บทท่ี 4
1
มหาวทิ ยาลัยราชธานี วทิ ยาเขตอดุ ร
คณะพยาบาลศาสตร์
เอกสารประกอบการสอน
วิชาสขุ ภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช 1
บทที่ 4 การพยาบาลผทู้ ีม่ ีปญั หาสุขภาพจิตและจิตสงั คม
บทนำ
การที่บุคคลจะดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข และความสมหวังได้น้ัน จะต้องปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
ต่างๆ มาเบียดเบียนทั้งทางร่างกายและจิตใจ และการที่จะหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บได้น้ันบุคคล จำเป็น
จะต้องทำให้ร่างกายและจิตใจมีความสมบูรณ์และแขง็ แรงเพ่อื ที่จะมีภูมคิ ุ้มกันอย่างเหมาะสมในการตอ่ สู้กับ
โรคภัยไข้เจ็บตลอดจนมลภาวะต่างๆ ท้ังทางร่างกายและจิตใจ ทั้งน้ีเพราะชีวิตจะประกอบด้วยส่วนที่เป็น
รา่ งกาย (Physical Body) และจิตใจ (Mind) โดยเฉพาะอย่างย่ิง คำกล่าวทีว่ ่า “ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว” หรือ
“ทุกอย่างสำเร็จ ลงที่ใจ หรือทุกอย่างมีใจเป็นประธาน” นั้น แสดงให้เห็นถึงความย่ิงใหญ่ของจิตใจ ที่มี
อทิ ธิพลต่อการแสดงพฤติกรรม ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยง่ิ กระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมในยุคปัจจุบันที่
ไม่มีใครสามารถยับย้ังและต้านทานได้สภาพการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ปัญหาต่างๆ อย่างมากมาย ทำให้บุคคล
เกิดความคับข้องใจ ความวิตกกงั วล ความว้าวุ่นใจ และความเครียดต่างๆ นานา ซึ่งเป็นสาเหตุหน่ึงที่สำคัญ
ของสภาวะทางสุขภาพจิตของแต่ละบุคคลและหากปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการจัดการหรือแก้ไขอย่าง
เหมาะสม ก็จะนำไปสู่ความหมักหมม ความซับซ้อนและสะสม จนทวีความรุนแรงมากขึ้นกลายเป็นปัญหา
ทางสขุ ภาพจิตในทีส่ ุด
นักศกึ ษาพยาบาลจึงควรเข้าใจถึงลกั ษณะอาการของผู้ทีม่ ีภาวะความผิดปกติทางจิตและจิตสงั คม
เพ่อื หาทางชว่ ยเหลอื และบำบัดทางการพยาบาลได้
อ.กชนภิ า ขวาวงษ์
ผู้เรียบเรียง
2564
2
สารบัญ
วัตถปุ ระสงค์.....................................................................................................................3
ความวิตกกังวล.................................................................................................................3
ความเครียด.....................................................................................................................11
ความสญู เสีย....................................................................................................................17
ซึมเศรา้ ............................................................................................................................20
โกรธ................................................................................................................................26
บรรณานกุ รม....................................................................................................................29
3
วตั ถุประสงคท์ ัว่ ไป
เพอ่ื ให้นกั ศึกษามคี วามรู้ความเข้าใจในแนวคิด หลกั ทฤษฎพี ้ืนฐานทางการพยาบาลจิตเวช
สุขภาพจิต ปจั จัยทีม่ ผี ลตอ่ สุขภาพจิต ลักษณะขอบเขตของงานสุขภาพจิต และการพยาบาลจิตเวช บทบาท
หนา้ ทค่ี วามรบั ผิดชอบของพยาบาลในการสง่ เสริมสุขภาพจิต การคดั กรองปญั หาสขุ ภาพจิต การป้องกันการ
เจ็บป่วยทางจิตของบุคคล ครอบครัวและชุมชน มโนทศั นเ์ กี่ยวกบั ตนเอง การใชต้ นเองเป็นเคร่ืองมือในการ
บำบัด การสร้างสัมพนั ธภาพเพอ่ื การบำบดั และแนวทางในการช่วยเหลอื บุคคลท่มี ปี ัญหาสุขภาพจิตและจิต
สังคม มคี วามรู้ความเข้าใจหลกั จรยิ ธรรมและจรรยาบรรณวชิ าชีพตลอดจนสิทธิของผู้ป่วยจิตเวช อธิบาย
และเข้าใจการพยาบาลผู้ที่มีปญั หาสขุ ภาพจิตและจิตสงั คมได้อยา่ งเหมาะสม
วตั ถุประสงค์ เพอ่ื ให้นักศึกษามคี วามสามารถตอ่ ไปนี้
1. บอกลกั ษณะและอาการของผู้ทีม่ ีภาวะวติ กกงั วล/เครยี ด/สูญเสีย/เศร้าโศก/ซึมเศร้า/โกรธได้
2. บอกสาเหตุและปัจจยั การเกิดภาวะวิตกกงั วล/เครยี ด/สญู เสีย/เศร้าโศก/ซึมเศร้า/โกรธได้
3. บอกวิธีการบำบัดและแนวทางการให้การพยาบาลแก่ผู้ที่มีภาวะวิตกกังวล/เครียด/สูญเสีย/เศร้า
โศก/ซึมเศรา้ /โกรธได้
เนื้อหา
1. ลกั ษณะและอาการของผู้ทีม่ ภี าวะวติ กกังวลหรือเครยี ด ท้ังระยะเฉียบพลนั และเรอื้ รงั วธิ ีการบำบดั
ทางการพยาบาล
2. ลกั ษณะสำคัญและปจั จยั เหตุของผู้ที่มีภาวะโกรธ วธิ ีบำบดั ทางการพยาบาล
3. ลักษณะของผู้ทีม่ ีอาการของผู้ทีม่ ีภาวะโศกเศร้าสูญเสยี Loss& grief process วธิ ีบำบัดทางการพยาบาล
4. ลกั ษณะสำคญั และปัจจยั เหตขุ องผู้ทีม่ ีภาวะซึมเศร้า วธิ ีการบำบัดทางการพยาบาล
ความวิตกกังวล (Anxiety)
ความหมายของความวิตกกังวล ได้มีผู้ให้ความหมายของความวิตกกังวลไว้ต่างๆ กันไป ใคร่
นำเสนอความหมายที่สำคัญดงั ตอ่ ไปน้ี
เจอร์ซิล ให้ความหมายว่าความวิตกกังวลหมายถึงสภาพจิตใจที่ไม่พึงปรารถนา มีการตอบสนอง
ต่อสิ่งทีเ่ ป็นอันตรายหรือข่มขู่ ที่อาจทราบหรือไม่ทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร และหากบุคคลเกิดความวิตกกังวล
ในระดับสูงแล้วจะทำให้เกิดปฏิกิริยาทางร่างกาย เช่น มีเหงือ่ ออกตามมือ หัวใจเต้นแรงและเร็ว ตลอดจนมี
การเปลี่ยนแปลงของระบบยอ่ ยอาหาร เป็นต้น
ลิปคินและโคเฮน อธิบายว่า ความวิตกกังวลหมายถึง ความรู้สึกเครียด ความไม่สบาย ความ
กระวนกระวายและความกลวั ซึ่งอาจทราบสาเหตุหรือไมท่ ราบก็ได้
ฮิลการ์ด ให้ความหมายว่าความวิตกกังวลเป็นสภาพคล้ายความกลัวและมีความสัมพันธ์กับความ
กลัวอย่างใกล้ชิดแตแ่ ตกต่างจากความกลัวท่วั ไปตรงที่วา่ ความกลัวนน้ั จะมีส่งิ ที่ปรากฏเป็นรูปเปน็ ร่างให้เห็น
4
แต่ความวิตกกังวลเป็นความกลัวที่ไม่แจ่มชัด เป็นสภาพที่บุคคลรู้สึกไม่สบายใจ เกิดความตึงเครียด ซึ่ง
บุคคลต้องการหลกี เลีย่ งจากสภาพทีเ่ กิดขนึ้ ดงั กลา่ ว
ฮอลและลินซี่ อธิบายว่า ความวิตกกังวลหมายถึง สภาวะของความตึงเครียด ซึ่งเป็นแรงผลักดัน
คล้ายกับความหิวหรือความรู้สกึ ทางเพศ แตต่ ่างกันตรงทีว่ า่ สภาวะดังกล่าวไมไ่ ด้เกิดจากร่างกายภายในแต่มี
สาเหตุมาจากภายนอกและเม่ือความวิตกกังวลถูกเร้าให้เกิดขึ้น บุคคลจะมีแรงจูงใจที่จะแสดงพฤติกรรม
ตา่ งๆ ออกมาเพือ่ ลดสภาวะดังกล่าว
ออซูเบิล ให้ความหมายว่า ความวิตกกังวล คือ แนวโน้มของบุคคลที่จะตอบสนองต่อเหตุการณ์
หรือสถานการณ์ต่างๆ ด้วยความกลัวเพราะมีความรู้สึกว่าเหตุการณ์หรือสถานการณ์นั้นทำให้เขาต้อง
สญู เสียความภาคภมู ใิ จ(self – Esteem)
ความวิตกกังวล เป็นอารมณ์ชนิดหน่ึงที่ไม่รื่นรมย์ ไม่มีความสุขคล้ายความกลัวแต่แตกต่างจาก
ความสบายใจเหมอื นตนเองอยูใ่ นภาวะอนั ตรายบคุ คลท่มี คี วามวิตกกังวลจะแสดงอาการหงุดหงิด หวาดหวั่น
ตกใจง่ายกระสับกระส่าย หลงลืมงา่ น ไมม่ ีสมาธิในการเรียนหรือการทำงาน มอื ส่ันรู้สึกใจส่ัน หัวใจเตน้ แรง
อดึ อัด หายใจไมส่ ะดวกไมเ่ ต็มปอด เหงื่อออกตามปลายมอื ปลายเทา้ แม้อากาศจะไม่ร้อน คล่นื ไส้ แน่นท้อง
เหมอื นมลี มในท้องปัสสาวะบ่อย รู้สกึ ระแวงและมองอนาคตในแง่ร้าย
จากความหมายของความวิตกกังวลดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ความวิตกกังวลเป็นทิศทางของ
อุปนิสัยที่มผี ลในเชงิ ลบ ซึง่ มักจะบ่งชใี้ ห้เหน็ ถึงความรู้สึกส่วนตวั ที่ไม่พึงปรารถนาทีเ่ กิดขึน้ เม่ือต้องเผชญิ กับ
สถานการณ์เฉพาะอย่างหรือสิ่งแวดล้อมบางประการเท่านั้น ความวิตกกังวลน้มี ีหลายผู้ที่มีความวิตกกังวล
สูงมักจะรับเอาสถานการณท์ ี่ถูกบีบค้ันนนั้ ๆ แลว้ มักจะโตต้ อบสถานการณ์ดงั กล่าวเหลา่ นั้นด้วยความรุนแรง
เป็นอารมณ์ทีม่ ีความสัมพันธใ์ กล้ชิด
กับความกลัว เป็นสภาพจิตที่ไม่พึงปรารถนา เป็นสภาวะของความรู้สึกอึดอัดไม่สบาย และถือว่าเป็น
คุณลักษณะหน่ึงของความกลัว โดยทั่วไปแล้ว ความกลัวจะเกิดจากสิ่งเร้าที่มีตัวตนที่ทำให้เกิดความกลัว
ในขณะที่ความวิตกกังวลอาจจะไม่มีสิ่งที่มีตัวตนทำให้เกิดความกลัว นอกจากน้ีความวิตกกังวลยังเป็น
สภาวะที่ทำให้บุคคลเกิดความกดดันมีความรู้สึกตึงเครียดไม่สบายใจ หวาดหวั่น กระวนกระวายใจ เครียด
และหว่ันวติ กวา่ จะมีอันตรายเกิดขนึ้ โดยหาสาเหตุไม่ได้ จึงมกี ารเปลี่ยนแปลงของระบบตา่ งๆ ภายในร่างกาย
เชน่ ใจส่นั เหง่อื ออก ปากแห้ง เช่อื งช้ากระสับกระส่าย เบือ่ อาหาร นอนไมห่ ลบั ฯลฯ
สาเหตุของความวิตกกังวล
ฟรอยด์ (Freud) เช่ือว่าความวิตกกังวล เกิดจากการที่ทารกไม่สามารถที่จะควบคุมความต่ืนเต้น
ต่างๆ ของตนที่เกิดจากสิ่งเร้าที่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะอย่างย่ิงสิ่งเร้าหรือประสบการณ์ที่ทำให้
กระทบกระเทือนจิตใจและเจ็บปวด ตลอดจนการรู้สกึ สญู เสียสิง่ ที่รักของบคุ คลนั่นเอง
สว่ นซัลลิเวน (Sullivan) เช่ือวา่ ความวิตกกังวลเป็นผลมาจากความตอ้ งการทางชวี วิทยาทางบุคคล
ที่ไม่ได้รับการตอบสนองอย่งน่าพึงพอใจในทางที่สังคมยอมรับในขณะที่ฮอร์นนาย (Horney) อธิบายว่า
โดยทั่วไปแล้วมนุษย์จะมีความต้องการพ้ืนฐาน 2 ประการได้แก่ ความรู้สึกปลอดภัยและความพึงพอใจและ
หากบุคคลได้รับการตอบสนองทางด้านความพึงพอใจแต่เพียงด้านเดียวโดยขาดการตอบสนองด้านความ
มน่ั คงปลอดภัย และการยอมรบั จะทำให้บคุ คลเกิดความวติ กกังวลขั้นตอน (Basic Anxiety) ที่จะนำไปสู่ความ
วติ กกงั วลเชงิ โรคประสาท (NeuroticAnxiety) ทีอ่ าจเกิดข้ึนได้ในภายหลงั
5
สำหรับสกินเนอร์ (Skinner) กล่าวว่าความวิตกกังวลเกิดจากการวางเง่ือนไขของสิ่งเร้าคู่กับสิ่งที่
กอ่ ให้เกิดความไม่พอใจ และเปน็ อารมณ์ทีเ่ กิดข้ึนเฉพาะสถานการณเ์ ทา่ น้ัน
จะเห็นได้ว่า ความวิตกกังวลถือว่าเป็นอารมณ์ขั้นพ้ืนฐานของมนุษย์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ต้ังแต่แรก
เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตที่เกิดจากสาเหตุต่างๆ ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว นอกจากน้ียังเกิดมาจากความ
กลัว หรือความไม่สบายใจซึ่งอาจเกิดมาจากสาเหตุท้ังภายในและภายนอกร่างกายของบคุ คลเปน็ ความกลัว
