมือนแต่กอ่ นแลว้ ซ่งึ อาจจะเนื่อง มาจากความเอาใจใส่ของคนทที่ ำขลุ่ยน้อยลง ทำให้เห็นแต่เพยี งว่า
ภายนอกเหมือนขลยุ่ เท่านั้นลักษณะประกอบอื่น ๆ เช่นสขี องไมส้ วย ไม่มตี ำหนิ ขีดข่วน ไม่คดงอ เท
ลายได้สวยละเอยี ด แตส่ ่งิ เหล่านไ้ี ม่มีผล กระทบต่อเสียงของขล่ยุ แต่อย่างใด เพยี งพิจารณาเปน็
ส่วนประกอบเพื่อเลอื กใหไ้ ด้ขลุ่ยที่ถูกใจเทา่ นัน้

ดงั ทกี่ ลา่ วมาแลว้ ว่าขลุ่ยที่ดีควรทำมาจากไม้ไผ่ นอกจากนี้ก็ควรพิจารณาสง่ิ อืน่ ๆประกอบไปด้วย
1.เสยี ง ขลุ่ยท่ใี ช้ไดด้ ีเสียงตอ้ งไมเ่ พี้ยนต้ังแต่เสียงต่ำสดุ ไปจนถงึ เสียงสงู สดุ คือทุกเสยี งตอ้ ง

หา่ งกันหน่ึงเสยี งตามระบบของเสยี งไทย เสียงคู่แปดจะต้องเท่ากันหรอื เสียงเลยี นเสียงจะตอ้ งเท่ากนั
หรอื น้วิ ควงจะต้องตรงกัน เสยี งแทเ้ สียงต้องโปร่งใสมแี ก้วเสยี งไม่แหนพรา่ หรอื แตก ถา้ นำไปเล่นกบั
เครื่องดนตรีท่ีมีเสียงตายตัว เชน่ ระนาดหรอื ฆ้องวงจะต้องเลอื กขลยุ่ ท่ีมีระดับเสียงเขา้ กับเคร่ืองดนตรี
เหลา่ นนั้

2.ลม ขลยุ่ ท่ีดีตอ้ งกนิ ลมนอ้ ยไม่หนักแรงเวลาเปา่ ซ่ึงสามารถระบายลมไดง้ า่ ย
3.ลกั ษณะของไม้ทน่ี ำมาทำ จะตอ้ งเป็นไม้ท่แี กจ่ ัดหรือแห้งสนทิ โดยสังเกตจากเส้ยี นของไม้
ควรเปน็ เสี้ยนละเอียดท่มี สี นี ำ้ ตาลแก่ค่อนขา้ งดำ ตาไม้เล็กๆเนื้อไมห่ นาหรอื บางจนเกนิ ไป คือต้อง
เหมาะสมกบั ประเภทของขล่ยุ วา่ เปน็ ขลยุ่ อะไร ในกรณที ีเ่ ป็นไมไ้ ผ่ถา้ ไมไ้ ม่แก่จัดหรือไม่แห้งสนทิ เมื่อ
นำมาทำเปน็ ขลยุ่ แล้วตอ่ ไปอาจแตกรา้ วได้ง่าย เสยี งจะเปล่ียนไป และมอดจะกนิ ได้งา่ ย
4.ดาก ควรทำจากไม้สักทอง เพราะไม่มขี ยุ หรือขนแมวขวางทางลม การใส่ดากต้องไม่ชดิ หรือ
หา่ งขอบไม้ไผจ่ นเกนิ ไปเพราะถา้ ชิดจะทำให้เสียงทึบ ตื้อ ถ้าใส่หา่ งจะทำให้เสยี งโวง่ กินลมมาก
5.รตู ่างๆบนเลาขลยุ่ จะตอ้ งเจาะอยา่ งประณีตขนาดความกวา้ งของรูตอ้ งเหมาะกับขนาด
ของไม้ไผ่ไม่กวา้ งเกนิ ไป
ขล่ยุ ในสมัยกอ่ นรูตา่ งๆ ทนี่ ิว้ ปิดจะต้องกว้านด้านในใหเ้ วา้ คือผิวด้านในรูจะกวา้ งกวา่ ผวิ ด้าน
นอก แตป่ จั จุบันไม่ได้กวา้ นภายในรเู หมอื นแตก่ ่อนแล้ว ซ่ึงอาจจะเนอ่ื งมาจากคนทำขลยุ่ ต้องผลิต
ขล่ยุ คราวละมากๆ ทำใหล้ ะเลยในสว่ นนีไ้ ป
6.ควรเลอื กขล่ยุ ทมี่ ีขนาดพอเหมาะกับนวิ้ ของผ้เู ปา่ กลา่ วคอื ถ้าผู้เปา่ มีน้วิ มือเล็กหรอื บอบ
บางกค็ วรเลอื กใช้ขล่ยุ เลาเลก็ ถ้าผเู้ ปา่ มีมืออวบอว้ น ก็ควรเลอื กใช้ขลุ่ยขนาดใหญ่พอเหมาะ
7.ลักษณะประกอบอื่นๆ เชน่ สีผวิ ของไมส้ วยงาม ไม่มตี ำหนิ ขีดขว่ น เทลายไดส้ วยละเอยี ด

