ป.3 โดย นางสาวเสาวณีย์ เล้าเจริญ ต าแหน่ง ครู โรงเรียนบ้านคลองหลวง ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 หน ่ วยการเร ี ยนร ู ้ ท ี ่4
คำนำ การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้นับเป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้ครูผู้สอนได้มีการเตรียมการสอนล่วงหน้า ก่อนที่จะทำการสอนจริง โดยมีการเตรียมเนื้อหา กิจกรรม สื่อการเรียนการสอน รวมทั้งวิธีการวัดผลและ ประเมินผล ซึ่งการเตรียมการสอนจะช่วยให้ครูผู้สอนมีความพร้อมที่จะสอนหรือจัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้ ผู้จัดทำได้ศึกษา ค้นคว้าหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีกรวิเคราะห์หลักสูตร จัดทำคำอธิบายรายวิชา โครงสร้างรายวิชาที่มีการ กำหนดหน่วยการเรียนรู้และหารูปแบบกิจจกรรมหรือรูปแบบการสอนสำหรับการทำแผนการจัดการเรียนรู้ โดยเน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ได้เรียนผ่านกระบวนการคิดด้วยตนเอง โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของ ผู้เรียน โรงเรียน และชุมชนเป็นหลัก แผนการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 จัดทำไว้เพื่อสะดวกต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกปีการศึกษา หรือง่ายต่อการปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เหมาะสมในแต่ละ ปีการศึกษา ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แผนการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้จะช่วยให้การจัดเรียนการสอน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 จะดำเนินไปด้วยดี และส่งผลให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมกระบวนการคิด และมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตรงตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรต่อไป นางสาวเสาวณีย์ เล้าเจริญ ผู้จัดทำ ก
สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข คำอธิบายรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่3 ค โครงสร้างรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่3 ง การวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่3 จ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ปัจจัยจำเป็นต่อมนุษย์และสัตว์ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง อาหารหลัก 5 หมู่ (1) 10 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง อาหารหลัก 5 หมู่ (2) 19 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง อาหารจานโปรด 26 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง น้ำเพื่อชีวิตมนุษย์ 34 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง อากาศสำคัญต่อมนุษย์ 43 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง สัตว์ต้องการอาหาร (1) 52 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง สัตว์ต้องการอาหาร (2) 59 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 เรื่อง สัตว์ต้องการน้ำและอากาศ 66 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 เรื่อง ดูแลสัตว์ 77 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 เรื่อง วัฏจักรชีวิตสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 84 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 เรื่อง วัฏจักรชีวิตสัตว์ปีกและสัตว์เลื้อยคลาน 98 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 เรื่อง วัฏจักรชีวิตแมลงบางชนิด 107 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 เรื่อง วัฏจักรชีวิตของกบ 119 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 เรื่อง วัฏจักรชีวิตที่เปลี่ยนแปลงสมบูรณ์ (1) 129 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 เรื่อง วัฏจักรชีวิตที่เปลี่ยนแปลงสมบูรณ์ (2) 141 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 เรื่อง เปรียบเทียบวัฏจักรชีวิต (1) 150 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 เรื่อง เปรียบเทียบวัฏจักรชีวิต (2) 155 ข
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 9 เรื่อง วัฏจักรชีวิตที่ฉันสนใ จ 163 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 20 เรื่อง คุณค่าของชีวิตสัตว์ 170 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 2 1 เรื่อง วัสดุที่ประกอบกัน 178 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 2 เรื่อง สร้ า ง สรรค์วัสดุ 191 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 3 เรื่อง เมื่อวัสดุร้อน 20 5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 4 เรื่อง ไอศกรีมแสนอร่อย 21 7 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 5 เรื่อง เมื่อน้ำร้อนและเย็น 2 2 7 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 6 เรื่อง การใช้แรงกระทำ 238 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 7 เรื่อง แรงดึงและแร งผลัก 246 แผนการจัดการเรีย นรู้ที่ 2 8 เรื่อง ผลของการออกแรง 255 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 9 เรื่อง ชนิดของแรง 265 หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 30 เรื่อง แรงไม่สัมผัส 274 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 1 เรื่อ ง แรงแม่เหล็ก 283 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 2 เรื่อง สารแม่เหล็ ก 292 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 3 เรื่อง สังเกตขั้วแม่เหล็ก 303 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 4 เรื่อง แรงระหว่างแม่เหล็ก 310 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 5 เรื่อง ประโยชน์ของแม่เหล็ก 321 หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 6 เรื่อง การแก้ปัญหาชีวิตประจำวัน 331 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 7 เรื่อง การแสดงอัลกอริทึม 351 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 8 เรื่อง การแก้ปัญหาเกมเตตริส 363 หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 9 เรื่อง การเขียนโปรแกรมอย่างง่าย 372 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 40 เรื่อง ต รวจหาความผิดพลาดของโปรแกรม 39 7
คำอธิบายรายวิชา ค