ในสิ่งที่ไม่มีตัวตน เป็นสภาวะของความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่อาจมีสาเหตุมาจากการพัฒนาการทางสังคมของ
เด็กโดยสามารถอธิบายได้ว่าความรู้สึกดังกล่าวมักจะเริ่มมาจากวัยเด็กโดยเฉพาะอย่างย่ิง ในขณะที่เด็กยัง
ช่วยตัวเองไม่ได้ซึ่งต้องอาศัยผู้ใหญ่ดูแล หากเด็กขาดความรัก ความดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่ จะทำให้เด็ก
ขาดความอบอุ่น รู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ม่ันคง ปลอดภัย และเกิดความกลัว ซึ่งเป็น
พ้ืนฐานของความวติ กกงั วล
อารมณ์วิตกกังวล ยังเป็นสภาวะที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่บุคคลสร้างขึ้นมาเอง เช่น ความรับผิดชอบที่มี
ต่อการทำงาน จะเก่ียวข้องกับความวิตกกังวล ในการทำงานั้น ๆ เพราะตอ้ งการทำงานอยา่ งมีประสิทธิภาพ
มากที่สุด และยังเกิดจากสาเหตุต่างๆ ได้อีกมากมาย เช่น การเรียนรู้ การขาดความม่ันใจในตนเอง
ความรู้สกึ ของการมคี ุณคา่ ในตนเองทีม่ ีอยูใ่ นระดับต่ำ ฯลฯ
ความวิตกกังวล นับได้ว่ามีบทบาทที่สำคัญต่อการปรับตัวของบุคคลที่ปกติโดยทั่วไป กล่าวคือ
บุคคลที่มีความวิตกกังวลในระดับที่เหมาะสมเท่านั้น จึงจะเป็นผู้ที่มีแรงจูงใจในการทำงาน อย่างเต็ม
ศักยภาพ ซึ่งถือว่าความวิตกกังวลในระดับน้ี จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลเป็นอย่างมาก
เพราะจะคอยกระตุ้นให้บุคคลกระทำกิจกรรมต่างๆ ในขณะที่บุคคลมีความวิตกกังวลสูงมากจะก่อให้เกิด
ปัญหาตา่ งๆ ตามมา ได้
ประเภทของความวิตกกงั วล
ฟรอยด์ (Freud) เช่ือว่าความวิตกกังวลเป็นสิ่งที่สะสมอยู่ในตัวบุคคลซึ่งอาจเกิดจากประสบการณ์
หรือสภาวะที่เคยได้รับอันตราย หรือถูกคุกคามมาก่อน ทำให้บุคคลเกิดความเจ็บปวดทางด้านจิตใจอย่าง
แสนสาหัส จึงเกบ็ ความรู้สกึ น้ไี ว้ในระดบั จติ ไร้สำนกึ และเมอ่ื ถกู กระตนุ้ จึงแสดงความวติ กกังวลออกมา
ฟรอยด์ ได้แบ่งความวติ กกงั วลออกเป็นระดบั ตา่ งๆ ดงั น้ี
ความวิตกกังวลตามความเป็นจริง (Reality Anxiety) เป็นความวิตกกังวลที่เกิดจากสิ่งคุกคาม
ภายนอกที่มีอยู่จริง ที่บุคคลเห็นว่าสิ่งเร้าดังกล่าวจะเกิดอันตรายต่อตนเอง เป็นความวิตกกังวลของบุคคล
โดยท่ัวไป เช่น ความวิตกกังวลว่า จะตกงานในสภาพเศรษฐกิจยคุ ไอ เอม เอฟ เป็นต้น
ความวิตกกงั วลแบบโรคประสาท (Neurotic Anxiety) เป็นความกลัวหรือความวติ กกงั วลที่เกิดมา
จากความผิดปกติภายในจิตใจ ทำให้บุคคลมีอาการหวาดหวั่นเกินกว่าเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่ก่อให้เกิด
ความวิตกกังวลโดยท่ัวไปแล้ว บุคคลมักจะไม่ใช้กลไกในการป้องกันตนเอง เพ่ือลดความวติ กกงั วล จึงทำให้
เกิดอาการท้ังทางร่างกายและจิตใจ ผู้ทีม่ ีความวิตกกังวลชนิดน้ี จะไม่สามารถหาสาเหตุได้ว่าเกิดความวิตก
กงั วลชนดิ น้ี จะไม่สามารถหาสาเหตุได้วา่ ที่เกิดความวติ กกังวลนนั้ เน่อื งมาจากอะไร
ความวิตกกังวลเก่ียวกับจริยธรรม (Moral Anxiety) เป็นความกลัวว่าความคิดหรือการกระทำ
บางอย่างจะขดั หรือฝา่ ฝืนกบั หลกั คุณธรรม และจริยธรรมทีบ่ ุคคลได้รับการสั่งสอนมาตงั้ แต่เด็ก ทำให้บคุ คล
เกิดความรู้สกึ ผิดเป็นบาปที่คอยติดตามรบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา
6
สว่ นสปิลเบอร์เกอร์ ได้แบง่ ความวติ กกังวลออกเป็น 2 ประเภท คือ
ความวิตกกังวลเชิงสภาวะ (State Anxiety) เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นกับบุคคลในสถานการณ์ใน
สถานการณ์หน่ึงเท่านั้น และทำให้บุคคลรู้สึกตึงเครียดหรือกระวนกระวายใจ เป็นความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น
เปน็ ปกติกบั คนทัว่ ไปเม่อื บุคคลผ่านพน้ สถานการณน์ ้ันไปแลว้ ความวิตกกงั วลก็จะหมดไป หรือบางคนอาจใช้
กลไกในการป้องกันตนเองเพ่ือลดความวิตกกังวลดังกล่าว เช่น กังวลว่า จะอ่านหนังสือสอบไม่ทัน เป็นต้น
ความวิตกกังวลชนดิ น้ี จะช่วยให้บคุ คลมีแรงจูงใจที่จะเอาใจใสต่ อ่ สิ่งต่างๆ เพอ่ื ให้ภารกิจนนั้ ประสบผลสำเร็จ
และผลักดนั ให้บคุ คลทำส่งิ ต่างๆ อย่างเต็มศักยภาพ
ความวิตกกังวลเชิงอุปนิสัย (Trait Anxiety) เป็นลักษณะของบุคคลที่มีความวิตกกังวลในทุกๆ
สถานการณ์ทีเ่ กิดข้ึนตอ่ เนอ่ื งกันไปเป็นระยะเวลายาวนาน จนกลายเป็นลกั ษณะนสิ ยั ประจำของบคุ คลนั้น
นอกจากนี้ นกั จิตวทิ ยา ยังได้แบง่ ประเภทของความวิตกกังวลเป็นประเภทตา่ งๆ ได้แก่
ความวิตกกังวลเฉพาะสถานการณ์ (Situational Anxiety) เป็นความวิตกกังวลในสถานการณ์ใด
สถานการณ์หน่ึง ทีบ่ ุคคลประสบโดยกระทันหนั เช่น นสิ ิตจะกังวลเป็นพิเศษเม่ือทราบว่าอาจารยจ์ ะทดสอบ
ยอ่ ยเพอ่ื เก็บคะแนน เปน็ ต้น
ความวิตกกังวลที่หาสาเหตุไม่ได้ (Free-Floation Anxiety) เป็นความวิตกกังวล ที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้
สาเหตุและความวติ กกังวลที่พบร่วมหรือเป็นผลจากโรคอน่ื ๆ เช่น โรคซึมเศร้า โรคจิตชนดิ ต่างๆ เช่น จิตเภท
ฯลฯ
สว่ น สุวนีย์ ตันตพิ ฒั นานันท์ ได้แบ่งความวติ กกังวล ออกเป็นชนดิ ตา่ งๆ ดงั น้ี
ความวิตกกังวลแบบคนปกติ (Normal Anxiety) เป็นความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันที่
กระตนุ้ ให้บุคคลมีพลงั ในการตอ่ สู้เพอ่ื การดำรงชีวิตและเอาชนะอุปสรรคตา่ งๆ
ความวิตกกังวลแบบโรคประสาท (Neurotic Anxiety) เป็นความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นไม่ได้สัดส่วน
กับสิ่งกระตุ้น แม้ว่าจะมีสาเหตุของความวิตกกังวลเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่บุคคลจะมีความต่ืนกลัวและ
ตอบสนองสภาวะของความวติ กกังวลอย่างเกินขอบเขต
ความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรัง (Chronic Anxiety) เป็นความวิตกกังวล ที่ทำให้บุคคลน้ันเกิด
ความเครียดตลอดเวลา ซึ่งอาจเกิดจากสิ่งที่เก็บกดไว้ หรือข้อขัดแย้งที่ตนเองยอมรับไม่ได้ และมีผลทำให้
เกิดพฤตกิ รรมที่ผิดปกติทีบ่ ุคคลอ่นื ๆ ไม่สามารถเขา้ ใจได้
ระดบั ของความวิตกกงั วล
จะเห็นได้ว่าความวิตกกังวลของบุคคลสามารถก่อให้เกิดประโยชน์หรือโทษต่อบุคคลได้ท้ังสิ้น ทั้งน้ี
จะขึ้นอยู่กับระยะเวลา และความรุนแรงของความวิตกกังวล และสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล
นอกจากน้ี บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลน้ันยังมีผลต่อความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น นักจิตวิทยาได้แบ่งระดับของ
ความวิตกกังวลดังน้ี
1. ความวิตกกงั วลระดับตำ่ (Mild Anxiety) เปน็ ความวิตกกังวลทีอ่ ยู่ในบุคคลทั่วไป ความวิตกกังวลระดับน้ี
จะเป็นแรงจูงใจให้บุคคลมีความต่ืนตัวในการกระทำสิ่งต่างๆ ที่ช่วยให้การรับรู้และการเรียนรู้ดีขึ้น มีความ
กระตอื รือร้น มคี วามคิดริเริ่มที่จะทำสง่ิ ตา่ งๆ ให้มีประสิทธิภาพ
7
2. ความวิตกกังวลระดับกลาง (Moderate Anxiety) เป็นความวิตกกังวลที่ทำให้บุคคลมีการรับรู้สิ่งต่อสิ่ง
เร้าต่างๆ ในชวี ิตประจำวันให้นอ้ ยลง มคี วามสามารถและขีดจำกัดในการแปลความหมายลดนอ้ ยลง และทำ
ให้บุคคลมีการปรบั ตัวอย่างไม่เหมาะสม
3. ความวิตกกังวลระดับสงู (Sever Anxiety) เป็นภาวะของความวติ กกังวลในระดับรุนแรง ทำให้บุคคลมี
การรับรู้ลดลง กระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกบน แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้น้อย ไม่รับรู้และไม่เข้าใจเหตุการณ์อย่าง
ต่อเน่อื งบางคนอาจมกี ารทางกาย เช่น เบื่ออาหาร ความดนั โลหิตสงู ท้องเดิน ฯลฯ และเริ่มแสดงพฤติกรรม
ทีม่ ีความผิดปกติทางจิตใจ เชน่ ซึมเศร้า และการแยกตวั เป็นต้น
4. ความวิตกกังวลระดับรุนแรง (Panic Anxiety) เป็นระดับของความวิตกกังวลที่รุนแรงสูงสุด ทำให้
บคุ คลไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เกิดความสับสนไมส่ ามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
หรือบรรลุเป้าหมายได้ มีการรับรู้เหตุการณ์ที่ผิดพลาดจากความเป็นจริง ความคิดเชิงเหตุผลลดลงเกิด
ความรู้สึกซึมเศร้าหดหู่หรือหมดหวังในชีวิต ตลอดจนมีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ทำให้ระบบการ
ทำงานของร่างกายทำงานมากขึ้น
อาการของบคุ คลที่มีความวิตกกังวล
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าความวิตกกังวลในระดับต่ำและระดับที่เหมาะสมเท่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อ
การดำเนินชีวิตประจำวันของบุคคลเพราะจะช่วยให้บุคคลมีแรงจูงใจ และคอยกระตุ้นให้การทำกิจกรรม
ต่างๆ เป็นไปด้วยความตงั้ ใจ ความเอาใจใส่ และมีผลต่อการทำงานท่ีมคี ณุ ภาพและมีประสิทธิภาพ ในขณะที่
บุคคลไม่มคี วามวติ กกังวลเลยจะทำให้บุคคลขาดแรงจูงใจในการทำงาน แต่ถ้าบุคคลมีความวิตกกังวลมาก
เกินไปก็จะเป็นผลเสียตอ่ สขุ ภาพจิต การทำงาน ตลอดจนการดำเนนิ ชีวิตประจำวนั ได้
พฤติกรรมที่แสดงถึงความวิตกกังวลของบุคคล จะพิจารณาได้จากความขลาดกลัว หรือประหม่า
ไม่กล้าแสดงออก หลบหนา้ ขี้อาย ไม่กล้าเสี่ยงในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ต่ืนเต้น อารมณ์อ่อนไหวง่าย เช่น ดี
ใจ หรือนอ้ ยใจงา่ ย ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ เคร่งเครียด ย้ำคิด ย้ำทำ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม
ได้มีการอธิบายถึงอาการและพฤตกิ รรมของบุคคลทม่ี คี วามวิตกกงั วลไวด้ งั น้ี
1. แสดงการขาดกลัวหรือประหม่า (Apprehensive) ไม่กล้าแสดงออกและหลีกเลีย่ งการแสดงความคิดเห็น
หรือการกระทำตอ่ หนา้ คนหมมู่ าก หรือแสดงความเคอะเขินหากจำเปน็ ต้องแสดงออก เปน็ ต้น
2. ขอี้ าย ชอบหลบหนา้ คนหมูม่ ากและไม่กล้าแสดงในส่งิ ทีไ่ ม่เคยทำมากอ่ น
3. แสดงการต่นื เต้น (Excitable) ไมส่ ามารถเก็บความรู้สึกต่างๆ ไวไ้ ด้โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงหากมสี ิงต่างๆ เข้า
มารบกวนจิตใจก็จะแสดงออกมาทันที เช่น โกรธ บึ้งตึง ร้องให้ ฯลฯ เพราะไม่สามารถอดทนต่อสิ่งเร้าต่างๆ
ได้อย่างเหมาะสม
4. มอี ารมณอ์ ่อนไหว (Affected by Feeling) คือแสดงความดีใจเสยี ใจหรือน้อยใจง่ายเพราะหวั่นไหวไปกับ
การกระทำและคำพูดของผู้อืน่ ได้งา่ ย โดยไม่สามารถควบคมุ อารมณไ์ ด้