13

แต่ส่ิงเหล่านก้ี ไ็ ม่ได้มผี ลกระทบกับเสยี งขลยุ่ แต่อย่างใด เพยี งพิจารณาเพื่อเลอื กให้ได้ขลุ่ยท่ีถูกใจ
เท่าน้ัน

14

บทที่ 3

การฝึกอา่ นโนต้ เพลงไทย

หลกั การอ่านโน้ตไทยเบือ้ งตน้

หลักการอ่านโนต้ ไทยตามหลกั ของ พันโทพระอภยั พลรบ (พลอย เพ็ญกุล พ.ศ. 2403-
2459) ซ่งึ เป็นผูแ้ ต่งตำราดนตรีวทิ ยาเม่อื พ.ศ.2450 และอธิบายหลกั การบนั ทกึ โน้ตแบบตัวอักษร
ขนึ้ จนไดร้ บั ความนยิ มเปน็ อย่างมาก การบนั ทึกโนต้ แบบตัวอักษรนี้เป็นการใช้ตัวอักษรไทยมา
เปรยี บเทียบให้ตรงกับเสยี งของโน้ตสากลดงั น้ี

ด = โด ร = เร ม = มี ฟ = ฟา ซ = ซอล ล = ลา ท = ที

ในกรณที เ่ี ปน็ โนต้ เสยี งสงู จะใช้การประจดุ ไวบ้ นตวั โน้ต เชน่ ดํ = โด สูง เป็นตน้ วธิ ีการนี้ชว่ ย
ให้เข้าใจง่าย สำหรับวิธีการบันทกึ โนต้ ไทยนั้นจะบันทึกลงในตารางโดยแบง่ ออกเป็นบรรทดั บรรทัด
ละ 8 ช่องเรียกว่า “ห้อง” ในแตล่ ะหอ้ งจะบรรจุโนต้ ไว้ 4 ตัว ถ้าเป็นอตั ราปานกลางหรอื จงั หวะสอง
ชัน้ โน้ตตัวสดุ ท้ายของแต่ละห้องจะเปน็ โน้ตเสยี งตกจังหวะซงึ่ ในท่ีนจ้ี ะอธิบายเฉพาะการอ่านโนต้ แบบ
อตั ราสองช้นั เป็นหลกั

