เด็กที่มีความบกพร่อง
ทางสติปัญญา
ลักษณะทั่วไป
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
หมายถึง
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
(Children with Mental Retardation)
หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องในการทำงาน
ของกระบวนการทางปัญญา (cognitive
functioning) และมีปัญหาเกี่ยวกับ
พฤติกรรมการปรับตัว (adaptive
behaviors) ตั้งแต่ 2 ประการขึ้นไป ใน
อดีตได้กำหนดให้เด็กที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญา คือเด็กที่มีระดับ IQ หรือ ความ
ฉลาดทางสติปัญญาต่ำกว่า 70 คะแนน (IQ
ของคนปกติจะอยู่ที่ประมาณ 100 คะแนน)
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญามี
ลักษณะอย่างไร
ลักษณะที่เป็นปัญหาของเด็กที่มีความบกพร่อง
ทางสติปัญญา จะเห็นได้จากพฤติกรรมของ
เด็ก หากดูจากภายนอก ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะดู
ไม่เหมือนกับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากความบกพร่องนั้นเกิด
ขึ้นจากปัจจัยทางสภาพแวดล้อม เช่น การขาด
สารอาหาร หรือ การได้รับสารพิษจากตะกั่ว
ลักษณะทั่วไปภายนอกของผู้ที่มีความบกพร่อง
ทางสติปัญญานั้น จะแสดงออกให้เห็นเพียงไม่
กี่กรณี ซึ่งทั้งหมดจะมีความเกี่ยวข้องกับ
Syndromic mental retardation
ความบกพร่องทางสติปัญญา แบ่งออกเป็น
4 ระดับ คือ
1.ระดับน้อย (IQ 50-70)
ปัญหาการเรียนเป็นปัญหาสำคัญที่พบได้บ่อย
และทำให้ผู้ปกครองพาเด็กมาพบแพทย์ ส่วน
ใหญ่ไม่มีอาการแสดงทางร่างกาย จึงมักได้รับการ
วินิจฉัยเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน สามารถเรียนจนจบ
ชั้นประถมปลาย ฝึกทักษะทางสังคมและอาชีพ
พอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ในรูปแบบแรงงานที่ไม่ต้อง
ใช้ทักษะฝีมือ
2.ส่วนระดับปานกลาง (IQ 35-50)
มักจะสังเกตเห็นพัฒนาการล่าช้าได้ตั้งแต่อายุ
2-3 ขวบ ศึกษาได้ในระดับประถมโดยเรียนใน
ระบบการศึกษาพิเศษ สามารถฝึกทักษะการดูแล
ตนเอง และฝึกอาชีพได้บ้างในลักษณะงานง่าย ๆ
ไม่ซับซ้อนไม่ต้องใช้ทักษะฝีมือภายใต้การกำกับ
ดูแล
3.ในกรณีระดับรุนแรง (IQ 20-35)
พบพัฒนาการผิดปกติตั้งแต่ขวบปีแรก
มีความล่าช้าทุกด้าน อาจสื่อสารได้เพียง
เล็กน้อยหรือพูดไม่ได้เลย ดูแลตนเอง
ได้จำกัด ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด และช่วย
เหลือทุกด้านอย่างมากตลอดชีวิต
4.ในระดับรุนแรงมาก (IQ < 20)
พัฒนาการล่าช้าชัดเจนทุกด้านตั้งแต่
แรกเกิด อาจมีความพิการทางกายซ้ำ
ซ้อน หรือพบเป็นกลุ่มโรคต่าง ๆ ร่วม
ด้วย มีขีดจำกัดในการเข้าใจและใช้
ภาษาอย่างมาก อาจจะฝึกการช่วย
เหลือตนเองได้บ้าง แต่ต้องอาศัยการ
ฝึกอย่างเข้มข้นและต้องดูแลใกล้ชิด
ตลอดชีวิต
สาเหตุ
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาสาเหตุ
มาจากอะไร
สำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาตั้งแต่วัย
เด็กนั้น ไม่สามารถระบุสาเหตุได้ราวหนึ่งในสามถึง