5. มคี วามเคร่งเครยี ด (Tense) คือจะแสดงอาการเครยี ดอยเู่ สมอ มักมีจิตใจหมกมนุ่ กับส่ิงหน่งึ สิ่งใด ไมย่ ิ้ม
แยม้ แจม่ ใส มคี วามวิตกกังวลตอ่ สิ่งตา่ งๆรอบตวั หรือมองเหน็ ส่งิ ตา่ งๆเปน็ ไปดว้ ยความวนุ่ วาย
6. อาการทางจิตพยาธิสภาพ เป็นอาการของความไมส่ บายใจ โดยหาสาเหตุไม่ได้ทำให้จิตใจเกิดความตึง
เครยี ด เชน่ การรู้สกึ แนน่ อดึ อัดใจและคิดวา่ ไม่มใี ครช่วยเหลอื คนได้
8
7. อาการทางทักษะ เป็นอาการที่แสดงออกที่เกี่ยวกับการเคล่ือนไหวของร่างกาย เช่น กระสับกระส่าย
กระวนกระวาย อาการเช่อื งช้า เป็นต้น
8. อาการทางร่างกาย เป็นอาการที่แสดงออกในขณะท่บี ุคคลเกิดความวิตกกังวลทำให้บุคคลมพี ฤติกรรม
ผิดจากระบบปกติ เช่น มา่ นตาขยาย ปากแห้ง ท้องเดิน เบื่ออาหาร นอนหลับไม่สนทิ หรือนอนไม่หลับ หน้า
ซีด ความตอ้ งการทางเพศเปลี่ยนไป เหง่ือออกมากกวา่ ปกติ ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเตน้ เรว็ ใจสั่น ระดับ
นำ้ ในเลอื ดสูงขนึ้ และหายใจไมส่ ะดวก เปน็ ต้น
9. ระบบสรีรวทิ ยาในรา่ งกายเปลี่ยนแปลงหรือมคี วามผิดปกติเกิดข้ึน ซึง่ มีรายละเอยี ดดังตอ่ ไปน้ี
9.1 ระบบผิวหนัง เช่น การเกิดผื่นคัน ลมพิษ อาการคันอย่างแรง ผิวหนังอักเสบและเหงื่อออก
มากกวา่ ปกติ
9.2 ระบบกล้ามเน้ือและโครงกระดูก เช่น อาการปวดหลัง ปวดกล้ามเน้ือ เป็นตะคริวและอาการ
ปวดศรีษะทม่ี าจากความวติ กกังวล เปน็ ต้น
9.3 ระบบหายใจ เช่น หอบ หืด หายใจขัด มีอาการหายใจเร็วและลึกกว่าธรรมดา
(Hyperventilation Syndrome) สะอกึ และถอนหายใจ เป็นต้น
9.4 ระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหดเกร็ง หัวใจเต้นแรงและเร็ว
ปวดศรีษะข้างเดียว และโรคหัวใจ เปน็ ต้น
9.5 ระบบกระเพาะอาการและลำไส้ เช่น กระเพาะอาหารเป็นแผล กระเพาะอาหารอกั เสบเรอื้ รัง
ลำไส้ใหญ่อกั เสบและเป็นแผล ลำไส้ใหญเ่ คลื่อนไหวมากกวา่ ปกติ แนน่ อดึ อดั ในท้องและท้องผกู เปน็ ต้น
9.6 ระบบอวัยวะเพศและปัสสาวะ เช่น อวัยวะเพศไมแ่ ขง็ ตวั (Impotence) กามตายด้าน(Frigidity)
มคี วามรู้สกึ เจ็บปวดเมอ่ื มีเพศสัมพนั ธ์ ปวดประจำเดือน หรือประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ฯลฯ
9.7 ระบบต่อมไร้ท่อมีความผิดปกติ ทำให้มีปัญ หาทางด้านสุขภาพ เช่น โรคไทรอยด์
โรคเบาหวาน เปน็ ต้น
จะเห็นได้ว่าปฏิกิริยาทางร่างกายที่ตอบสนองต่อความวิตกกังวลของแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไป
โดยขึ้นอยู่กับภูมิหลัง ประสบการณ์ และลักษณะนิสัยและบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล เช่น เม่ือมีความวิตก
กังวลเกิดข้ึน บางคนจะสามารถแสวงหาทางออกอย่างเหมาะสม ซึ่งได้แก่การแสวงหาความช่วยเหลอื เพือ่ ให้
เกิดกำลังใจและการจัดการกับความวติ กกังวล ในรูปแบบต่างๆ แต่บางคนอาจเก็บกดอารมณ์ต่างๆไว้ และ
เมอ่ื เก็บสะสมเปน็ เวลานานๆ จะก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายและจิตใจตามที่ได้กลา่ วไปแลว้
วิธีการบำบดั ทางการพยาบาลผทู้ ี่มคี วามวิตกกงั วล
การประเมินทางการพยาบาล
ความวิตกกังวลทุกระดับ มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ และสติปัญญา
พยาบาลจะต้องประเมินสภาพปญั หา และระดบั ความรนุ แรงของความวิตกกงั วลอยา่ งถูกตอ้ งรวดเร็ว
ดา้ นร่างกาย พบว่า สัญญาณชีพมกี ารเปลี่ยนแปลง หัวใจเต้นเรว็ และแรงขนึ้ หายใจเร็ว ความดัน
โลหิตสูง อึดอัด แน่นท้อง หายใจลำบาก มีเหงื่ออกบริเวณฝ่ามือและลำตัว ปากแห้ง ท้องเสีย ปัสสาวะบ่อย
นอนไมค่ ่อยหลับ กล้ามเน้ือตงึ ตวั เสียงสงู หรือสน่ั
ด้านอารมณ์ มีอาการหงุดหงิดง่าย กระสับกระส่าย โกรธง่าย รู้สึกอึดอัดวอกแวก ต่ืนตกใจง่าย
หวน่ั ไหวงา่ ย ขาดความสนใจ รู้สกึ หวาดหวั่นเหมอื นมสี ิ่งคกุ คามไม่ปลอดภัย
9
ด้านสติปัญญา ความวติ กกังวลในระดับต่ำ จะช่วยให้บคุ คลมีความสามารถในการคิด ตัดสินใจ
และรับรู้สิ่งต่างๆได้ดีขึ้น แต่หากอยู่ในระดับสูงมากขึ้น ความสามารถทางสติปัญญาจะลดลง บุคคลจะ
เลือกสนใจเฉพาะเรื่อง สมาธิลดลง การคิด การตัดสินใจ และการรับรู้ลดลง และในระดับคล่ัง
ความสามารถดา้ นสตปิ ญั ญาไมม่ ี การรับรู้สง่ิ แวดลอ้ มไม่ตรงกบั ความเปน็ จริง
การวินิจฉัยทางการพยาบาล
ปัญหาของผู้ที่มีความวิตกกังวล ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่บุคคลไม่สามารถปรับตัวหรือเผชิญ
ปญั หาตา่ งๆได้คอื
1. วติ กกงั วล เนอ่ื งจากรู้สกึ ไม่สามารถควบคมุ หรือแก้ไขปญั หาได้
2. เผชญิ ปญั หาไม่เหมาะสม เนอ่ื งจากรสู้ ึกหวาดหวน่ั เป็นหว่ ง กงั วลใจ
3. กระบวนการคิดเปลีย่ นแปลง เนือ่ งจากวติ กกังวลในระดับรุนแรง
4. ควบคุมตนเองไมไ่ ด้ เนอ่ื งจากวิตกกงั วลในระดับคลั่ง
การวางแผนการพยาบาล
การวางแผนการพยาบาลกำหนดเป้าหมายการพยาบาลเปน็ 2 ระยะ คือ
1 เป้าหมายระยะสั้น
- ลดความวติกกงัวลจนถึงปกติ
- สามารถปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ปี ระจ าวันได้
2 เป้าหมายระยะยาว
- เน้นการรู้ถึงเหตุและผลของความวตกิ กงัวล
- รู้จักวธิ ีการลดความวติ กกงั วล
- ลดความถี่การเกิดความวติกกงัวล
- ปรับบุคลิกภาพและใช้กลไกทางจิตทีเ่ หมาะสม
- ขจดั ความขดั แยง้ และบรรเทาประสบการณ์ทีเ่ จบ็ ปวด
การพยาบาลมงุ่ ส่งเสรมิ ให้บคุ คลสามารถควบคุมความวิตกกงั วลให้อยู่ในระดบั ตำ่ สามารถปฏบิ ัติ
กจิ วตั รได้ปกติ กิจกรรมการพยาบาลผู้ทีม่ ีความวติ กกงั วลในแต่ละระดับ มดี งั น้ี
1.การพยาบาลผู้ที่มีความวิตกกังวลระดับรุนแรงและคล่ัง มีจุดมุ่งหมายเพ่ือลด ความวิตกกังวลใจ
ป้องกันอนั ตรายที่อาจจะเกิดขนึ้ ในเบอื้ งต้น กิจกรรมการพยาบาล ได้แก่
1.1 สร้างสมั พันธภาพที่เปิดเผยและเช่อื มัน่ ไว้วางใจได้ พยาบาลตอ้ งให้ความสนใจฟงั
1.2 กระตุ้นให้ผู้ที่มีความวิตกกังวลระดับน้ีได้ระบายความรู้สึกผิด คับข้องใจ ซึ่งอาจแสดงออกอย่าง
ผลนุ ผลนั พูดไมป่ ะติดปะตอ่ มลี กั ษณะมุ่งร้ายหรือร้องไหค้ ร่ำครวญ
1.3 พยาบาลตอ้ งยอมรบั ผู้ทีม่ ีความวติ กกงั วลอย่างไม่มีเงือ่ นไขอยู่เปน็ เพ่อื น และให้เกียรติ
ผู้ที่มีความวิตกกังวลระดับน้ี จะไม่สามารถจัดการกับความขัดแย้งในใจหรือความวิตกกังวลลงได้
และอาจมีพฤติกรรมทีผ่ ิดปกติ พยาบาลตอ้ งสามารถจำกดั พฤติกรรมของเขาให้อยู่ในขอบเขตและ
ปลอดภัย จัดสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ และอาจประคับประคองทางกายภาพ เชน่ การนวดและ
10
ผ่อนคลายกล้ามเน้ือด้วยวิธีต่างๆ และให้ยาตามแผนการรักษาของแพทย์โดยมีจดุ มงุ่ หมายเพ่ือลด
ความวิตกกงั วลใจ
2.การพยาบาลผู้ที่มีความวิตกกังวลระดับปานกลาง เม่ือผู้ที่มีความวิตกกังวลสูง ลดระดับความวิตก
กังวลอยู่ในระดับปานกลางแล้ว จุดมุ่งหมายของการพยาบาลผู้ที่วิตกกังวลในระดับปานกลาง คือ เพ่ือ
ส่งเสริมให้ผู้วติ กกงั วลได้เข้าใจสาเหตุของความวิตกกงั วล สามารถปรับตัวกับปัญหาปจั จุบันและจัดการกับ
ปัญหาที่จะเกิดขึ้น การปฏิบัตกิ ารพยาบาลจะใช้กระบวนการพยาบาลแก้ไขปัญหาเป็นสำคัญ โดยมีขั้นตอน
ดงั น้ี
2.1 Recognition of anxiety พยาบาลตอ้ งชว่ ยให้ผู้ทีว่ ิตกกงั วลรับรู้ว่า กำลังประสบกับความวิตก
กงั วลใจ และยอมรับวา่ วิตกกงั วลใจ โดยการสร้างสัมพันธภาพที่ดีด้วยลักษณะอบอ่นุ และรับ
ฟังอย่างใส่ใจ บอกพฤติกรรมที่ผู้วิตกกังวลแสดงออกแล้วเช่ือมโยงกับความรู้สึกของเขาใน
ขณะน้ัน เช่น สังเหตเุ ห็นว่า คณุ กระวนกระวายใจเปน็ ทุกข์ ความรู้สกึ กังวลใจใช่ไหม
2.2 Insight into the anxiety ในขั้นน้ีช่วยให้ผู้วิตกกังวลได้พูดถึงสถานการณ์ที่เป็นสาเหตุกังวล
ใจ อะไรเปน็ ปจั จยั หรือสง่ิ กระตนุ้ ให้เกิดความวติ กกงั วล พยาบาลตอ้ งชว่ ยให้ผู้วติ กกงั วลเห็น
ถึงค่านยิ มที่ถูกคุกคาม ความชดั เจนที่เกิดขนึ้ และสิ่งสำคัญคือ การสืบค้นว่า ผู้วิตกกังวลใช้
วิธีการอะไรในการแก้ไขปัญหา จัดการกับปัญหาน้ันอย่างไร และรู้สึกอย่างไรเม่ือจัดการ
ปญั หาโดยวิธีน้ัน
2.3 Coping with the threat ถ้าประสบการณ์ในอดีตของผู้วิตกกังวลใช้วิธีการแก้ไขปัญหาได้
เหมาะสม พยาบาลต้องกระตุ้นให้นำมาใช้ต่อ แต่ถ้าวิธีการนั้นไม่เหมาะสม พยาบาลต้อง
กระตนุ้ ให้ผู้วติ กกงั วลรปู้ ญั หาหรอื ผลกระทบจากวิธีการแก้ไขปญั หาทีไ่ ม่ถกู ตอ้ ง ชว่ ยให้เขาได้
เผชิญกับความวิตกกังวลคือ การให้ผู้วิตกกังวลได้ประเมินถึง ธรรมชาติของสิ่งที่มาคุกคาม
นั้นใหม่ พร้อมๆน้ีพยาบาลและผู้วิตกกังวลก็จะอภิปรายถึงความรู้สึกอึดอัด วิตกกังวล
สนับสนุนให้ผู้วิตกกังวลได้ตรวจสอบความถูกต้องเกี่ยวกับความคิดเห็น ค่านิยม และ
จดุ มุ่งหมาย และประเมินความรู้สึกต่อสิ่งที่คุกคามอีกครั้ง นอกจากน้ันพยาบาลอาจมีวิธีการ
อ่ืนๆ ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้ถึงวิธีใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหา การหาแหล่งสนับสนุนจาก
บคุ คลอ่นื ๆ เช่น สมาชกิ ในครอบครัว เพือ่ มาช่วยสนับสนุนผู้วิตกกังวล
การประเมินผลการพยาบาล
ประเมินตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งสามารถประเมินได้จากการสังเกต
พฤตกิ รรม และคำบอกเลา่ ของผู้วิตกกงั วล ซึ่งบอกถึงความรู้สึกทีล่ ดลง บอกวธิ ีการที่เหมาะสมในการ
แก้ไขปัญหาและความวิตกกังวลของตนได้ บอกแหล่งช่วยเหลือได้กรณีที่ต้องการการช่วยเหลือ มีท่าที
ผ่อนคลายและลดความวิตกกังวล
11
ความเครียด ( STRESS )
คำว่า “ความเครียด” (Stress) มาจากภาษาลาตินว่า “Stricts” ซึ่งหมายถึงความกดดันที่ทำให้
บุคคลเกิดความรู้สึกไม่สบายใจและเป็นสภาวะทางจิตใจที่เกิดจากการที่บุคคลเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่
เกิดขึ้นท้ังจากตัวเองสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นผลให้เกิดความแปรปรวนทางด้านร่างกายและจิตใจ
ความเครียดจะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองรา่ งกายและจิตใจเกิดการปรับตวั ที่แสดงออกมาในรูปแบบของความ
วิตกกังวล ความกลัว ความไม่สบายใจความวุ่นวานใจ ฯลฯ และทำให้บุคคลเสียสมดุลของตนเอง เป็น
แรงผลกั ดันให้พฤตกิ รรมของบคุ คลเปลีย่ นแปลงไป
ปจั จัยที่ทำให้เกิดความเครียด
ปัจจยั ที่ทำให้เกิดความเครยี ดสามารถแบ่งออกเปน็ ปจั จยั ภายในตัวบคุ คลและปจั จัยภายนอกบคุ คล
ปจั จยั ภายในของบคุ คล ไดแ้ ก่