รหัสวิชา ว 13101 วิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เวลาเรียน 80 ชั่วโมง จำนวนหน่วยกิต 2 หน่วยกิต คำอธิบายรายวิชา มีความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต โดยสามารถบรรยายสิ่งที่จำเป็นต่อ การดำรงชีวิต และการเจริญเติบโตของมนุษย์และสัตว์โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้และตระหนักถึงประโยชน์ ของอาหาร น้ำ และอากาศ โดยการดูแลตนเองและสัตว์ให้ได้รับสิ่งเหล่านี้ อย่างเหมาะสม เข้าใจในหน่วย พื้นฐานและโครงสร้างของสิ่งมีชีวิต โดยสามารถสร้างแบบจำลองที่บรรยายวัฏจักรชีวิตของสัตว์และ เปรียบเทียบวัฏจักรชีวิตของสัตว์บางชนิด และตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์โดยไม่ทำให้วัฏจักรชีวิตของ สัตว์เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ทางด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ เรื่องการเข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของ สสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค โดยสามารถ อธิบายว่าวัตถุประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนย่อย ๆ ซึ่งสามารถแยกออกจากกันได้และประกอบกันเป็นวัตถุชิ้นใหม่ ได้โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์รวมถึงหลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมีผู้เรียนจะสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อทำให้ร้อนขึ้นหรือทำให้เย็น ลง โดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ส่วนเรื่องของการเข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ระบุผลของแรงที่มี ต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุจากหลักฐานเชิงประจักษ์เปรียบเทียบและยกตัวอย่างแรงสัมผัส และแรงไม่สัมผัสที่มีผลต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ตลอดจนจำแนกวัตถุโดยใช้การ ดึงดูดกับแม่เหล็กเป็นเกณฑ์จากหลักฐานเชิงประจักษ์และระบุขั้วแม่เหล็กและพยากรณ์ผลที่เกิดขึ้นระหว่าง ขั้วแม่เหล็กเมื่อนำมาเข้าใกล้กันจากหลักฐานเชิงประจักษ์นอกจากนี้ในเรื่องของพลังงานต้องสามารถ ยกตัวอย่างการเปลี่ยนพลังงานหนึ่งไปเป็นอีกพลังงานหนึ่งจากหลักฐานเชิงประจักษ์บรรยายการทำงานของ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและระบุแหล่งพลังงานในการผลิตไฟฟ้า จากข้อมูลที่รวบรวมได้อีกทั้งยังต้องมีความ ตระหนักในประโยชน์และโทษของไฟฟ้า โดยนำเสนอวิธีการใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด และปลอดภัย ส่วนเรื่อง วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ ต้องสามารถอธิบายแบบรูปเส้นทางการขึ้นและตก ของดวงอาทิตย์โดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์อธิบายสาเหตุการเกิดปรากฏการณ์การขึ้นและตกของดวงอาทิตย์การเกิดกลางวัน กลางคืนและการกำหนดทิศ โดยใช้แบบจำลอง และตระหนักถึงความสำคัญของดวงอาทิตย์โดยบรรยาย ประโยชน์ของดวงอาทิตย์ต่อสิ่งมีชีวิต ในเรื่องของกระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก ต้องสามารถระบุส่วนประกอบของอากาศ บรรยายความสำคัญของอากาศ และผลกระทบของมลพิษทาง อากาศต่อสิ่งมีชีวิต จากข้อมูลที่รวบรวมได้ส่งไปถึงการตระหนักถึงความสำคัญของอากาศ โดยนำเสนอแนว ทางการปฏิบัติตนในการลดการเกิดมลพิษทางอากาศ อธิบายการเกิดลมจากหลักฐานเชิงประจักษ์และ บรรยายประโยชน์และโทษของลม จากข้อมูลที่รวบรวมได้และสำหรับในด้านเทคโนโลยีนั้น สามารถแสดง อัลกอริทึมในการทำงานหรือการแก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ภาพ สัญลักษณ์หรือข้อความ การเขียนโปรแกรม อย่างง่าย โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือสื่อ และตรวจหาข้อผิดพลาดของโปรแกรม การใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาความรู้ รวบรวม ประมวลผล และนำเสนอข้อมูล โดยใช้ซอฟต์แวร์ตามวัตถุประสงค์รวมถึงต้องใช้เทคโนโลยี สารสนเทศอย่างปลอดภัย ปฏิบัติตามข้อตกลงในการใช้อินเทอร์เน็ต
โดยในการจัดกระบวนเรียนรู้ จะใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตั้งคำถามทางวิทยาศาสตร์และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อสืบเสาะหาคำตอบและคำอธิบาย การ สังเกต การทดลอง การสำรวจตรวจสอบ ซึ่งการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ผู้เรียนได้ใช้ประสบการณ์ตรง ช่วย พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การใช้เหตุผล และการแก้ปัญหา เรียนรู้การใช้จำนวน การ พยากรณ์ การสืบค้นข้อมูล แล้วนำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์ สังเคราะห์ การอธิบาย สามารถลงความเห็น จากข้อมูล การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป รวมถึงมีทักษะในกระบวนการแก้ปัญหา การมีลำดับ ขั้นตอนในการทำงาน นอกจากนี้ยังส่งเสริมการมีทักษะในการใช้เทคโนโลยี และมีกระบวนการทำงานกลุ่ม การอภิปรายร่วมกัน ทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ส่งเสริมทักษะกระบวนการคิด อาทิการคิดสร้างสรรค์การ คิดอย่างมีวิจารณญาณ จนสามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจได้ และมี ความสามารถในการตัดสินใจและประเมินค่า รวมถึงการสอนวิทยาศาสตร์ที่เน้นบริบท โดยการเชื่อม วิทยาศาสตร์ในห้องเรียนกับวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวันหรือโลกนอกห้องเรียน จากความรู้และทักษะในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ผู้เรียนได้รับ ทำให้ผู้เรียนมีความ กระตือรือร้น ใฝ่เรียนรู้ มีวินัย ผู้เรียนได้พัฒนาแนวคิด ทักษะกระบวนการ และมีจิตวิทยาศาสตร์ไปพร้อมกัน ก่อให้เกิดเจตคติที่ดีต่อวิชาวิทยาศาสตร์ มีความตระหนักรู้ถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าในการนำ วิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชีวิตจริง นำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสม และมีความปลอดภัย รวมถึงมีคุณธรรม จริยธรรมในการใช้ความรู้และการปฏิบัติตนตาม หลักวิทยาศาสตร์ สามารถนำไปสู่การปฏิบัติตนอย่างสม่ำเสมอจนปรากฏเป็นคุณลักษณะที่ดีต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคมได้ต่อไป ตัวชี้วัด ว 1.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4 ว 2.1 ป.3/1, ป.3/2 ว 2.2 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4 ว 2.3 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3 ว 3.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3 ว 3.2 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4 , ว 4.2 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4, ป.3/5 รวมตัวชี้วัดทั้งหมด 25 ตัวชี้วัด
ง โครงสร้างรายวิชา
โครงสร้างรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โครงสร้างรายวิชาพื้นฐาน ว 13101 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 80 ชั่วโมง/ปี จำนวน 2 หน่วยกิต หน่วย ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 1 ชีวิตมนุษย์ และสัตว์ ว 1.2 ป.3/1 ว 1.2 ป.3/2 • บรรยายสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และการเจริญเติบโตของมนุษย์และสัตว์ โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้ - มนุษย์และสัตว์ต้องการอาหาร น้ำ และอากาศเพื่อการดำรงชีวิตและการ เจริญเติบโต • ตระหนักถึงประโยชน์ของอาหาร น้ำ และอากาศ โดยการดูแลตนเองและสัตว์ ให้ได้รับสิ่งเหล่านี้อย่างเหมาะสม - อาหารช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและ เจริญเติบโต น้ำช่วยให้ร่างกายทำงานได้ อย่างปกติอากาศใช้ในการหายใจ 10 14 2 วัฏจักรชีวิต ว 1.2 ป.3/3 ว 1.2 ป.3/4 • สร้างแบบจำลองที่บรรยายวัฏจักรชีวิต ของสัตว์และเปรียบเทียบวัฏจักรชีวิตของ สัตว์บางชนิด - สัตว์เมื่อเป็นตัวเต็มวัยจะสืบพันธุ์มี ลูก เมื่อลูกเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยก็ สืบพันธุ์มีลูกต่อไปได้อีก หมุนเวียน ต่อเนื่องเป็นวัฏจักรชีวิตของสัตว์ซึ่งสัตว์ แต่ละชนิด เช่น ผีเสื้อ กบ ไก่ มนุษย์ จะมีวัฏจักรชีวิตที่เฉพาะและแตกต่างกัน • ตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์โดยไม่ ทำให้วัฏจักรชีวิตของสัตว์เปลี่ยนแปลง - สัตว์ทุกชนิดมีความสำคัญต่อ สภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ ไม่ควรทำลาย สัตว์ และไม่กระทำให้วัฏจักรชีวิตของสัตว์ ถูกทำลาย เพราะจะส่งผลให้สัตว์ใน ธรรมชาติมีจำนวนลดลง 10 14