ครึ่งหนึ่งของกรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมด อย่างไรก็ตาม
กลุ่มอาการดาวน์ (Down syndrome) กลุ่มอาการ
เวโลคาร์ดิโอเฟเชียล (Velocardiofacial
syndrome) และกลุ่มอาการของทารกที่ถือกำเนิด
จากมารดาที่ดื่มแอลกอฮอล์ (Fetal alcohol
syndrome) คือสามสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความ
บกพร่องทางสติปัญญาตั้งแต่แรกเกิด ถึงกระนั้น
ทางการแพทย์ได้มีการค้นพบสาเหตุอื่น ๆ อีก
มากมาย ดังนี้
1.สภาพทางพันธุกรรม ในบางครั้งความบกพร่องมี
สาเหตุมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ได้รับการ
ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ ซึ่งความผิดปกติอาจเกิดขึ้นได้
เมื่อยีนส์ของพ่อและแม่รวมเข้าด้วยกัน หรืออาจเกิด
จากสาเหตุอื่นๆ ความผิดปกติของลักษณะทาง
พันธุกรรมที่พบมากในปัจจุบันนั้นรวมไปถึงกลุ่มอาการ
ดาวน์ (Down syndrome) กลุ่มอาการเวโลคาร์ดิโอ
เฟเชียล (Velocardiofacial syndrome) และ
กลุ่มอาการของทารกที่ถือกำเนิดจากมารดาที่ดื่ม
แอลกอฮอล์ (Fetal alcohol syndrome) ซึ่งเกิดได้
มากในเด็กผู้ชาย โรคท้าวแสนปม
(Neurofibromatosis) ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน
แต่กำเนิด (Congenital hypothyroidism) กลุ่ม
อาการวิลเลี่ยม (Williams syndrome) ฟีนิลคีโตนู
เรีย (Phenylketonuria) หรือ PKU และกลุ่มอา
การเพรเดอร์-วิลลี (Prader-Willi syndrome)
โรคที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมอื่นๆยังรวม
ไปถึงกลุ่มอาการพรีแลน-แมคเดอร์มิด (Phelan-
McDermid syndrome (22q13del), กลุ่มอาการ
โมวัท-วิลสัน (Mowat-Wilson syndrome) และ
ชนิดของ Siderius
2.ปัญหาระหว่างการตั้งครรภ์ ความบกพร่องทางสติปัญญาสามารถเกิดได้จากการที่ทารกในครรภ์
ไม่ได้เจริญเติบโตอย่างถูกต้องเหมาะสม ตัวอย่างเช่น อาจเกิดปัญหาในระหว่างการแบ่งเซลล์ของ
ตัวอ่อนในครรภ์ระหว่างการเจริญเติบโต มารดาที่ดื่มแอลกอฮอล์ หรือป่วยเป็นโรคหัดเยอรมัน
ระหว่างการตั้งครรภ์ อาจให้กำเนิดบุตรที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาได้
3.ปัญหาระหว่างการคลอด หากทารกเกิดปัญหาระหว่างการทำคลอด หรือหลังการคลอด เช่น ทารก
ได้รับออกซิเจนในปริมาณที่ไม่เพียงพอ อาจก่อให้เกิดความบกพร่องเนื่องจากสมองถูกทำลาย
4.การที่เด็กได้รับสารพิษ หรือป่วยเป็นโรคต่าง ๆ เช่น โรคไอกรน โรคหัด เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
สามารถก่อให้เกิดความบกพร่องทางสติปัญญา หากได้รับการรักษาที่ล่าช้า หรือการได้รับการรักษา
ที่ไม่เพียงพอ การที่เด็กได้รับสารพิษ เช่น สารตะกั่ว หรือ สารปรอท อาจก่อให้เกิดความบกพร่อง
ทางสติปัญญาได้เช่นกัน
5.การขาดสารไอโอดีน เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความบกพร่องทางสติปัญญาที่สามารถป้องกันได้
ซึ่งเกิดในประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากปัญหาปริมาณไอโอดีนขาดแคลนในบางท้องถิ่น ปัญหานี้