1. สาเหตุทางร่างกายเป็นสภาวะบางอยา่ งของรา่ งกายที่ก่อให้เกิดความเครียด เช่น ความเม่ือยล้าร่างกายไม่
แขง็ แรง ขาดการพักผ่อน รับประทานอาหารไม่เพยี งพอ การเจ็บป่วยทางร่างกาย มีโรคประจำตัว ได้รับการ
ผ่าตดั ใหม่ ตดิ สุรา ยาเสพติด ฯลฯ
2. สาเหตทุ างจิตเปน็ สภาวะทางจิตใจบางอยา่ งของบุคคลทกี่ ่อให้เกิดความเครยี ด เช่น อารมณ์ทางลบทุก
ชนิด กลวั เศร้า วติ กกงั วล มีความคับขอ้ งใจ และยังเกีย่ วข้องกบั บุคลิกภาพประเภทจรงิ จงั กบั ชีวิตมาก
เกินไปใจรอ้ น ก้าวร้าว ควบคุมอารมณไ์ มไ่ ด้ พง่ึ พาผู้อืน่ ตลอดเวลาขาดความเชอ่ื ม่นั ไมก่ ล้าตดั สินใจ
หวาดหวน่ั อนาคตอย่เู สมอ (Perfectionist) ไม่มคี วามยดื หยุ่น (Rigid) นอกจากนี้บุคลกิ ภาพประเภท A ซึ่งเป็น
ผู้ทีม่ ีความกระตือรือร้นจะมแี นวโน้มทีจ่ ะมีความกระตอื รือร้นและมีแนวโน้มทีจ่ ะมีความเครยี ดกวา่
บุคลิกภาพประเภท B
ปจั จยั ภายนอกของบคุ คล ไดแ้ ก่
1. สูญเสียสิ่งที่รกั เชน่ คนรัก ของรกั ทรัพยส์ ิน หนา้ ท่กี ารงาน ธรุ กิจล้มละลาย ฯลฯ
2. การเปลี่ยนแปลงในชวี ติ เช่น การสมรส มบี ุตร เข้าทำงาน ปลดเกษยี ณ ยา้ ยทีท่ ำงาน โรงเรียน ยา้ ยทีอ่ ยู่
ฯลฯ
3. ทำงานที่กอ่ ให้เกิดความเครียด เช่น งานเสีย่ งอนั ตราย งานที่ขาดความปลอดภัย ทำงานทีไ่ ม่พงึ พอใจ งาน
ทีย่ าก ฯลฯ
4. สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ยากจน เป็นหนสี้ ิน อย่ใู นชมุ ชนแออดั ไมม่ คี วามปลอดภัยในทรพั ยส์ ิน ฯลฯ
5. สภาพของสังคมเมือง เช่น จราจรติดขัด ขาดอากาศบริสุทธิ์ ชีวิตที่ต้องดิ้นรน แข่งขันและต่อสู้กัน การ
เดินทางไมส่ ะดวก ฯลฯ
จะเห็นได้ว่าสภาวะของการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน จะทำให้บุคคลต้องประสบกับความเครียดมาก
เพราะสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทำให้บุคคลหันมาให้ความสนใจกับวัตถุมากเกินไป จึงลืม
ความสำคัญทางด้านจิตใจไป ทำให้เกิดความแข่งขันกัน การชิงดีชิงเด่น ขาดความเห็นอกเห็นใจกัน
นอกจากน้ี ยังมีการเปลี่ยนแลงในสถานการณ์บางอย่าง เช่น เศรษฐกิจตกต่ำ ความเปลี่ยนแปลงทาง
การเมือง การจราจรที่แออัด ภาวะมลพิษในอากาศและสิ่งแวดล้อม อาชญากรรม โรคเอดส์ ปัญหาโสเภณี
แรงงานเด็ก และเหตุการณ์ทีเ่ ข้ามาชวี ติ ในรปู แบบต่างๆ ล้วนก่อให้เกิดความเครยี ดได้แทบทั้งส้นิ ซึ่งจะนำไปสู่
โรคภัยไข้เจ็บทางร่างกายและสุขภาพจิตใจได้ ดังน้ันบคุ คลจึงควรเรียนรู้และหาวิธีการบริหารและจัดการกับ
12
ความเครียดก่อนที่จะนำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพด้านร่างกายจึงควรเรียนรู้และหาวิธีการบริหารและจัดการ
กับความเครยี ดกอ่ นที่จะนำไปสู่ปญั หาทางสขุ ภาพด้านรา่ งกายและสุขภาพจิตในทีส่ ดุ
ระดับของความเครียด
ความเครียดที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคลน้ัน แม้จะมีสาเหตุเดียวกันก็ตาม แต่จะมีระดับความรุนแรง
แตกตา่ งกันไปตามความสามารถในการปรบั ตัว และการยอมรบั ของแตล่ ะบุคคล ได้มีการแบ่งความเครยี ดไว้
เป็น 3 ระดับ และเพ่ือให้เกิดความต่อเน่ืองและความเข้าใจเรื่องความเครียดอย่างแท้จริง การวัด
ความเครยี ดซึ่งได้แก่
1. ความเครียดระดับต่ำ (Mild Stress) จะเป็นความเครียดที่เกิดขึ้นและหมดไปในระยะเวลาอันส้ัน
ความเครียดชนิดน้ีเป็นภาวะของจิตใจที่ยังถือว่าเป็นภาวะปกติ ซึ่งพบได้ในชีวิตประจำวันของทุกคนที่กำลัง
เผชิญกับปัญหาต่างๆ หรือต่อสู้กับความรู้สึกที่ไม่ดีของตนเอง ความเครียด ดังกล่าวอาจทำให้บุคคลเกิด
ความรู้สึกเครียดเพียงเล็กน้อย ซึ่งพอทนได้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ความนึกคิดหรือ
พฤตกิ รรมให้เหน็ อยา่ งชดั เจน และถือว่าไมเ่ กิดผลเสียในการดำเนินชวี ติ
2. ความเครียดระดับกลาง (Moderate Stress) เป็นความเครียดที่มีระดับรุนแรงกว่าระดับแรกซึ่งอาจจะมี
ความเครียดอยู่ช่วงระยะเวลาหน่ึง เป็นสภาวะของจิตใจที่มีความเครียดในระดับปานกลางที่ร่างกายและ
จิตใจต้องต่อสู้กับความเครียดโดยมีการเปลี่ยนแปลงทางทสรีระ ความคิด พฤติกรรมและการดำเนินชีวิต
ความเครียดในระดบั น้อี าจเกิดขนึ้ เป็นระยะเวลานานหลายชัว่ โมง หรือ 1 วนั ซึ่งจะเป็นสญั ญาณเตือนภยั วา่ มี
ความเครียดมากกวา่ ปกติทีต่ ้องรีบหาทางขจดั สาเหตุทีท่ ำให้เกิดความเครยี ดหรือการผอ่ นคลายความเครยี ด
เพราะถ้าปล่อยทงิ้ ไวจ้ ะทำให้ความเครียดเพม่ิ ขนึ้ อันจะมีผลทำให้เกิดความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจ ทำ
ให้ขาดประสิทธิภาพในการดำเนินชวี ติ ทั้งในดา้ นการงาน การเรียน ครอบครัว ฯลฯ
3. ความเครียดระดับสูง (Severe Stress) เปน็ สภาวะของจิตใจท่ีมคี วามเครียดอยา่ งรุนแรง ซึ่งอาจเปน็ ระยะ
เวลานานเป็นสัปดาห์ หรือเดือน หรือปี ความเครียดชนิดน้ีจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอย่าง
เห็นได้ชัด ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และมีผลเสียต่อการดำเนินชีวิตในด้านต่างๆ มากมาย ซึ่งต้องอาศัย
การช่วยเหลือจากผู้อ่ืนนอกจากน้ี ยังสามารถแบ่งกลุ่มอาการของความเครียดตามระดับความรุนแรงของ
ความเครยี ดไว้เปน็ 3 ระดับ ได้แก่
ความเครียดระดับที่ 1 เป็นสภาวะของจิตใจท่ีมีความเครียดอยูเ่ ล็กน้อยซึ่งพบได้ในชีวิตประจำวัน
ของทุกคนโดยเฉพาะอย่างย่ิงในขณะที่บุคคลเผชิญกับปัญหาต่างๆ หรือต่อสู้กับความรู้สึกต่างๆ ที่ไม่ดีของ
ตนเอง ความเครยี ดในระดบั น้บี ุคคลจะสามารถทนได้ไม่กอ่ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระของร่างกาย
หรือด้านอารมณค์ วามรู้สกึ ความคิด หรือพฤตกิ รรม และไมก่ อ่ ให้เกิดผลเสียในการดำรงชวี ติ
ความเครียดระดับที่ 2 เป็นสภาวะจิตใจที่มีความเครียดอยู่ในระดับกลางเป็นระยะท่ีร่างกายและ
จิตใจต้องต่อสู้กับความเครียด จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระ ทางด้านความคิด อารมณ์
ความรู้สึกตลอดจนพฤตกิ รรมซึง่ จะเปน็ สัญญาณเตอื นวา่ บุคคลมีความเครียดในระดับมากกว่าปกิต ซึ่งต้อง
หาทางจัดการกับสาเหตุของความเครียดเหล่าน้ีเพราะมิฉะนั้นจะมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ของบุคคลทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดนอ้ ยลงและมกี ารตดั สนิ ใจที่ผิดพลาดได้
13
ความเครียดระดบั ที่ 3 เป็นสภาวะจิตใจที่มีความเครียดอย่างรุนแรงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้าน
ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และพฤติกรรมของบุคคลอย่างชัดเจนทำให้การดำเนินชีวิตที่
เปลี่ยนแปลงไปมกี ารตัดสินใจทผ่ี ิดพลาดซึง่ จำเปน็ ต้องได้รบั การช่วยเหลอื ดแู ลและบำบดั รกั ษา
อาการตา่ งๆ ของความเครียด
เมอ่ื บุคคลเกดิ ความเครยี ด เราพบวา่ บุคคลจะมีการแสดงออกหรืออาการทางด้านตา่ งๆ ดังน้ี
1. ด้านอารมณ์ (Mood) เช่น ความรู้สึกหงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย กังวลใจ รู้สึกสับสน หลงลืมง่าย เบื่อหน่าย
ฯลฯ
2. ด้านอวัยวะ (Organ) เช่น หัวใจเต้นแรง หายใจถี่ กระเพาะอาหารป่ันป่วน เหง่ือออกงา่ ยกวา่ ปกติ วิงเวยี น
ศีรษะ ปากคอแห้ง ปัสสาวะบอ่ ย ท้องเสียหรือท้องผกู บ่อยๆ ฯลฯ
3. ด้านกล้ามเน้อื (Muscles) เชน่ น้วิ มอื ส่นั เส้นกระตุก กล้ามเน้ือยดึ พูดตะกุกตะกกั ตาพร่า ปวดหลงั ฯลฯ
4. ด้านพฤติกรรมทีแ่ สดงออก (Behavior) เช่น ลุกลลี้ ุกลน เกรง็ นอนไม่หลับ ความตอ้ งการทางเพศน้อยลง
เกิดอุบตั เิ หตุบ่อยครงั้ ตอ้ งพึง่ ยามากขนึ้ หรือไปพบแพทยบ์ ่อยขึ้น เป็นต้น
นอกจากน้ีเซลี ได้อธิบายเพ่ิมเติมว่าในขณะเกิดความเครียดร่างกายจะมีอาการบางอย่างเกิดขึ้น
เช่น รู้สกึ เม่อื ยล้า ระบบทางเดินอาหารผิดปกติ ฯลฯ เนอ่ื งจากรา่ งกายจะมีการหล่งั ฮอรโ์ มนบางอยา่ งในเรื่อง
อารมณ์ และฮอร์โมน
ผลกระทบของความเครียด
หลังจากที่เกิดความเครียดแล้ว ผลของความเครียด โดยท่ัวไปจะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกและ
อารมณ์ของบุคคล ซึ่ง ฟาร์เมอร์ โมนาฮาน และเฮ็คเลอร์ ได้อธิบายถึงผลของความเครียดว่า จะทำให้
บุคคลมีความรู้สึกซึมเศร้า ความวติ กกังวล ความหงดุ หงิด ฉุนเฉียว อาจมีผลทางด้านสรีระ เช่น ปวดศรีษะ
ท้องปั่นปว่ น เป็นตน้ อย่างไรก็ตาม ความเครียดที่มีอยูใ่ นระดบั หนง่ึ ของบุคคล จะช่วยให้บุคคลมีการปรบั ตัว
ซึ่งจะทำให้จิตใจสามารถอยู่ในสภาวะสมดุล (Psychological Equilibrium) หรือเหมือนบุคคลปกติโดยทั่วไป
แต่หากบุคคลมีความเครียดเพ่ิมมากขึ้น และสะสมเป็นเวลานานๆ จนเกินความสามารถที่บุคคลจะปรับตัว
หรือควบคุมความเครยี ดดังกลา่ ว จะมผี ลเสียตอ่ รา่ งกาย จิต
ใจ และชวี ติ ความเป็นอยู่ของบคุ คล ได้มีผู้อธิบายผลกระทบของความเครยี ดไว้ดังตอ่ ไปน้ี
ผลเสียตอ่ รา่ งกาย
1. ร่างกายจะอยู่ในสภาพเหมือนทำงานหนัก ทำให้รา่ งกายอ่อนเพลีย ออ่ นแอ ซึ่งมผี ลต่อภูมคิ ุ้มกัน
ในรา่ งกายลดลง มโี อกาสตดิ เช้อื โรคได้ง่าย
2. ทำให้เกิดโรคต่างๆ ในกลุ่มที่เรียกว่าความผิดปกติทางด้านร่างกาย ที่มีสาเหตุมาจากจิตใจ
(Psychophysiological Disorders) ซึ่งพบบ่อยดังน้ี คือ ปวดศีรษะโดยท่ัว ๆ ไป ปวดศีรษะข้างเดียว (Migrain
Headache) เน่อื งจากหลอดเลอื ดในสมองขยายตัวเวลามีความเครยี ด นอกจากน้ี ยงั ทำให้เกิดการปวดตน้ คอ
ปวดหลัง ปวดเม่อื ยตามตัวเหมือนคนทำงานหนัก เน่ืองจากกล้ามเน้ือลายเกร็งตัวในขณะเครียด นอกจากน้ี
14
ยังมีอาการปวดตามที่ต่างๆ แล้วยังพบว่ามีผลอ่ืนๆ ต่อร่างกายได้แก่ ความดันโลหิตสูง เพราะความเครียด
ทำให้เส้นเลือดหดตัวลงตามคำสั่งของสมอง และพบสารเคมีที่อุดข้อขับจากต่อมไร้ท่อ โดยที่ความดันจะ
เพ่ิมขึ้นทีละน้อยโดยที่บุคคลไม่รู้ตัว ซึ่งมักจะพบในกลุ่มที่มีความรับผิดชอบงานในระดับสูง หรือที่เรียกว่า
“โรคผู้บริหาร”
3. หลอดเลือดที่หัวใจตบี ตัน เพราะความเครียดมีผลทำให้เส้นเลือดในร่างกายบีบตัวเล็กลง ทำให้
กล้ามเน้ือหัวใจมีเลอื ดไปเลี้ยงน้อยลง นำไปสู่โรคกล้ามเน้ือหวั ใจขาดเลอื ดและหวั ใจวายโดยเฉพาะอย่างยง่ิ ผู้
ที่มีความเครยี ดมากๆ และสะสมเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้กล้ามเน้อื หัวใจขาดเลอื ดอย่างฉับพลันและทำ
ให้เสียชีวิตทันทีได้ ซึ่งพบว่าโรคกล้ามเน้ือหัวใจขาดเลือดเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตมากที่สุดของ