หน่วย ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 3 วัสดุ มหัศจรรย์ ว 2.1 ป.3/1 ว 2.1 ป.3/2 • อธิบายว่าวัตถุประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน ย่อย ๆ ซึ่งสามารถแยกออกจากกันได้และ ประกอบกันเป็นวัตถุชิ้นใหม่ได้โดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์ - วัตถุอาจทำจากชิ้นส่วนย่อย ๆ ซึ่งแต่ละชิ้น มีลักษณะเหมือนกันมา ประกอบเข้าด้วยกัน เมื่อแยกชิ้นส่วน ย่อย ๆ แต่ละชิ้นของวัตถุออกจากกัน สามารถนำชิ้นส่วนเหล่านั้นมาประกอบ เป็นวัตถุชิ้นใหม่ได้เช่น กำแพงบ้านมีก้อน อิฐหลาย ๆ ก้อนประกอบเข้าด้วยกัน และ สามารถนำก้อนอิฐจากกำแพงบ้านมา ประกอบเป็นพื้นทางเดินได้ • อธิบายการเปลี่ยนแปลงของวัสดุเมื่อทำ ให้ร้อนขึ้นหรือทำให้เย็นลง โดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์ - เมื่อให้ความร้อนหรือทำให้วัสดุร้อน ขึ้น และเมื่อลดความร้อนหรือทำให้วัสดุ เย็นลง วัสดุจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้เช่น สีเปลี่ยน รูปร่างเปลี่ยน 5 10 4 แรง แสนสนุก ว 2.2 ป.3/1 • ระบุผลของแรงที่มีต่อการเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนที่ของวัตถุจากหลักฐานเชิง ประจักษ์ - การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรง กระทำต่อวัตถุแรงมีผลต่อการเคลื่อนที่ ของวัตถุแรงอาจทำให้วัตถุเกิดการ เคลื่อนที่โดยเปลี่ยนตำแหน่งจากที่หนึ่งไป ยังอีกที่หนึ่ง - การเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของ วัตถุได้แก่ วัตถุที่อยู่นิ่งเปลี่ยนเป็น เคลื่อนที่ วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่เปลี่ยนเป็น เคลื่อนที่เร็วขึ้นหรือช้าลงหรือหยุดนิ่ง หรือ 4 8
หน่วย ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน ว 2.2 ป.3/2 เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ • เปรียบเทียบและยกตัวอย่างแรงสัมผัส และแรงไม่สัมผัสที่มีผลต่อการเคลื่อนที่ ของวัตถุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ - การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรง ที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยวัตถุทั้งสองอาจสัมผัสหรือไม่ต้อง สัมผัสกัน เช่น การออกแรงโดยใช้มือดึง หรือการผลักโต๊ะให้เคลื่อนที่เป็นการออก แรงที่วัตถุต้องสัมผัสกัน แรงนี้จึงเป็นแรง สัมผัส ส่วนการที่แม่เหล็กดึงดูดหรือผลัก ระหว่างแม่เหล็กเป็นแรงที่เกิดขึ้นโดย แม่เหล็กไม่จำเป็นต้องสัมผัสกัน แรงแม่เหล็กนี้จึงเป็นแรงไม่สัมผัส 5 แรงแม่เหล็ก มหัศจรรย์ ว 2.2 ป.3/3 ว 2.2 ป.3/4 • จำแนกวัตถุโดยใช้การดึงดูดกับแม่เหล็ก เป็นเกณฑ์จากหลักฐานเชิงประจักษ์ - แม่เหล็ก เป็นสิ่งที่สามารถดึงดูด สารแม่เหล็กได้ • ระบุขั้วแม่เหล็กและพยากรณ์ผลที่ เกิดขึ้นระหว่างขั้วแม่เหล็กเมื่อนำมาเข้า ใกล้กันจากหลักฐานเชิงประจักษ์ - แรงแม่เหล็กเป็นแรงที่เกิดขึ้น ระหว่างแม่เหล็กกับสารแม่เหล็ก หรือแม่เหล็กกับแม่เหล็ก แม่เหล็ก มี๒ ขั้ว คือ ขั้วเหนือและขั้วใต้ ขั้วแม่เหล็กชนิดเดียวกันจะผลักกัน ต่างชนิดกันจะดึงดูดกัน 6 12
หน่วย ที่ ชื่อหน่วยการ เรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ/ความคิดรวบยอด เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 6 รู้คิด พิชิต เทคโนโลยี ว 4.2 ป.3/1 • แสดงอัลกอริทึมในการทำงานหรือการ แก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ภาพ สัญลักษณ์ หรือข้อความ - อัลกอริทึมเป็นขั้นตอนที่ใช้ในการ แก้ปัญหา - การแสดงอัลกอริทึม ทำได้โดยการ เขียน บอกเล่า วาดภาพ หรือใช้สัญลักษณ์ - ตัวอย่างปัญหา เช่น เกมเศรษฐีเกม บันไดงู เกม Tetris เกม OX การเดินไป 3 7 7 สร้างสรรค์ เทคโนโลยี ว 4.2 ป.3/2 • เขียนโปรแกรมอย่างง่าย โดยใช้ ซอฟต์แวร์หรือสื่อ และตรวจหา ข้อผิดพลาดของโปรแกรม - การเขียนโปรแกรมเป็นการสร้าง ลำดับของคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน - ตัวอย่างโปรแกรม เช่น เขียน โปรแกรมที่สั่งให้ตัวละครทำงานซ้ำไม่ สิ้นสุด - การตรวจหาข้อผิดพลาด ทำได้โดย ตรวจสอบคำสั่งที่แจ้งข้อผิดพลาด หรือ หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ต้องการให้ ตรวจสอบการทำงานทีละคำสั่ง - ซอฟต์แวร์หรือสื่อที่ใช้ในการเขียน โปรแกรม เช่น ใช้บัตรคำสั่งแสดงการเขียน โปรแกรม, Code.org 2 5 รวมระหว่างเรียน 70 สอบปลายภาค 30 รวมภาคเรียนที่ 1 40 100
แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องแรงแสนสนุก เวลา 4 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 26 เรื่องการใช้แรงกระทำ เวลา 1 ชั่วโมง สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.2 ป.3/1 ระบุผลของแรงที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุจาก หลักฐานเชิงประจักษ์ สาระสำคัญ แรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพได้ แรงมี 2 ลักษณะ คือ แรง สัมผัสและแรงไม่สัมผัส โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสอง มีการสัมผัสกัน เช่น การออกแรงดึงเชือกว่าวเพื่อให้ว่าวอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงหรือเคลื่อนที่ไปมาบน ท้องฟ้า หรือการออกแรงผลัก โดยใช้มือโยนลูกบอลให้เคลื่อนที่ เป็นต้น โดยที่แรงดึง คือ แรงที่กระทำต่อ วัตถุแล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้กระทำ เช่น ดึงเชือกเล่นชักเย่อ การลากซุง ลากเก้าอี้ การปิดหน้าต่าง เป็นต้น ส่วนแรงผลัก คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัวผู้กระทำ เช่น การเข็น รถยนต์ การเตะฟุตบอล การเปิดหน้าต่าง การไกวชิงช้า เป็นต้น จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด - นักเรียนอธิบายลักษณะของแรงที่ใช้กระทำได้(K) - นักเรียนทดลองการออกแรงที่ใช้กระทำได้ (P) - นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจในการทดลองการออกแรงที่ใช้กระทำได้ (A)
239 สาระการเรียนรู้ การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงกระทำต่อวัตถุแรงมีผลต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุแรงอาจทำ ให้วัตถุเกิดการเคลื่อนที่โดยเปลี่ยนตำแหน่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engage) 1. ครูทำท่าการออกแรงลักษณะต่างๆ ให้นักเรียนดู เช่น ยกแขน กระโดด เขียนหนังสือ หวีผม โยนสิ่งของ เป็นต้น แล้วทำการตั้งประเด็นคำถามกับนักเรียนว่า ในการทำกิจกรรมต่างๆ ข้างต้น นักเรียน ต้องมีสิ่งใด (มีการออกแรง) แล้วถ้าไม่มีแรงนักเรียนสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้หรือไม่ 2. นักเรียนทุกคนร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำถามข้างต้น แล้วร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขั้นสำรวจและค้นหา (Explore) 3. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน หลังจากนั้นนักเรียนแต่ละกลุ่มจะได้รับบัตรภาพ และคำกิจกรรมที่เป็นโจทย์ให้แต่ละกลุ่มได้ปฏิบัติ (เตะฟุตบอล เปิดหน้าต่าง ไกวชิงช้า ลากท่อนซุง เล่นชักเย่อ การดึงรถของเล่น) 4. นักเรียนลงมือกิจกรรมการทดลอง เรื่องการใช้แรงกระทำ ตามบัตรภาพที่นักเรียนได้รับ แล้ว ให้แต่ละกลุ่มได้ลองทำท่าดังกล่าว เพื่อช่วยกันสรุปและอภิปรายภายในกลุ่มว่า ลักษณะของแรงที่ใช้ กระทำกิจกรรมดังกล่าวเป็นอย่างไร