ได้ส่งผลกระทบต่อประชากรราว ๆ สองล้านล้านคนทั่วโลก การขาดสารไอโอดีนก็ยังเป็นสาเหตุที่
ทำให้เกิดโรคคอพอกอีกด้วย ความบกพร่องทางสติปัญญาที่เกิดจากการขาดสารไอโอดีนที่รุนแรง
จะทำให้สติปัญญาแย่ลง หรืออาจทำให้กลายเป็นโรคเอ๋อ หรือเครทินิซึม บางพื้นที่ในโลกที่
ประสบปัญหาขาดแคลนสารไอโอดีนโดยธรรมชาติ และรัฐบาลมีความเฉื่อยชาในการแก้ปัญหา
ประชากรจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น ในประเทศอินเดีย ซึ่งมีประชากรกว่า 500 ล้านคนที่
ได้รับผลกระทบจากความบกพร่องทางสติปัญญา ประชากรกว่า 54 ล้านคนเป็นโรคคอพอก และ
ประชากร 2 ล้านคนเป็นโรคเอ๋อ หรือเครทินิซึม ประเทศอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลน
สารไอโอดีน เช่น ประเทศจีน และประเทศคาซัคสถานได้มีการจัดทำโครงการให้ประชากรได้บริโภค
เกลือที่ประกอบด้วยไอโอดีนที่มีคุณภาพ
6.ภาวะขาดสารอาหาร เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความบกพร่องทางสติปัญญาในหลายพื้นที่ทั่วโลก
อันเนื่องมาจากความขาดแคลนอาหาร เช่น ในประเทศเอธิโอเปีย
7.การขาดเส้นใยประสาทขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า อาร์คูเอท ฟาสซิคูลัส
ความชุกของโรค
ความชุกของโรคเด็กที่มีความบกพร่องทาง
สติปัญญา
โดยทั่วไปพบบุคคลที่มีภาวะบกพร่อง
ทางสติปัญญาร้อยละ 1-3 ของ
ประชากร ในประเทศไทยพบความชุก
ของภาวะบกพร่องทางสติปัญญา
ประมาณร้อยละ 0.4-4.7 ซึ่งมีความ
แตกต่างกันในแต่ละรายงานขึ้นอยู่กับ
เกณฑ์การวินิจฉัย การออกแบบการวิจัย
และวิธีการศึกษา ตัวอย่างเช่น เมื่อการ
วินิจฉัยใช้เกณฑ์ระดับเชาวน์
ปัญญา(IQ) อย่างเดียว ความชุกจะพบ
ประมาณร้อยละ 3 แต่เมื่อวินิจฉัยโดย
ใช้เกณฑ์ทั้ง 3 ข้อ ตามที่กล่าวข้างต้น
ความชุกจะพบประมาณร้อยละ 1 (The
American Academy of child &
Adolescent Psychiatry : AACAP,
2542) และพบภาวะความบกพร่องทาง
สติปัญญาในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
โดยอัตราชาย : หญิง ประมาณ 1.5 : 1
(APA, 2543)
การสังเกตและการวินิจฉัย
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาอาจ
สังเกตได้ดังนี้
สังเกตอาการ แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะ
สังเกตพฤติกรรมและอาการแสดงต่าง ๆ
รวมไปถึงทักษะในพัฒนาการด้านต่าง ๆ
ตามวัย โดยเปรียบเทียบกับผู้ที่อยู่ใน
วัยเดียวกัน เช่น การรับประทานอาหาร
การแต่งตัวสวมเสื้อผ้า การพูดคุยสื่อสาร
การเข้าใจความหมาย การมีปฏิสัมพันธ์
ต่อคนในครอบครัวและเพื่อน เป็นต้น
ลักษณะบางอย่างที่พอสังเกตได้
1.พัฒนาการโดยทั่วไปช้า
2.มีความสามารถทางการเคลื่อนไหวน้อย
กว่าเด็กในวัยเดียวกัน
3.อวัยวะบางส่วนมีรูปร่างผิดปกติ
4.กล้ามเนื้อทำงานประสานกันไม่ดีนัก
5.เรียนรู้ช้า
6.มีพัฒนาการทางภาษาช้า ภาษาไม่
สมวัย
7.มีช่วงความสนใจสั้น
8.ลืมง่ายสับสนง่าย
9.ชอบลอกเลียนแบบไม่ใช้ความคิดตนเอง
10.ช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้ต่ำ
กว่าวัย
พฤติกรรม
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