ประชาชนในกรุงเทพฯ
4. แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก โดยเฉพาะเม่ือมีความเครียดจะทำให้มีการทำงานของ
ระบบประสาทอตั โนมัติ ทีท่ ำใหก้ ระเพาะอาหารหลั่งนำ้ ย่อยมากขึ้น ทำให้มีกรดในกระเพาอาหารจำนวนมาก
และเมื่อเกิดขนึ้ เป็นเวลานานมากขนึ้ จะกัดกระเพาะและลำไส้เล็กให้เป็นแผล ซึ่งหากไม่มกี ารรกั ษาจะทำให้
แผลนั้นกว้างและลึกมากขึ้นจนมีเลือดออกจากกระเพาะหรือลำไส้ทะลุได้ นอกจากน้ี ความเครียดยังทำให้
เกิดโรคในระบบทางเดิมอาหารได้ตามปกติ ลำไส้บีบตัวทำให้ปวดท้องเป็นช่วงๆ หรือหากลำไส้เคล่ือนไหว
มากกวา่ ปกติ จะทำให้ถา่ ยอจุ จาระบ่อยๆได้
5. โรคหอบหืด ซึ่งเกิดจากหลอดลมแขนงเล็กๆ ที่มีอยู่ในปอดบีบตัวทำให้หายใจขัดและหายใจ
ไมส่ ะดวก
6. หมดสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งเกิดมาจากความเครียดมีผลทำให้ร่างกายอ่อนแอ ไม่มีความสุข
ทำให้ไมส่ นใจเรือ่ งเพศ ไมม่ คี วามรู้สกึ ทางเพศ และอวัยวะเพศไม่ทำงาน และเกดิ จากการเสอ่ื มถอยในการใช้
งาน
7. มีสิวบนใบหน้า ซึ่งเกิดจากความเครียด ที่ทำให้ผิวหนังผลิตเครติน (Karatin) มากขึ้นอันเป็น
สาเหตุทีท่ ำให้เกิดสิวบนใบหน้านอกจากนี้ ความเครียดยงั ทำให้บุคคลชอบแกะเกาสิว ซึ่งจะทำให้มีสิวมาก
ย่งิ ขึน้ มกี ารอกั เสบมากขึ้น
8. ผมหงอกเร็วกว่าปกติ และผมร่วมมากขึ้น เน่ืองจากความเครียดทำให้เส้นเลือดที่มาเลี้ยง
บริเวณศรีษะมีเลือดมาเลี้ยงน้อยลงหรือไม่เพียงพอ และทำให้เส้นผมบริเวณศรีษะขาดสารอาหาร ทำให้ผม
เปลี่ยนเปน็ สขี าวหรือหลุดล่วงได้
9. การใช้สารอาหารของร่างกายเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ ความเครียดทำให้ใช้น้ำตาลเพ่ิมมาก
ขนึ้ และยังทำให้รา่ งกายใชแ้ รธ่ าตุตา่ งๆ เช่น แคลเซียม โปรแตสเซียม แมกนเี ซียม วติ ามนิ ซี และวิตามินบีรวม
มากขึ้น ทำให้ร่างกายมีความต้องการคาร์โบไฮเดรต หรืออาหารจำพวกแป้ง ผลไม้ ผัก และนมเพ่ิมมากขึ้น
เช่นเดียวกัน
10. ทำให้ต่อมหมวกไต (Adrenal Gland) ที่ผลิตฮอร์โมนอะดรีนาลิน (Adrenalin) และคอร์ติโซน
(Cortisone) เพ่ิมมากขึ้น โดยอะดรีนาลินจะไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วและแรงขึ้น ทำให้ขณะที่บุคคลมี
ความเครียดจะมีอาการใจส่ัน ชีพจรเต้นเร็ว ส่วนคอร์ติโซนจะมีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดบีบตัวเกิดความดัน
โลหิตสูง และหลอดเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจตีบตัน ทำให้กล้ามเน้ือหัวใจขาดเลือด และยังทำให้เกล็ดเลือด
(Blood Platelet) เพ่มิ จำนวนมากขึ้นซึ่งมฤี ทธิท์ ำให้เมด็ เลอื ดเหนยี วตวั ตกตะกอน จับตามผนังหลอดเลอื ด ถ้า
เกิดข้ึนทีห่ ลอดเลอื ดหัวใจจะทำให้กลา้ มเน้อื หัวใจขาดเลอื ด ทำให้หัวใจวายตายอยา่ งเฉียบพลันได้
15
11. ความเครียดทำให้บุคคลมีอายุมากกว่าวัย ความเครียดจะมีผลต่อสุขภาพท่ัวไปของบุคคล
เส่ือมโทรมเร็วขึ้น โดยเฉพาะอย่างย่ิงเม่ือบุคคลมีความเครยีดสูงและเกิดขึ้นเป็นระยะเวลายาวนานจะทำให้
บุคคลเหลา่ นั้นดูมอี ายุมากกว่าวัย
12. ความเครียดทำให้มีอายุส้ัน เน่ืองจากความเครียดทำให้ทุกส่วนของร่างกายทำงานหนัก สึก
หรอและเส่อื มโทรม ซึ่งมผี ลให้สขุ ภาพและสุขภาพจิตเส่ือมลง ทำให้ปว่ ยเป็นโรคต่างๆ เช่น ความดนั โลหิตสูง
และกล้ามเน้ือหัวใจขาดเลอื ด เป็นต้น
ผลเสียต่อจิตใจและชวี ิตความเปน็ อยู่
1. ทำให้ชวี ิตขาดความสุข เพราะมคี วามบีบคั้นทางจิตใจ รู้สกึ หงดุ หงิด รำคาญ น้อยใจ อารมณ์เสียงา่ ย
และมกั จะหมกมุน่ ครนุ่ คิดอย่ตู ลอดเวลา
2. ทำให้นอนไม่หลับเพราะความเครียด จะทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน ไม่สงบ คิดวกวนสบั สน ไม่สามารถหยุด
ความคิดได้ และเป็นผลเสียตอ่ สขุ ภาพจิตได้
3. ทำให้บุคคลเปน็ โรคจิตหรือโรคประสาท เนอ่ื งจากบุคคลที่มคี วามเครียดสงู และมอี ยู่เป็นเวลานาน
ทำให้อารมณ์ ความคิด การรับรู้ การตัดสินใจ และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป ไม่สามารถปรับตัวได้อย่าง
เหมาะสม
4. ทำให้บุคคลรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก มีความรู้สึกซึมเศร้า และบางรายจะเกิดการกลัวสุดขีด
เนอ่ื งจากเกิดความเครยี ดอยา่ งเฉียบพลนั และนำไปสกู่ ารเสียชวี ติ ได้เพราะการหลงั่ สารอะดรีนาลิน และคอร์
ติโซนจากต่อมหมวกไต ในกระแสโลหิตทำให้หัวใจทำงานหนักมาก และหลอดเลือดที่มาเลี้ยงหัวใจบีบตัว
เกิดหวั ใจวายอยา่ งเฉยี บพลัน
5. ทำให้ติดสุราหรือยาเสพติด ซึ่งเป็นผลมาจากความเครียด โดยเฉพาะผู้ที่ไม่สามารถระบายหรือ
จดั การกบั ความเครยี ดของตนอยา่ งเหมาะสม ทำให้ทางออกโดยการไปด่มื สุรา การใช้ยาเสพติด ฯลฯ ทีท่ ำให้
มคี วามผ่อนคลายและเมื่อใช้สิ่งเหล่าน้เี พ่ือลดความเครยี ดบ่อยๆ เข้า จะทำให้บุคคลตดิ สุราหรือยาเสพติดใน
ทีส่ ดุ
6. ทำให้เกิดอุบัติเหตุ เน่ืองจากความเครียดมีผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย จิตใจหมกมุ่น ใจลอย ขาดความ
สนใจสิ่งต่างๆ ความระมัดระวังและความเอาใจใส่ในสิ่งต่างๆ ลดลง การตัดสินใจผิดพลาด และมีผลทำให้
เกิดอุบตั เิ หตตุ า่ งๆ เชน่ ผู้ขบั ขี่รถยนต์ ผู้ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมตา่ งๆ
7. ทำให้ครอบครัวขาดความสุข เพราะผู้ที่มีความเครียดจะมีจิตใจอ่อนแอ หงุดหงิด ขาดความอดทน
ขาดเหตุผล และอารมณ์เสียง่าย ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทในครอบครัว มีผลต่อสมาชิกในครอบครัว ทำให้
อยูอ่ ย่างไมส่ งบสุข
8. ทำให้เกิดการหย่าร้าง เพราะความเครียดทำให้บุคคลขาดความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจและการให้
อภยั ซึง่ กนั และกนั โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ขาดอารมณ์ทีห่ นักแน่นมัน่ คงทำให้เกิดความขดั แยง้ ระหวา่ งสามีภรรยา
ซึ่งนำไปส่กู ารอย่าร้างในท่สี ดุ
9. ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงนิสัยและการดำเนินชวี ิตประจำวนั ที่เหมาะสม เช่น การสูบบุหรี่จัดขนึ้ รับ
ประทาอาหารจุบจิบและบ่อยขึ้น เที่ยวเตร่และใช้เงินมากขึ้นเพ่ือลดความเครียดซึ่งนำไปสู่รา่ งกายที่ทรดุ โทร
มากขึน้ หรือมหี น้สี นิ ต่างๆ ตดิ สุรา ตดิ การพนนั เปน็ ต้น
16
10. ทำให้มีการฆ่าตัวตายหรือทำร้ายผู้อ่ืนเนื่องจากความเครียด ทำให้บุคคลมีร่างกายและจิตใจ
อ่อนแอ นำไปสู่การกระทำอย่างช่ัววูบ มีความโกรธ ก้าวร้าว นอกจากน้ียังทำให้มีอารมณ์ซึมเศร้า ขาดสติ
พจิ ารณาไตร่ตรองความยบั ยั้งชั่งใจ อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย หรือการทำรา้ ยผู้อ่นื
วิธีการบำบดั ทางการพยาบาลผทู้ ีม่ คี วามเครียด
การพยาบาลผู้ที่มีความเครียดมจี ุดมงุ่ หมายเพ่ือป้องกนั การเกิดความเครียด และชว่ ยเหลือเม่ือเกิด
ความเครยี ด มีดงั นี้
1.การประเมินและวินิจฉัยความเครียด กระทำโดยการรวบรวมข้อมูลบุคคลจากการสังเกต และ
สอบถามลักษณะอาการของผู้ที่มีความเครียด ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้ านร่างกาย อารมณ์
กระบวนการความคิด พฤติกรรมและจิตวิญญาณ จะทำให้พยาบาลได้ทราบถึงระดับของความเครียดของ
บุคคลน้ัน รวมทั้งความรนุ แรงของผลกระทบของความเครยี ด
2.การป้องกันการเกิดความเครียดและช่วยเหลือเม่ือเกิดความเครียด แนวทางการป้องกันการ
เกิดความเครยี ด และชว่ ยเหลอื บุคคลเมือ่ เกิดความเครยี ดมีหลายวธิ ีการ
2.1 การฝึกคิดในเชิงบวก(Positive thinking) การเกิดในทางบวกจะช่วยป้องกันและผ่อนคลาย
ความเครียด เช่น การพูดให้กำลังใจตนเอง การหาข้อดีในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การ
ได้คะแนนนอ้ ยในครั้งนี้ มีสง่ิ ดีคอื เตอื นให้ขยันและเอาใจใสก่ ารเรียนมากขนึ้
2.2 ฝึกผ่อนคลายความเครียด การผ่อนคลายความเครียดมีหลายวิธี ได้แก่ การผ่อนคลาย
กล้ามเน้ือ การฝึกจินตนาการ การฝึกสติ การฝึกสมาธิ การฝึกหายใจ การนวด ซึ่งการผ่อนคลาย
จะช่วยเพม่ิ พลังในการป้องกนั ความเครยี ด และผ่อนคลายความเครยี ดให้ลดลงในระดับทีเ่ หมาะสม
2.3 ฝกึ ทักษะการเผชญิ และแกไ้ ขปญั หาอยา่ งเปน็ ระบบ การแกไ้ ขปญั หาอยา่ งเป็นระบบ จะชว่ ยให้
บุคคลเข้าใจ และคลี่คลายปัญหาได้อันมีผลให้ความเครียดลดน้อยลง หรือไม่เกิดความเครียด
เน่ืองจากการแก้ไขปัญหาทำให้ไม่มีปัญหา การแก้ไขปัญหาอยา่ งเป็นระบบเริม่ จาก การทำความ
เข้าใจกับปัญหา พิจารณาสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง พิจารณาหาทางเลือกในการแก้ไขปัญหา
เลอื กทางเลือกท่เี หมาะสมที่สดุ ลงมอื แกไ้ ขปญั หา และติดตามประเมินผล
3.การติดตามและประเมินผล การจัดการกับความเครียดมีหลายวิธีการ ดังนั้นการติดตาม
ประเมินผลในวธิ ีการต่างๆจึงมีความจำเปน็ และสำคัญในการทีจ่ ะเลือกวธิ ีการกับความเครียดที่เหมาะสมกับ
ตนเอง คือสามารถให้ความเครยี ดลดระดบั ลงมาสรู่ ะดบั ปกติได้
17
ความสญู เสีย ( Loss)
ภาวะสูญเสีย ( loss) เป็นภาวะทไ่ี มม่ ี ขาด ในส่งิ ทีเ่ คยเปน็ เจ้าของ
ชนิดของการสูญเสีย การสูญเสียถูกจำแนกชนิดได้หลายรูปแบบในที่น้ีใช้การจำแนกเป็น 2 ชนิด
ตามลกั ษณะทท่ี ี่คาดการณ์ลว่ งหน้าได้และไม่ได้ ได้แก่ ภาวะสูญเสียตามวัยแห่งพัฒนาการของชีวติ และการ
สญู เสียตามสถานการณ์
ภาวะสูญเสียตามวยั แห่งพัฒนาการของชีวิต (Developmental loss) ในวัยแหง่ พัฒนาการแห่ง
ชีวิต ต้ังแต่มนุษย์เกิดมา เจริญเติบโตขึ้น เป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ และเป็นผู้สูงอายุมนุษย์ต้องเผชิญ
สูญเสียหรือการแยกจากจากบุคคลอันเป็นที่รัก เช่นในวัยเด็ก เด็กจะเริ่มกลัวคนแปลกหน้าต้ังแต่ อายุ 6
เดอื น เมอ่ื เด็กไมค่ ุ้นเคยกบั สถานทีห่ รือคนแปลกหนา้ เด็กจะร้องไห้ การเข้าส่วู ัยหมดประจำเดอื นของผู้หญิง
การเส่อื มสังขารในวยั ชราเป็นต้น
การสูญเสียตามสถานการณ์ (Situational loss) นอกจากภาวะสูญเสียตามวัยพัฒนาการแห่ง
ชวี ิตแล้ว ยังมีภาวะสูญเสียตามสถานการณ์ ที่ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น บุคคลยังต้อง
เผชญิ ตอ่ ภาวะสูญเสียเพม่ิ ข้ึนโดยเฉพาะอยา่ งย่งิ เมอ่ื ต้องเข้ารกั บการรักษาในโรงพยาบาล
ความเศร้าโศก ( Grief) เป็นปฏิกิริยาตอบสนองของบุคคลที่มีต่อภาวะสูญเสียที่เกิดขึน้ จริงหรือ