240 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลงานของกลุ่มตนเองหน้าชั้นเรียน ขั้นอธิบาย (Explain) 6. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปและอภิปรายความรู้ที่ได้จากกิจกรรม เรื่องการใช้แรงกระทำ 7. ครูอธิบายเรื่องการใช้แรงกระทำ โดยอธิบายว่าแรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิด การเปลี่ยนแปลงสภาพได้ แรงมี 2 ลักษณะ คือ แรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัส โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิด จากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองมีการสัมผัสกัน เช่น การออกแรงดึงเชือกว่าวเพื่อให้ ว่าวอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงหรือเคลื่อนที่ไปมาบนท้องฟ้า หรือการออกแรงผลัก โดยใช้มือโยนลูกบอลให้ เคลื่อนที่ เป็นต้น โดยที่แรงดึง คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้กระทำ เช่น ดึงเชือกเล่นชักเย่อ การลากซุง ลากเก้าอี้ การปิดหน้าต่าง เป็นต้น ส่วนแรงผลัก คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัวผู้กระทำ เช่น การเข็นรถยนต์ การเตะฟุตบอล การเปิดหน้าต่าง การไกวชิงช้า เป็นต้น ขั้นขยายความรู้ (Elaborate) 8. ครูอธิบายขยายความรู้ให้นักเรียนทุกคนเข้าใจมากขึ้น โดยการให้นักเรียนดูคลิปวิดีโอจาก โปรแกรมยูทูป เรื่องของขวัญจากดิน https://www.youtube.com/watch?v=qszthWnshDg แล้วให้ นักเรียนช่วยกันวิเคราะห์ว่ากิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในคลิปวิดีโอมีอะไรบ้าง แล้วในแต่ละกิจกรรมมีการ ออกแรงลักษณะใดบ้าง ขั้นประเมินผล (Evaluate) 9. นักเรียนและคุณครูร่วมกันสรุปว่า แรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิดการ เปลี่ยนแปลงสภาพได้โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสอง มีการสัมผัสกัน โดยที่แรงดึง คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้กระทำ เช่น ดึง เชือกเล่นชักเย่อ การลากซุง ลากเก้าอี้ การปิดหน้าต่าง เป็นต้น ส่วนแรงผลัก คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัวผู้กระทำ เช่น การเข็นรถยนต์ การเตะฟุตบอล การเปิดหน้าต่าง การไกวชิงช้า เป็นต้น 10. ครูประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียนโดยการตั้งคำถาม และให้นักเรียนประเมินความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง โดยการใช้ตั๋วตรวจความรู้ (Exit Tickets) ซึ่งเป็นกลวิธี ที่ให้ นักเรียนเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้เมื่อจบบทเรียน นำไปแปะไว้ในจุดที่กำหนดไว้ก่อนเลิกชั้นเรียน หรือก่อนออก จากชั้นเรียน ในคำถามดังนี้ - ในกิจวัตรประจำวันของนักเรียนมีกิจกรรมใดที่ใช้แรงกระทำบ้าง
241 สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.3 2. บัตรภาพการออกแรง 3. คลิปวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=qszthWnshDg การวัดผลประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและ ประเมินผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนอธิบายลักษณะ ของแรงที่ใช้กระทำได้ (K) ประเมินและตรวจผลงาน จากกิจกรรม เรื่องการใช้ แรงกระทำ แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2. นักเรียนทดลองการออก แรงที่ใช้กระทำได้ (P) ประเมินและตรวจผลงาน จากกิจกรรม เรื่องการใช้ แรงกระทำ แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3. นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจในการ ทดลองการออกแรงที่ใช้ กระทำได้ (A) สังเกตพฤติกรรมจากจาก กิจกรรม เรื่องการใช้แรงกระทำ แบบสังเกต พฤติกรรมนักเรียน พฤติกรรมนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป
242
243 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงแสนสนุก เรื่องการใช้แรงกระทำ คำชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินผลงานของนักเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน รายการประเมิน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้องสมบูรณ์ 2. ผลงานมีความเป็นระเบียบ สวยงาม 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด รวม แบบประเมินผลงาน
244 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงแสนสนุก เรื่องการใช้แรงกระทำ คะแนน ระดับคุณภาพ 12-15 ดี 8-11 พอใช้ ต่ำกว่า 7 ปรับปรุง รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้อง สมบูรณ์ เนื้อหาสาระ ของ ผลงานถูกต้อง ครบทุกจุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 1 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 2-3 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 4-5 จุด เนื้อหาสาระของ ผลงาน บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 2. ผลงานมีความเป็น ระเบียบ สวยงาม ผลงานมีความ เป็นระเบียบ แสดงออก ถึงความ ประณีต ลงสีสวยงาม ครบทุกจุด ผลงานขาด ระเบียบและ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 1 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 2-3 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และตกแต่ง ระบายสีสีมี ความบกพร่อง 4-5 จุด ผลงานขาด ระเบียบ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด เสร็จทันเวลา ภายใน 30 นาที เกิน กำหนดเวลา 1-3 นาที เกิน กำหนดเวลา 4-6 นาที เกิน กำหนดเวลา 7-9 นาที เกินกำหนดเวลา 10 นาที ขึ้นไป เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
245 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความ คิดเห็น การรับฟัง คนอื่น การทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมี น้ำใจ การมี ส่วนร่วมใน การ ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 เกณฑ์ให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ (100%) ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง (70%) ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง (50%) ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-15 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่ม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
246 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องแรงแสนสนุก เวลา 4 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 27 เรื่องแรงดึง แรงผลัก เวลา 1 ชั่วโมง สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.2 ป.3/1 ระบุผลของแรงที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุจาก หลักฐานเชิงประจักษ์ สาระสำคัญ แรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพได้ แรงมี 2 ลักษณะ คือ แรง สัมผัสและแรงไม่สัมผัส โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสอง มีการสัมผัสกัน เช่น การออกแรงดึงเชือกว่าวเพื่อให้ว่าวอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงหรือเคลื่อนที่ไปมาบน ท้องฟ้า หรือการออกแรงผลัก โดยใช้มือโยนลูกบอลให้เคลื่อนที่ เป็นต้น โดยที่แรงดึง คือ แรงที่กระทำต่อ วัตถุแล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้กระทำ เช่น ดึงเชือกเล่นชักเย่อ การลากซุง ลากเก้าอี้ การปิดหน้าต่าง เป็นต้น ส่วนแรงผลัก คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัวผู้กระทำ เช่น การเข็น รถยนต์ การเตะฟุตบอล การเปิดหน้าต่าง การไกวชิงช้า เป็นต้น จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด - นักเรียนจำแนกชนิดของแรงดึงและแรงผลักได้(K) - นักเรียนสร้างแผนผังความคิดเรื่องชนิดของแรงดึงและแรงผลักได้ (P) - นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจในการทำกิจกรรมชนิดของแรงดึงและแรงผลัก (A)