มีพฤติกรรมดังต่อไปนี้
1.มีพัฒนาการในการพูดที่ล่าช้า
2.มีทักษะในด้านความจำที่ไม่ดี
3.เรียนรู้เกี่ยวกับกฎของสังคมได้ยาก
4.มีปัญหาเกี่ยวกับทักษะการแก้
ปัญหา
5.มีพัฒนาการทางด้านพฤติกรรมการ
ปรับตัวที่ล่าช้า เช่น ทักษะการช่วย
เหลือตัวเอง และทักษะการดูแลตัว
เอง
6.ขาดทักษะทางสังคม
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เรียนรู้ได้ช้ากว่าเด็กทั่วไป เด็กอาจใช้
เวลานานกว่าในการเรียนภาษา การ
พัฒนาทักษะทางสังคม และการดูแล
ตนเอง เช่น การแต่งตัว หรือการรับ
ประทานอาหาร เด็กเหล่านี้จะใช้เวลา
นานในการเรียนรู้ ต้องมีการทำซ้ำ ๆ
หลายครั้ง และการเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ
นั้นต้องมีการปรับให้เข้ากับระดับการ
เรียนรู้ของเด็กแต่ละคน อย่างไร
ก็ตาม เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้
พัฒนาตนเอง และมีส่วนร่วมทาง
สังคมได้
ประเภทและอาการต่าง ๆ
ประเภทและอาการต่าง ๆ ของเด็กที่มีความ
บกพร่องทางสติปัญญา
ในประเทศไทย ได้กำหนดให้ความบกพร่องทางสติ
ปัญญา เป็นผู้พิการประเภท 5 “ความพิการทางสติ
ปัญญา” ตามประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและ
ความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง ประเภทและหลักเกณฑ์
ความพิการ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 ซึ่งออกในพระ
ราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
พ.ศ.2550 หมายถึง “การที่บุคคลมีข้อจำกัดในการ
ปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือการเข้าไปมีส่วน
ร่วมในกิจกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากการมี
พัฒนาการช้ากว่าปกติ หรือมีระดับเชาวน์ปัญญาต่ำ
กว่าบุคคลทั่วไป โดยความผิดปกตินั้นแสดงก่อน
และความบกพร่องทางพัฒนาการ ในระดับรุนแรง
และเป็นเรื้อรัง” แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจว่าจะ
จดทะเบียนคนพิการ เพื่อขอใช้สิทธิต่าง ๆ หรือไม่
ไม่ใช่ภาคบังคับ
นอกจากนี้ ยังจัดเป็นผู้พิการประเภท “ความ
บกพร่องทางสติปัญญา” ตามประกาศกระทรวง
ศึกษาธิการ เรื่อง กำหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของ
คนพิการทางการศึกษา พ.ศ.2552 ซึ่งออกในพระ
ราชบัญญัติ การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ
พ.ศ.2551 เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มัก
มีปัญหาเกือบทุกด้านในชีวิตประจำวัน และปัญหา
การเรียน เนื่องจากเด็กมีข้อจำกัดหรือเพดานในการ
เรียนรู้ ทำให้ไม่สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้เท่ากับเพื่อน
ในวัยเดียวกัน เป็นภาวะที่สมองหยุดพัฒนาหรือ
พัฒนาอย่างไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดความบกพร่องของ
ทักษะด้านต่าง ๆ ในระยะพัฒนาการ และส่งผลกระ
ทบต่อระดับเชาวน์ปัญญาทุก ๆ ด้าน
การจัดการเรียนการสอน
ครูจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาเด็กที่มีความ
บกพร่องทางสติปัญญา ที่โรงเรียนได้อย่างไร?