1234 1234 1234 1234 1234 1234 1234 1234

ฉิ่ง ฉับ ฉง่ิ ฉบั ฉง่ิ ฉบั ฉิ่ง

ฉบั

นอกจากตัวโน้ตทบ่ี นั ทึกลงในตารางแลว้ ยงั มีเคร่ืองหมาย – ซงึ่ ใชแ้ ทนตัวโนต้ ด้วยขีด 1 ขีด
(-) ใช้แทนโน้ต 1 ตวั แสดงการเพิม่ เสียงตวั โน้ตท่ีอยู่ขา้ งหนา้ เคร่ืองหมายใหม้ เี สียงยาวข้ึน ทัง้ น้ีความ
ยาวของเสยี งจะมมี ากหรือน้อยขึน้ อยู่กับจำนวนขีด (-) ดังน้ี

15

ถา้ มี - มคี ่าความยาวของเสยี งเทา่ กบั 1/4 จงั หวะ
ถา้ มี - - มคี ่าความยาวของเสยี งเท่ากับ 2/4 จังหวะ
ถ้ามี - - - มคี ่าความยาวของเสยี งเท่ากับ 3/4 จังหวะ
ถา้ มี - - - - มคี ่าความยาวของเสยี งเทา่ กบั 4/4 จังหวะ หรอื เท่ากับ 1 จงั หวะ

วิธกี ารอ่านโนต้ ไทยน้ันจะใชก้ ารเคาะจังหวะทโี่ นต้ ท้ายหอ้ ง แทนเสยี งฉ่ิงฉับ ในอตั ราสองช้ัน
จะมีโนต้ ตวั สดุ ทา้ ยเปน็ เสยี งตกจังหวะเสมอ เม่อื กำหนดให้ 1 บรรทัดโนต้ เท่ากับ 1 หน้าทบั ปรบไก่
ดังนั้นเม่ืออา่ นโน้ตอัตราสองช้ัน ควรเคาะจงั หวะทีโ่ นต้ หอ้ งสดุ ทา้ ยแทนเสยี งฉ่ิงเสียงฉับ สังเกตที่
ตัวพิมพเ์ ขา้ จะทำใหเ้ ข้าใจวธิ ีการบันทกึ ไดง้ า่ ยข้นึ สำหรบั การบันทึกโนต้ ไทยโดยทว่ั ไปจะบันทกึ ไว้ 8
ลกั ษณะท่ีพบมากที่สดุ ดังน้ี

โน้ตแบบ 4 ตวั ตอ่ 1 หอ้ ง
ฉิ่ง ฉบั ฉิ่ง ฉบั ฉิ่ง ฉบั ฉ่งิ

ฉบั

ด ด ด ด ร ร ร ร ม ม ม ม ฟ ฟ ฟ ซ ซ ซ ซ ล ล ล ล ท ท ท ท ดํ ดํ ดํ ดํ


โนต้ แบบ 3 ตัว ตอ่ 1 หอ้ ง ฉ่ิง ฉบั ฉ่ิง ฉับ ฉงิ่
ฉง่ิ ฉบั

ฉับ

- ด ด ด - ร ร ร - ม ม ม - ฟ ฟ ฟ - ซ ซ ซ - ล ล ล - ท ท ท - ดํ ดํ ดํ

โนต้ แบบ 3 ตวั แตเ่ ป็นลักษณะของ 1 หอ้ ง 1 ตัว และ 3 หอ้ ง ตวั
เปน็ โน้ตที่ใช้สำหรบั มอื ฆ้อง

ฉิ่ง ฉบั ฉง่ิ ฉบั ฉ่ิง ฉบั ฉง่ิ
ฉบั

- - - ด ด ด - ร ร ร - ม ม ม - ฟ ฟ ฟ - ซ ซ ซ - ล ล ล - ท ท ท - ดํ

16

โนต้ แบบ 2 ตัว ตอ่ 1 ห้อง (ตัวท่ี 2 และตวั ท่ี 4) ฉบั ฉิ่ง ฉับ ฉิ่ง
ฉ่ิง ฉบั ฉ่ิง