เกิดจากการรับรู้ล่วงหน้าก่อนประสบภาวะสูญเสียสิ่งที่มีคุณค่า ความเศร้าโศกเป็นปฏิกิริยาที่เป็นสากลที่
บุคคลไม่ว่าชนชาติใดย่อมแสดงออกเป็นปกติ ปฏิกิริยาเศร้าโศกปกติเกิดขึ้นเป็นกระบวนการ ( Normal
grieving) ที่มีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด ประกอบด้วย กลุ่มอาการของความรู้สึกพ้ืนอารมณ์ (Mood)
ความคิด และพฤติกรรมทีเ่ กิดข้ึนภายหลังการสญู เสียหรือเมอ่ื รับรู้วา่ จะพบกบั ความสญู เสีย อาทเิ ช่น
- กลุ่มอาการของความรู้สกึ กลัว เช่น กลวั โกรธ เศร้าเสียใจ ผิดหวัง ท้อแท้ ว้าเหว่
- กลุ่มอาการของความคิด เช่น มีความคิดหมกมุ่นอยู่กับตนเองหรือสิ่งที่สูญเสียไป ความคิด
สับสน ( Confuse)
- กลมุ่ ของพฤติกรรม เช่น พฤตกิ รรมถดถอย พฤติกรรมไมเ่ ป็นมติ ร พฤติกรรมการตอ่ รอง
- การแสดงความเศร้าโศกมีประโยชนต์ ่อบคุ คล คือชว่ ยให้บคุ คลสามารถเผชญิ กบั การสูญเสียได้
และชว่ ยในการปรับตวั ทีละนอ้ ยๆ
กระบวนการเศร้าโศก จำแนกเป็น 2 ชนดิ ใหญ่ๆ
1. กระบวนการเศร้าโศกทม่ี กี อ่ นเกิดการสูญเสียจรงิ ( anticipatory grieving) หมายถึง ภาวะบุคคลท่มี ี
ปฏกิ ิริยาเศร้าโศก กอ่ นประสบภาวะสูญเสยี จริง
2. กระบวนการเศร้าโศกที่ไม่ปกติ หมายถึง กระบวนการปรับตัวที่ไมด่ ีเกิดจากเม่อื บุคคลมีความเศร้า
โศกอย่างท้วมท้นและรุนแรง ทำให้การระบายความเศร้าโศกหยุดชะงักในระยะใด ระยะหน่ึงของ
การปรับตัว แสดงออกในรูปแบบของการเกิดปฏิกิริยาตอบสนองทางอารมณ์ที่มากเกินไป หรือ
เปน็ อยู่นานเมอ่ื ประสบภาวะสูญเสียที่สำคัญ
18
การประเมินภาวะสูญเสียและความเศรา้ โศก
ประเมนิ สถานการณส์ ูญเสียในประสบการณ์การเจบ็ ป่วย
เม่ือเกิดความเจ็บป่วย ผู้ป่วยและครอบครัว ตกอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะ
สูญเสียในสถานการณ์ต่างๆ และผู้ป่วยจำเป็นต้องมีการปรับตัว การสูญเสียที่สำคัญและพบได้บ่อย มี 7
สถานการณ์คือ
1. การสญู เสียความรู้สกึ ท่เี ปน็ ปกติดขี องสุขภาพ
2. การสญู เสียอวยั วะ หรือ หน้าทขี่ องอวยั วะ
3. การสญู เสียความสามารถพ่งึ ตนเองได้อย่างอิสระ
4. การสูญเสยี อตั มโนทศั น์
5. การสญู เสียความสขุ สบายทางกาย
6. การสูญเสียความสามารถในการควบคมุ ตัวเอง
7. การสญู เสียชวี ติ ของตนเอง
การประเมินปฏิกริ ิยาตอบสนองของความเศร้าโศกในผปู้ ่วยและครอบครัว
เม่อื ผู้ปว่ ยประสบการสูญเสียจะเกิดปฏกิ ิริยาตอบสนองต่อการสญู เสีย เฉพาะท่ีเรียกว่า ความเศร้า
โศก ( Grief) พยาบาลจะต้องประเมินปฏิกิริยาตอบสนองเหล่าน้ีให้ได้ ในการศึกษาปฏิกิริยาตอบสนองต่อ
การสูญเสีย ลินดิแมน ( Lindemann,1944:141-148) เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บุกเบิกของการศึกษา
ในเรื่องปฏิกิริยาต่อความเศร้าโศก ได้รวบรวมอาการของความเศร้าโศกแบบเฉียบพลัน ( Acute Grief) ของ
ญาติผู้ป่วยที่มีการสญู เสียอย่างเฉยี บพลัน 101 รายพบวา่ มลี ักษณะอาการได้แก่
1. อาการเครียดที่แสดงออกทางกาย มีความรู้สึกแน่น ตีบตันที่คอ สำลัก พูดไม่ออก หายใจไม่
ทนั หายใจตืน้ ถอนหายใจ กล้ามเน้อื อ่อนรง เปน็ ลม
2. ความคิดหมกม่นุ อยู่กับผู้ตาย
3. รู้สกึ ผิด
4. พฤตกิ รรมโกรธแสดงความไมเ่ ป็นมติ รกบั ผู้อื่น
5. พฤตกิ รรมปกติเปลีย่ นแปลงไป
แพทย์หญิง คูเบอรอส ( Kubler-Ross,1969) ได้ศึกษาปฏิกิริยาของผู้ป่วยใกล้ตาย พบว่าความเศร้า
โศกของผู้ปว่ ยใกล้ตาย เกิดข้นึ ภายหลงั ที่ผู้ป่วยทราบวา่ ตนเองกำลังจะตายนน้ั แบ่งออกเป็น 5 ระยะคือ
1. การปฏเิ สธความจรงิ (Denial)
2. ปฏกิ ิริยาโกรธ (Angry)
3. การตอ่ รอง ( Bargaining)
4. อารมณ์ซึมเศร้า ( Depression)
5. การยอมรบั ( Acceptance)
19
ในแต่ละระยะ พยาบาลต้องประเมนิ ให้ได้วา่ ผู้ปว่ ยมปี ฏกิ ิริยาตอบสนองตอ่ การสูญเสียอย่างไรและ
ในระดับใด เช่นอยู่ในระซึมเศร้าอย่างรนุ แรง เพราะถ้าไม่ได้รบั การช่วยเหลอื ให้สามารถปรบั ตัวได้ดีข้ึนจะทำ
ให้ผู้ปว่ ยฆ่าตวั ตายได้
การพยาบาลบคุ คลและครอบครวั ที่มีการสญู เสีย
ผู้ป่วยที่ประสบความเจ็บป่วยและครอบครัวที่อยู่ในภาวะสูญเสีย หรือเสี่ยงต่อการเผชิญภาวะ
สูญเสีย พยาบาลมีบทบาทในการดูแลช่วยเหลือด้านจิตใจ สังคม และสปิริต ( Spirit) ร่วมกับการดูแลด้าน
ร่างกาย โดยมีบทบาททีค่ รอบคลมุ การส่งเสริมสุขภาพจิต การป้องกนั ไม่ให้เผชญิ ภาวะสูญเสียเพ่มิ ขึน้ โดยไม่
จำเป็น การพร้อมต่อการเผชิญการสูญเสีย และเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดความผิดปกติของปฏิกิริยา
เศร้าโศกเนื่องจากการสูญเสีย การพยาบาลที่จำเปน็ คอื
1. การส่งเสริมสุขภาพจิต ให้ครอบคลุมดงั นี้
1.1 การสร้างทัศนคติที่ดีและให้เห็นคุณ ค่าของการเผชิญเหตุการณ์สูญเสีย ซึ่ งเป็น
ปรากฏการณธ์ รรมชาติทีเ่ กิดข้ึนได้ในชีวิตประจำวนั
1.2 การสง่ เสริมการตระหนักถึงความจรงิ ของธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลง ความไมแ่ นน่ อน
ของชีวิต ในตวั บุคคลและสิ่งแวดล้อม
1.3 สง่ เสริมให้คนในสังคมไม่ยดึ ตดิ กบั วตั ถุและบคุ คลมากไป
1.4 เตรียมบุคคลตอ่ การเผชญิ การสูญเสียตามพฒั นาการแหง่ ชีวิตล่วงหน้า
1.5 เตรียมผู้ป่วยทีเ่ ผชญิ การสญู เสียในเหตกุ ารณ์การเจ็บป่วยและการรักษา เช่นการผา่ ตัด
2. การป้องกันไมใ่ ห้เผชญิ ภาวะสญู เสียเพ่มิ ข้ึน
2.1 พยาบาลทำการปฏิบัติการพยาบาลทุกกิจกรรมอย่างให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ และ
รักษาจรยิ ธรรม จรรยาบรรณวชิ าชีพ
2.2 การปฏิบัติต่อผู้รับบริการในฐานะบุคคลที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ให้ความเคารพในความเป็น
มนษุ ย์และเคารพในสิทธิผู้ปว่ ย
3. การดูแลช่วยเหลือในภาวะเศร้าโศก การให้คำปรึกษา การให้ข้อมูลที่จำเป็น ท่าทีที่เป็นใครจะ
ช่วยให้ผู้ป่วยดีขึ้นได้ กิจกรรมพยาบาลเฉพาะเพ่ือช่วยเหลือผู้ป่วยในการเผชิญการสูญเสีย
ได้แก่ส่งเสริมให้มกี ารระบายความเศร้าโศกให้สำเรจ็ โดยตลอดกระบวนการ ดังนี้
3.1 ชว่ ยให้ผู้ป่วยได้ตระหนกั ถึงภาวะสูญเสีย
3.2 สนับสนุนการระบายความรู้สึกเศร้าโศกได้ในกระบวนการปกติให้มีโดยสมบูรณ์ เช่นเม่ือ
ผู้ปว่ ยร้องไห้ เศร้าโศก เสียใจ ก็สง่ เสริมบรรยากาศที่สงบให้ผุ้ปว่ ยได้ระบายได้อยา่ งเตม็ ที่
3.3 สนับสนุนให้ผู้ป่วยและญาติที่เกี่ยวข้องสำคัญได้ระบายความรู้สึก ความคิด ที่มีต่อการ
สญู เสีย
3.4 ยอมรับการสอ่ื สารทีเ่ กี่ยวกบั ภาวะสูญเสยี ของผู้ปว่ ย
3.5 สนบั สนนุ ให้ญาติทีส่ ำคัญใกล้ชิด ได้มีส่วนร่วมในการดแู ลผู้ปว่ ย
3.6 สนับสนุนการปฏิบัติตามความเช่ือศาสนา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีทีเกี่ยวกับ
การสูญเสีย
3.7 สง่ เสริมการปรบั ตวั เข้าสู่แบบแผนชวี ิตประจำวนั
3.8 เฝ้าระวังการเศร้าโศกเสยี ใจ
20
ภาวะซึมเศรา้
ความหมาย
ภาวะซึมเศรา้ เป็นปฏกิ ิริยาจากการสูญเสีย ทำให้เกิดความรู้สกึ มืดมน เหนอ่ื ยหน่าย หดหู่ จิตใจ
ออ่ นเพลยี ท้อแท้ สนิ้ หวัง รสู้ ึกไรค้ ุณคา่ อาจเกิดความรู้สกึ ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป และทำร้ายตนเองในทีส่ ุด
ลักษณะของโรคซึมเศรา้
คำว่า “โรคซึมเศร้า” ในประเทศไทยมักจะหมายถึง Depressive disorders โดยโรคซึมเศร้า ท่ี
จิตแพทยแ์ ละแพทย์ทั้งหลายใหก้ ารวนิ จิ ฉัยผู้ปว่ ยจะมลี กั ษณะดงั ต่อไปนี้
1. มอี าการเศร้าคงอยเู่ กือบตลอดทั้งวันและเป็นทกุ วัน บางวันอาจเป็นมากบางวันอาจเป็นน้อย
2. ความสนใจหรือความเพลดิ เพลนิ ในกิจกรรมต่าง ๆ ทีเ่ คยทำลดลงอยา่ งมาก
3. เบื่ออาหาร นำ้ หนักลดลงหรือบางรายอาจมีความอยากอาหารเพม่ิ ข้ึน กินจนนำ้ หนักเพม่ิ
4. นอนไมห่ ลบั หรอื หลบั มากแทบทกุ วัน สว่ นใหญจ่ ะนอนไมห่ ลับ กระสบั กระส่าย หลบั ดึกแต่จะตนื่
เชา้ 1-2 ช่ัวโมงกอ่ นเวลาปกติที่เคยตืน่ และไมส่ ดชืน่
5. ทำอะไรชา้ พดู ช้า เดนิ เหิน เคลอ่ื นไหวช้าลง แตม่ บี างรายหงดุ หงิด กระสบั กระสา่ ย ทำอะไรเหมือน
รีบเรง่
6. ออ่ นเพลยี หรือไร้เรี่ยวแรง ทง้ั วันและแทบทุกวัน
7. รู้สึกตนเองไรค้ ่าหรอื รู้สกึ ผิดมากเกนิ ควร (หลายรายที่มองตน มองโลก มองอนาคตในดา้ นลบไป
หมด เช่น ตนเองไมห่ ล่อ ไม่สวย ไมเ่ ก่ง ไมด่ ี โลกสงั คมกแ็ ยเ่ สอ่ื มโทรมทกุ อย่างแก้ไขไม่ได้แลว้
อนาคตต้องย่งิ ทุกขย์ ากลำบากมืดมน)
8. สมาธิหรือความคิดอา่ นช้าลดลง
9. คิดอยากตายไมอ่ ยากมีชีวติ อยู่ คิดถึงเรื่องการตายอยเู่ รื่อย ๆ หรือบางรายพยายามฆ่าตวั ตายหรือ
มแี ผนฆ่าตวั ตาย
ถ้ามอี าการดงั ข้างตน อย่างนอ้ ย 5 อาการ อย่นู านตงั้ แต่ 2 สปั ดาหข์ น้ึ ไป และมอี ารมณเ์ ศร้า
(ขอ้ 1) หรือเบือ่ หนา่ ยไมม่ คี วามสขุ (ขอ้ 2) แพทย์จะใหก้ ารวินิจฉัยว่า ปว่ ยเปน็ “โรคซมึ เศรา้ ” และ
ต้องได้รับการดแู ลรกั ษาอย่างถกู ต้องตอ่ ไป ทงั้ น้ีในบางรายที่อาการรนุ แรงมากจะมีอาการประสาทหลอน หู
วา่ ว ได้ยินเสียงคนพดู ตำหนิติเตยี นหรือหลงผิดวา่ ทุกคนรอบข้างมองตนเองไม่ดี หรอื กลน่ั แกล้งทำให้ตน
ล้มเหลว อาการรนุ แรงเช่นน้จี ะเพิ่มความเสีย่ งตอ่ การทำรา้ ยตนเองหรอื ผู้อนื่ จึงจำเป็นต้องได้รบั การดแู ล
รักษาอยา่ งใกล้ชิด
21
สาเหตขุ องโรคซึมเศรา้ และอาการซึมเศรา้ มคี วามเกีย่ วข้องกับปัจจยั ทางรา่ งกาย จิตใจและสงั คมดงั นี้
ความผดิ ปกติของสารสื่อประสาท
ผู้ปว่ ยโรคซึมเศร้ามกี ารเสียสมดลุ ของสารส่อื ประสาทในสมองบริเวณสว่ นที่เกีย่ วข้องกับอารมณ์
ด้วยเหตุนี้ ยาต้านเศร้าซึ่งออกฤทธิ์ต่อสารส่อื ประสาทเหลา่ น้ี ทำให้ระดบั ของสารส่อื ประสาทในสมองเกิด
ความสมดลุ จึงสามารถลดอาการซึมเศร้าได้ดี
พันธุกรรม
ในครอบครวั ทีเ่ ป็นโรคซึมเศร้า คนอน่ื ๆ ในครอบครัวจะมโี อกาสปว่ ยได้มากกวา่ คนท่วั ไป 2.8 เท่า
แต่อยา่ งไรกต็ าม การถ่ายทอดทางพนั ธกุ รรมมปี ระมาณ 31-42% ดังนั้น ถึงแม้มีพ่อแม่ ป่วยเปน็ โรคซึมเศร้า
ลกู กไ็ มไ่ ด้เปน็ ทุกคน เพราะยังมีสาเหตแุ ละปัจจยั อื่นร่วมทำให้เกิดอาการของโรคนีข้ ึ้นได้
เหตกุ ารณท์ ีก่ ่อใหเ้ กิดความเครียด
เหตกุ ารณท์ ีก่ ่อความเครยี ดในชีวิตเป็นสาเหตสุ ำคัญในการกระตนุ้ ให้เกิดอาการซึมเศร้าคร้ังแรก
และยังเป็นตวั กระตุ้นการกลับเป็นซ้ำของโรคซึงเศร้า เหตกุ ารณ์ทีก่ อ่ ความเครยี ดดงั กล่าวไดแ้ ก่ การประสบ
ปญั หาการเงิน ตกงาน คลอดบตุ ร หยา่ ร้าง การสูญเสียของรกั หรือคนที่รกั ขัดแย้ง หรือทะเลาะเบาะแว้งกบั