1.ครูควรเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องความบกพร่องทางสติ
ปัญญาให้มากที่สุด
2.ระลึกไว้เสมอว่าครูสามารถนำการเปลี่ยนแปลงครั้ง
ใหญ่มาสู่ชีวิตเด็ก ครูจึงควรค้นหาว่าจุดแข็ง หรือ
ความสนใจของเด็กคืออะไรและเน้นที่สิ่งเหล่านั้น
เพื่อสร้างโอกาสแห่งความสำเร็จให้แก่เด็ก
3.ปรึกษาหารือกับครูท่านอื่นๆ หรือครูที่มีความ
เชี่ยวชาญด้านการสอน ในการหาวิธีการสอนที่มี
ประสิทธิภาพมากที่สุดให้แก่เด็ก เช่น การปรับ
หลักสูตรการเรียนรู้
4.พยายามอธิบายสิ่งที่สอนให้มีความเป็นรูปธรรม
มากที่สุด แสดงสิ่งที่ครูอธิบายแทนการอธิบายด้วย
คำพูดเพียงอย่างเดียว เช่น การแสดงภาพให้เด็กดู
หรือครูอาจให้เด็กลองทำเอง
5.พยายามอธิบายข้อมูลแก่เด็กให้มีความกระชับ
ที่สุด เช่น อธิบายข้อมูลยาวๆด้วยการทำให้เป็นวิธี
สั้นๆ สาธิตวิธีการทำ ลองให้เด็กทำ และให้ความ
ช่วยเหลือเด็กเท่าที่จำเป็น
6.แจ้งผลตอบรับแก่เด็กให้เร็วที่สุดว่าเด็กทำได้ดี
หรือไม่
7.สอนทักษะชีวิตให้แก่เด็ก เช่น การใช้ชีวิตประจำ
วัน ทักษะทางสังคม การตระหนักรู้เกี่ยวกับอาชีพ
ต่าง ๆ และทักษะการสำรวจ ให้เด็กลองทำกิจกรรม
เป็นกลุ่ม หรือกิจกรรมชมรม
8.หารือร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครองของเด็ก และบุคลากร
ในโรงเรียนท่านอื่น ๆ เพื่อสร้างแผนการเรียนที่ตรง
ตามความต้องการของผู้เรียน และควรแบ่งปันข้อมูล
ระหว่างกันเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของเด็กทั้งที่
โรงเรียนและที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ
การจัดการเรียนการสอน
ในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สามารถ
แยกออกเป็น 3 ระดับ คือ
1.การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยหรือขนาด
น้อย
เด็กกลุ่มนี้สามารถเรียนร่วมในระดับประถมศึกษาได้ และสามารถฝึก
อาชีพ และงานง่าย ๆ ได้ หรือเรียนในระดับมัธยมศึกษาได้ หากเราสามารถ
จัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการทางการศึกษาของพวกเขาได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ เด็กเหล่านี้ในช่วงอายุแรกเกิดจนถึง 3 ขวบ ควรให้ได้รับการ
ช่วยเหลือระยะแรกเริ่มด้านการพัฒนาประสาทสัมผัส และด้านสติปัญญา เมื่อ
ถึงระยะเข้าโรงเรียน
การให้การศึกษาก่อนวัยเรียนแก่เด็กกลุ่มนี้ เพื่อฝึกทักษะความพร้อมใน
การเรียนระรวมระดับอนุบาลและประถมศึกษา ทักษะความพร้อมได้แก่ การนั่ง
และฟังครู การแยกสิ่งเร้าทางเสียงและการเห็น การทำตามคำสั่ง การใช้ภาษา
การฝึกกล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็ก ทักษะการช่วยเหลือตนเอง
การอยู่กับเพื่อนเมื่อเด็กเข้าเรียนระดับประถมศึกษาซึ่งแม้ว่าระดับเชาว์ปัญญา
จะยังคงเท่ากับเด็กอายุ 4- 6 ปีการศึกษาของเด็กควรเน้นด้านภาษา และการ