ฉับ

- ด - ด - ร - ร - ม - ม - ฟ - ฟ - ซ - ซ - ล - ล - ท - ท - ดํ - ดํ

โนต้ แบบ 2 ตัว ต่อ 1 ห้อง (ตัวท่ี 3 และตัวท่ี 4) ฉับ ฉ่งิ ฉับ ฉิง่
ฉ่ิง ฉบั ฉงิ่

ฉับ

- - ด ด - - ร ร - - ม ม - - ฟ ฟ - - ซ ซ - - ล ล - - ท ท - - ดํ ดํ

โนต้ แบบ 2 ตวั ตอ่ 1 หอ้ ง เป็นแบบจังหวะยก (ตวั ที่ 1 และตัวท่ี 2) ฉับ ฉิ่ง
ฉ่งิ ฉับ ฉ่งิ ฉับ ฉงิ่

ฉับ

ด ด - - ร ร - - ม ม - - ฟ ฟ - - ซ ซ - - ล ล - - ท ท - - ดํ ดํ - -

โนต้ แบบ 1 ตัว ตอ่ 1 ห้อง ฉิ่ง ฉบั ฉิง่ ฉับ ฉิ่ง
ฉง่ิ ฉบั

ฉับ

- - - ด - - - ร - - - ม - - - ฟ - - - ซ - - - ล - - - ท - - - ดํ

โนต้ แบบ 1 ตวั ตอ่ 2 ห้อง ฉิ่ง ฉบั ฉ่งิ ฉับ ฉิง่
ฉง่ิ ฉบั

ฉับ

---- ---ด ---- ---ร ---- ---ม ---- ---ฟ

การบนั ทึกโน้ตไทยทง้ั 8 ลักษณะนถ้ี ือเป็นพนื้ ฐานสำคญั สำหรับการเร่ิมอ่านโนต้ เพลง
ไทย เพราะสามารถครอบคลุมรปู แบบการบนั ทึกโน้ตเพลงไทยได้ทัง้ หมด การศึกษาเพลงไทยนัน้ ควร
จะต้องทราบถึงวธิ กี ารอา่ นโน้ตไทยขัน้ พ้ืนฐานเสียก่อน จงึ นำไปสกู่ ารศึกษาเพลงไทยในเชิงทฤษฎีให้
เข้าใจอย่างถ่องแท้

17

บทท่ี 4

การฝกึ เปา่ ขลุย่ เพียงออมือ
บน-ลา่ ง (มอื ซ้าย-ขวา)

18

วธิ เี ป่าขลยุ่ เพียงออ

ใหเ้ ผยอรมิ ฝีปากด้านบนและล่างจรดลงบนรูปากเปา่ จดั เลาขลุ่ยใหต้ ้งั ได้มุม
ประมาณ ๔๕ องศา กับลำตัวโดยทอดแขนไว้ข้างลำตัวพองาม(ไมก่ างศอกมากจนเกนิ ไป)เป่าลมให้
เหมาะสมไม่เบาและแรงจนเกินไป
ทา่ นั่งเปา่ ขลุย่ เพียงออ

การเลน่ เครอ่ื งดนตรีไทยทกุ ชนดิ นักดนตรีต้องสำรวมกิรยิ ามารยาทปฏบิ ตั ิให้เรียบรอ้ ย ให้
ความเคารพตอ่ ครูบาอาจารย์
เครอื่ งดนตรี ผู้ฟงั ตลอดจนนักดนตรดี ้วยกนั เอง การนงั่ เป่าขลุ่ยต้องนงั่ ตวั ตรงเพ่ือใหล้ มเดนิ
สะดวก ไมน่ ่ังกม้ หนา้
ถา้ นัง่ กบั พืน้ ควรนงั่ พบั เพียบ

ภาพแสดงท่านัง่ เป่าขลุย่ เพียงออ

19

ท่าจบั ขลุ่ยเพียงออ

การจบั ขลยุ่ แบบไทยโดยประเพณีนยิ มมาแต่โบราณจะจับเอามือขวาอยู่ข้างบนมือซ้าย(แต่
ถา้ จบั แบบสากลนิยมจับเอามือ
ซา้ ยไวด้ ้านบนมือขวาไวด้ า้ นลา่ ง) ซึง่ สนั นษิ ฐานวา่ คนสว่ นใหญถ่ นดั มือขวามากกว่ามือซ้าย