คนอ่นื ฯลฯ ซึ่งในคนที่มีแนวโนม้ จะปว่ ยอยแู่ ล้ว เม่อื ประสบเหตุการณเ์ หล่าน้ีกอ็ าจเกิดอาการซึมเศร้าได้ทันที
แตก่ ็มบี างรายที่มีอาการซึมเศร้า หรอื เปน็ โรคซึมเศร้าได้เอง โดยไม่สามารถระบเุ หตกุ ารณ์ทีก่ ่อให้เกิด
ความเครยี ดได้ โดยเฉพาะในรายที่มอี ทิ ธิพลดา้ นพันธุกรรมรุนแรง
บคุ ลิกภาพส่วนตวั
ลักษณะบคุ ลิกภาพสว่ นตวั บางอยา่ งกเ็ ปน็ ปจั จัยทีท่ ำให้เสี่ยงตอ่ การเป็นโรคซึมเศร้า เช่น คนทีม่ อง
โลกแง่ร้ายอยู่เสมอ คนที่ใชว้ ธิ ีหลีกเลีย่ งหรือหนปี ัญหา และคนเกบ็ กดอารมณไ์ ม่แสดงออก แมใ้ น
สถานการณ์ทีส่ มควร
โรคทางกายและยา
โรคทางกายและยาบางชนดิ สามารถทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ เชน่ โรคไข้หวัดใหญ่ ตับอกั เสบ
โรคไทรอยด์ โรคเลือดจาง โรคเบาหวาน ยาคุมกำเนิดบางชนิด สุราหรือแอลกอฮอล์ ยาโรคหัวใจและยาลด
ความดนั โลหิตบางประเภท เปน็ ต้น
สรปุ สาเหตุของความเศร้ามกั เกิดจาก
1. เหตุการณใ์ นชีวิตประจำวันและปัญหาต่างๆ เกิดการสูญเสียบคุ คลหรอื ส่งิ ของที่เป็นทรี่ กั
2. ความผูกพนั คิดสบั สนอยกู่ ับสิ่งทีผ่ า่ นไป และปรับตวั ไม่ได้
3. สภาพรา่ งกายและอารมณ์ มกี ารเปลี่ยนแปลงตามวัย
4. ประสบการณ์การสญู เสีย เช่น การสูญเสียบคุ คล พบแตเ่ หตกุ ารณส์ ญู เสียอยู่เสมอ และสิ่งทีส่ ูญเสียเปน็
สิ่งทีม่ ีความหมายตอ่ บุคคลนั้นๆ
22
กระบวนการของความเศรา้ มขี ้ันตอนดงั นี้
1. ภาวะขาดความสมดุลร่างกาย หรือจิตใจ เม่อื เผชญิ เหตกุ ารณ์ที่สญุ เสีย
2.อาการหมกมนุ่ วุ่นวายสับสน
3. ภาวะคืนสปู่ กติ เมอ่ื เวลาผ่านไปหรือเหตุการณด์ ีข้นึ บุคคลจะค่อยๆ คืนส่สู ภาวะปกติ
4. ถ้าไม่สามารถคืนสู่ภาวะปกตไิ ด้ ถือเป็นความเศร้าผิดปกติ บคุ คลนั้นจะปฏเิ สธความจรงิ กดเก็บ วติ ก
กงั วลสูง และเศร้ามาก
การรักษาโรคซึมเศรา้
การแก้ปัญหาโรคซึมเศร้าทีม่ ีประสิทธิภาพตอ้ งดำเนินการให้ครอบคลุมอยา่ งเหมาะสม สอดคลอ้ ง
กบั ลักษณะการดำเนนิ โรค ซึง่ มกั เริ่มจากมอี าการซึมเศร้าหลงั ประสบเหตุการณ์ที่ก่อความเครยี ดในชีวติ ถ้า
บคุ คลนั้นมแี นวโนม้ ทางด้านพนั ธกุ รรมหรือขาดทักษะในการแกไ้ ขปัญหาหรอื มีปจั จยั ชกั นำและปจั จยั เสีย่ งอ่นื
ๆร่วมดว้ ย กจ็ ะทำให้อาการซึมเศร้ารุนแรงและเป็นอยนู่ านจนเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งหากผู้ปว่ ยไมไ่ ด้รับการ
รกั ษา จะมีผลกระทบตอ่ หนา้ ท่กี ารงานหรือบางรายอาจฆา่ ตัวตายได้ แตก่ ารรักษาที่ถูกต้องจะช่วยให้อาการ
ซึมเศร้าทเุ ลาและลดความรนุ แรงลงได้เรว็ กวา่ และโรคซึมเศร้าที่ไม่รักษาหรือรักษาไมถ่ กู ตอ้ งและไม่นาน
พอจะมอี ัตราการกลับเปน็ ซ้ำสูง โดยการเกิดซำ้ น้ันอาจจะมีเหตกุ ารณค์ วามเครยี ดมากระตนุ้ หรอื ไมม่ ีกไ็ ด้
การรักษา
1. การช๊อตไฟฟา้ Electroconvulsive therapy (ECT) เหมาะสำหรบั ผู้ทีเ่ ป็นรุนแรง หรอื ผู้ที่ไม่สามารถ
รับประทานยาต้านเศร้า หรอื ใช้ยาแลว้ ไม่ไดผ้ ล
2. การใช้ยาตา้ นเศรา้ (Antidepressant) นอกจากมฤี ทธิร์ ะงับเศร้าแลว้ ยังชว่ ยป้องกนั การกลับเปน็
ซ้ำของโรคได้ด้วย โดยการออกฤทธิ์ต้องใชเ้ วลาพอสมควรกวา่ จะทำให้อารมณ์เศร้าหายไปจน
กลบั มาเป็นปกติ โดยทัว่ ไปหลงั รบั ประทานยาจะพบวา่ 2-3 วนั แรกจะทำให้หลับได้ดีข้นึ จิตใจสงบ
ลง ลดความหงดุ หงิด ลดความกระวนกระวายใจ บางคนอาจยังรสู้ ึกเพลยี ไมม่ แี รง หลังจากนนั้ 1-
2 สัปดาหอ์ ารมณ์กจ็ ะดีข้นึ จิตใจสดช่นื แจ่มใสชน้ั สำหรับบางคนอาจตอ้ งใชเ้ วลาถึง 8 สัปดาหก์ วา่
ยาจะออกฤทธิเ์ ต็มที่ ดังนนั้ ในการรักษาอาการซึมเศร้าไม่ควรคาดหวังเหน็ ผลในทันทีทนั ใด และ
หลงั จากอาการซึมเศร้าหายดแี ล้วก็ยังคงตอ้ งรับประทานยาตอ่ ไปอกี ระยะหนง่ึ เพื่อป้องกันการ
กลับเป็นซ้ำของโรค โดยทั่วไปจะต้องรบั ประทานยาต่อเน่ืองอกี เป็นเวลาประมาณ 6 เดอื น ถึง 1 ปี
แลว้ แพทย์จึงจะลดยาลงเรือ่ ย ๆ จนหยดุ ยาได้ ดังนนั้ เมอ่ื ผู้ปว่ ยรู้สกึ วา่ อาการซึมเศร้าดขี ึน้ แลว้ ก็ไม่
ควรหยุดยาเอง เพราะจะทำให้อาการกำเริบหรือกลบั เป็นซ้ำ และการหยดุ ยาทนั ทีอาจจะทำให้เกิด
อาการขา้ งเคยี งได้ ดงั น้ัน จึงควรปฏบิ ัติตามคำแนะนำของแพทยอ์ ยา่ งเคร่งครัด
ยาทใี่ ช้รกั ษามดี ้วยกนั หลายกลุ่มไดแ้ ก่
• selective serotonin reuptake inhibitors (SSRIs)
• tricyclics
23
• monoamine oxidase inhibitors (MAOIs) ผู้ที่รบั ประทานยากลุ่มน้ีจะต้องระวงั อาหารที่มีสว่ นผสม
ของ tyramine ซงึ่ จะทำให้ความดนั โลหิตขนึ้ สงู อาหารดังกล่าวได้แก่ cheeses, wines, pickles, ยา
ลดนำ้ มูก
แพทย์อาจจะเลือกใช้ยาตัวใดตวั หน่งึ หรือใชย้ าหลายชนดิ รวมกนั โดยมากจะเริม่ เห็นผลใน 2-3 สปั ดาห์
และใหร้ บั ประทานตอ่ ไปประมาณ 1 เดอื นยาจะออกฤทธิเ์ ต็มทีเ่ มอ่ื รบั ยาไปแลว้ 8 สัปดาห์ ช่วงแรกของการ
รับประทานยาอาจจะเกดิ ผลข้างเคียงของยาก่อนจะเหน็ ผลดใี หร้ บั ประทานตอ่ เมอ่ื อาการดีข้นึ อยา่ เพง่ิ หยดุ
ยาจนกระท่ังไปทำงานได้โดยจะตอ้ งรับประทาน 4-9 เดอื น โดยแพทย์จะคอ่ ยๆหยุดยาเพ่ือให้รา่ งกาย
ปรับตัว
ผลข้างเคียงของยา
ผลข้างเคียงพบไดไ้ ม่รุนแรงหายเองได้ แตห่ ากเกิดผลข้างเคียงทรี่ บกวนคณุ ภาพชีวิตให้ปรึกษาแพทย์
ผลข้างเคียงทีพ่ บได้บอ่ ยคือ
• ปากแห้ง แกโ้ ดยการเคี้ยวหมากฝรง่ั หรือดม่ื นำ้ มากๆ
• ท้องผกู แกโ้ ดยการรับประทานผลไมใ้ ห้มาก
• ปสั สาวะไมพ่ ุ่งหรือปสั สาวะลำบาก
• ตามัว
• เวยี นศรี ษะ
• งว่ งนอน
ผลขา้ งเคียงของยากลุ่มใหม่
• ปวดศีรษะ อาการนจี้ ะหายไปเอง
• คล่นื ไส้อาเจียนซึ่งเป็นช่วั คราว
• นอนไม่หลับและหงุดหงดิ
• ปญั หาทางเพศสัมพนั ธ์
• กระวนกระวาย
3. การดแู ลทางจติ และการใหก้ ารปรกึ ษา เป็นการช่วยเหลอื ทางจิตใจ มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยเรียนรู้ เขา้ ใจ
ปัญหาท่แี ท้จริงของตนเองและหาแนวทางแก้ไขอย่างเหมาะสม ขณะให้การปรึกษา ผู้ป่วยจะได้
เรียนรู้เข้าใจตนเองมากขึ้น การให้การปรึกษานั้นไม่ได้ลดอาการซึมเศร้าโดยตรง แต่จะช่วยใหผ้ ปู้ ่วย
สามารถลดปญั หาท่กี ่อความทกุ ขใ์ จ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดอาการซึมเศร้าทางอ้อม
การดแู ลตวั เอง
ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามกั จะท้อถอย สนิ้ หวัง ไม่มคี า่ ทำให้ผู้ปว่ ยยอมแพ้ โปรดจำไว้วา่ ความรู้สกึ และความจริง
ไมเ่ หมอื นกัน
24
• ให้ดำเนินชวี ติ ตามตารางงาน
• รับประทานยาตามแพทย์สง่ั
• ให้คอ่ ยๆเพ่มิ รับผิดชอบงานที่ได้รับ
• ตง้ั เป้าหมายให้สามารถทำได้ อยา่ ให้เกินความสามารถของตวั เอง
• อยา่ ทำงานใหญเ่ กินตวั แบ่งงานเป็นโครงการเล็กๆ ให้จดั ลำดับความสำคญั กอ่ นหลังของงาน
• ให้มีสังคมกับผู้อื่นเพราะการอยู่คนเดียวจะทำให้อาการเป็นมากขึน้
• ให้มีกิจกรรมทีช่ อบเชน่ การเล่นกีฬา ดหู นงั ฟงั เพลง
• อารมณจ์ ะคอ่ ยๆดีข้นึ อยา่ งชา้ ๆหลังการรกั ษา
• หากจะต้องมกี ารตัดสนิ ใจสำคญั เช่น การแต่งงาน การเปลี่ยนงาน ให้เล่อื นไปก่อนจนกระทั่ง
อาการซึมเศร้าดีข้นึ
• นอนพักอย่างเพียงพอ รบั ประทานอาหารทีม่ ีคณุ ภาพ ออกกำลงั กายสม่ำเสมอ
• ก่อนรับประทานยาใหญ่ให้ปรึกษากบั แพทย์ถึงผลข้างเคียงทีอ่ าจจะเกดิ ขนึ้
ตัวอย่างโปรแกรมพฤติกรรมบำบดั ภาวะซึมเศรา้
กิจกรรมที่ 1 เปน็ การสร้างบรรยากาศแหง่ ความคุ้นเคยระหว่างผู้บำบัด และผู้รบั การบำบัด
กจิ กรรมที่2 การค้นหาความคิดอตั โนมตั ิทางลบ ที่มีการอธิบายให้เข้าใจความหมายของความคดิ
อารมณ์ และพฤติกรรม ลักษณะการคิดของผู้ป่วยวา่ เป็นความคิดทีบ่ ิดเบือน สมเหตุสมผลหรือไม่ ร่วมกบั
การฝึกทบทวนความคดิ อารมณ์ และพฤติกรรมของตนเองทีเ่ กิดจากสถานการณ์สมมตุ ิ และสถานการณ์
จรงิ จากการดำเนนิ ชีวิตในปจั จบุ นั
กิจกรรมที่ 3- 6 ช่วยให้ผู้ปว่ ยได้ตรวจสอบอารมณ์ ความรสู้ ึก แลว้ นำไปส่กู ารตรวจสอบความคิด
ด้วยวิธีการหาหลกั ฐานมาสนับสนุน และคดั คา้ นความคิดทางลบนน้ั แล้วผู้บำบัดกระตุ้นใหผ้ ู้ป่วยได้พิจารณา
หาความคิดทางเลือก
ส่วนในกิจกรรมที่ 7 การฝึกการสร้างความคิดใหม่ดว้ ยเทคนิคการหยุดความคิด เน่อื งจากผู้ป่วย
ซึมเศร้าจะมคี วามคิดอตั โนมตั ิทางลบที่เกิดข้ึนอย่าง อัตโนมัติทันทีทนั ใด และค่อนขา้ งไมม่ เี หตุผล ทำให้
ผู้ป่วยมคี วามคิดทีบ่ ิดเบือน ซึ่งผปู้ ว่ ยโรคซึมเศร้าจะเกิดความคดิ อตั โนมตั ิทางลบซ้ำๆจนก่อให้เกดิ บาดแผล
ในใจ และอารมณท์ ีไ่ ม่เปน็ สขุ
และกิจกรรมที่ 8 การป้องกนั การกลับเปน็ ซ้ำเป็นการให้ขอ้ มลู เกีย่ วกับภาวะซึมเศร้าทีส่ ามารถ
เกิดข้ึนได้อีกเปน็ การให้ขอ้ มูลสำหรบั การเตรียมตัวในการเผชญิ ชวี ติ ในสงั คม ตอ่ ไป และกระตนุ้ ให้มีการฝกึ
ทกั ษะอย่างต่อเน่อื ง มากกว่าจะมงุ่ เนน้ การรักษาอย่างเดียว และยงั เป็นการให้ขอ้ มลู เกี่ยวกับการดูแลตนเอง
อกี ทง้ั การแสดงออกของผู้บำบดั ถึงความหว่ งใย ทำใหผ้ ู้ปว่ ยเองรู้สกึ ว่าตนเองมีคุณค่า
25
การพยาบาล
1. การประเมินสภาวะซึมเศร้า ประเมินภาวะซึมเศร้าและหาสาเหตุ
2. หลักการพยาบาล กำหนดแนวทางช่วยเหลอื เปน็ 2 ระยะ คือ
2.1 กำหนดเป้าหมายระยะส้ัน
- เนน้ การป้องกันการทำรา้ ยตนเอง
- ให้ความชว่ ยเหลอื ถ้าผู้ปว่ ยเสียใจจนขาดสติ
- ให้กำลงั ใจสนบั สนนุ ชว่ ยเหลือ
- เนน้ การปรบั ตัวกบั สถานการณ์ การระบายปัญหา
- ฝกึ ทักษะการเผชญิ ปญั หา
2.2 กำหนดเป้าหมายระยะยาว
- ทำความเข้าใจปญั หา และฝึกการเผชญิ ปญั หา
- สร้างคณุ ค่าและเป้าหมายในตนเอง
สรปุ
อารมณ์ซึมเศร้าเปน็ ภาวะปกตธิ รรมดา ท่อี าจพบได้จากสถานการณ์ตา่ ง ๆ ในชวี ติ คนเรา อยา่ งไรก็
ตาม หากอารมณซ์ ึมเศร้าน้มี ีมากจนทำให้บุคคลน้ันบกพรอ่ งในหนา้ ท่ตี ่าง ๆ มาก หรอื มอี าการตา่ ง ๆ
ตดิ ตามมา จดั ได้ว่าเป็นอารมณซ์ ึมเศร้าที่ผิดปกติ ซึ่งจำเปน็ ต้องให้การช่วยเหลอื รักษา การวนิ จิ ฉัยโรค
ซึมเศร้านนั้ ไมย่ าก หากแพทย์มีความตระหนักถึงภาวะนี้
การรกั ษาหลักของผู้ปว่ ยโรคซึมเศร้า ได้แก่ การรกั ษาดว้ ยยา อยา่ งไรกต็ ามการช่วยเหลอื ดา้ นจิตใจก็
เป็นสิง่ ทตี่ อ้ งทำควบคู่กนั ไปเสมอ หลักการในการรักษาที่สำคัญ คือ การให้ยาในขนาดทเ่ี พียงพอ ไมต่ ำ่
เกินไป ให้ในระยะเวลานานพอสมควรกอ่ นปรับเพ่มิ ขนาดยา และไมร่ ีบหยดุ ยาเมอ่ื ผู้ปว่ ยหายจากอาการ
หากแต่ยงั ต้องให้ตอ่ ไปอกี นาน 4-6 เดอื น สมั พนั ธภาพในการรักษาเปน็ ปัจจัยทีม่ ีความสำคญั อยา่ งยิ่ง