สร้างความคิด ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวก่อน เน้นวิชาการบ้าง
ได้แก่ การอ่าน การคิดคำนวณ และการเขียน นอกจากนี้ควรฝึกพฤติกรรมการ
ปรับตัวในสังคม โดยปกติแล้วหลักสูตร และการเรียนการสอนระดับนี้ควร
เหมือนกับเด็กทั่ว ๆ ไป แต่จัดให้เรียนในระดับที่ช้ากว่า
เมื่อเด็กขึ้นชั้นประถมศึกษาตอนปลายจะมีอายุราว 9 - 13 ปี แต่อายุ
สมองเท่ากับเด็กอายุ 6- 9 ปี การเรียนทางด้านวิชาการจะต้องเป็นวิชาการที่
ใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์การฟังข่าวสาร
การซื้อของ การอ่านสมุดโทรศัพท์ การอ่านป้ายประกาศ หรือโฆษณา ฉลากยา
การกรอกข้อความต่าง ๆ เป็นต้น
ในระดับมัธยมศึกษา ควรได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับการสังคม และอาชีพให้
เท่าเทียมกับการศึกษาด้านวิชาการ
2.การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง
ระดับก่อนประถมศึกษา ควรจัดการศึกษาเน้นด้านภาษา ได้แก่ ความเข้าใจและ
การใช้ภาษา และความรู้ความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวและสัมพันธ์กับตัวเด็ก เช่น
บุคคลในครอบครัว เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน สถานที่ภายนอกบ้าน ทักษะ
ในการดำรงชีวิตประจำวัน เป็นต้น การฝึกฝนดังกล่าวต้องเน้นมากกว่าเด็กปกติ
นอกจากนี้ยังต้องใช้ผู้เชียวชาญด้านอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น นักแก้ไขการพูด
นักกายภาพบ าบัด ถ้าเราสามารถจัดการศึกษาอย่างเหมาะสมแล้ว เด็กเหล่านี้จะ
ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตได้มากกว่าที่เราคาดเสียอีก
ส่วนระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษาควรเน้นด้านวิชาการในน้อยลงกว่า
เด็กปกติเน้นวิชาการที่จะช่วยให้เขามีทักษะ เพียงพอในการพึ่งพาตนเองได้ในการ
ทำงาน และการสังคม หลักสูตรสำหรับเด็กโตควรเน้นใน 2 ด้าน คือ ด้านทักษะการ
ช่วยเหลือตนเอง เช่น การอาบน้ำ การรับประทานอาหาร การแต่งตัวการใช้ห้องต่าง ๆ
ภายในบ้านและอาคาร การใช้สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ เป็นต้น อีกด้านหนึ่งคือ
ทักษะทางอาชีพ ส่วนมากต้องเน้นทักษะการทำงานในโรงงนในอารักษ์เพื่อเตรียม
เด็กสำหรับการทำงานในสังคมต่อไป
3.การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับรุนแรง
และรุนแรงมาก
แต่ก่อนนั้นการศึกษาสำหรับเด็กกลุ่มนี้ถูกละเลยมาตลอด เพิ่งมาใน
ช่วงปี ค.ศ. 1978นี้เองที่เริ่มมองเห็นว่าเด็กเหล่านี้ควรได้รับการศึกษาตาม
สิทธิของเขาด้วย การให้การศึกษาต้องเน้นที่ทักษะพื้นฐานเพื่อการอยู่รอด
และ ทักษะพื้นฐานในการช่วยเหลือตนเอง ขอบข่ายของทักษะที่ควรฝึก
ได้แก่ การกระตุ้นประสาทสัมผัส การพัฒนาประสาทสัมผัส และการบู
รณาการประสาทสัมผัส การช่วยเหลือตนเองภาษาและการตอบสนอง