วธิ จี ับขลุ่ยเพียงออ

มือบนจบั เลาขลุ่ย ๓ รดู ้วยน้ิวชี้ น้ิวกลางและนวิ้ นาง อย่ใู นลกั ษณะท่พี ร้อมจะปิด-เปิดรู
บงั คบั เสยี ง (ซึ่งอยดู่ า้ นบนของเลาขลุ่ย) เรยี งลงมาตามลำดับตั้งแต่รูที่อยบู่ นสดุ ถงึ รูท่ีสาม นว้ิ หวั แม่มือ
ปดิ รคู ำ้ ดา้ นหลังไว้ พรอ้ มทัง้ ใชน้ ิว้ ก้อยประคองด้านลา่ งของเลาขลยุ่ ไว้มอื ล่างจบั เลาขล่ยุ ส่วนลา่ ง ๔ รู
ดว้ ยนว้ิ ชี้ นวิ้ นาง นว้ิ กลางและน้วิ กอ้ ย เรยี งลงมาตามลำดับนิ้วหัวแมม่ อื ยนั ขล่ยุ ดา้ นหลัง จบั เลา
ขลุย่ ใหแ้ ขนส่วนปลายทัง้ ขวาและซา้ ยไดฉ้ ากกบั เลาขลยุ่ พอประมาณ
โดยกางข้อศอกพองาม

ลกั ษณะการวางนิ้ว

ลกั ษณะการวางนิ้วของมือซ้ายและมือขวา ให้วางลักษณะขวางกับเลาขลุ่ยโดยนิว้ อยู่
เหนอื รูบงั คบั เสยี งประมาณ ๑ เซนติเมตรและใช้น้วิ บริเวณผิวหนังสว่ นทีน่ ูนใต้ปลายน้ิว เป็นสว่ นที่ใช้
ปิด-เปิดรูบังคบั เสยี ง การวางนิ้วเพือ่ ปิดรูบังคับเสยี ง ต้องพยายามปิดรูใหส้ นิท มิฉะนั้นจะทำใหส้ ียง
ขลยุ่ ทเี่ ปา่ ออกมา ดงั ผิดเพ้ยี นโดยเฉพาะเสยี งโด (ด)เป็นเสยี งท่เี ปา่ ยากทีส่ ดุ

ตารางการปิดเปิดน้ิว

20

นิ้ว
โป้งบน O O O O O O O O O O O O
ชีบ้ น O O O O O O O O O O O O
กลางบน O O O O O O O O O O O O
นางบน O O O O O O O O O O O O
ชี้ล่าง O O O O O O O O O O O O
กลางล่าง O O O O O O O O O O O O
นางล่าง O O O O O O O O O O O O
กอ้ ย O O O O O O O O O O O O

เสียง โด เร มี ฟา ซอล ลา ที สงู สงู สงู สงู สงุ
โด เร มี ฟา ซอล

หมายเหตุ O หมายถึง การปดิ รู

O หมายถึง การเปดิ รู
เสยี งสงู หมายถงึ การปิดนิ้วเดมิ แต่เปา่ ลมแรงขน้ึ

เทคนคิ ของขลยุ่ เพยี งออ

การท่เี ราจะเป่าขลุ่ยให้ไพเราะน้นั ย่อมมีเทคนคิ ต่างๆกันเช่น การเปาให้มีเสียงสน่ั
เสียงเออื้ น เสียงรวั หรอื มีเสยี งควง ประกอบดว้ ยเป็นตน้ การเปา่ ใหไ้ ดเ้ สยี งที่กลา่ วไวน้ น้ั ต้องอาศยั
การหม่นั ฝึกฝน โดยมวี ธิ กี ารหลายอย่างดงั น้ี

1.การเป่าเสยี งสัน่ ต้องบงั คับลมใหอ้ อกมาเป็นชว่ งๆ ให้ลมทยอยออกมาถี่ๆ หรือหา่ งๆ
ตามตอ้ งการทจ่ี ะทำใหเ้ กิด เสียงคลา้ ยคลื่นตามอารมณข์ องเพลง

2.การเปา่ เสยี งรัว หรือการพรมน้ิวทำได้โดยใช้นว้ิ เปดิ ปดิ สลับกนั ถๆ่ี ใชส้ อดแทรก
เพื่อให้เพลงเกดิ ความไพเราะมาก ยง่ิ ขน้ึ

3.การเป่าเสียงเออ้ื น คือการใชน้ วิ้ ค่อยๆเปดิ บังคบั ลมใหเ้ สยี งขลยุ่ โรยจากหนกั ไปเบา
หรอื จากเบาไปหนกั ทเี่ สียงใดเสียงหนงึ่

4.เสยี งโหยหวน หวน ใช้ลมและนว้ิ บงั คับเพ่ือใหเ้ สียงต่อเน่ืองระหวา่ งสองเสียง เชน่
เสยี งคูส่ าม คู่ห้า ซึง่ เป็นเสยี งทีม่ ีความ กลมกลืนกนั มากเท่ากบั เสียงโดกับเสียงซอล เปน็ ต้น

5.การหยดุ หรอื การชะงักลม การเป่าขลุ่ยบางจังหวะควรมีการหยดุ การเบา การเน้น
เสียงบ้าง เพ่ือใหเ้ พลงเกิด ความไพเราะมากขน้ึ

21

6.เสียงเลียน หรอื เสียงควง คอื การทำเสียงโดยใชน้ ้วิ ต่างกนั แต่ไดเ้ สียงเดียวกนั ใช้เม่ือ
ทำนองเพลงชว่ งน้นั ยาว ทำได้โดยการเป่าเสียงตรงก่อน แล้วจึงเป่าเสยี งเลยี นและกลับมาเป่าเสยี งตรง
เมอื่ หมดจังหวะการเป่าโดยใช้เสียงตรงและเสยี งเลียนนจี้ ะทำให้เพลงเกดิ ความไพเราะได้อีกแบบหน่ึง
นอกจาก นี้ยงั มปี ระโยชนอ์ ยา่ งมากในการเลือกขลุ่ย เพราะขลยุ่ ทีด่ เี สียงตรงกบั เสยี งเลยี นตอ้ งเท่ากนั

ประการสุดท้ายผ้ฝู ึกหัดควรหาโอกาสฟังการเดีย่ วขลุย่ หรือเสียงขลุ่ยท่ีบรรเลงในวง
ดนตรไี ทย จากวิทยุ เทป หรดื ซดี ี ให้มากๆ แล้วใชค้ วามสังเกต จากการฟังจดจำเอาแบบอยา่ งมา
ฝกึ ฝนให้เช่ียวชาญต่อไป

22

บทท่ี 5

การฝกึ เปา่ ขลุ่ยเพยี งออเพลง
ชวาและเพลงเต้ยโขงพรอ้ ม

เครือ่ งกำกับจงั หวะ

แบบฝึกหัดเพลงท่ี 1
เพลงชวา 2 ช้ัน

---ล -ด-ล -ด-ล -ล-ล ---ซ -ล-ซ -ล-ซ -ซ-ซ
---ฟ -ซ-ฟ -ซ-ฟ -ฟ-ฟ ---ร -ร-ฟ -ร-ฟ ร-ร

แบบฝกึ หดั เพลงที่ 2
เพลงเต้ยโขง 2 ช้ัน
---- ---ล ---ซ -ม-ล ---ซ -ด-ล ---ซ -ม-ล
---- -ซ-ม ---ร -ด-ม ---ร -ซ-ม ---ร -ด-ล
---ด -ร-ม -ร-ด -ซ-ล ---ด -ร-ม -ร-ด -ซ-ล

23


Click to View FlipBook Version