เนอ่ื งจากเปน็ โรคที่ต้องใชเ้ วลาในการรกั ษา อีกท้ังต้องทำความเข้าใจกับผู้ปว่ ยในแง่มมุ ต่าง ๆ หากแพทย์ไม่
สามารถสร้างสัมพันธภาพในการรักษาทีด่ กี บั ผู้ปว่ ยแลว้ ก็ยอ่ มยากที่จะใหก้ ารรกั ษาไดผ้ ล
26
ความโกรธ
แนวคดิ ของความโกรธ
เมอ่ื มีสง่ิ มาคกุ คามต่อความตอ้ งการของบุคคล เกิดความเครยี ด วิตกกังวล โกรธ เม่อื มีความ
โกรธขนึ้ จะมีความรู้สกึ อยู่ 3 อย่าง คือ
1. รู้สกึ ว่าตำ่ ต้อย กลวั ปฏเิ สธว่าไมไ่ ด้โกรธ ไมไ่ ด้ระบายออกสะสมความไมเ่ ป็นมิตร
2. รู้สกึ มีอำนาจ มกี ารต่อสู้ไม่ได้แก้ปัญหาความโกรธ
3. เม่ือมีความโกรธเกิดขึ้นก็จะพูดถึงความโกรธด้วยเหตุผล ได้ระบายความรู้สึก ความ
กดดันลดลง
ส่วนประการที่ 1 และ 2 เม่ือสะสมไม่เป็นมิตรไว้เป็นเวลานานจะมีทางออกเป็น 2 ทาง คือ
แสดงออกภายนอกอย่างรุนแรง เปน็ พฤติกรรมที่ก้าวร้าว และเก็บสะสมความโกรธไวภ้ ายในมากๆกจ็ ะ
มอี าการซึมเศร้า และมีปญั หาทางจิต
การแสดงออกของความโกรธ
การแสดงออกของความโกรธ สามารถจำแนกออกได้เป็น 3 ทางคือ
1. การแสดงออกสู่ภายนอก(Out ward anger) เช่นการพูด การโจมตี การดา่ วา่ รนุ แรง การ
นินทาว่าร้ายให้ผู้อ่ืนเสียหายซึ่งอาจะทำให้ดีขึ้น หรืออาจรู้สึกผิดก็ได้ถ้าตนเองได้ทำ
รุนแรงไป
2. การเก็บกดความโกรธไว้ภายในตัวเอง(Inward anger) ความโกรธที่ไม่ได้แสดงออกมา
ตรงๆ แต่กดเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก เน่ืองจากไม่กล้า กลัวถูกตำหนิ เม่ือแสดงความรู้สึก
โกรธออกมา จะแสดงออกมาในรูปแบบตา่ งๆ เช่น
2.1 Somatization (เจ็บป่วยทางกาย เช่น ปวดศรีษะ ปวดท้อง)
2.2 Depression (เศร้าโกรธตนเอง)
2.3 Displacement (ถ่ายเทความโกรธไปสบู่ คุ คลหรอื สง่ิ ที่ไม่มีอันตรายกบั ตวั เอง)
2.4 Denial (ปฏเิ สธบอกว่าเฉยๆ)
3. การหนีหรือหลีกหนี(Avoidance) บางครั้งบางเวลาเรารู้สึกโกรธ เราไม่สามารถแสดง
ความโกรธออกมาได้ตรงๆเนอ่ื งจากไม่กล้า ไม่เหมาะสม ไม่ถูกาละเทศะ หรือบคุ คลที่ทำ
ให้เราโกรธนนั้ เปน็ หัวหนา้ หรือเปน็ ครูของเรา เราก็จะเลี่ยงไป หนจี ากเหตกุ ารณ์ หันไปใช้
ยาเสพติด ไประบายกับบุคคลอน่ื ซึ่งอยตู่ ำ่ กว่าเรา หรือสิ่งของต่างๆซึง่ ผลเสียทำให้เราไม่
สามารถเผชญิ กบั ความโกรธได้
3.1 Act out แสดงความโกรธในรปู แบบอ่นื เชน่ ยาเสพติด
3.2 Withdrawal หนจี ากสถานการณ์
3.3 Silence เงียบ เกบ็ ความรู้สกึ
3.4 Running away หนจี ากบา้ น หนีจากโรงเรียน
3.5 Aggression (แสดงกริยาก้าวร้าว รุกราน ทั้งทางด้านคำพูดและท่าทาง) จนถึงการ
แสดงออกอยา่ งรนุ แรง เช่นทำรา้ ยผู้อน่ื ฆ่าคนอน่ื (Violence)
27
ปัจจยั ที่มผี ลตอ่ ความรสู้ ึกโกรธ
ภาวะทางร่างกาย(Physical condition) ผู้ที่มโี รคปรปะจำตัวหรือร่างกายไมส่ บาย หรอื ผู้ที่อยใู่ น
วัยเด็ก อาจหงุดหงิดได้ง่าย เม่ือได้รับการกระตุ้นและมักจะไม่กล้าแสดงความโกรธออกมา แต่จะใช้วิธี
หลกี หนีหรือพง่ึ พายาเสพติด
พัฒนาการของบุคลิกภาพ(Personality development) ผู้ที่มีพัฒนาการของบุคลิกภาพมา
แบบไม่มคี วามเช่ือม่ันในตนเอง ดูตนเองไมม่ ีคุณคา่ มักไม่กล้าแสดงความรู้สึกโกรธหรือไม่ดีออกมาโดยกลัว
วา่ คนอ่นื จะไม่ยอมรับ และทำให้คนอน่ื มองดเู ขาเป็นคนเงียบเฉย ไม่มปี ฏกิ รยิ าโต้ตอบกับบคุ คลอ่นื
ความหมายของเหตุการณ์(The meaning of situation) ถ้าเหตุการณ์นั้นมีผลโดยตรงต่อ
ตนเอง ทำให้เกิดการสญู เสียหรือผิดหวงั ความโกรธกจ็ ะเกิดได้งา่ ยและรนุ แรง
บทบาท(Role perception) ผู้ที่รับรู้ว่าตนเองมีบทบาทอยู่เหนือหรือต่ำกว่าผู้อ่ืน มักจะแสดง
ความโกรธตา่ งกัน ผู้ที่รู้วา่ ตนเองมีบทบาทสงู กว่ามักจะไมร่ ู้จักยบั ยั้งชง่ั ใจ สว่ นผู้ที่มีบทบาทต่ำกวา่ เช่น เป็น
ลกู ศษิ ย์ เป็นลูกนอ้ ง มักไมค่ อ่ ยกล้าแสดงความรู้สกึ โกรธออกมาตรงๆ แตจ่ ะกดเก็บเอาไว้และไประบายออก
ทางอ่นื
อายุ(Age) ผู้ที่อยู่ในวัยต่างๆ มีการแสดงอารมณ์โกรธต่างกัน เด็กเล็กๆมักจะไม่รู้จักช่ังใจ พอโต
ขึ้นเป็นวัยรุ่น อารมณ์โกรธค่อนข้างรุนแรง แต่พออายุมากขึ้น ก็มีความสงบเยือกเย็นรู้จักผิดรู้จักถูกการ
แสดงออกของอารมณ์กจ็ ะออกมาอีกรปู แบบหน่งึ ยกเว้นผู้มีการชงกั ของพัฒนาการทางอารมณ์ พยาบาล
ในฐานะผู้ให้บริการแก่ผู้ป่วยและญาติ ซึ่งมักจะต้องเผชิญหรือรองรับอารมณ์โกรธของผู้รับบริการ
จำเป็นต้องเข้าใจว่าสภาพจิตใจ การเจ็บป่วยทางกาย มีผลต่อการแสดงออกของผู้ป่วย ซึ่งบางครั้ง
เหตุการณ์น้อี าจจะเป็นเพยี งเล็กน้อย แต่ผู้รับบริการก็โกรธพยาบาลมากมาย ด้งนั้นพยาบาลจึงจำเป็นตอ้ ง
เข้าใจผู้รบั บริการ ไม่ปกป้องตวั เองจนเกินไปหรือแสดงการเมนิ เฉย จนผู้ปว่ ยเกิดความโกรธรุนแรงมากขึ้น
การใช้กระบวนการพยาบาลในการดแู ลผทู้ ี่มีอารมณ์โกรธ
การรวบรวมขอ้ มลู
การประเมินทางด้านสรีระ พยาบาลต้องสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางด้านรา่ งกาย เช่น หนา้ ตาบดู
บงึ้ คิ้วขมวด กัดฟนั แน่น มือกำหมัดแนน่ หรือนำ้ เสียงดงั หว้ น และต้องดูการทำงานของอวยั วะภายใน
ร่างกายดว้ ย เช่น คลืน่ ไส้ ความดันโลหิตสูง มา่ นตาขยาย หรือหายใจไม่สะดวก ซึง่ แต่ละคนแตกต่างกนั
การประเมินด้านอารมณ์ พยาบาลต้องสังกตดูการแสดงออกทางอารมณ์ของผู้ป่วยเป็นแบบใด
ตง้ั แต่ระดับตำ่ จนกระท่ังถึงระดบั ซึมเศร้า หรอื ก่อการทะเลาะวิวาทบันดาลโทสะจนบังคบั ไมไ่ ด้ และบางคน
เม่อื แสดงอารมณแ์ ลว้ อาจกิดความรู้สกึ ผิดได้
การประเมนิ ดา้ นสตปิ ญั ญา ทำให้ทราบวา่ ผู้รบั บริการมีการรับรู้ต่อความโกรธและคิดหมกมนุ่ อยู่
หรือไม่ เพราะถ้าคิดหมกมุน่ อยู่อาจทำให้เกิดความโกรธที่รุนแรง และทำให้การรบั รู้เปลี่ยนแปลงได้
ตลอดจนตอ้ งศกึ ษาสาเหตทุ ีท่ ำให้ผู้รบั บริการโกรธ หรอื มีความเช่อื ผิดๆทีฝ่ ังอยู่ เชน่ การแสดงความโกรธ
ออกมาเป็นส่งิ ที่ไม่ควรทำ
28
การประเมินด้านสงั คม ควรดูวา่ ผู้ปว่ ยอย่ใู นบทบาทหน้าที่อะไรในสงั คม และบคุ คลทเ่ี กี่ยวข้องกบั
ผู้ปว่ ยจะเปน็ เพ่อื นฝูงบคุ คลท่สี ำคญั ในชีวิต บุคคลในครอบครัวเขาเหล่านั้น แสดงความโกรธอย่างไร เพ่อื
จะได้ประเมินผู้ปว่ ยท้ังระบบ รวมท้ังดา้ นสงั คมและวฒั นธรรม
การประเมินด้านจติ วญิ ญาณ พยาบาลควรเข้าใจความเช่อื คา่ นิยม ศีลธรรมจรรยา กฏระเบียบ ที่
ผู้ป่วยปฏบิ ตั ิ ทำให้เกิดความโกรธได้อยา่ งไร บางศาสนาสอนวา่ ไมใ่ ห้แสดงความโกรธเปบ็ าป พยาบาลควร
ถามคำถามเกีย่ วกับจิตวญิ ญาณเพอ่ื ดูการแสดงออกของความโกรธ เช่น เม่อื เป็นเด็กพ่อแม่สอนให้
แสดงออกอย่างไรเม่อื มีความโกรธ หรือความเชอ่ื ในศาสนาสอนเกี่ยวกับความโกรธว่าอย่างไร
การวินิจฉยั ทางการพยาบาล
พยาบาลได้รวบรวมขอ้ มูลต่างๆแลว้ กน็ ำมาวิเคราะห์เพ่อื ใหก้ ารวนิ จิ ฉัยการพยาบาลที่เกี่ยวข้องกบั
ความโกรธ
1. มคี วามโกรธตวั เองเน่อื งจากไมพ่ งึ พอใจในชีวิต
2. ผู้ป่วยมองพยาบาลในแง่ร้ายเมอ่ื ถูกขัดขวางความตอ้ งการ
3. มภี าวะซึมเศร้า เน่อื งจากไม่ได้แสดงความโกรธออกมา
4. มพี ฤตกิ รรมทำลายข้าวของและทำรา้ ยผู้อน่ื เนอ่ื งจากไมส่ ามารถควบคมุ ตนเองได้
การวางแผนการพยาบาล
การวางแผนการพยาบาลเพ่อื ชว่ ยให้ผู้ป่วยขจดั ความโกรธหรือสามารถลดความโกรธลงมาได้อย่าง
เหมาะสม จึงต้องมกี ารวางแผนทง้ั ในระยะส้ันขณะอย่โู รงพยาบาลหรือระยะยาวเมอ่ื กลับไปอยบู่ ้าน
การปฏิบตั ิการพยาบาล
1. ทางด้านร่างกาย พยาบาลควรช่วยให้ผู้ป่วยได้ใช้พลังงานส่วนเกินออกไปในทางที่สร้างสรรค์
เช่น ทำสวน เล่นกีฬา หรือสอนฝึกฝนผ่อนคลายกล้ามเน้ือ
2. ทางด้านอารมณ์ พยาบาลควรช่วยให้ผู้ป่วยได้รับรู้ความโกรธของตนเอง โดยการสะท้อน
ความรู้สึก เช่น ดูคุณโกรธ หรืออาจพูดว่า ดูท่าทางคุณโกรธ พยาบาลควรพูดด้วยความ
เข้าใจและให้การยอมรับว่าความโกรธเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ควรแสดงออกในทางที่สังคม
ยอมรบั เพื่อควบคมุ ความโกรธครงั้ ต่อไป
3. ด้านสตปิ ัญญา ตอ้ งหาวิธีช่วยให้ผู้ปว่ ยไดเลือกใช้วธิ ีการแก้ไขปัญหาเม่ือมีความโกรธ ถ้าโกรธ
มากๆกอ็ าจหยดุ อยูเ่ ฉยๆ และควรกระตนุ้ ให้พูดถึงสาเหตขุ องความโกรธ
4. ด้านสังคม จัดให้มีการแสดงบทบาทสมมติในสถานการณ์ที่ผู้ป่วยเคยประสบ เพ่ือตรวจสอบ
สิ่งทีท่ ำให้โกรธ วิธีลดความโกรธ การระบายความโกรธ เพือ่ ใชไ้ ด้จริง
5. ด้านจิตวิญญาณ ให้ผู้ป่วยระบายความเช่ือ ค่านิยม สิ่งศักดิ์สิทธิที่นับถือ การระบายจะช่วย
ให้ความรู้สกึ ผิดลดลง
29
การประเมินผล
หลังจากได้ให้การแนะนำผู้ป่วยแล้วพยาบาลก็ต้องดูว่าเขาสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้หรือไม่
ตดิ ตามผลดวู า่ ผู้ปว่ ยมคี วามกล้าที่จะพูดหรือแสดงความรู้สึกโกรธได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ หรอื ต้องแก้ไขใน
ส่วนใดบ้าง
บรรณานุกรม
โกสมุ เศรษฐวงศ.์ การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช. กรุงเทพฯ : จามจรุ โี ปรดกั ท์ , 2545.
คณะกรรมการผลิตชุดวชิ าการสง่ เสริมสขุ ภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช คณะพยาบาลศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช. การสง่ เสริมสขุ ภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช หน่วยที่ 1-
7 พมิ พค์ รงั้ ที่ 3 : นนทบรุ ี. โรงพมิ พม์ หาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช., 2547.
คณาจารยพ์ ระบรมราชชนก. การพยาบาลจิตเวชและสขุ ภาพจิต. นนทบุรี : ยทุ ธรินทร์การพมิ พ์,
2539.
จินตนา ยนู ิพันธ์. การพยาบาลจิตเวช เลม่ 2. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พจ์ ฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2528.
คณาจารย์ภาควิชาสขุ ภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บรู พา เอกสาร
ประกอบการสอนวิชาสขุ ภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช 1 ชลบรุ ี: ภาควิชาสุขภาพจิตและการ
พยาบาลจิตเวช. 2541.
ศรีพิมล ดิษยบุตร. เอกสารคำสอนวิชาสขุ ภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช. พมิ พค์ ร้ังที่ 2 (ปรับปรงุ
แก้ไข). อดุ รธาน,ี 2548.
Stuart, G.W. and Sundeen,S.J. Principle and practice of psychiatric nursing. Saint Louis : The
C.V.Mosby, 1995.
***************************************************