247 สาระการเรียนรู้ การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงกระทำต่อวัตถุแรงมีผลต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุแรงอาจทำ ให้วัตถุเกิดการเคลื่อนที่โดยเปลี่ยนตำแหน่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. ซื่อสัตย์สุจริต 2. มีวินัย 3. ใฝ่เรียนรู้ 4. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engage) 1. ครูทำท่าการออกแรง 2 ลักษณะ ให้นักเรียนดู เช่น เปิดหน้าต่าง และปิดหน้าต่าง แล้วทำการ ตั้งประเด็นคำถามกับนักเรียนว่า การออกแรงทั้ง 2 กิจกรรม เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และกิจกรรม ใดจัดเป็นแรงดึง และแรงผลัก 2. นักเรียนทุกคนร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำถามข้างต้น แล้วร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขั้นสำรวจและค้นหา (Explore) 3. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน หลังจากนั้นนักเรียนแต่ละกลุ่มจะได้รับอุปกรณ์ที่ เป็นโจทย์ให้แต่ละกลุ่มได้ปฏิบัติ (ลากโต๊ะ เข็นโต๊ะ โยนลูกบอล ดึงเชือก ถูพื้น) 4. นักเรียนลงมือกิจกรรมการทดลอง เรื่องแรงดึง แรงผลัก แล้วให้แต่ละกลุ่มได้ลองทำท่า กิจกรรมดังกล่าว แล้วให้แต่ละกลุ่มช่วยกันเขียนบันทึกผลว่ากิจกรรมแต่ละอย่างเป็นการออกแรงดึง หรือ แรงผลัก หลังจากนั้นให้ทุกคนในกลุ่มช่วยกันสรุปและอภิปรายผลที่ได้
248 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลงานของกลุ่มตนเองหน้าชั้นเรียน ขั้นอธิบาย (Explain) 6. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปและอภิปรายความรู้ที่ได้จากกิจกรรม เรื่องแรงดึง แรงผลัก 7. ครูอธิบายเรื่องการใช้แรงกระทำ โดยอธิบายว่าแรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิด การเปลี่ยนแปลงสภาพได้ แรงมี 2 ลักษณะ คือ แรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัส โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิด จากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองมีการสัมผัสกัน แรงดึง คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุแล้ว ทำให้วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้กระทำ เช่น ดึงเชือกเล่นชักเย่อ การลากซุง ลากเก้าอี้ การปิดหน้าต่าง เป็นต้น ส่วนแรงผลัก คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัวผู้กระทำ เช่น การเข็นรถยนต์ การเตะฟุตบอล การเปิดหน้าต่าง การไกวชิงช้า เป็นต้น ส่วนในกิจกรรมที่ให้นักเรียนทดลอง พบว่าลาก โต๊ะ ดึงเชือก เป็นการออกแรงดึง ส่วนการเข็นโต๊ะ โยนลูกบอล เป็นการออกแรงผลัก และการถูพื้น เป็น กิจกรรมที่ต้องใช้ทั้งแรงดึงและแรงผลัก ขั้นขยายความรู้ (Elaborate) 8. ครูอธิบายขยายความรู้ให้นักเรียนทุกคนเข้าใจมากขึ้น โดยการให้นักเรียนดูคลิปวิดีโอเรื่องมอล ลี่กับยักษ์ https://www.youtube.com/watch?v=tQaFYBpjeW0 แล้วให้นักเรียนช่วยกันวิเคราะห์ว่า กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในคลิปวิดีโอมีอะไรบ้าง แล้วในแต่ละกิจกรรมมีการออกแรงลักษณะใดบ้าง สามารถจำแนกได้ว่ากิจกรรมใดเป็นการออกแรงดึง และแรงผลัก และครูอธิบายโดยใช้สื่อการสอนชนิด ของแรง ขั้นประเมินผล (Evaluate) 9. นักเรียนและคุณครูร่วมกันสรุปว่า แรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิดการ เปลี่ยนแปลงสภาพได้ แรงมี 2 ลักษณะ คือ แรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัส โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิดจาก วัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองมีการสัมผัสกัน แรงดึง คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้ วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้กระทำ ส่วนแรงผลัก คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัว ผู้กระทำ โดยในกิจกรรมที่ให้นักเรียนทดลอง พบว่าลากโต๊ะ ดึงเชือก เป็นการออกแรงดึง ส่วนการเข็นโต๊ะ โยนลูกบอล เป็นการออกแรงผลัก และการถูพื้น เป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ทั้งแรงดึงและแรงผลัก 10. ครูประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียนโดยการตั้งคำถาม และให้นักเรียนประเมินความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง โดยการใช้ตั๋วตรวจความรู้ (Exit Tickets) ซึ่งเป็นกลวิธี ที่ให้ นักเรียนเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้เมื่อจบบทเรียน นำไปแปะไว้ในจุดที่กำหนดไว้ก่อนเลิกชั้นเรียน หรือก่อนออก จากชั้นเรียน ในคำถามดังนี้ - ในกิจวัตรประจำวันของนักเรียนมีกิจกรรมใดที่ใช้แรงดึง กิจกรรมใดใช้แรงผลัก
249 สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.3 2. โต๊ะ ลูกบอล เชือก ไม้ถูพื้น 3. คลิปวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=tQaFYBpjeW0 4. สื่อการสอน เรื่องชนิดของแรง การวัดผลประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและ ประเมินผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนจำแนกชนิดของ แรงดึงและแรงผลักได้ (K) ประเมินและตรวจ ผลงาน จากใบงาน เรื่องแรงดึง แรงผลัก แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2. นักเรียนสร้างแผนผัง ความคิดเรื่องชนิดของแรง ดึงและแรงผลักได้ (P) ประเมินและตรวจ ผลงาน จากกิจกรรม เรื่องแรงดึง แรงผลัก แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3. นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจใน การทำกิจกรรมชนิดของ แรงดึงและแรงผลัก (A) สังเกตพฤติกรรมจาก จากกิจกรรม เรื่องแรงดึง แรงผลัก แบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียน พฤติกรรมนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป
250
251 ให้นักเรียนสังเกตภาพและระบุกิจกรรมว่าจัดเป็น แรงดึง หรือ แรงผลัก ชื่อ........................................................................................................................เลขที่....................ชั้น.............. ใบงาน เรื่อง แรงดึง แรงผลัก 1. เตะฟุตบอล 2. ชักเย่อ 3. เข็นรถเข็น ……………………………………… ………………………………….…… ……………………………………… ………………………………….…… ……………………………………… ………………………………….…… 4. ลากกระเป๋า 5. เปิดหน้าต่าง 6. หวีผม ……………………………………… ………………………………….…… ……………………………………… ………………………………….…… ……………………………………… ………………………………….……
252 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงแสนสนุก เรื่องแรงดึงและแรงผลัก คำชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินผลงานของนักเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน รายการประเมิน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้องสมบูรณ์ 2. ผลงานมีความเป็นระเบียบ สวยงาม 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด รวม แบบประเมินผลงาน
253 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงแสนสนุก เรื่องแรงดึงและแรงผลัก คะแนน ระดับคุณภาพ 12-15 ดี 8-11 พอใช้ ต่ำกว่า 7 ปรับปรุง รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้อง สมบูรณ์ เนื้อหาสาระ ของ ผลงานถูกต้อง ครบทุกจุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 1 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 2-3 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 4-5 จุด เนื้อหาสาระของ ผลงาน บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 2. ผลงานมีความเป็น ระเบียบ สวยงาม ผลงานมีความ เป็นระเบียบ แสดงออก ถึงความ ประณีต ลงสีสวยงาม ครบทุกจุด ผลงานขาด ระเบียบและ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 1 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 2-3 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และตกแต่ง ระบายสีสีมี ความบกพร่อง 4-5 จุด ผลงานขาด ระเบียบ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด เสร็จทันเวลา ภายใน 30 นาที เกิน กำหนดเวลา 1-3 นาที เกิน กำหนดเวลา 4-6 นาที เกิน กำหนดเวลา 7-9 นาที เกินกำหนดเวลา 10 นาที ขึ้นไป เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
254 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความ คิดเห็น การรับฟัง คนอื่น การทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมี น้ำใจ การมี ส่วนร่วมใน การ ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 เกณฑ์ให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ (100%) ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง (70%) ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง (50%) ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-15 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่ม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
255 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องแรงแสนสนุก เวลา 4 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 28 เรื่องผลของการออกแรง เวลา 1 ชั่วโมง สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.2 ป.3/1 ระบุผลของแรงที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงการเคลื่อนที่ของวัตถุจาก หลักฐานเชิงประจักษ์ สาระสำคัญ แรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพได้ แรงมี 2 ลักษณะ คือ แรง สัมผัสและแรงไม่สัมผัส โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสอง มีการสัมผัสกัน เช่น การออกแรงดึงเชือกว่าวเพื่อให้ว่าวอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลงหรือเคลื่อนที่ไปมาบน ท้องฟ้า หรือการออกแรงผลัก โดยใช้มือโยนลูกบอลให้เคลื่อนที่ เป็นต้น โดยที่แรงดึง คือ แรงที่กระทำต่อ วัตถุแล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้กระทำ เช่น ดึงเชือกเล่นชักเย่อ การลากซุง ลากเก้าอี้ การปิดหน้าต่าง เป็นต้น ส่วนแรงผลัก คือ แรงที่กระทำต่อวัตถุ แล้วทำให้วัตถุเคลื่อนที่ออกจากตัวผู้กระทำ เช่น การเข็น รถยนต์ การเตะฟุตบอล การเปิดหน้าต่าง การไกวชิงช้า เป็นต้น จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด - นักเรียนอธิบายผลของการออกแรงได้(K) - นักเรียนสามารถปฏิบัติเพื่อทดสอบหาผลของการออกแรงได้ (P) - นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจในการทดสอบหาผลของการออกแรง (A)
256 สาระการเรียนรู้ การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงกระทำต่อวัตถุแรงมีผลต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุแรงอาจทำ ให้วัตถุเกิดการเคลื่อนที่โดยเปลี่ยนตำแหน่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engage) 1. ครูทำท่ากิจกรรมการออกแรง ให้นักเรียนดู เช่น เข็นเก้าอี้แล้วทำการตั้งประเด็นคำถามกับ นักเรียนทั้งห้องว่า การออกแรงในกิจกรรมดังกล่าว จัดเป็นแรงดึง และแรงผลัก และมีผลของแรงอย่างไร 2. นักเรียนทุกคนในชั้นร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำถามข้างต้น แล้วร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขั้นสำรวจและค้นหา (Explore) 3. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน หลังจากนั้นนักเรียนแต่ละกลุ่มจะได้รับสื่อการ เรียนรู้เรื่องผลของการออกแรง ดังนี้ - กรณีที่ 1 ผลของแรงทำให้วัตถุเคลื่อนที่ หรือหยุดนิ่ง เมื่อมีแรงมากระทำกับวัตถุที่หยุด นิ่ง วัตถุจะเกิดการเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันกับแรงที่มากระทำ เช่น การเตะฟุตบอล การตีกอล์ฟ ในทางกลับกัน เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุนั้นที่กำลังเคลื่อนที่ วัตถุสามารถหยุดนิ่ง เช่น การใช้มือรับบอล ที่เคลื่อนที่กำลังเคลื่อนที่ การใช้เท้าหยุดลูกบอลที่กำลังเคลื่อนที่ เป็นต้น
257 - กรณีที่ 2 ผลของแรงทำให้วัตถุเคลื่อนที่เร็วขึ้น เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุที่กำลัง เคลื่อนที่ในทิศทางเดียวกันกับทิศทางที่วัตถุนั้นเคลื่อนที่ วัตถุจะเคลื่อนที่เร็วขึ้น เช่น การไกวชิงช้าที่กำลัง เคลื่อนที่ และการผลักลูกบอลที่กำลังเคลื่อนที่ เป็นต้น - กรณีที่ 3 ผลของแรงทำให้วัตถุเคลื่อนที่ช้าลง เมื่อมีแรงมากระทำกับวัตถุที่กำลัง เคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางที่วัตถุนั้นเคลื่อนที่ วัตถุจะเคลื่อนที่ช้าลง เช่น การถีบรถจักรยาน ขึ้นเนิน - กรณีที่ 4 ผลของแรงทำให้วัตถุเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุ ที่กำลังเคลื่อนที่ โดยทิศทางของแรงที่กระทำไม่อยู่ในทิศทางเดียวกันกับทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ จะ ทำให้วัตถุนั้นเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ เช่น การตีปิงปองให้เคลื่อนที่ในทิศทางที่ต้องการ เป็นต้น 4. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาความรู้จากสื่อการสอนที่มีให้ แล้วให้สมาชิกทุกคนร่วมกัน อภิปรายผลแล้วเขียนสรุปออกมาเป็นแผนผังความคิด เรื่องผลของแรง 5. นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลงานของกลุ่มตนเองหน้าชั้นเรียน ขั้นอธิบาย (Explain) 6. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปและอภิปรายความรู้ที่ได้จากกิจกรรมเรื่องผลของแรง 7. ครูอธิบายเรื่องผลของแรง โดยอธิบาย ดังนี้ - กรณีที่ 1 ผลของแรงทำให้วัตถุเคลื่อนที่ หรือหยุดนิ่ง เมื่อมีแรงมากระทำกับวัตถุที่หยุด นิ่ง วัตถุจะเกิดการเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันกับแรงที่มากระทำ เช่น การเตะฟุตบอล การตีกอล์ฟ ในทางกลับกัน เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุนั้นที่กำลังเคลื่อนที่ วัตถุสามารถหยุดนิ่ง เช่น การใช้มือรับบอล ที่เคลื่อนที่กำลังเคลื่อนที่ การใช้เท้าหยุดลูกบอลที่กำลังเคลื่อนที่ เป็นต้น - กรณีที่ 2 ผลของแรงทำให้วัตถุเคลื่อนที่เร็วขึ้น เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุที่กำลัง เคลื่อนที่ในทิศทางเดียวกันกับทิศทางที่วัตถุนั้นเคลื่อนที่ วัตถุจะเคลื่อนที่เร็วขึ้น เช่น การไกวชิงช้าที่กำลัง เคลื่อนที่ และการผลักลูกบอลที่กำลังเคลื่อนที่ เป็นต้น - กรณีที่ 3 ผลของแรงทำให้วัตถุเคลื่อนที่ช้าลง เมื่อมีแรงมากระทำกับวัตถุที่กำลัง เคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามกับทิศทางที่วัตถุนั้นเคลื่อนที่ วัตถุจะเคลื่อนที่ช้าลง เช่น การถีบรถจักรยาน ขึ้นเนิน - กรณีที่ 4 ผลของแรงทำให้วัตถุเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ เมื่อมีแรงมากระทำต่อวัตถุ ที่กำลังเคลื่อนที่ โดยทิศทางของแรงที่กระทำไม่อยู่ในทิศทางเดียวกันกับทิศทางการเคลื่อนที่ของวัตถุ จะ ทำให้วัตถุนั้นเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ เช่น การตีปิงปองให้เคลื่อนที่ในทิศทางที่ต้องการ เป็นต้น
258 ขั้นขยายความรู้ (Elaborate) 8. ครูอธิบายขยายความรู้ให้กับนักเรียนทุกคนเพื่อให้เข้าใจมากขึ้นว่า การทำกิจกรรมต่างๆ ใน ชีวิตประจำวันเกี่ยวข้องกับการออกแรงเสมอ โดยแรงเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เปล่า แต่สามารถสังเกตได้จากผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ โดยจากการเรียนรู้ พบว่าผลของแรงที่กระทำ ต่อวัตถุอาจมีหลายลักษณะ ขั้นประเมินผล (Evaluate) 9. นักเรียนและคุณครูร่วมกันสรุปว่า แรงเป็นสิ่งที่กระทำต่อวัตถุแล้วทำให้วัตถุเกิดการ เปลี่ยนแปลงสภาพได้ แรงมี 2 ลักษณะ คือ แรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัส โดยที่แรงสัมผัสเป็นแรงที่เกิดจาก วัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองมีการสัมผัสกัน และผลของแรง สามารถเกิดขึ้นได้หลาย ลักษณะ เช่น ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ หรือหยุดนิ่ง ทำให้วัตถุเคลื่อนที่เร็วขึ้น ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ช้าลง และยัง ทำให้วัตถุเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ 10. ครูประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียนโดยการตั้งคำถาม และให้นักเรียนประเมินความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง โดยการใช้ตั๋วตรวจความรู้ (Exit Tickets) ซึ่งเป็นกลวิธี ที่ให้ นักเรียนเขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้เมื่อจบบทเรียน นำไปแปะไว้ในจุดที่กำหนดไว้ก่อนเลิกชั้นเรียน หรือก่อนออก จากชั้นเรียน โดยมีรูปหน้าชั้นเรียน ให้นักเรียนเขียนผลของการออกแรงดังกล่าว แล้วนำไปแปะคำตอบไว้ สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.3 2. กระดาษ ดินสอ สี 3. สื่อการสอน เรื่องผลของแรง
259 การวัดผลประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและ ประเมินผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนอธิบายผลของ การออกแรงได้ (K) ประเมินและตรวจ ผลงาน จากกิจกรรม และแผนผังความคิด เรื่องผลของแรง แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2. นักเรียนสามารถปฏิบัติ เพื่อทดสอบหาผลของการ ออกแรงได้ (P) ประเมินและตรวจ ผลงาน จากกิจกรรม เรื่องผลของแรง แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3. นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจในการ ทดสอบหาผลของการออก แรง (A) สังเกตพฤติกรรม จากกิจกรรม เรื่องผลของแรง แบบสังเกต พฤติกรรมนักเรียน พฤติกรรมนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป
260
261 ให้นักเรียนโยงเส้นผลของแรงให้สอดคล้องสัมพันธ์กับภาพ ชื่อ........................................................................................................................เลขที่....................ชั้น.............. ใบงาน เรื่องผลของแรง เมื่อแรงมากระทำวัตถุหยุดนิ่ง ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ ทำให้วัตถุเคลื่อนที่อยู่แล้ว เคลื่อนที่ช้าลง หรือหยุดนิ่ง แรงมากระทำทิศทางตรงข้าม ทำให้วัตถุเคลื่อนที่ช้าลง ทำให้วัตถุนั้นเปลี่ยนทิศทาง การเคลื่อนที่
262 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงแสนสนุก เรื่องผลของการออกแรง คำชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินผลงานของนักเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน รายการประเมิน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้องสมบูรณ์ 2. ผลงานมีความเป็นระเบียบ สวยงาม 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด รวม เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน
263 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงแสนสนุก เรื่องผลของการออกแรง คะแนน ระดับคุณภาพ 12-15 ดี 8-11 พอใช้ ต่ำกว่า 7 ปรับปรุง รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้อง สมบูรณ์ เนื้อหาสาระ ของ ผลงานถูกต้อง ครบทุกจุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 1 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 2-3 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 4-5 จุด เนื้อหาสาระของ ผลงาน บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 2. ผลงานมีความเป็น ระเบียบ สวยงาม ผลงานมีความ เป็นระเบียบ แสดงออก ถึงความ ประณีต ลงสีสวยงาม ครบทุกจุด ผลงานขาด ระเบียบและ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 1 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 2-3 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และตกแต่ง ระบายสีสีมี ความบกพร่อง 4-5 จุด ผลงานขาด ระเบียบ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด เสร็จทันเวลา ภายใน 30 นาที เกิน กำหนดเวลา 1-3 นาที เกิน กำหนดเวลา 4-6 นาที เกิน กำหนดเวลา 7-9 นาที เกินกำหนดเวลา 10 นาที ขึ้นไป เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
264 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความ คิดเห็น การรับฟัง คนอื่น การทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมี น้ำใจ การมี ส่วนร่วมใน การ ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 เกณฑ์ให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ (100%) ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง (70%) ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง (50%) ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-15 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่ม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
265 แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่องแรงแสนสนุก เวลา 4 ชั่วโมง แผนการเรียนรู้ที่ 29 เรื่องชนิดของแรง เวลา 1 ชั่วโมง สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 2.2 ป.3/2 เปรียบเทียบและยกตัวอย่างแรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัสที่มีผลต่อการ เคลื่อนที่ของวัตถุโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ สาระสำคัญ การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยวัตถุทั้งสอง อาจสัมผัส หรือไม่ต้องสัมผัสกัน เช่น การออกแรงโดยใช้มือดึงหรือการผลักโต๊ะให้เคลื่อนที่ เป็นการออก แรงที่วัตถุต้องสัมผัสกัน แรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองสัมผัสกัน แรงนี้จึงเป็น แรงสัมผัส ส่วนการที่แม่เหล็กดึงดูดหรือผลักระหว่างแม่เหล็ก หรือแรงโน้มถ่วงของโลก เป็นแรงซึ่งเกิดจาก วัตถุหนึ่งกระทำกับวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองไม่จำเป็นต้องสัมผัสกัน แรงนี้จึงจัดเป็นแรงไม่สัมผัส จุดประสงค์การเรียนรู้สู่ตัวชี้วัด - นักเรียนยกตัวอย่างกิจกรรมที่ใช้แรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัสได้(K) - นักเรียนสามารถเปรียบเทียบแรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัสได้ (P) - นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจในกิจกรรมแรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัส (A)
266 สาระการเรียนรู้ การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยวัตถุทั้งสอง อาจสัมผัส หรือไม่ต้องสัมผัสกัน เช่น การออกแรงโดยใช้มือดึงหรือการผลักโต๊ะให้เคลื่อนที่ เป็นการออก แรงที่วัตถุต้องสัมผัสกัน แรงนี้จึงเป็นแรงสัมผัส ส่วนการที่แม่เหล็กดึงดูดหรือผลักระหว่างแม่เหล็กเป็น แรงที่เกิดขึ้นโดยแม่เหล็กไม่จำเป็นต้องสัมผัสกัน แรงแม่เหล็กนี้จึงเป็นแรงไม่สัมผัส สมรรถนะ 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ 3. มุ่งมั่นในการทำงาน กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นสร้างความสนใจ (Engage) 1. ครูนำภาพการออกแรง 2 แบบ แล้วให้นักเรียนดู คือ ภาพแรงแม่เหล็ก กับ ภาพการดึงเชือก แล้วให้นักเรียนสังเกตภาพทั้งสอง แล้วตอบประเด็นคำถาม ดังนี้ - ภาพทั้งสอง คือภาพที่กำลังทำอะไร - แรงที่เกิดขึ้นทั้งสองเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร 2. นักเรียนทุกคนในห้องร่วมกันแสดงความคิดเห็นในประเด็นคำถามข้างต้น แล้วร่วมกันพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
267 ขั้นสำรวจและค้นหา (Explore) 3. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5-6 คน หลังจากนั้นให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันสังเกต ภาพการออกแรงสัมผัส และแรงไม่สัมผัส จากนั้นให้ระบุชนิดของแรง แล้วบันทึกผลที่ได้ 4. นักเรียนส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลงานของกลุ่มตนเอง แล้วให้นักเรียนคนอื่นๆ ในชั้นเรียน อภิปรายร่วมกัน ขั้นอธิบาย (Explain) 5. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปและอภิปรายความรู้ที่ได้จากกิจกรรม เรื่องชนิดของแรง 6. ครูอธิบายเรื่องชนิดของแรง โดยอธิบายว่าการดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงที่เกิดจากวัตถุ หนึ่งกระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยวัตถุทั้งสองอาจสัมผัส หรือไม่ต้องสัมผัสกัน เช่น การออกแรงโดยใช้มือดึง หรือการผลักโต๊ะให้เคลื่อนที่ เป็นการออกแรงที่วัตถุต้องสัมผัสกัน แรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับวัตถุ หนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองสัมผัสกัน แรงนี้จึงเป็นแรงสัมผัส ส่วนการที่แม่เหล็กดึงดูดหรือผลักระหว่างแม่เหล็ก หรือแรงโน้มถ่วงของโลก เป็นแรงซึ่งเกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองไม่จำเป็นต้อง สัมผัสกัน แรงนี้จึงจัดเป็นแรงไม่สัมผัส ขั้นขยายความรู้ (Elaborate) 7. ครูอธิบายขยายความรู้ให้นักเรียนทุกคนโดยใช้คลิปวิดีโอเรื่องชนิดของแรง เพื่อเปรียบเทียบให้ เห็นความแตกต่างของแรงสัมผัสและแรงไม่สัมผัสได้ชัดเจนมากขึ้น ขั้นประเมินผล (Evaluate) 8. นักเรียนและคุณครูร่วมกันสรุปว่า การดึงหรือการผลักเป็นการออกแรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่ง กระทำกับอีกวัตถุหนึ่ง โดยวัตถุทั้งสองอาจสัมผัส หรือไม่ต้องสัมผัสกัน เช่น การออกแรงโดยใช้มือดึงหรือ การผลักโต๊ะให้เคลื่อนที่ เป็นการออกแรงที่วัตถุต้องสัมผัสกัน แรงที่เกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองสัมผัสกัน แรงนี้จึงเป็นแรงสัมผัส ส่วนการที่แม่เหล็กดึงดูดหรือผลักระหว่างแม่เหล็ก หรือ
268 แรงโน้มถ่วงของโลก เป็นแรงซึ่งเกิดจากวัตถุหนึ่งกระทำกับวัตถุหนึ่ง โดยที่วัตถุทั้งสองไม่จำเป็นต้องสัมผัส กัน แรงนี้จึงจัดเป็นแรงไม่สัมผัส 9. นักเรียนทำใบงาน เรื่องแรงสัมผัส แรงไม่สัมผัส 10. ครูประเมินความรู้ความเข้าใจของนักเรียนโดยการตั้งคำถาม และให้นักเรียนประเมินความรู้ ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง สื่อและแหล่งเรียนรู้ 1. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ป.3 2. สื่อการเรียนรู้เรื่องชนิดของแรง 3. คลิปวิดีโอเรื่องชนิดของแรง https://www.youtube.com/watch?v=9_ILdCurWq8 การวัดผลประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัดและ ประเมินผล เครื่องมือ เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนยกตัวอย่าง กิจกรรมที่ใช้แรงสัมผัสและ แรงไม่สัมผัสได้ (K) ประเมินและตรวจ ผลงาน จากใบงาน เรื่องแรงสัมผัส และ แรงไม่สัมผัส แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2. นักเรียนสามารถ เปรียบเทียบแรงสัมผัสและ แรงไม่สัมผัสได้ (P) ประเมินและตรวจ ผลงาน จากกิจกรรม เรื่องชนิดของแรง แบบประเมินผลงาน นักเรียน ผลงานนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3. นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจใน กิจกรรมแรงสัมผัสและแรง ไม่สัมผัส (A) สังเกตพฤติกรรมจาก จากกิจกรรม เรื่องชนิดของแรง แบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียน พฤติกรรมนักเรียน ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ขึ้นไป
269
270
271 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงแสนสนุก เรื่องชนิดของแรง คำชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมินผลงานของนักเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน รายการประเมิน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้องสมบูรณ์ 2. ผลงานมีความเป็นระเบียบ สวยงาม 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด รวม เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน
272 วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แรงแสนสนุก เรื่องชนิดของแรง คะแนน ระดับคุณภาพ 12-15 ดี 8-11 พอใช้ ต่ำกว่า 7 ปรับปรุง รายการประเมิน เกณฑ์การให้คะแนน 5 4 3 2 1 1. มีความถูกต้อง สมบูรณ์ เนื้อหาสาระ ของ ผลงานถูกต้อง ครบทุกจุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 1 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 2-3 จุด เนื้อหาสาระ ของ ผลงาน บกพร่อง 4-5 จุด เนื้อหาสาระของ ผลงาน บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 2. ผลงานมีความเป็น ระเบียบ สวยงาม ผลงานมีความ เป็นระเบียบ แสดงออก ถึงความ ประณีต ลงสีสวยงาม ครบทุกจุด ผลงานขาด ระเบียบและ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 1 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง 2-3 จุด ผลงานขาด ระเบียบ และตกแต่ง ระบายสีสีมี ความบกพร่อง 4-5 จุด ผลงานขาด ระเบียบ ตกแต่งระบายสี สีมีความ บกพร่อง มากกว่า 5 จุด 3. ผลงานเสร็จตาม เวลาที่กำหนด เสร็จทันเวลา ภายใน 30 นาที เกิน กำหนดเวลา 1-3 นาที เกิน กำหนดเวลา 4-6 นาที เกิน กำหนดเวลา 7-9 นาที เกินกำหนดเวลา 10 นาที ขึ้นไป เกณฑ์การให้คะแนนผลงาน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
273 คำชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ✓ลงในช่อง ที่ตรงกับระดับคะแนน ลำดับ ที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความ คิดเห็น การรับฟัง คนอื่น การทำงาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมี น้ำใจ การมี ส่วนร่วมใน การ ปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 เกณฑ์ให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ (100%) ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง (70%) ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง (50%) ให้ 1 คะแนน ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14-15 ดีมาก 11-13 ดี 8-10 พอใช้ ต่ำกว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมกลุ่ม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ
โรงเรียนบ้านคลองหลวง ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1 ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขนั้พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