นอกจากนี้ต้องฝึกการปรับพฤติกรรมด้วย เนื่องจากเด็กมักมีพฤติกรรมที่
ไม่เหมาะสม เช่น นั่งโยกตัว กดตา ขับถ่ายไม่ถูกที่ เป็นต้น
การจัดการเรียนการสอนสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ( ID)
ระดับก่อนวัยเรียน
เน้นความพร้อมของเด็กทั้งในด้านความคิด ความจำ ร่างกาย
อารมณ์ และสังคมของเด็ก ความพร้อมของเด็กเป็นพื้นฐานสำคัญใน การ
เรียนในระดับประถมศึกษา การพัฒนาทักษะของเด็กในระดับนี้ควรเน้น
ทักษะที่จะจำเป็นที่จะช่วยให้เด็กมีความพร้อมในการเรียน เช่น การ
พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่การฝึกให้นักเรียน มีความ
สนใจในบทเรียนนานขึ้น การฝึกความคิด ฝึกภาษา ฝึกพูด เป็นต้น
ระดับประถมศึกษา
เน้นเกี่ยวกับการอ่าน คณิตศาสตร์ ภาษา ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์
และสังคมศึกษานั้นมีความสำคัญรองลงไป ในหลักสูตรแตกต่างไปจาก
หลักสูตรสำหรับเด็กปกติตลอดจนเอกสารการเรียนการสอนให้สอดคล้อง
กับความสนใจและความสามารถของเด็ก ส่วนเนื้อหาวิชาดนตรี และศิลปะ
ควรจัดให้เหมาะสมกับเด็ก
ระดับมัธยมศึกษา
เน้นความต้องการและความสามารถของเด็กเป็นสำคัญ หากเด็กมี
ความสามารถในการเรียน เด็กควรได้รับการส่งเสริมให้เรียนวิชาที่เหมาะ
สม หากเด็กไม่มีความพร้อม ควรให้เด็กเรียนในด้านอาชีพ และฝึกทักษะ
ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เพื่อเตรียมเด็กให้สามารถดำรงชีพในสังคมได้
ควรฝึกให้เด็กมีทักษะในด้านต่อไปนี้ คือ ทักษะด้านการงานและอาชีพ
การครองเรือน นันทนาการ การดูแลสุขภาพ การดำรงชีพในชุมชน
ครูผู้สอนต้องมีความอดทนและพยายามอย่างมาก เนื่องจากเด็กที่มี
ความบกพร่องทางสติปัญญามีระดับสติปัญญาต่ำ มีความสามารถในการ
เรียนรู้น้อย และมักจะมีความพิการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ความบกพร่องทาง
ร่างกาย ทางการพูด และปัญหาพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ครูผู้สอนจะต้องมีความ
เข้าใจและแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย
หลักสูตรหรือโปรแกรมการเรียนการสอนสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่อง
ด้านสติปัญญา ควรจะมีลักษณะดังนี้
1.เน้นหลักสูตรที่ปรับปรุงเนื้อหาง่ายกว่าและน้อยกว่าของเด็กปกติ
มาก เพื่อให้เหมาะสมกับ
ความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กแต่ละระดับชั้น
2.เน้นเนื้อหาทักษะพื้นฐานที่เด็กสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
ได้ เช่น การเข้าใจสื่อความหมาย การรู้จักค่าของตัวเลข ฯลฯ
3.พัฒนาทักษะการเรียนรู้เพื่อนำไปสู่การเรียนร่วมในสังคมได้ เช่น
การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นได้ มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบ
หมายได้
ครูจึงจำเป็นต้องใช้หลักการสอนพิเศษกว่าเด็กปกติ
1.ใช้สื่อการสอนให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการของเด็ก โดยคำนึง
ถึงอายุสมอง ไม่ใช่อายุตาม
2.สอนในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับช่วงความสนใจ
ของเด็ก
3.สอนตามขั้นตอนของงานที่แยกย่อยตามลำดับจากง่ายไปหายาก
และไม่ซับซ้อน
4.ในการสอนแต่ละครั้ง ควรสอนเนื้อหาวิชาให้น้อย
5.สอนบทเรียนให้เหมาะกับสภาพของชีวิตจริงและปฏิบัติได้จริง
6.สอนช้า ๆ และสม่ำเสมอ
7.ใช้คำพูดที่ชัดเจนและประโยคสั้น ๆ ไม่สับสน
8.ให้การเสริมแรงตามความเหมาะสม
9.สังเกต บันทึกความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคลเป็นระยะ ๆ
ตลอดเวลาสอน
10.ให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ร่วมกับผู้ปกครองและ
นักวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
การช่วยเหลือเด็กบกพร่องทางสติปัญญาในชั้นเรียนปกติ
ปัจจุบันแนวโน้มการศึกษาแต่ละประเภท เน้นให้เด็กที่มีความ
บกพร่องทางสติปัญญาเรียนรวมในโรงเรียนปกติ ซึ่งครูจำเป็นต้องให้
ความช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เพื่อจะทำให้เด็ก
ประสบความสำเร็จในการเรียน ดังนี้
1.สอนเป็นลำดับขั้นตอนอย่างละเอียด สอนช้า ๆ ไปทีละขั้น แม้แต่
งานที่ซับซ้อนก็สอนให้กับเด็กเหล่านี้ได้ไม่ยาก หากสอนทีละขั้นช้า ๆ ไป
ตามลำดับ
2.ในการเรียนรู้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ต้องให้เด็กได้ทำซ้ำ และทบทวน
ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้เด็กประสบผลสำเร็จ
3.พยายามให้เด็กออกเสียงสิ่งที่เรียนด้วย เนื่องจากการออกเสียงมี
ส่วนช่วยในการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น
4.ต้องสร้างแรงจูงให้เด็กได้เรียนรู้งานที่ใหม่ ยาก ชับซ้อน ไม่
สามารถส่งเสริมแรงจูงใจให้กับเด็กประเภทนี้
5.ประเมินพัฒนาการของเด็กอย่างเนื่อง ทั้งการประเมินที่เป็น
ทางการ และไม่เป็นทางการและต้องเก็บบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ
6.พยายามให้ข้อมูลย้อนกลับทันทีเมื่อเด็กทำกิจกรรมใด ๆ การให้
ข้อมูลย้อนกลับทันทีเป็นแรงจูงใจที่ดีในการเรียนรู้ของเด็ก
ผู้จัดทำ
ข้ อ มู ล ป ร ะ วั ติ ก า ร ศึ ก ษ า
ชื่อ-สกุล นางสาวธารารัตน์ บุญพบ -อนุบาล - ประถมศึกษา
ชื่อเล่น ยิ้ม โรงเรียนบ้านนาคำใหญ่ (ราษฎร์
รหัสนักศึกษา 6211010016
บริบาล)
ข้ อ มู ล ติ ด ต่ อ
-มัธยมศึกษาตอนต้น
โทรศัพท์: 06-1020-1044 โรงเรียนกันทรารมณ์
อีเมล: [email protected]
ที่อยู่: 647 ถ.สี่พระยา แขวง -มัธยมศึกษาตอนปลาย
สี่พระยา เขตบางรัก โรงเรียนกันทรารมณ์
กรุงเทพมหานคร 10500
-อุดมศึกษา (ปัจจุบัน กำลังศึกษาอยู่ชั้นปี
ที่ 3)
มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี